ทรู 5G หนุน ‘รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่’ เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง

ทรู 5G หนุน ‘รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่’  เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง

ทรู 5G หนุน ‘รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่’ เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

ทุกวินาทีคือชีวิต เมื่อเผชิญกับโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน การเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยรักษาชีวิตและลดความพิการของผู้ป่วย ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นำศักยภาพของเครือข่าย True 5G สนับสนุนภารกิจการแพทย์ฉุกเฉินโดย สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการสำนักงาน กสทช. และ วรภัทร งานเจตวรกุล หัวหน้าฝ่ายขายธุรกิจองค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบซิม 5G พร้อมแพ็กเกจดาต้าไม่อั้น ระยะเวลา 36 เดือน มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ให้กับ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสนับสนุนการใช้งานในหน่วยรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ  

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

การปฏิบัติงานบนรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ จำเป็นต้องอาศัยศักยภาพเครือข่ายสื่อสารที่มีความหน่วงต่ำและมีความเสถียรสูง เพื่อรองรับการส่งภาพ CT scan สมอง และการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางไกล (Teleconsult) แบบเรียลไทม์ ด้วยศักยภาพของ True 5G จะทำให้ทีมแพทย์สามารถวินิจฉัยและให้คำแนะนำการรักษาได้ทันที ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาสลายลิ่มเลือดภายใน “ช่วงเวลาทอง” 4 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการพัฒนารถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ต้นแบบของศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2561 และสะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงข่ายสื่อสารสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิต ของคนไทยอย่างเท่าเทียม

อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับ จังหวัดปทุมธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร และ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี ผนึกกำลังจัดงาน “PathumThani Kite Festival 2026 ครั้งที่ 1” ระหว่างวันที่ 13 – 14 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีเพื่อปลุกตำนานว่าวไทยสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม และสืบสานประเพณีการเล่นว่าวของไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างแลนด์มาร์คการพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ให้กับชาวปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดภายในงาน

•             Inflatable Kites: ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงว่าวยักษ์ถุงลมแฟนซีหลากหลายรูปทรงและสีสันที่หาชมได้ยาก โดยทีมว่าวตัวแทนประเทศไทยที่ไปทำการแสดงมาแล้วหลากหลายประเทศทั่วโลก

•             Luminous Kite Show: ครั้งแรกกับการชมว่าวประดับไฟ LED ส่องสว่างเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน สร้างทัศนียภาพสุดอลังการ

•             Traditional Thai Kite Exhibition: สัมผัสกับนิทรรศการว่าวไทย 4 ภาค ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยครูว่าวไทยมาสาธิตทำว่าวให้ดูทุกขั้นตอน รู้ถึงประวัติความเป็นมาและรากเหง้าว่าวไทยประเพณี

•             Workshop Kite: ประสบการณ์สุดพิเศษที่จะได้ทำกิจกรรมระบายสีว่าวตามจินตนาการ  นอกจากนี้ยังมีประดิษฐ์ว่าวจากกระดาษว่าว และโครงไม้ไผ่

•             Live Music Experience: ดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดชิลผ่านเสียงเพลงจากศิลปินชื่อดัง:

o             Fellow Fellow เจ้าของเพลงฮิตติดหู อาทิ ดาวหางฮัลเล่ย์, ยิ้มง่าย เป็นต้น

o             ทราย Fahrenheit ร็อกเกอร์สาวพลังเสียงคุณภาพ ที่จะมาปลุกความทรงจำเพลงยุค 90 กับเพลงสุดฮิต อาทิเช่น เจ้าหญิง, ผิดไหม เป็นต้น

•             Pathumthani Market: รวบรวมร้านค้า ของดี ของเด่น และอาหารขึ้นชื่อจากทั่วจังหวัดปทุมธานีมาไว้ในที่เดียว

•             Family Playground: พื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเยาวชน เพื่อเสริมสร้างจินตนาการและความสุขร่วมกัน

ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ยามเย็นของเมืองปทุมธานี  และร่วมสะกดสายตาทั่วฟ้าเมืองปทุม ในงาน Pathumthani Kite Festival วันที่: 13 – 14 มีนาคม 2569 สถานที่: ลานอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ค่าเข้าชม: ฟรีตลอดงาน!

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page : กองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.ปทุมธานี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ที่เมืองจีน มีเด็กชายชื่อ เสี่ยวหลง อาศัยอยู่กับพ่อผู้ใจดีและรักความซื่อสัตย์ พ่อของเสี่ยวหลงสอนให้ลูก ดูแลสิ่งที่รับผิดชอบด้วยความตั้งใจเสมอ

             วันหนึ่ง พ่อให้เมล็ดต้นไม้แก่เสี่ยวหลงและเด็กๆ คนอื่นๆ คนละถุง พร้อมบอกให้เอาไปปลูกให้โต ผู้ที่ปลูกได้ดีที่สุด จะได้รับรางวัลพิเศษ

             เสี่ยวหลงนำเมล็ดต้นไม้ของพ่อไปปลูกในกระถาง รดน้ำทุกวัน วางไว้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ เมล็ดนั้นไม่งอก แต่เพื่อนๆ ของเสี่ยวหลง กลับได้ต้นไม้ที่งอกอย่างงอกงาม ใบเขียวสด หรือดอกสวย เสี่ยวหลงรู้สึกเศร้า แต่เขาไม่เคยคิดโกหกหรือแลกเปลี่ยนเมล็ด

             อีกสามเดือนต่อมา เมื่อถึงเวลานำต้นไม้ไปให้พ่อดู เสี่ยวหลงยกกระถางที่ว่างเปล่าไปด้วยความกลัว เด็กคนอื่นหัวเราะเยาะ แต่เสี่ยวหลงพูดความจริงกับพ่อว่า เมล็ดไม่งอกเลย

             พ่อมองกระถางว่างเปล่า ยิ้มอบอุ่นแล้วเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า เมล็ดต้นไม้ที่ให้ไปนั้นเป็นเมล็ดที่ต้มแล้ว ไม่สามารถงอกได้ เสี่ยวหลงเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่ซื่อสัตย์ กล้าที่จะพูดความจริง แม้จะอับอาย เสี่ยวหลงไม่ได้ชนะเพราะต้นไม้ แต่ชนะเพราะความดีและความซื่อสัตย์

            ตั้งแต่นั้นมา เสี่ยวหลงตั้งใจเรียนรู้สิ่งดีๆ ฟังคำแนะนำของพ่อ และช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน พ่อภูมิใจในลูก และทุกคนก็เรียนรู้ว่า ความจริงและความดีสำคัญกว่าความสวยงามภายนอก กระถางที่ว่างเปล่ากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์และความกล้าที่ทำในสิ่งถูกต้อง

           นิทานนี้สอนรู้ว่า ความดี นั้นแม้ไม่เห็นผลทันที แต่ก็จะงอกงามในใจและนำความสุขที่แท้จริงมาให้

           เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง  กระถางที่ว่างเปล่า (The Empty Pot 空花盆) ที่สอนเรื่องความซื่อสัตย์

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 10 มีนาคม 2569

คุณแหน : 10 มีนาคม 2569

คุณแหน : 10 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

●● ผลจากการที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งยกเลิกการจัดชั้นความลับ (DECLASSIFY) เอกสารรับราชการเกี่ยวกับ “UFO” (การมาเยือนโลกของมนุษย์ต่างดาว) จำนวนหลายหมื่นไฟล์ โดยเขาอ้างว่าเป็นการช่วย อดีตประธานาธิบดีโอบาม่า ให้พ้นผิดจากอาญาฐานเปิดเผยความลับราชการเรื่อง UFO เลยกลายเป็นจุดพลุให้แตกตื่นกันทั่วประเทศ เพราะเรื่อง UFO นั้นเป็นประเด็นสุดยอดความสนใจของอเมริกันชนอยู่แล้ว หน่วยงานรัฐบาลกลางต้องเตรียมรับมือจากองค์กรต่างๆ ยื่นเรื่องเพื่อขอรายละเอียดในแต่ละหัวเรื่อง นอกจากนั้นเป็นประเด็นร้อนที่สื่อมวลชนต่างๆ แก่งแย่งกันออกสัมภาษณ์หาหลักฐานเพิ่มเติม… หลักฐานที่สำคัญที่สุดที่อเมริกันให้น้ำหนักคือเมื่อ ปี ค.ศ.1947 นัยว่า UFO มาเยือนโลกด้วยยานจานบินเกิดประสบอุบัติเหตุตกในทะเลทราย รัฐนิวเม็กซิโก หน่วยคอมมานโดมาทันยังที่เกิดเหตุสามารถเก็บชิ้นส่วนของยานและยังสามารถนำซากศพของ เอเลี่ยน” กลับกอง บก. อเมริกันชนเชื่อว่าทั้งชิ้นส่วนยานและซากศพถูกรัฐบาลพรีเซิร์ฟไว้ในห้องนิรภัยใต้ดิน ณ ฐานทัพ AREA 51 รัฐนิวเม็กซิโก เมื่อเร็วๆ นี้ ก็เกือบเกิดเรื่องใหญ่เพราะกระแส UFO ของทรัมป์ปลุกกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ UFO รวมตัว หลายพันคนมุ่งหน้า AREA 51 เพื่อบุกเข้าชม
ซาก UFO ให้ได้…

●● สัปดาห์นี้ บารอนเนส มีโอกาสนั่งโต๊ะดื่มชาเขียวกับเพอซัลนัลลิตี้ที่ กำลังเป็นข่าวการเมืองไปทั่วสังคม ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส. ผู้มี DNA ขนานแท้ตระกูล การเมือง/การทหารที่ยาวนาน จากประเด็นข้อสนทนาเรายอมรับว่าเซอร์ไพรส์ที่อดีต สส. แม้มีอายุน้อย แต่มีความรู้เรื่องรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างดี สรุปว่าหลังจากที่เธอมีโอกาสทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาเห็นว่าการเมืองในไทยก็มีแนวทางที่แตกต่างจากหลายอารยประเทศ จึงอยากทดลองเส้นทางองค์กรระหว่างประเทศที่แน่นอนมีกฎเกณฑ์แบบสากลอยู่แล้วๆ ค่อยประเมินกันอีกครั้ง ซึ่งเราก็รับทราบและอวยพรขอให้พบสิ่งมุ่งหวังเป็นมรรคผลต่อตนเองและประเทศชาติด้วย…

●● บมจ. ท่าอากาศยานไทย (ทอท.|AOT) ประกาศปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) เป็น 1,120 บาท มีผลตั้งแต่  20 มิ.ย. 2569 ใช้กับท่าอากาศยาน 6 แห่งของ AOT เท่านั้น…ขณะที่เที่ยวบินภายในประเทศยังคง 130 บาทเท่าเดิม…ทั้งนี้โดยค่า PSC ไม่ใช่ภาษี แต่เป็นค่าบริการที่นำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริการผู้โดยสาร และยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพสนามบินในระยะยาว…

●● สมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอเชิญ พี่น้องลูกช้าง มช.ร่วมกิจกรรม ลูกช้างฮ่วมใจ๋ สูมาคารวะรดน้ำดำหัว ปี 2569” เชิญรดน้ำดำหัวคณาจารย์และรุ่นพี่อาวุโส เนื่องในวันสงกรานต์พบกันวันที่ 25 เม.ย. 17.00 น. ที่ห้องบางกอกอาคารไอราวัตพัฒนา ดินแดง กรุงเทพฯ…

●● กิจกรรมดีๆ ของนักเรียนเก่าราชินี จัดงานจิบชา ชมศิลป์ High Tea-High Touch” วันที่ 18 มี.ค. 16.00-18.00 น. ณ รร.ราชินี ถ.มหาราช ธนษร กีรติบุตร บอกมาว่า งานนี้ไม่ได้จำหน่ายบัตร มีเพียง invitation only เพื่อเป็นการขอบคุณศิลปิน ผู้มอบ และผู้ซื้อภาพชุดเสน่ห์ราชินี” รายได้มอบสมทบทุนครูเกษียณ

●● ขอแสดงความยินดีกับ ดร.วิจารย์  สิมะฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับแต่งตั้งจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นคณะกรรมการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน…

●● ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ ภักดี ชุติชูเดช อดีตเลขาธิการ สยช.(สนง.คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ) ในการจากไปของท่าน พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัดวันที่ 10-14 มี.ค. 18.30 น.
ณ ศาลา 2 วัดมกุฏกษัตริยารามฯ ส่วนพิธีพระราชทานเพลิงศพ จัดวันที่ 21 มี.ค. 14.30 น….ขอเชิญผู้เคารพนับถือท่านมาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน…

●● ชวนปลื้ม บุนนาค ไปเที่ยวเมืองจีน เป็นครั้งที่ 3 ในชีวิต…และคาดว่าจะมีครั้งที่ 4, 5, 6 ต่อไปในไม่ช้า เนื่องจากเมืองจีนมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตโอฬาร และมีสถานที่สวยงามให้ไปเยือนได้อีกหลายรอบ !!… 

บารอนเนส

เปิดเวที ‘ระบบมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์’ ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ ยกระดับนวัตกรรมไทย

เปิดเวที 'ระบบมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์' ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ ยกระดับนวัตกรรมไทย

เปิดเวที ‘ระบบมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์’ ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ ยกระดับนวัตกรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

”พันธุ์เพิ่มศักดิ์“ เปิดเวทีสัมมนา “ระบบมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์” ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ 5 หน่วยงาน “วศ. – สมอ. – อย. – สกสว. – สนช.” จับมือยกระดับนวัตกรรมไทย

9 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดเวทีสัมมนาวิชาการใหญ่ หัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง” ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับนวัตกรรมไทยให้ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและสากล และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง “ความร่วมมือด้านการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) โดยมี คณะผู้บริหารจากหน่วยงานสำคัญระดับประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาการอธิบดี วศ., เภสัชกร มรกต จรูญวรรธนะ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข อย., เภสัชกร ดร.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข อย. นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สนช. ตลอดจนนักวิจัย นวัตกร และผู้ประกอบการ เข้าร่วม ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านมาตรฐานและการรับรอง ซึ่งเปรียบเสมือนกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา และภาคเอกชน ตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัย การพัฒนา ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานนวัตกรรมถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย นวัตกร และผู้ประกอบการ โดยมองว่าการกำหนดและพัฒนามาตรฐานที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการวิจัย (Early Stage) ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะผลักดันให้นวัตกรรมไทยก้าวสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“การสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้าน ดร.พจมาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นไปสู่การส่งออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง และนวัตกรรมจะเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้จำเป็นต้องมีมาตรฐานและการรับรองคุณภาพมารองรับ เพื่อเชื่อมโยง “งานวิจัยต้นน้ำ” สู่ “การใช้งานปลายน้ำ” โดยกิจกรรมสำคัญในงานประกอบด้วย การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงานหลัก (อย., สมอ., สกสว., สนช. และ วศ.) ตลอดจนการปาฐกถาพิเศษและการสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทขององค์กรในการผลักดันนวัตกรรม บัญชีนวัตกรรมไทย และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สวนนงนุช – นิวสเปคทีฟฯ ปั้น ‘Nongnooch Event’ รองรับการจัดการทุกระดับ

สวนนงนุช - นิวสเปคทีฟฯ ปั้น 'Nongnooch Event' รองรับการจัดการทุกระดับ

สวนนงนุช – นิวสเปคทีฟฯ ปั้น ‘Nongnooch Event’ รองรับการจัดการทุกระดับ

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.38 น.

สวนนงนุชพัทยา ผนึกกำลัง นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ปั้น Nongnooch Event ชูแนวคิด “Thai-ness × World class Standard” ใช้พื้นที่ 1,700 ไร่ มุ่งสู่สถานที่จัดงานเลี้ยงและงานอีเวนท์ อันดับหนึ่งของไทย ภายใต้มาตรฐานงานอีเวนท์ระดับเวิลด์คลาส พร้อมรองรับรูปแบบงาน ได้ทุกประเภท ทุกสเกล

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยา ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ บริษัทนิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากว่า 20 ปี เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “Nongnooch Event” (นงนุช อีเวนท์) โดยความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งสร้างประสบการณ์อีเวนท์แบบครบวงจร ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การสร้างประสบการณ์ผู้ร่วมงาน สถานที่ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงระบบบริหารงานอีเวนท์ที่เป็นมืออาชีพ ให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยนำจุดแข็งของสวนนงนุชพัทยาในฐานะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กระดับโลก และมีจุดเด่นเรื่องความเป็นไทยผสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญการจัดงานอีเวนท์ระดับเวิด์คลาสอย่าง นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ เพื่อเปิดเผยความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกมากขึ้น ผ่านงานอีเวนท์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาใช้บริการภายในสวนนงนุชพัทยา 

“สวนนงนุชพัทยา พร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกอีเวนท์ ด้วยมาตรฐานการจัดการที่เป็นระบบและปลอดภัย ตั้งแต่การวางแผนต้นน้ำ ควบคุมคอนเซปต์ไปจนถึงการดูแลหน้างานแบบครบวงจร วัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือกับ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ครั้งนี้ ต้องการให้ ‘Nongnooch Event’ สะท้อนความเป็นไทยอย่างมีรสนิยม และส่งมอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสให้ผู้ร่วมงานทุกคน เราต้องการให้สวนนงนุชเป็นมากกว่าสถานที่จัดงาน นั่นคือเป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ ที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อเดินทางที่ประเทศไทย เมื่อต้องการจัดอีเวนท์ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมและองค์กรต่าง ๆ ที่จะเข้ามาจัดงานภายในประเทศ  เพราะทุกอย่างเราจัดเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว และเรามั่นใจว่าจะยกระดับมาตรฐานอีเวนท์ของไทยให้ก้าวขึ้นอีกขั้นได้อย่างแน่นอน”

ด้านนายณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการกลุ่ม บริษัทนิวสเปคทีฟ กล่าวว่า “ตลอด 20 ปีที่ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป เดินทางมา เราเชื่อในแนวคิด ‘Make it Better’ คิดจะทำ ต้องทำให้ดีสุดๆ วันนี้เรานำความเชี่ยวชาญด้านครีเอทีฟการสื่อสารการตลาด และการผลิตสื่อ มาผนึกกับศักยภาพของสวนนงนุชพัทยาเพื่อสร้าง ‘Nongnooch Event’ ที่เป็นไทย แต่ได้มาตรฐานเวิลด์คลาส เราพร้อมให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยการจัดการแบบมืออาชีพ และสถานที่ ที่พร้อมมาก ซึ่งความร่วมมือนี้ คือก้าวสำคัญในการทำให้อีเวนท์ไทยมีความเป็นไทยและมีความเป็นเวิลด์คลาสได้ในเวลาเดียวกัน

เป้าหมายของการพัฒนา “Nongnooch Event” นี้เพื่อให้องค์กรภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ ได้มองเห็นศักยภาพของสถานที่จัดงานแบบไทย ในพื้นที่สวนนงนุชพัทยา ผสานด้วยความเข้มแข็งของการจัดงานแบบมืออาชีพ มาตรฐานการจัดการในระดับเวิลด์คลาส สร้างมาตรฐานการจัดงานที่ ‘วัดผลได้’ และประสบความสำเร็จตามที่ได้วางไว้ ภายใต้ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า

ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เราใส่ใจในเรื่องการจัดงานอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ พร้อมผนึกความร่วมมือกับโรงแรมต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่พักระดับ 3-5 ดาวและลักชัวรีในพื้นที่พัทยา-นาจอมเทียน-สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านที่เข้ามาร่วมกับ Nongnooch Event สอบถามรายละเอียดและเยี่ยมชมสถานที่จัดงานได้ที่ โทร 081-439-5533 และ 081-625-2587

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ฉลอง “วันสตรีสากล ประจำปี 2569” มอบรางวัลเชิดชูเกียรติ 4 สตรีผู้มีบทบาทพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมไทย

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ฉลอง “วันสตรีสากล ประจำปี 2569”  มอบรางวัลเชิดชูเกียรติ 4 สตรีผู้มีบทบาทพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมไทย

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ฉลอง “วันสตรีสากล ประจำปี 2569” มอบรางวัลเชิดชูเกียรติ 4 สตรีผู้มีบทบาทพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมไทย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.16 น.

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดงานฉลอง “วันสตรีสากล ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิดของ UN Women ประจำปี 2026 “Rights. Justice. Action. For All Women and Girls” “สิทธิ ความยุติธรรม และการลงมือปฏิบัติ เพื่อผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน” พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล “NCWT Women of Excellence Award 2026” ให้สตรีไทยผู้มีผลงานโดดเด่นในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมการเสวนาในหัวข้อ “Rights. Justice. Action. For All Women and Girls” เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ณ ห้องเมย์แฟร์ บอลรูม โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร  

พิธีเปิดงานฉลอง “วันสตรีสากล 2569” มี ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  เป็นประธานพิธีเปิดงาน มี อรยาพร กาญจนจารี ประธานฝ่ายประสานงานราชการและเอกชนในประเทศและต่างประเทศ ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ คณะฑูตภาคีเครือข่ายด้านสตรี และองค์กรสมาชิก เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง การจัดงานในปีนี้ดำเนินขึ้นภายใต้แนวคิดของ UN Women ประจำปี 2026 “Rights. Justice. Action. For All Women and Girls” “สิทธิ ความยุติธรรม และการลงมือปฏิบัติ เพื่อผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน” ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรเครือข่ายกว่า 10 หน่วยงาน ที่ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและผลงานในการส่งเสริมศักยภาพสตรี และยกระดับบทบาทของสตรีไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ

ภายในงานมีนิทรรศการจากองค์กรภาคีเครือข่าย และการเสวนาระดับนานาชาติ ในหัวข้อ “Rights. Justice. Action. For All Women and Girls” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสิทธิสตรี ความเสมอภาคทางเพศ และการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงและเด็กหญิงในบริบทของสังคมโลก โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ Ms. Michaela Friberg –Storey United Nations Resident Coordinator in Thailand, ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และ ศิริพร ไชยสุต รองประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับ ความเสมอภาคทางเพศ การคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็กหญิง รวมถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือพิธีมอบรางวัล “NCWT Women of Excellence Award 2026” เพื่อประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติสตรีไทยผู้มีผลงานโดดเด่นในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และภาวะผู้นำอันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สตรีและเยาวชน โดยได้รับเกียรติจาก พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล ซึ่ง 4 ผู้นำสตรีที่ได้รับรางวัลล้วนเป็นผู้มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและประเทศชาติ ประกอบด้วย ศุภจี สุธรรมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล และประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก, พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์  อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นวลพรรณ ล่ำซำ    นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนที่ 18

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กล่าวว่า  “วันสตรีสากลเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาคมโลกยืนยันถึงคุณค่า ศักดิ์ศรี และศักยภาพของสตรี การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศมิใช่เพียงเรื่องของสิทธิ หากยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อเสริมพลังให้ผู้หญิงและเด็กหญิงสามารถพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่”

วันสตรีสากลตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับบทบาท สิทธิ และศักยภาพของสตรีในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการพัฒนาประเทศ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือขององค์กรสตรีทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและยกระดับบทบาทของสตรีไทยทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

โดยภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ ‘Rights. Justice. Action. For All Women and Girls’ และพิธี มอบรางวัล ‘NCWT women of Excellence Award 2026’  โดยมี โดยผู้ได้รับรางวัล มี 4 ราย คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, พญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ , คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล และ นวลพรรณ ล่ำซ่ำ โดยมี ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมมอบรางวัล

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ เป็นองค์กรสตรีระดับนานาชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความร่วมมือองค์กรสตรีทั่วโลก ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพสตรีไทยในทุกมิติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนหละกการความเสมอภาคความยุติธรรมทางเพศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

เปิดรายชื่อผู้ชนะเลิศทุกรุ่นจาก ‘BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026’ ก้าวสำคัญสู่เส้นทางนายแบบ-นางแบบอาชีพ

เปิดรายชื่อผู้ชนะเลิศทุกรุ่นจาก ‘BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026’ ก้าวสำคัญสู่เส้นทางนายแบบ-นางแบบอาชีพ

เปิดรายชื่อผู้ชนะเลิศทุกรุ่นจาก ‘BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026’ ก้าวสำคัญสู่เส้นทางนายแบบ-นางแบบอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

จบลงอย่างสง่างาม! สำหรับการเฟ้นหาสุดยอดนายแบบ-นางแบบตัวแทนประเทศไทยในรายการ BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026 รอบตัดสิน ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวานนี้ ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้า The Palladium World Shopping เพื่อคัดเลือกตัวแทนไปร่วมเดินแบบในงานระดับประเทศ B&GIFW 2026 ณ ESC HALL ในวันที่ 4 เมษายน 2569 นี้

ผลการตัดสินผู้ชนะเลิศในแต่ละรุ่น มีรายชื่อดังต่อไปนี้

โฉมหน้าผู้ชนะเลิศ (WINNER)

รุ่นเด็กหญิง 4-10 ปี: ด.ญ.กัญญาภัค จิรชัยบูรณ์ และ ด.ญ.ชนกเก้า ปานทรัพย์

รุ่นเด็กหญิง 11-16 ปี: ด.ญ.พิมพ์บงกช วิเศษคามิน และ ด.ญ.ลักษิกา อ่าวสุคนธ์

รุ่นหญิงสาว 17-25 ปี: น.ส.สรีรัตน์ สถาผล

รุ่น LGBTQ: เมลด้า โบลิตา

รุ่นเด็กชาย 4-15 ปี: ด.ช.ธนวัฒน์ เพชรสุขสิริ, ด.ช.กวินทร์ ตรีวิริยธนานนท์ และ ด.ช.ปรีชาชาญ อุดมธรรม

รุ่นผู้ชาย 16-25 ปี: นายเศรษฐพงศ์ กำเนิด

ผู้ชนะและตัวแทนทั้งหมดจะได้ร่วมทำกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ บริษัท สตาร์ไฟท์เตอร์ ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2569 โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการถ่ายแบบชุดไทยในคอนเซปต์ “มนต์เสน่ห์สยาม เสน่ห์ผ้าไทย” ณ วัดราชนัดดา และการเดินแบบบนเรือ Noah เพื่อชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงามของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

และเตรียมพบกับโชว์สุดตระการตาในงาน B&GIFW 2026 ณ ESC HALL ในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง YouTube Channel: Starfighter ให้แฟนๆ ทั่วโลกได้ชมกัน

สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมเดินแบบในครั้งนี้ (ชาย, หญิง และ LGBTQ) อายุตั้งแต่ 4-50 ปี ยังสามารถสมัครเข้าร่วมได้! สอบถามรายละเอียด: 092-2719103 Line: Ksungkrapong

เผยคนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

เผยคนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

เผยคนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) ตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่า “โรคอ้วน” คือโรคเรื้อรังที่ห้ามละเลย โดยปัจจุบันโรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงไปทั่วโลก ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษาอาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

 นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต

 นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต  เผยถึงพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “โรคอ้วน” ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วนและเปลี่ยนชีวิตได้จริง

“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ทำร้ายทั้งรูปร่างและระบบในร่างกาย

โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไปจนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติจากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่มแม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ การที่ไขมันปล่อยสารอักเสบออกมาทำร้ายระบบหัวใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำหนักด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิวเพื่อดึงน้ำหนักกลับไปที่จุดสมดุลหรือน้ำหนักเดิมของเรา

“โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลว

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวว่า “การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนตับอ่อนทำงานหนักและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ถัดมาคือความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็น ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวจนความดันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รักษาในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้”

อาหารแปรรูป-นั่งแช่ไม่ลุก-เครียดเรื้อรัง-นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน”

โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึกอยากกินมากขึ้นและรู้สึกอิ่มช้าลง ถัดมาคือการนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจัดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนความเครียดเรื้อรังก็เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะถ้ายิ่งเครียดสมองก็ยิ่งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย และอีกอย่างคือถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิวและทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้น ซึ่งถ้าทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด

ส่องสัญญาณเตือน “โรคอ้วน” ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสาย

“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบาๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดังหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงเป็นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว นอกจากนี้คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจคัดกรองแม้จะยังไม่มีอาการ” นพ.ชาญวัฒน์ อธิบาย

เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการอย่างไขมันพอกตับ เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่วมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง โดยตั้งเป้าลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับวิธีการรักษาแพทย์จะใช้การปรับโภชนาการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่จำเป็น ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามระยะยาว

“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำและสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนั้นก็อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก่อนอันตราย ซึ่งถ้าเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย” นพ.ชาญวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่กำลังมีปัญหาภาวะน้ำหนัก้ดิน สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต หรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00–19.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

เอ็นไอเอจับมือพันธมิตรเปิด ‘SPEAR H Accelerator’ แพลตฟอร์มผลิตเฮลธ์เทคสตาร์ตอัป – นวัตกรรมพร้อมใช้

เอ็นไอเอจับมือพันธมิตรเปิด ‘SPEAR H Accelerator’  แพลตฟอร์มผลิตเฮลธ์เทคสตาร์ตอัป - นวัตกรรมพร้อมใช้

เอ็นไอเอจับมือพันธมิตรเปิด ‘SPEAR H Accelerator’ แพลตฟอร์มผลิตเฮลธ์เทคสตาร์ตอัป – นวัตกรรมพร้อมใช้

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9  สร้างสตาร์ตอัปเฮลธ์เทคด้วย SPEAR H Accelerator แพลตฟอร์มเร่งการเติบโตสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยสนับสนุนแบบครบวงจร ทั้งการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาลผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดและพันธมิตรธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เพื่อเร่งให้นวัตกรรมเฮลธ์เทคไทยสามารถเข้าสู่การใช้งานจริง พร้อมเป้าหมายระยะยาวที่จะลผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Health Tech Innovation Hub ของภูมิภาค

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA 

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ตลาดเฮลธ์เทคทั่วโลกยังคงมีทิศทางเติบโตแบบก้าวกระโดดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น การสรรหาตัวช่วยบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงพฤติกรรมประชากรยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวก รวดเร็ว และมีความเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น จากแรงขับเคลื่อนดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าเฮลธ์เทคและตลาดดิจิทัลเฮลธ์ทั่วโลกเพิ่มจาก 312.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ขยับมาเป็น 387.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มทะลุ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22–25 ต่อปี

“การเติบโตของเฮลธ์เทคไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของตลาดเทคโนโลยี แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลก หลายประเทศจึงยกให้อุตสาหกรรมนี้เป็นวาระสำคัญ และประเทศชั้นนำต่างมีนโยบายเร่งพัฒนาสตาร์ตอัปในกลุ่มเฮลธ์เทคให้เติบโตผ่านการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบแนวคิดนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) การลงทุนในกองทุนเฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาดกับโรงพยาบาลและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ประเทศสามารถยกระดับคุณภาพการรักษา เพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ แต่ยังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

รศ.ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

ดังนั้น NIA จึงได้ริเริ่มโครงการ SPEAR H HealthTech Accelerator ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเทคโนโลยีเชิงลึกสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข พร้อมปิดช่องว่างของนวัตกรรมการแพทย์ไทย ทั้งด้านการทดสอบทางคลินิก การกำกับดูแลมาตรฐาน และการเชื่อมโยงสู่ตลาดจริง โดยโครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเร่งการเติบโตแบบครบวงจรตั้งแต่การยกระดับโมเดลธุรกิจ การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาล ไปจนถึงการเปิดโอกาสเชื่อมต่อกับนักลงทุนและพันธมิตรเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการลด Time-to-Market ของนวัตกรรมการแพทย์ และเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสร้างจุดเปลี่ยนให้ไทยก้าวข้ามจากผู้ใช้นวัตกรรมเฮลธ์เทคไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพิ่มโอกาสการขยายตลาดต่างประเทศในอนาคต ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประเทศในภาพรวมอีกด้วย”

นพ. รัฐ ปัญโญวัฒน์

ดร.กริชผกา กล่าวเสริมว่า SPEAR H : HealthTech Accelerator ยังมุ่งปิด Pain Point สำคัญของสตาร์ตอัปในมิติการเข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง มีระยะพัฒนายาว และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ และเพื่อให้สอดคล้องนักลงทุนทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้มากขึ้น โดยในช่วงหลังโควิด-19 เม็ดเงินลงทุนในเฮลธ์เทคทั่วโลกแตะระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และกองทุน Venture Capital รวมถึง Corporate Venture Capital ในภูมิภาคเอเชียเริ่มขยายพอร์ตเข้าสู่เทคโนโลยีการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น โครงการ SPEAR H จึงไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมส่งเสริมธุรกิจเพื่อ ‘เร่ง’ การเติบโตและเพิ่มมูลค่า แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกด้านการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุน Market Testing Fund การเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้พบปะนักลงทุน ตลอดจน Fast Track สู่โอกาสรับทุนสนับสนุนจาก NIA มูลค่าสูงสุด 5 ล้านบาท เพื่อขยายผลนวัตกรรมสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน รศ.ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ SPEAR H : Health Tech Acceleration เกิดขึ้นจากความตระหนักว่า การพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุน จึงออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่ง “บ่มเพาะและเร่งสปีดนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ สนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบ Business Model การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผลักดันสตาร์ตอัปให้เติบโตได้เร็วและแข็งแรงขึ้น

หัวใจสำคัญของโครงการคือ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปได้มีโอกาสในการทดสอบทางคลินิก ในครือข่ายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการใช้งานจริง พร้อมทั้งสนับสนุนกระบวนการ Regulatory Sandbox ที่เอื้อต่อการทดสอบเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

“โครงการ SPEAR H แตกต่างจากโครงการทั่วไป เพราะเราไม่ได้เริ่มจากไอเดีย แต่เริ่มจากสตาร์ทอัปที่มีความพร้อม และเร่งผลักดันจาก ‘พร้อมใช้’ ไปสู่ ‘พร้อมลงทุน’ และ ‘พร้อมขยายตลาด’ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม Health Tech ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน”

ด้าน นพ. รัฐ ปัญโญวัฒน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสารสนเทศ โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด กล่าวว่า ในมุมมองของภาคเอกชน นวัตกรรมไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเป็นโซลูชันที่ผสานเข้ากับระบบบริการได้จริง เพื่อยกระดับทั้ง คุณภาพการรักษา และประสบการณ์ของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม การพิจารณาเลือกนวัตกรรมของโรงพยาบาล เราให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ Patient Experience, Clinical Outcome และ Operational Efficiency เพื่อให้บุคลากรทำงานได้คล่องตัวขึ้น และมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ตอัป ควรมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ชัดเจน เข้าใจ Patient Journey อย่างลึกซึ้ง ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย และเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในโครงการ SPEAR H : HealthTech Accelerator จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นวัตกรรม HealthTech ไทยได้รับการพัฒนา และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ สร้างประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการ โรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน