หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดี

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หากพูดถึงการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเทรนด์การใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น จนกลายเป็นสังคม Healthy เพื่อหวังมีชีวิต Longevity หรือการมีอายุยืนให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ ซึ่งต้องมีวินัยทั้งในเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการปรับ Mindset เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากการออกกำลังกายผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามความชื่นชอบของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างสุขภาพดีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพดี ควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยในแต่ละมื้อควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล โดยให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกาย และยังต้องการวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร อีกด้วย สามารถใช้การกำหนดปริมาณอาหารที่มีความเหมาะสมต่อมื้อได้ด้วยหลัก 2 : 1 : 1 ซึ่งมีการแบ่งสัดส่วนของจาน อาหารเป็นผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน  พร้อมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ เฉลี่ยประมาณ 6 – 8 แก้วต่อวัน

สุขภาพดี ถือเป็นกุญแจสำคัญของชีวิต หากกินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และหากทานมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โดยการกินอาหารให้เพียงพอและได้สารอาหารครบต่อมื้อ ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานมีแรง ลดความอ่อนล้าได้

แต่ด้วยการใช้ชีวิตของคนไทยที่แข่งขันกับเวลา ซึ่งต้องการความสะดวกในการทานอาหารเพื่อได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กิฟฟารีน (Giffarine) แบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย เข้าใจในไลฟ์สไตล์คนไทยเป็นอย่างดี จึงพัฒนา “ฟิตต์ มีล บาย กิฟฟารีน” (Fitt Meal By Giffarine) ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร รสชาเขียวมัทฉะ (อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก)หรือ “Meal Replacement Matcha Green Tea Flavor” ที่ตอบโจทย์เรื่องความอิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วน ที่มาพร้อมรสชาเขียวมัทฉะ รสชาติยอดนิยมในปัจจุบัน ให้ความหอมมัทฉะแท้จากญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการมื้อที่เร่งรีบให้เป็นมื้อคุณภาพ และสายสุขภาพ รวมทั้งคนที่ให้ความสำคัญเรื่องสารอาหาร  สำหรับผู้ที่ใส่ใจดูแลรูปร่างหรือควบคุมน้ำหนัก

1 ซอง แทนอาหาร 1 มื้อ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่  โปรตีนสูง ด้วยโปรตีนจากถั่วเหลือง กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และมี BCAAs ที่ดีต่อกล้ามเนื้อ, คาร์บย่อยง่าย ใยอาหารสูง ให้พลังงานดีตลอดทั้งวัน โดยเลือกคาร์โบไฮเดรต จากผงข้าวโอ๊ตที่ผ่านการย่อย ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และน้ำตาลมะพร้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ  พร้อมทั้งมีใยอาหารสูง จากโพลีเด็กซ์โตรส และอินูลิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ที่ดีต่อระบบขับถ่าย, แหล่งอาหารไขมันดี โดยมีกรดไขมันจำเป็น จากน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันทานตะวัน ให้กรดไขมันจำเป็นที่ดีต่อสุขภาพ  และมีโอเมก้า 3 จากถั่วเหลือง, วิตามินครบ โดยมีวิตามิน 13 ชนิด ทั้ง Vitamin B1, B2, B3, B5, B6 และ B12 รวมถึง Vitamin A, C, D, E และ Vitamin K  กรดโฟลิก และไบโอติน ครบใน 1 ซอง , เติมแร่ธาตุสำคัญให้ร่างกาย ด้วยแร่ธาตุ 11 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ไอโอดีน เหล็ก ซีลีเนียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม

สำหรับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” ผู้ทานอาหารเจ มังสวิรัติ สามารถทานได้โดยไม่มีส่วนผสมจากสัตว์และนมวัว มี Lactose free ผู้แพ้แลคโตสในนมวัวทานได้เช่นกัน รวมถึงไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่แต่งสีสังเคราะห์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและได้สารอาหารครบ ผู้ที่ดูแลรูปร่าง ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ออกกำลังกาย ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องการลดการทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ทานง่ายเพียงผสมด้วยน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น 250 มล. และเชคให้ผงละลาย เติมน้ำแข็งดื่มได้ตามชอบ รสชาติอร่อย กลมกล่อม และอิ่มท้องนาน

เพราะการทานอาหารที่ดี พร้อมการดูแลรูปร่าง ต้องไม่ควรอดเพราะนั่นอาจเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเองทางอ้อม ควรทานอาหารให้เพียงพอเพื่อร่างกายได้มีแรง มีตัวช่วยให้อิ่มท้องนาน สายมัทฉะห้ามพลาด!!! นอกจากฟินกับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” แล้ว ยังมีอีก 5 รสชาติ ให้ได้เลือกตามชอบ ทั้ง รสโกโก้  รสกาแฟ  รสสตรอเบอร์รี่ รสกล้วย และ รสชาไทย ซึ่งทุกรสชาติคุณภาพแน่นซอง ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่เช่นกัน

คุณแหน : 22 กันยายน 2569

22 กันยายน 2569 เวลา 05:00 น.

ll ประธานาธิบดีทรัมป์ ยึดมั่นในปรัชญาของจักรวรรดิโบราณ “MIGHT IS RIGHT” นัยว่าพลังอำนาจที่เหนือกว่าคือความถูกต้อง บนโต๊ะเจรจาฝ่ายแข็งแกร่งกว่าจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆที่ฝ่ายตรงข้ามต้องจำนนในที่สุด สองวันก่อนภาพที่ปรากฏชัดเจนเหลือเกิน ทรัมป์ และคณะเดินทางเป็นส่วนตัวไปร่วมการแข่งขันกอล์ฟไฟนอล IRISH OPEN แต่การต้อนรับตั้งแต่สนามบินนอกกรุงดับลินช่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างเป็นทางการ เริ่มด้วยนายกรัฐมนตรีและข้าราชการผู้ใหญ่เข้าแถวรอรับที่สนามบินระหว่างเครื่องบิน Air Force 1 ทัชดาวน์และแท็กซี่มาจนถึงจุดจอด หลังพิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นทรัมป์รีบเดินตรงไปขึ้นเครื่องซุปเปอร์ ฮ. Marine 1 พร้อม ฮ. อีกหลายลำในขบวนเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามกอล์ฟของเขา สื่อไฮแลนด์ ระบุว่าการมาเยือนครั้งนี้ของทรัมป์ประเทศต้องใช้จ่ายระดมซิเคียวริตี้ทุกหน่วยมโหฬารที่สุด การเดินทางโดยขบวนรถมอเตอร์เคทของทรัมป์ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษโดยน่านฟ้าจะถูกกำหนดเป็นเขตห้ามบิน บรรดาเกจิการเมืองอเมริกันเกิดพิศวงว่าในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ในสหรัฐฯ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะคิดอย่างไรที่ประมุขของเขาตระเวนทัวร์ต่างประเทศเปิดสนามกอล์ฟหรูสำหรับมหาเศรษฐี ในขณะที่อเมริกันชนผจญกับปัญหาปากท้องทั้งน้ำมันและข้าวของแพงหูฉี่ปานนั้น …

ll ส่งอุณหภูมิไวรัลพุ่งกระฉูด ก็ข่าว อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ นอกจากจะมีผลในวงกว้างเกี่ยวกับความศรัทธาของประชาชนแล้ว ยังส่งผลให้ผู้อนุรักษ์วัตถุมงคลของวัดฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดวัตถุมงคลเหรียญ “เหนือดวง” ซึ่งตลอดเวลาหลายปีมานี้ครองความนิยมเป็นเอกอุไม่มีสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญทองคำอาจมีมูลค่าได้สูงถึง 5 ล้านบาท ส่วนที่โจษกันว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีไว้บูชาเช่นกัน อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกคนระดับนายกฯ มีผู้คนคุ้นเคยนำวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆมามอบให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ ฯพณฯ ถ้าอยากรู้จริงเรื่องวัตถุมงคลของท่านนายกฯ บารอนเนส จะแย้มให้ทราบ ก่อนอื่นต้องถือว่า ท่านนายกฯ อนุรักษ์พระเครื่องพระบูชาอย่างจริงจังมาตั้งแต่วัยหนุ่มแล้ว พระเครื่องแบบคลาสสิกยุคต่างๆท่านมีในครอบครองครบ และให้ความสนใจศึกษาพิมพ์พระแต่ละตระกูลอย่างแตกฉาน จึงมีโอกาสเลือกสะสมองค์สวยชัดชนิดที่เรียกว่า “สวยแชมป์”… แต่น้อยคนจะรู้ว่าภายในกรุของท่านๆ มีความผูกพันตลอดมามากที่สุดจะเป็นพระเครื่องสององค์ต่างยุคสมัยกัน องค์แรกคือ พระรอดกรุวัดมหาวัน อายุสร้างนับพันปีเป็นศิลปะศรีวิชัย องค์ที่สองคือ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ มีจุดเด่นน่าสังเกตคือด้านหลังพระมีเงาบางๆเป็นรูปใบโพธิ์ ในวงการพระเครื่องยกย่องกันว่า สวยแชมป์มาก…

ll อ.ดนู ฮันตระกูล แจ้งว่า คอนเสิร์ต”วันเผด็จศึก” ดนู ฮันตระกูล ไหมไทยออร์เคสตรา เลื่อนจาก วันที่ 4 ต.ค. มาเป็น 20 ธ.ค.ที่ศูนย์วัฒนธรรม หอประชุมเล็ก…ทราบแล้วเปลี่ยน…

ll เมื่อตอนต้นเดือนนี้ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ธานี แสงรัตน์ เชิญเครือข่ายในเกาหลี ร่วมต้อนรับ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสาธารณรัฐเกาหลี นาง Michelle Park Steel ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตฯ ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ซึ่ง ท่านออท.ธานี ฯ ได้เชิญผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาล และรัฐสภาเกาหลี คณะทูต ผู้นำภาคเอกชนและสื่อมวลชน เพื่อเข้าหารือในประเด็นที่สำคัญ โดย ท่านออท.ธานี ได้กล่าวว่า ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เคยเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของชุมชนไทยในสหรัฐฯมาโดยตลอด(สมัยที่ท่านออท.ธานีฯดำรงตำแหน่ง ออท. ณ กรุงวอชิงตัน) รวมทั้งได้ย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์และเป็นพันธมิตรสาธารณรัฐเกาหลี-สหรัฐฯ และ ไทย-สหรัฐฯต่อเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลีและอินโด-แปซิฟิก อีกด้วย…

ll พลังคนไทยในสหรัฐฯ รวมใจส่งกำลังใจให้ น้องเนเน่ สาวน้อยมหัศจรรย์ชาวไทย ที่เข้าชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent ในวันที่ 22-23 ก.ย.69 โดย ก่อนถึงวันชิงชัย ท่านกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี ได้จัดประชุมพี่น้องชาวไทยจาก แอลเอ และเมืองต่างๆทั่วสหรัฐฯ ทั้งในสถานที่และทางออนไลน์ ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับ น้องเนเน่ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการโหวตคะแนนในรอบชิงชนะเลิศอย่างถูกต้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นพลังความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากชุมชนไทยทั้งประเทศสหรัฐฯอย่างเปี่ยมล้น ทั้งนี้หนึ่งเสียงเชียร์มีความหมาย พลังจากคนไทยทั้งสหรัฐฯคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ทั้งหมดทั้งมวลจึงได้ร่วมมือ-ร่วมใจส่งกำลังใจและเสียงโหวต เพื่อให้ น้องเนเน่ สู้ให้สุด แล้วไปให้ถึงฝัน…ซึ่งเราก็จะได้รู้กันในวัน-สองวันนี้แล้ว !!…


บารอนเนส

ศูนย์คุณธรรมเตรียมเปิดเวทีตั้งคำถาม เมื่อโลกบีบให้ ‘ตัวใครตัวมัน’ เราจะยังอยู่รอดไปด้วยกันได้หรือไม่?

21 กันยายน 2569 เวลา 19:11 น.

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ การแข่งขันระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ AI คำว่า “เอาตัวรอด”กำลังกลายเป็นโจทย์ที่คนจำนวนมากต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เมื่อแรงกดดันรอบตัวผลักให้แต่ละคนต้องคิดถึงความอยู่รอดของตัวเองมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เราจะรอดอย่างไร” แต่คือ “เราจะรอดอย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาชวนสังคมตั้งคำถามในเวทีประชุมวิชาการประจำปี 2569 “THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” ซึ่งจัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งชวนมองโลกผ่าน 3 แรงกดดันสำคัญ ทั้งระดับโลก ระดับธรรมชาติ และระดับความสัมพันธ์ เมื่อผู้คนจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าสู่ภาวะ “Survival Mode” ที่การรักษาความอยู่รอดของตัวเองอาจมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่การทำสิ่งที่ถูกต้อง การเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปัน และการรับผิดชอบต่อผู้อื่น อาจกลายเป็นสิ่งที่มี “ต้นทุน” สูงขึ้นตามไปด้วย

เวทีเริ่มต้นด้วย MORALITY IN SURVIVAL MODE : “คุณธรรมไทยในโลกที่บีบคั้นให้ต้องรอด”โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ชวนสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อบริบทของการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป คุณธรรมที่สังคมไทยให้ความสำคัญจะสามารถทำหน้าที่เป็นหลักยึดในวันที่ผู้คนต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านได้อย่างไร

จากนั้นเข้าสู่ SURVIVE THE CLIMATE : “เมื่อภูมิอากาศวิกฤต เราจะผ่านความลำบากไปด้วยกันอย่างไร” ร่วมแลกเปลี่ยนโดย สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ คอนเทนต์ครีเอเตอร์และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ชวนมองวิกฤตภูมิอากาศในฐานะโจทย์ความเป็นธรรม เพราะต้นทุนของการเอาตัวรอดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ตกอยู่กับทุกคนเท่ากัน ตั้งแต่ประเด็น Climate Injustice ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืนที่ต้องคำนึงถึงการกระจายต้นทุนและประโยชน์อย่างเป็นธรรม

ช่วงบ่ายเข้าสู่ประเด็นใกล้ตัวมากขึ้นใน SURVIVE TOGETHER : “เมื่อโลกบีบให้เราต้องรอด เราจะยังรักษาความสัมพันธ์และโอบกอดกันได้อย่างไร”โดย ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฮสต์รายการ Open Relationship ร่วมกับ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร คุณพ่อลูก 4 และผู้ก่อตั้งเพจ Around the Learn ชวนสำรวจว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของสังคม กำลังเปลี่ยนนิยามของความสัมพันธ์และคุณธรรมอย่างไร ตั้งแต่ต้นทุนของการสร้างครอบครัว ความแตกต่างระหว่างคนต่างวัย ไปจนถึงโลกออนไลน์และอัลกอริทึมที่ทำให้ผู้คนอยู่ใน “โลกความจริง” ที่แตกต่างกัน

ในวันที่ AI และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น คำถามเรื่องคุณธรรมอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ “อะไรถูกหรือผิด” แต่รวมถึงว่าเราจะรับฟัง เคารพความแตกต่าง และวางขอบเขตในความสัมพันธ์อย่างไร เพื่อให้การอยู่ร่วมกันไม่กลายเป็นเพียงการ “อดทน” ต่อกัน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพและความเท่าเทียม

ปิดท้ายด้วย SURVIVE THE WORLD : “เมื่อโลกบอก ‘ตัวใครตัวมัน’ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร” โดย ธนา เธียรอัจฉริยะ นักบริหารและนักคิด และ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชวนมองแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า มาตรการภาษี การเปลี่ยนแปลงจาก AI และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังท้าทายทั้งประเทศไทย ภาคธุรกิจ และผู้คนให้ต้องตัดสินใจระหว่าง “ความอยู่รอด” กับ “ความรับผิดชอบ”

โดยเฉพาะในโลกธุรกิจที่การแข่งขันอาจทำให้การเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายที่สุด รวมถึงคำถามเรื่องความไว้วางใจและความรับผิดชอบของประเทศในเวทีโลก จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ในวันที่โลกผลักให้ทุกคนต้องคิดถึงตัวเองก่อน เราจะยังรักษาคุณธรรมที่ทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของ THE MORAL SURVIVAL ที่ไม่ได้ชวนสังคมมาคิดเพียงว่า “คนดีควรทำอะไร” แต่ชวนมองให้ลึกไปถึง เงื่อนไขของสังคมที่กำลังทำให้การเป็นคนดีมีต้นทุนสูงขึ้น และหาคำตอบว่า เราจะออกแบบวิธีการเอาตัวรอดที่ยังเหลือพื้นที่ให้ความรับผิดชอบ ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่นได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุด การเอาตัวรอดอาจไม่ใช่เรื่องของการที่“ใครจะรอดก่อน”แต่เป็นคำถามว่า เราจะสร้างวิธีการอยู่รอดที่ทำให้ผู้คนยังสามารถรอดไปด้วยกันได้หรือไม่และที่สำคัญที่สุดคือ “เราจะรอดอย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”

เวที THE MORAL SURVIVAL นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนจากหลากหลายแวดวง เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันถอดรหัส “คุณธรรม” ในวันที่โลกกำลังบีบให้เราต้องเอาตัวรอด

6 ภาคี สสธวท ตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงพม. หอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย และสอดย. จัดอบรมโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน ปีที่11

21 กันยายน 2569 เวลา 16:24 น.

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล  ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในราชินูปถัมภ์ (สสธวท) ชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงานอบรม “โครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน 6 ภาคี” ได้แก่ สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในราชินูปถัมภ์ (สสธวท) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  หอการค้าไทย  สมาคมธนาคารไทย และสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี    เป็นปีที 11  อย่างต่อเนื่อง โดยมี วรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย  โกวิท ผกามาศ รองประธานกรรมการพัฒนาพัฒนาสังคม และcsrหอการค้าแห่งประเทศไทย   ฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานดำเนินงานโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน ลัดดาวัลย์ จงวิศาล รองประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สอ.ดย.)   วัชรี ศรีตระกูล รองประธานดำเนินการโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน ร่วมงาน

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล  ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในราชินูปถัมภ์ (สสธวท)

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในวันแรกของการอบรม มี ชยุต ปริญญาธนกุล เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อบรมหลักสูตร ก้าวสู่คัมภีร์พี่เลี้ยงการเงิน  ด้วยเนื้อหา : ทำไมต้องวางแผนการเงิน / ชี้เป้าหมายเป็น เห็นทางสว่าง / ติดอาวุธการเงิน /Happy Money สร้างง่าย ๆ ได้อย่างไร

ชนก จันทาทอง   ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วันที่สอง นฤมล บุญสนอง เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อบรมต่อยอดความรู้การลงทุน หัวข้อ “อัปเดตเทรนด์ 2H2026 สร้างพอร์ตแกร่ง รับมือความผันผวน”เนื้อหา : ชีวิต คือการลงทุน / รู้จักตลาดและผลิตภัณฑ์การลงทุน / รู้จักตัวเอง รู้จักเลือกหลักทรัพย์ / ทิศทางการ ลงทุนตลาดหุ้น ช่วงครึ่งปีหลัง 2026 / ธีมการลงทุน (Thematic Investing) ที่น่าสนใจ  เน้นการสอนที่ไม่เครียด สร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน มีการร่วมมือ ปรบมือ และมีส่วนร่วมตลอดการบรรยาย มีผู้ร่วมรับฟัง ขณะเดียวกันก็ยังมีการเสวนาจากนายกองค์กรสมาชิก สสธวท ซึ่งในปีที่ผ่านมาทุกคนลุกขึ้นจัดโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน ในแต่ละจังหวัด กว่า 16 องค์กรใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ขยายผลกระจายไปในทุกหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดของตนเองรวมทั้งทหารตำรวจในวันอบรมก็ได้เชิญแต่ละท่านมา เสนอผลการแนวคิดและผลลัพธ์จากการดำเนินการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมอบรมภายในงานในครั้งนี้  โดยมีผู้ร่วมเข้าร่วมงานอบรมจำนวนกว่า  200 คน  ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์สังเวียน  อินทรวิชัย   ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย รัชดาภิเษก

วัชรี ศรีตระกูล  รองประธานโครงการฯ, วรกฤต จารุวงศ์ภัค  ลขาธิการสมาคมธนาคารไทย , พนิดา  ชอบวณิชา ที่ปรึกษาสหพันธ์ฯ, โกวิท ผกามาศ รองประธานกรรมการพัฒนาพัฒนาสังคม และcsrหอการค้าแห่งประเทศไทย, ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย (สสธวท), ชนก จันทาทอง   ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, จรรย์สมร วัธนเวคิน ที่ปรึกษาสหพันธ์ฯ, ฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานดำเนินงานโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน 6 ภาคี, พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา และลัดดาวัลย์ จงวิศาล รองประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

มอบรางวัลเกียรติคุณนำร่อง ให้กับ ผู้นำหน่วยงานที่เข้าอบรม และนายกสธวท ซึ่งในปีที่ผ่านมา จัดโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงินในแต่ละจังหวัดของตน

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล เปิดเผยว่า สำหรับปีนี้ ปัญหาหนี้สินและความมั่นคงทางการเงินยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของคนไทย ท่ามกลาง  ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม   การสร้างความมั่นคงทางการเงิน ไม่ใช่เพียงการช่วยแก้ปัญหาหนี้ แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้คนสามารถบริหารชีวิตและอนาคตของตนเองได้  และวันนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ ปีที่ 11 จึงเป็นจังหวะสำคัญของการรสร้างสังคมไทยที่มีวินัยทางการเงิน และร่วมกันก้าวไปสู่  “ประเทศแห่งความมั่นคงทางการเงินและ   ปลอดหนี้อย่างยั่งยืน”    โดยทางสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในราชินูปถัมภ์ (สสธวท) และ องค์กรสมาชิก24 จังหวัด ทั่วประเทศ ยังคงร่วมจัดงานโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่องในปีต่อไป เพื่อขยายผลไปยังองค์กร และชุมชน ในวงกว้าง

ภาพรวมผู้นำองค์กร 6ภาคี ประธานที่ปรึกษา คณะกรรมการ ประธานดำเนินโครงการ วิทยากรพี่เลี้ยง และผู้ร่วมเข้าร่วม จำนวน 210 คน

20 ปี ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พลิกโฉมเวชศาสตร์นิวเคลียร์ไทย สืบสานพระปณิธานองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สู่ความเป็น “Frontier” แห่งบริการสุขภาพระดับสากล

21 กันยายน 2569 เวลา 16:14 น.

ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ฉลองวาระครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง ตอกย้ำการเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูงของประเทศไทย ทั้งนี้ศูนย์แห่งนี้ก่อกำเนิดขึ้นจากรากฐานแห่งพระปณิธานอันแน่วแน่ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยทรงมุ่งหวังให้ศูนย์แห่งนี้เป็นที่พึ่งทางสุขภาพของผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคซับซ้อน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ทันสมัยทัดเทียมระดับสากลได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องเดินทางไปรักษาตัวยังต่างประเทศ ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ได้ดำเนินงานตามแนวพระดำริจนก้าวสู่หมุดหมายสำคัญในการเป็น “Frontier” แห่งบริการสุขภาพ และผู้นำด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ของไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ผ่านความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมสำคัญ ได้แก่:

  1. ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับโลก (EARL & QUANUM Accreditation) ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้รับการรับรองเป็นศูนย์ความเป็นเลิศระดับสากล ทั้งในด้านกระบวนการสร้างภาพจากเครื่อง PET/CT และ PET/MRI รวมถึงกระบวนการให้บริการ Theranostics (นวัตกรรมการบูรณาการสารเภสัชรังสีเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาโรคอย่างจำเพาะเจาะจง) ตามมาตรฐานสมาคมเวชศาสตร์นิวเคลียร์แห่งยุโรป นอกจากนี้ยังได้รับการตรวจรับรองคุณภาพระดับสากล QUANUM (Quality Management Audits in Nuclear Medicine Practices) โดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ขึ้นแท่นเป็นศูนย์ไซโคลตรอนที่มีมาตรฐานระดับสูงแห่งแรกของประเทศไทย
  2. นวัตกรรม “เทราโนสติกส์” (Theranostics): วินิจฉัยและรักษาแบบมุ่งเป้าในหนึ่งเดียว หนึ่งในก้าวสำคัญของศูนย์ฯ คือการพัฒนาไปสู่นวัตกรรม Theranostics (Therapeutics + Diagnostics) โดยฉีดสารเภสัชรังสีชนิดถ่ายภาพเพื่อค้นหาตำแหน่งเซลล์มะเร็งด้วยเพทสแกน จากนั้นจะใช้สารเภสัชรังสีที่มีโครงสร้างเคมีเหมือนเดิมทุกประการ แต่เปลี่ยนเป็นรังสีรักษาเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ มุ่งเป้า และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้างได้อย่างเห็นได้ชัด
  3. ก้าวนำด้วยนวัตกรรมสารเภสัชรังสีมากกว่า 27 ชนิด เพื่อการรักษาและการวินิจฉัยที่แม่นยำ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ยกระดับการผลิตสารเภสัชรังสีได้มากกว่า 27 ชนิด ภายใต้มาตรฐานการผลิตยา GMP PIC/S และมาตรฐานการกระจายยา GDP PIC/S สำหรับใช้ภายในโรงพยาบาลและกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ อาทิ นวัตกรรมรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจาย: โดยได้ดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลิตสารเภสัชรังสี ลูทิเที่ยม (Lu-177 PSMA) ได้เองภายในประเทศภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง โดยควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้สารเภสัชรังสีที่มีความปลอดภัยและจำเพาะเจาะจงสูงต่อเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสารเภสัชรังสี ลูทิเที่ยม (Lu-177 PSMA) มุ่งเน้นสำหรับดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายที่ดื้อต่อฮอร์โมน ซึ่งผลการรักษาพบผู้ป่วยตอบสนองชัดเจนมากกว่า 50% และยืดระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 18 เดือน นอกจากนี้ ยังได้เปิด Clinical Trial การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายด้วยแอกติเนียม (Ac-225 PSMA) ร่วมกับโรงพยาบาลศิริราชเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยกระดับความแม่นยำในการวินิจฉัย โดยพัฒนาการตรวจมะเร็งแพร่กระจายไปกระดูกด้วย F-18 NaF PET/CT ที่ลดเวลาเข้ารับบริการเหลือเพียง 1 ชั่วโมง (ถ่ายภาพ 10 นาที) พร้อมให้ภาพคมชัดสูง และนวัตกรรม O-15 Water PET นวัตกรรมการตรวจประเมินภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบแบบไม่รุกล้ำและไม่ต้องฉีดสารทึบรังสีโดยไม่จำเป็น ตลอดจนการพัฒนาสารเภสัชรังสี F-18 NOTA-Octreotide เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยเนื้องอกต่อมไร้ท่อ
  4. ก้าวสำคัญสู่นวัตกรรมการแพทย์สมองเสื่อม รองรับสังคมผู้สูงอายุ ต่อยอดความเชี่ยวชาญการผลิตสารเภสัชรังสีระยะยาว จากประสบการณ์อันยาวนานและความพร้อมของห้องปฏิบัติการในการวิจัยและผลิตสารเภสัชรังสีสมรรถนะสูงของศูนย์ฯ สู่ความพร้อมในการรองรับโจทย์ความท้าทายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทย สำหรับการเดินหน้าพัฒนาและต่อยอดการผลิตสารเภสัชรังสีที่ใช้จำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์คัดกรองการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์และพร้อมรองรับการรักษาโดยใช้ยาแอนตี้อะไมลอยด์ (Anti-Amyloid therapy) อย่างเต็มรูปแบบ และการให้บริการชุดตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของสมองที่ครอบคลุมความผิดปกติทางประสาทพยาธิวิทยา เพื่อให้การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมชนิดอื่นๆ ด้วยความแม่นยำสูง อาทิ ตรวจการทำงานและเมตาบอลิซึมของสมอง (P9013 18F FDG PET brain) ตรวจหาคราบโปรตีนอะไมลอยด์ (P9014 18F FBB PET brain) ตรวจหาโปรตีนทาวในกลุ่มโรคสมองเสื่อม (P9017 18F PI2620 PET brain) และ ตรวจประเมินสารสื่อประสาทโดปามีนในสมอง (P9018 18F FDOPA PET brain) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาที่ตรงจุดเพื่อชะลอความรุนแรงของโรค
  5. ผู้นำเทคโนโลยี PET/MRI และ PET/CT แห่งแรกในประเทศไทย ยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคซับซ้อนด้วยการผสานพลังระหว่างเวชศาสตร์นิวเคลียร์ระดับโมเลกุลกับภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) คมชัดสูง ช่วยให้แพทย์ประเมินรอยโรคในระบบประสาท สมอง มะเร็งศีรษะและลำคอ มะเร็งตับ และมะเร็งอุ้งเชิงกรานได้อย่างจำเพาะเจาะจง พร้อมลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับลงอย่างมีนัยสำคัญ
  6. วิสัยทัศน์สู่อนาคต มุ่งสู่ R&D Frontier ปี 2570 ตั้งเป้าหมายในการคิดค้นและผลิตสารเภสัชรังสีชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 ชนิดภายในปี 2570 เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างการพึ่งพาตนเองด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ระดับชาติ พร้อมขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโรคสมองเสื่อมอย่างเต็มรูปแบบ รองรับการดูแลสุขภาพของคนไทยในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

ในวาระครบรอบ 20 ปี ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้พิสูจน์ถึงศักยภาพการเป็นศูนย์ความเป็นเลิศที่บูรณาการนวัตกรรมด้านภาพวินิจฉัยและการรักษาทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์แบบครบวงจร ทั้งการยกระดับมาตรฐานสากล EARL และ QUANUM การคิดค้นนวัตกรรม “Theranostics” ตรวจวินิจฉัยและรักษาแบบมุ่งเป้าในหนึ่งเดียว ตลอดจนความสามารถในการผลิตสารเภสัชรังสีคุณภาพสูงตามมาตรฐาน GMP/GDP PIC/S มากกว่า 27 ชนิด กระจายให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ด้วยความพร้อมในการเปิดให้บริการทุกวันเพื่อลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย และรองรับการส่งต่อจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ สำหรับผู้ป่วยสามารถนัดหมายผ่านทาง LINE @petscanchulabhorn หรือโทรนัดหมายที่เบอร์ 096-091-8369 ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสนองพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงวางรากฐานการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ขั้นสูง เพื่อนำวิทยาการที่มีราคาแพงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุดให้แก่ประชาชนคนไทยทุกระดับอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ทำไมเภสัชกรไม่จ่ายยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ

21 กันยายน 2569 เวลา 15:47 น.

ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) คือยาใช้กำจัดเชื้อโรค ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20  ถ้าโลกนี้ไม่มียากลุ่มนี้ ผู้คนจำนวนมากจะล้มตายเพราะติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะให้มีประสิทธิผล ต้องใช้ให้ตรงกับเชื้อโรค และอวัยวะที่เป็นโรค ขอย้ำว่า ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้น การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคเหล่านี้จึงไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก

การใช้ยาปฏิชีวนะจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เลือกชนิดยา ขนาด และระยะเวลาที่เหมาะสมกับโรค และผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องและสมเหตุสมผลจึงเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สำหรับโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ยาปฏิชีวนะที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปอดบวม ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย หรือโรคผิวหนังที่มีการติดเชื้อ

ตัวอย่างการใช้ยาปฏิชีวนะผิด ซึ่งพบบ่อยในชีวิตประจำวันคือ การหายามากินเองเมื่อมีอาการไข้หวัด ไอ หรือมีเสมหะเขียว ทั้งที่จริงแล้วอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะในกรณีเช่นนี้ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น เพราะว่ายาไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส แถมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาโดยไม่จำเป็น

อีกพฤติกรรมที่พบเสมอคือ การหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น ทั้งที่แพทย์สั่งให้รับประทานยาต่อเนื่องจนหมด ดังนั้น การหยุดยาเองกลางคัน จะทำให้เชื้อที่ยังเหลืออยู่ปรับตัวและกลายเป็นเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องการแบ่งยาให้คนอื่นรับประทาน หรือใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อนโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งล้วนเป็นการใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นอันตรายมาก

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เป็นหัวใจสำคัญในการรักษา เพราะแม้ยากลุ่มนี้จะช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้มากมาย แต่การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี กลับสร้างปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งกำลังเป็นวิกฤตระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคล ครอบครัว และระบบสาธารณสุขโดยรวม

ในประเทศไทย ปัญหาเชื้อดื้อยาถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาหลายหมื่นคนต่อปี และยังสร้างภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์มหาศาล การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ระมัดระวังจึงนับเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุข ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งในระดับบุคคลและระดับนโยบายโดยด่วน

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล คือใช้ยาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ของโรคที่ชัดเจน เช่น ติดเชื้อแบคทีเรียทางเดินปัสสาวะ ติดเชื้อแบคทีเรียในปอด หรือการอักเสบของต่อมทอนซิลที่เกิดจากแบคทีเรีย การเลือกชนิดยาที่เหมาะสมกับเชื้อและภาวะของผู้ป่วย การใช้ยาในขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้องตามคำสั่งแพทย์ การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่คำตอบของทุกอาการเจ็บป่วย และสิ่งสำคัญคือ ต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจนว่าการมีไข้ ไอ หรือเสมหะเขียว ไม่ได้หมายความว่าติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป ดังนั้น การรักษาที่ถูกต้องจึงจำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยโดยแพทย์หรือเภสัชกร เพราะจะช่วยลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็น และยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ในระยะยาว

ท้ายที่สุด การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลไม่ใช่เพียงการป้องกันผลเสียต่อสุขภาพของผู้ป่วยรายบุคคล แต่ยังเป็นการรักษาประสิทธิภาพของยาสำหรับสังคมโดยรวม เพื่อให้ยาปฏิชีวนะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้น หากทุกคนร่วมมือใช้ยาอย่างมีเหตุผล ปัญหาเชื้อดื้อยาจะถูกควบคุมได้ และเราจะยังมีทางเลือกในการรักษาโรคติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพต่อไป

 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Miss International Queen® ฉลอง 20 ปี ‘Lo Colby’ จากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ

21 กันยายน 2569 เวลา 15:38 น.

Miss International Queen® ซึ่งก่อตั้งและจัดการประกวดโดยบริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด เฉลิมฉลองการประกวด Miss International Queen® 2026 รอบ The Crowning Finale อย่างสมศักดิ์ศรี ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ในวาระครบรอบ 20 ปีของเวทีระดับนานาชาติที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์เจนเดอร์ได้แสดงตัวตน ความสามารถ และถ่ายทอดเรื่องราวและจุดยืนของตนเองภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice”

ท่ามกลางเสียงเชียร์ Lo Colby Miss International Queen จากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ Miss International Queen® 2026 ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านบุคลิกภาพ ความสามารถ ไหวพริบ และวิสัยทัศน์ พร้อมรับบทบาทตัวแทนแห่งความเท่าเทียมบนเวทีโลก และสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้แก่ประเทศของตน

การประกวดปีนี้ยังตอกย้ำพัฒนาการตลอด 20 ปีของ Miss International Queen® จากเวทีการประกวด สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์ได้ถ่ายทอดตัวตน จุดยืน และความฝัน พร้อมขับเคลื่อนความเท่าเทียมและการยอมรับในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เบื้องหลังทุกโมเมนต์สำคัญของ Miss International Queen® 2026 คือพลังสนับสนุนจากพันธมิตรที่ร่วมกันผลักดันเวทีแห่งความเท่าเทียมนี้ให้เปล่งประกายและเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสากลยิ่งขึ้น เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของกิจกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน ผ่านมิติด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพและความงาม ภายใต้เครือข่าย National Licensees ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก

การจัดงานโดยทีมงานระดับโลกในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างกว้างขวางโดยในช่องทาง YouTube ของ Miss International Queen มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 1.9 ล้านครั้ง ภายในคืนเดียว ขณะเดียวกันการเผยแพร่การประกวด Miss International Queen® ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเครือข่าย National Licensees 5 ประเทศยังสร้างยอดรับชมรวมตลอดการประกวดอีกกว่า 50 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ผู้ชมและแฟนการประกวดจากทั่วโลกยังร่วมส่งเสียงชื่นชมความสง่างาม ความร่วมสมัย สีสันทางวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องราวและจุดยืนด้านความเท่าเทียมที่ผู้เข้าประกวดแต่ละคนถ่ายทอดตลอดการแข่งขัน

ผลการตัดสิน Miss International Queen® 2026: Lo Colby Miss International Queen  จากสหรัฐอเมริกา, รองอันดับ 1 (1st Runner-up): Teerachaya Pimkitidaj Miss International Queen จากประเทศไทย และรองอันดับ 2 (2nd Runner-up): Saki Iwai Miss International Queen จากประเทศญี่ปุ่น

แม้มงกุฎ Miss International Queen® 2026 จะมีผู้ครองเพียงหนึ่งเดียว แต่พลังของผู้เข้าประกวดทั้ง 27 ประเทศจะยังคงเดินทางต่อไป ผ่านบทบาทของการเป็นกระบอกเสียง ผู้นำทางความคิด และแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก การฉลองครบรอบ 20 ปีจึงไม่ใช่เพียงการย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมา หากเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice” ที่จะเปลี่ยนการมองเห็นให้เป็นโอกาส เปลี่ยนเสียงให้เกิดความหมาย และต่อยอดพลังของเวทีไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

ทั้งนี้ สามารถรับชมย้อนหลังรอบ The Crowning Finale: YouTube MissInternationalQueenOfficial

โรงแรมและรีสอร์ต 71 แห่งในไทยคว้ารางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ 2569 สะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์การเข้าพักระดับโลก

21 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

คู่มือ “มิชลิน ไกด์”  ประกาศรายชื่อโรงแรมที่ได้รับการคัดเลือกในรางวัล “กุญแจมิชลิน” (MICHELIN Key) ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ เพื่อยกย่องประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่นที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก หลังผ่านการตรวจสอบและประเมินโดยไม่เปิดเผยตัวตนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา  ปีนี้มีโรงแรมทั่วโลกจำนวน 2,832 แห่งใน 79 ประเทศที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ขณะที่ประเทศไทยมีโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศได้รับรางวัลกุญแจมิชลินรวมทั้งสิ้น 71 แห่ง สะท้อนถึงความหลากหลายของประสบการณ์การเข้าพัก ตั้งแต่โรงแรมหรูใจกลางเมือง รีสอร์ตระดับโลกริมชายหาด ไปจนถึงที่พักสไตล์บูทีกขนาดเล็กที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่น

คาเพลลา กรุงเทพฯ สามกุญแจมิชลิน

มร.เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก กล่าวว่า  การประกาศรายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินพร้อมกันทั่วโลกเป็นครั้งที่สองในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและพลวัตอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมการบริการทั่วโลก ด้วยจำนวนโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับเป็นครั้งแรกกว่า 470 แห่ง เราได้เห็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขับเคลื่อนโดยแนวคิดและโครงการใหม่ๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์และความทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้น

โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เกาะสมุย สองกุญแจมิชลิน

ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดท่องเที่ยวเกิดใหม่ทั่วโลก หลายแห่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการโรงแรม รายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินประจำปี 2569 จึงเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ความมีชีวิตชีวา และความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมผลักดันขอบเขตของประสบการณ์การเข้าพักให้ก้าวไปอีกขั้น และสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ทั่วโลก”

71 โรงแรมและรีสอร์ตในประเทศไทย คว้ารางวัล “กุญแจมิชลิน” สะท้อนที่สุดแห่งความเป็นเลิศด้านการบริการ

รายชื่อโรงแรมและรีสอร์ตที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินในประเทศไทยประจำปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 71 แห่ง ประกอบด้วย สามกุญแจมิชลิน จำนวน 6 แห่ง รวมโรงแรมที่ได้รับการเลื่อนระดับ 1 แห่ง  คือ Mandarin Oriental, Bangkok,  The Siam, Four Seasons Resort Chiang Mai, Phulay Bay, A Ritz-Carlton Reserve, Amanpuri, และที่เลื่อนระดับคือ Capella Bangkok

อมัน นายเลิศ กรุงเทพ สองกุญแจมิชลิน

สองกุญแจมิชลิน จำนวน 22 แห่ง (รวมโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก 1 แห่ง และได้รับการเลื่อนระดับ 4 แห่ง) อาทิ Aman Nai Lert Bangkok, Dusit Thani Bangkok (เลื่อนระดับ), Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River, Park Hyatt Bangkok, Rosewood Bangkok, The Sukhothai Bangkok, 137 Pillars House  เชียงใหม่ (เลื่อนระดับ), Rachamankha เชียงราย, Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort เชียงราย, Banyan Tree Krabi, Pimalai Resort & Spa กระบี่, Banyan Tree Samui, Four Seasons Resort Koh Samui (ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก), Samujana Villas สมุย, Six Senses Samui, niala Beach House (เลื่อนระดับ),The Sarojin Thailand, Six Senses Yao Noi, Keemala ภูเก็ต, InterContinental Phuket Resort, Rosewood Phuket และ Trisara  ภูเก็ต (เลื่อนระดับ)

โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย หนึ่งกุญแจมิชลิน

หนึ่งกุญแจมิชลิน จำนวน 43 แห่ง  รวมโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก 14 แห่ง  อาทิ  กรุงเทพฯ :

Andaz One Bangkok, Chakrabongse Villas, Sala Private Thai Villa  สุราษฏร์ธานี : สุราษฎร์ธานี Cape Fahn Hotel, Koh Samui และ Garrya Tongsai Bay Samui นครราชสีมา : Maison Mystique Khao Yai  ประจวบคีรีขันธ์ :  Chiva-Som Hua Hin, Devasom Hua Hin  เชียงใหม่ :  Onsen at Moncham, Sela Chiangmai  และ Villa Mahabhirom

ชีวาศรม หัวหิน หนึ่งกุญแจมิชลิน

เมซง มิสทิค เขาใหญ่ หนึ่งกุญแจมิชลิน

รายชื่อในปีนี้สะท้อนถึงความหลากหลายอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมการบริการไทย ตั้งแต่โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา รีสอร์ตระดับเวิลด์คลาสบนเกาะต่างๆ ไปจนถึงโรงแรมบูทีกที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเสน่ห์ของท้องถิ่น

มากกว่านิทรรศการแฟชั่น ‘A Princess’s Vision Woven for the Nation’ ความภาคภูมิใจของชาติ จากพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบ บนเวทีเอเชียนเกมส์

21 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

สยามพารากอน แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพมหานคร ชวนสัมผัส “A Princess’s Vision Woven for the Nation: Thailand’s Journey to the Asian Games 2026” นิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังชุดพิธีการอย่างเป็นทางการของคณะนักกีฬาไทย สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองไอจิ–นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน–4 ตุลาคม 2569 ณ แฟชั่น แกลเลอรี ชั้น 1 สยามพารากอน

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบและวิสัยทัศน์ในการต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ ผ่านผลงานการออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวคิด “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว”  ที่นำผ้าฝ้ายย้อมครามทอมือจากชุมชนดอนกอย จังหวัดสกลนคร มารังสรรค์เป็นชุดพิธีการร่วมสมัย อันงดงามด้วยรายละเอียดประณีตและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เครื่องแบบพิธีการได้รับการออกแบบเป็นชุด 4 ชิ้น ประกอบด้วย เสื้อสูทผ้าฝ้ายทอมือทรงแจ็กเกต 3 กระเป๋า เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ประดับงานปักบริเวณแผงอก ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย–ญี่ปุ่น กางเกงขายาวสีเดียวกับเสื้อสูท และเนกไทที่ผูกด้วย Diamond Knot อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์อย่างประณีต เพื่อสะท้อนความสง่างาม ความภาคภูมิใจ และพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย

ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้ร่วมเปิดประสบการณ์ผ่าน 3 เรื่องราวที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ได้แก่ เรื่องราวของนักกีฬา เรื่องราวของชุดพิธีการ และเรื่องราวของผ้าครามไทย ตั้งแต่แรงบันดาลใจและภาพร่างต้นฉบับ กระบวนการออกแบบ ไปจนถึงภูมิปัญญาการทอผ้าและย้อมครามของช่างฝีมือไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของหัตถศิลป์ไทยสามารถก้าวข้ามกาลเวลาและได้รับการตีความใหม่อย่างร่วมสมัยได้อย่างภาคภูมิ

 “A Princess’s Vision Woven for the Nation” จึงเป็นมากกว่านิทรรศการแฟชั่น แต่คือพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจของชาติ ที่เชื่อมโยงพลังของงานออกแบบ งานฝีมือ และหัวใจนักกีฬาเข้าไว้ด้วยกัน เพราะทุกครั้งที่นักกีฬาไทยสวมชุดพิธีการนี้ก้าวสู่เวที พวกเขาได้นำเรื่องราวของประเทศไทย ความวิริยะอุตสาหะของช่างฝีมือ และกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศร่วมไปด้วย

ร่วมสัมผัสนิทรรศการ “A Princess’s Vision Woven for the Nation: Thailand’s Journey to the Asian Games 2026” ตั้งแต่วันนี้ถึง 4 ตุลาคม 2569  ณ แฟชั่น แกลเลอรี่ ชั้น 1 สยามพารากอน พร้อมส่งข้อความให้กำลังใจ เชียร์ทัพนักกีฬาไทย ที่บูทกิจกรรมและโพสต์โซเชียลมีเดีย พร้อมติด #AsianGames2026xSiamParagon และ #CheerTeamThai  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siamparagon.co.th. และ โซเชียลมีเดีย SiamParagon

บำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศลแด่ ‘กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปี มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

21 กันยายน 2569 เวลา 15:29 น.

มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน นำโดย สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวัดทองใน คณะครูเจ้าหน้าที่โรงเรียนวัดทองใน จัดพิธีบำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองใน จำนวน 110 ทุน  โดยได้รับเมตตาจาก ดร.พระมหานุกูล อภิปุณฺโณ เจ้าอาวาสวัดทองใน เป็นประธานสงฆ์ ในการนี้ บัญชา สืบกระพัน ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ได้มอบหมายให้ มณีรัตน์ มะลิอ่อง หัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานขตสวนหลวง ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาในเขตสวนหลวงร่วมพิธี จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 ณ ศาลาการเปรียญ วัดทองใน

ดร.พระมหานุกูล อภิปุณฺโณ เจ้าอาวาสวัดทองใน พร้อมคณะสงฆ์ประกอบพิธีบำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศล

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน

นางสุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองในกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2536 มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาเยี่ยมราษฎรในชุมชน และทอดพระเนตรการดำเนินงานของมูลนิธิฯ พร้อมทั้งพระราชทานทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนซึ่งกำลังศึกษา ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเขตพระโขนงในขณะนั้น ตามคำกราบทูลเชิญของคณะกรรมการมูลนิธิฯ ในโอกาสนั้นทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานเงินจากกองทุนสมเด็จย่า จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) เพื่อใช้ในการสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ และในปีต่อมาได้พระราชทานเงินจากทุนการกุศล กว. อีก 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท (สองแสนบาท) ซึ่งนับเป็นพระกรุณาธิคุณและยังความปลื้มปีติแก่คณะกรรมการมูลนิธิฯ อย่างหาที่สุดมิได้

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ ถวายตาลปัตรพัดรองที่ระลึก

ประธานมูลนิธิฯ ถวายจตุปัจจัยไทยทานแก่คณะสงฆ์

“ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ คณะกรรมการมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน จึงมีมติให้ทุกวันที่ 16 กันยายน ของทุกปี จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน ถวายเป็นพระกุศล  และในปีพุทธศักราช 2569 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เฉลิมพระนามพระอัฐิ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี คณะกรรมการ มูลนิธิ ฯ จึงพร้อมใจกัน จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 110 ทุนๆละ 500 บาท แก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองในถวายเป็นพระกุศล เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน”

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ (ยืน) อาภาวดี วงษ์วรรณ, นริศรา เปรมศรี ผอ.รร.สุเหร่าทางควาย, อัญธิกา มีสิทธิ์ ผอ.รร.วัดทองใน, รัศมี นนทสินธุ์, กุลจิรา ชำนิบรรณการ, นิสา โชคชัยวงศ์, นภดล พูนเพิ่มสิน,พจนา ศรีชิน, ราชวิจิตรา อู่เงิน และ ยุพิน มาพล ร่วมด้วย พัชรา มาดล

มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายการศึกษา เขตสวนหลวง และ สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนสถานศึกษาในเขตสวนหลวง

นริศรา เปรมศรี ผอ.รร.สุเหร่าทางควาย, โสภา อมราศรัยศรี, พิมพ์ชยา ธนโชติชุติวัฒน์ ผอ.รร.วัดราษโกษา, อัญธิกา มีสิทธิ์ ผอ.รร.วัดทองใน, มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายสำนักการศึกษา เขตสวนหลวง, สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ, พัชรา มาดล, อร่ามรัตน์ บุญรักษ์โยธิน กก.ที่ปรึกษาสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รร.วัดทองใน, วิไล อรรถวิทยา ปธ.ที่ปรึกษา กก.กรรมการสถานศึกษา รร.วัดทองใน และ รัศมี นนทสินธุ์ ร่วมมอบทุนกาศึกษา

มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายสำนักการศึกษา เขตสวนหลวง และคณะร่วมมอบทุนการศึกษา

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ ทักทายเด็กๆ ที่มารับทุน

มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2531 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน อุปกรณ์การศึกษา เครื่องแต่งกาย สวัสดิการ และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลน ตลอดจนบำรุงและส่งเสริมการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนวัดทองใน

สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิฯ และ อัญธิกา มีสิทธิ์ ผอ.รร.วัดทองใน รองประธานมูลนิธิฯ มอบของที่ระลึกแก่ มณีรัตน์ มะลิอ่อง หน.ฝ่ายสำนักการศึกษา เขตสวนหลวง

ประธานมูลนิธิฯ เยี่ยมชมสนามเด็กเล่นของ รร.วัดทองใน ที่ได้รับเงินสนับสนุนปรับปรุง

นักเรียนโรงเรียนวัดทองในที่ได้รับทุนร่วมพิธีบำเพ็ญบุญถวายเป็นพระกุศล