แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’  ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการกีฬาไทยแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ผลงานการแข่งขัน ตลอดจนความสำเร็จของนักกีฬาไทยในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง “เบื้องหลังความสำเร็จ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬาของประเทศ ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ

การเติบโตอย่างเป็นระบบของวงการกีฬาไทย จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงในสนามแข่งขัน หากแต่ครอบคลุมถึงองค์ความรู้และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา การฟื้นฟูสมรรถภาพ การแพทย์เฉพาะทาง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพของนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

นอกจากความก้าวหน้าดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยกำลังเตรียมก้าวขึ้นเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์การกีฬาระดับเอเชีย ในงาน The Combined Meeting of AFSM SMAT TOSSM 2026 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการแพทย์และการกีฬาของไทย ในการแสดงศักยภาพสู่เวทีนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ จักรไพวงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีความพิเศษเนื่องจากการผนึกกำลังของ 3 องค์กรหลัก ทั้งระดับเอเชียและระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลนักกีฬาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและเพิ่มสมรรถนะ

“ครั้งนี้เป็นงานประชุมที่ใหญ่กว่าปกติ เพราะเป็นการรวม 3 องค์กรเข้าด้วยกัน ทั้งระดับเอเชียและของประเทศไทย ซึ่งแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานเชื่อมโยงกัน”

หนึ่งในองค์กรสำคัญคือสหพันธ์เวชศาสตร์การกีฬาแห่งเอเชีย หรือ Asian Federation of Sports Medicine (AFSM) ซึ่งเป็นเครือข่ายแพทย์ผู้ดูแลนักกีฬาระดับชาติในภูมิภาคเอเชีย ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขณะที่ในประเทศไทย สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย (SMAT) และอนุสาขาเวชศาสตร์การกีฬา ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย (TOSSM) ก็ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในกระบวนการดูแลนักกีฬา

“หมอเวชศาสตร์การกีฬาจะอยู่ใกล้ชิดนักกีฬามากที่สุด ตั้งแต่ช่วงก่อนแข่งขัน พอมีการบาดเจ็บก็ส่งต่อไปยังหมอกระดูก และเมื่อรักษาเสร็จก็กลับมาฟื้นฟู เพื่อให้กลับไปแข่งขันได้อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเวชศาสตร์การกีฬาได้พัฒนาไปไกลกว่าการรักษาอาการบาดเจ็บ โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของนักกีฬาอย่างเป็นระบบ ผ่านองค์ความรู้ด้านการฝึกซ้อม โภชนาการ จิตวิทยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หาย แต่เราต้องการให้นักกีฬากลับไปเล่นได้เหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการฝึกและฟื้นฟูที่ถูกต้อง”

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ชี้ว่าไฮไลท์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจากการบรรยายวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสาธิตการผ่าตัด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการรักษาจริงจากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดประชุมแบบหลายห้อง (parallel sessions) ที่ครอบคลุมหัวข้อหลากหลาย ตั้งแต่การป้องกันการบาดเจ็บ การฟื้นฟู ไปจนถึงการเพิ่มสมรรถนะทางกีฬา รวมถึงนิทรรศการเทคโนโลยีทางการแพทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่นำเสนอความก้าวหน้าล่าสุด

ขณะเดียวกัน องค์ความรู้จากเวทีดังกล่าวยังสามารถต่อยอดสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในยุคที่การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพอีกต่อไป ภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

“องค์ความรู้พวกนี้ไม่ได้ใช้แค่กับนักกีฬา แต่นำมาประยุกต์ใช้กับคนทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ออกกำลังกาย หรือสังคมผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพ ซึ่งการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง การป้องกันการบาดเจ็บ หรือการฟื้นฟูร่างกาย ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้โดยตรง”

เลขาธิการ SMAT ย้ำว่าการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการผ่านกระบวนการเสนอและแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของไทย และการเป็นเจ้าภาพนี้ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาทผู้นำในองค์กรระดับเอเชียในอนาคต และอาจต่อยอดไปถึงเวทีระดับโลก

“เราไป bid แข่งกับประเทศใหญ่อย่างอินเดีย และได้รับเลือก แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของไทยได้รับการยอมรับ ทั้งด้านบุคลากรและความพร้อม ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ”

นอกจากมิติทางวิชาการแล้ว การจัดประชุมตลอด 3 วันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 700–800 คน จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมกับส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬา” ได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือบุคลากรสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้สามารถลงทะเบียนแบบปกติ (Standard Registration) ได้จนถึงวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ซึ่งจะได้รับค่าลงทะเบียนที่ต่ำกว่าแต่หากพ้นช่วงเวลาไปแล้วก็จะสามารถลงทะเบียนได้หน้างานในช่วงวันจัดประชุม โดยสามาถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://afsm2026.com

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ยังทิ้งท้ายถึงก้าวต่อไปของวงการกีฬาไทยว่า แม้ในภาพรวมจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้มากขึ้น แต่ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาการบาดเจ็บที่ส่งผลต่อเส้นทางของนักกีฬาในระยะยาว

“เรายังมีนักกีฬาหลายคนที่ต้องเลิกเล่นก่อนเวลาเพราะบาดเจ็บ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนา และหวังว่าจะยกระดับได้มากขึ้นในอนาคต”

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีวิชาการ หากแต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับระบบเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อการพัฒนานักกีฬาไทยในระยะยาว สู่การมีบทบาทในระดับภูมิภาคและต่อยอดสู่เวทีโลกในอนาคต

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy  ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ภายใต้บริษัท นายเลิศ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผ่านการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และทักษะวิชาชีพ ระดับสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของไทยสู่เวทีโลก

(ซ้าย)  ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม, ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล, ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร,พิไลพรรณ สมบัติศิริ, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร, พิสิฐ หงษาครประเสริฐ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบัน โดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้นำด้านวิชาการ และ Nai Lert Butler Academy ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านการพัฒนาบุคลากร บริการระดับลักชัวรี เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการศึกษาและ การพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในยุคอนาคต ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Joint Certificate Program) การจัดอบรมผู้บริหาร (Executive Program) การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญในระดับ นานาชาติ  ตลอดจนการขับเคลื่อนงานวิจัยและเวทีเสวนานโยบาย (Research & Policy Dialogue) เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและประเทศในกลุ่ม The Gulf Cooperation Council (GCC) ซึ่งเป็นตลาด ศักยภาพสูงในระดับโลก

ภายในพิธีลงนามได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา, รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และกรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา, รองศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ กรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา และ นายชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้แทนจาก Nai Lert Butler Academy ได้แก่ นางสาวณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร บริษัท นายเลิศ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด, นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศพัฒนา จำกัด, นางสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศ จำกัด และนายพิสิฐ หงษาครประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบัน Nai Lert Butler Academy

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงทางวิชาการ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ผสานองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันและสร้างคุณค่าในระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน Nai Lert Butler Academy กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะนำมาตรฐานการบริการระดับโลกมาผสานกับความเข้มแข็งทางวิชาการ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งทักษะ วิสัยทัศน์ และความสามารถในการก้าวสู่เวทีนานาชาติ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านวิชาการ ขณะที่ Nai Lert Butler Academy เป็นผู้นำด้านวิชาชีพในสาขาการบริการและการโรงแรม (Hospitality) สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ‘คน’ คือหัวใจของการพัฒนา เราให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับบุคลากรในองค์กร และการพัฒนา ‘Humanware’ หรือทรัพยากรบุคคลอย่างจริงจัง เราเชื่อมั่นว่าศักยภาพของบุคลากรไทยด้านการบริการนั้นยังเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล และสามารถที่จะยกระดับ พัฒนา ต่อยอดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งสะท้อนแนวคิดของ Nai Lert ในการสร้างสมดุลระหว่าง ‘คน’ และ ‘ธรรมชาติ’ ผ่านการรักษาพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองให้คงอยู่คู่สังคมไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำปณิธานของ Nai Lert ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งการกิน อยู่ และการพักผ่อน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการส่งเสริม ‘การเรียนรู้’ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

 อีกทั้ง ความร่วมมือระยะเวลา 3 ปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาโครงการและกิจกรรม ทางวิชาการที่ หลากหลาย พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ซึ่งไม่เพียงยกระดับการศึกษาไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในมิติของการศึกษา การบริการ และการทูตเชิง วัฒนธรรม

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ Nai Lert Butler Academy ในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการลงนาม ในเอกสาร แต่คือการวางรากฐานของอนาคต ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้และ ความเป็นเลิศด้านการบริการในระดับโลกอย่างแท้จริง

เซ็นทรัลพัฒนา ต่อยอดกระแสไวรัล ปั้น ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ สร้างปรากฏการณ์ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ’ ทั่วประเทศ

เซ็นทรัลพัฒนา ต่อยอดกระแสไวรัล ปั้น ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ สร้างปรากฏการณ์ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ’ ทั่วประเทศ

เซ็นทรัลพัฒนา ต่อยอดกระแสไวรัล ปั้น ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ สร้างปรากฏการณ์ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ’ ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน และผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ต่อยอดกระแสแอโรบิคที่กำลังเป็นไวรัลในสังคมไทย สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สู่การสร้าง “แพลตฟอร์มสุขภาพระดับประเทศ” ผ่านกิจกรรม “แอโรบิคเซ็นทรัล” ที่เปิดพื้นที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ คาดดึงดูดผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 30,000 คนตลอดแคมเปญ ตอกย้ำบทบาทศูนย์การค้าในฐานะ Center of Life และ Urban Lifestyle Platform ที่เป็นมากกว่าพื้นที่เพื่อการช้อปปิ้ง แต่คือพื้นที่ของการใช้ชีวิตการดูแลสุขภาพ และการเชื่อมโยงผู้คนในชุมชน

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์ Health & Wellness กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ควบคู่กับการมองหาพื้นที่ที่สามารถออกกำลังกายและใช้ชีวิตร่วมกับ community ได้ เซ็นทรัลพัฒนาจึงมุ่งพัฒนาให้ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เป็น Sport & Wellness Destination ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายมิติ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายทั้งด้านกีฬา ฟิตเนส และไลฟ์สไตล์สุขภาพ

จากกระแสการเต้นแอโรบิคออกกำลังกายที่สวนลุมพินี เรายังเห็นทิศทางของการพัฒนาเมืองสู่ ‘เมืองสุขภาพดี’ หรือ Bangkok Healthy City ของกรุงเทพมหานคร ที่ทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง เราจึงต่อยอดสู่ ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยใช้ศักยภาพของศูนย์การค้าในการขยายพฤติกรรมนี้สู่ระดับประเทศขณะเดียวกันยังเป็นการสร้าง Active Community Space ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คน สะท้อนบทบาทของเซ็นทรัลพัฒนาในการเป็นแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกมิติ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมแห่งสุขภาพอย่างยั่งยืน”

ล่าสุด! เซ็นทรัลเวิลด์ สร้างแอโรบิคไวรัลระดับโลก  กว่า 1,000 คนออกสเต็ปแดนซ์พร้อมกันกลางเมือง กิจกรรมแอโรบิคครั้งแรกกับ PERSES ศิลปิน T-POP มาแรง สร้างบรรยากาศแห่งความสนุกและการมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก ผสานพลังเอ็นเตอร์เทนเมนต์เข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว สะท้อนพฤติกรรมคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการ “สนุกไปพร้อมกับสุขภาพ” ตอกย้ำการเป็น Community Platform ที่สามารถ connect ผู้คนผ่านประสบการณ์ร่วมได้จริง

3 กลยุทธ์ขับเคลื่อน “แอโรบิคเซ็นทรัล” สู่ National Wellness Movement

Nationwide Scalable Platform ต่อยอดกระแสแอโรบิคจากสวนลุมพินี ใช้เครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัล กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ ยกระดับกระแสแอโรบิคสู่แพลตฟอร์มสุขภาพระดับประเทศ ทำให้กิจกรรมออกกำลังกายสามารถเข้าถึงได้จริงในทุกพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก เป็น movement ที่ทุกคนเข้าถึงได้ในระดับประเทศ

Real-Time Activation จับกระแสเร็ว ตั้งแต่การจับ Insight ผู้บริโภค ไปจนถึงการออกแบบกิจกรรมและ deploy พร้อมกันทั่วประเทศในระยะเวลาอันรวดเร็ว เสริมด้วย Celebrity/Influencer เพื่อสร้าง momentum และ engagement อย่างต่อเนื่องและวัดผลได้

Community-Driven Space  ใช้ศักยภาพของพื้นที่ศูนย์การค้า ทั้งลานกิจกรรมและทราฟฟิกของผู้คน ขับเคลื่อนแบบ Community-driven รองรับการใช้งานจริงของผู้คนในแต่ละพื้นที่ และเกิด participation ต่อเนื่อง สร้าง engagement ระยะยาว และตอกย้ำบทบาท “Center of Life” ในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค

ความสำเร็จของแคมเปญสะท้อนผ่านกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในช่วงสงกรานต์ ที่ผ่านมา ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัล อยุธยา, โคราช, สมุย, ชลบุรี, พิษณุโลก, สุราษฎร์, กระบี่, รามอินทรา และอุดรธานี  ซึ่งมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 10,000 คน จากนั้นต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคมครอบคลุมเครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัลในหลายสาขาทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต, พระราม 9, เวสต์วิลล์, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, บางนา, พระราม 2, ศาลายา, ลาดพร้าว รวมถึงหัวเมืองท่องเที่ยวและภูมิภาค เช่น พัทยา, ภูเก็ต, เชียงใหม่, เชียงราย, สุราษฎร์ และลำปาง สะท้อนการมีส่วนร่วมในวงกว้างและสร้าง engagement อย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค

 นอกจากนี้ ยังสร้างสีสันผ่านกิจกรรมพิเศษและแขกรับเชิญในแต่ละพื้นที่ อาทิ ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ ที่เซ็นทรัลพัทยา และ Miss Universe แนท-อนิพรรณ์ น้ำตาล-ชลิตา และจูเนียร์ กาจบัณฑิต ที่เซ็นทรัล พระราม 9 ช่วยขยายผลจาก on-ground experience สู่การสร้างการรับรู้ พร้อมกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เกิด engagement ต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อยกระดับประสบการณ์และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมกิจกรรมในวงกว้าง

“แอโรบิคเซ็นทรัล” ตอกย้ำบทบาทเซ็นทรัลพัฒนาในการเปลี่ยนศูนย์การค้าสู่แพลตฟอร์มแห่งการใช้ชีวิต เชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ National Wellness Movement อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ติดตามพิกัด “แอโรบิคเซ็นทรัล” ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น เช็กวัน–สาขา แล้วชวนเพื่อนมาแดนซ์ด้วยกัน https://www.facebook.com/CentralPattanaFanpage

HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ  ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

HWPL (HWPL International Workshop on Peace Journalism Studies)  จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีผู้สื่อข่าวประมาณ 220 คนจากทั่วโลกเข้าร่วม ภายใต้หัวข้อ “การรายงานทางออกในยุคแห่งการหลีกเลี่ยงข่าว: การเสริมสร้างพลังของผู้ชมผ่านความร่วมมือด้านสันติภาพระหว่างสื่อและภาคประชาสังคม” กิจกรรมในครั้งนี้ได้สำรวจบทบาทของวารสารศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงข่าว (News Avoidance) การลดความขัดแย้ง และการส่งเสริมสันติภาพ

ภายในงานมีการนำเสนอโดย 3 ผู้สื่อข่าว  ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในวารสารการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพของ HWPL ฉบับที่ 4 (Journal HWPL Peace Journalism Studies, Volume 4) โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวารสารศาสตร์เชิงหาทางออก (Solutions-oriented Journalism) ที่ก้าวข้ามเพียงการรายงานเหตุการณ์ไปสู่การนำเสนอแนวทางเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งและความหวัง

นายอะห์มัด ยานี (Mr. Achmad Yani) ผู้สื่อข่าวจากทีมบรรณาธิการ Indepthnews.id ประเทศอินโดนีเซีย ได้นำเสนองานวิจัยในหัวข้อ “บทบาทของเรื่องเล่าผ่านสื่อต่างประเทศในการลดความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา” โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า วิธีที่สื่อวางกรอบความขัดแย้ง (Frame) นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณชน

จากการวิเคราะห์บทความ 19 ชิ้นจากสำนักข่าวหลักระดับโลก พบว่า ประมาณ 64% ของการนำเสนอข่าวเน้นไปที่การปะทะกันทางทหารและความตึงเครียดทางการเมือง ในขณะที่ประสบการณ์ของพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นกว่า 200,000 คนกลับไม่ถูกกล่าวถึง เขาเน้นย้ำว่าสื่อกำหนดความเข้าใจของสังคมผ่านการเลือกข้อมูลที่จะนำเสนอหรือตัดออก และเรียกร้องให้วารสารศาสตร์หันมาใช้มุมมองที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อเป็นศูนย์กลาง พร้อมสำรวจแนวทางแก้ไขอย่างสันติ

อีกหนึ่งการนำเสนอโดย นางสาวไอดา ยุสนิตา (Ms. Ida Yusnita) ผู้สื่อข่าวจาก mediabanjarmasin.com ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้หัวข้อ “สันติภาพ: สิทธิมนุษยชนที่เราต้องร่วมกันปกป้อง” เธอได้นิยามสันติภาพว่าไม่ใช่เพียงแค่การปราศจากสงคราม แต่เป็นสภาวะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ความเท่าเทียม และความยุติธรรม ซึ่งต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน

เธอได้สรุปบทบาทของรัฐ สังคม และสื่อในการบรรลุสันติภาพ โดยเน้นย้ำถึงธรรมาภิบาลที่ยุติธรรม ความอดทนอดกลั้นทางสังคม และการรายงานข่าวอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ เธอยังย้ำว่าสันติภาพและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความพยายามในทางปฏิบัติ เช่น การศึกษาเรื่องความอดทนอดกลั้น นโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่ออิสระ

นายโฮเซ นิโคลัส อาร์โรโย รามอส (Mr. José Nicolás Arroyo Ramos) ผู้สื่อข่าว ทนายความ และอาจารย์จากสาธารณรัฐโดมินิกัน ได้วิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมของสื่อมีส่วนทำให้เกิดความแตกแยกและการสนทนาที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งได้อย่างไร เขานำเสนอแนวคิด “ความรุนแรงเชิงวาทกรรม” (Discursive Violence) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ขยายความแตกแยกและความเป็นศัตรู แม้จะไม่มีการใช้กำลังทางกายภาพก็ตาม
เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในยุคดิจิทัล เนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และไม่ผ่านการตรวจสอบจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งมักทำให้ประเด็นที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเล่าแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างง่าย วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการสำรวจต้นตอของปัญหา รวบรวมมุมมองที่หลากหลาย และนำเสนอทางออกที่สร้างสรรค์

แม้จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ แต่การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ก็เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ในช่วงการสนทนากลุ่มย่อย ผู้เข้าร่วมได้สำรวจประเด็นต่างๆ เช่น ข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจและความหวัง รวมถึงบทบาทของเรื่องเล่าเชิงบวกในการรายงานข่าวความขัดแย้ง

นอกจากนี้ ในงานยังได้แนะนำแพลตฟอร์มสื่อและสันติภาพโลก (Media and Global Peace Platform – MAGP) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลกบน Substack ที่เชื่อมโยงผู้สื่อข่าวและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ข้ามพรมแดน โดยคาดว่าแพลตฟอร์มนี้จะสนับสนุนการขยายตัวของวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพไปในระดับโลก

คณะผู้จัดงาน กล่าวว่า “การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ยืนยันอีกครั้งว่าสื่อไม่ใช่เพียงผู้ส่งสารเท่านั้น แต่เป็นตัวแสดงหลักในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณะและสร้างสันติภาพ” พร้อมเสริมว่า “เราจะเดินหน้าขยายความร่วมมือและการปฏิบัติจริงในด้านวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพผ่านเครือข่ายระหว่างประเทศที่เข้มแข็งต่อไป”

JGAB 2026 คึกคัก ผู้ร่วมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ส่งไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแห่งอาเซียน

JGAB 2026 คึกคัก ผู้ร่วมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ส่งไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแห่งอาเซียน

JGAB 2026 คึกคัก ผู้ร่วมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ส่งไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแห่งอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างความสำเร็จอีกขั้นด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 11,593 ราย จาก 80 ประเทศทั่วโลก สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มการค้าระดับนานาชาติ และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของภูมิภาคอาเซียน

ตลอด 4 วันของการจัดงาน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักจากผู้ซื้อ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลก โดยพบว่า กว่า 55% เป็นผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการ ขณะที่อีก 30% เป็นผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า-ส่งออก และนักออกแบบเครื่องประดับ สะท้อนถึงคุณภาพของผู้เข้าชมงานในระดับ Decision Maker ที่มุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและการสร้างเครือข่ายในระดับสากล

ในด้านผู้จัดแสดงสินค้า งานปีนี้รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ อัญมณีเจียระไน เครื่องประดับสำเร็จรูป ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต ส่งผลให้เกิดการเจรจาธุรกิจและการจับคู่ทางการค้าอย่างคึกคักตลอดทั้งงาน

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “JGAB 2026 ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงานและคุณภาพของการจัดงาน โดยเฉพาะผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน และบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางการค้าสำคัญของภูมิภาค”

ผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่มาจากตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ จีน อินเดีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม และตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากมิติด้านการค้า ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมคุณภาพ ทั้งนิทรรศการและเวทีสร้างสรรค์ อาทิ The Gallery of Thai Silver และ The Next Gem Contest รวมถึงเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ ASEAN Jewellery and Gem Summit 2026 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทรนด์ตลาด และนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

การตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะ “ศูนย์กลางตลาดอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก” ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความสำเร็จในปีนี้ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฮับธุรกิจเครื่องประดับ ที่สามารถผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว และเปิดมุมมองใหม่ด้านโอกาสการเติบโตในตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะจีนและเมืองรอง

จากความสำเร็จดังกล่าว ผู้จัดงาน “Jewellery & Gem ASEAN Bangkok” ประกาศเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวก พร้อมกำหนดจัดงานครั้งต่อไประหว่างวันที่ 17–20 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยตั้งเป้ายกระดับงานสู่การเป็น “ASEAN Jewellery & Gemstone Sourcing Hub” อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติการค้า การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนระดับภูมิภาคสู่ตลาดโลก

การจัดงานในปี 2027 คาดว่าจะยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพผู้ซื้อ กิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา และโซนแสดงนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขยายเครือข่าย และอัปเดตเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ร่วมสมัย ความยั่งยืน (Sustainability) และการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ

ความสำเร็จของ JGAB 2026 จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันภูมิภาคสู่การเป็นหนึ่งในตลาดอัญมณีระดับโลกที่น่าจับตามองในอนาคต

สำหรับผู้ที่พลาดงานปีนี้ สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย เพราะ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2027 จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 17–20 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com

ทรู ผนึก Google เปิดตัว “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ร่วมมือกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

ทรู ผนึก Google เปิดตัว “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ร่วมมือกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

ทรู ผนึก Google เปิดตัว “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ร่วมมือกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ Google ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ความร่วมมือระดับประเทศที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเท่าเทียม และเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยสู่ความเป็นเลิศด้าน AI ให้พร้อมสู่อนาคตดิจิทัล บูรณาการการเรียนรู้ AI มาตรฐานสากล เข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้ง AI First Citizen การเรียนพื้นฐาน AI ภายใต้ Gemini Academy แบบออฟไลน์และออนไลน์ ที่ทรูพร้อมมอบดาต้าฟรี 10GB สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้ทรู-ดีแทค รวมทั้งหลักสูตรพิเศษ AI for Future Workforce ระยะเวลา 45 ชั่วโมง ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนโดยทรู ที่มุ่งเชื่อมเทคโนโลยี AI ด้วยหัวใจ ร่วมกับ Google ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่แข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ยกระดับการศึกษาไทย สู่การเรียน AI ที่นับหน่วยกิตได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการเปิดตัวหลักสูตร AI for Future Workforce ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง ซึ่งจะถูกบูรณาการเข้าในหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัย ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเรียน AI จากการสร้างการรับรู้ สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระบบการศึกษา

โครงการนี้จะดำเนินการร่วมกับ มหาวิทยาลัยชั้นนำ นำร่องกว่า 20 แห่งและขยายสู่ทั่วประเทศต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ในเชิงปฏิบัติ ควบคู่กับการเรียนในหลักสูตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสามารถนำเนื้อหาการเรียนรู้ด้าน AI ที่ได้มาตรฐานสากลไปบูรณาการในหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว.

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอย่างฉับพลัน การพัฒนากำลังคนด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่เราต้องเร่งขับเคลื่อน ท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรด้านนี้สูงถึง 80,000 คน และการประยุกต์ใช้ในองค์กรที่ยังอยู่ในวงจำกัด กระทรวง อว. จึงขอประกาศความมุ่งมั่นในการเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส เราพร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อติดอาวุธทางทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต ยกระดับระบบการเรียนรู้ และเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถยืนหยัดแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม”

“ภาพความร่วมมือระดับประเทศที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือบทพิสูจน์อันทรงพลังของการ Synergistic ระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวง อว. มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำ AI เข้าไปบูรณาการในหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เราจะสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่การปูพื้นฐาน ไปจนถึงการเจียระไนผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อสร้างสรรค์บุคลากรที่มีศักยภาพและพร้อมปฏิบัติงานจริง การผนึกกำลังในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวทะยานสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือทักษะของผู้คน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพของ AI ยังไม่ถูกปลดล็อกได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กร AI-First เราตั้งใจขับเคลื่อน ‘AI for All’ เพื่ออัปสกิลคนไทยด้วยทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต เตรียมกำลังคนให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคใหม่ ทำให้ AI เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยตั้งเป้าเสริมศักยภาพให้คนไทย 12 ล้านคนภายในปี 2573

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากพนักงานทรู ในปีนี้ เราจะปูพื้นฐานให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจด้าน AI และเราจะเดินหน้าต่อยอดขีดความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงาน ไปจนถึงการพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ ระดับการเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Google ทำให้เราขยายผลพัฒนาทักษะด้าน AI ให้ก้าวไกลกว่าคนในองค์กร เสริมศักยภาพคนไทยให้พร้อมก้าวเป็นกำลังคนแห่งอนาคต ในภูมิทัศน์ใหม่ที่กำลังถูกเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยี AI”

โครงการ “AI for All Thais” ของทรู ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้าน AI ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้ CP Center of Excellence (CP-CoE) ณ True Digital Park ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้าน Digital & AI และ Data Infrastructure เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และกำลังคนด้าน AI อย่างครบวงจร โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่อร่วมกันเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน AI ให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ผสานพลังทุกภาคส่วน สร้างระบบนิเวศ AI ระดับประเทศ

โครงการนี้สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน AI ในระดับประเทศ โดยทรู นำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบนิเวศขององค์กร มาสนับสนุนการเรียนรู้ในวงกว้าง เชื่อมโยงนักศึกษา สถาบันการศึกษา และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน

ขณะที่ Google สนับสนุนองค์ความรู้และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักศึกษาใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย พร้อมยกระดับความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย Gemini และกระทรวง อว. ทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย พร้อมสนับสนุนการบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยเป็นกำลังสำคัญในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และส่งเสริมนวัตกรรมจากการลงมือปฏิบัติจริง

ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ Google

นางศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ Google กล่าวว่า “ในปี 2561 Google ได้ประกาศความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ภายใต้พันธกิจ ‘Leave No Thai Behind’ ซึ่งเราได้ยึดเป็นแนวทางหลักในการดำเนินโครงการต่างๆ ของเรามาโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตและก้าวหน้าในยุคดิจิทัล ในวันนี้ พันธกิจที่สำคัญของเราได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นผ่านความร่วมมือกับทรู การนำความเชี่ยวชาญด้าน AI ระดับโลกของ Google มาเสริมความรู้และทักษะให้กับนักศึกษาไทยจะช่วยลดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้พวกเขาสามารถเติบโตในยุคของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Gemini Academy for Students และหลักสูตร AI Literacy & Safety Modules”

ยกระดับการเรียนรู้ AI สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระดับประเทศ

ภายใต้โครงการ “AI for All Thais” ทรูและพันธมิตรได้ร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ด้าน AI แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริงในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ AI for All Thais แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

ระยะที่ 1: AI First Citizen

มุ่งเน้นการสร้างพื้นฐานความรู้และการเข้าถึง AI ภายใต้ Gemini Academy ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ AI Safety & Digital Literacy รวมถึงพื้นฐานการเขียนคำสั่ง Prompt Engineering ผ่านการเรียนรู้ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมรับดาต้าฟรี 10GB เรียนออนไลน์สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้งานทรูดีแทค เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Challenge จัดการแข่งขัน ประยุกต์ใช้ AI ในหัวข้อ “AI for Daily Life” และ “AI for Society” ให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้งานจริง โดยผู้ชนะ 5 ท่านจะได้เปิดประสบการณ์ระดับสากลเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์

ระยะที่ 2: หลักสูตรพิเศษ AI for Future Workforce

หลักสูตร AI ระยะเวลา 45 ชั่วโมงที่ทรู และ Google ร่วมกันออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อความรอบรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับการทำงานในอนาคต โดยจะเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และสามารถนับหน่วยกิตได้จริง อีกทั้งมีโครงการ Train-the-Trainer อาจารย์ ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผู้ชนะ 4 ทีม รวม 16 ท่านจะได้รับโอกาสเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวกัน

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน“น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยได้รับเกียรติจาก นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธี  โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์, นางอารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยา  ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ สภาสังคมสงเคราะห์  พร้อมคณะให้การต้อนรับ

ในโอกาสครบรอบ 103 ปี วันประสูติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อคนพิการ โดยได้พระราชทานชื่อดอกไม้ประดิษฐ์ “ดอกแก้วกัลยา” ให้เป็นสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้จัดการฝึกอบรมการประดิษฐ์ ดอกแก้วกัลยาแก่คนพิการ เพื่อให้สามารถมีอาชีพและรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง  ดอกแก้วกัลยาดอกไม้ซึ่งประดิษฐ์โดยคนพิการ/ ผู้ดูแลคนพิการ / คนในครอบครัวของคนพิการและผู้มีรายได้น้อย และมีการจำหน่ายนำรายได้สมทบกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ สำหรับใช้ในการดำเนินงานพัฒนาและสนับสนุนคนพิการในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, การวางพานพุ่มดอกแก้วกัลยาถวายหน้าพระฉายาลักษณ์,  พิธีมอบทุนการศึกษาแก่คนพิการและบุตรคนพิการ, การมอบโล่เกียรติคุณให้ผู้มีอุปการคุณการจัดงาน, การจัดนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  การสาธิตการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา และ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกแก้วกัลยา

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทย  ภายใต้บรรยากาศแห่งความเคารพสักการะ และการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  ที่ทรงมีต่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาสตลอดพระชนม์ชีพ

EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี ‘Dow Jones Best-in-Class 2026’ ประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้า กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่

EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี 'Dow Jones Best-in-Class 2026' ประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้า กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่

EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี ‘Dow Jones Best-in-Class 2026’ ประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้า กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ประจำปี 2026 ในประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้าของ กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ โดย EGCO Group ได้รับการประเมินในระดับสูงสุดของกลุ่ม สะท้อนการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานมากกว่า 3 ทศวรรษ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำในระดับสากล

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นแนวทางที่ EGCO Group ใช้กำหนดทิศทางและตัดสินใจทางธุรกิจมาโดยตลอด เพื่อให้การเติบโตขององค์กรสร้างคุณค่าได้ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยแนวคิดด้านความยั่งยืนถูกบูรณาการไว้ในกระบวนการทำงานขององค์กรอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี DJ BIC ประจำปี 2026 นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ความมุ่งมั่นของ EGCO Group ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในระดับสากล”

สำหรับการประเมินความยั่งยืนภาคธุรกิจระดับโลก (Corporate Sustainability Assessment หรือ CSA)   ปี 2025 ในประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้า ของกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ เพื่อคัดเลือกบริษัทให้อยู่ในดัชนี DJ BIC ประจำปี 2026 มีบริษัทจากทั่วโลกจำนวน 30 บริษัทเข้าร่วมการประเมิน และมีเพียง 3 บริษัทที่ได้รับ การคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีดังกล่าว โดย EGCO Group มีผลการประเมินที่โดดเด่นจากการดำเนินงานด้าน                 การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่การบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรม การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การลดการใช้พลังงานและการควบคุมมลภาวะทางอากาศ ตลอดจนการบริหารทรัพยากรบุคลากรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต การทำงานอย่างยืดหยุ่น และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ S&P Dow Jones Indices ได้เปลี่ยนชื่อดัชนีกลุ่มความยั่งยืนและ ESG ในปี 2025 จากเดิม Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็น Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 พร้อมปรับช่วงเวลาการทบทวนดัชนีประจำปีมาเป็นหลังสิ้นสุดวันทำการสุดท้ายของเดือนเมษายน เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการประเมินความยั่งยืนภาคธุรกิจระดับโลกของ S&P Global

ก่อนการเปลี่ยนชื่อดัชนีดังกล่าว EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) มาต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2020-2024

ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน พระราชณิธานอันแน่วแน่ในการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน พระราชณิธานอันแน่วแน่ในการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน พระราชณิธานอันแน่วแน่ในการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่าวขานถึงไปทั่วโลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่าง 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา  โดยเฉพาะพระสิริโฉมและรอยแย้มพระสรวลอันงดงามของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในฉลองพระองค์อันสะท้อนความวิจิตรของศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการออกแบบที่ประณีตและร่วมสมัย ทั้งผ้าไหมไทย งานปักฝีมือช่างไทย และเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ถูกเผยแพร่ด้วยความชื่นชมอย่างกว้างขวางผ่านสื่อในทุกแพลตฟอร์มทั้งในประเทศสวีเดนและสื่อทั่วโลก  ทุกองค์ประกอบมิได้เป็นเพียงความงดงามแห่งฉลองพระองค์ หากยังเป็นการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย และนำเสนอคุณค่าของงานศิลปาชีพไทยให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกอย่างภาคภูมิ

ฉลองพระองค์เดรสโค้ตแขนยาวสีดำ “ผ้าไหมยกดอกลำพูน ลายผีเสื้อ”

ในวันแรกของการเสด็จพระราชดำเนินเยือน 29 เมษายน 2569  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงปรากฏพระองค์อย่างสง่างามในทรงฉลองพระองค์โค้ท (Coat) ทรงคอลัมน์เข้ารูปสีน้ำเงินเข้ม (Midnight Blue) ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความสุขุม นิ่งสงบ และเป็นสากล ประดับกระดุมเงินฝังนิลบริเวณแนวพระศอและด้านหน้า สะท้อนความสง่างามแบบสตรีชั้นสูงและความถูกต้องตามกาลเทศะในระดับรัฐพิธี

ภายใต้เดรสโค้ต คือเดรสผ้าไหมไทยตัดเย็บจาก ผ้าไหมยกดอกลำพูนลายผีเสื้อ อันเป็นงานหัตถศิลป์ล้ำค่าจากหมู่บ้านศรีเมืองยู้ จังหวัดลำพูน ทอโดย Wasin Thai Textile ตัวผ้าทอสอดดิ้นเงินในโทนสีเงินโบราณ เพิ่มความประณีตด้วยดิ้นเงิน งานปักลูกปัด และคริสตัลสีดำกระจายทั่วทั้งชุด สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือไทยและความเป็นสากลได้อย่างลงตัว พระองค์ยังทรงถือกระเป๋าหนังแกะ หูจับเงิน ประดับควอตซ์สีน้ำตาล  เพิ่มความสมบูรณ์แบบได้อย่างลงตัว

ฉลองพระพระองค์ชุดไทยดุสิต ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบ

วันที่ 29 เมษายน 2569  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำ ณ กรุงสต็อกโฮล์ม  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเลือกปรากฏพระองค์ใน “ชุดไทยดุสิต” สีม่วง หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบไว้สำหรับงานราตรีสโมสร เป็นชุดไทยแบบคอกว้าง (คอยู) ไม่มีแขน ทรงเลือกใช้สีม่วงสีประจำวันพระองค์  มีการปักประดับด้วยดิ้นทอง ลูกปัด และคริสตัลเป็นลวดลายไทยเพิ่มความระยิบระยับ ทรงนุ่งผ้ายกทองสีม่วงเข้าชุดกัน โดยจีบหน้านางและมีชายพกตามแบบราชประเพณีไทยแท้  ทางคาดปั้นเหน่งเพชรราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชวงศ์จักรี (รูปจักรกับตรี) มักสวมใส่คู่กับสายทองคำประดับเพชร เป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพระกุณฑล (ต่างหู) ประดับเพชรตราจักรีที่เข้าชุดกัน

ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ความงดงามล้ำค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

วันที่ 30 เมษายน 2569  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงร่วมพิธีสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า พร้อมทอดพระเนตรการขับร้องประสานเสียงถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน ณ วิหารหลวง พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม ในวาระอันสำคัญยิ่งนี้  ทรงปรากฏพระองค์อย่างสง่างามในฉลองพระองค์ “ชุดไทยบรมพิมาน” สีน้ำตาลทองอันวิจิตร หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่มีความสุภาพและเป็นทางการระดับสูงสุด ตัดเย็บด้วยผ้ายกทองที่มีความละเอียดประณีต ตัวเสื้อคอกลมขอบตั้งแขนยาว ทำจากผ้าโปร่งปักประดับด้วยคริสตัลและเลื่อมเป็นลวดลาย “ดอกไม้แก้ว”  เป็นลายปักที่ผสมผสานระหว่างลายไทยกับลายยุโรป เย็บติดกับผ้านุ่งยกทองที่จับจีบหน้านางมีชายพกตามแบบแผนโบราณ ทรงประดับด้วยเข็มขัดทองคำและปั้นเหน่งอัญมณีขนาดใหญ่ที่งดงามโดดเด่น ซึ่งสืบทอดมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดับพระกุณฑลอัญมณีเพชรแบบหยดน้ำ สีเหลือง ซึ่งเข้ากับทรงพระเกศารวบตึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฉลองพระองค์ราตรียาวแบบสากล สวมมงกุฎ Tiara และสายสะพายจักรี

วันที่ 30 เมษายน 2569  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำ (Gala Dinner) ณ พระราชวังกรุงสต็อกโฮล์ม  ซึ่ง พระราชินีและเจ้าหญิงแต่ละพระองค์ ทรงฉลองพระองค์พร้อมรัดเกล้า (Tiara) ที่สวยงามและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน  โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ทรงปรากฎพระองค์ในฉลองพระองค์ราตรียาวแบบสากล (Evening Gown) สะท้อนถึงความหรูหราแบบสากล แต่ยังคงไว้ซึ่งเกียรติยศแห่งราชวงศ์ไทยอย่างสูงสุด ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมลูกไม้ลายขนนก งานปักดิ้นเงินด้วยมือ สะท้อนทักษะเชิงช่างชั้นสูงด้วยการปักประดับลูกปัดขนาดเล็กและคริสตัลโทนสีเงินทั่วทั้งชุดอย่างบรรจง พร้อมชายลากยาว โดยได้แรงบันดาลใจจากสไบของชุดไทยจักรี  ถวายงานออกแบบและตัดเย็บโดยแบรนด์ไทย Meshmuseum  ซึ่งได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากผู้ติดตามแฟชั่นราชวงศ์ พระองค์ทรงพาดสายสะพายสีเหลือง และทรงคลุมเคป (Evening Cape) สีงาช้าง เพิ่มภาพลักษณ์สง่างามระดับราชสำนักยุโรป มีความเป็นทางการระดับสูง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี   ทรงงดงามด้วยเทียร่า Diamond Fringe Tiara (รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ) พระราชมรดกอันทรงคุณค่าจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นรัดเกล้าเพชรที่ได้รับความนิยมในราชสำนักยุโรปมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงสั่งทำจากรัสเซียเมื่อครั้งเสด็จประพาส  มีดีไซน์ร่วมสมัยที่มีความสูงและเพรียว แข็งแกร่งแต่ยังคงความอ่อนช้อย ทรงสะพายสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ฝ่ายใน) ซึ่งเป็นสายสะพายสีเหลืองโดดเด่น เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดแห่งพระราชวงศ์จักรี ประดับพระกุณฑล (ต่างหู) เพชรน้ำงามรูปหยดน้ำ สีขาวเงิน และพระกระเป๋าทรงถือ (Clutch) อัญมณีสีเงิน และฉลองพระบาทสีเงินที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว

ฉลองพระองค์สูทสีดำ ผ้าไหมมัดหมี่ทอมือ  เรียบ โก้ เสด็จฯ กลับประเทศไทย

ในวันเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์สูทสีดำเข้ารูป แขนยาว เรียบ โก้   ดีไซน์เดรปเฉียงช่วงพระองค์ลงสู่เอวด้านข้าง ประดับเข็มกลัดเพชรรูปผึ้ง  ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ทอมือ ผสานผ้าลูกไม้โปร่ง และทรงถือกระเป๋าย่านลิเภา งานจักสานชั้นสูงของไทย

ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยือนราชอาณาจักรสวีเดน ครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงอาภรณ์ที่งดงาม แต่ยังเป็นเสมือนทูตทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดความประณีต อ่อนช้อย และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพระราชวงศ์นานาประเทศ สะท้อนถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ศิลปวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ไทยจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้ดำรงอยู่และสง่างามไปทั่วโลกอย่างภาคภูมิ…ศิลป์ไทยเมื่อได้รับการสืบสานด้วยความประณีต ย่อมทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

(ภาพ : หน่วยราชการในพระองค์ และ Getty Images)

นักศึกษา วปอ รุ่น 68 บริจาคสมทบทุนการศึกษา ‘ก้าวเพื่อน้อง’ ปีที่ 6

นักศึกษา วปอ รุ่น 68 บริจาคสมทบทุนการศึกษา ‘ก้าวเพื่อน้อง’ ปีที่ 6

นักศึกษา วปอ รุ่น 68 บริจาคสมทบทุนการศึกษา ‘ก้าวเพื่อน้อง’ ปีที่ 6

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

คณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 หมู่นกยูง ร่วมบริจาคเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบทุนการศึกษาในโครงการ “ก้าวเพื่อน้อง” ปีที่ 6 โดยมอบให้แก่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการนี้ มี อาทิวราห์ คงมาลัย ประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงิน เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต