‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก จัดงานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี ณ สวนเคพี การ์เด้น ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี พร้อมเชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ร่วมกิจกรรม Media Fam Trip ระหว่างวันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2569 สัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยว วิถีชุมชน อาหารท้องถิ่น และผลไม้คุณภาพ บนเส้นทางจังหวัดระยองและจันทบุรี ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวในฤดูกาลแห่งความอร่อยของภาคตะวันออกสู่สาธารณชน

นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2569 ททท. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมภาพลักษณ์ “สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก” ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ของฤดูกาลผลไม้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการท่องเที่ยวภาคตะวันออก โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ “กินถึงแหล่ง” ชิมผลไม้สดจากสวน เรียนรู้วิถีชุมชน และเดินทางท่องเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งธรรมชาติ คาเฟ่ วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่น ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์และสามารถแบ่งปันต่อบนสื่อสังคมออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลมากนัก เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบ Road Trip รวมถึงรองรับการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ประจำปี 2569 “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” จัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกตลอดช่วงฤดูกาลผลไม้ ระหว่าง เดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก” ที่มุ่งนำเสนอจุดเด่นด้านอาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น และผลไม้คุณภาพ อาทิ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ควบคู่กับการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายวัชรพล สารสอน ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครนายก กล่าวว่า จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี   และสระแก้ว เป็นเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีศักยภาพ และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางสู่ภาคตะวันออก     ได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและสัมผัสเสน่ห์วิถีท้องถิ่น โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก และอุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว ซึ่งล้วนมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ จังหวัดปราจีนบุรียังมีชื่อเสียงด้าน “ทุเรียน GI” ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติและคุณภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียด กลิ่นหอมละมุน และรสชาติกลมกล่อมเฉพาะถิ่น สะท้อน อัตลักษณ์ของพื้นที่ และภูมิปัญญาการปลูกทุเรียนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน เติมเต็มประสบการณ์การเดินทางของภาคตะวันออกให้ครบทั้งธรรมชาติ อาหาร และเสน่ห์ของผลไม้คุณภาพไทย

นางวันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยอง ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะทุเรียน ด้วยความโดดเด่นของพื้นที่เพาะปลูกที่เอื้อต่อการให้ผลผลิตคุณภาพดี ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเนียนละเอียด กลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น และมีความหลากหลายของสายพันธุ์มากกว่า 100 สายพันธุ์ สำหรับสายพันธุ์ขึ้นชื่อที่ได้รับความนิยมชมชอบจากทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค ต้องยกให้ “หมอนทอง” ที่โดดเด่นด้วยเนื้อหนานุ่ม รสชาติหวานมัน “ก้านยาว” ที่มีกลิ่นหอมละมุน เนื้อละเอียด รสชาติ กลมกล่อม หรือ “ชะนี” ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมชัดเจน ล้วนสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความอุดมสมบูรณ์ ของแหล่งปลูกผลไม้ภาคตะวันออก โดยในปีนี้ยังมีสวนผลไม้คุณภาพและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม “เรียนรู้ ดู ชิม” ผลไม้สดจากสวนอย่างใกล้ชิด

ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวว่า จังหวัดตราด มีจุดเด่นทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะและชายหาดที่มีความสวยงาม วิถีชุมชนริมทะเล อาหารท้องถิ่น และผลไม้ อย่าง “ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” ที่มีชื่อเสียงด้านเนื้อเหนียวนุ่ม รสชาติเข้มข้น หวานมัน กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นหนึ่งผลไม้คุณภาพของภาคตะวันออกที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้พื้นที่ใดของประเทศ อีกทั้งยังมีเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ตลอดจนมีการจัดทำโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวแบบพักค้างคืนและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นายศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรี ถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพสำคัญของประเทศ โดย “ทุเรียนสายแร่อัญมณี” นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ชาวจันทบุรี ที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีการเพาะปลูกอันพิถีพิถันในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะกระบวนการดูแลผลผลิตให้แขวนครบจำนวนวัน เพื่อให้ได้ทุเรียนที่แก่จัดอย่างเหมาะสมก่อนการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติหวานมันเข้มข้น เนื้อเนียนนุ่ม และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งยังมีเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงได้ทั้งธรรมชาติ ชุมชนริมน้ำ คาเฟ่ สวนผลไม้ ร้านอาหารท้องถิ่น ตลาดเก่า รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้ครบทั้งกิน เที่ยว และพักผ่อนในทริปเดียว

ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของภาคตะวันออกในช่วงฤดูกาลผลไม้ ปี 2569 พร้อมเปิดประสบการณ์ “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ท่ามกลางบรรยากาศสวนผลไม้เขียวชอุ่ม และวิถีชุมชนอันอบอุ่นของภาคตะวันออก ให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมลิ้มรสผลไม้สดจากต้นที่คัดสรรคุณภาพจากชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ มังคุด เงาะ สละ และผลไม้ขึ้นชื่ออีกมากมาย โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน “สวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการ” ใน 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ปราจีนบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี จะได้รับส่วนลดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อสวนผลไม้ รวมถึงเงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ ดังนี้

1. สวนผลไม้จังหวัดปราจีนบุรี : Facebook ททท. สำนักงานนครนายก – นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว :

2. สวนผลไม้จังหวัดระยอง : Facebook ททท.สำนักงานระยอง

3. สวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี : Facebook ททท.สำนักงานจันทบุรี

4. สวนผลไม้จังหวัดตราด : Facebook ท่องเที่ยวตราด Trat Tourism (ททท.สำนักงานตราด)

ททท. เชื่อมั่นว่ากิจกรรมดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของภาคตะวันออกให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามข่าวสารท่องเที่ยวภาคตะวันออกได้ทาง Facebook : เที่ยวภาคตะวันออก https://www.facebook.com/traveleastthailand

ชวนชอป ‘ของดีเมืองละโว้’ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ในงาน ‘Lopburi Market Fest’

ชวนชอป ‘ของดีเมืองละโว้’ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ในงาน ‘Lopburi Market Fest’

ชวนชอป ‘ของดีเมืองละโว้’ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ในงาน ‘Lopburi Market Fest’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

จังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหารปลอดภัยที่สำคัญ กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ประเด็นเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรปลอดภัย สู่เศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการตลาดสินค้าเกษตร ให้มีแหล่งผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริมให้เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน รวมทั้งการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพ  ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจการค้าของผู้ประกอบการมีความมั่นคงและยั่งยืน

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี จึงได้นำนโยบายของรัฐบาลด้านการส่งเสริมพัฒนาผู้ผลิต ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและกระแสโลกในยุคปัจจุบัน ตลอดจนสนับสนุนช่องทางการตลาดของสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ให้มีช่องทางการจำหน่าย และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารปลอดภัย รวมถึงสินเด่นของจังหวัดลพบุรี ส่งผลต่อการพัฒนากิจในระดับพื้นที่ และระดับประเทศต่อไป

จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี จัดงาน “ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย Lopburi Market Fest” หวังให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารปลอดภัย และสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรี มีแนวคิดในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและความต้องการของผู้บริโภค มีช่องทางการจำหน่าย มีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการค้าสู่ผู้บริโภคนอกพื้นที่จังหวัดลพบุรี รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สินค้าของจังหวัดลพบุรีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยนำสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรีที่มีคุณภาพ คัดมาเฉพาะงานนี้ กว่า 50 ร้านค้า อาทิ ปลาส้มฟัก ไข่เค็มดินสอพอง ผ้าทอมัดหมี่ กางเกงลิงลพบุรี ตะกร้าสานพลาสติก กระยาสารท  ข้าวหมาก ข้าวเม่าสด ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน กาละแม ไอศครีมผลไม้ สมูทตี้ผลไม้ น้ำนมข้าวโพดข้าว เมล็ดทานตะวันคั่ว  ถั่วทอง ถั่วลิสง  ข้าวโพดคั่วโบราณ น้ำผึ้ง ตะกร้าสานเส้นพลาสติก อาหารหลากหลาย และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายนาทีทอง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

เปิดตัว WAARA Wellness and Health Café เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย

เปิดตัว WAARA Wellness and Health Café เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย

เปิดตัว WAARA Wellness and Health Café เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

WAARA Wellness and Health Café เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Era of Holistic Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมดุลภายในงานเปิดตัว ได้รับเกียรติจาก ท่านภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและคนในวงการสุขภาพและไลฟ์สไตล์เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

คุณวชิราภรณ์ สุระหิรัญพล ผู้ก่อตั้ง WAARA Wellness เผยว่า WAARA Wellness ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์สุขภาพทั่วไป แต่ตั้งใจให้เป็น “พื้นที่ของการเริ่มต้นดูแลตัวเอง” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยผสานแนวคิดสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Wellness) เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน“เราอยากให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่แค่เพื่อความสวย แต่คือการมีสุขภาพดีในระยะยาวต่อไป”บรรยากาศภายในงานเป็นกันเองและอบอุ่น โดยมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองเรื่องการดูแลตัวเองอย่างสมดุล รวมถึง อุ้ม ลักขณา และ เจ็ง วิไลลักษณ์ ตระการรุ่งโรจน์ ที่มาร่วมแสดงความยินดี

WAARA นำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพที่ครบด้านในที่เดียว ได้แก่Nutritional Excellenceเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ออกแบบโดยคำนึงถึงโภชนาการที่เหมาะสม อร่อยและทานได้จริงในชีวิตประจำวันHolistic Wellness การดูแลที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ และความสมดุลของอารมณ์Longevity Innovationการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยวางแผนสุขภาพในระยะยาวนอกจากนี้ WAARA ยังมีบริการดูแลสุขภาพและความงามที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่นวิตามินบำบัด (IV Drip) ที่ปรับสูตรตามความต้องการของร่างกาย
Facial Treatment ที่ผสานศาสตร์การนวด เช่น ยกกระชับ เดรนน้ำเหลือง และการบำบัดผิวในรูปแบบต่างๆBody Treatment ด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยดูแลรูปร่างและฟื้นฟูร่างกายอย่างปลอดภัยPreventive Health Consultation การปรึกษา และวางแผนดูแลเชิงป้องกัน WAARA Wellness and Health Café เปิดให้บริการแล้ววันนี้ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Social Media : WAARA Wellness and Health Café  https://www.facebook.com/waarawellness  https://www.instagram.com/waarawellness?igsh=ank5bzlyN3ZzdzNm&utm_source=qr

เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น อย. ผนึก 4 มหา’ลัย ปั้นเครือข่าย Young Smart Consumers

เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น อย. ผนึก 4 มหา’ลัย ปั้นเครือข่าย Young Smart Consumers

เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น อย. ผนึก 4 มหา’ลัย ปั้นเครือข่าย Young Smart Consumers

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพให้คนรุ่นใหม่ จับมือ  4 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดกิจกรรม “Young Smart Consumers: วัยรุ่นไทย รู้ไว้ ใช้เป็น” ครั้งที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้เท่าทันโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในยุคดิจิทัล

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (SCL) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) นายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปัจจุบัน อย. พบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าข่ายผิดกฎหมายมากกว่า 20,000 รายการต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง จึงจำเป็นต้องสร้างทักษะคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลให้กับกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็น Digital Generation ให้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม Interactive Learning และ Talk Show โดย วีเจจ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี พร้อมฐานการเรียนรู้ 4 ฐาน อาทิ การตรวจสอบเลข อย. การอ่านฉลากโภชนาการ การแจ้งเบาะแสโฆษณาผิดกฎหมาย และการติดตามข้อมูลผ่าน FDA Channel โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 200 คนทั้งนี้ อย. มุ่งผลักดันเยาวชนสู่การเป็น “Young Smart Consumers” ภายใต้แนวคิด “เช็กให้รู้ ดูให้ชัวร์ แชร์ให้เป็น” พร้อมขยายเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังภัยสุขภาพ เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภคสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์นกกาเหว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์นกกาเหว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์นกกาเหว่า

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกของชีวิตนั้น การเดินทางสู่ความสำเร็จ มักมีขวากหนามและหลุมพรางที่คอยลวงตาเสมอ  กว่าร้อยปีมาแล้ว    ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี (B.P.) ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก ได้สอนวิธี “รู้จักคนขี้โกง ประเภทนกกาเหว่า”   ไว้ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ”  “Rovering to Success” ว่า     

ในธรรมชาติ นกกาเหว่าได้ชื่อว่าเป็นนกที่เจ้าเล่ห์ที่สุด  ชอบเอาไข่ของตนไปแอบให้แม่กาดำฟัก  โดยจิกไข่ในรังเจ้าของเดิมออก แล้วแอบวางไข่ของตนเข้าแทน โดยแม่กาไม่รู้   แล้วปล่อยให้แม่นกกาดำรับภาระเลี้ยงดูลูกนกกาเหว่าจนเติบใหญ่   โดยนกกาเหว่าไม่เคยเหนื่อยยากกับการสร้างรัง และไม่เคยฟักไข่เอง

ท่าน บีพี เปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์แบบนี้ว่าเป็น “มนุษย์นกกาเหว่า Human Cuckoo”  ซึ่งหมายถึงคนขี้โกง  ที่คอยจ้องจะฉวยผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่น เป็นคนประเภท “เอาแต่ได้” ที่แทรกซึมเข้าไปในสังคมเพื่อดึงเอาทรัพยากร หาชื่อเสียง หรือความดีความชอบมาเป็นของตน โดยที่ตัวเองแทบไม่ได้ลงมือลงแรงอะไรเลย

บางคนใช้คำพูดเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ บางจำพวกที่เก่งกาจในการหาเสียงโน้มน้าวใจ พวกเขา เป็นเสมือนนักสะกดจิตที่ใช้คำสัญญาอันสวยหรูมาปิดบังเจตนาที่แท้จริง

ท่าน บีพี  บอกว่า มนุษย์เรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ “มักเชื่อเรื่องที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นเรื่องจริง”  ดังนั้น    เมื่อเห็นบทความเป็นเอกสารจาก นักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์ ฝีมือดี ที่ร้อยเรียงอักษรได้อย่างสละสลวย ก็มักจะปล่อยให้ตัวอักษรเหล่านั้นจูงจมูกไป โดยลืมตรวจว่าเบื้องหลังข้อความนั้นมี “ความจริง” อยู่กี่มากน้อย

บีพี  ไม่ได้สอนให้เรากลายเป็นคนขี้ระแวงจนไร้ความสุข แต่สอนให้เป็นคน “มีไหวพริบ” ท่านเปรียบคนเหลวไหลหรือคนเจ้าเล่ห์ว่า “คดเคี้ยวเหมือนงู” เส้นทางของคนเหล่านี้ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง เจตนาของเขาซ่อนอยู่ในซอกหลืบของคำพูดที่ดูดี ดังนั้น หลักการรับมือที่สำคัญที่สุดคือ:

1. ลืมตาไว้ข้างหนึ่งเสมอ: แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูน่าไว้วางใจ ก็ต้องเหลือพื้นที่ไว้สำหรับความช่างสังเกต อย่าหลับตาเชื่อเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้น

2. ฟังหูไว้หู: อย่าให้ความไพเราะของเสียงหรือความสวยงามของตัวอักษรมาปิดบังข้อเท็จจริง จงนำสิ่งที่ได้ยินมากลั่นกรองด้วยสติปัญญาของตน

ท่านบีพี สอนว่า  “การเดินทางของชีวิตเปรียบเสมือนการพายเรือไปสู่ความสำเร็จ หากเราไม่รู้จักแยกแยะ “นกกาเหว่า” ในคราบมนุษย์ เราอาจกลายเป็นผู้ที่เหนื่อยยากสร้างรังเพื่อให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ หรือร้ายกว่านั้น คือการถูกจูงใจให้หลงเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จจนเสียศูนย์เสียทาง

ความดีที่แท้จริง  ต้องมาคู่กับปัญญา ปัญญาจะช่วยให้เราเห็นความคดเคี้ยวของงู และเห็นไข่ของนกกาเหว่าที่แอบวางไว้ในรังใจของเรา”

การอ่านหนังสือคำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์นกกาเหว่า  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 ด้วยการเรียน เชื่อฟังคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิ (ธัมมสวนมัย)  เพื่อเพิ่มพูนไหวพริบ และปัญญาในการดำเนินชีวิต  มิให้ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รูว่า “คนดีต้องรู้ทันคนเอาแต่ได้ และคนขี้โกง แบบนกกาเหว่า”

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานพิธีมอบหนังสือพระราชทาน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เล่ม 45 ฉบับพระราชทาน ให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ จ.นครปฐม 70 แห่ง เพื่อให้นักเรียนใช้ในการศึกษาและเข้าถึงสารานุกรมฯ ได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงตามพระราชปณิธาน..
  • พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข รับมอบเงินบริจาคจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” สานต่อโครงการ  “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปีที่ 5” เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน รร.พระดาบส มูลนิธิพระดาบส ช่วยฝึกสอนวิชาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส..
  • พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ และ วัลลภ อธิคมประภา เปิดบ้าน เลี้ยงวันเกิดให้ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ งานนี้ สุวพันธุ์-รุ่งนภา ตันยุวรรธนะ, วิทยา-วาสินี ผิวผ่อง, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, ดร.ลักขณา  ลีละยุทธโยธิน, ศ.สุรเดช หงส์อิง, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, ธีรเดช สินธพเรืองชัย, ประภาพรรณ  พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัฒน์ ไตรอุโฆษ, จักร  โกศัลยวัตร, ฉวีวรรณ ทิมา, มาโนช สุขเพิ่ม, ภัทธิรา หาญสกุล ไม่พลาด..
  • ยินดีกับ วิรัตน์ รักษ์พันธ์ ได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา..
  • มิตรสหายร่วมยินดีกับ พล.อ.อ. อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก..
  • ผศ.นพ.ทวีลาภ ตั๊นสวัสดิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.บูรพา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ให้แก่นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ ม.บูรพา ประจำปีการศึกษา 2568..
  • ชาว ปธพ. 1 ยินดีกับ นพ.อิทธิกร โถสุวรรณโชต ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ ปธพ.ประจำปี 2569 ในงานคืนสู่เหย้า บายศรีสู่ขวัญ ปธพ. 1-12 และ ปนพ. 1-3..
  • แม้มีภารกิจมาก ผศ.ดร.ประพันธ์พงษ์ ขำอ่อน ได้จัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO# 9..
  • สุเมธ สุรบถโสภณ พร้อมเพื่อนๆ BCC 129 ร่วมยินดีกับ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย, โชติพัฒน์ พีชานนท์ และ วรวุฒิ กาญจนกูล ที่ได้รับรางวัล บีซีซี ดีเด่น “รางวัลอารีย์ เสมประสาท” ประจำปี 2568..
  • ธนชน เคนสิงห์ ผอ.สวนสัตว์นครราชสีมา ประกาศชื่อของ “ลูกฮิปโปแคระ” เป็นหลานของเจ้า “หมูเด้ง” หลังได้คะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ชื่อว่า “หมูแดง” เป็นลูกฮิปโปแคระตัวแรกที่กำเนิดที่สวนสัตว์นครราชสีมา..
  • สำหรับอายุ 65 ปีขึ้นไป พญ.ลลิดา วีระวิทยานันต์ แนะนำ 8 วัคซีนสำคัญ คือคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก, ไข้หวัดใหญ่, โควิด-19, หัด คางทูม หัดเยอรมัน, อีสุกอีใส, ไวรัสตับอักเสบบี, การติดเชื้อแบคทีเรีย, RSV เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค สร้างภูมิคุ้มกัน ลดการแพร่กระจาย ลดการเสียชีวิต และควบคุมการระบาดได้ ติดตามที่ https://youtu.be/XG8tUdBAnEI?si=AsYLP83kuFn3Vn__..

น้องใหม่

ดีเดย์ 7 พฤษภา ‘วันกรีฑาเด็กโลก’ เปิดตัว Thai Domestic Power ‘Kid’s Athletics’ ปั้นเยาวชนไทย 77 จังหวัด สู่ระดับโลก

ดีเดย์ 7 พฤษภา 'วันกรีฑาเด็กโลก' เปิดตัว Thai Domestic Power 'Kid’s Athletics' ปั้นเยาวชนไทย 77 จังหวัด สู่ระดับโลก

ดีเดย์ 7 พฤษภา ‘วันกรีฑาเด็กโลก’ เปิดตัว Thai Domestic Power ‘Kid’s Athletics’ ปั้นเยาวชนไทย 77 จังหวัด สู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

ร่วมเฉลิมฉลอง “วันกีฬากรีฑาเด็กโลก” 7 พฤษภาคม ยกระดับกรีฑาไทยผ่าน 7 ฐานทักษะมาตรฐานโลก สู่เด็กไทย 77 จังหวัด ปั้นฝันเยาวชน 8-12 ปี ชิงถ้วยพระราชทานฯ ตามรอย “บิว ภูริพล” สู่ความเป็นเลิศระดับสากล

7 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา นายกสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ  มิสเตอร์ เอ ชูกู้ มารัล เลขาธิการสมาคมสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในฐานะอุปนายกอาวุโส สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ คุณจารินี ทองโท ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้านครหลวง คุณจิตราภรณ์ ผดุงผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด พร้อมด้วย บิว ภูริพล บุญสอน นักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย แจ๊ส ชวนชื่น แจง ปุณณาสา พรหมยศ แตงไทย เหมือนฟ้า พรหมยศ นักร้อง นักแสดงชื่อดัง และเหล่านักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย ร่วมงานแถลงข่าวโครงการส่งเสริมกีฬาที่มีศักยภาพอย่างเต็มระบบครบวงจร ชนิดกีฬากรีฑา Thai Domestic Power “Kid’s Athletics” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศมีโอกาสเข้าถึงกีฬากรีฑาพื้นฐานอย่างถูกต้องเหมาะสมกับวัย 8–12 ปี ตามมาตรฐานของกรีฑาโลก (World Athletics)

พล.ต.อ. จักรทิพย์ กล่าวว่า สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผ่านกองทุนการพัฒนากีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย กรีฑาโลก สมาคมสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย การไฟฟ้านครหลวง บริษัท ไฮคิว ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือโรซ่า ที่จะบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ผ่านกีฬาภูมิภาคทั้ง 5 ภาค เพื่อขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

7 พฤษภาคมของทุกปี ถือเป็น “วันกีฬากรีฑาสำหรับเด็ก” โดยกรีฑาโลก เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทั่วโลกได้ร่วมกิจกรรมกีฬา ภายใต้แนวคิด เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อเคลื่อนไหว เล่น เรียนรู้ สำรวจ ผ่านการแข่งขันทักษะกรีฑาขั้นพื้นฐาน ในหลักสูตร Kid’s Athletics ที่เน้นการแข่งขันทักษะพื้นฐานการวิ่ง กระโดด ทุ่มและขว้าง เพื่อพัฒนาเด็กอายุ 8–12 ปี อย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเล่นกีฬา

พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่สมาคมกีฬากรีฑาฯ ร่วมมือกับกรีฑาโลก ที่ต่อยอดจากโครงการต้นกล้ากีฬาแกร่ง ที่สมาคมได้ร่วมกับโรซ่าดำเนินการมาหลายปีก่อนหน้า ในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทย หันมาออกกำลังกาย พัฒนาทักษะ ทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านหลักสูตร Kid’s Athletics โดยเป็นกีฬานำร่องในการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 “ช้างศึกน้อยเกมส์” ซึ่งมีนักเรียนจาก รร. ตชด. 222 แห่ง มาร่วมการแข่งขัน เพื่อเสริมสร้างโอกาส ต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาในอนาคต

อีกทั้งยังสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการส่งเสริมเยาวชนและประชาชนให้มีนิสัยรักการออกกำลังกาย เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง มีวินัย ความสามัคคี ใช้กีฬาพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาคนสู่สังคมที่น่าอยู่ ห่างไกลยาเสพติด ตลอดจนมีโอกาสพัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศ

ด้านนายทนุเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่โครงการ Thai Domestic Power จับมือกับสมาคมกีฬากรีฑาฯ พิเศษไปกว่านั้นยังได้ร่วมมือกับองค์กรกีฬานานาชาติอย่างกรีฑาโลก ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาเยาวชนไทยสู่ระดับสากล ผ่านระบบครบวงจร ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยตั้งเป้าเฟ้นหานักกีฬากรีฑาให้ได้อย่าง “บิว ภูริพล” มาประดับวงการกีฬากรีฑาไทย และจะก่อให้เกิดตลาดนัดนักกีฬา ที่จะมีเยาวชน 77 จังหวัดทั่วประเทศมาเข้าร่วม ควบคู่กันนี้ ยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ฝึกสอนบุคลากรกีฬา เพื่อยกระดับมาตรฐานการฝึกซ้อมและการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ

หลักสูตร Kids’ Athletics เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เหมาะสมกับวัย ปลูกฝังการความสามัคคีและน้ำใจนักกีฬา ประกอบด้วย 7 ฐาน ได้แก่ ฐาน 1 Formula One ม้วน กลิ้ง วิ่ง คลาน พื้นฐานการเคลื่อนไหวร่างกายของทุกกีฬา ฐานที่ 2 Cross Hop ฝึกการทรงตัวและเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวภายใน 15 วินาที ฐานที่ 3 Precision Throw ฝึกสมองในการควบคุมร่างกาย เพื่อขว้างวัตถุให้ตรงจุด ฐานที่ 4 Relay Ladder & Hurdle ฝึกฟุตเวิร์คเปลี่ยนจังหวะการเคลื่อนไหวและปรับจังหวะเท้า ฐานที่ 5 Triple Bounde ก้าวกระโดดเพื่อฝึกความแข็งแรงของขาช่วงล่างและการออกตัว ฐานที่ 6 Overhead Backward Throw ขว้างวัตถุไปด้านหลัง เพื่อฝึกความแข็งแรงของร่างกายเรียนรู้การถ่ายโยงแรงจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปมัดเล็ก และฐานที่ 7 Long Run วิ่ง 8 นาทีเพื่อฝึกระบบหายใจ การไหลเวียนของลมหายใจและปอด  

ทั้งนี้ในรอบชิงชนะเลิศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์ “โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาประดิษฐานบนถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร เพื่อเป็นสิริมงคล และเกียรติยศสูงสุด แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้  โรงเรียนทั่วประเทศที่สนใจ สามารถสมัครแข่งขัน ได้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 โดยติดตามรายละเอียดการแข่งขันได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/TDPKidsAthletics หรือทาง Line Offcial @tdpkidsathletics

ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าสานต่อความสำเร็จของรายการน้ำดีที่อยู่คู่คนไทย เตรียมส่งรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ซีซั่นใหม่ลงจอ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัวพระเอกหนุ่มหน้าคม ” เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ” รับหน้าที่พิธีกรแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก เตรียมพาแฟนๆ แบกเป้ตะลุยเที่ยวเมืองไทยในรูปแบบ Vlog ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

สำหรับรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร”  ในซีซั่นล่าสุดนี้  ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย  และเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น  โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านรูปแบบ Vlog  ท่องเที่ยว(Travel Vlog) สุดชิล ที่หนุ่มเต้ยจะอาสาพาคุณผู้ชมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

นอกจากจะได้ท่องเที่ยวอย่างเต็มอิ่มแล้ว ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มาแนะนำเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่รับรองว่าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และผ่านการคัดเลือกอย่างดีจาก ธ.ก.ส. ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคประเดิมความสนุกเทปแรก ลุยเมืองปราสาทหิน “บุรีรัมย์” จ.บุรีรัมย์ หนุ่มเต้ยพาแบกเป้ไปลุยสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนและลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ สไตล์เกษตรกร แต่งานนี้ไม่ได้ไปคนเดียว ยังควงแขกรับเชิญสายฮา  “ปอ อรรณพ” มาร่วมสร้างสีสันเรียกเสียงหัวเราะตลอดทริป โดยเคมีของทั้งคู่ทำให้การท่องเที่ยววิถีเกษตรครั้งนี้สนุกสนาน มันส์ ฮา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มอิ่มกับผลิตภัณฑ์เด็ดของบุรีรัมย์ “โจ๊กภูเขาไฟ” หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่..ที่เดียว

“หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ทริปนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสนุกสนานของการเดินทาง และความงดงามของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและอยากเห็นบทบาทใหม่ของหนุ่ม  เต้ย พงศกร ห้ามพลาด!  เตรียมเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” พบกันอีพีแรกวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.20 – 20.45 น. ทางช่อง  9  MCOT HD

กรุงเทพฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีจัดหาแหล่งผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของเอเชีย

กรุงเทพฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีจัดหาแหล่งผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของเอเชีย

กรุงเทพฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีจัดหาแหล่งผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

นาย เอส. เอส. ซาร์วาร์   Group CEO, CEMS-Global USA & Asia-Pacific ผู้จัดงาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel)และ งาน Global Sourcing Summit 2026  กล่าวว่า ในช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโลก งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel) เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม    อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางของยุคใหม่แห่งการจัดหาแหล่งผลิตระดับโลก

งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง CEMS-Global USA และ ASEAN Federation of Textile Industries (AFTEX) ซึ่งกลับมาในปีนี้ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น การมีส่วนร่วมจากนานาชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยรวบรวมประเทศผู้ผลิตชั้นนำของเอเชียไว้ภายใต้หลังคาเดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการจัดหาในระดับโลก

งานในปีนี้ได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความร่วมมือระดับโลกและภูมิภาค ได้แก่:

• AFTEX ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-Organizer)

• International Apparel Federation (IAF) – เนเธอร์แลนด์ ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

• China Chamber of Commerce for Import & Export of Textiles (CCCT) ในฐานะพันธมิตร

• หน่วยงานจากประเทศไทย ได้แก่ National Federation of Thai Textile Industries (NFTTI) และ Thailand Textile Institute (THTI) ในฐานะองค์กรสนับสนุน โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงวิสัยทัศน์ความพร้อม ได้แก่:

นายจำนงค์ นวสมิตวงศ์ ตัวแทนสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งอาเซียน (AFTEX) ประจำประเทศไทย   กล่าวว่า งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “World Sourcing Hub” หรือศูนย์กลางการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มระดับโลก โดยงานนี้ไม่ใช่เพียงเวทีของอาเซียน แต่เป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายเครือข่ายการค้าและเชื่อมต่อกับพันธมิตรทั่วโลก ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ International Apparel Federation (IAF) องค์กรระดับโลกด้านอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงานในประเทศไทย สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการจัดหาและการผลิตสิ่งทอแห่งอนาคต พร้อมเปิดเวที Business Matching เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ และนักลงทุนจากนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในระยะยาว

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะในปี 2026 ที่เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากช่วง 2 เดือนแรกของปี ประเทศไทยมีตัวเลขขาดดุลการค้าด้านสิ่งทอเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตและพลังงาน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มฟอกย้อมและผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ดีงาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 และ Global Sourcing Summit 2026 จะเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อระดับนานาชาติ เรียนรู้แนวโน้มของอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

ด้าน นายสุธี โฆษิตวงศ์สกุล รองเลขาธิการ สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย (NFTTI) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอโลกมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบการค้า และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อระดับสากล งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 และ Global Sourcing Summit 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายการค้าระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้เกิด Business Matching การลงทุน และความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกลับมามีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลกอีกครั้ง

นาย เอส. เอส. ซาร์วาร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสมาคมสมาชิก AFTEX จาก 9 ประเทศอาเซียน รวมถึงองค์กรอุตสาหกรรม หอการค้า และสภาส่งออกจากประเทศผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มชั้นนำของเอเชีย

เวทีการจัดหาระดับโลกสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

ในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาษี การกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน การปรับตัวทางการค้า และความยั่งยืน งานนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์ม B2B ระดับเอเชียที่ทรงพลัง

งานจะเชื่อมโยงผู้ผลิตจากประเทศชั้นนำในเอเชียเข้ากับผู้ซื้อจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกไกล และออสเตรเลีย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่การทำสัญญาจริง “ผู้ผลิตเอเชีย ผู้ซื้อทั่วโลก หนึ่งเวทีจัดหาที่ทรงพลัง”

มากกว่างานแสดงสินค้า งานนี้คือระบบนิเวศการจัดหาครบวงจร ซึ่งประกอบด้วย ผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม เส้นด้าย และผ้า ,  ผู้จัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ตกแต่ง และแอคเซสเซอรี่ , บริการ Private Label และ Full-package , การจัดหาแบบหลายประเทศในที่เดียว , การเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

งานแสดงสินค้าร่วมที่ครอบคลุมทั้ง Value Chain

ภายในงานจะมีการจัดแสดงร่วม ได้แก่:

• 2nd Asian International Apparel Sourcing Show 2026

• 2nd Asian International Yarn & Fabric Sourcing Show 2026

ครอบคลุมตั้งแต่: เส้นด้าย → ผ้า → เครื่องนุ่งห่ม → Private Label

ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางแบบ One-stop sourcing อย่างแท้จริง

Global Sourcing Summit 2026: เวทีเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรม

งานประชุม Global Sourcing Summit 2026 ซึ่งจัดควบคู่กัน จะรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย แบรนด์ระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน ,  ความยั่งยืนและ ESG ,  นโยบายการค้าและการเข้าถึงตลาด ,  เทคโนโลยีดิจิทัล AI และโรงงานอัจฉริยะ

นอกจาก IAF แล้ว ยังมี European Apparel and Textile Confederation (EURATEX) จากบรัสเซลส์ยืนยันเข้าร่วม ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญในระดับโลกของงานนี้

กรุงเทพฯ: ประตูสู่ระบบการผลิตของเอเชีย

การเลือกกรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัดงาน มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และสัญลักษณ์

ประเทศไทยมีความเป็นกลาง โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง และการเชื่อมต่อที่ยอดเยี่ยม ทำให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการจัดหาแบบหลายประเทศ

วิสัยทัศน์ร่วมของเรา: ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการจัดหาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของโลก

ขับเคลื่อนความร่วมมือและการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง โดยรวบรวมผู้ผลิต  ผู้ซื้อระดับโลก  สมาคมและองค์กรอุตสาหกรรม  หน่วยงานภาครัฐ เป้าหมายคือการสร้างความร่วมมือ เสริมสร้างการค้า และพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

เวทีแห่งอนาคตของการจัดหา

งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นงานจัดหาที่มีกลยุทธ์สูงสุดในเอเชีย เป็นศูนย์กลางการจัดหาแบบหลายประเทศ  และจุดนัดพบระดับโลกของห่วงโซ่อุตสาหกรรมสิ่งทอ

นี่ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็น “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” เพื่อยกระดับ ASEAN สู่ศูนย์กลางการจัดหาระดับโลก

โดยงาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel) จะจัดขึ้นในวันที่ 3–5 มิถุนายน 2026 ณ IMPACT Exhibition & Convention Center, กรุงเทพฯ ประเทศไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.asia-sourcing.com

รับมือภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ กรมชลฯ เดินหน้าศึกษา EIA ประตูระบายน้ำแม่น้ำยมบน-ล่าง

รับมือภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ กรมชลฯ เดินหน้าศึกษา EIA ประตูระบายน้ำแม่น้ำยมบน-ล่าง

รับมือภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ กรมชลฯ เดินหน้าศึกษา EIA ประตูระบายน้ำแม่น้ำยมบน-ล่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

เพื่อรับมือต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ทันเหตุการณ์และภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ  กรมชลประทาน เร่งขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำ ในลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม ตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม และเพิ่มศักยภาพการสูบน้ำให้สถานีสูบน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วมกรมชลประทาน  ระบุว่าลุ่มน้ำยมประสบภัยน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก เพราะขาดโครงสร้างควบคุมและกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ฤดูฝนน้ำไหลผ่านโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก  โครงการฯ นี้ จึงพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “การกักเก็บน้ำแบบขั้นบันได”

ดร.พรมงคล ชิดชอบ 

ทั้งนี้ จากแผนพัฒนาหลัก พบว่า มีหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นอาคารบังคับน้ำตลอดลำน้ำยม แต่ได้คัดเลือกโครงการนำร่องเพื่อศึกษาจำนวน 3 โครงการ ภายใต้เกณฑ์พิจารณาทั้งด้านวิศวกรรมความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  และระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  โดย 3 โครงการที่ผ่านการคัดเลือก คือ  โครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 บ้านป่าแขม ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา  พื้นที่รับประโยชน์ มีทั้งนาข้าว ลำไย สัก ยางพารา และพืชไร่ผสมผสาน  กว่า 3,000 ไร่ โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านน้ำโค้ง ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ พื้นที่รับประโยชน์ มีทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม้สัก และไม้ผลผสมผสาน ครอบครอบคลุม 4 ตำบล ของ อ.เด่นชัย และอีก 6 ตำบล ของ อ.สูงเม่น จ.แพร่ รวมกว่า 30,469 ไร่ และยังสนับสนุนน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเด่นชัย ที่สูบน้ำจากแม่น้ำยม ไปผลิตประปา เพื่อให้บริการอุปโภคบริโภคด้วย  และโครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านท่านั่ง ต.ท่านั่ง อ.โพทะเล จ.พิจิตร พื้นที่รับประโยชน์ มีทั้งข้าว กล้วย มะนาว ไม้ผล มันสำปะหลัง อ้อย มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 9 ตำบล ของ อ.โพทะเลจ.พิจิตร และอีก 1 ตำบลของ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ รวมกว่า 27,375 ไร่    รวม 3 โครงการฯ จะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ กว่า 60,844 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.พะเยา แพร่ พิจิตร และนครสวรรค์   

 “การศึกษาพบว่าพื้นที่ดังกล่าว เหมาะสมในเชิงเทคนิค สร้างประโยชน์ต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม และกระจายตัวครอบคลุมทั้งตอนบน ตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มน้ำยม  และโครงการฯ ให้ความสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชนควบคู่กัน โดยในด้านสิ่งแวดล้อมได้จัดทำรายงาน EIA และกำหนดมาตรการรองรับ เช่น การออกแบบทางผ่านปลา การควบคุมระดับน้ำ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง  ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องที่ดินและทรัพย์สิน ได้สำรวจและมีมาตรการชดเชยตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมและเปิดเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด” ดร.พรมงคล ระบุ

ขณะเดียวกัน กรมชลประทาน ได้นำสื่อมวลชนและประชาชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน โครงการประตูระบายน้ำบ้านดอยอีสาน ต.อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งมีรูปแบบดำเนินการโครงการคล้ายกันที่มุ่งบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำอิง เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม ตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ ได้สอบถามข้อกังวลใจและศึกษาเปรียบเทียบกับการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำบ้านดอยอีสาน

นายธงชัย  กิจจคณารักษ์

นายธงชัย  กิจจคณารักษ์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 1  กรมชลประทาน เปิดเผยว่า  การดำเนินโครงการประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบควบคู่กัน โดยได้มีการศึกษาข้อมูลด้านวิศวกรรมอย่างรอบด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง  พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ เพื่อให้โครงการสามารถตอบโจทย์การใช้น้ำของภาคเกษตรได้อย่างแท้จริง และสร้างความเข้าใจร่วมกันในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

นายแก้วเมือง  มีทรัพย์ทองทวี ที่ปรึกษาหมู่บ้านทุ่งเจริญ หมู่ 11 ต.บ้านมาง อ. เชียงม่วน จ.พะเยา เปิดเผยว่า หลังจากได้ศึกษาดูงานโครงการประตูระบายน้ำบ้านดอยอิสานแล้ว ทำให้เห็นภาพของโครงการฯ บ้านป่าแขม ได้ชัดขึ้น และช่วยลดความกังวลใจไปได้บางส่วน ทั้งเรื่องผลกระทบจากระดับน้ำและพื้นที่ก่อสร้าง

นายแก้วเมือง  มีทรัพย์ทองทวี

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่คงมีความกังวลในประเด็นผลกระทบในระยะยาว และเรื่องการชดเชยที่ดิน ซึ่งอยากให้มีข้อมูลที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมมองว่า หากโครงการดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ต่อพื้นที่ได้ในระยะยาว

ฝายแม่น้ำยม จ.แพร่

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม จ.พะเยา, โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จ.แพร่ และโครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง จ.พิจิตร ได้ศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฯ ทั้ง 3 แห่ง  รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข และแผนปฏิบัติการติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น จนสิ้นสุดการศึกษา เพื่อให้การพัฒนาโครงการสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชน อีกทั้ง เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมทั้งตอนบนและตอนล่างให้เหมาะสม รับมือต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ทันเหตุการณ์