กลุ่มเซ็นทรัล เปลี่ยนพลังธุรกิจเป็นพลังเพื่อโลก สู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของทรัพยากร

23 กันยายน 2569 เวลา 13:51 น.

กลุ่มเซ็นทรัล นำศักยภาพของธุรกิจที่หลากหลายมารวมเป็นพลังขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้แคมเปญ Central Group Love the Earth – Zero Waste เชื่อมการดำเนินธุรกิจเข้ากับความร่วมมือของ ลูกค้า ร้านค้า พนักงาน คู่ค้า พันธมิตร และชุมชน เพื่อร่วมเปลี่ยนวิธีใช้ทรัพยากรและจัดการของเสียตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การลดการใช้ก่อนเกิดขยะ ไปจนถึงการนำสิ่งที่ยังมีคุณค่ากลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง หัวใจของการขับเคลื่อนคือ ลดการสูญเสียทรัพยากร และเพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การคัดแยกอย่างถูกต้อง และการส่งต่อวัสดุเข้าสู่กระบวนการที่เหมาะสม ทั้งการใช้ซ้ำ รีไซเคิล และอัปไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดและฝังกลบ ให้การจัดการทรัพยากรและของเสียเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ห้างเซ็นทรัล กับแคมเปญLove the Earth

กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมพลังความร่วมมือนี้ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ Food Surplus & Food Waste, Reduce Plastic & Packaging, Sort Waste Right และ Turn Waste into Value เพื่อให้แต่ละธุรกิจและผู้มีส่วนร่วมในอีโคซิสเต็มร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากรในระยะยาว และเดินหน้าสู่ Zero Waste to Landfill ด้วยพลังของทุกภาคส่วน

 4 แนวทางการทำงานที่สำคัญภายใต้ CENTRAL GROUP ZERO WASTE

1.FOOD SURPLUS & FOOD WASTE: ป้องกันการเกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ลดอาหารเหลือทิ้ง และส่งต่อคุณค่าของอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการจัดการอาหารตั้งแต่ต้นทาง ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Prevention การป้องกันการเกิดขยะอาหาร, Recovery การส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ และ Conversion การนำขยะอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เพื่อให้การจัดการครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดขยะไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์

เซ็นทรัลพัฒนานำร่องระบบติดตามการคัดแยก

Prevention : ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ท็อปส์ (Tops) นำระบบ AI-powered Smart Way มาใช้ตรวจสอบสินค้าที่ใกล้หมดอายุ ช่วยให้การบริหารสินค้าและการวางแผนสั่งซื้อมีความแม่นยำมากขึ้น ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ใช้การวางแผนบุฟเฟต์ตามจำนวนผู้เข้าพัก และระบบบริหารสินค้าคงคลัง FIFO และ FEFO เพื่อลดสินค้าค้างสต็อกและการสูญเสีย รวมถึงโครงการ “NO Bin Day” ในห้องอาหารพนักงาน ซึ่งออกแบบกระบวนการตั้งแต่การเตรียมอาหารจนถึงการรับประทาน จนสามารถบันทึกปริมาณขยะอาหารเป็นศูนย์ในวันที่จัดกิจกรรม และปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ 16 แห่งนำแนวทางไปปรับใช้

โรงแรมเซ็นทาราบริจาคอาหารส่วนเกิน

Recovery : ส่งต่ออาหารที่ยังรับประทานได้ ท็อปส์ (Tops)  เดินหน้าโครงการ “Food For Good Deed อาหารปันสุข” ร่วมกับ SOS Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยตลอดระยะเวลาความร่วมมือสามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินแล้วกว่า 2.1 ล้านกิโลกรัม หรือมากกว่า 9 ล้านมื้ออาหาร พร้อมชวนลูกค้ามีส่วนร่วมผ่าน “Food Hero, Taste not Waste” นำสินค้าที่ใกล้หมดอายุแต่ยังมีคุณภาพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ 30–50% ขณะที่ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ร่วมกับ SOS, VV Share และเครือข่ายในพื้นที่ ส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้กว่า 80 ตัน หรือประมาณ 334,000 มื้ออาหาร ด้าน เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เดินหน้าโครงการ CRG Surplus Food โดย Mister Donut ร่วมกับ SOS Thailand และ VV Share ส่งต่อโดนัทส่วนเกินให้แก่ชุมชนและกลุ่มผู้ขาดแคลนอาหาร ในปี 2568 สามารถส่งต่อโดนัทได้ 796,549 ชิ้น หรือประมาณ 223,034 มื้อ และลดขยะอาหารก่อนเข้าสู่หลุมฝังกลบได้กว่า 53,103 กิโลกรัม ส่วน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ในปี 2568 สามารถบริจาคอาหารส่วนเกินได้ 27,626.16 กิโลกรัม หรือประมาณ 116,030 มื้ออาหาร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 69.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

CRG Surplus Food

Conversion : นำขยะอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ สำหรับอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้ กลุ่มเซ็นทรัลนำเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม เช่น การนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือพลังงาน เพื่อให้ขยะอาหารเหลือทิ้งมีปลายทางที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อ และลดปริมาณที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดและการฝังกลบ

2. REDUCE PLASTIC & PACKAGING ลดการใช้ก่อนเกิดขยะ และออกแบบทางเลือกที่หมุนเวียนกลับมาใช้ได้

สำหรับพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ การลดขยะไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ให้น้อยลง แต่รวมถึงการตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า วัสดุที่เลือกใช้จำเป็นแค่ไหน และเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วจะไปต่ออย่างไร

ไทวัสดุ (Thai Watsadu) ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา “ตาข่ายคลุมพาเลท” เพื่อทดแทนฟิล์มพลาสติกในการขนส่ง สามารถลดการใช้ฟิล์มได้กว่า 12 ตันต่อปี พร้อมพัฒนา “Extra Roll Cage” สำหรับสินค้าที่มีความยาวพิเศษ ช่วยลดการใช้ฟิล์ม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งได้ประมาณ 20.4 ล้านบาทต่อปี

Dried Coffee Grounds

เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) เปลี่ยนวัสดุในการผลิตสื่อจาก PP Board มาเป็น Honeycomb Paper ซึ่งมีน้ำหนักเบาและสามารถรีไซเคิลได้ ช่วยลดการใช้ PP Board ได้รวม 410 ตารางเมตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

บีทูเอส (B2S) ปรับเปลี่ยนวัสดุในสื่อประชาสัมพันธ์ Standee, POP และ Store Display ทั่วประเทศ โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ลดขยะพลาสติกได้กว่า 2 ตัน และลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 20,000 ใบ

Pretty Ugly Bag

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (CDS) เดินหน้าแนวทาง Say No to Plastic Bags งดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขา พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นในการจัดส่งสินค้า ใช้ภาชนะหมุนเวียนสำหรับผัก ผลไม้ และเบเกอรี รวมถึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก เช่น กระดาษที่ได้รับการรับรอง วัสดุ Bio-based และชานอ้อย ตลอดจนผลิตภัณฑ์แบบแกลลอนใหญ่สำหรับเติมลงในขวดรีฟิลในห้องพัก

3.SORT WASTE RIGHT คัดแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นทาง และบริหารจัดการเพื่อให้ขยะแต่ละประเภทไปสู่ “ปลายทางที่ถูกต้อง   ต่อให้วัสดุชิ้นหนึ่งยังมีคุณค่า หากถูกทิ้งรวมกันตั้งแต่ต้นทาง โอกาสที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ก็ลดลง การคัดแยกจึงเป็นจุดสำคัญที่จะกำหนดปลายทางของทรัพยากร

Tops_Food-Hero

 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) นำร่องระบบติดตามการคัดแยกขยะรายร้านค้าในเซ็นทรัล กระบี่ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส โดยใช้ QR Code ประจำร้านในการบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง พร้อมชั่งน้ำหนักและให้คำแนะนำในการคัดแยก โดยแบ่งเป็น Food Waste, Recyclable Waste และขยะทั่วไปหรือ RDF ผลจากโครงการนำร่องที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ พบว่าปริมาณการคัดแยก Food Waste เพิ่มขึ้น 83% และขยะรีไซเคิลในส่วน Plaza เพิ่มขึ้นถึง 280% เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานด้านการคัดแยกและบริหารจัดการขยะในอาคารสำนักงานภายใต้การบริหารของบริษัท รวมไปถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ขยะแต่ละประเภทได้รับการส่งต่อไปยังปลายทางที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (RBS) ยกระดับระบบจัดการขยะตั้งแต่การจัดวางถัง ห้องขยะ การคัดแยก การชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงการบันทึกและติดตามข้อมูล พร้อมอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการขยะมีมาตรฐานเดียวกัน

โก โฮลเซลล์ ส่งมอบอาหารส่วนเกิน

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) มีระบบคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลขยะแต่ละประเภทก่อนส่งเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บ โดยในปี 2568 ปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบอยู่ที่ 2.39 กิโลกรัมต่อห้องพักที่มีการใช้งาน ลดลงจากปีฐาน 22.90%

4. TURN WASTE INTO VALUE เมื่อ “ของเหลือใช้” ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการเป็น “ขยะ”

 ปลายทางของวัสดุไม่ได้มีเพียง “หลุมฝังกลบ” หากมีการออกแบบระบบที่เหมาะสม ของเหลือใช้สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ พลังงาน หรือกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้อีกครั้ง

ซีอาร์จีกับการคัดแยกขยะ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ซึ่งรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากการประกอบอาหารในสาขา ส่งต่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยในปี 2568 รวบรวมน้ำมันครัวใช้แล้วได้ 1,081.82 ตัน และในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 อีก 546 ตัน

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในปี 2568 ได้ 66.70 ตัน เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล และในครึ่งปีแรกของปี 2569 อีก 28.64 ตัน

ซูเปอร์สปอร์ตกับโครงการ May Move Up

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) คัดแยกกล่องกระดาษและพลาสติกพันพาเลทจากการดำเนินงาน ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 สามารถส่งวัสดุรีไซเคิลได้แล้วกว่า 140 ตัน

สำหรับ E-Waste เพาเวอร์บาย (Power Buy) เดินหน้าโครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามาส่งต่อเข้าสู่กระบวนการคัดแยกชิ้นส่วน รีไซเคิล และ Zero Landfill ที่เหมาะสม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามีส่วนร่วมผ่านสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้าใหม่

ขณะที่ขวด PET จากงาน Supersports 10 Mile Run 2026 ถูกคัดแยกและส่งต่อผ่านโครงการ “Empty Bottles, No Waste” ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อนำไปผลิตเป็นผ้าห่มสำหรับผู้ประสบภัย พร้อมสนับสนุนการจ้างงานและวิสาหกิจชุมชน และไม่ได้มีเพียงขวด PET ที่เดินทางต่อได้ รองเท้ากีฬาที่ไม่ได้ใช้แล้วก็เช่นกัน โดยโครงการ “May Move Up 2025” ของ Supersports สามารถรวบรวมและส่งต่อรองเท้ากีฬา 4,400 คู่ ช่วยลดขยะรองเท้าประมาณ 5,115 กิโลกรัม พร้อมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกีฬาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน

เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป เปลี่ยนวัสดุ

อีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่า คือ “Pretty Ugly Bag” ของ Tops ที่นำป้ายไวนิลโฆษณาของ Tops Daily ซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้วมา Upcycle เป็นกระเป๋าช้อปปิ้งใบใหม่ ภายใต้แนวคิด “Ugly Bag, Pretty World”

การทำให้ทรัพยากรเดินทางต่อได้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการหลังบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน กลุ่มเซ็นทรัลจึงเดินหน้าสร้างความเข้าใจผ่านการอบรมพนักงาน การทำงานร่วมกับผู้เช่า การสื่อสารกับลูกค้า ตลอดจนการสร้างพื้นที่เรียนรู้ด้าน Zero Waste เพื่อให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

ไทวัสดุ ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา “ตาข่ายคลุม”

ภายใต้แนวทาง Central / Robinson Love the Earth กลุ่มเซ็นทรัลยังเดินหน้าลดการใช้ถุงพลาสติก ส่งเสริมวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนสินค้าชุมชนที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593

ท้ายที่สุดแล้ว Zero Waste อาจไม่ได้หมายถึงวันที่โลกไม่มี “ขยะ” เหลืออยู่เลย แต่หมายถึงวันที่เราสามารถทำให้ทรัพยากรแต่ละชิ้น เดินทางต่อไปได้ไกลที่สุดก่อนจะกลายเป็นของที่ต้องกำจัด เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ตั้งแต่การเลือกไม่รับถุง การแยกขยะให้ถูกถัง การนำอาหารที่ยังมีคุณค่าไปส่งต่อ ไปจนถึงการออกแบบการดำเนินงานของธุรกิจให้ทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์อีกครั้ง

Photographer Wichai Kpaisal

กลุ่มเซ็นทรัลจึงมอง Zero Waste ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ขยะ” แต่คือเรื่องของ “ทรัพยากร” และเมื่อทุกคนในอีโคซิสเต็มเข้ามามีส่วนร่วม ทุกคนก็สามารถเป็นฮีโร่ที่ช่วยต่อเส้นทางของทรัพยากรให้เดินทางไปได้อีกไกล

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ centralgroup.com/zero-waste

S&P รังสรรค์เค้กขนาดใหญ่ เพื่อร่วมน้อมรำลึก และถ่ายทอดพระราชกรณียกิจ รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ

23 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ร่วมงานบวงสรวงสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญู โดยมี บิณฑ์ และ เอกพัน บรรลือฤทธิ์ ร่วมจัดงาน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 20 กันยายน ครบรอบ 173 พรรษา ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ


สำหรับเค้กที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายในครั้งนี้ ประกอบด้วยเค้กพวงมาลัย และคัพเค้ก จำนวน 3,060 ก้อน เนื้อบัทเทอร์วานิลลา น้ำหนักรวม 520 ปอนด์ จัดเรียงเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่ โดยบริเวณด้านบนถ่ายทอดพระราชกรณียกิจสำคัญ 5 เรื่อง ผ่านภาพพิมพ์และงานปั้น 3 มิติ ได้แก่ การเลิกทาส การรถไฟไทย การไฟฟ้า ไปรษณีย์ไทย และการเสด็จประพาสยุโรป พร้อมตกแต่งโดยรอบด้วยคัพเค้กดอกกุหลาบครีมและคัพเค้กตกแต่งด้วยแผ่นน้ำตาล



ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ได้มีการแจกจ่ายเค้กให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน 

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

23 กันยายน 2569 เวลา 07:34 น.

เรามักคุ้นเคยกับยาคีโม (Chemotherapy) หรือยาเคมีบำบัด ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยหลายรายมักกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาตัวยาที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่า “ยามุ่งเป้า”

นพ. อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “ยามุ่งเป้า”

ยามุ่งเป้าคืออะไร

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือ ยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามะเร็งอย่างตรงจุด ออกฤทธิ์จำเพาะในการยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกตินั้น ๆ เช่น ยีนกลายพันธุ์

ยามุ่งเป้าใช้ในกลุ่มมะเร็งชนิดใดบ้าง

ยามุ่งเป้าไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกราย จำเป็นต้องมีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น การตรวจยีนหรือโปรตีนที่มีการกลายพันธุ์ โดยส่งชิ้นเนื้อมะเร็งตรวจ เพื่อให้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย
มะเร็งที่สามารถรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า ได้แก่: มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้

มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งตับ มะเร็งไต

ชนิดและการทำงานของยามุ่งเป้า

ปัจจุบันยามุ่งเป้ามี 2 รูปแบบ คือ: ยาเม็ดรับประทาน ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ชนิด Monoclonal Antibody แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยากลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการรักษารูปแบบอื่น เช่น การฉายรังสี หรือยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูง อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยามุ่งเป้า

ต้องตรวจยีนหรือโปรตีนก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าตรงกับกลไกของยา ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลจากยา บางรายอาจตอบสนองไม่ดี หรือเกิดการดื้อยา ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง มีโอกาสดื้อยาได้เมื่อใช้ไปนาน ๆ

ผลข้างเคียงยังคงมี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ายาเคมีบำบัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบสิทธิ์การรักษาและประกันสุขภาพ ต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด ตรวจเลือดและถ่ายภาพรังสีเป็นระยะ

“ยามุ่งเป้า” ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น และลดผลข้างเคียงลงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้จะใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มียีนหรือโปรตีนผิดปกติ ตรงกับกลไกของยาเท่านั้น ดังนั้น การตรวจยีนก่อนเริ่มรักษา และการติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วย “ยามุ่งเป้า” สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่  ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

รมว.พม. เสนอ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฯ เร่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ-เพิ่มโทษหนัก-ป้องกันเหตุซ้ำ พร้อมผนึกกำลังเครือข่าย

23 กันยายน 2569 เวลา 06:35 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฯ เร่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ-เพิ่มโทษหนัก-ป้องกันเหตุซ้ำ พร้อมผนึกกำลังเครือข่าย

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า  ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี นำเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. … ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ให้สามารถคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพและมีกลไกและมาตรการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนและสะดวกมากขึ้น เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบ รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 

นิกร โสมกลาง รมว. พม.

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว  มีสาระสำคัญ แบ่งเป็น 5 หมวด  ดังนี้ 1) การกระทำความรุนแรงในครอบครัว อาทิ กำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว และการกำหนดบทบัญญัติคุ้มครองผู้แจ้งเหตุที่กระทำโดยสุจริต ให้ได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง 2) การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว  อาทิ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ , การจัดให้ผู้ถูกกระทำเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ อยู่ในสถานที่ปลอดภัย และร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรายกรณี เพื่อให้การคุ้มครองช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

3) การดำเนินคดี อาทิ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายโดยเท่าเทียมกัน , กำหนดเขตอำนาจศาลให้ชัดเจน กรณีเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น และกำหนดให้มีการจัดทำแผนแก้ไขและป้องกันการใช้ความรุนแรงในชั้นศาล  4) การบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน อาทิ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การบริหารงบประมาณ การจัดเก็บข้อมูล และ 5) บทกำหนดโทษ อาทิ กำหนดโทษอาญา กรณีบุคคลในครอบครัวกระทำความผิด ตามมาตรา 6 และเพิ่มโทษหากการกระทำความผิดต่อเด็ก หรือเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายใน 3 ปี รวมถึงกรณีผู้ใดลงพิมพ์โฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราว หรือข้อมูลใดๆ ที่อาจทำให้ทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ถูกกระทำ หรือเป็นผู้กระทำ เว้นแต่เป็นไปตามข้อยกเว้น

เตือน! ลูกอาเจียน ถ่ายเหลว ระวังโนโรไวรัส เสี่ยงขาดน้ำ

23 กันยายน 2569 เวลา 06:32 น.

โนโรไวรัส  เป็นเชื้อที่ติดต่อได้ง่ายผ่านอาหาร น้ำ และสิ่งของที่ปนเปื้อน ทำให้เด็กมีอาการอาเจียน ถ่ายเหลว และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หากเด็กดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย หรือซึมผิดปกติ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

นพ.คริษฐ์ เพ็งสะและ

นพ.คริษฐ์ เพ็งสะและ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก เชื้อชนิดนี้ก่อโรคได้แม้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณเพียงเล็กน้อย และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว จึงมักเกิดการระบาดในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานรับเลี้ยงเด็ก ก่อนแพร่ต่อไปยังสมาชิกในครอบครัว เชื้อนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำและอาการรุนแรงได้ง่ายกว่า

เชื้อโนโรไวรัสติดต่อได้อย่างไร

เชื้อโนโรไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปากและแพร่กระจายได้หลายช่องทาง ได้แก่ รับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงอาหารที่จัดเตรียมโดยผู้ติดเชื้อ สัมผัสของเล่น ภาชนะ หรือพื้นผิวที่มีเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก สัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย สัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อมที่มีเชื้อ อยู่ใกล้ผู้ป่วยขณะอาเจียน ทำให้ละอองขนาดเล็กกระจายและปนเปื้อนบริเวณโดยรอบ เด็กเล็กมีโอกาสรับและส่งต่อเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมักนำมือหรือสิ่งของเข้าปาก และยังดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ไม่สม่ำเสมอ

อาการโนโรไวรัสในเด็กที่ผู้ปกครองควรสังเกต

หลังได้รับเชื้อประมาณ 12–48 ชั่วโมง เด็กมักเริ่มมีอาการอย่างฉับพลัน ได้แก่ อาเจียนหลายครั้ง ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ คลื่นไส้และปวดบิดท้อง เบื่ออาหารหรือกินได้น้อย มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย งอแง หรือไม่ร่าเริงเหมือนปกติ

เด็กเล็กอาจยังไม่สามารถบอกได้ว่ารู้สึกคลื่นไส้หรือปวดท้อง ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น ร้องกวน ไม่ยอมกินนม กุมท้อง นอนซม หรือไม่สนใจเล่น

เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายใน 1–3 วัน แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้แม้อาการจะหายแล้ว จึงควรรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง

โนโรไวรัสแตกต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร

อาหารเป็นพิษ เป็นคำเรียกรวมของอาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษจากเชื้อโรค หรือสาเหตุอื่น การติดเชื้อโนโรไวรัสจึงอาจจัดเป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้ หากได้รับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน

เนื่องจากอาการจากแต่ละสาเหตุอาจคล้ายกัน จึงไม่สามารถแยกได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับประวัติการเจ็บป่วย การสัมผัสผู้ป่วย และการตรวจร่างกาย

ภาวะขาดน้ำ สัญญาณสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง

การอาเจียนและถ่ายเหลวทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็กที่อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองควรสังเกตอาการต่อไปนี้ ปากและลิ้นแห้ง กระหายน้ำหรือขอน้ำบ่อย ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้ม ร้องไห้แล้วมีน้ำตาน้อยหรือไม่มีน้ำตา อ่อนเพลีย เล่นน้อยลง หรืองอแงผิดปกติ ตาโหลหรือซึมลง

การวินิจฉัยโนโรไวรัสในเด็ก

แพทย์จะประเมินจากลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เริ่มป่วย จำนวนครั้งของการอาเจียนและถ่ายเหลว ประวัติอาหารที่รับประทาน รวมถึงการสัมผัสบุคคลที่มีอาการคล้ายกันในครอบครัวหรือโรงเรียน ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินระดับการขาดน้ำและแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน เด็กส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ แต่แพทย์อาจพิจารณาตรวจอุจจาระหากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด อาการไม่เป็นไปตามลักษณะทั่วไป หรือสงสัยการระบาดเป็นกลุ่ม

วิธีดูแลเด็กที่ติดเชื้อโนโรไวรัส

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโนโรไวรัสโดยเฉพาะ การดูแลหลักจึงเป็นการทดแทนน้ำและเกลือแร่ ควบคู่กับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างถูกวิธี ควรใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสียหรือ ORS และผสมตามสัดส่วนที่ระบุบนฉลาก ไม่ควรผสมให้เข้มข้นหรือเจือจางกว่าที่กำหนด หากเด็กอาเจียน ไม่ควรให้ดื่มครั้งละมาก เพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียนซ้ำ ควรพักช่วงสั้นๆ แล้วเริ่มป้อนด้วยช้อนหรือให้จิบครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับการออกกำลังกาย น้ำอัดลม น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ไม่ควรใช้แทน ORS เนื่องจากมีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่ไม่เหมาะกับการทดแทนน้ำจากอาการท้องเสีย

เมื่อติดเชื้อ ควรให้เด็กกินอาหารแบบไหน

ทารกที่กินนมแม่สามารถให้นมต่อได้ โดยแบ่งให้บ่อยขึ้นครั้งละน้อย เด็กที่ยังรับประทานอาหารได้ สามารถกินอาหารตามสูง ไม่ควรงดอาหารเป็นเวลานาน หากเด็กยังรับประทานได้

การใช้ยาในเด็กควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

วัยในปริมาณน้อย เลือกอาหารย่อยง่ายและปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารหวานจัด และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไม่ควรให้ยาหยุดถ่าย ยาแก้อาเจียน หรือยาปฏิชีวนะแก่เด็กด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับอายุ อาการ หรือภาวะสุขภาพของเด็ก อีกทั้งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้ หากเด็กมีไข้ ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือความถี่ของยาเอง

อาการแบบไหนควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ดื่มน้ำหรือนมไม่ได้ หรืออาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจนหรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลานาน ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกเลือด มีไข้สูงหรือปวดท้องรุนแรง อาการไม่ดีขึ้นหรือผู้ปกครองกังวลว่าเด็กอาจมีภาวะขาดน้ำ ทารก เด็กเล็ก และเด็กที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการประเมินจากแพทย์เร็วขึ้น เนื่องจากอาจเกิดภาวะขาดน้ำหรืออาการรุนแรงได้รวดเร็ว

วิธีป้องกันการแพร่เชื้อในโรงเรียนและครอบครัว

ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ ควรสอนให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำไหลอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และเมื่อกลับจากโรงเรียน ผู้ดูแลควรล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดอาเจียนและอุจจาระ เจลแอลกอฮอล์สามารถใช้เสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการล้างมือ เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่อเชื้อโนโรไวรัสไม่ดีเท่าสบู่และน้ำ แยกของใช้และทำความสะอาดบริเวณที่ปนเปื้อน แยกแก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัวของเด็กที่ป่วย สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ และโถสุขภัณฑ์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม นำเสื้อผ้าและเครื่องนอนที่ปนเปื้อนไปซักทันที โดยไม่เขย่าก่อนซัก ใช้อุณหภูมิน้ำและวิธีอบแห้งสูงสุดที่เหมาะกับเนื้อผ้า ล้างมือด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังทำความสะอาด

ควรให้เด็กหยุดเรียนหรือหยุดไปศูนย์เด็กเล็กอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังอาการอาเจียนและถ่ายเหลวหยุดลง รวมถึงหลีกเลี่ยงการเตรียมอาหารหรือดูแลผู้อื่นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ

แม้เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่สิ่งสำคัญคือการป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาสุขอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อ หากเด็กดื่มไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อย ซึมลง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

เรื่องนี้มีประวัติ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

23 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2539 ทรงได้รับการสถาปนาพระบรมราชอัฐิ แล้วเฉลิมพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลยเดช วิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดมจักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิการรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์อดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมราชบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ทรงใช้พระปรมาภิไธย อปร ย่อมาจาก มหาอานันทมหิดล ปรมราชาธิราช

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงมีพระบรมราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา ในวันที่ 2 มีนาคม 2478 เมื่อยังประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

พระองค์ทรงมีพระนามเดิมเมื่อแรกประสูติว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้วต่อมาทรงได้รับการสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 

รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาว) คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช (น้องชาย) คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี (ลุง) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

พระองค์เสด็จกลับประเทศไทยครั้งแรกเมื่อทรงมีพระชนมพรรษา 3 พรรษา และเสด็จนิวัตประเทศไทย ในพระราชสถานะพระมหากษัตริย์ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2481 และครั้งที่ 2 เมื่อ 5 ธันวาคม 2488 แต่ทว่าก่อนถึงหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น พระองค์ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อ 9 มิถุนายน 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงครองสิริราชสมบัติรวม 12 ปี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในพระบรมราชวงศ์จักรี ที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดังนั้น พระฉัตรที่กางกั้นพระโกศทรงพระศพในช่วงแรกจึงเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และในปีเดียวกันนั้น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ขึ้นกางกั้นพระบรมโกศทรงพระบรมศพแทน และจึงเฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิแบบวิเศษตามโบราณราชประเพณีในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี 2539

พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน โดยทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนมีเรมองต์ ต่อมาทรงย้ายไปทรงศึกษาที่โรงเรียนเอกอลนูแวลเดอลาซืออิสโรมองต์ ทรงศึกษาภาษาไทย ณ ตำหนักที่ประทับ โดยมีพระอาจารย์จากกรุงเทพถวายการสอน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ โดยมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ดังนั้น คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ที่พระชันษาเพียง 9 ปี ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขึ้นทรงราชย์ สืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2477 ทรงได้รับการเฉลิมพระนาม เมื่อ 25 มีนาคม 2477 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แต่ในขณะนั้น ยังพระองค์ทรงพระเยาว์และประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อบริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ โดยคณะผู้สำเร็จราชการได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้นต่อมาจึงแต่งตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ โดยในช่วงแรกนายปรีดีร่วมเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ แต่ท้ายที่สุดนายปรีดี ได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว จนถึงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนคร

แล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 5 ธันวาคม 2488 โดยประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแล้ว จึงทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่อไป 

พระองค์เสด็จสวรรคต ด้วยพระแสงปืน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ณ ห้องพระบรรทม ชั้น 2 พระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2493 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง วันรุ่งขึ้นมีพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิ แล้วจึงอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิไปประดิษฐานที่บุษบกเหนือพระแท่นแว่นฟ้าทองภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก และจัดให้มีการพระราชกุศลถวายพระบรมอัฐิ หลังจากนั้นจึงอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน ชั้น3 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ต่อมา วันที่ 4 เมษายน 2493 อัญเชิญพระผอบบรรจุพระบรมราชสรีรางคารไปยังวัดสุทัศน์เทพวราราม และอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานที่พระพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ 

หมายเหตุฯ ภาพประกอบจากหอจดหมายเหตุ และเว็บไซต์ต่าง ๆ 

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

LIFE & HEALTH : รู้จัก…กลิ่นแก่ เรื่องธรรมชาติที่จัดการได้

23 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “กลิ่นแก่” หรือสังเกตว่าผู้สูงอายุบางคนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว จนเกิดความกังวลหรือขาดความมั่นใจ แต่ความจริงแล้ว กลิ่นแก่ไม่ได้เป็นสัญญาณของความสกปรก หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น การดูแลผิวอย่างเหมาะสม รักษาความสะอาดอย่างพอดี และดูแลสุขภาพโดยรวม สามารถช่วยลดความรุนแรงของกลิ่นและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้

กลิ่นแก่เกิดจากอะไร

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. ภญ.วรวรรณ กิจผาติ และ อาจารย์ ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นักวิจัยพบว่าหนึ่งในสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นแก่คือ “2-โนนีนาล” (2-nonenal) ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะคล้ายกลิ่นมันหืนหรือกลิ่นหญ้าแห้ง สารนี้เกิดจากการสลายตัวของไขมันบนผิวหนังภายใต้กระบวนการออกซิเดชัน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ปฏิกิริยาที่เกิดจากอนุมูลอิสระ” เมื่ออายุมากขึ้น องค์ประกอบของไขมันบนผิวหนังและกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิด 2-nonenal มากขึ้น ส่งผลให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว และมักพบได้บริเวณศีรษะ หลังใบหู ลำคอ หน้าอก หลัง และเสื้อผ้าหรือเครื่องนอนที่สัมผัสผิวเป็นเวลานาน นอกจากนี้ องค์ประกอบของจุลชีพบนผิวหนังยังเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ลักษณะของกลิ่นตัวเปลี่ยนแปลงไปด้วย

กลิ่นแก่ต่างจากกลิ่นตัวทั่วไปอย่างไร

กลิ่นตัวทั่วไปมักเกิดจากเหงื่อที่ถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียบนผิวหนัง ทำให้เกิดกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นอับ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรม การออกกำลังกาย อากาศร้อน หรือสุขอนามัยส่วนบุคคล ในขณะที่กลิ่นแก่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและไขมันบนผิวตามวัย จึงอาจพบกลิ่นลักษณะนี้ได้แม้ในผู้ที่ดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี ดังนั้น กลิ่นแก่จึงเป็นกลิ่นเฉพาะที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงตามวัย มากกว่าการสะสมของเหงื่อหรือความสกปรกเพียงอย่างเดียว 

กลิ่นแก่เริ่มพบได้เมื่ออายุเท่าไร

การศึกษาพบว่าสาร 2-nonenal ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลิ่นแก่ เริ่มตรวจพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ประมาณ 40 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบ 2-nonenal ไม่ได้หมายความว่าจะมีกลิ่นแก่ชัดเจนในทุกคน ความรุนแรงของกลิ่นอาจแตกต่างกันตามพันธุกรรม สุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ อาหาร การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลิ่นแก่

  • กลิ่นแก่เกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด

ความจริง: กลิ่นแก่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของไขมันบนผิวหนังตามวัย ไม่ได้เกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว จึงอาจพบได้แม้ในผู้ที่ดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี

  • กลิ่นแก่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความจริง: แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัย แต่สามารถลดความรุนแรงของกลิ่นได้ด้วยการดูแลผิว สุขอนามัย และสุขภาพโดยรวมอย่างเหมาะสม

น้ำหอมช่วยลดกลิ่นแก่ได้หรือไม่

น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายบางชนิดอาจช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดสาเหตุของการเกิดกลิ่นแก่ การใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือทำให้กลิ่นผสมกันจนไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นหากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ควรเลือกชนิดที่อ่อนโยนต่อผิวและมีกลิ่นไม่รุนแรงเกินไป

ควรดูแลอย่างไร

การดูแลความสะอาดยังคงมีความสำคัญ แต่การอาบน้ำบ่อยเกินไป การฟอกสบู่แรง ๆ หรือการใช้น้ำหอมเข้มข้น ไม่ได้ช่วยกำจัดสาเหตุของกลิ่นแก่ และอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองมากขึ้นได้ แนวทางดูแลตนเองที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • อาบน้ำอย่างเหมาะสมและทำความสะอาดบริเวณที่มีเหงื่อหรือความอับชื้น
  • ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อช่วยคงความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว
  • เปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่หลากหลายและดูแลสุขภาพโดยรวม
  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผิว

เมื่อใดควรปรึกษาแพทย์

หากมีกลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือมีแผลติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากกลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงไปอาจเกี่ยวข้องกับโรคบางชนิดหรือผลข้างเคียงจากยาได้

โดยสรุป กลิ่นแก่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของผิวหนังและไขมันบนผิวเมื่ออายุมากขึ้น การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง การดูแลสุขอนามัยและดูแลผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยได้

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนร่วมสร้างโอกาส สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต

โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ  เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา

วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 23 กันยายน 2569

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ll ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงทำรายการ Princess Vlog Ep. 208 โดยทรงพาไปชมพระตำหนักใหญ่ วังเทเวศร์ หรือวังปากคลองผดุงกรุงเกษม ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ องค์ต้นราชสกุลกิติยากร

ll ยิ่งใกล้ถึงวันปิดกิจการ คาเฟ่ เดวา มานัวร์ ณ พระตำหนักใหญ่ วังเทเวศร์ เพราะต้องส่งมอบคืนพระตำหนักใหญ่ให้ราชสกุลกิติยากร ก็ยิ่งทำให้ คุณแซม พ.อ. เฟื่องวิชช์ุ อนิรุทธเทวา ผู้ดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ ถูกขอร้องโดยผู้สนใจให้นำชมพร้อมเล่าเรื่องน่าสนใจของสถานที่สำคัญแห่งนี้ให้ฟังวันหนึ่งหลาย ๆ รอบ แต่คุณแซมบอกว่าไม่สามารถทำตามเสียงเรียกร้องได้ เพราะไม่มีเวลาจริง ๆ แต่ก็ขอบคุณที่มีผู้สนใจใคร่รู้เรื่องราวของพระตำหนักใหญ่เป็นจำนวนมาก

ll พล.อ.ต. น.พ. คำพร ชาญวิเศษ อดีตผู้บริหารโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบันคือเจ้าของโรงพยาบาลบีแคร์ คือคุณหมอผ่าตัดสมองฝีมือดีระดับต้น ๆ คนหนึ่งของเมืองไทย ยิ้มอารมณ์ดีทุกครั้งเมื่อมีผู้แนะนำว่านี่คือคุณหมอ แล้วผู้ที่เป็นคู่สนทนาซึ่งไม่รู้จักคุณหมอมาก่อน ก็มักจะบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักคุณหมอ หวังว่าเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้รับบริการจากคุณหมอนะคะ คุณหมอจึงตอบว่า อย่าให้ผมบริการเลยครับ เพราะผมเป็นหมอผ่าตัดสมอง หวังว่าคงไม่อยากป่วยด้วยการทางสมองนะครับ

ll ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมร้องเพลงจามจุรี ศรีจุฬาฯ ในวันที่ระลึกวันทรงดนตรี ณ หอประชุมจุฬาฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยนำเรื่องราวความประทับใจของตนเองกับจุฬาฯ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเป็นนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ไล่เรื่อยมาจนถึงวันดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยถ่ายทอดผ่านบทเพลงอมตะ สำหรับเรื่องเสียงร้องเพลงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สปิริตของเลือดสีชมพูนั้นเข้มข้นยิ่งนัก   

Victor Lee

100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล แห่งการรับใช้ ภาวะผู้นำ และสันติภาพ

22 กันยายน 2569 เวลา 18:57 น.

ครอบครัวรัตตกุล นำโดย ดร.พิจิตต รัตตกุล จัดงาน “100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล แห่งการรับใช้ ภาวะผู้นำ และสันติภาพ” ภายใต้แนวคิด “จากชีวิตที่อุทิศเพื่อสันติภาพ สู่มรดกแห่งอนาคต” เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด 100 ปี ของอดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานโรตารีสากล บุคคลผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติทั้งในด้านการบริหารราชแผ่นดิน งานบริการสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ หอประชุม 1 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร

ในงานได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีสงฆ์ และ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติกล่าวเปิดงานผ่านคลิปวิดิโอ

ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีสงฆ์

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการปาฐกถา เสวนาหลากหลายหัวข้อ ได้แก่ ปาฐกถา “ผู้นำ” และ “ผู้ให้” โดย บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ Past Rotary International President Gray C.K. Huang ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น การเสวนาหัวข้อ “สันติภาพ” โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ศ.ดร.พระเมธีวชิรบัณฑิต ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มจร. รศ.ดร.โคทม อารียา อดีตผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการโดย สุภาพ คลี่ขจาย การปาฐกถาหัวข้อ จากมรดกทางความคิด และการเปิดตัว “รางวัลสันติภาพ พิชัยรัตตกุล” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จัดตั้งโดย พิชัย รัตตกุล จากนั้นเป็นกล่าวปิดงานโดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา

ศ.ดร.พระเมธีวชิรบัณฑิต, รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ,รศ.ดร.โคทม อารียา และ สุภาพ คลี่ขจาย

ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บุตรชาตคนที่ 2 ของ พิชัย รัตตกุล กล่าวว่า “การจัดงาน 100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล ในวันนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงชีวิต บทบาท และผลจากการทำงานของ พิชัย รัตตกุล ซึ่งเป็นโอกาสให้สังคมได้ย้อนมองท่านในมิติที่มากกว่าการบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ หัวใจสำคัญของงานคือการทำให้ ความคิดแบบ พิชัย รัตตกุล ไม่หยุดอยู่กับคนรุ่นที่เคยรู้จักหรือเคยร่วมงานกับท่าน แต่ส่งต่อหลักคิดและคุณค่าบางประการให้คนรุ่นต่อไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของตนเอง การจัดตั้งรางวังสันติภาพพิชัย รัตตกุล จึงเกิดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคล องค์กร โครงการที่มีคุณูปการต่อสันติภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นพลังแห่งสันติภาพที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสันติสุขต่อไป”

Gray C.K. Huang,บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สุทธิชัย หยุ่น
ดร.พิจิตต รัตตกุล ต้อนรับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และ กฤษ กุลรชษาไพศาล
ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กฤติ ไกรจิตติ และ ไพโรจน์ พรหมสาส์น
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. และ ดร.เกรียงศักดิ์ หล่อวัฒนตระกูล
ยุพเรศ รัตตกุล, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธย, สุดา พนมยงค์, ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ดร.วัลลภ สุวรรณดี
กรรณวีร์ สืบแสง และทีมงานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ร่วมงาน
ดร.พิจิตต รัตตกุล, สุดา พนมยงค์, ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์, กฤติ ไกรจิตติ และ อนุชา จินตกทนนท์
Gary C.K. Huang อดีตประธานโรตารีสากล และสมาชิกโรตารี ประเทศไทยร่วมงาน
ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวปิดงาน

สาวงามลูกครึ่ง ไทย-ออสเตรเลีย ‘โซเฟียร์ สทอตต์’ คว้ามงกุฏ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2569’

22 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

ปิดฉากลงแล้วสำหรับเวทีประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2569  สาวงามลูกครึ่ง ไทย-ออสเตรเลีย หมายเลข 9 นางสาวโซเฟียร์ สทอตต์ (น้องโซเฟียร์) อายุ 19 ปี จาก Virtual School Victoria ประเทศออสเตรเลีย คว้ามงกุฎพร้อมกับเงินสดและของรางวัล รวมกว่า 1.5 ล้านบาท

กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2569 นำโดย สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม  ได้จัดการประกวดรอบตัดสิน ณ โรงแรม เอส พาร์ค (ESC Park) รังสิต เป็นเวทีแห่งคุณค่าและความงดงามของสตรีไทยที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 76 ปี โดยมีเกียรติประวัติเเละคุณค่าทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของประเทศไทยผ่านมิติของศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ล้านนา” ซึ่งมุ่งนำเสนอการผสมผสานระหว่างความร่วมสมัยกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทยล้านนาได้อย่างงดงาม โดยยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และกลิ่นอายแห่งถิ่นฐานดั้งเดิม พร้อมทั้งมุ่งถ่ายทอดคุณค่าและเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

การประกวดรอบตัดสินมีเหล่าดาราคนดังที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นำโดยสุดยอดนักแสดงหญิงมากฝีมือ ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล เหล่านักแสดงและผู้จัดละครชื่อดัง ทาริกา ธิดาทิตย์, กอบสุข จารุจินดา และ หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ ที่ให้เกียรติมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน โดยมีรุ่นพี่นางสาวถิ่นไทยงามหลายสมัยมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน

เริ่มการประกวดด้วยการแสดงเปิดตัว 30 สาวงามในขบวนแห่แบบล้านนาอันวิจิตรตระการตา ต่อด้วยการประกวดในชุดว่ายน้ำย้อนยุคที่เป็นเอกลักษณ์ของเวทีการประกวด ซึ่งปีนี้ตัดเย็บจากผ้าไทยตกแต่งด้วยผ้าชาติพันธุ์ม้งอย่างประณีตและลงตัว ตามด้วยการประกวดในชุดว่ายน้ำสากลสีทองอันงามตา จากนั้นจึงประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ซึ่งปรากฏโฉมในชุด “เสน่ห์ผ้าไทยลื้อ” โดยบริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ตามด้วยการอวดโฉมอย่างสง่างามในชุดราตรีเพื่อให้คณะกรรมการได้ตัดสินอีกครั้ง

จากนั้นเป็นการประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ช่วงตอบคำถามเป็นลำดับ และก่อนที่จะมีการประกาศรางวัลในปีนี้ก็มีการเปิดตัว น้องนานะ-นาตาลี สุกีอุระ นางสาวถิ่นไทยงาม 2568 ที่มาอำลาตำแหน่งบนเวที จากนั้นจึงเป็นการเดินให้ยลโฉมเป็นรอบสุดท้ายของทั้ง 5 สาวงามด้วยบทเพลง “ถิ่นไทยงาม” อันเป็นบทเพลงอมตะและเป็นเอกลักษณ์ของเวทีการประกวด

ผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศ นางสาวถิ่นไทยงาม 2569  ได้แก่  หมายเลข 9 นางสาวโซเฟียร์ สทอตต์ (น้องโซเฟียร์) อายุ 19 ปี สาวงามจาก Virtual School Victoria ประเทศออสเตรเลีย  ได้รับรางวัล เงินสด 500,000 บาท มงกุฎเพชร มูลค่า 300,000 บาท พร้อมสายสะพาย และของรางวัลอีกมากมาย

รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ หมายเลข 7 ศศิ สุริยจันทราทอง (น้องน้ำทิพย์) อายุ 28 ปี กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาพิเศษและการเรียนรวม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับรางวัลเงินสดมูลค่า 200,000 บาท พร้อมสายสะพาย   รองชนะเลิศอันดับ 2 (ได้รับตำแหน่งเท่ากันทั้ง 3 คน) ได้รับรางวัล เงินสดมูลค่า 100,000 บาท พร้อมสายสะพาย ได้แก่ หมายเลข 8 นางสาวกนกพร พยุงวงษ์ (น้องฟ้า) อายุ 27 ปีสำเร็จการศึกษาจาก คณะนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายเลข 16 นางสาวอภิสรา โปสู่  (น้องโดนัท) อายุ 22 ปี สาวงามจากจังหวัดสงขลา สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา หมายเลข 26 นางสาวสุพิชชา วิคตอเรีย โคตะขุน (น้องวิคกี้) อายุ 18 ปี สาวงามจากอุดรธานี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ สาวงามที่ได้รับตำแหน่งทั้ง 5 คน ยังได้รับเกียรติบัตร “นางงามทูตวัฒนธรรม” จาก นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อีกด้วย