คาโอ เดินหน้าสร้างพื้นฐานสุขอนามัยที่ดี ยกระดับสภาพแวดล้อมในโรงเรียน

16 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคชั้นนำและเคมีภัณฑ์จาก
ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม เปิดตัว “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” (Kao Care & Protect School Program) เป็นครั้งแรก โดยร่วมมือกับ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) มุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้สะอาด ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กและเยาวชน สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของคาโอ หรือ Kirei Lifestyle Plan

สำหรับปีแรก คาโอเดินหน้านำร่องโครงการใน 3 โรงเรียนในพื้นที่โดยรอบโรงงานคาโอ จ.ชลบุรี ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลพุทธยาคม (วัดเขาบางทราย), โรงเรียนชุมชนวัดหนองตำลึง และโรงเรียนชลกันยานุกูล โดยออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของแต่ละโรงเรียน เพื่อให้การส่งเสริมสุขอนามัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้ แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และต่อยอดสู่การสร้างวัฒนธรรมด้านสุขอนามัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรงเรียน

คาโอเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนต้องเริ่มจากทั้ง “ความรู้ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อม” ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” จึงได้ออกแบบให้แต่ละโรงเรียนสามารถเลือกกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจ ผ่าน 5 กิจกรรมหลัก และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ ได้แก่

  1. Reborn Plastics – กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะพลาสติก

กิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ เรียนรู้การจัดการขยะพลาสติก ตั้งแต่การคัดแยกไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านองค์ความรู้จากพี่ ๆ คาโอ และพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ บริษัท ทีมพลาส เคมีคอล จำกัด  ที่ถ่ายทอดกระบวนการรีไซเคิล และบริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ที่นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิง RDF เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของทรัพยากรและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อม

  1. Dengue School Protector – กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออก

เสริมความรู้เรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออกและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พร้อมเรียนรู้แนวทางและนวัตกรรมการป้องกันยุง โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 6 สังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และบริษัท เอิร์ธ (ประเทศไทย) จำกัด มาถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

  1. Sis to Sis – กิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์แก่น้อง ๆ เพื่อเตรียมรับวัยสาว

ส่งต่อความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและการดูแลตัวเองช่วงมีประจำเดือนของนักเรียนหญิง ผ่านกิจกรรม Sis2Sis หนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของลอรีเอะที่ดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 27 ปี เพื่อเสริมความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้เด็กผู้หญิงก้าวสู่วัยรุ่นอย่างเข้าใจและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

  1. Hygiene Heroes – กิจกรรมเสริมสร้างความสะอาดมีอนามัย ห่างไกลโรคติดต่อในโรงเรียน

เสริมสร้างความรู้และพฤติกรรมด้านสุขอนามัยที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน อาทิ การล้างมือ
การดูแลพื้นที่ส่วนรวม และการป้องกันโรคติดต่อ พร้อมชวนเด็กๆ ให้มีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและน่าอยู่จนเกิดเป็น “Hygiene Heroes” ที่ช่วยส่งต่อพฤติกรรมสุขอนามัยที่ดีให้กับคนรอบตัว

  1. Kao Open House – กิจกรรมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน พาเยี่ยมชมโรงงานคาโอ

เปิดประตูโรงงานคาโอให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้กระบวนการทำงานและการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ ๆ ด้านวิทยาศาสตร์

การเปิดตัว “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” สะท้อนแนวคิดของคาโอในการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านสุขอนามัยมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเชื่อว่าการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องที่ซับซ้อน แต่สามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจและพฤติกรรมที่ถูกต้องในเรื่องใกล้ตัว ขณะเดียวกันความร่วมมือกับ CONNEXT ED ยังเป็นการผสานพลังระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต

นอกจากการส่งเสริมความรู้และการเรียนรู้ภายในโรงเรียน คาโอยังส่งต่อความห่วงใยสู่ครอบครัวนักเรียน ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยสำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของทั้ง 3 โรงเรียน พร้อมได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท คาโอ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อมอบผลิตภัณฑ์
กำจัดยุง อาท มอส ชูตเตอร์ จำนวน 6,000 ชิ้น มูลค่า 828,000 บาท เพื่อให้นักเรียนและครูนำกลับไปใช้ที่บ้าน ต่อยอดการดูแลสุขอนามัยจากโรงเรียนสู่ครอบครัว และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ห่างไกลจากยุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะ

คาโอจะเดินหน้าติดตามผลการดำเนินงานและเรียนรู้จากการนำร่องในปีแรก เพื่อนำมาพัฒนารูปแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์โรงเรียนและชุมชนมากยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งหวังให้ “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” สามารถขยายผลและสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในวงกว้างต่อไป เพราะสุขอนามัยที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในบ้าน แต่สร้างได้ในทุกพื้นที่ที่เรียนรู้และเติบโต

แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ชวนชมนิทรรศการ MMAD Exhibition 3 ค้นพบแรงบันดาลใจไร้ขอบเขต

16 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

สัมผัสพลังแห่งความ “บ้า” และแรงบันดาลใจไร้ขอบเขตไปกับ MMAD Exhibition รอบที่ 3 (กันยายน – ตุลาคม) นิทรรศการร่วมสมัยภายใต้โครงการ MMADness is Calling ที่ระเบิดพลังสร้างสรรค์ผ่าน 4 แกลเลอรีสุดขั้ว! MMAD GALLERY 1 – The Body, The Material, The Soul ชวนเดินฝ่ามิติมืดและแสงระยิบระยับเพื่อสำรวจ 17 ประติมากรรมมนุษย์ในชุดปฏิบัติงานสีจัดจ้าน ท้าทายความจริงที่ซ่อนเร้น ต่อด้วย MMAD GALLERY 2 – Test My Style, Try My Straight ทลายกรอบศิลปะล้านนาจากความ “เชย” สู่ตุงสเก็ตบอร์ดและจิตรกรรมดิจิทัลที่หลอมรวมความเชื่อเข้ากับป๊อปคัลเจอร์อย่างสิ้นเชิง MMAD GALLERY 3 – Urban/ Street/ Craft ร่วมรื้อสร้างนิยามสตรีทอาร์ตผ่านงานหัตถกรรมและวัสดุเหลือใช้เพื่อบันทึกความทรงจำแห่งเมือง ปิดท้ายด้วย MMAD GALLERY 4 – Soft World พื้นที่ Interactive Installation Art ที่ชวนหนีความใจร้ายของโลกภายนอกมาโอบกอดความนุ่มนวล ผ่านประติมากรรมผ้าและโครเชต์ Upcycle กว่า 1,000 ชิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้กลับมาอ่อนโยนกับหัวใจตัวเองอีกครั้ง ณ MMAD GALLERY 1-4,    ชั้น 2, แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 25 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 – 19.00 น.

              MMAD GALLERY 1 – The Body, The Material, The Soul โดย ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์ นิทรรศการที่ชวนเดินฝ่าเข้าไปสำรวจกลุ่ม 17 ประติมากรรมมนุษย์ในชุดปฏิบัติงานสีจัดจ้าน ท่ามกลางจังหวะแสงระยิบระยับที่สลับสับเปลี่ยนกับความมืดสงัด กระตุ้นให้ตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า กับความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกภายใน

              MMAD GALLERY 2 – Test My Style, Try My Straight โดยศิลปิน WhatTheYak นิทรรศการที่หยิบยกศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่เคยถูกมองว่า “เชย” มาตีความใหม่ผ่านสไตล์ส่วนตัวอันโดดเด่น สัมผัส “ตุง” จากแผ่นสเก็ตบอร์ด และจิตรกรรมดิจิทัล ที่ผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับโลกของพ็อปคัลเชอร์และจินตนาการ ปลุกมัลติเวิร์สแห่งศิลปะให้มาบรรจบกันในพื้นที่เดียว เปิดโอกาสให้ความดั้งเดิมได้ลื่นไหลและเติบโตอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

              MMAD GALLERY 3 – Urban/ Street/ Craft โดย นิศากร เพ็ญสมบูรณ์, องอาจ มากสิน และ ณัฏฐพล บุญเผือก นำเสนอสตรีทอาร์ตกระแสหลักมักถูกจดจําผ่านภาพของการแทรกแซงในพื้นที่สาธารณะ (Art intervention) ด้วยการพ่นสีสเปรย์ หรือวาดด้วยสีอะคริลิกบนผนังคอนกรีต แต่นิทรรศการนี้เลือกที่จะหลุดพ้นจากกรอบเดิม นิทรรศการสตรีทอาร์ตแนวทดลองที่ใช้ “ภูมิปัญญาและงานหัตถกรรม” เป็นแกนกลางในการรื้อสร้างนิยาม “ความเป็นเมือง” ปลุกพื้นที่ทับซ้อนระหว่างอดีต ความทรงจำ และคุณค่าทางสุนทรียะให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง สำรวจภูมิทัศน์เมืองผ่านงานจัดวางที่สร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ลงมือคราฟต์ชิ้นงานเล็ก ๆ จากเศษวัสดุเพื่อบันทึกความทรงจำที่มีต่อเมืองในแบบของคุณ

              MMAD GALLERY 4 – Soft World พื้นที่ Interactive Installation Art โดย จิตติมน มันทรานนท์ นิทรรศการที่ชวนหนีความใจร้ายของโลกภายนอก แล้วมากอดความนุ่มนิ่มเยียวยาหัวใจในโลกจำลองอันอบอุ่น ผ่านประติมากรรมผ้าและงานโครเชต์สีสดใสกว่า 1,000 ชิ้น งานคราฟต์ที่ศิลปินใช้เวลาสร้างสรรค์มากกว่า 1 ปี ร่วมกับ กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง จ.เชียงราย และชุบชีวิตไหมพรม Upcycle จาก มูลนิธิกระจกเงา เตรียมใจให้พร้อมกระโดดเข้าสู่ในดินแดนที่คุณอาจได้พบเจอกับทั้งความประหลาดใจ ความทรงจำที่แทรกขึ้นมาผ่านรอยเย็บ รอยยิ้มในห้วงเวลาที่เผชิญกับความสับสน  ตลอดจนความอบอุ่น และเบิกบานใจ

อัปเดตไอเดียใหม่ ๆ และเข้าร่วมคอมมูนิตี้ของศิลปะและดีไซน์กับ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (ซีคอนสแควร์) ได้ที่ Facebook และ Instagram: MMAD – MunMun Art Destination และ MunMun Srinakarin

ศูนย์คุณธรรม ขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรม เดินหน้าจัด “Moral Hackathon 2026” ปีที่ 5 เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลกด้วยคุณธรรม

16 กันยายน 2569 เวลา 15:10 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาท การเป็น “ศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรมขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย” โดยมุ่งมั่นดำเนินภารกิจด้านการส่งเสริม พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านคุณธรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งความดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยถึงแนวทางการออกแบบนวัตกรรมทางสังคม โดยศูนย์คุณธรรมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายใต้แนวคิด Moral Touchable : คุณธรรมที่คุณสัมผัสได้ โดยมุ่งปรับเรื่องคุณธรรมให้เข้าใจง่าย ใกล้ตัว และประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มุ่งเน้นสร้างคุณธรรมที่ “วัดได้ กินได้ และสัมผัสได้จริง” เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรมเดินหน้าขับเคลื่อนและส่งต่อพลังความดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายผลสู่กลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Moral Hackathon 2026 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Moral Hack (a bit) เปลี่ยนนิด ชีวิตดี” เพื่อมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยการแข่งขันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนผู้สมัคร คุณภาพของผลงาน และการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา

รูปแบบโครงการ Moral Hackathon 2026 มุ่งเน้นการเปลี่ยนการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างเป็นระบบ 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  • ค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ (Boot Camp): จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำความเข้าใจโจทย์ และร่วมบ่มเพาะไอเดียกับเพื่อนๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ
  • กิจกรรมบ่มเพาะไอเดีย (Ideation Workshop): การติวเข้มเพื่อต่อยอดและกลั่นกรองแนวคิดของ 8 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ระหว่างวันที่ 3–4 กันยายน 2569 ให้มีความคมชัดและเป็นไปได้จริงก่อนเข้าสู่รอบตัดสิน
  • กิจกรรมทบทวนความก้าวหน้า (Progress Review): การให้ผู้เข้าแข่งขันได้เห็นจุดบกพร่องและปรับปรุงชิ้นงานให้ดียิ่งขึ้น โดนต้องนำเสนอความคืบหน้าให้แก่เมนเทอร์ เพื่อเช็คว่าตัวงานเดินถูกทาง และสามารถพัฒนาให้ทันตามเวลาที่กำหนด
  • การแข่งขันรอบสุดท้าย (Final Pitching): เวทีระดมสมอง คิด ออกแบบ พัฒนา และนำเสนอผลงานในรอบตัดสินสุดท้าย (Final Pitching) เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

ผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมจากศูนย์คุณธรรม เพื่อการันตีศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคม

 โครงการ Moral Hackathon 2026 เป็นเวทีที่สะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของศูนย์คุณธรรม ในการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ร่วมออกแบบแนวคิดสร้างสรรค์ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการ เพื่อพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบนวัตกรรมขับเคลื่อนสังคม

 ภายหลังผ่านการอบรมในกิจกรรม Boot Camp และการติวเข้มในรอบ Ideation Workshop ทีมผู้เข้าแข่งขันทั้ง 8 ทีมสุดท้าย ที่มีผลงานโดดเด่นพร้อมเข้าสู่การแข่งขันรอบตัดสิน (Final Pitching) และพิธีมอบรางวัล ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ ควอร์เตอร์ รัชโยธิน กรุงเทพฯ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ Moral Hackathon ประจำปี 2026 ทีม NONGNAO ประกอบด้วย นายณารา อินทรโสธรฉันท์ นางสาวณัฏธญาณ์ บุณยะวัฒน์ และ นางสาวธชา เทนญา บุณยนิตย์
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม ขบวนการนักสืบเยาวชน ประกอบด้วย นายพีรดณย์ วิลเลียมโฮ นางสาวกมลทิพย์ วิลเลียมโฮ และนายปวริศ รัตนาเอนกชัย
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม มหาพยัคฆ์ คือ นายภูวนัตถ์ เติมบุญ

ศูนย์คุณธรรม ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมรับชมการนำเสนอผลงานและการตัดสินรอบ Final Pitching ผ่านทาง Facebook Page: Moral Spaces (https://www.facebook.com/Moral.Innovation ) ได้ตั้งแต่ วันที่ 15 กันยายน 2569 นี้ พร้อมกับ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับองค์ความรู้และกิจกรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ทางเว็บไซต์ https://www.moralcenter.or.th/th/

CITIZEN เปิดตัว ‘Autumn Light’ ถ่ายทอดความงดงามของแสงฤดูใบไม้ร่วง ผ่านเรือนเวลารุ่นพิเศษ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:49 น.

ซิติเซน (CITIZEN) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1918 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ดูแลกระบวนการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบนาฬิกา พร้อมส่งมอบเรือนเวลาที่ผสานเทคโนโลยี ความเที่ยงตรง และงานออกแบบให้แก่ผู้สวมใส่ในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก

ในปี 2569 CITIZEN ประเทศไทย สานต่อแนวคิดการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการเปิดตัว CITIZEN Thailand Limited Edition 2026 – “Autumn Light” นาฬิการุ่นพิเศษที่ออกแบบและผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ จำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน ภายในงานเปิดตัว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“Autumn Light” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแสงอันอบอุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสะท้อนลงบนธรรมชาติและสร้างมิติของสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาตีความผ่านหน้าปัดไล่เฉดสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึกและอบอุ่น ตัดกับตัวเรือนโทนโรสโกลด์และสายหนังสีน้ำตาลเข้ม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่เรียบหรูและสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาส

อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญคือหน้าปัดแบบ Open Heart ที่เปิดให้เห็นการเคลื่อนไหวของกลไกภายใน สะท้อนเสน่ห์ของนาฬิกาจักรกลและแนวคิดเรื่องเวลาที่เคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ด้านหลังตัวเรือนสลักข้อความ “LIMITED EDITION” พร้อมหมายเลขประจำเรือนจากจำนวนการผลิตทั้งหมด 300 เรือน เพื่อยืนยันความพิเศษของนาฬิกาแต่ละเรือน

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร นำโดย นายคีฟ แวง ลอเรนซ์ โคช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer), นายนนทัช กาญจนาศักดิ์ชัย รองผู้จัดการทั่วไป (Deputy General Manager) และ Mr. Tomohiro Kinemuchi, General Manager, CITIZEN Hong Kong ร่วมเผยโฉมเรือนเวลารุ่นพิเศษแห่งปี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงาน Mr. Tomohiro Kinemuchi, General Manager, CITIZEN Hong Kong กล่าวถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดหลักของ CITIZEN พร้อมขอบคุณการสนับสนุนจากลูกค้าชาวไทยที่ทำให้โครงการ Thailand Limited Edition ในปีที่ผ่านมาอย่าง “The Jum” ภายใต้แนวคิด CITIZEN x THE JUM “Cosmic Fire”  ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ CITIZEN ก้าวต่อไปสู่การถ่ายทอดมิติใหม่ของแสงผ่าน “Autumn Light” จากพลังอันเจิดจ้าของ Cosmic Fire สู่ความอบอุ่นและลุ่มลึกของแสงสุดท้ายในฤดูใบไม้ร่วง แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดตั้งแต่กล่องนาฬิกาที่จำลองบรรยากาศของแสงสีทองลอดผ่านผืนป่ายามใกล้ค่ำ ไปจนถึงหน้าปัดซันเบิร์สต์สีน้ำตาลหลากเฉด และช่องเปิดแบบ Open Heart ที่เผยให้เห็นจังหวะการทำงานอย่างต่อเนื่องของกลไกจักรกลภายใน โดย Mr. Kinemuchi เน้นย้ำว่าเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงการเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลา พร้อมส่งต่อความอบอุ่นและพลังจากภายในไปกับผู้สวมใส่ในทุกวัน

บรรยากาศภายในงานได้รับการถ่ายทอดผ่านโทนสีและองค์ประกอบที่สะท้อนความอบอุ่นของฤดูใบไม้ร่วง โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการปรากฏตัวของนักแสดงหนุ่ม ก๊อต–จิรายุ ตันตระกูล ในฐานะแขกรับเชิญคนพิเศษ ผู้สะท้อนภาพลักษณ์ที่สง่างามและมีสไตล์ร่วมสมัย สอดคล้องกับนิยามของ “Autumn Light” ที่นำความคลาสสิกและความร่วมสมัยมาบรรจบกันอย่างลงตัว

ภายในงาน ก๊อต–จิรายุ ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแรงบันดาลใจเบื้องหลัง “Autumn Light” พร้อมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของเวลา และการเลือกเรือนเวลาให้สะท้อนบุคลิก รสนิยม และช่วงเวลาสำคัญของผู้สวมใส่

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้จากหลากหลายวงการ ได้แก่ บาส–อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, กั้ง–กรณ์ ศิริสรณ์, มิก–มณฑล วิเศษสินธุ์ และปอม–กมลภพ แก้วเดียว มาร่วมสัมผัสเรือนเวลารุ่นพิเศษและแบ่งปันมุมมองด้านสไตล์ภายในงานนอกจากการเปิดตัว Thailand Limited Edition 2026 แล้ว CITIZEN ยังนำเสนอนาฬิกาจากคอลเลกชันสำคัญ ได้แก่ Series 8, ATTESA, Zenshin, TSUYOSA และ Eco-Drive 50th Anniversary PHOTON เพื่อให้แขกผู้ร่วมงานได้สัมผัสความหลากหลายของงานออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาของ CITIZEN อย่างใกล้ชิด

ผู้สนใจสามารถสัมผัส CITIZEN Thailand Limited Edition 2026 – Autumn Light และคอลเลกชันพิเศษได้ภายในพื้นที่จัดแสดง CITIZEN ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 14–27 กันยายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงานนาฬิการุ่นพิเศษ “Autumn Light” วางจำหน่ายในราคา 14,900 บาท จำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ณ เคาน์เตอร์ CITIZEN ในห้างสรรพสินค้า Central, The Mall, Robinson, Siam Takashimaya, Siam Paragon และ Emporium

LIFE & HEALTH : แนวทางการใช้ “เอไอ” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

ในขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) มาปรับโครงสร้างและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้ เช่นเดียวกับภาครัฐ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชน  รวมไปถึงทำให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศได้มีการนำ “เอไอ” เข้ามาใช้ในการปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชน อาทิ

  • ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งประสบความสำเร็จจากระบบ X-Road ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมดเข้าด้วยกัน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ai ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงสร้าง X-Road เดิมที่มีอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ “เอไอ” เข้ากับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ซึ่งวัตถุประสงค์คือ การเปลี่ยนงานบริการภาครัฐที่เป็นไปตามกิจวัตรให้เป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการตัดสินใจของภาคภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างก้าวกระโดด
  • ประเทศไอร์แลนด์ พัฒนาแพลตฟอร์ม MyWelfare ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการสวัสดิการสังคมออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้พิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การจ่ายเงินกรณีเจ็บป่วย (Illness Benefit) มากกว่า 83% และเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาล 98% ได้รับการอนุมัติแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้อย่างมาก และที่สำคัญสามารถให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้ง เงินอุดหนุนบุตร เงินชดเชยการว่างงาน และ การรักษาพยาบาล ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประเทศอังกฤษ กำลังพัฒนาระบบการสนทนาแบบรวมศูนย์ ประเทศฝรั่งเศส พัฒนา Albert AI เป็นระบบ Generative AI ระดับประเทศที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการให้บริการประชาชน
  • ประเทศนอร์เวย์ พัฒนา Frida AI เป็น AI Chatbot ของรัฐบาลนอร์เวย์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในการให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
  • ประเทศฟินแลนด์ พัฒนา AuroraAI เป็นโครงการปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติของ ประเทศฟินแลนด์ ที่มุ่งเน้นการใช้เอไอ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐแบบองค์รวม เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลผ่าน ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) หรือ National Cloud ซึ่งเป็นแกนกลางในการรวมศูนย์ระบบคลาวด์ของหน่วยงานรัฐให้อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวยึดหลัก อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างเข้มงวด โดยข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลชั้นความลับสูงต้องจัดเก็บภายในประเทศภายใต้กฎหมายไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ ระบบ GDCC ยังทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Ready) ของภาครัฐ โดยการรวมศูนย์ข้อมูลและจัดมาตรฐานความปลอดภัยนี้ ทำให้ในอนาคตหน่วยงานต่างๆ สามารถนำ “โมเดลเอไอ” มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อยกระดับการตัดสินใจ นำระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน และขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ

จากผลการศึกษาของการนำเอไอ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชนของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาครัฐทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการสามารถที่จะนำเวลาไปพัฒนาศักยภาพตัวเองในการทำงานด้านการกำกับดูแล การวิเคราะห์ และการพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้น

“เอไอ” ไม่ใช่แค่บริการเสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาครัฐ

เอไอ ในปัจจุบันที่รัฐบาลหลายประเทศนำมาใช้ ไม่ใช่เป็นแค่บริการ หรือ ฟีเจอร์เสริม แต่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ภาครัฐต้องมี โดยมี เอไอ เป็นผู้ช่วยมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาของระบบเก่าโดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายมาสร้างเป็นฐานข้อมูลกลาง รวมทั้งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และ ระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจน สร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับภาครัฐ ในขณะเดียวกันข้าราชการ ก็จะปรับเปลี่ยนหน้าที่แทนที่จะต้องไปทำงานประจำแบบซ้ำๆ ทุกวัน ก็จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ออกแบบ ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงพัฒนา วิเคราะห์ เพื่อสร้างงานใหม่ๆ ในการให้บริการกับประชาชน

เอไอ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาใช้ โดยแกนหลักของการพัฒนาเอไอ ภาครัฐ ประกอบด้วย การสร้างรัฐบาลอัจฉริยะ(Smart Governance) โดยการนำ เอไอมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างโครงข่ายในการทำงานที่เชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงาน ไปจนถึง การปฏิวัติกระบวนการทำงาน (Operational Efficiency) ให้มีความเชื่อมโยง ในแบบ One-Stop Service เพื่อสร้างการให้บริการประชาชนแบบ 24/7 (Hyper-Personalized Services) รวมทั้งสร้างระบบที่มีการตรวจสอบและปราบปรามทุจริต (Fraud Detection) ซึ่ง พัฒนาการของเอไอ ในปัจจุบันสามารถสร้าง เอไอ ภาครัฐ ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐในการให้บริการประชาชน

อย่างไรก็ตาม การนำเอไอมาใช้งาน ไม่ใช่การลดบทบาทของมนุษย์ แต่ เป็นการสร้างภาครัฐที่สามารถส่งมอบบริการได้ “เร็วขึ้น” “ถูกต้องขึ้น” และเข้าถึงประชาชนได้ “ตลอดเวลา” และ ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้มนุษย์ทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ มีเวลาในการพัฒนาบริการได้ดีขึ้น เพราะ สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ทำงานทุกอย่างเพียงลำพัง เพราะสุดท้ายของกระบวนการทำงานยังคงต้องให้มนุษย์ เป็นการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ตัดสินใจได้ทั้งหมด เอไอ จึงเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติกระบวนการทำงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนมนุษย์

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม สอบถามได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569  หลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 16 กันยายน 2569

16 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จไปทรงร่วมแข่งขันกีฬาขี่ม้า ในพระสถานะตัวแทนทีมประเทศไทย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 วันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น สำหรับม้าส่วนพระองค์ที่จะทรงใช้ในการแข่งขันชื่อ Boulevard  

ll เจ้าฟ้าหญิงโซเฟีย พระราชธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเป ที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย แห่งสเปน จะทรงใช้วิถีชีวิตแบบธรรมดาสามัญชนในพระราชสถานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรุงปารีส หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาชั้นปีที่ 1 จาก Forward College ในเครือ University of London โดยสถาบันการศึกษานี้มีวิทยาเขตทั้งหมดสามแห่งคือกรุงลิสบอน โปร์ตุเกส กรุงปารีส ฝรั่งเศส และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

ll อายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น เพราะอายุ 100 ปี สำหรับจรรย์สมร วัธนเวคิน นักธุรกิจหญิงแถวหน้าของไทย ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเป็นคนสูงอายุ เพราะปัจจุบันยังคงเดินเหิน ออกกำลังกาย กินอาหาร ฟังเพลง ดูการแสดง ท่องเที่ยว และยังช่วยเหลือสังคมได้ตามปกติ เคล็ดไม่ลับของการมีอายุมากแต่ยังสุขภาพดีคือทำให้ใจเบิกบาน ออกกำลังกายให้เหมาะสม และยิ้มแย้มแจ่มใสทุกวัน และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ll มีหลายคนสงสัยว่าฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังเป็นโสดหรือมีครอบครัวแล้ว ตอบได้ชัดเจนว่าแต่งงานนานแล้ว แต่ยังใช้คำนำหน้าว่านางสาว และยังมีชีวิตครอบครัวปกติสุขสวีทหวานชื่นดีเยี่ยมทุกประการ สามีชื่อเชาวลิต เพชร์สินธพชัย ที่หลายคนบอกตรงกันว่ารูปหล่อประมาณดาราจีนเลยทีเดียว และมีลูกสาวหนึ่งคน 

ll แพร วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กลับมาโดดเด่นอีกครั้งหลังจากซึมเศร้าเพราะสูญเสียคุณย่า จันทนา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว มาวันนี้แพรเน้นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และรูปร่างดีกว่าเดิม ส่วนคุณยาย ม.ล. เทพิน เทวกุล อดีตนางแบบกิตติมศักดิ์ ก็ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉงมาก ยามว่างก็ออกกำลังกายและเต้นรำให้สุขอุรา

Victor Lee

รพ.พระรามเก้า คว้า 2 รางวัล TCCTA Awards 2026 สะท้อนศักยภาพทีม Contact Center ยกระดับ Patient Experience ตั้งแต่ First Contact

15 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า คว้า 2 รางวัลจากเวที The Best Contact Center Awards 2026 (TCCTA Awards 2026) สะท้อนความสามารถของทีม Contact Center ทั้งด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร  และการพัฒนาคุณภาพบริการ  ตอกย้ำความสำคัญของ Contact Center ในฐานะจุดเริ่มต้นของ Patient Experience ที่ทำหน้าที่มากกว่าการให้ข้อมูล แต่เป็นด่านแรกที่เชื่อมต่อผู้รับบริการสู่การดูแลทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ

The Best Contact Center Awards 2026 จัดโดย สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (Thai Contact Center Trade Association: TCCTA) เพื่อยกย่ององค์กรและบุคลากร Contact Center ที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ คุณภาพบริการ บุคลากร กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และ Customer Experience โดย TCCTA เป็นสมาชิกของ Contact Center Associations of Asia Pacific (CC-APAC) เครือข่ายสมาคม Contact Center ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยในปีนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้า คว้า 2 รางวัลในกลุ่ม Individual Awards ประเภท           Tele-Service ได้แก่ The Best Contact Center Manager of the Year – Tele-Service และ The Best Contact Center Supervisor of the Year – Tele-Service

โดยรางวัล The Best Contact Center Manager of the Year – Tele-Service สะท้อนความสามารถด้านการบริหาร Contact Center ในภาพรวม ตั้งแต่การนำทีม การวางกลยุทธ์ การบริหาร KPI และบุคลากร การพัฒนาคุณภาพบริการและ Customer Experience ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร

ขณะที่รางวัล The Best Contact Center Supervisor of the Year – Tele-Service สะท้อนบทบาทของหัวหน้างานในการนำแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการพัฒนาศักยภาพทีม การติดตามคุณภาพและ SLA การบริหาร Workload การแก้ไขปัญหา ตลอดจนการปรับ Workflow เพื่อให้การบริการ   มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับโรงพยาบาลพระรามเก้า Contact Center เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของ Patient Experience ตั้งแต่การสอบถามข้อมูล การเลือกแพทย์ การนัดหมาย ไปจนถึงการประสานเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษา โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเชื่อมั่นตั้งแต่ First Contact

ความสำเร็จจากเวที TCCTA Awards 2026 จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการพัฒนาคุณภาพบริการควบคู่กับคุณภาพการรักษา เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้รับบริการใน   ทุกขั้นตอน

Calvin Klein Collection โดย Veronica Leoni เผยโฉมบนรันเวย์โชว์ Spring 2027 ณ มหานครนิวยอร์ก

15 กันยายน 2569 เวลา 16:17 น.

Calvin Klein, Inc. เปิดรันเวย์โชว์ Calvin Klein Collection Spring 2027 โดยครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Veronica Leoni ณ อาคาร Terminal Warehouse นิวยอร์ก สานต่อการนำเสนอสไตล์มินิมอลแบบอเมริกันอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง 

“สไตล์ Minimalism แบบอเมริกันคือศาสตร์แห่งการลดทอนรายละเอียด โดยการตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนเหลือเพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น” Veronica Leoni ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Calvin Klein Collection กล่าวต่อว่า “Calvin ดึงเอาแนวคิดนั้นมาประยุกต์เข้ากับสรีระ ส่วนฉันนำมาปรับให้เข้ากับตัวตนของผู้หญิง ที่อยู่ข้างใน Minimalism ในแบบของฉันเริ่มต้นจากจุดนั้น จากความสัมพันธ์ระหว่างงานดีไซน์และเรือนร่าง โดยไม่มีสิ่งใดมากั้นกลาง เมื่อตัดทุกอย่างออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความปรารถนา”

คอลเลกชันนี้เป็นการนำเอาเสื้อผ้าชิ้นเบสิกของแบรนด์ เช่น เสื้อโค้ท เสื้อเชิ้ต สูท กางเกง กระโปรงทรงสอบ และเดรสสายเดี่ยว มาปรับโฉมใหม่ให้ดูเพรียวยาวขึ้นและเข้ารูปเน้นช่วงเอวอย่างชัดเจน งานตัดเย็บเน้นความบางและคมกริบแต่ใส่สบาย สูทผ้าฝ้ายและผ้าวูลได้รับการดีไซน์ให้ใส่สบายคล้ายเสื้อยืด มาพร้อมแจ็กเก็ตไหล่กว้างสำหรับใส่ทับเป็นเลเยอร์ส่วนเดรสสายเดี่ยวและเดรสทรงเสื้อยืดถูกตัดเย็บด้วยเทคนิคการตัดเฉียงแบบชุดราตรี นอกจากนี้ยังเติมเต็มสไตล์สปอร์ตสแวร์แบบอเมริกันด้วยเสื้อยืดผ้าไหมถักและเสื้อเบสบอล ผสมผสานวัสดุหลากหลายอย่างยีนส์ หนัง หนังกลับฉลุลาย และดีเทลชุดชั้นในสุดประณีต โดยคุมโทนด้วยสีขาวและดำเป็นหลัก ตัดด้วยสีสดใสอย่างสีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน รวมถึงลายตารางที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งตัวของ Georgia O’Keeffe

แอ็กเซสซอรีเน้นดีไซน์ที่ใช้งานได้จริง ที่คาดผมโลหะใช้รวบผมไปด้านหลังอย่างลงตัว ส่วนผ้าพันคอออกแบบให้ทิ้งตัวเป็นทรงมุมแหลม ด้านกระเป๋าถูกปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบเป็นทรงเรียบหรู แบบนุ่มนวลทิ้งตัว และทรงสามเหลี่ยมพับสไตล์โอริกามิ

โชว์ครั้งนี้จัดขึ้นที่ Terminal Warehouse อาคารโกดังอิฐขนาดใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1891 จากผลงานการดีไซน์ของ George B. Mallory และเป็นแลนด์มาร์กแห่งสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรมของนิวยอร์ก ภายในมีการจัดแสดงประติมากรรมตั้งพื้น 3 ชิ้นตลอดแนวรันเวย์ ซึ่งเป็นผลงานของ Walter De Maria เปิดโอกาสให้ผู้ชมและเหล่านางแบบได้เคลื่อนไหวผ่านงานศิลปะอย่างกลมกลืน พร้อมบรรยากาศที่ขับเคลื่อนด้วยเพลงประกอบโดย Kid Harpoon ที่ได้ Laurie Anderson และ Solange มาร่วมสร้างสรรค์ผ่านท่วงทำนองดนตรีอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าคนดังและแขกคนสำคัญ ได้แก่ ROSALÍA, Teyana Taylor, Tate McRae, Sadie Sink, Solange, Emily Ratajkowski, Pamela Anderson, Gemma Chan, Katie Holmes, Jason Bard Yarmosky, Benito Skinner, Mary Beth Barone, Maya Boyd, Supriya Ganesh, St. Vincent, Alex Eala, Giulia Be, Misty Copeland, Iris Law, Lila Moss, Sabrina Elba, Jose Alvarado, 3House, Marcus และ Iris Ericsson, Antwaun Sargent, Kid Harpoon, Bethann Hardison, Kitty Ca$h รวมถึงสามศิลปินจากประเทศไทยอย่างหลิงหลิง คอง, โทมัส ธีร์ทัศน์ จึงมณีรัตน์, ซี ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ

ที่มาร่วมงานในลุคจาก Calvin Klein Collection รวมถึงบุคคลสำคัญในวงการแฟชั่นอย่าง Elizabeth Saltzman, Derek Blasberg, Lauren Santo Domingo, Eva Chen, Brandice Daniel, Tommy Ton, Steven Kolb, Phil Oh, Dirk Scanden และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีแขกท่านอื่นๆ อาทิ Nara Smith, Wisdom Kaye, Madeline Argy, Jake Shane, Yesly Dimate, Ashtin Earle, Isabelle Allain, Natalia Bryant, Chriselle Lim, Charli D’Amelio, Nai Devora, Lily Chee, Jordan Daniels, Marlon Garcia, Ruby Lyn, Alioune Badara-Fall, Sandra Shehab, Jordan Rand, Isan Elba, Enya Umanzor, Jacob Rott, Bach Buquen, Rebecca Donaldson, Paola Locatelli, Ting Ting Lai, Tamu McPherson, Sam Salter, Maritz Hau, Tony Ozkan, Laura Abla, Alexa Chung, Camila Coelho, Maria Bottle, Jorge Patino, Arantza Goett, Jordana Maia, Seira Anzai, Kemio, Bambi Northwood-Bluth และอีกมากมาย ซึ่งต่างสวมใส่เสื้อผ้าหลากหลายสไตล์จาก Calvin Klein ทั้ง Calvin Klein Collection, Calvin Klein Jeans ชุดสูทและเสื้อผ้าอื่นๆ

LACOSTE ชวนสัมผัสไลฟ์สไตล์เหนือระดับ เปิดตัว ‘Club Lacoste Bali’

15 กันยายน 2569 เวลา 15:58 น.

Lacoste เดินหน้าสานต่อโลกของกีฬา Padel ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว “Club Lacoste Bali” ณ โรงแรม W Bali – Seminyak รีสอร์ตริมทะเลอันโดดเด่นของบาหลี ถ่ายทอดเอกลักษณ์และมรดกแห่งโลกกีฬาของ Lacoste สู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางริมชายฝั่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ดื่มด่ำไปกับโลกของ Lacoste

ภายใต้ความร่วมมือตลอดระยะเวลา 3 ปี “Club Lacoste Bali” เปิดประสบการณ์ผ่านสนาม Padel แบบเอ็กซ์คลูซีฟจำนวน 2 สนาม ที่ได้รับการออกแบบอย่างโดดเด่น พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้มากกว่าการเล่นกีฬา ด้วยพื้นที่ที่ถ่ายทอดโลกของ Lacoste อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบูติกสำหรับเลือกชมและช้อปปิ้งสินค้า พื้นที่กลางแจ้งที่ได้รับการตกแต่งด้วยแรงบันดาลใจจากจระเข้ สัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องล็อกเกอร์ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งทุกองค์ประกอบ

สะท้อนสไตล์ของ Lacoste ที่ผสานความเป็นสปอร์ตเข้ากับความเรียบหรู พร้อมจัดแสดงคอลเลกชันน้ำหอมล่าสุดของ Lacoste ในบริเวณล็อกเกอร์อีกด้วย

ที่สุดแห่งการเฉลิมฉลองโลกของ Padel ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเปิดตัว “Club Lacoste Bali” จัดขึ้นพร้อมกิจกรรม Padel Clinic สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รวบรวมเหล่าคนดังจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ของ Club Lacoste Bali บนสนามแห่งใหม่ ผ่านกิจกรรมฝึกซ้อมกับโค้ชมืออาชีพ การแข่งขันกระชับมิตร และการเล่น Padel ร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

ผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่

  • จุง อาเชน ไอย์ดึน นักแสดง นักร้อง และนายแบบชาวไทย
  • นานา เมียร์ดาด (Nana Mirdad) นักแสดงชื่อดังชาวอินโดนีเซีย
  • ฟิโอน่า ฟุสซี (Fiona Fussi) นางแบบและนักแสดงชาวสิงคโปร์
  • ลีนัส เต็ง (Linus Teng) ไลฟ์สไตล์อินฟลูเอนเซอร์ชาวมาเลเซีย
  • ไอลีน ชอย (Evelyn Choi) เซเลบริตี้อินฟลูเอนเซอร์ชาวฮ่องกง
  • ไร เวลาสโก (Ry Velasco) ไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชาวฟิลิปปินส์
  • โอมาร์ แดเนียล (Omar Daniel) นักแสดง พิธีกร และนายแบบชาวอินโดนีเซีย และอีกมากมาย

การรวมตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมของกีฬา Padel ที่กำลังเติบโตขึ้นทั่วภูมิภาค พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ Lacoste ที่มองว่ากีฬาเป็นพลังสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างคอมมูนิตี้ และเปิดพื้นที่สำหรับประสบการณ์ร่วมกัน

นอกจากนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว “Club Lacoste Bali” ทาง Lacoste ยังเปิดตัว Padel Capsule Collection เป็นครั้งแรก ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้เล่นทั้งในและนอกสนาม โดยคอลเลกชันนี้ประกอบด้วย ไม้ Padel 2 รุ่นที่ออกแบบให้ตอบโจทย์รูปแบบการเล่นที่แตกต่างกัน ได้แก่ L.MAX สำหรับผู้เล่นเป็นประจำที่มองหาพลัง ความเร็ว และความแม่นยำ ส่วนอีกรุ่น L.SOFT ไม้ที่มีน้ำหนักเบา มอบความสบายและควบคุมได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่กำลังพัฒนาทักษะการเล่น พร้อมเติมเต็มคอลเลกชันด้วย L Paletero กระเป๋าสำหรับใส่อุปกรณ์ Padel เครื่องแต่งกายคุณภาพสูง และรองเท้า Padel AG-LT Ultra ในโทนสีพิเศษที่ออกแบบเฉพาะสำหรับกีฬา Padel โดยเฉพาะ

นิยามใหม่ของ Lacoste ผ่านกีฬา Padel

กีฬา Padel ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงโลกแห่งกีฬาของ Lacoste ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยความนิยมที่เติบโตเร็วในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและใช้เวลาร่วมกัน โดยเฉพาะการเล่นเป็นคู่ที่ช่วยเชื่อมโยงทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง และผู้คนจากหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน

สนาม Padel จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการแข่งขัน แต่ยังเป็นจุดนัดพบที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มาใช้เวลาร่วมกัน การแข่งขันแต่ละครั้งกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพบปะและสร้างความสัมพันธ์ ขณะที่คอมมูนิตี้ของผู้

เล่นก็เติบโตขึ้นทั้งในและนอกสนาม สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเชื่อมโยงและการแบ่งปัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Lacoste ดังนั้น Padel จึงไม่ใช่เพียงหมวดหมู่กีฬาใหม่สำหรับ Lacoste หากแต่เป็นอีกหนึ่งบทใหม่ในการถ่ายทอดคุณค่าที่ขับเคลื่อนแบรนด์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น Lacoste ยึดมั่นในการนำเสนอกีฬาในฐานะพื้นที่แห่งการแสดงออก การเชื่อมโยง และการแบ่งปัน ซึ่งความสนุกและความสง่างามของเกมมีความสำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพในการเล่น และด้วยแนวคิดดังกล่าว แบรนด์แฟชั่นสัญชาติฝรั่งเศสจึงก้าวเข้าสู่โลกของ Padel อย่างเต็มรูปแบบ

“Club Lacoste Bali” เปิดให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์ Padel ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมผสานโลกแห่งกีฬาและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ต้อนรับทั้งผู้เข้าพักของรีสอร์ตและผู้ที่ชื่นชอบกีฬา Padel จากทั่วทุกมุมโลก

หานตัน ซิโนมา จัดกิจกรรมเปิดบ้านองค์กร เดินหน้าขยายความร่วมมือ

15 กันยายน 2569 เวลา 15:45 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทในเครือหานตัน ซิโนมาในประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเปิดบ้าน “วันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” ภายใต้แนวคิด “การผสานรวม·การอยู่ร่วมกัน” โดยเชิญพันธมิตรทางธุรกิจ พนักงานชาวไทยและครอบครัว สื่อมวลชน ตลอดจนผู้แทนชุมชนเข้าเยี่ยมชมบริษัท พร้อมนำเสนอประวัติการพัฒนาของกลุ่มบริษัทและผลงานด้านวัสดุก่อสร้างสีเขียว เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่ง “การควบรวมสองกลุ่มวัสดุ” ของกลุ่มบริษัทวัสดุก่อสร้างแห่งชาติจีน ซึ่งแขกผู้ร่วมงานได้รับชมภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดพัฒนาการและผลสำเร็จของบริษัทในด้านการก่อสร้างทางวิศวกรรม การดำเนินงานด้านการผลิต และวัสดุชนิดใหม่

ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญของซิโนมา อินเตอร์เนชั่นแนลในประเทศไทย บริษัทได้ดำเนินธุรกิจในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีขอบเขตธุรกิจครอบคลุมงานก่อสร้างทางวิศวกรรม การดำเนินงานด้านการผลิต และวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ บริษัทเคยรับผิดชอบการก่อสร้างโครงการสำคัญในประเทศไทย อาทิ โครงการไท่หัวและโครงการเชาหยิง ทำให้สั่งสมประสบ การณ์อย่างกว้างขวางด้านการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการโครงการ

บริษัทเดินหน้าส่งเสริมการเผยแพร่และประยุกต์ใช้วัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ในตลาดไทยอย่างแข็งขัน โดยกิจกรรมเปิดบ้านครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการแนะนำผลิต ภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ แผ่นใยแร่จากหิน แผ่นยิปซัม และกระจกผลิตไฟฟ้า พร้อมนำเสนอคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมและรูปแบบการใช้งานผ่านผลิตภัณฑ์จริงและกรณีศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างครบถ้วนถึงผลสำเร็จจากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทด้านนวัตกรรมวัสดุสีเขียวและคาร์บอนต่ำ และได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากพันธมิตรฝ่ายไทย

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทยึดมั่นในแนวคิด“การผสานรวม·การอยู่ร่วมกัน” โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมชมในวันเปิดบ้าน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และกิจ กรรมในรูปแบบอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์กับพนักงานชาวไทย พันธมิตรในพื้นที่ และชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และประสบการณ์จากฝ่ายจีนเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคต บริษัทจะยังคงยึดประเทศไทยเป็นฐานและขยายการดำเนินงานไปยังภูมิภาคโดยรอบ มุ่งเน้นวัสดุก่อสร้างสีเขียวและงานก่อสร้างทางวิศวกรรม ขยายความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน