สทบ. คิกออฟ ‘กองทุนชุมชนเมือง’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

สทบ. คิกออฟ ‘กองทุนชุมชนเมือง’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

สทบ. คิกออฟ ‘กองทุนชุมชนเมือง’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) รุกหนักขับเคลื่อนโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการและการจัดการดำเนินงานกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก “กองทุนพัฒนาเมืองเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนของคนกรุงเทพฯ” มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านกลไกการกระจายอำนาจให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองอย่างแท้จริง

นายชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)

นายชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยในงานประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนดำเนินงานกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซว่า โครงการนี้ คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของกองทุกหมู่บ้านในบริบทเมืองโดยเป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงการปล่อยสินเชื่อ แต่คือการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อประชาสัมพันธ์บทบาท ภารกิจ นโยบายการดำเนินงานกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในวงกว้าง พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อสร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย

“เราไม่ได้มาเพื่อแค่ให้กู้เงินไปใช้จ่าย แต่เรามาเพื่อ ‘สอนจับปลา’ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับคนกรุงเทพฯ”  ชาญกิจ กล่าว พร้อมระบุว่าตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่แท้จริงของ สทบ. รอบนี้คือ “รายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น” และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นผล

ผ่ากลยุทธ์ 5 ปรัชญา สู่การฟื้นฟูกองทุนที่ซบเซา

โครงการนี้ขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญาหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.เสริมสร้างสำนึกความเป็นชุมชนและท้องถิ่น 2.ชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคต และจัดการหมู่บ้านและชุมชนด้วยคุณค่าและภูมิปัญญาของตนเอง 3. เกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้ด้อยโอกาส เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม 4.เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกับชุมชน ราชการ เอกชน และประชาสังคม 5.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น และพัฒนาประชาธิปไตยพื้นฐาน

นอกจากการชี้แจงนโยบายแล้ว ภายในงานยังมีการเสวนาเจาะลึกถึงความท้าทายของชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน ทั้งในด้านการเงินและคุณภาพชีวิต โดย สทบ. ได้วางโรดแมปในการฟื้นฟูกองทุนที่เคยซบเซาในพื้นที่ กทม. ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ๆ การสร้างอาชีพเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และการจับมือกับพันธมิตรระดับมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง เติมเต็มองค์ความรู้ด้านดิจิทัลและนวัตกรรมอาชีพที่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน

ยกระดับสู่ “สถาบันการเงินชุมชน” สู้ศึกหนี้นอกระบบ

หนึ่งในประเด็นไฮไลท์จากการสัมภาษณ์คือการยกระดับกองทุนหมู่บ้านในกรุงเทพฯ ให้เป็น “สถาบันการเงินชุมชน” ที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นเกราะป้องกันและทางออกให้กับประชาชนที่เผชิญกับปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของคนเมืองในปัจจุบัน นอกจากนี้ เพื่อให้เท่าทันการสื่อสารในยุคดิจิทัล สทบ. ยังได้เปิดตัวช่องทางการสื่อสารใหม่ผ่าน Line OA: @LoveBangkok เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแจ้งข้อมูลข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นจากคนกรุงเทพฯ โดยตรง

“คนกรุงเทพฯ มีความท้าทายที่ต่างจากต่างจังหวัด เราจึงต้องระดมสมองและฟังเสียงจริงจากพื้นที่ เพื่อให้เม็ดเงินและนโยบายลงไปถึงมือสมาชิกอย่างโปร่งใสและถูกจุดที่สุดผมเชื่อมั่นว่ากองทุนพัฒนาเมืองนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายชาญกิจ กล่าวทิ้งท้าย

สทบ. มั่นใจว่าการพลิกโฉมกองทุนพัฒนาเมืองในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของหน่วยงานในฐานะที่พึ่งพิงหลักด้านเศรษฐกิจฐานรากของคนเมืองอย่างยั่งยืน

LEGO จุดประกายไอเดีย เปลี่ยนตัวต่อให้เป็นมากกว่า ‘ของเล่น’ เชื่อมทุกเจนเนอเรชัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

LEGO จุดประกายไอเดีย เปลี่ยนตัวต่อให้เป็นมากกว่า ‘ของเล่น’  เชื่อมทุกเจนเนอเรชัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

LEGO จุดประกายไอเดีย เปลี่ยนตัวต่อให้เป็นมากกว่า ‘ของเล่น’ เชื่อมทุกเจนเนอเรชัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้น “การเล่น” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนเผลอมองข้าม แต่สำหรับ LEGO แล้ว การเล่นไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง หากคือ “ภาษาสากล (Universal Language)” ที่สามารถสื่อสารผ่านความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และสร้างประสบการณ์ร่วมที่มีความหมาย พร้อมเชื่อมโยงผู้คนต่างวัยเข้าด้วยกัน วันนี้ LEGO กำลังนิยามคำว่า “การเล่น” ใหม่ ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ยุคโมเดิร์นอย่างแท้จริง

จากภาพจำเดิมๆ ของการเล่นอาจเคยถูกจำกัดไว้แค่ในโลกของเด็ก แต่ในปัจจุบัน การเล่นได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยทำงาน หรือแม้แต่ “Kidult” (Kid + Adult) หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังคงหลงใหลในความสนุกแบบเด็กๆ ซึ่งความสนุกของการเล่นได้กลายเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่ เป็นพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ได้เติบโตอีกครั้ง ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพักใจ ช่วยให้เราได้ละสายตาจากสมาร์ทโฟน แล้วกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างช่วงเวลาคุณภาพผ่านการแชร์จินตนาการ การเรียนรู้และเรื่องราวต่างๆ ร่วมกัน ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวัยในครอบครัว สร้างประสบการณ์ที่สนุกและมีความหมายได้อีกด้วย

หัวใจสำคัญของ LEGO คือการสร้างแรงบันดาลใจผ่าน “การเล่น” ตัวต่อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เหตุผลที่ LEGO ยังคงครองใจคนทั่วโลกและยืนหนึ่งในใจนักต่อเลโก้มากว่า 94 ปี (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1932) คือ การ Collaboration ร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก ตั้งแต่ภาพยนตร์ระดับตำนาน งานดีไซน์ แฟชั่น กีฬา ไปจนถึงป๊อปคัลเจอร์ โดยนำสิ่งที่ทุกคนหลงใหลมาเปลี่ยนให้เป็นโมเมนต์ที่สามารถสะสมและจับต้องได้ อย่างการจับมือกับ Formula 1® ปั้นคอลเลกชัน LEGO® F1® ที่เปลี่ยนโลกแห่งความเร็วจากสนามแข่งสู่ตัวต่อที่สมจริง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา และยังคงต่อยอดความร่วมมือในปีนี้ เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบรถแข่ง F1® ได้สัมผัสประสบการณ์ความเร็วระดับโลกกับคอลเลคชันใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าการที่แบรนด์อย่าง LEGO เข้าไปอยู่ในทุกอณูของวัฒนธรรมร่วมสมัย เมื่อมีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เหล่าบรรดานักสะสมและแฟนเลโก้ทุกเพศทุกวัยทั่วโลก ต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอที่จะได้เป็นเจ้าของแทบทุกคอลเลกชันที่วางขายเลยก็ว่าได้

หรือแม้กระทั่งคอลเลกชันล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส ทั้งในแฟนๆ ชาวไทยและทั่วโลกเพื่อต้อนรับเทศกาลฟุตบอลโลก กับ LEGO® FIFA World Cup™ ที่จะพาทุกคนไปใกล้ชิดกับเหล่าบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, คีเลียน เอ็มบัปเป้ และ วินิซิอุส จูเนียร์ ในรูปแบบตัวต่อ คอลเลกชันนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่สื่อถึงสปิริตของฟุตบอลโลก ไม่ว่าคอบอลตัวยงหรือนักสะสมที่มีแพชชั่นด้านกีฬา คอลเลกชันนี้คือสิ่งที่ต้องมีไว้ครอบครอง เพื่อเตือนความจำถึงเกมส์ฟุตบอลประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบันในรูปแบบที่สร้างสรรค์กว่าใคร

แฟนๆ ชาวไทยที่กำลังมองหาคอลเลกชันในดวงใจ อย่าลืมแวะไปที่ LEGO® Certified Store ชั้น 3  สยามพารากอน ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคนอีกครั้งในโฉมใหม่ที่สวยและให้แรงบันดาลได้มากกว่าเดิม มอบประสบการณ์การชอปปิงที่ยกระดับ ดื่มด่ำไปกับการเล่นที่ชื่นชอบ และมีความอินเทอร์แอคทีฟมากยิ่งขึ้น พร้อมตื่นตาตื่นใจกับผนังตัวต่อกว่า 155,918 ชิ้น ที่ถ่ายทอดภาพของ วัดพระแก้ว (พระบรมมหาราชวัง) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นสัญลักษณ์แห่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

มาร่วมสัมผัสโลกแห่งจินตนาการที่เป็นมากกว่าการเล่น แต่คือไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทุกเจนเนอเรชันได้แล้ววันนี้ LEGO® Certified Store ชั้น 3 สยามพารากอน หรือผ่านทางออนไลน์ได้ที่ https://www.bricksthailand.com/

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/BricksThailand

ภูเก็ตเปิดงาน ‘เปิดตัวแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินหลักในจังหวัดภูเก็ต’ เวทีสร้างสรรค์เชื่อมศิลปิน–ชุมชน สืบสานวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า

ภูเก็ตเปิดงาน 'เปิดตัวแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินหลักในจังหวัดภูเก็ต' เวทีสร้างสรรค์เชื่อมศิลปิน–ชุมชน  สืบสานวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า

ภูเก็ตเปิดงาน ‘เปิดตัวแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินหลักในจังหวัดภูเก็ต’ เวทีสร้างสรรค์เชื่อมศิลปิน–ชุมชน สืบสานวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

จังหวัด ภูเก็ต โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต จัดพิธีเปิดงาน “เปิดตัวแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินหลักในจังหวัดภูเก็ต” ภายใต้โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” อย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงศักยภาพ และเชื่อมโยงงานศิลปะเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนอย่างมีความหมาย เปิดเวทีที่รวบรวมพลังของศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ในมิติร่วมสมัย ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของเมืองผ่านผลงานของศิลปิน และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างมีชีวิตชีวา มุ่งยกระดับบทบาทของศิลปะจากการเป็นเพียง “สิ่งที่จัดแสดง” สู่การเป็น “ประสบการณ์” ที่ผู้คนสามารถเข้าถึง เรียนรู้ และมีส่วนร่วมได้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสะท้อนความงดงามของรากวัฒนธรรมภูเก็ตที่ได้รับการสืบสานและต่อยอดอย่างสร้างสรรค์

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย สุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม  รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต , สมศักดิ์ โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และ พิบูลยศักดิ์  กิตติธรกุล รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยเหล่าศิลปินจากบ้านศิลปินในภูเก็ต เข้าร่วมงานครั้งนี้

สุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม  รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า  จังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของพื้นที่ และสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้ศิลปินท้องถิ่นและศิลปินรุ่นใหม่ ได้ถ่ายทอดผลงานและแนวคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนได้เข้าถึงศิลปะ เรียนรู้ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สภาวัฒนธรรม ศิลปิน และเครือข่ายชุมชน ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดเวทีทางศิลปะที่มีชีวิต และเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

งาน “เปิดตัวแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินหลักในจังหวัดภูเก็ต” ภายใต้โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสืบสาน ต่อยอด และสร้างคุณค่าให้กับศิลปวัฒนธรรมของภูเก็ต พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทของศิลปินในฐานะพลังสำคัญของสังคม และเป็นสะพานเชื่อมโยงวัฒนธรรมสู่ผู้คนในวงกว้าง

การจัดแสดงครั้งนี้รวบรวมศิลปินจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ ศิลปินจาก Aree Phuket Art Gallery, Phuket Art Village, YorYing A Small Art Space  Baan Thai Art Gallery ร้านเสพศิลป์รินชา รวมถึงศิลปินจากศูนย์เรียนรู้ศิลปะเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกู้กู และกลุ่มศิลปินอิสระ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการศิลปะของภูเก็ต โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงครอบคลุมศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมสีน้ำมัน สีอะคริลิก และสีน้ำ งานศิลปะนามธรรมและร่วมสมัย งานจิตรกรรมไทยและงานเขียนร่วมสมัย งานประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะเชิงสิ่งแวดล้อมจากขยะทะเลที่สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีงานหัตถศิลป์พื้นถิ่นอย่างบาติคลายไทย และการแสดงศิลปะสด (Performance Art) ที่เปิดมิติใหม่ของการเสพงานศิลป์ การรวมตัวของศิลปินในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพของศิลปินท้องถิ่นสู่สายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดบ้านศิลปินและแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดภูเก็ต การจัดแสดงผลงานศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมเรียนรู้กับศิลปินอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวของวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดภูเก็ต ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ร่วมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

ลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1000 ต้น เตรียมผลิตน้ำมันเติมรถไถอีก 20 ปีข้างหน้า

ลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1000 ต้น เตรียมผลิตน้ำมันเติมรถไถอีก 20 ปีข้างหน้า

ลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1000 ต้น เตรียมผลิตน้ำมันเติมรถไถอีก 20 ปีข้างหน้า

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ลูกเสือสำรอง ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ลงมือปลูกยางนา 1,000 ต้น ที่หมู่บ้านน้ำทรัพย์ในเขตมรดกโลกแก่งกระจาน เพชรบุรี เพื่อเตรียมผลิตน้ำมันจากต้นไม้ยางนาสำหรับเติมรถไถนา อีก 20 ปีข้างหน้า

การบินไทย จับมือ EM DISTRICT เปิดแคมเปญเชื่อมโลกการเดินทางและไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

การบินไทย จับมือ EM DISTRICT เปิดแคมเปญเชื่อมโลกการเดินทางและไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

การบินไทย จับมือ EM DISTRICT เปิดแคมเปญเชื่อมโลกการเดินทางและไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำโดย นายอานุภาพ กิตติกุล หัวหน้าฝ่ายขายเส้นทางยุโรป และ นายพิรุณ สกุลทอง หัวหน้าทีมภูมิภาคนอร์ดิก จับมือ EM DISTRICT นำโดย นางสุธาวดี ศิริธนชัย  กรรมการผู้จัดการสายงานการตลาด เปิดตัวแคมเปญ “EM DISTRICT AURORA VOYAGE – The Nordic Weekend Escape” ที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางลัดฟ้าสู่ดินแดนแห่งแสงเหนือ ด้วยรางวัลตั๋วเครื่องบินบนที่นั่งชั้นธุรกิจของสายการบินไทย บินตรงไป-กลับ กรุงเทพ-ออสโล ประเทศนอร์เวย์ สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมสูงสุดใน EM DISTRICT จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง โดยผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญเพื่อรับรางวัลจะต้องมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 10 ล้านบาทขึ้นไปภายใน 3 ศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ EMPORIUM, EMQUARTIER และ EMSPHERE ในระหว่างวันที่ 25 เมษายน 2569 – 31 สิงหาคม 2569 

แคมเปญดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์พันธมิตรของการบินไทยในการสร้างการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงแนวคิดการผสานโลกของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และการเดินทางเหนือระดับเข้าไว้ด้วยกัน โดยนอกจากเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ – ออสโลของการบินไทยจะนำผู้โดยสารสู่จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างประเทศนอร์เวย์แล้ว เส้นทางนี้ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะประตูเชื่อมต่อการเดินทางจากเอเชียสู่ภูมิภาคยุโรปเหนือ รองรับการเดินทางต่อไปยังเมืองสำคัญในกลุ่มประเทศนอร์ดิกและสแกนดิเนเวีย ตอกย้ำศักยภาพของเครือข่ายการบินของสายการบินแห่งชาติที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักเดินทางเพื่อการพักผ่อนและการเดินทางเชิงธุรกิจระหว่างภูมิภาคในทุกมิติ 

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ ICONOSTASIS 8 ศิลปินร่วมตอกย้ำคุณค่างานศิลปกรรม ไม่อาจแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ ICONOSTASIS   8 ศิลปินร่วมตอกย้ำคุณค่างานศิลปกรรม ไม่อาจแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ ICONOSTASIS 8 ศิลปินร่วมตอกย้ำคุณค่างานศิลปกรรม ไม่อาจแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

MOCA BANGKOK ภูมิใจนำเสนอ ICONOSTASIS: No Masters, No Icons นิทรรศการสำคัญที่รวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 คน และศิลปินไทย 4 คน เพื่อนำเสนอคำถามร่วมสมัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า เมื่อภาพถูกผลิตได้แทบจะทันทีจากข้อความคำสั่ง งานศิลปกรรมที่อาศัยการฝึกฝนและการลงมือทำจริงยังมีน้ำหนักอย่างไรในสายตาสังคม จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

MOCA BANGKOK ตอบคำถามนี้ด้วยนิทรรศการ ICONOSTASIS ผลงานของ 4 ศิลปินนานาชาติ  และ 4 ศิลปินไทย  เพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความชำนาญที่แท้จริง ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้นิทรรศการใช้ชื่อ ICONOSTASIS มาจากคำว่า Iconostasis ผนังภาพไอคอนในโบสถ์คริสต์ตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่กั้นพื้นที่ของผู้ร่วมพิธีออกจากเขตศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับผนังศักดิ์สิทธิ์ที่ยกย่องบุคคลสำคัญทางศาสนาICONOSTASIS จึงเลือกยกย่องศิลปินร่วมสมัยผู้ผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ และมีอัตลักษณ์ทางทัศนศิลป์ที่ชัดเจน ได้แก่ มู พัน (Mu Pan) ศิลปินไต้หวัน-อเมริกัน อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) จากอิตาลี สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) จากฝรั่งเศส กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) จากเบลเยียม รวมถึง กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง อานนท์ เลิศพูลผล และ สุวัฒน์ บุญธรรม

ภายในนิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมมากกว่า 120 ชิ้นจากคอลเลกชันส่วนตัวในประเทศไทย พร้อมผลงานใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดย 8 ศิลปิน  จุดเด่นของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า เป็นผลงานร่วมของศิลปินทั้งแปด เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นจากศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการสืบทอดความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ศิลปะหลังยุคปัญญาประดิษฐ์

ตลอดสามปีที่ผ่านมา การสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์จากข้อความคำสั่งกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพียงพิมพ์คำไม่กี่คำ ภาพ เสียง และแนวคิดจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นได้แทบจะทันที เทคโนโลยีเรียนรู้ต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้นจากการใช้งานของผู้คน และค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งในฐานะเครื่องมือ และทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ความเป็นผู้สร้างสรรค์ในวันนี้หมายถึงอะไร

บางคนมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคาม แต่ เวย์น ทร็อบ (Wayn Traub หรือ Director Jacq) ภัณฑารักษ์ของ ICONOSTASIS กลับมองเห็นโอกาส

“ในช่วงที่เทคโนโลยีภาพถ่ายถือกำเนิดขึ้น การวาดภาพเหมือนจริงย่อมถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง แต่ศิลปินที่แข็งแรงพอเลือกปรับตัว และศิลปะสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ภัณฑารักษ์ และศิลปิน ผู้พัฒนาแนวคิดนิทรรศการนี้ร่วมกับนักสะสม อุเทน พัฒนานิพล “สิ่งที่ดูเหมือนวิกฤตในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยน เราเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกิดสิ่งเดียวกัน คือทำให้งานที่ผลิตซ้ำตามสูตรค่อย ๆ จมหายไป และทำให้ศิลปินตัวจริงต้องพัฒนาภาษาและวิธีทำงานของตนเองต่อไป”

ศิลปินใน ICONOSTASIS คือผู้ที่อยู่แถวหน้าของความเปลี่ยนผ่านนี้ พวกเขาสั่งสมความชำนาญจากการทำงานจริงมาเป็นเวลานาน จนความชำนาญนั้นค่อย ๆ กลายเป็นภาษาเฉพาะตัว ภาษาแบบที่ไม่ต้องอธิบายมาก แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของใคร เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดจากทางลัด หากเกิดจากความกล้าในการยืนอยู่กับงานของตัวเอง การทบทวนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการลองผิดลองถูกอย่างไม่ยอมแพ้ ผลงานจึงยืนยันตัวเองได้ด้วยคุณภาพ และยังคงเติบโตต่อไป

เวย์น ทร็อบ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางกระแสของงานภาพสำเร็จรูปที่ไร้ตัวตน ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลเข้ามา งานศิลปกรรมที่อาศัยฝีมือและมีเอกลักษณ์จะยิ่งมีคุณค่ามากกว่าเดิม นี่คือปรมาจารย์รุ่นใหม่ที่ทำให้คำว่า ‘ฝีมือ’ กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง”

ICONOSTASIS เริ่มจากความคิดที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงมาจากความชำนาญ และความชำนาญนั้นเกิดจากการฝึกฝนที่ยาวนานบนฐานของขนบ

หัวใจของนิทรรศการคือ Iconostasis wall ผนังผลงานขนาดใหญ่ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ผู้ชมจะเดินผ่านผนังนี้เพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงด้านใน เหมือนการเดินผ่าน “ประตู” ที่พาเราเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ถัดจากการเลียนแบบ ไปสู่สิ่งที่ศิลปินค่อย ๆ สร้างขึ้นเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน ผลงานของนักศึกษาจำนวน 56 ชิ้นที่จัดวางอยู่ด้านบนคือภาพของความตั้งใจและความต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกมือ เดินตามรอยของแนวทางที่ส่งต่อกันมา 

 “จากตรงนั้น แนวคิดของนิทรรศการจึงค่อยๆ ชัดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว “เราอยากให้ศิลปินนานาชาติและศิลปินไทยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่า ยังมีศิลปะที่ยืนอยู่ได้ด้วยมือมนุษย์ และด้วยความชำนาญที่ผ่านการทำงานจริง”

เทค ทอยส์ บริษัทคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ไอเทมลิขสิทธิ์โลก

เทค ทอยส์ บริษัทคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ไอเทมลิขสิทธิ์โลก

เทค ทอยส์ บริษัทคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ไอเทมลิขสิทธิ์โลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

เทค ทอยส์ (TakeToys) บริษัทสัญชาติไทย ผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ส่งต่อความสุขผ่านไลฟ์สไตล์ไอเทมลิขสิทธิ์โลก ย้ำภาพลักษณ์ผู้นำตลาดตุ๊กตาและของสะสมคุณภาพในไทย

บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด (TakeToys) ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะตัวจริงเรื่องลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ระดับโลก เผยกลยุทธ์มัดใจแฟนคลับผ่านสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา พวงกุญแจแฟชั่น กระเป๋าใส่เหรียญ และเครื่องประดับผม (Hair Accessories) ชูแบรนด์ Care Bears (แคร์แบร์) และ Monchhichi (มอนชิชิ) เป็นหัวหอกสร้างปรากฏการณ์ความนิยมทั่วประเทศ

อักษร จันทรโรจน์วานิช ผู้บริหาร บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด

อักษร จันทรโรจน์วานิช ผู้บริหาร บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของเทค ทอยส์ คือการทำให้คาแรคเตอร์ที่ทุกคนรัก กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เราเลยไม่ได้ทำแค่ตุ๊กตา แต่ขยายไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อย่างพวงกุญแจห้อยกระเป๋า กระเป๋าใส่เหรียญ กิ๊บติดผม และไอเทมต่างๆ ที่ทั้งน่ารัก ใช้งานได้จริง และหยิบมาใช้ได้ในทุกวัน เราเชื่อว่าไอเทมเล็กๆ ที่ตั้งใจออกแบบมาอย่างดี สามารถสร้างความรู้สึกดีๆ และเติมพลังบวกให้คนได้ในชีวิตประจำวัน”    

ทั้งนี้ อีกหนึ่งความภาคภูมิใจสำคัญคือการที่ เทค ทอยส์ เป็นบริษัทของคนไทยที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ “ออกแบบและผลิต” (Design & Manufacturer) สินค้าลิขสิทธิ์ด้วยฝีมือคนไทยเองทั้งหมด โดยทีมดีไซน์เนอร์ไทยได้ดึงเอาเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์ระดับโลกมาตีความใหม่ให้เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ตรงใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และมีมาตรฐานการผลิตที่ประณีตระดับสากล ซึ่งนับเป็นการโชว์ศักยภาพของแบรนด์ไทยในการสร้างสรรค์สินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสัปดาห์และส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน เทค ทอยส์ ได้รับความไว้วางใจในการบริหารลิขสิทธิ์จากแบรนด์ดังระดับสากลมากมาย อาทิ Care Bears, Monchhichi, Disney, Sesame Street, Peanuts, Esther Bunny และ Teletubbies โดยเน้นมาตรฐานการผลิตที่ประณีต ปลอดภัย และคงเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การสะสมของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความสดใสและต้องการสินค้าที่สะท้อนความเป็นตัวเอง

ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย จับมือ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพแรงงานหญิงข้ามชาติ

ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย จับมือ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพแรงงานหญิงข้ามชาติ

ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย จับมือ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพแรงงานหญิงข้ามชาติ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

ตอกย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมครอบคลุมครบทุกมิติ ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย ผนึกกำลัง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ปั้นโครงการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการจ้างงานและสรรหาแรงงานข้ามชาติ ในประเทศไทย – SAFER Work (Strengthening Accountability For Employing and Recruiting Migrant Workers in Thailand) ขับเคลื่อนความช่วยเหลือ เสริมสร้าง และยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพกาย-สุขภาพใจ แรงงานข้ามชาติ สตรี และครอบครัวในแคมป์ก่อสร้างให้ดีขึ้น พร้อมเดินหน้ากิจกรรมเวิร์กช้อปกับผู้รับเหมา และแรงงานครอบคลุมไซต์ก่อสร้างโครงการทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พื้นที่เศรษฐกิจ EEC และหัวเมืองหลักอย่าง ภูเก็ต สานต่อพันธกิจ ภายใต้หลักบรรษัทภิบาล มุ่งมั่นเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามความร่วมมือและสนับสนุนในการดำเนินงานด้านแรงงานข้ามชาติภายใต้ชื่อ “โครงการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการจ้างงานและสรรหาแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย – SAFER Work (Strengthening Accountability For Employing and Recruiting Migrant Workers in Thailand)” กับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) นำโดย นายอภิสิทธิ์  สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วย นายนาวิน เล็กนาวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) และ นางรสลิน โกแวร์  ผู้อํานวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามความร่วมมือและสนับสนุนการดําเนินงานกิจกรรม ณ อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค

การร่วมลงนามความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานด้านแรงงานข้ามชาติในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่เผชิญความยากลำบากในสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเด็ก ครอบครัว และชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การส่งเสริมศักยภาพ และการวางรากฐานอนาคตที่มั่นคงให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาส

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนองค์ความรู้แก่บุคคล กลุ่มเป้าหมาย ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันรับมือและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ยากไร้ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศไทย

การผนึกกำลังระหว่าง ออริจิ้น บริทาเนีย และมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับประเด็น “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” โดยเฉพาะด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้างในปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์  สุนทรชูเกียรติ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับผู้รับเหมาภายใต้สังกัด จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่แรงงานข้ามชาติในไซต์งานก่อสร้าง ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิแรงงาน การป้องกันความรุนแรงต่อสตรี และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ รวมถึงบริการด้านต่างๆ ที่ควรได้รับ โดยมุ่งให้แรงงานข้ามชาติและครอบครัวมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเข้าถึงการคุ้มครองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้              ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมกลุ่ม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการอภิปรายร่วมกัน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีไซต์งานก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินงานทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นายนาวิน เล็กนาวา กล่าวว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจและพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG) โดยร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนิน “โครงการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการจ้างงานและสรรหาแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย – SAFER Work” เสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีแก่แรงงานในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาพร้อมให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานหญิงข้ามชาติและครอบครัวที่เข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง

นางรสลิน โกแวร์  ผู้อํานวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า  ทางมูลนิธิฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อร่วมผลักดันและยกระดับมาตรฐานการจ้างงานที่มีคุณค่าในธุรกิจก่อสร้าง โดยมุ่งสร้างระบบการจ้างงานที่คำนึงถึงความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งในด้านคุณภาพชีวิต ความมั่นคงในการทำงาน และโอกาสในการพัฒนาอย่างเท่าเทียม  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังถือเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ต้องใช้ชีวิตและทำงานในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด การเข้าถึงสิทธิและการอยู่ร่วมในสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้ง 3 องค์กรเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ตระหนักและให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงานข้ามชาติมากยิ่งขึ้น พร้อมร่วมสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

“ผมเสีย” ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะถูกปล่อยปละละเลยได้ การทำร้ายเส้นผมในทุกวันส่งผลให้ผมอ่อนแอ และนำไปสู่การเสียบุคลิกภาพ อาจถูกมองได้ว่าเป็นการไม่ดูแลและใส่ใจสุขภาพเส้นผมของตัวเอง หากกำลังเผชิญกับผมแห้ง แตกปลาย ผมลีบแบน ไม่มีน้ำหนัก จัดทรงยาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ถึงสัญญาณเตือนว่า “ผมพัง” ต้องเร่งกู้โดยด่วน

สาเหตุของผมเสีย มีได้หลายปัจจัยจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งความร้อนจากการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม หรือเครื่องม้วนผม เป็นประจำ ทำให้โครงสร้างโปรตีนในเส้นผมถูกทำลาย การทำเคมี เช่น ยืด ดัด ย้อม ฟอกสีผม เมื่อต้องเปิดเกล็ดผมเพื่อให้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยา ส่งผลให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น แสงแดดและมลภาวะ ฝุ่น ควัน ต่าง ๆ ที่ทำร้ายเส้นผมให้แห้งเสียได้ สระผมด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน ทำให้ผมแห้งและทำลายสมดุลของหนังศีรษะ

การดูแลเส้นผมต้องใช้การบำรุงอย่างสม่ำเสมอและปรับให้เป็นเช็กลิสต์การดูแลผมอย่างเป็นประจำ เพื่อการฟื้นฟูให้มีประสิทธิภาพที่ทำได้ทั้ง ลดใช้ความร้อนและสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนจัดแต่งทรงผม เว้นระยะเวลาในการทำเคมีกับเส้นผม โดยห่างออกไป 6 เดือน เล็มปลายผมที่แตกเป็นประจำ หมักผมสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง  รวมถึงการบำรุงผมเพื่อปิดตำนานผมแห้งฟู กู้ผมพังให้กลับมาสุขภาพดี ด้วยการใช้ซีรั่มหลังสระผม เพื่อบำรุงอย่างล้ำลึก

 กิฟฟารีน (Giffarine พัฒนาผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงเส้นผมอย่าง กิฟฟารีน แอดวานซ์ รีแพร์ แฮร์ ซีรั่ม (Giffarine Advanced Repair Hair Serum) อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติเข้มข้น นำเข้าจากต่างประเทศทั้ง Murumuru Butter ช่วยบำรุงผมแห้งเสีย ลดชี้ฟู ,Pro-Vitamin B5 ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม ให้ผมเปล่งประกายเงางาม Hydrolyzed Keratin ฟื้นบำรุงผมแตกปลาย ให้มีน้ำหนักสุขภาพดีขึ้น และ Argan Oil ช่วยให้ผมนุ่มลื่นจัดทรงง่าย

เป็นเนื้อออยล์ที่เบา ซึมเข้าสู่เส้นผมง่าย และไม่ทำให้ผมมันเพิ่มขึ้น ช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งเสีย พร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อนและสารเคมี เพิ่มความชุ่มชื้น เงางามให้เส้นผม ผมเรียบลื่น จัดทรงง่าย มีน้ำหนัก สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผม รวมถึงผู้ที่มีปัญหาผมชี้ฟู จัดทรงยาก  ผมแห้งเสียหรือแตกปลาย  สัมผัสความร้อนเป็นประจำ  ทำสีผมหรือทำเคมีบ่อย ไม่ใช่เพียงแค่ได้ผมสวยคืนมา แต่ผมกลับมาสุขภาพดีและแข็งแรงขึ้นด้วย

ใช้ง่ายเพียงกดแฮร์ซีรั่ม 2 ปั๊ม ลูบไล้ให้ทั่วเส้นผมที่หมาดหรือแห้ง ใช้ไดร์เป่าผมหรือปล่อยให้ผมแห้งโดยไม่ใช้ความร้อน ก็เป็นการกู้ผมพังให้นุ่มสวย เงางาม เหมือนเพิ่งออกจากซาลอน พร้อมด้วยกลิ่นหอมละมุนติดผมยาวนาน พกพาสะดวกด้วยขวดที่กะทัดรัด  

กุญแจสำคัญของผมสุขภาพดี คือ เริ่มจากการดูแลที่ใส่ใจอย่างถูกต้อง อย่ามองข้ามในเรื่องเล็ก เพราะเลือกป้องกันดีกว่าต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ผมพัง คืนผมให้มีชีวิตชีวา สะบัดผมได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อราวพันปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย  ได้มีความเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มอาหรับ มีนครแบกแดดเป็นศูนย์กลาง  โดยมีกษัตริย์ผู้ครองนครคือ กาหลิบ อัลมาดิ(Al-Mahdi)

วันหนึ่งมีงานเฉลิมฉลองพระโอรสองค์ใหม่  คือ เจ้าชายฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid)  โดยมีบุคคลสำคัญในประเทศและต่างประเทศมาร่วมงาน แล้วทยอยกันมอบของขวัญอันล้ำค่า ทั้งทองคำอัญมณีและม้าศึกฝีเท้าดีจากทะเลทราย                   

แต่ปราชญ์เอบิ มีเฮล (Abi Mihel) เดินเข้ามาในท้องพระโรง ด้วยมือเปล่า เขากราบทูลว่า   มีของขวัญล้ำค่าที่จะมอบให้เจ้าชาย แต่มันไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ หากแต่เป็น “นิทาน”

ผู้ร่วมงานพากันหัวร่อ เมื่อได้ยินคำของปราชญ์เอบิ

เอบิกล่าวต่อไปว่า   “เมื่อเจ้าชายโตขึ้นจนฟังนิทานรู้เรื่อง  ข้าพเจ้าจะเข้ามาที่นี่ทุกวันเพื่อเล่านิทานให้เจ้าชายฟัง   นิทานของขวัญนี้มีค่ามากกว่าเรื่องเล่าปกติ เพราะจะเป็นเครื่องบ่มเพาะปัญญาที่ไม่มีวันสึกหรอ ไม่ถูกโจรขโมย และจะเติบโตไปพร้อมกับสติปัญญาของเจ้าชายตราบชั่วชีวิต      

นิทานที่จะเล่ามีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเฟ้อฝัน ที่จะสอดแทรกคุณธรรมความดี ที่จะทำให้เจ้าชายน้อยเติบโต   ด้วยความฉลาดรอบรู้  ใช้ปัญญาอย่างเป็นธรรม  รู้ทันเล่ห์เพทุบายของคนร้ายคนพาล  

เมื่อถึงวันที่เจ้าชายได้เป็นกษัตริย์ครองนครแบกแดด   ท่านจะเป็นหัวหน้าชาวอาหรับที่มีความสามารถสูง  ยุติธรรม มีความเมตตากรุณา  ดูแลประชาชนทั่วแดนอารเบียให้มีความสุขสมบูรณ์  

ปราชญ์ เอบิ มีเฮลล์ รักษาคำพูดของท่าน โดยเข้าไปพบเจ้าชายทุกวันตั้งแต่เจ้าชายเริ่มพูดได้  แล้วเล่านิทานจากทั่วโลก  เกี่ยวกับคนฉลาด และคนโง่  คนซื่อสัตย์และคดโกง  คนมั่งมีและยากจน  ความสมหวังและผิดหวัง  ความทุกข์และความสุข  ตลอดจนกลอุบายเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์  จนเจ้าชายมีความรอบรู้ผ่านนิทานหลายร้อยเรื่อง 

ต่อมาช่วงพ.ศ. 1329-1352 เจ้าชาย ฮารูน ราชิดได้รับมอบตำเหน่งกาหลิบ เป็นกษัตริย์ครองนครแบกแดดสืบต่อจากพระบิดา     กษัตริย์ราชิดมีความสามารถสูงและยุติธรรม  ประชาชนมีความสุข ไม่มีคนอดอยากหิวโหย   ชาวอาหรับมีความเจริญก้าวหน้า   มีการส่งทูตไปเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง   มีการพัฒนานิทานเรื่องอาหรับราตรี 1001 เรื่อง จากนิทานโบราณของอินเดีย กรีซ อียิปต์ จีน ยิว  โดยได้บันดาลใจจากของขวัญมือเปล่าของปราชญ์ เอบิ มีเฮลล์

นิทานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในสายตาของนักปราชญ์โบราณนั้น “นิทาน” ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพสูงในการหล่อหลอมจิตใจมนุษย์ โดยมีประโยชน์หลักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสนุกสนานดังนี้:

1. การสร้างห้องทดลองเสมือนจริง (The Virtual Laboratory)   สำหรับเจ้าชายที่เติบโตในรั้ววัง นิทานของปราชญ์เอบิ มีเฮล เปรียบเสมือนห้องจำลองสถานการณ์ (Simulation) ให้เจ้าชายได้เรียนรู้เรื่องราวของพ่อค้าที่ถูกโกง นายพลที่ตัดสินใจผิดพลาด หรือกษัตริย์ที่ลุ่มหลงในอำนาจ นิทานช่วยให้ผู้ฟังได้ “ลองผิดลองถูก” ผ่านตัวละคร ทำให้เกิดประสบการณ์ล่วงหน้าโดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจริง

2. การปลูกฝังคุณธรรมผ่านภาพจำ (Ethical Imagery)  เนื่องจากคำสั่งสอนตรง ๆ มักถูกต่อต้านหรือลืมเลือนได้ง่าย แต่นิทานจะเปลี่ยน “คำสอน” ให้เป็น “ภาพ” เมื่อปราชญ์เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับฝูงแกะ ภาพของความเจ้าเล่ห์และการระแวดระวังจะประทับอยู่ในใจเจ้าชาย เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้นำ ท่านจะไม่เพียงแค่จำได้ว่าต้อง “ระวังคนพาล” แต่ท่านจะ “มองเห็น” พฤติกรรมเหล่านั้นผ่านภาพจำจากนิทาน

3. สะพานเชื่อมความเห็นอกเห็นใจ (The Bridge of Empathy)   หัวใจของการปกครองคือความเข้าใจราษฎร นิทานช่วยให้เจ้าชายฮารูน  ก้าวข้ามกำแพงวังออกไปสัมผัสความทุกข์ยากของชาวนา ความหวังของหญิงม่าย หรือความฝันของเด็กกำพร้า     การ “สวมรอย” เป็นตัวละครในนิทานคือการฝึกฝน ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมในเวลาต่อมา

4. คลังอาวุธทางความคิด (Cognitive Toolset)  นิทานแต่ละเรื่องคือบทเรียนการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ปราชญ์เอบิ มีเฮล มักทิ้งปมปัญหาไว้ให้เจ้าชายคิดต่อว่า “ถ้าท่านเป็นตัวละครนั้น ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร?” กระบวนการนี้ช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และการมองโลกหลายมิติ

เจ้าชายฮารูน อัล-ราชิด ได้เติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำพากรุงแบกแดดเข้าสู่ยุคทองแห่งวิทยาการและวรรณกรรม     พิสูจน์ให้เห็นว่า “ของขวัญมือเปล่า” ของปราชญ์เอบิ มีเฮล นั้นทรงพลังเพียงใด เพราะในขณะที่ทองคำอาจถูกใช้หมดไป แต่นิทานและบทเรียนที่ได้รับกลับกลายเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตและแผนที่ในการปกครองแผ่นดิน

การกระทำของปราชญ์ เอบิ มีเฮล  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น  (ธัมมเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การมอบนิทานให้แก่ใครสักคน คือการมอบ “ปัญญา” ที่จะติดตัวเขาไปตลอดกาล”

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณอายุราว 1,000 ปี ของชาวอาหรับตะวันออกกลาง  เรื่อง The Empty -Handed Gift   

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation