มวล.เตรียมจัด ‘งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569’ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ

มวล.เตรียมจัด ‘งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569’ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ

มวล.เตรียมจัด ‘งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569’ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมจัดใหญ่ “งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569” ชูแนวคิด “AgriNEXT: เปลี่ยนเกษตรให้ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม” 10 วัน 10 คืน 14-23 มี.ค.นี้ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ 4 โซน ช้อปสินค้าเกษตร อบรมอาชีพ และสนุกกับกิจกรรมประกวดและบันเทิงครบวงจร

รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรฯ ม.วลัยลักษณ์ เผยความพร้อมจัดงานวันเกษตรวลัยลักษณ์ ปี 2569 ว่า จะมีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “AgriNEXT: เปลี่ยนเกษตรให้ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม” ภายในงานพบกับสินค้าเกษตร พันธุ์ไม้ และความบันเทิงครบครัน พร้อมไฮไลต์นิทรรศการโชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตรเด่นของมหาวิทยาลัย ซึ่งแบ่งเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่

โซนที่ 1 นิทรรศการ “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Agriculture) จัดแสดงเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ครบวงจร ทั้งระบบ IoT, AI, โดรนเกษตร, โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer

โซนที่ 2 นิทรรศการ “จากงานวิจัยสู่เกษตรกรและสังคม” นำเสนองานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน เช่น โรงงานต้นแบบน้ำมันปาล์มแดง ไบโอชาร์ และนวัตกรรมจากขมิ้น โกโก้ มังคุด

โซนที่ 3 นิทรรศการ “ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่” (Next Gen Farmer Hub) โชว์ผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์จากบริษัทสปินออฟ (Spin-off) ซึ่งเกิดจากนักศึกษาที่นำงานวิจัยของอาจารย์มาต่อยอดเป็นธุรกิจ

และโซนที่ 4 นิทรรศการ “เกษตรกับความยั่งยืนฯ” (SDGs & Climate Action) รวบรวมผลงานเด่นด้านความยั่งยืน การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นต์ และ “ธนาคารปูม้า” โมเดลการอนุรักษ์เพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ทะเลชุมชน

รศ.ดร.วรวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนิทรรศการแล้ว ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตร และพันธุ์ไม้นานาชนิด พร้อมจัดเต็มความบันเทิง ทั้งทุ่งไฟล้านดวง สวนสนุก Mini Zoo และศิลปินชื่อดัง ตลอดจนมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ การฝึกอบรมอาชีพ และการประกวดต่างๆ เช่น แข่งขันทำอาหารจากไก่ลิกอร์ แข่งกรีดยาง และประกวดทะลายปาล์มน้ำมันให้ร่วมสนุกตลอดทั้งงาน

“ขอเชิญชวนชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงมาเปิดมุมมองใหม่ด้านเกษตร พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงาน วันที่ 14 มี.ค.’69 ณ เวทีกลาง โดยผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช พิเศษ! รับฟรีเมล็ดพันธุ์และชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา (มีจำนวนจำกัด) ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: เกษตรวลัยลักษณ์’69 “ รศ.ดร.วรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ายังคงพบได้ในสังคม ทั้งในแง่การตีตราผู้ป่วย และอีกด้านหนึ่งคือการใช้คำว่าซึมเศร้า ในบริบทที่อาจไม่ตรงกับความหมายทางการแพทย์ที่แท้จริง
โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความเศร้าหรือความท้อแท้ชั่วคราว แต่เป็นโรคทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และการทำงานของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการเศร้า หดหู่ เบื่อหน่าย รู้สึกว่างเปล่า หรือไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบ อาการเหล่านี้มักเป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งสำคัญคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่สามารถหายได้ด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วย
อาการโรคซึมเศร้าอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อย ได้แก่ รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเกือบตลอดเวลา เบื่อ ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก นอนไม่หลับ หลับยาก หรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ สมาธิลดลง คิดช้า ตัดสินใจลำบาก รู้สึกไร้ค่า โทษตนเอง บางรายอาจมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต้องไปขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือจิตแพทย์โดยด่วน
ขอย้ำว่า อาการป่วยโรคซึมเศร้าไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง การรู้สึกเครียด เหนื่อย หมดไฟ หรือเศร้าในบางช่วงของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป อาการหลายอย่างอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาครอบครัว การทำงานหนัก หรือภาวะเจ็บป่วยทางกายบางชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายโรคซึมเศร้าได้ 
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือจิตแพทย์ โดยพิจารณาทั้งอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น การสรุปด้วยตนเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ต้องได้รับความเข้าใจและเห็นใจจากสังคม การกล่าวอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จึงไม่ถูกต้อง แต่ต้องใช้คำว่าซึมเศร้าอย่างระมัดระวัง และสอดคล้องกับการประเมินทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม และกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จริง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการอ้างโรค หรือไม่พยายามดูแลตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับการปรับรูปแบบการเรียนหรือการทำงานเป็นการชั่วคราวในบางช่วง ทั้งนี้ควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และจิตแพทย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและการใช้ชีวิตประจำวัน
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การรักษาอาจประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การพูดคุยให้คำปรึกษา การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต การใช้ยาในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ รวมถึงสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ยารักษาโรคซึมเศร้าไม่ได้ทำให้หายขาดทันทีเหมือนยาฆ่าเชื้อ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้อาการดีขึ้น ลดความทุกข์ทางใจ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แล้วสามารถหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่บางรายอาจต้องรักษาเป็นเวลานาน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและปัจจัยเฉพาะบุคคล 
ยาต้านเศร้าไม่จัดเป็นยาเสพติด และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดในทางการแพทย์ แต่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ และห้ามหยุดใช้ยาเอง เพราะการหยุดยาโดยพลการเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคและการมีส่วนร่วมในการรักษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การติดตามการรักษาตามนัด และการสื่อสารกับแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว
โรคซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู ขอย้ำว่าโรคนี้ในทางการแพทย์มักพบได้บ่อย แต่สามารถรักษาได้ เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 
การเข้าใจโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม การไม่ตีตราผู้ป่วย และไม่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย จะช่วยสร้างสังคมที่เข้าใจและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมิน และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผสมการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้เหมือนคนปกติทั่วไป

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดงาน “La Foire Suisse 2026” ส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนผู้บาดเจ็บชายแดน

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดงาน “La Foire Suisse 2026”  ส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนผู้บาดเจ็บชายแดน

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดงาน “La Foire Suisse 2026” ส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนผู้บาดเจ็บชายแดน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นำโดย พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายกสมาคม พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม จัดงาน “La Foire Suisse 2026” โดยได้รับเกียรติจาก มร. เปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสฯ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ The Summer House ปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ โดยมีศิษย์เก่า ครอบครัว และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่ายศิษย์เก่าสวิสในประเทศไทย

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศสไตล์สวิสแท้ ทั้งตลาดนัดสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าไลฟ์สไตล์ กว่า 50 ร้านค้า และกิจกรรมตักไข่ลุ้นรับรางวัล สร้างสีสันและรอยยิ้มตลอดทั้งวัน

มร. เปโดร สวาห์เลน อทท.สมาพันธรัฐสวิสฯ และ พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายกสมาคม สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯสั่นกระดิ่งพื้นเมืองสวิสส์เปิดงาน

นอกจากจะเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะสังสรรค์และกระชับความสัมพันธ์ของเครือข่ายศิษย์เก่าสวิสในประเทศไทยแล้ว งานครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทของสมาคมฯ ในการตอบแทนสังคมโดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานนำไปสนับสนุนโรงพยาบาลและทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

การจัดงานในปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสมาคมฯ ที่ผสานวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ ที่มุ่งมั่นสร้างประโยชน์แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ต้อนรับ สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

มร. เปโดร สวาห์เลน,พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ และ พิไลพรรณ สมบัติศิริ เซลฟี่กับผู้มาร่วมงาน

พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม มอบรางวัลแก่ผู้โชคดีที่มาร่วมงาน

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ร่วมต้อนรับแขก

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจกำลังทำร้ายมดลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการยกของหนัก เบ่งถ่ายแรง น้ำหนักเกิน หรือการไอเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของภาวะ “มดลูกหย่อน” ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม เพราะในระยะแรกอาจมีเพียงอาการ “ปัสสาวะเล็ด” หรือ “ปวดหน่วงท้องน้อย” ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการอาจลุกลามรุนแรง กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจถึงขั้นต้องผ่าตัดในที่สุด วันนี้ นพ.คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม จะมาเตือนถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงมดลูกหย่อนก่อนจะสายเกินไป

“มดลูกหย่อน” ภัยเงียบของผู้หญิงที่มาพร้อมอาการปัสสาวะเล็ด

มดลูกหย่อน คือภาวะที่มดลูกหรือผนังช่องคลอดเคลื่อนต่ำลงมาจนอาจโผล่พ้นปากช่องคลอด โดยแบ่งความรุนแรงได้ 4 ระดับ เริ่มจากระดับ 1 ยังไม่มีก้อนโผล่พ้นช่องคลอด มักไม่มีอาการและคลำไม่เจอก้อน ในระดับที่ 2 จะเริ่มคลำเจอก้อนบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งผู้ป่วยมักรู้สึกรำคาญเล็กน้อย หากปล่อยไว้จนถึงระดับ 3-4 ก้อนจะยื่นออกมาด้านนอกมากขึ้น เริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การปัสสาวะ และอาจกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ นพ. คมกฤช เอี่ยมจิรกุล อธิบายว่า “ผู้ที่มีภาวะมดลูกหย่อนมักมีอาการหน่วงตุงบริเวณช่องคลอด ปวดหลังส่วนล่าง และมักมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะอยู่ใกล้กับมดลูก เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงจึงกลั้นปัสสาวะได้ไม่ดีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากความเสื่อมของท่อปัสสาวะหรือกล้ามเนื้ออื่น ๆ ได้เช่นกัน”

มัดรวมพฤติกรรม เสี่ยง “มดลูกหย่อน” โดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจคิดว่ามดลูกหย่อนจะเกิดกับผู้หญิงที่อายุเยอะเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็เพิ่มความเสี่ยงมดลูกหย่อนได้ เช่น ยกของหนักบ่อย ท้องผูกจนต้องเบ่งแรง ๆ รวมถึงภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือการไอเรื้อรังจากภูมิแพ้ ซึ่งทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นจนไปกดทับให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดอุ้งเชิงกรานจนหย่อนยาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ อาทิ อายุมากขึ้น ผ่านการคลอดบุตร หรือเคยผ่าตัดมดลูก ส่วนความเชื่อที่ว่าการยืนปัสสาวะทำให้มดลูกหย่อนเร็วขึ้นนั้นไม่เป็นความจริง ที่หลายคนรู้สึกเหมือนมีก้อนยื่นออกมาเป็นเพียงผลจากแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งมักจะยุบกลับเข้าไปเองเมื่อเปลี่ยนเป็นท่านอนราบ

คลำเจอก้อน-ปัสสาวะลำบาก พบแพทย์ด่วนก่อนอันตราย

นพ.คมกฤช กล่าวว่า “แม้อาการมดลูกหย่อนระดับแรก ๆ อาจรู้สึกเพียงหน่วงหรือตุงบริเวณท้องน้อยหรือช่องคลอด แต่ถ้าเริ่มคลำเจอก้อน ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะลำบากหรือเจ็บ และปวดหลังล่างหรือปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง เป็นสัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบมาให้แพทย์วินิจฉัยทันที”

“มดลูกหย่อน” ตรวจพบเร็ว รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด

การวินิจฉัยภาวะมดลูกหย่อนจะใช้การตรวจภายในเป็นหลัก เพราะสามารถดูว่าก้อนที่คลำได้เป็นมดลูกหย่อนจริงหรือเป็นความผิดปกติอื่น เช่น เนื้องอก โดยแนวทางการรักษามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากอยู่ในระดับเริ่มต้น แพทย์มักแนะนำวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) หรือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยการขมิบสั้น ๆ รอบละ 5-10 นาที วันละ 3 ครั้ง ทำต่อเนื่องเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนจะช่วยชะลอความรุนแรงได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ หากมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย การรักษามดลูกหย่อนอาจช่วยได้เพียงบางส่วน เนื่องจากเป็นคนละภาวะกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลและรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน

“แม้มดลูกหย่อนจะไม่ได้มีอาการรุนแรงโดยทันที แต่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ ฉะนั้นอยากชวนผู้หญิงทุกคนมาดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ทำร้ายมดลูกของเรา ด้วยการยกของให้ถูกท่า ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้ไอเรื้อรังหรือท้องผูกบ่อย หากวันหนึ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ว่าจะคลำเจอก้อนหรือมีอาการผิดปกติทางปัสสาวะ อย่างปัสสาวะเล็ด ก็ไม่ควรปล่อยไว้ ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการดูแลสุขภาพผู้หญิงจำเป็นต้องเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น” นพ.คมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

ผู้หญิงที่มีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการปัสสาวะเล็ด สามารถขอรับคำ

ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0066 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินทาง

สค. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

สค. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

สค. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)  จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว” ณ วัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร  ชุมชนที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาระบบและกลไกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ถือเป็นพลังรักที่ส่งให้กับทุกครอบครัวในพื้นที่ ด้วยการทำงานที่เข้าถึง เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจะเป็นต้นแบบการทำงานที่เข้มแข็ง นำไปสู่การขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในเขตกรุงเทพมหานครต่อไป

นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว” พร้อมด้วย นางสาวรัตนา โรหิตธรรมพร  ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนา ผู้แทนจากกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดยได้รับความอนุเคราะห์จากท่านพระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด ร่วมบรรยายธรรมในหัวข้อ “รักษารักอย่างไรให้รอดในยุคดิจิทัล” พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายความร่วมมือ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ คณะทำงานและพี่เลี้ยงชุมชนศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบ เขตราษฎร์บูรณะ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ร่วมด้วย อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เขตราษฎร์บูรณะ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตราษฎร์บูรณะ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) แขวงบางปะกอก และเขตราษฎร์บูรณะ  ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว รวมทั้งสิ้น 175 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ

นางพรนิภา  มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นเดือนที่คนรุ่นใหม่นึกถึง คือ วันแห่งความรัก และคำที่เรามักจะได้ยินคือคำว่า บุพเพ มีความหมายว่า สิ่งที่ทำในอดีตชาติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามาพบกันและร่วมกันสร้างพลังรักให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง ปัจจุบันสังคมที่เปิดกว้าง เปิดรับกระแสทั้งด้านดีและไม่ดี    ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดของสังคม เป็นรากเหง้าที่หล่อหลอมคุณค่าชีวิต และบ่มเพาะคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ให้กับสมาชิกในสังคม องค์ประกอบของสถาบันครอบครัว อันได้แก่ สมาชิกของครอบครัวที่มีสถานภาพ ความสัมพันธ์ และบทบาทหน้าที่ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ปัจจุบันสถาบันครอบครัวยังถูกคาดหวังจากสังคมในการหล่อหลอมสมาชิกครอบครัวให้เป็นคนดีของสังคมด้วย

กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว”  มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและกลไกในระดับพื้นที่แบบบูรณาการ ในการร่วมกันส่งเสริมความรักความผูกพัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว มีการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ กิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การเปิดบ้านเยี่ยมชม ศพค.ต้นแบบเขตราษฎร์บูรณะ วัดสารอด การบรรยายธรรมหัวข้อ “รักษารักอย่างไรให้รอดในยุคดิจิทัล”   โดยพระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปรับ Mindset เปลี่ยนวิธีคิด สร้างสุขให้ครอบครัว โดย พี่เลี้ยงชุมชน Safe Family พร้อมทั้งกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งมีกิจกรรมบรรเลงเพลงรัก โดยชมรมผู้สูงอายุเขตราษฎร์บูรณะ กิจกรรมวงล้อสื่อรัก กิจกรรม Work shop ส่งเสริมความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ บ้านเกร็ดตระการ กรุงเทพมหานคร กิจกรรม Work shop จานใบไม้สื่อรัก โดยชมรมผู้สูงอายุวัดสารอด กิจกรรมปลูกต้นรักใต้ลานโพธิ์ กิจกรรมร่วมบุญถวายอาหารเพล เสริมดวงความรักบูธ Family Line โดยกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว และบูธคุณธรรมสื่อรักในครอบครัว โดยศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและต่อต้านการทุจริต                                                                                                       

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า...ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                   ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                    เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์ ภาพที่เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                    ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                    การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                    ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                    คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย   มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น  ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                     ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี   ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี      แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา  ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่       เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ  ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                      เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์  ภาพที่ เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี   และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                     ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที   นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก  พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า  นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                     การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                     ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                     คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                     นอกจากการส่งเสริมเศรษฐกิจแล้ว ลิซ่ายังนำรายได้และความสำเร็จมาแบ่งปันเพื่อสังคม เธอขวนขวายทำความดีด้วยการบริจาคเงินช่วยให้ ให้คนไทย และผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลมีชีวิตที่ดีขึ้น การกระทำของเธอเป็นการช่วยชาติในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการสืบสานวัฒนธรรม

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การช่วยชาตินั้นเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยรอยยิ้ม ความภูมิใจ และการสนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง เหมือนที่ลิซ่าทำให้ดูเป็นแบบอย่างแม้เธอจะโด่งดังระดับโลกเพียงใด แต่การกินของไทย ใช้ของไทย และการประกาศตัวว่าเธอเป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ คือความดีที่งดงามและทรงพลัง

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดท้องในเด็ก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่ทารกแรกเกิด เด็กเล็กไปจนถึงวัยเรียน สาเหตุอาจเป็นเพียงความผิดปกติเล็กน้อย แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

นพ. ปรเมศวร์ วงศ์ประเสริฐ (ว.37712) กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช อธิบายถึงสาเหตุของอาการปวดท้องในเด็กที่พบบ่อย  อาการปวดท้องแบบไหนที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที และการดูแลเด็กเบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดท้อง เพื่อจะได้นำไปใช้สังเกตอาการลูกน้อย นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

สาเหตุของอาการปวดท้องในทารก / เด็กที่พบบ่อย 

อาหารเป็นพิษหรือการติดเชื้อในลำไส้: มักมีอาการปวดท้องร่วมกับท้องเสีย อาเจียน หรือมีไข้, ท้องผูก: เด็กจะปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ อุจจาระแข็ง หรือถ่ายยาก, อาหารไม่ย่อย / แพ้อาหารบางชนิด: ทำให้แน่นท้อง ท้องอืด หรือผื่นขึ้นตามตัว, พยาธิในลำไส้: อาจมีอาการปวดท้อง น้ำหนักลด หรือคันรอบทวารหนัก, ไส้ติ่งอักเสบ: ปวดท้องบริเวณรอบสะดือแล้วร้าวไปท้องขวาล่าง เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์, ลำไส้อุดตัน: ปวดท้องรุนแรงไม่ถ่ายไม่ผายลม

อาการปวดท้องแบบไหนที่ควรระวัง

ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดท้องรุนแรงหรือปวดต่อเนื่องไม่หาย: ปวดจนงอตัวหรือปวดนานปวดตลอดเวลา, มีไข้สูง ซึม ไม่เล่น ไม่กินอาหาร: เด็กอ่อนเพลีย ซึมลง ไม่ดูดนม ปฏิเสธอาหาร, อาเจียนมาก หรืออาเจียนเป็นสีเขียว/มีเลือด: อาเจียนหลายครั้ง , ถ่ายเป็นเลือด หรือท้องเสียรุนแรง: ถ่ายเป็นมูกเลือด, ปวดท้องร่วมกับท้องแข็ง หรือร้องไห้ผิดปกติ: กดเจ็บท้อง ท้องบวมแข็ง หรือร้องไห้งอแงไม่หยุด

หากพบว่าทารกหรือเด็กมีอาการเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเฝ้าดูอาการเองที่บ้าน แนะนำให้พารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วกับกุมารแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงโรคต่าง ๆ  เช่น ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้อุดตัน เป็นต้น

การดูแลทารก/เด็ก เบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดท้อง

สำหรับทารก จับเรอหลังกินนม: อุ้มทารกพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ ทุกครั้งหลังให้นม เพื่อระบายลม, อุ้มทารกท่าคว่ำ (Colic Hold):  ให้ท้องลูกอยู่บนแขนแม่ มืออีกข้างลูบหลังช่วยให้ผ่อนคลาย, นวดท้องทารกเบา ๆ: ใช้ฝ่ามือวนตามเข็มนาฬิการอบสะดือ ให้นมแม่จะลดอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ได้ดี, ท่าปั่นจักรยาน: จับขาทารกงอเข้าหาหน้าท้องสลับซ้าย-ขวา ช่วยไล่ลมในลำไส้, ปรับสภาพแวดล้อม: หรี่ไฟ ลดเสียงดัง หรือใช้เสียงพัดลมกล่อม

สำหรับเด็กเล็ก พักผ่อนและดื่มน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด และขนมหวาน ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดหรือยาหยุดถ่ายให้เด็กกินเอง สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไม่ดีขึ้นแนะนำให้ควรพาไปพบกุมารแพทย์ อาการปวดท้องในเด็กแม้จะพบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่หมั่นสังเกตอาการและรีบพาลูกน้อยเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง จะสามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในบุตร หลานของท่านได้

ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ. 2025, AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services: ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์ ค.ศ. 2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การดูแลสุขภาพตัวเอง สิ่งแรกที่ควรรู้คือ การปรับ “เมตาบอลิซึม” ซึ่งหลายคนมักจะนึกถึงการเผาผลาญแคลอรีหรือการลดน้ำหนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเมตาบอลิซึมที่สมดุล คือสิ่งที่สำคัญ เพราะเมตาบอลิซึมคือรากฐานการทำงานของร่างกายทั้งหมด มีผลต่อความรู้สึกของเรา รวมถึงการชะลอวัยในระยะยาว

ดร. ลุยจิ แกรตตัน รองประธานสำนักงานสุขภาพและสุขภาวะ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ รวมทั้งยังเป็นแพทย์ที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั่วโลก จึงได้รวบรวมเคล็ดลับการดูแลเมตาบอลิซึมให้กับทุกคน โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างยั่งยืน

วิถีชีวิตแบบคนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียด อาหารแปรรูป และการเคลื่อนไหวที่น้อยเกินไป สามารถทำให้ระบบเผาผลาญของเราเสียสมดุลได้ ความเครียดเรื้อรังจะเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติซอลและกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมัน อาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลสูง ไฟเบอร์ต่ำ และขาดสารอาหารสำคัญจะทำให้การควบคุมความอยากอาหาร ระบบทางเดินอาหาร และความไวของอินซูลินบกพร่อง และการนั่งทำงานหรือนั่งรถนานๆ ก็จะลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้การเผาผลาญช้าลงและเกิดความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกาย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เมื่อเราเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ เราจะสามารถฟื้นฟูระบบการเผาผลาญตามธรรมชาติของร่างกายและมีสุขภาพดีได้ในระยะยาว

เคล็ดลับ แค่ปรับก็เปลี่ยนเมตาบาลิซึมให้กลับมาเป๊ะ

ปรับสมดุลอาหารในจาน : สิ่งที่เรากินคือรากฐานสำคัญของสุขภาพการเผาผลาญ และโภชนาการเองก็มีอิทธิพลต่อกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการเผาผลาญ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเผาผลาญไขมัน การทำงานของลำไส้ การควบคุมฮอร์โมน และการอักเสบ  การกินโปรตีนไม่ติดมันจะช่วยสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญขณะพักที่สูงขึ้น รวมทั้งอาหารที่มีไฟเบอร์และสารอาหารจะช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดี อิ่มนานขึ้น และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลนอกจากนี้ยังมีผักผลไม้บางชนิดที่ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น เช่น สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ที่พบในส้ม เลมอน และเกรปฟรุต และสารแคปซิคัม (capsicum) ที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าและพริกหวาน

ดังนั้น การจัดจานอาหารให้สมดุลไม่ได้หมายถึงการจำกัดอาหาร แต่มันคือการเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบำรุงระบบต่างๆ ที่ขับเคลื่อนการเผาผลาญของเรา

เคลื่อนไหวให้มากขึ้น : การเคลื่อนไหวคือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพเมตาบอลิซึมที่ดี การออกกำลังกายช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการใช้พลังงาน เพิ่มความไวของอินซูลิน และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบจริงจังหรือแค่เดินเร็วๆ ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอจะเป็นตัวช่วยดูแลร่างกายได้ในระยะยาว เพราะทุกก้าวที่เดินจะช่วยส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญของเราในวันข้างหน้า

ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการฟื้นตัว :  การนอนหลับมักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญต่อการควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึม เพราะในช่วงเวลาที่เราหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเผาผลาญ น้ำหนัก พลังงาน และความอยากอาหาร ทำให้การนอนแบบมีคุณภาพช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน ควบคุมฮอร์โมนความหิว เช่น เลปติน (บ่งบอกความอิ่ม) และ เกรลิน (กระตุ้นความหิว) รวมถึงช่วยลดคอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียดที่บั่นทอนเมตาบอลิซึม ซึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การพักผ่อนมีคุณภาพ เช่น ลดเวลาอยู่หน้าจอก่อนนอน รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ (7–9 ชั่วโมงต่อคืน) และมีกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน จะช่วยให้การพักผ่อนเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

สุขภาพเมตาบอลิซึมคือรากฐานของการมีชีวิตที่ดีที่สุดในทุกช่วงวัย และสร้างได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่สม่ำเสมอและรอบด้าน ทั้งการดูแลเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อนอย่างสมดุล

สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีดูแลตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์  รับชมเคล็ดลับดีๆ จากเฮอร์บาไลฟ์ได้ทาง YouTube The Breakdown Mini-Series  หากต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม หรือติดตามเคล็ดลับด้านสุขภาพ สามารถติดตามได้ที่ Facebook/HerbalifeThailandOfficial หรือ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

คุณแหน : 2 มีนาคม 2569

คุณแหน : 2 มีนาคม 2569

คุณแหน : 2 มีนาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.53 น.

  • คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน เปิดคอนเสิร์ต Music is My Life # 2 ที่สปอร์ตคลับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อนักเรียนผู้ยากไร้ ในนามกองทุนกฤดิกร ศาตะมาน บุตรชายผู้จากไปนานหลายปีแล้ว งานครั้งนี้ถือเป็นงานการกุศลที่รวมบรรดาแขกเหรื่อชั้นผู้ใหญ่ของเมืองไทย อาทิ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อาสา สารสิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ท่านผู้หญิงวราภรณ์ ปราโมช ณ อยุธยา ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา และ พ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ฯลฯ งานนี้คุณหญิงผะอบทิพย์ร้องเพลงไปเกือบ 20 เพลง พร้อมชุดสวยหลายชุด และยังมีนักร้องกิตติมศักดิ์อีกเกือบ 20 คน
  • สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ขอเชิญชมอุปรากร “แม่นาค” วันที่ 4-5 มี.ค. 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนนานาชาติ King’s College สาธุประดิษฐ์ ติดต่อจองบัตรที่ 0917233615 การแสดงนี้เคยเปิดแสดงมาแล้วที่ต่างประเทศ ได้รับความชื่นชมมากมาย โดยเฉพาะจากผู้ชมที่เข้าใจและเห็นมุมมองของความรักความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์ที่เคยรักใคร่กันมากก่อน แม้ถึงยามจากร้างลากันไปอยู่คนละภพภูมิก็ยังผูกพันกันดังเดิม
  • มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ สุภาพสตรีผู้ที่มีบทบาทสังคมมากมาย ทั้งในด้านธุรกิจ ด้านการกีฬา และงานสังคมสงเคราะห์ ในเดือนมีนาคมปีนี้ มาดามแป้งจะอายุครบแซยิด ยังไม่รู้ว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดรูปแบบใด แต่ที่แน่ ๆ คือเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. มาดามไปงาน home coming day ของอดีตบริษัทภัทรธนกิจ “54 ปี รวมพลภัทร” จัดที่โรงแรมมาดูซิ ของ วิโรจน์ นวลแข งานนี้รวมพลคนภัทรจริง ๆ คนรุ่นเก่าของบริษัท อย่าง เสี่ยเตา บรรยง พงษ์พานิช แต่ดูแล้วปีนี้เสี่ยเตาชราภาพลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนมาดามแป้งยังคงสดใสร่าเริงร้องเพลงสนุกสนานกับผองเพื่อน คนภัทรบอกว่าสายสัมพันธ์ของความเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนยังผูกพันเหนียวแน่นเหมือนเดิม แม้วันเวลาจะล่วงผ่านเลยกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ที่ไม่เห็นไปร่วมงานคือเสี่ยเปี๋ยม ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ฯ คนล่าสุด แต่อดีตคือคนเก่าของภัทร
  • นายแพทย์พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุประชารักษ์ ขอเชิญร่วมสมทบทุนสร้างห้องผ่าตัดศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักงานการแพทย์ กรุงเทพมหานคร บางคอแหลม ถนนตก สอบถามรายละเอียดการบริจาคที่หมายเลข 02 2897000
  • เตือนภัย เตือนตัวให้พ้นภัยมืดจากมิจฉาชีพ ยิ่งเศรษฐกิจตกต่ำ มิจฉาชีพก็ยิ่งเติบโต ล่าสุดมีกลอุบายหลอกลวงด้วยซีรีส์แนวตั้ง หลอกให้คลิกดูต่อไปเรื่อย ๆ แต่แอบแฝงการดูดข้อมูลส่วนตัวแล้วส่งไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์ อธิบายเพิ่มเติมว่าซีรีส์แนวตั้งคือละครสั้น ความยาวตอนละประมาณ 1-2 นาที เมื่อผู้ชมหลงกลเข้าไปดูก็จะถูกลากเข้าไปยังลิงก์ปลอม เพื่อให้กดดูซีรีส์ตอนต่อไป จากนั้นข้อมูลของเราก็จะถูกดูดไปโดยง่าย เพราะฉะนั้น ต้องมีสติทุกครั้งเมื่อใช้ social media ขอย้ำว่าเงินเป็นของเรา หากเราไม่เผลอหลงเชื่อใครง่าย ๆ เงินก็จะอยู่กับเราต่อไป แต่ถ้าเราโลภ หลง และไม่มีสติ ก็หมดตัวได้โดยไม่ยาก แถมยังจะกลายเป็นถูกลากไปร่วมในแก๊งพนันออนไลน์ได้อีก
  • สวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่อนงค์ โพธิ์พินิจ มารดา พล.อ.ท.อภิชาติ โพธิ์พินิจ ศาลา 15 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 1-2 มี.ค. เวลา 18.00 น. ฌาปนกิจศพ เมรุ 2 เวลา 17.00 น. วันที่ 4 มี.ค.
  • สวดพระอภิธรรมศพ คุณพ่อสกล เกรียวสกุล บิดา นายอุฬาร เกรียวสกุล ศาลา 4 วัดธาตุทอง รดน้ำศพ 1 มี.ค. เวลา 16.00 น. สวดพระอภิธรรมศพถึงวันที่ 6 มี.ค. เวลา 18.00 น. งดสวดวันที่ 3 มี.ค. ฌาปนกิจศพ 8 มี.ค. เวลา 14.00 น.
  • Victor Lee ชวนเที่ยวชมซากูระบาน เทศกาลฮานามิ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ช่วงต้นเดือนเม.ย. นี้ รับสมาชิก 15 คนเท่านั้น สนใจรีบจับจองที่ด่วน ที่หมายเลข 091 7233615 @ 

 

Victor Lee

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

1 มีนาคม 2569 เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เปิดฉากสู่เส้นทางใหม่อย่างยิ่งใหญ่กับรอบ The Final ของ Miss Tiffany 2026 ของ บุ๊ค ธีรชยา ภายใต้ธีม “RISE AS ONE – ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งเดียว” ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้เข้าประกวดปรากฏตัวบนเวที บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แรงลุ้น และพลังแห่งความหวังจากแฟนนางงามทั่วประเทศที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนประวัติศาสตร์

และผู้ที่คว้ามงกุฎ Miss Tiffany 2026 ไปครอง ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช อายุ 29 ปี คอลัมนิสต์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากกรุงเทพ ผู้ถ่ายทอดทั้งความสง่างาม ไหวพริบ และพลังผู้นำได้อย่างโดดเด่น สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่ยืนหยัดในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คว้าใจคณะกรรมการและผู้ชมทั้งฮอลล์อย่างอยู่หมัด

โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์ อายุ 28 ปี นักการตลาดจากเชียงใหม่ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ อายุ 26 ปี นักรังสีการแพทย์จากสุพรรณบุรี

ภายใต้ธีม “RISE AS ONE” การประกวดในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งความงาม หากแต่เป็นพื้นที่ของความหวัง ความฝัน และการลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามไปพร้อมกันของตัวตนในสังคมที่หลากหลาย สาวงามทั้ง 24 คนได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต การฟันฝ่าอุปสรรค และแรงบันดาลใจอันทรงพลัง ผ่านการเดินทางร่วมกับ Miss Tiffany 2026 กว่า 2 เดือน เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และบทบาทของผู้นำในโลกยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจ

ความยิ่งใหญ่ของค่ำคืนนี้ ไม่ได้วัดเพียงแสงสีเสียงอันตระการตา หรือโปรดักชันระดับเวิลด์คลาส แต่คือพลังของการ “ก้าวขึ้นไปพร้อมกัน” การจับมือกันของชุมชน ความเข้าใจที่เพิ่มพูน และการประกาศให้โลกรู้ว่า ความหลากหลายไม่ใช่ความแตกต่างที่ต้องแบ่งแยก หากคือพลังที่ทำให้สังคมแข็งแรงขึ้น

ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องและภาพแห่งความภาคภูมิใจบนเวที ค่ำคืนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของเวที ที่ไม่เพียงเฟ้นหาความงาม หากยังประกาศศักดาของผู้นำคนใหม่ ผู้พร้อมเป็นกระบอกเสียงแห่งความเท่าเทียม และพาสังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม

เพราะเมื่อเรา “Rise As One” เราไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง — แต่กำลังก้าวขึ้นไปด้วยกันทั้งสังคม

รางวัลผลการประกวด Miss Tiffany 2026

Miss Tiffany’s Universe 2026 ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช

1st runner-up ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

2nd runner-up ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ

Miss Photogenic ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

Best Evening Gown ได้แก่ หมายเลข 22 เซเว่น จรรญพร ป่าหลา

The Future of Beauty by Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลอื่น ๆ ได้แก่

BEST PERFORMANCE IN THE PRELIMINARY ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
BEST IN SWIMSUIT ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล
BEST CHANGE MAKER ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์
Miss Congeniality ได้แก่ หมายเลข 20 เฟรชชี่ พิมพ์ญาดา ฉายแสง
Grace of UTCC ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
Social Iconic By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 3 เอนิว ธีรภาดา ธรรมบำรุง
Miss Perfect Skin By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 11 ชีต้า กีรติกาญจน์ ยอดแสง
Best Mille Skin of New Gen ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล