กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เปิดตัว Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions เดินหน้าตอบโจทย์ความท้าทายด้านโภชนาการระดับโลก

22 กันยายน 2569 เวลา 16:39 น.

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ (Griffith Foods Limited) เปิดตัว Craveable Impact™ Sodium Solutions และ Craveable Impact™ Sugar Solutions โซลูชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยผู้ผลิตอาหารลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาล โดยยังคงรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบ ซึ่งสามารถช่วยลดโซเดียมได้สูงสุด 70%[i] และลดน้ำตาลได้สูงสุด 65%[i] ในผลิตภัณฑ์บางประเภท การเปิดตัวครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายด้านโภชนาการที่สำคัญสองประการในปัจจุบัน ได้แก่ การบริโภคโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 1.89 ล้านคนต่อปี[ii] และการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราโรคอ้วนและโรคเบาหวานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น[iii]

“ที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เราเชื่อว่ารสชาติ โภชนาการ และความยั่งยืนควรเดินไปด้วยกัน” ร็อบ เพลลิคาโน (Rob Pellicano) รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลก กล่าว “Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านโภชนาการ พร้อมคงรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบไว้” ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ผลิตอาหาร โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  1. ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท

Craveable Impact™ Sodium Solutions สามารถช่วยลดโซเดียมได้สูงสุด 70% ในผลิตภัณฑ์บางประเภท และมีส่วนช่วยให้การปรับสูตรผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จ ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรตีน ขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ในตลาดอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียแปซิฟิก และละตินอเมริกา

ตัวอย่างความสำเร็จล่าสุดของลูกค้า ได้แก่:

  • ลดโซเดียม 16% ในเมนูไก่หลักของแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ชั้นนำในสหราชอาณาจักร
  • ลดโซเดียมมากกว่า 40% ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวหลักในสหรัฐอเมริกา
  • ลดโซเดียม 25% ให้กับผู้นำธุรกิจขนมขบเคี้ยวระดับโลกในประเทศจีน ทำให้สามารถใช้คำกล่าวอ้างทางโภชนาการว่า “ลดโซเดียม” บนผลิตภัณฑ์ได้

Craveable Impact™ Sugar Solutions ใช้เทคโนโลยีด้านรสหวานที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะและสารเสริมสัมผัสในปาก เพื่อช่วยลดน้ำตาลได้สูงสุด 65% ในผลิตภัณฑ์บางประเภท โดยยังคงรสชาติและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ โซลูชันนี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท รวมถึงซอส ไซรัป และเครื่องดื่มชนิดผง

  1. แนวทางที่ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นอันดับแรก

Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการทดแทนวัตถุดิบ แต่ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นอันดับแรก

Craveable Impact™ Sodium Solutions ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ในการผสมผสานสารทดแทนเกลือ สารเสริมรสชาติ ส่วนผสมที่ช่วยเสริมรสอูมามิ สมุนไพร เครื่องเทศ กรด และสารปรับสมดุลรสชาติ เพื่อพัฒนาโซลูชันที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ช่วยลดโซเดียมโดยไม่ลดทอนรสชาติ ขณะที่ Craveable Impact™ Sugar Solutions ใช้เทคโนโลยีด้านรสหวานเฉพาะของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ร่วมกับสารช่วยเสริมสัมผัสขณะรับประทาน เพื่อช่วยลดน้ำตาล พร้อมปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยกลบรสเปรี้ยวที่ไม่พึงประสงค์ และเสริมรสชาติโดยรวมของผลิตภัณฑ์

โซลูชันเหล่านี้ได้รับการพัฒนาด้วยความเชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร การประเมินทางประสาทสัมผัส การวิเคราะห์ด้านโภชนาการ การประเมินด้านกฎระเบียบ และวิศวกรรมกระบวนการ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสมดุลและรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

  1. ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

ในขณะที่ผู้บริโภค 75% ให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีขึ้น[iv] รัฐบาลในหลายประเทศก็กำลังเร่งผลักดันมาตรการและกฎระเบียบด้านการลดโซเดียมและน้ำตาล รวมถึงข้อกำหนดด้านการแสดงฉลากโภชนาการ ส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์

Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions จึงช่วยให้ผู้ผลิตอาหารรับมือกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภค และนำผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

  1. โซลูชันระดับโลกที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละตลาด

Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ได้รับการพัฒนาให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในตลาดที่หลากหลาย และปรับให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของแต่ละตลาด นอกจากนี้ เมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินสารอาหารของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ โซลูชันเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถประเมินคุณประโยชน์ด้านโภชนาการของผลิตภัณฑ์หลังการปรับสูตร และสื่อสารข้อมูลดังกล่าวได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ

นอกจากนี้ Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ยังเป็นนวัตกรรมส่วนหนึ่งของ 2030 Aspirations ของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ และสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อทั้งผู้คนและโลก ทั้งยังสะท้อนถึงแนวทางของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ในการนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารและนวัตกรรมมาช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละตลาด

แหล่งอ้างอิง

[i] Based on finished product

[ii] Global Burden of Disease 2021 report: https://www.frontiersin.org/journals/nutrition/articles/10.3389/fnut.2025.1617644/full

[iii] Reducing free sugars intake in adults to reduce the risk of noncommunicable diseases https://www.who.int/tools/elena/interventions/free-sugars-adults-ncds  

[iv] Griffith Foods Global Quantitative Consumer Study – January 2025 – N 20,000

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก – We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

พพ. นำร่อง 10 จังหวัดลดใช้พลังงานวัดผลเกณฑ์มาตรฐาน Green Hotel–GSTC

22 กันยายน 2569 เวลา 16:22 น.

พพ.เดินหน้าปั้นโรงแรมต้นแบบ 80 แห่งใน 10 จังหวัด ใช้ข้อมูล EnPI วิเคราะห์ Energy Gap เจาะจุดลดการใช้พลังงาน พร้อมผลักดันโรงแรมกว่า 5,000 แห่งเข้าสู่ระบบ EnPI–CF-Hotels รองรับตลาดนักท่องเที่ยวสายรักษ์โลก “Low Carbon Tourism”  พร้อมเปิดทาง Soft Loan–Green Loan–ESCO ช่วยผู้ประกอบการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน  เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจท่องเที่ยวไทย

22 กันยายน 2569  นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมโรงแรมไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยใช้ “การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน” เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว 

สำหรับความร่วมมือ  ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม และที่พัก โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่แผนการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบพลังงานที่เหมาะสม ในแต่ละสถานประกอบการ พร้อมมีการประเมินการใช้พลังงานของโรงแรม เพื่อทำดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ( Energy Performance Indicator (EnPI)   เพื่อวิเคราะห์ “Energy Gap” ค้นหาจุดที่มีการใช้พลังงานสูงหรือมีโอกาสลดการสูญเสีย ก่อนกำหนดมาตรการปรับปรุงที่สามารถวัดผลการประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ MOU คือการผลักดันโรงแรมมากกว่า 5,000 แห่ง ให้เข้าร่วมประเมินและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ EnPI และ Carbon Footprint Hotels (CF-Hotels) เพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านพลังงานและคาร์บอนของภาคการท่องเที่ยว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงแรมไทยสู่การเป็นโรงแรมเบอร์ 5 ปัจจุบันแพลตฟอร์ม CF-Hotels สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการติดตามและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของโรงแรมโดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3

ทั้งนี้เพื่อยกระดับโรงแรมเข้าเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ โรงแรมเบอร์ 5, Green Hotel, Green Hotel Plus ไปจนถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล อาทิ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และ Good Travel Seal โดยนำข้อมูลการใช้พลังงานและผลการประเมิน EnPI มาใช้กำหนดแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ ยังได้วางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 2 ที่ระดับ 10% และสนับสนุนการใช้ข้อมูลจากระบบ CF-Hotels เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคการท่องเที่ยว

สำหรับการขับเคลื่อนระยะแรก ทั้ง 5 ฝ่ายเตรียมดำเนิน โครงการโรงแรมต้นแบบด้านพลังงาน โดยคัดเลือกโรงแรมระดับ 2–5 ดาวที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ นำร่องจำนวน 80 แห่ง ในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และภูเก็ต  โดยโรงแรมที่เข้าร่วมจะเริ่มจากการประเมิน EnPI และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อค้นหา Energy Gap จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจและออกแบบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้เหมาะกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละโรงแรม โดย พพ.และกฟผ. จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถบรรลุผลการประหยัดพลังงานได้จริงพร้อมมีการติดตามและประเมินผลทั้งด้านการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้หลักการ Measurement and Verification (M&V) เพื่อให้สามารถวัดผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงระบบพลังงานจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนดังนั้น

ความร่วมมือครั้งนี้จะสนับสนุนการเข้าถึงกลไกทางการเงิน เช่น Soft Loan และ Green Loan รวมถึงการใช้รูปแบบ บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และ Energy Performance Contract (EPC) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น

ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานได้ตามศักยภาพและความพร้อม นางสาวนันธิกา กล่าว

ทั้งนี้ 5 หน่วยงานจะร่วมกันสร้างการรับรู้เรื่อง Low Carbon Tourism ผ่านการประชาสัมพันธ์โรงแรมต้นแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยมีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ “โรงแรมคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนดังกล่าว เป็นการดึงภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งปรับตัว และเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย ที่จะมุ่งขับเคลื่อนไทยสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และเป้าหมาย NDC 3.0 ที่กำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% หรือ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) จากปีฐาน 2019

สำหรับกรอบความร่วมมือ 5 ปี ระหว่าง (ปี 2569 2574 )โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูล การประเมินประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาโรงแรมต้นแบบ ซึ่งจะมีภาคเอกชนที่มีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่เหมาะสมกับโรงแรมขนาดเล็ก ไปจนถึงโรงแรมขนาดใหญ่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานและการสื่อสารตลาด เพื่อให้การลดต้นทุนพลังงานและลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงยกระดับสร้างองค์ความรู้ ‘ชุดไทย’ สู่เวทีโลก เสด็จเป็นองค์ประธานแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม ณ กรุงโตเกียว

22 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 ในกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME”  ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างองค์ความรู้ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมงาน

ภายในงานได้มีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิ เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสะดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์ มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับรากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีไทย ทั้งรูปแบบการแต่งกายไทยในราชสำนักในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสมทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่ พัฒนาเป็นชุดไทยพระราชนิยม ต้นแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย ที่สุภาพ งดงาม เหมาะสมต่อการสวมใส่จริงในการประกอบพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ

ชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในหลากหลายโอกาส เสมือนการใช้เครื่องแต่งกายเป็น “สื่อทางวัฒนธรรม” เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงามของผ้าไหมไทยผ่านงานตัดเย็บระดับโอตกูตูร์

โดยในปี พ.ศ. 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เสนอ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” ต่อองค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล สมัยที่ 21 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2569 ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

“ชุดไทยพระราชนิยม” จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อมาสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดในทุกมิติ ปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยมได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยังคงรักษาแก่นแท้ไว้อย่างสมบูรณ์ การนำเสนอในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์ หากแต่เป็นการตีความใหม่ในมิติร่วมสมัย ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยได้รับการถ่ายทอดในฐานะคุณค่าที่มีชีวิต พร้อมก้าวสู่การยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น ‘พลังรุ่นใหม่’ สู่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ

22 กันยายน 2569 เวลา 15:34 น.

เพราะเยาวชนคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และความตระหนักรู้ต่อประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และก้าวสู่การเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนของตน

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศครับ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ค่ะ”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง ได้เข้าถึงกระบวนการการเรียนรู้สิทธิตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของตนเอง เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน          

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

ฉลอง 47 ปี สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย เชิดชูเกียรติ 27 นักเรียนทุน พลังแห่งการพัฒนาประเทศ

22 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดงาน Dinner Talk: Dream Beyond Yourself จากความฝันของตัวเอง สู่การสร้างความฝันให้ประเทศ พร้อมพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสที่สมาคมฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 47 โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมร่วม TGS Talk ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องความฝัน ภาวะผู้นำ และการนำศักยภาพของนักเรียนทุนกลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประธานในพิธี, คณะกรรมการสมาคมฯ พร้อมด้วย นักเรียนทุนรัฐบาลไทย ที่ได้รับรางวัลหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติ Hall of Fame นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568

นักเรียนทุนรัฐบาลไทย Hall of Fame ประจำปี 2568 ยรรยง พวงราช, ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์, ดร.ศรีภูมิ สุขเนตร และ ดร.สมชัย สัจจพงษ์

หนึ่งในช่วงสำคัญของงานคือพิธีประกาศเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ประจำปี 2568 รวม 27 ราย ใน 4 ประเภท ได้แก่ หอเกียรติยศเชิดชูเกียรติ Hall of Fame นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง โดยมีผู้ได้รับการบันทึกชื่อในหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติ Hall of Fame ประจำปี 2568 จำนวน 12 ราย ในสาขากฎหมาย วิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และต่างประเทศ เพื่อยกย่องนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่สร้างผลงานและคุณูปการต่อประเทศในหลากหลายมิติ  ดังนี้ ด้านกฎหมาย ได้แก่ ศ. ดร.วิษณุ เครืองาม, ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, มีชัย ฤชุพันธุ์ และ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ศ. ดร.ธีระ สูตะบุตร และ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ด้านสังคม ได้แก่ ดร.บุญปลูก ชายเกตุ และ ยรรยง พวงราช ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ดร.ศรีภูมิ สุขเนตร, ดร.สมชัย สัจจพงษ์ และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และด้านต่างประเทศ ได้แก่ นายวิทยา เวชชาชีวะ

 นักเรียนทุนรัฐบาลไทย Hall of Fame ประจำปี 2568 ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, ดร.บุญปลูก ชายเกตุ และ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า สาวิตรี สุวรรณสถิตย์

ภายในงานยังมีการประกาศเกียรติคุณ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า จำนวน 4 ราย ได้แก่ ดร.อำพน กิตติอำพน, ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ, มหิดล จันทรางกูร และ สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ สำหรับ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2568 โดยผู้ได้รับรางวัลกลุ่มนี้มาจากหลากหลายบทบาทสำคัญทั้งด้านนโยบายภาครัฐ การลงทุน การแพทย์ กฎหมาย และการศึกษา จำนวน 5 ราย ได้แก่ ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ศุธาศินี สมิตร,นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ และ ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานในพิธี, ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ, อารดา เฟื่องทอง นายกสมาคมฯ คนใหม่, ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เลขาธิการสมาคมฯ พร้อมด้วย นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2568 อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์,  ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง, ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน และ ศุธาศินี สมิตร, นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568 ดร.กฤดา กฤติยาโชติปกรณ์, พ.ต.อ.ภูริทัศน์ ชัยศร, ดร.ศศิธร ศรีสวัสดิ์ และ รศ.ดร.วรางคณา ศรีจำนงค์

ขณะที่ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568 โดยผู้ได้รับรางวัลดาวรุ่งสะท้อนบทบาทของนักเรียนทุนรัฐบาลไทยรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขา ทั้งเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ งานวิจัย ความมั่นคง การศึกษา และภาคประชาสังคม จำนวน 6 ราย ได้แก่ ดร.กฤดา กฤติยาโชติปกรณ์, พ.ต.อ.ภูริทัศน์ ชัยศร, ดร.ศศิธร ศรีสวัสดิ์, รศ.ดร.วรางคณา ศรีจำนงค์, ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ นางชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น

ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ ส่งไม้ต่อสู่ อารดา เฟื่องทอง นายกสมาคมฯ คนใหม่

งานในปีนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของสมาคมฯ กับการส่งต่อภารกิจการบริหารจาก ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยมาตลอดระยะเวลา 3 ปี สู่ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเข้ารับหน้าที่นายกสมาคมฯ คนใหม่ ซึ่งตลอดวาระที่ผ่านมา สมาคมฯ เดินหน้าทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลนักเรียนทุน การสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนทุน การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนทุนรุ่นใหม่ การเชิดชูผู้สร้างผลงานเพื่อสังคม ตลอดจนกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ โดย อารดา เฟื่องทอง เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดที่ 19 และดำรงตำแหน่งอุปนายกฯ ก่อนจะสานต่อการบริหารสมาคมฯ ในวาระต่อไป

TGS Talk โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รวม.คลัง ในหัวข้อ Dream Beyond Yourself

ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ มอบของที่ระลึกแก่ประธานพิธี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ TGS Talk โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายใต้หัวข้อ Dream Beyond Yourself ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์และวิธีคิดของผู้นำ ตั้งแต่คำถามว่า Why do you Dream ความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคืออะไร การเปลี่ยนความฝันไปสู่การลงมือทำ ไปจนถึงแนวคิด Opportunity Mindset ที่มองปัญหาเป็นโอกาส และการเรียนรู้จากความล้มเหลวในฐานะส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ,ยรรยง พวงราช, ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์,ดร.ศรีภูมิ สุขเนตร และ ดร.บุญปลูก ชายเกตุ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม วรายุ ประทีปเสน, ทรงยศินทร์ ชนปทาธิป, อารดา เฟื่องทอง อุปนายกสมาคมฯ , ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ,  ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เลขาธิการสมาคมฯ, จิรโรจน์ กุศลรัตน์, ฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ และ หรินทร์ สูตะบุตร

แนวคิด Dream Beyond Yourself ยังสะท้อนเป้าหมายของงานในปีนี้ จากความฝันและความสำเร็จของแต่ละบุคคล ไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า นักเรียนทุนรัฐบาลไทยจะสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ และโอกาสที่ได้รับกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างไร

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ และ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

ศ.ดร.ยงยุทธ- รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมยินดีกับ ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2568

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย หรือ The Association of the Thai Government Scholarship Students ก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2522 โดยมีเป้าหมายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนทุนรัฐบาลไทย เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงกับสำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ ปัจจุบันสมาคมฯ ดำเนินงานต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 47

ธนิยะ ต่อยอดเทรนด์จากรันเวย์สู่แฟร์เวย์ กับ ‘THANIYA FAIRWAY TRENDS’

22 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

ศูนย์การค้าธนิยะ ต่อยอดกระแสกอล์ฟแฟชั่นจากรันเวย์สู่ประสบการณ์การช้อป กับ “THANIYA FAIRWAY TRENDS” ภายใต้แนวคิด “FROM RUNWAY TO FAIRWAY” ต่อเนื่องจากงาน “Golf Fashion Society presented by THANIYA” ที่นำเสนอคอลเลกชัน Fall/Winter 2026 และคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำผ่านแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ ครั้งนี้ชวนคนรักกอล์ฟและแฟชั่นมาเลือกช้อปคอลเลกชันล่าสุด ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และแอกเซสซอรีจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ พร้อมรับสิทธิพิเศษตลอดงาน ระหว่างวันที่ 17–29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าธนิยะ

งานครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากอล์ฟแฟชั่นในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามกอล์ฟ แต่ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับลุคในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย พร้อมตอกย้ำทิศทางของ ศูนย์การค้าธนิยะในฐานะ Experiential Golf & Active Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงกอล์ฟ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน พบกับแบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำระดับโลกและในไทยกว่า 30 แบรนด์ อาทิ adidas Golf, Originals Golf, A.P.C. Golf, ANEW Golf, Manors, Students Golf, Golf Gods, Quiet Golf, Khalhon, Slice Town, Hiroki, 3 Putt Round, Black Clover, ECCO, F.L.O.G, G/FORE, J.Lindeberg, One Second, Reebok, Bogner Golf, Malbon Golf, Nike, Oakley, Peter Millar, PING, Birdie Bae, FR2 Golf, Kakao Friends Golf, Phorm, Russeluno, Yorf, Under Armour, และ Wand

พร้อมรับสิทธิพิเศษตลอดงาน เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ร่วมสนุก Lucky Draw ลุ้นรับของรางวัล Golf Fashion จากแบรนด์ที่ร่วมรายการ อีกทั้งรับ Cashback สูงสุด 26%* เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต CardX และ SCB WEALTH by CardX และรับ Cashback สูงสุด 14%* เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต KTC ให้คุณเลือกช้อปสินค้ากอล์ฟแฟชั่นคอลเลกชันล่าสุดได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น

พบกับ “THANIYA FAIRWAY TRENDS” ระหว่างวันที่ 17–29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าธนิยะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-231-2244 ต่อ 602 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook: Thaniya และ Instagram: @thaniya.silom

#GolfFashion #FairwayTrends #Thaniya

แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ถ่ายทอดสไตล์ผ่านเดนิมลุค กับแคมเปญล่าสุดจาก CC DOUBLE O ‘No Need to Fit In, Denim finds its way’ เมื่อเดนิมสามารถ FIT IN กับทุกสไตล์ที่เป็นคุณ

22 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

CC DOUBLE O  (ซีซี ดับเบิลโอ) ตอกย้ำแนวคิด Casual Confidence ผ่านแคมเปญล่าสุด “No Need to Fit In, Denim finds its way” ชวนเปิดมุมมองใหม่ไปกับเดนิมที่ร่วมเดินทางไปกับคุณในทุกโมเมนต์ เปลี่ยนได้ทุก Mood ผ่านการเลือก Fit, Silhouette, Wash และ Styling ทำให้เดนิมเป็นได้ทั้ง Everyday Essential และ Key Piece พร้อมดึง แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช แบรนด์พรีเซนเตอร์สาวสวยมากความสามารถมาร่วมถ่ายทอด 4 Denim Fits ผ่านมุมมองของคนที่เลือกใช้ชีวิตและแต่งตัวในแบบของตัวเอง ด้วยคาแรกเตอร์ที่เป็นธรรมชาติ มั่นใจ สะท้อนตัวตนได้อย่างโดดเด่น

ภายใต้แคมเปญนี้ แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ได้ถ่ายทอด 4 Denim Fits ที่มี Silhouette และ Character แตกต่างกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเลือกทรงที่เหมาะกับตัวเอง และนำไป Styling ในแบบที่ต้องการ 1) Straight ทรงขาตรงคลาสสิกที่เป็น Everyday Essential ใส่ง่ายและเข้ากับหลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Casual Everyday Look ไปจนถึงลุคที่ต้องการความเรียบและสะท้อนรสนิยม 2) Wide Leg ทรงขากว้างที่มาพร้อม Relaxed Silhouette และ Volume ช่วยสร้างมิติให้กับลุค เหมาะกับคนที่ชอบความสบายและต้องการเพิ่มคาแรกเตอร์ให้กับการแต่งตัว สามารถนำไปแมตซ์กับทั้งเสื้อทรงพอดีตัวหรือ Oversized  3) Bermuda เดนิมทรงยาวระดับเข่าที่ตอบโจทย์ความคล่องตัวและ Everyday Casual เติมกลิ่นอาย Street Style และสามารถ Mix & Match ได้หลากหลาย ตั้งแต่ T-Shirt และ Sneakers ไปจนถึง Shirt หรือ Fashion Piece ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุค 4) Barrel ทรงกระบอกโค้งมนที่สร้าง Silhouette ร่วมสมัยและมีมิติ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการก้าวออกจากรูปทรงเดนิมแบบเดิม และพร้อมสนุกกับการสร้าง Moodใหม่ ให้กับลุค โดยยังคงความคล่องตัวในการสวมใส่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบทรงของ Barrel แต่ต้องการความนุ่มและคล่องตัวมากขึ้น Jersey Barrel Pants เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นำรูปทรง Barrel มาตีความผ่านเนื้อผ้า Jersey ที่มีความยืดหยุ่นและสวมใส่สบาย เหมาะกับวันเดินทาง โดยยังคงคาแรกเตอร์ของทรงไว้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Denim Collection จาก CC DOUBLE O คือการสร้างสมดุลระหว่าง Style และ Wearability ผ่านการพัฒนา Silhouette ที่หลากหลาย เนื้อผ้าและเทคนิคที่ตอบโจทย์การสวมใส่ รวมถึงรายละเอียดที่ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้แต่ละชิ้น โดยมีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างสไตล์ ดังนี้ 1) Fit ทรงเดนิมที่หลากหลายให้แต่ละคนเลือก Silhouette ตาม Personal Style ตั้งแต่ทรง Classic ที่ใส่ง่าย ไปจนถึงทรงแฟชั่นที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับลุค 2) Fabric ความสำคัญกับเนื้อผ้าและโครงสร้างให้เหมาะกับแต่ละ Silhouette โดยบางรุ่นมาพร้อมความยืดหยุ่นที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ขณะที่ยังคง Shape และ Character ของเดนิมเอาไว้ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ตลอดวันและเข้ากับจังหวะชีวิตที่แตกต่างกัน 3) Wash & Finishing ช่วยสร้าง Mood ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Blue Denim แบบคลาสสิกตั้งแต่ Dark Blue, Light Blue ไปจนถึง Black หรือ White และ Wash ที่มีมิติทำให้สามารถนำไป Styling ได้หลากหลายลุค  

ค้นหา Fit ที่ใช่ สีที่ชอบ และสไตล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตใน Denim Collection ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน CC DOUBLE O ทุกสาขา และทางออนไลน์ www.ccdoubleo.com

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของ “CC DOUBLE O” เพิ่มเติมได้ที่

Instagram: cc_double_o

Facebook: www.facebook.com/ccdoubleo

LINE Official Account: @ccdoubleo

Tiktok : ccdoubleo.official

TOA สานต่อพลังรักษ์โลก ปล่อยแคมเปญ ‘TOA Wood Expert’ ชวนคนไทยดูแลไม้และผืนป่า สร้างอนาคตสีเขียวไปด้วยกัน

22 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

เพราะการดูแลไม้ให้ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาความสวยงามของชิ้นงาน แต่ยังหมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานไม้แบบครบวงจร และผู้นำนวัตกรรมสีรักษ์โลกและวัสดุก่อสร้างของไทย จึงต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่แคมเปญใหญ่แห่งปี “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ภายใต้แนวคิด “ดูแลไม้ในบ้าน เท่ากับดูแลไม้ในป่า” ชวนคนไทยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลไม้เพียงเพื่อยืดอายุการใช้งาน สู่การร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผสานเข้ากับแนวคิดด้าน ESG ผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างความเข้าใจว่า “การดูแลไม้” คือส่วนหนึ่งของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากเรื่องใกล้ตัว

จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ

แคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสื่อสารเรื่องผลิตภัณฑ์ แต่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ตั้งแต่การให้ความรู้และเทคนิคการดูแลไม้ การสร้างคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย การใช้ “พี่ช่างจ๊อบ” กระรอกน้อยผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้  เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดเรื่องงานไม้ให้สนุกและเข้าถึงคนทุกวัย ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้บริโภคจากการดูแลไม้ในชีวิตประจำวัน สู่การมีส่วนร่วมดูแลผืนป่าในมิติที่ใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ TOA ได้ต่อยอดพลังของแคมเปญผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเป็นระบบในพื้นที่รวม 6,000 ไร่ ครอบคลุม 111 ชุมชนใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า สำหรับ TOA เรามองว่าไม้ ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่ใช้สร้างบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงกับระบบนิเวศและชุมชน การดูแลไม้ให้มีอายุการใช้งาน ที่ยาวนานขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และช่วยลดความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรใหม่

“เราต้องการขยายความใส่ใจในเรื่องการดูแลรักษาไม้นี้ ไปสู่การดูแลผืนป่าอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในโครงการฟื้นฟูป่าและการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้แนวคิด ‘ดูแลไม้ในบ้าน เท่ากับดูแลไม้ในป่า’ เกิดขึ้นจริง เราอยากชวนให้ทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว คือการดูแลไม้ที่มีอยู่แล้วให้ดีและอยู่กับเราได้นานขึ้น พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผืนป่าไปพร้อมกับ TOA ในงาน “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 17–23 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna เปิดพื้นที่ให้คนรักบ้าน คนรักงานไม้ ช่าง และผู้สนใจ ได้เรียนรู้เรื่องการดูแลไม้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานพบกับ Product Showcase ผลิตภัณฑ์สำหรับงานไม้ของ TOA พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ DIY Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือสร้างสรรค์และดูแลชิ้นงานไม้ด้วยตัวเอง รวมถึงกิจกรรม Interactive ที่ชวนทุกคนทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างไม้ในบ้านกับไม้ในป่า และแนวทางที่ TOA ต้องการส่งต่อคุณค่าของการดูแลไม้ไปสู่การดูแลสิ่งแวดล้อม”

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือกิจกรรม “SNAP YOUR PLANT WITH ALLY แชะ & แชร์” ที่ชวนผู้ร่วมงานมาร่วมสนุกกับ “แอลลี่-อชิรญา” ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพต้นไม้ที่สะท้อนความเป็นตัวเอง พร้อมแชร์เรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย และลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วม Exclusive Workshop กับศิลปิน โดยมีผู้โชคดีจำนวน 8 คน ที่ได้มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษไปพร้อมกันในงาน

แคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” จึงไม่ได้เป็นเพียงการชวนคนมาดูแลไม้ให้สวยและคงทน แต่คือการชวนทุกคนร่วมสร้างวงจรของการดูแล ตั้งแต่ไม้ที่อยู่ในบ้าน ไปจนถึงผืนป่าที่เป็นต้นกำเนิดของทรัพยากร เพื่อสร้างคุณค่าให้ไม้และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สะท้อนแนวทางของ TOA ที่มุ่งเชื่อมโยงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารการตลาดเข้ากับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม #TOA #ทีโอเอ #TOAWoodExpert #ดูแลไม้ไปด้วยกัน

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง ‘โรคมีเนีย’ อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบการได้ยิน

22 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อยๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ. พงศธร โตวิวัฒน์

นพ. พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วงๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก”

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็นๆ หายๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่ โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อม

22 กันยายน 2569 เวลา 07:00 น.

อาการเข่าลั่น เข่าทรุด หรือรู้สึกข้อเข่าไม่มั่นคงหลังเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือประสบอุบัติเหตุ อาจเป็นสัญญาณของ “เอ็นไขว้หน้าขาด” (ACL Injury) หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) เป็นเอ็นสำคัญที่อยู่ภายในข้อเข่า ทำหน้าที่ควบคุมความมั่นคงของข้อเข่า ป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนมาด้านหน้ามากเกินไป และช่วยควบคุมการบิดหมุนของข้อเข่าในขณะเดิน วิ่ง หรือกระโดด เมื่อเอ็นไขว้หน้าได้รับการฉีกขาด ข้อเข่าจะสูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้เกิดอาการเข่าหลวม ปวด บวม และเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ

เอ็นไขว้หน้าขาดมักเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในขณะที่เท้ายังติดพื้น การหยุดหรือหมุนตัวอย่างรวดเร็ว การลงจอดผิดท่าหลังการกระโดด รวมถึงแรงปะทะจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบข้อเข่าไม่แข็งแรงพอ เอ็นไขว้หน้าจะต้องรับแรงมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น

อาการมักเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ บางรายอาจได้ยินเสียง ‘ป๊อบ’ ภายในข้อเข่า จากนั้นจะมีอาการปวดรุนแรงตามมา เข่าบวมอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงจากเลือดออกในข้อ รู้สึกเข่าหลวม ไม่มั่นคง เดินกะเผลก หรือเข่าทรุดเวลาลงน้ำหนัก และส่วนใหญ่จะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งหรือเปลี่ยนทิศทางได้ตามปกติ

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นเพียงการยืดหรือฉีกขาดบางส่วน และไม่ได้ใช้งานเข่าหนักมาก อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยทำกายภาพบำบัดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

ในกรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดสมบูรณ์ หรือมีอาการเข่าหลวมชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬา การผ่าตัดส่องกล้องสร้างเอ็นไขว้หน้าใหม่ (Arthroscopic ACL Reconstruction) เป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ข้อเข่ากลับมามั่นคงได้ การผ่าตัดวิธีนี้ใช้แผลขนาดเล็กประมาณ 2–3 แผล โดยสอดกล้อง Arthroscope เพื่อมองเห็นโครงสร้างภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน และใส่เครื่องมือผ่าตัดเพื่อสร้างเอ็นใหม่ทดแทนเอ็นที่ขาด

ข้อดีของวิธีส่องกล้องคือ แผลเล็ก อาการปวดหลังผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า อย่างไรก็ตาม หลังผ่าตัดจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาแข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว

หากมีอาการเข่าลั่น เข่าหลวม หรือปวดบวมหลังบาดเจ็บ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาระยะยาวในอนาคต