กินแบบ Lifestyle คนเมือง: เรื่องเล็กที่กลายเป็นโรคใหญ่ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ชวนดูแลสุขภาพกายใจกับ ‘ธรรมะในสวน’ ปีที่ 3

กินแบบ Lifestyle คนเมือง: เรื่องเล็กที่กลายเป็นโรคใหญ่ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ชวนดูแลสุขภาพกายใจกับ ‘ธรรมะในสวน’ ปีที่ 3

กินแบบ Lifestyle คนเมือง: เรื่องเล็กที่กลายเป็นโรคใหญ่ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ชวนดูแลสุขภาพกายใจกับ ‘ธรรมะในสวน’ ปีที่ 3

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ต้นเหตุของโรคยอดฮิตในคนเมืองจำนวนไม่น้อย อาจไม่ได้เริ่มที่ “ความรุนแรงของโรค” แต่เริ่มจาก “วิถีชีวิตประจำวัน” ที่ทำซ้ำๆ จนกลายเป็นความเคยชิน

ข้อมูลจาก Thailand IBS Guideline 2022 ระบุว่า ปัญหาระบบทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ สาเหตุสำคัญมักไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่เป็นพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ที่เร่งรีบ นอนไม่พอ และมีความเครียดสะสม กระทบทั้งการกิน การนอน การทำงาน และอารมณ์โดยไม่รู้ตัว จนนำไปสู่โรคยอดฮิตของคนกรุง เช่น กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ ลำไส้แปรปรวน ฯลฯ ทั้งที่บางอาการ “แก้ได้ด้วยตัวเอง” ถ้าเราเข้าใจ และปรับทันเวลา

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชวนคนกรุงออกจากความเร่งรีบ แล้วมาปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลง เพื่อดูแลใจไปพร้อมกับดูแลกาย กับกิจกรรม “ธรรมะในสวน” ปี 3 ปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมฟังธรรมกลางสวน แต่เป็นพื้นที่ที่ชวน “คนกรุง” ได้ออกมาใช้ชีวิตบนพื้นที่สีเขียว ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ณ สวนเบญจกิติ ทุกวันเสาร์แรกของเดือน

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 พบกับ นพ. โชติ เหลืองช่อสิริ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.พญาไท 2 (ว.32025) กับหัวข้อ “กินแบบ Lifestyle คนเมือง เสี่ยงอะไรบ้าง” ที่มาลองสำรวจพฤติกรรมการใช้ชีวิตยุคเมืองใหญ่พร้อมมุมมองการดูแลสุขภาพอย่างเข้าใจ และยั่งยืนพฤติกรรมเร่งรีบของคนเมือง กระตุ้นโรคกรดไหลย้อน–ลำไส้แปรปรวน ไม่รู้ตัว พฤติกรรมซ้ำ ๆ ของคนทำงานในเมือง เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ทานอาหารเช้า  หรือทานแบบเร่งรีบ นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทานมื้อเย็นดึก รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารแปรรูปเป็นประจำ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน   กระเพาะอักเสบ หรือภาวะลำไส้แปรปรวนได้

 นพ. โชติ เหลืองช่อสิริ

นอกจากนี้ โรคทางเดินอาหารไม่ได้เกิดจากร่างกายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “จิตใจและความคิด รวมถึงความเครียดจากทำงานก็เป็นอีกตัวเร่งสำคัญ แม้หลายคนจะบอกว่า “ไม่เครียด” แต่การต้องประชุม พรีเซนต์งาน หรือเร่งส่งงานทุกวัน ล้วนกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดบิด แน่นท้อง หรืออยากถ่าย คล้ายความรู้สึกก่อนขึ้นรถไฟเหาะ หากร่างกายเผชิญความเครียดลักษณะนี้ทุกวัน อาการทางเดินอาหารจะกลายเป็นเรื้อรัง

ดูแลสุขภาพคนเมืองไม่จำเป็นต้องสุดโต่ง หลักสำคัญคือการปรับสมดุลย์

เลือกวิธีปรุงที่เหมาะสม เช่น ต้ม นึ่ง ลวก ลดปิ้งย่างไหม้เกรียม และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ลดอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง และหลีกเลี่ยงเนื้อย่างไหม้เกรียม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ในระยะยาว สำหรับคนที่มีเวลาจำกัด แนะนำเมนูเช้าง่าย ๆ เช่น ไข่ลวก ไข่น้ำ ขนมปังโฮลวีตกับสลัดผัก ปลา ธัญพืช ข้าวราดแกงที่หลีกเลี่ยงของทอดหรือแกงกะทิหลายอย่างในจานเดียว

เครื่องดื่มชานมไข่มุก–ฟาสต์ฟู้ด ความสุขชั่วคราวที่ต้องคุมปริมาณ

เครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง ชานมไข่มุก ให้พลังงานจากน้ำตาลสูง ส่งผลต่อระดับอินซูลิน น้ำหนักตัว และระบบเผาผลาญ หากดื่มเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ควรจำกัดไม่เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และไม่ควรใช้การกินเป็นเครื่องมือเยียวยาอารมณ์บ่อยเกินไป

เทรนด์ IF – คีโต – คลีน เหมาะกับทุกคนหรือไม่?

การทำ IF หรือคีโตสามารถลดน้ำหนักได้จริง แต่ต้องมีเป้าหมายและความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะอาจมีผลข้างเคียง เช่น IF อาจกระตุ้นโรคกระเพาะในบางราย หรือการทำคีโตอาจทำให้ไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง คุณหมอแนะนำวิธีพื้นฐานที่ยั่งยืนกว่า คือ ควบคุมพลังงานให้เหมาะสม อ่านฉลากโภชนาการ เพิ่มกิจกรรมทางกาย เช่น เดินเพิ่มวันละ 10–15 นาที ซึ่งช่วยเผาผลาญพลังงานได้โดยไม่กระทบสุขภาพระยะยาว

Slow Life–มีสติ–ปรับมุมคิด ลดเสี่ยงด้วยตัวเองแบบคนเมืองอย่างยั่งยืน

Slow Life – ชะลอจังหวะชีวิต กินช้า เดินเพิ่ม ใช้เวลากับตัวเอง มีสติ – เลือกอาหารอย่างรู้ตัว สังเกตอาการร่างกาย มีสติรู้เท่าทันอาการตนเอง สังเกตว่าปวดแบบไหน ปวดตรงไหน เป็นมากน้อยเพียงใด  ปรับ Mindset – ไม่กดดันตนเองเกินไป เดินทางสายกลาง ฝึกกำหนดลมหายใจ นั่งสมาธิ เพื่อลดความเครียด

เมื่อจิตใจผ่อนคลาย ระบบทางเดินอาหารจะทำงานดีขึ้น อาการหลายอย่างสามารถทุเลาได้โดยไม่ต้องพึ่งยาในระยะยาว เพราะการเริ่มต้นปรับพฤติกรรมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่าง  ในวันเดียว เพียงเริ่มจาก “สังเกตตัวเอง” แล้วค่อย ๆ ปรับทีละ 20–30% ก็สามารถลดความเสี่ยงโรคทางเดินอาหาร และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน เพราะบางครั้ง การรักษาที่ดีที่สุด อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมของเราเองก่อนถึงมือหมอ

กิจกรรม “ธรรมะในสวน” วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569    เวลา 8.30-10.00 น. ณ สวนเบญจกิติ (ลานองค์พระ)  โดย นพ. โชติ เหลืองช่อสิริ หัวข้อ “กินแบบ Lifestyle คนเมือง เสี่ยงอะไรบ้าง” : เข้าร่วมกิจกรรมฟรี! โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ผู้จัดงานจัดเตรียมเสื่อ และเก้าอี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://web.facebook.com/QueenSirikitNationalConventionCenter

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการเข่าลั่น เข่าทรุด หรือรู้สึกข้อเข่าไม่มั่นคงหลังเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือประสบอุบัติเหตุ อาจเป็นสัญญาณของ “เอ็นไขว้หน้าขาด” (ACL Injury) หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) เป็นเอ็นสำคัญที่อยู่ภายในข้อเข่า ทำหน้าที่ควบคุมความมั่นคงของข้อเข่า ป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนมาด้านหน้ามากเกินไป และช่วยควบคุมการบิดหมุนของข้อเข่าในขณะเดิน วิ่ง หรือกระโดด เมื่อเอ็นไขว้หน้าได้รับการฉีกขาด ข้อเข่าจะสูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้เกิดอาการเข่าหลวม ปวด บวม และเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ

เอ็นไขว้หน้าขาดมักเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในขณะที่เท้ายังติดพื้น การหยุดหรือหมุนตัวอย่างรวดเร็ว การลงจอดผิดท่าหลังการกระโดด รวมถึงแรงปะทะจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบข้อเข่าไม่แข็งแรงพอ เอ็นไขว้หน้าจะต้องรับแรงมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น

อาการมักเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ บางรายอาจได้ยินเสียง ‘ป๊อบ’ ภายในข้อเข่า จากนั้นจะมีอาการปวดรุนแรงตามมา เข่าบวมอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงจากเลือดออกในข้อ รู้สึกเข่าหลวม ไม่มั่นคง เดินกะเผลก หรือเข่าทรุดเวลาลงน้ำหนัก และส่วนใหญ่จะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งหรือเปลี่ยนทิศทางได้ตามปกติ

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นเพียงการยืดหรือฉีกขาดบางส่วน และไม่ได้ใช้งานเข่าหนักมาก อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยทำกายภาพบำบัดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

ในกรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดสมบูรณ์ หรือมีอาการเข่าหลวมชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬา การผ่าตัดส่องกล้องสร้างเอ็นไขว้หน้าใหม่ (Arthroscopic ACL Reconstruction) เป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ข้อเข่ากลับมามั่นคงได้ การผ่าตัดวิธีนี้ใช้แผลขนาดเล็กประมาณ 2–3 แผล โดยสอดกล้อง Arthroscope เพื่อมองเห็นโครงสร้างภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน และใส่เครื่องมือผ่าตัดเพื่อสร้างเอ็นใหม่ทดแทนเอ็นที่ขาด

ข้อดีของวิธีส่องกล้องคือ แผลเล็ก อาการปวดหลังผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า อย่างไรก็ตาม หลังผ่าตัดจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาแข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว

หากมีอาการเข่าลั่น เข่าหลวม หรือปวดบวมหลังบาดเจ็บ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาระยะยาวในอนาคต

คุณแหน : 3 มีนาคม 2569

คุณแหน:3 มีนาคม 2569

คุณแหน:3 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

●● ตามประสาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในโลก ยึดอำนาจเวเนซุเอลาไปแล้วยกทัพหลวงสหรัฐฯไปปิดล้อมอ่าวเปอร์เซียก็ทำไปแล้ว ยังไม่สะใจเลยหันไปโยเยกับอดีตประธานาธิบดีให้
รอบด้าน วานซืน ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาอ้างความดีที่ท่านจำเป็นต้องยกเลิกการจัดชั้น(DECLASSIFY) แฟ้มเอกสารลับทางราชการเกี่ยวกับ “UFO” (การมาเยือนโลกของมนุษย์
ต่างดาว) ความลับจำนวนนับหลายหมื่นไฟล์ เนื่องมาจากก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีโอบาม่า เผลอนำเอาความลับราชการเกี่ยวกับUFO ไปแถลงให้สื่อมวลชนทราบ ซึ่งเป็นการ
ผิดกฎหมายอาญา แต่เมื่อทรัมป์ “ปลดล็อก”แล้วโอบาม่าจึงได้รับอภัยโทษไป ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่าเรื่อง UFO เป็นประเด็นที่อเมริกันชนสนใจสุดๆ ทุกประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานจะต้องนำเสนอแฟ้มที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศจำนวนนับร้อยไฟล์ เชื่อหรือไม่ หนึ่งในนั้นคือ แฟ้ม “UFO” … จะประหลาดใจหรือไม่ที่จะระบุไว้ว่า ประธานาธิบดี เรแกนคาร์เตอร์คลินตันโอบาม่าต่างเชื่อว่า UFO มีอยู่จริง โดยเฉพาะเรแกนนั้นได้ประสบเหตุการณ์ระดับเฟิร์สแฮนด์เลย ขณะนั่งสนทนาอยู่ในเครื่องบิน AIR FORCE ONE ซึ่งเป็นเครื่องบินพิเศษบินระดับสูงมากกว่าเครื่องบินปกติ ได้พบเห็น UFO บินด้วยความเร็วสูงประกบไปกับเครื่องบินพิเศษ ชั่วอึดใจก็หายวับไปกับตา เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ถูกบันทึกไว้เป็นทางการโดยคณะนักบินประจำเครื่องร่วมรับรู้ทุกคน…

●●สัปดาห์ที่แล้วการแข่งขันกอล์ฟ รายการ HONDA LPGA SIAM COUNTRYPATTAYA THAILAND มีผู้ติดตามชมทั่วโลกโดยแชมป์คือ “JEENO” อาฒยา ฐิติกุลนักกอล์ฟอันดับหนึ่งของโลกชาวไทย… ครั้งนี้นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญภาคภูมิใจเมื่อหวนระลึกว่าเมื่อ 14 ปีก่อนขณะเมื่อเธอมีอายุเพียง 8 ขวบได้มายืนเกาะเชือกกั้นสนามตามดูรายการนี้ด้วยความตื่นเต้น จนจุดประกายความฝันที่จะเป็นนักกอล์ฟ LPGA วันหน้า วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นแชมป์ LPGA แล้วเธอยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ของโลก เฉพาะปีที่แล้วฝ่ายจัดการรายงานว่าเธอสามารถทำรายได้จากการแข่งขันทั่วโลกและการอุปถัมภ์ 300 กว่าล้านบาท JEENO อายุเพียง 23 ปียังมีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยและตนเองอีกยาวนาน เพียงแต่ต้องอยู่ในวินัยและโปรแกรมฝึกซ้อมที่ดี ฟังดูแล้วเหมือนเธอมีทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอุปสรรคอะไรเลยแต่ JEENO ยืนยันว่ามีแน่นอน, เพราะช่วงพักการแข่งขัน LPGA กลับมาเมืองไทย เธออยากกินอาหารอร่อยทุกอย่างทำให้มีปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำหนักให้ตามพิกัด…

●● เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงยุติธรรม มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการศาลยุติธรรม 2 ราย ดังนี้ 1.เรวัต กลีบตะขบ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมยุติธรรม และ 2.ชวัลนาถ ทองสม ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมยุติธรรม ตั้งแต่ 26 ก.พ.เป็นต้นมา…

●●ขอแสดงความยินดีกับ นายกสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใหม่ ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ นักศึกษาเก่า รัฐศาสตร์มช. รหัส 30…

●● คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลขอเชิญเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ ร่วมทำบุญ และร่วมงานเทศน์มหาชาติ เนื่องในโอกาส129 ปี คณะพยาบาลศาสตร์ และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงวันที่ 26 มี.ค. 07.00-17.00 น. ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช…สอบถามได้ที่สำนักงานมูลนิธิคณะพยาบาลฯ มหาวิทยาลัยมหิดลฯ โทร. 02-4197466-80 ต่อ 2025 และ 02-4124670 หรือ Add Line :@nsmufoundation…●●

บารอนเนส

เช็กอินพิกัดงานศิลป์ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6” รวมที่สุดผลงานศิลปินหน้าใหม่ของไทย ชมฟรี วันนี้ – 10 มีนาคม 2569 ณ ณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ

เช็กอินพิกัดงานศิลป์ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6” รวมที่สุดผลงานศิลปินหน้าใหม่ของไทย ชมฟรี วันนี้ – 10 มีนาคม 2569 ณ ณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ

เช็กอินพิกัดงานศิลป์ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6” รวมที่สุดผลงานศิลปินหน้าใหม่ของไทย ชมฟรี วันนี้ – 10 มีนาคม 2569 ณ ณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ร่วมกับ พาเลท อาร์ตสเปซ (Palette Artspace) แกลลอรี่แสดงผลงานศิลปะชั้นนำของไทย จัดนิทรรศการ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6 รวมกว่า 60 ผลงานของศิลปินรุ่นใหม่จากการประกวดโครงการผืนผ้าใบสีขาว ประจำปี 2568 ภายใต้ความร่วมมือของ กรุงเทพมหานคร และ SPUTNIK International พร้อมแรงสนับสนุนจากเครือข่ายศิลปะไทย–ญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพื่อส่งเสริมและเฟ้นหาศิลปินหน้าใหม่ที่มีความสามารถในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเปิดพื้นที่ให้จินตนาการและความคิดของศิลปินรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดอย่างอิสระผ่านแนวคิดของ “ผืนผ้าใบสีขาว” จุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด เพื่อให้ผู้ที่รักงานศิลปะได้มาชื่นชม โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2569 ณ บริเวณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ

นิทรรศการในครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานชิ้นเยี่ยมที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น สะท้อนบทบาทของศิลปะในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การค้นหาตัวตน และการสื่อสารมุมมองต่อโลกของเยาวชนไทย โดยมีผลงานไฮไลต์อย่าง “ดาวลูกไก่” ของเด็กหญิงพิชชานันท์ ชัยประโคม ที่นำแรงบันดาลใจจากการสำรวจดวงดาวบนฟ้ามาเปรียบเทียบกับความรักความผูกพันของแม่ไก่ที่คอยปกป้องดูแลลูกไก่ เหมือนกับคุณแม่ที่คอยมอบความรักความอบอุ่นและส่งเสริมการเรียนรู้ ให้เติบโตอย่างมีสติเป็นคนดีของสังคม เช่นเดียวกับผลงานชื่อ “กลับดาว” ของนางสาวณภาค์ เจียรกุล ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแสงแห่งดวงดาวในการนำทางเพื่อเดินทางกลับไปหาความหวังที่สถิตอยู่ในตัวตนของเราอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีผลงาน “พื้นที่จำกัด” ของนางสาวพิมพ์พิศา อนุฤทธิ์ ที่เล่าเรื่องราวผ่านการผสมผสานวัตถุซึ่งเป็นภาพแทนของสภาวะการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดของคนชนชั้นล่าง สะท้อนการปรับตัวเพื่อดำรงอยู่ท่ามกลางบริบททุนนิยมและความแตกต่างทางชนชั้น โดยนำวัสดุต่าง ๆ มาประยุกต์ออกแบบเป็นที่พักทางกายและใจที่งดงาม เป็นภาวะที่ต้องอยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่อย่างแนบเนียนจนมักถูกมองข้ามไป โดยนิทรรศการเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันนี้ – 10 มีนาคมนี้ ณ บริเวณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook: Siam Takashimaya

Flora Food Group จับมือ เชฟพลอย ยกระดับ ‘อาหารไทย’ สู่เวทีโลก

Flora Food Group จับมือ เชฟพลอย ยกระดับ ‘อาหารไทย’ สู่เวทีโลก

Flora Food Group จับมือ เชฟพลอย ยกระดับ ‘อาหารไทย’ สู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

Flora Food Group จัดงาน The Symphony:  3 on Earth Event เพื่อเฉลิมฉลองครัวมืออาชีพยุคใหม่และศิลปะแห่งการทำอาหาร พร้อมประกาศแต่งตั้ง เชฟพลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ  เป็น Brand Ambassador อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท  ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของ Flora Food Group ช่วยให้เชฟและผู้ประกอบการอาหารสามารถต่อยอดสิ่งที่ทำให้อาหารไทยทรงอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และบทบาทที่เติบโตขึ้นในระดับสากล

เมื่ออาหารไทยพัฒนาไปไกลจากมรดกท้องถิ่นสู่แรงบันดาลใจระดับนานาชาติ Flora Food Group  เล็งเห็นว่านอกจากประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียด้านอาหารที่ทรงอิทธิพลต่อเมนูทั่วโลก Flora Professional และ เชฟพลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ  เริ่มต้นความร่วมมือกันตั้งแต่ต้นปี 2025 ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกันว่า อาหารที่ยอดเยี่ยมเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ความสม่ำเสมอ และความมั่นใจในครัว

ฐิตา ศรีไพรวัลศุภกิจ, บาติยา ดายรัตเน, อินุรา จายาสุริยะ

เชฟพลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ  Brand Ambassador เป็นเชฟรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยสไตล์การทำอาหารร่วมสมัย เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และการ Flora Food Group แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากรายการ MasterChef The Professionals Thailand  เชฟพลอยได้สะท้อนภาพเชฟไทยยุคใหม่ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ความเคารพในวิถีแบบดั้งเดิม พร้อมเปิดรับอิทธิพลระดับโลก

อินุรา จายาสุริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “อาหารไทยในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่กำลังสร้างแรงบันดาลใจให้เชฟทั่วโลก  Flora Food Group ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในครั้งนี้ โดยได้นำความเชี่ยวชาญระดับโลกของเรามาสนับสนุนเชฟและผู้ประกอบการในประเทศไทย พร้อมเรียนรู้จากพลังความคิดสร้างสรรค์ของวงการอาหารไทยไปพร้อมกัน”

AMI Brunch & Bubbles: ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้พรมแดน

ที่ AMI Brunch & Bubbles เชฟพลอย ก้าวข้ามกรอบ Thai Fusion สู่การสร้างสรรค์เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากหลากหลายวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเมนู บรันช์สมัยใหม่ อาหารยุโรปสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด ของหวาน เบเกอรี่ และเครื่องดื่มที่สร้างสรรค์ เมนูของเธอสะท้อนภาพครัวสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์หลากหลายโอกาส รสชาติ และคอนเซปต์ได้ในที่เดียว

“ปัจจุบัน อาหารไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสัญชาติหรือหมวดหมู่อีกต่อไป เชฟและผู้ประกอบการคิดแบบบูรณาการทั้งอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม และ AMI Brunch & Bubbles ก็สะท้อนความจริงข้อนี้ได้อย่างชัดเจน” ฐิตา ศรีไพรวัลศุภกิจ Brand Manager Thailand กล่าว

สนับสนุนผู้ประกอบการทุกประเภท ทุกสไตล์อาหาร

Flora Food Group ต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการทุกประเภทและทุกสไตล์อาหาร ตั้งแต่ร้านอาหารนานาชาติ ครัวโรงแรม  คาเฟ่ เบเกอรี่ ร้านของหวาน ไปจนถึงบาร์ โดยได้นำเสนอโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครัวมืออาชีพในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ Blue Band Professional Multipurpose Cream และ Flora Professional Cooking Cream ไปจนถึง มาร์การีน และ Fat Spread 

เชฟพลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ 

Flora Food Group นำเสนอพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ครบครัน พร้อมเป็นโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการในทุกเมนู

“เราไม่ต้องการเป็นเพียงแบรนด์ แต่ต้องการเป็นพันธมิตรของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะทำอาหารไทย อาหารตะวันตก คาเฟ่ เบเกอรี่ หรือเครื่องดื่ม Flora Professional พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ฐิตา กล่าว

Flora Food Group คือบริษัทผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ชั้นนำ ที่มุ่งเน้น Culinary Essentials for Better Food พอร์ตโฟลิโอของเราครอบคลุมผลิตภัณฑ์สเปรด เนยและเบลนด์ ครีมและครีมเมอร์ ซอสและของเหลวสำหรับประกอบอาหาร รวมถึงชีสและครีมชีส รองรับทั้งตลาดค้าปลีกและฟู้ดเซอร์วิส

ด้วยความเป็นผู้นำแบรนด์ในกว่า 100 ประเทศ และความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจ Professional เราผสานความเชี่ยวชาญด้านน้ำมันและไขมัน ซึ่งเป็นจุดบรรจบของรสชาติ ประสิทธิภาพการใช้งาน และคุณค่าทางโภชนาการ เข้ากับงานวิจัยและพัฒนาระดับโลก เทคโนโลยีเฉพาะขององค์กร ศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารที่ทันสมัย และมีศักยภาพครบวงจรตั้งแต่การจัดหา การผลิต จนถึงการทำตลาด

Chosen by Chefs, Loved by Everyone

แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ครัวมืออาชีพในประเทศไทยยังคงเติบโตด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการปรับตัว 

Flora Food Group เชื่อว่าเชฟไม่ควรต้องเลือกระหว่างแรงบันดาลใจกับความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่ครบครัน หลากหลาย และเชื่อถือได้ Flora Professional พร้อมเติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการในทุกคอนเซ็ปต์ ทุกสไตล์อาหาร และทุกโอกาส ให้สมกับคำที่ว่า Chosen by chefs, loved by everyone ผลิตภัณฑ์ที่เชฟเลือกไว้วางใจ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนชื่นชอบ — Flora Food Group ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอนาคตของวงการอาหารไทย พร้อมผลักดันขอบเขตความสร้างสรรค์ให้ไกลเกินกว่าพรมแดนประเทศ

‘ดร.น้ำหวาน’ นำทีมนักวิจัยค้นพบความลับของธรรมชาติ ‘ตุ๊กแกดำ’ ที่โลกไม่เคยรู้

‘ดร.น้ำหวาน’ นำทีมนักวิจัยค้นพบความลับของธรรมชาติ ‘ตุ๊กแกดำ’ ที่โลกไม่เคยรู้

‘ดร.น้ำหวาน’ นำทีมนักวิจัยค้นพบความลับของธรรมชาติ ‘ตุ๊กแกดำ’ ที่โลกไม่เคยรู้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

ในโลกของชีววิทยา การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ (New Species) เปรียบเสมือนการเจอขุมทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ และล่าสุดเมื่อกุมภาพันธ์ 2569 วงการวิทยาศาสตร์โลกต้องหันมาจับตามองประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อ “ตุ๊กแกดำ” (Gekko dam) ได้ถูกจารึกชื่อลงในวารสารสากล Zootaxa อย่างเป็นทางการ

ผศ.ดร.วรวิทู มีสุข หรือ ดร.น้ำหวาน 

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความทุ่มเทของ “The Dream Team” นักวิจัยไทยและต่างประเทศ นำโดย ผศ.ดร.วรวิทู มีสุข หรือ ดร.น้ำหวาน นักวิจัยหญิงรุ่นใหม่ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ร่วมกับทัพผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นักวิชาการเรื่องปลาจากกรมประมง ที่หลงใหลและดำดิ่งในโลกอนุกรมวิธานสัตว์เลื้อยคลาน  นายมนตรี สุมณฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และวิวัฒนาการ รศ.ดร. วีระเกียรติ ทรัพย์มี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และ รศ.ดร. จุฑามาศ ศุภพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช นักเซลล์อนุกรมวิธาน ดร. ณัฐสุดา ดรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ กลุ่มนักธรรมชาติวิทยาภาคสนาม นายณัฐภัท โชติจักรดิกุล, นายธนศักดิ์ จินดามาตย์ และนางสาวนิตยา โตไพร  ร่วมด้วยเครือข่ายทางอนุกรมวิธานระดับโลกอย่าง Mr. Olivier S. G. Pauwels ภัณฑารักษ์ สถาบันวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งราชอาณาจักรเบลเยียม

ทำไมต้องชื่อ “ตุ๊กแกดำ”?

ดร. น้ำหวาน เล่าว่า ตุ๊กแกดำเป็นตุ๊กแกที่อาศัยตามเขาหินปูนร่วมอยู่กับตุ๊กแกบ้าน มีลักษณะโดยรวมคล้ายตุ๊กแกบ้านทั่วไป แต่มีลักษณะสังเกตที่ดูต่างจากตุ๊กแกบ้านซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นความผันแปรของตุ๊กแกบ้านรูปแบบหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามการจำแนกชนิดในยุคนี้ต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานที่ชัดเจน ทีมวิจัยต้องใช้ทั้งการลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดตรังและสตูล เพื่อศึกษาลักษณะในถิ่นอาศัยจริง แล้ววิเคราะห์สัณฐานวิทยา และรหัสพันธุกรรม (DNA) ในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้น จนพบความโดดเด่นที่แตกต่างจากตุ๊กแกทั้งหมดที่เคยมีรายงานมา คือ The Black Beauty: ลำตัวสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำสนิท ต่างจากตุ๊กแกบ้านทั่วไป The Copper Eyes: ดวงตาสีทองแดงแวววาว (ในขณะที่ตุ๊กแกบ้านจะมีตาสีเหลืองทอง) Unique Texture: ตุ่มเกล็ดบนหลังมีลักษณะโค้งมน ต่างจากตุ๊กแกบ้านที่มีตุ่มทรงกรวย

บทบาทของ “ผู้คุมกฎ” แห่งพงไพร

ในมุมของนิเวศวิทยา “ตุ๊กแกดำ” คือ ฮีโร่ตัวจริงของระบบนิเวศ เพราะพวกมันทำหน้าที่เป็นผู้ล่าคอยควบคุมประชากรแมลงรบกวน โดยเฉพาะ “ปลวก” ไม่ให้มีมากเกินไป ซึ่งหากเราวางภาพลักษณ์เก่าๆ ลงแล้วมามองคุณค่าของสัตว์เลื้อยคลานในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของความน่ากลัว แต่คือความสวยงามและความสมดุลของธรรมชาติ การค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าป่าชายแดนภาคใต้ของไทยยังคงซ่อนความลับและความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ใกล้ตัวไว้อีกมาก เราจึงต้องช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เพื่อรอให้มีการศึกษาและค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น ชวนอุดหนุนขนมไทยจาก SME ทั่วไทย เปิดแคมเปญ ‘เติมความอร่อยขนมไทย SME’ สร้างอาชีพ เสริมรายได้ชุมชน

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น  ชวนอุดหนุนขนมไทยจาก SME ทั่วไทย  เปิดแคมเปญ ‘เติมความอร่อยขนมไทย SME’ สร้างอาชีพ เสริมรายได้ชุมชน

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น ชวนอุดหนุนขนมไทยจาก SME ทั่วไทย เปิดแคมเปญ ‘เติมความอร่อยขนมไทย SME’ สร้างอาชีพ เสริมรายได้ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

เพราะ “ขนมไทย” ไม่ใช่แค่ของหวาน แต่คือโอกาสของผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผ่านแคมเปญ “เติมความอร่อยขนมไทย SME” คัดสรรเมนูขนมไทยร่วมสมัยจากผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ เพื่อช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดวัตถุดิบการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

แคมเปญนี้สะท้อนบทบาทขอ งเซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ โดยร่วมพัฒนาสินค้ากับ SME มากกว่า 40 รายการ ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการนำวัตถุดิบจากเกษตรกรไทย เช่น มะพร้าว ใบเตย ไข่สด ลูกตาล และผลไม้ตามฤดูกาล มาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบขนมที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ หยิบง่าย ทานสะดวก แต่ยังคงเสน่ห์ความเป็นไทย ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง SME และเครือข่ายเกษตรกรไทย โดยได้มัดรวม 4 ขนมไทยเมนูใหม่ที่น่าลิ้มลอง มามัดใจสายหวาน ดังนี้

ส่อง 4 ขนมไทยเมนูใหม่สุดละมุนใจ หาซื้อง่ายที่ร้านเซเว่นฯ

ลูกชุบไข่เค็มบ้านทองหยอด : มองแวบแรกอาจนึกว่าเป็นขนมเปี๊ยะลูกเล็กๆ แต่ความจริงแล้วนี่คือ “ลูกชุบไข่เค็ม” จากบ้านทองหยอด มาในรูปแบบกล่องราคา 39 บาท มีจำนวน 4 ชิ้น หน้าตาเป็นก้อนกลมๆ สีส้มๆ ทองๆ เคลือบวุ้นใสจนดูแวววาว ขนาดกำลังดี ทานหนึ่งคำแบบเต็มปากเต็มคำ จุดเด่นอยู่ที่ไส้ไข่เค็มกวนกับถั่วด้านในที่ให้มาแบบแน่นๆ ซึ่งใช้ไข่สดจากเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี นำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มสูตรเฉพาะของแบรนด์ ให้รสชาติหอมมันเค็ม คุณภาพสม่ำเสมอ ช่วยชูรสชาติให้ลูกชุบอร่อยมีเอกลักษณ์ กลายเป็นขนมไทยที่มีความแปลกใหม่ แถมตอนนี้เป็นสินค้ายอดนิยมในร้านเซเว่นฯ นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าน่าลองจากผู้ประกอบการ SME ที่มีแนวคิดพัฒนาสินค้าเพื่อคนไทย และเป็นพลังสำคัญในการสนับสนุนเกษตรไทย

วุ้นกะทิกุหลาบแก้ว : แม้วาเลนไทน์จะผ่านไปแล้ว แต่ยังมีดอกกุหลาบมาให้เติมความหวานกันทุกวันด้วย “วุ้นกะทิกุหลาบแก้ว” ราคา 27 บาท มีจำนวน 4 ชิ้น ขนมไทยรูปดอกกุหลาบสีสันสดใสในกล่องจะมีทั้งสีชมพูและสีม่วง ตัววุ้นด้านบนมีกลิ่นหอม เนื้อสัมผัสเด้ง และมีความกรุบเล็กน้อย ส่วนชั้นล่างเป็นวุ้นกะทิจากมะพร้าวไทยเป็นวัตถุดิบหลัก ให้รสชาติมันๆ เค็มๆ ผสานกลิ่นหอมของผลไม้ ช่วยให้รสชาติหอมมัน กลมกล่อม สะท้อนเสน่ห์ของวัตถุดิบเกษตรไทยในรูปแบบขนมร่วมสมัย เป็นฟีลของหวานที่ทั้งน่ารักและอร่อย จะซื้อให้ตัวเองหรือมอบเป็นของฝากในโอกาสต่างๆ ให้ใครก็รู้สึกพิเศษ

ขนมครกใบเตยมะพร้าวอ่อน : ขนมไทยโบราณที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ “ขนมครกใบเตย” ถูกนำมาปรับโฉมให้น่ารักขึ้นในรูปแบบคำเล็ก ๆ ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านจากแหล่งเกษตรชุมชน สีเขียวสดจาก “ใบเตย” ที่มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ด้านบนท็อปหน้าด้วย มะพร้าวอ่อนเนื้อนุ่มเอกลักษณ์ของขนมไทยแท้ ให้รสหวานละมุนและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มาในรูปแบบกล่อง ราคา 29 บาท ตัวแป้งมีความนุ่มหนึบเล็กน้อยหอมกลิ่นใบเตย เพิ่มความอร่อยด้วยเนื้อมะพร้าว ช่วยเพิ่มสัมผัสและความหอมมันได้อย่างลงตัว เป็นของหวานชิ้นเล็กที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้แวะกินขนมไทยหน้าเตาร้อนๆ แต่สะดวกกว่า แค่เปิดกล่องก็อร่อยได้ทันที

มันม่วงและเผือกทิพย์ : ไม่ต้องเลือกแล้วว่าจะกินมันหรือเผือกดี เพราะรอบนี้ SME เค้ารวมความอร่อยของทั้งสองอย่างมาไว้ในกล่องเดียวกับ “มันม่วงและเผือกทิพย์” ราคา 29 บาท ตัวขนมมาในรูปแบบลูกกลมๆ พอดีคำ ใช้วัตถุดิบหลักจากมันม่วง และเผือก พืชเศรษฐกิจที่ปลูกในประเทศไทย เนื้อสัมผัสนุ่มแน่น ให้รสหวานละมุนแบบธรรมชาติ หยิบทานง่าย เหมาะสำหรับเป็นของหวานเบาๆ ระหว่างวัน หรือปิดท้ายมื้ออาหารแบบไม่หนักเกินไป เป็นอีกหนึ่งขนมไทยร่วมสมัยที่นำวัตถุดิบคุ้นเคยมาปรับรูปแบบให้น่ารับประทาน และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

‘มะเร็งเยื่อหุ้มปอด’ โรคร้ายที่แพทย์ยากจะรักษา แต่ป้องกันได้

‘มะเร็งเยื่อหุ้มปอด’ โรคร้ายที่แพทย์ยากจะรักษา แต่ป้องกันได้

‘มะเร็งเยื่อหุ้มปอด’ โรคร้ายที่แพทย์ยากจะรักษา แต่ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

ในบรรดาโรคมะเร็งที่ร้ายแรงและพรากชีวิตผู้คนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า “มะเร็งเยื่อหุ้มปอด” ถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่ยากต่อการรักษาและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจัยหลักที่นำไปสู่โรคร้ายนี้ คือการได้สัมผัสกับ “แร่ใยหิน” (Asbestos) อย่างไม่รู้ตัว แร่ใยหินเป็นเส้นใยแร่ธรรมชาติที่แบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยเฉพาะกลุ่มแอมโฟไบล์ (Amosite, Crocidolite) ที่มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดมากที่สุด เมื่อสูดดมเข้าไป ฝุ่นใยหิน จะติดอยู่ในเยื่อหุ้มปอด กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง และส่งผลให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นมะเร็งในระยะยาว (ที่มา https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK519530/)

ทำไมแร่ใยหินถึงอันตราย แม้ในปริมาณน้อย?

แร่ใยหินเคยถูกใช้แพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมและก่อสร้าง เช่น กระเบื้องหลังคา แผ่นกันไฟ ผ้าเบรก และฉนวนกันความร้อน แต่เมื่อวัสดุเหล่านี้เสื่อมสภาพ ถูกตัด เจาะ ขัด หรือรื้อถอน จะปล่อย ฝุ่นใยหิน ที่มีขนาดเล็กมาก ลอยฟุ้งในอากาศและเข้าสู่ระบบหายใจได้ง่าย เส้นใยชนิด Crocidolite และ Amosite ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอมโฟไบล์ มีลักษณะเรียวยาว ตรง และทนต่อการย่อยสลายในร่างกาย ทำให้สามารถฝังตัวในเยื่อหุ้มปอดได้นานหลายสิบปี และสร้างปฏิกิริยาอักเสบเรื้อรังได้อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้สัมผัสโดยตรง เพียงแค่ อยู่ใกล้อาคารเก่า หรือวัสดุที่มีแร่ใยหินโดยไม่มีการป้องกัน ก็สามารถรับเส้นใยเข้าร่างกายได้ (ที่มา https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK519530/)

สังเกตอาการ คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าตนเองสัมผัสแร่ใยหิน เพราะโรคนี้มีระยะฟักตัวนาน 20–50 ปี และแสดงอาการเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บหน้าอกลึกๆ แบบเรื้อรัง, หายใจติดขัด หายใจไม่อิ่ม, น้ำหนักลดผิดปกติ, ไอเรื้อรัง หรือมีเสียงแหบ, เหนื่อยง่ายกว่าปกติ บางรายมีไข้ต่ำเรื้อรังหรือมีของเหลวในโพรงเยื่อหุ้มปอด เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ผ้าเบรก ฯลฯ ที่ใช้แร่ใยหิน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างชัดเจนว่ามีประวัติสัมผัสกับแร่ใยหินมายาวนานแค่ไหน

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองจากมะเร็งเยื่อหุ้มปอด

การป้องกันคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจาก แร่ใยหิน และ ฝุ่นใยหิน ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสวัสดุที่มีแร่ใยหินโดยตรง หากจำเป็นควรสวมหน้ากากกรองฝุ่นระดับ P100 2.เลือกใช้ วัสดุก่อสร้างปราศจากแร่ใยหิน โดยสอบถามผู้จำหน่าย หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลาก “Non-Asbestos”  3.หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้พื้นที่รื้อถอนอาคารที่ไม่มีมาตรการควบคุมฝุ่นใยหิน 4.หากสงสัยว่ามีฝุ่นใยหินติดตัว ให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างร่างกายทันที 5.ตรวจสอบบ้าน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะอาคารเก่ากว่า 30 ปี ว่าใช้วัสดุประเภทใดในการก่อสร้าง หากรื้อถอนหรือซ่อมแซม ควรอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ 6ใหากมีอาการผิดปกติทางเดินหายใจควรพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการสัมผัสแร่ใยหิน

แม้โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจะรักษาได้ยาก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการตัดวงจรความเสี่ยงที่ต้นเหตุ ทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตวัสดุ ผู้ประกอบการก่อสร้าง เจ้าของบ้าน หรือหน่วยงานรัฐ ต่างสามารถมีบทบาทร่วมกันในการ ส่งเสริมการใช้วัสดุก่อสร้างปราศจากแร่ใยหิน และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยเงียบจากฝุ่นใยหิน

‘HoneyKids Asia Thailand’ เปิดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การคิดเชิงวิพากษ์ และ AI

'HoneyKids Asia Thailand' เปิดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การคิดเชิงวิพากษ์ และ AI

‘HoneyKids Asia Thailand’ เปิดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การคิดเชิงวิพากษ์ และ AI

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

HoneyKids Asia Thailand เปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการผ่านเวทีเสวนาในกรุงเทพฯ ที่รวบรวมผู้ปกครอง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากวงการการศึกษา เพื่อร่วมกันตอบคำถามที่อยู่ในใจพ่อแม่ยุคใหม่: จะเลี้ยงลูกให้มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคของ AI ได้อย่างไร

งานจัดขึ้น ณ Alliance Française Bangkok โดยได้รับการสนับสนุนจาก Oh Jackie, HoneySpree, La Monita, Bonjour Bonsoir และ Inspirado Crafted Spirits ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความเป็นจริงของการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่การจัดการเวลาอยู่หน้าจอและพฤติกรรมดิจิทัล ไปจนถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในชีวิตประจำวัน บรรยากาศการสนทนาเป็นไปอย่างจริงใจ ใช้ได้จริง และปราศจากภาพความเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ

เวทีเสวนาประกอบด้วย ดร.พาริตา สุภาพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Aster International School Bangkok; ดร.นันทพร จันจาเลีย เสรีบุตร ที่ปรึกษาด้านการศึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Starfish Education; อลิสา ชเลรีจิต ผู้ก่อตั้ง One Publique; และ Chris Edwards ผู้ก่อตั้ง Honeycombers Group ดำเนินรายการโดย ชลธนัตน์ ตันอธิรุจ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบรรณาธิการ HoneyKids Asia Thailand

ประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา

การคิดเชิงวิพากษ์เพื่อตรวจสอบข้อมูลจาก AI

“กฎข้อแรกของการใช้ Generative AI คืออย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็น” ดร.นันทพรกล่าว พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่เด็กอาจพึ่งพา AI เพื่อการปรึกษาหรือเป็นเพื่อน จึงควรสอนให้นักเรียนตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น และใช้ทักษะ “prompt engineering” เพื่อท้าทายและวิเคราะห์ข้อโต้แย้งในโลกดิจิทัล

การรู้เท่าทัน AI ควบคู่กับการสร้างคุณลักษณะภายใน

คณะวิทยากรเห็นพ้องว่า “AI มาไกลเกินกว่าจะห้ามได้” การแบนโดยสิ้นเชิงไม่ใช่ทางออก ความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.นันทพรกล่าวถึงโครงการห้องเรียนดิจิทัลของกรุงเทพมหานครที่ฝึกอบรมครูและนักเรียนด้านการรู้เท่าทัน AI อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างรับผิดชอบต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรม และความยืดหยุ่นทางจิตใจ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งพึ่งพิง

ชุมชนออฟไลน์เพื่อสนับสนุนผู้ปกครอง

ผู้ปกครองไม่ควรต้องกำหนดขอบเขตดิจิทัลเพียงลำพัง ดร.พาริตาสนับสนุนการสร้างเครือข่ายระดับชุมชนผ่าน PTA และกิจกรรม “Disconnect to Connect” พร้อมแบ่งปันแหล่งข้อมูลอย่าง The Anxious Generation ขณะที่ชลธนัตน์เสนอแนวคิดการสร้างเครือข่ายสนับสนุนแบบไร้เทคโนโลยี โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกิจกรรมพบปะออฟไลน์ที่กำลังเติบโตในกรุงเทพฯ

วิทยากรยังแบ่งปันประสบการณ์จริงและข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง โดยย้ำว่าการเลี้ยงลูกในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ แต่คือการติดตามข้อมูลให้ทัน ปรับตัวอย่างยืดหยุ่น และเติบโตไปพร้อมกับลูก

Chris Edwards ผู้ก่อตั้ง HoneyKids Asia กล่าวว่า “ผู้ปกครองชาวไทยกำลังตั้งคำถามใหม่ ๆ ทั้งเรื่องการสอนให้ลูกคิดอย่างมีวิจารณญาณ การจัดการชีวิตดิจิทัล และการเตรียมลูกสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน HoneyKids Thailand มีบทบาทในการนำเสนอเสียงที่น่าเชื่อถือ คำแนะนำที่ใช้ได้จริง และบทสนทนาที่สะท้อนชีวิตครอบครัวในประเทศไทยวันนี้”

ชลธนัตน์ ตันอธิรุจ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบรรณาธิการ HoneyKids Asia Thailand กล่าวว่า “ผู้ปกครองไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ ทั้งการเตรียมลูกสำหรับอาชีพที่ยังไม่เกิดขึ้น การสอนการคิดเชิงวิพากษ์ในโลก AI และการดูแลสุขภาวะในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันสูง พวกเขาต้องการคำแนะนำที่ใช้ได้จริง แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และชุมชนที่เข้าใจบริบทครอบครัวในประเทศไทย นี่คือภารกิจของ HoneyKids Thailand”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ HoneyKids Asia Thailand ซึ่งนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นมิตรกับครอบครัว เรื่องราวจากผู้ปกครอง และเคล็ดลับมากมายเพื่อทำให้การใช้ชีวิตกับลูกในประเทศไทยง่ายและอบอุ่นยิ่งขึ้น ผู้อ่านยังสามารถติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ เช่น การเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม สุขภาวะของครอบครัว และกิจกรรมสำหรับเด็กทั่วประเทศไทย

HoneyKids Asia ก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์เมื่อปี 2556 และเติบโตเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์สำหรับครอบครัวที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในภูมิภาค ด้วยยอดเข้าชมกว่า 2.3 ล้านครั้งต่อเดือน การเปิดตัวในประเทศไทยสานต่อพันธกิจในการสนับสนุนผู้ปกครองทั่วเอเชียด้วยเนื้อหาที่ปฏิบัติได้จริง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์

ติดตาม HoneyKids Asia Thailand ได้ทาง Facebook และ Instagram หรือเยี่ยมชม honeykidsasia.com/thailand เพื่ออัปเดตกิจกรรม บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ปกครอง

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมส่งเสริมสุขภพหญิงไทย มอบเครื่องแพทย์ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแก่ รพ.มหาราชนครราชสีมา

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมส่งเสริมสุขภพหญิงไทย มอบเครื่องแพทย์ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแก่ รพ.มหาราชนครราชสีมา

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมส่งเสริมสุขภพหญิงไทย มอบเครื่องแพทย์ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแก่ รพ.มหาราชนครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

โรคมะเร็งปากมดลูก นับเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต โดยยังคงมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลามแล้ว การเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลอย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้เดินหน้าโครงการ Central Group Women Cancer (เซ็นทรัลกรุ๊ป วีเม่น แคนเซอร์) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อระดมทุนจากลูกค้า คู่ค้า และบริษัทในเครือ จัดหาเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยมะเร็งในสตรี มอบให้กับหน่วยงานที่มีความจำเป็น

พิชัย จิราธิวัฒน์, นพ. ทวีชัย วิษณุโยธิน และเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยมะเร็งในสตรี

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้ผู้หญิงไทยได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมตั้งแต่ปี 2548 ผ่าน โครงการ Central Group Women Cancer – ชวนทำดีช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี โดยในปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์สำหรับตรวจคัดกรองโรคไปยังโรคมะเร็งปากมดลูก โดยได้ระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางให้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ที่สุดในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตามในแต่ละปีทางโรงพยาบาลต้องรองรับการตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นด้านอุปกรณ์สำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเร่งด่วน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือจึงได้ส่งมอบ กล้องส่องตรวจมะเร็งปากมดลูกวีดิทัศน์แบบคมชัดสูง (Video Colposcopy with 4K) มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพการตรวจวินิจฉัยให้มีความแม่นยำสูง ช่วยค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที”

คณัสชนม์ ศรีเจริญ, พิชัย จิราธิวัฒน์,นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน และ จิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า “จากข้อมูลสถิติในปี 2566 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่โดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 คนต่อปี และจากสถิติของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาพบว่ามีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการส่องกล้องปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัยจำนวนประมาณ 1,000 คนต่อปี การนำเครื่องส่องกล้องมะเร็งปากมดลูกที่ทันสมัยแบบ Video Colposcopy 4K มาใช้ มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำและรวดเร็ว โดยเฉพาะในระยะก่อนเกิดโรคและในผู้ป่วยระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดี

สำหรับในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา การได้รับเครื่องส่องกล้องปากมดลูกแบบ Video Colposcopy with 4K จากกลุ่มเซ็นทรัลครั้งนี้ จะ ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการคัดกรองและวินิจฉัยโรคในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ลดอัตราการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงกระบวนการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ทุกท่านดูแลสังเกตตนเอง พร้อมเข้าตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้น เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ        ที่มีศักยภาพรอบด้าน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อยอดและพัฒนาในหลากหลายมิติผ่านโครงการเพื่อสังคม โดยยึดหลักการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ระหว่างธุรกิจและสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น  

ด้านเศรษฐกิจชุมชน : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ร่วมกับ จังหวัดนครราชสีมา และเทศบาลตำบลด่านเกวียน จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ด่านเกวียน” ซึ่งนับเป็นศูนย์การเรียนรู้ภายในศูนย์การค้าแห่งแรกและแห่งเดียวของจังหวัด ที่เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปั้นดินเหนียวจากดินด่านเกวียน อันเป็นอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนักเรียนจากกว่า 100 โรงเรียน เข้าร่วมทัศนศึกษามากกว่า 10,000 คนอีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนด่านเกวียน ผ่านการนำสินค้าเครื่องปั้นดินเผามาจำหน่ายภายในศูนย์การค้า นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัล โดยโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ยังได้ต่อยอดและพัฒนา สหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จำกัด ผ่านการติดตั้ง ระบบโซลาร์เซลล์ที่อาคารคัดบรรจุผัก ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพชุมชนด้านการทำเกษตรอินทรีย์  ให้พร้อมเป็นต้นแบบเพื่อศึกษาดูงาน รวมทั้งสนับสนุนช่องทางจัดจำหน่ายอีกด้วย

ด้านสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ร่วมมือกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จัดตั้ง “LAB มหาราช” เพื่อให้บริการตรวจเลือดและตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการล่วงหน้าก่อนพบแพทย์ พร้อมทั้งจัดตั้งจุดรับบริจาคโลหิตภายในศูนย์การค้า นอกจากนี้ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ยังจัดโค้ชฝึกสอนทักษะเทเบิลเทนนิสแก่นักเรียนโรงเรียนสะแกราชวิทยาคมและโรงเรียนบ้านโป่งแมลงวัน (จิราธิวัฒน์อุปถัมภ์) เพื่อต่อยอดสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ พร้อมสนับสนุน พื้นที่จัดแข่งขันกีฬาเทเบิลเทนนิสและกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ รวมถึงสนับสนุนงบประมาณแก่สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ เพื่อ ปรับปรุงยกระดับศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดนครราชสีมา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 ขณะเดียวกันได้สร้างโอกาสความเท่าเทียมด้วยการ จ้างงานคนพิการ เพื่อปฏิบัติงาน ณ โรงเรียนบ้านโป่งแมลงวัน (จิราธิวัฒน์อุปถัมภ์) เพื่อส่งเสริมการมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ด้านการศึกษา : เซ็นทรัล รีเทล ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช และโรงแรมเซ็นทารา โคราช ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกันยกระดับโรงเรียนบ้านโป่งแมลงวัน (จิราธิวัฒน์อุปถัมภ์) โรงเรียนสะแกราชวิทยาคม และวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย  ให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้แบบครบวงจร เช่น โครงการหลักสูตรห้องเรียนหุ่นยนต์ การจัดทำฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนการจัดสร้างห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ และสนามเด็กเล่น นอกจากนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ยังร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ให้การ สนับสนุนพื้นที่ของศูนย์การค้าในการจัดกิจกรรมสำคัญด้านศึกษา ให้กับโรงเรียน 58 แห่งในจังหวัดอีกด้วย

ด้านสิ่งแวดล้อม : ร้านค้าในศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ร่วมกับ โรงแรมเซ็นทารา โคราช และ ท็อปส์ บริหาร จัดการขยะอินทรีย์ด้วยการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยสามารถลดขยะอินทรีย์สู่หลุมฝังกลบรวมมากกว่า 3 แสนกิโลกรัมต่อปี เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เฉลี่ยมากกว่า 2,500 กิโลกรัมต่อเดือน และน้ำหมักชีวภาพมากกว่า 2,000 กิโลกรัม ต่อเดือน 
ส่งมอบให้ประชาชนทั่วไปและชุมชนข้างเคียง จำนวน 6 ชุมชน  

กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นแนวคิด Central of Life ศูนย์กลางของชีวิต ที่มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันกับชุมชนอย่างเข้มแข็งในทุกมิติ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและศักยภาพของภาคธุรกิจเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนทั้งต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว