Life & Health : เรียนรู้ประโยชน์การใช้ Social Listening

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/753152

Life & Health : เรียนรู้ประโยชน์การใช้ Social Listening

Life & Health : เรียนรู้ประโยชน์การใช้ Social Listening

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง Social Media ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนมากกว่า 58.4% ทั่วโลก และในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน Social Media มากถึง 81.2% จากจำนวนประชากรทั่วประเทศ หากเราลองเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมการใช้งาน Social Media ของคนไทยนั้น พบว่า มีการใช้งานสูงถึงเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งพฤติกรรมการใช้งานเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ แพลตฟอร์ม Social Media ไม่ว่าจะเป็นบน Facebook, Instagram, Twitter, TikTok, YouTube หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ต่างๆ

ข้อมูลจาก อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด บริษัทชั้นนำของคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดรูปแบบใหม่ (MarTech) ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ด้านสื่อสารการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ในฐานะองค์กร ธุรกิจ และแบรนด์ ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารและเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย จำเป็นที่จะต้องเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อที่จะสื่อสารในสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายอยากเห็นหรืออยากได้ยิน ไม่ใช่เพียงแค่โพสต์อะไรที่ธุรกิจและแบรนด์อยากโพสต์ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว

Social Listening คืออะไร?

Social Listening หรือ Social Listening Tool คือหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาด (Martech Tools) ที่กำลังได้ความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเครื่องมือตัวนี้จะมีหน้าที่ในการฟัง หรือ เก็บข้อมูลจากหลากหลายแหล่งในโลกออกไลน์ไม่ว่าจะเป็น Social Media ชื่อดังต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, TikTok, YouTube, บทความ หรือ ข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ โดยข้อมูลที่ได้รับการเก็บเข้ามาก็จะมีลักษณะเป็น ข้อความไม่ว่าจะจาก โพสต์, ความคิดเห็น, ภาพ, วีดีโอ หรือ Hashtag ต่างๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ต่อไป

ประโยชน์จากการใช้ Social Listening ในโลกของธุรกิจ

สำหรับการประยุกต์ใช้งาน Social Listening ให้เกิดประโยชน์นั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธีเป็นอย่างมาก โดยประโยชน์และวิธีที่เรายกมาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการประยุกต์ใช้ Social Listening ให้เหมาะกับภาคธุรกิจหรือแบรนด์ โดยมี 3 ประโยชน์หลักๆ ดังนี้

1.เข้าใจความต้องการของลูกค้า และเข้าใจความรู้สึกของลูกค้ามีต่อแบรนด์-อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าพฤติกรรมของลูกค้าได้เปลี่ยนพื้นที่ในการแสดงออกมาอยู่บน Social Media หรือ เว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้นเราจึงสามารถใช้ความสามารถของ Social Listening ในการรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้นได้และในความคิดเห็นเหล่านั้นก็มักจะมีความรู้สึกบางอย่าง เช่น ความชอบ ความต้องการ หรือความรู้สึกต่อแบรนด์ทั้งชอบ และไม่ชอบ หรือถ้าชอบ แล้วชอบอะไร ถ้าไม่ชอบ มีมุมไหนหรือมิติไหนที่แบรนด์สามารถแก้ไขได้บ้าง และ นอกจากแบรนด์ของตัวเองแล้วยังสามารถประยุกต์แนวคิดนี้เพื่อใช้กับแบรนด์คู่แข่งเพื่อเป็นการวิเคราะห์คู่แข่งได้อีกด้วย

2.ใช้พิจารณา Influencers ที่เหมาะสม-ด้วยการเติบโตขึ้นของตลาด Influencers ทำให้จำนวนและตัวเลือกของ Influencers มีอยู่หลากหลาย ดังนั้น ในฐานะแบรนด์จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเลือก Influencers ที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ในแบบที่แบรนด์อยากจะสื่อสารหรืออยากเป็น โดยทั่วไปแล้วเวลาเลือก Influencersเรามักจะพิจารณาจาก ตัวเลขผู้ติดตาม, ยอดการมีส่วนร่วม หรือ รูปแบบของเนื้อหาที่ Influencers นำเสนอ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ข้อมูลของ Influencers เท่านั้นยังขาดข้อมูลความเห็นของลูกค้า ซึ่งการใช้ Social Listening เข้ามาช่วยในส่วนนี้จะทำให้เราเห็น ผลตอบรับหรือ ความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อ Influencers คนนั้นๆ ก็จะช่วยให้เราเลือกพิจารณาใช้ Influencers ได้แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพต่อแบรนด์มากยิ่งขึ้น

3.ป้องกันการเกิด Crisis Management- ในทุกๆ ครั้งที่เกิดวิกฤตกับแบรนด์มักมีผลกระทบที่รุนแรงและกินเวลานาน ในหลายๆ ครั้งอาจกระทบกับภาพลักษณ์ขององค์กรหรือแบรนด์ บางครั้งทำให้คนเกลียดแบรนด์ไปเลยก็เป็นได้ดังนั้น การใช้บริการ Social Listening มักจะเห็นแนวโน้มของประเด็นที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เช่น การเริ่มมีกระแสลบเกี่ยวกับชื่อเสียงของแบรนด์เราใน Twitter เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจในมุมต่างๆเช่น ออกจดหมายชี้แจง หรือ ติดต่อกับกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานผู้ติดตามสูงและทำการชี้แจงสื่อสารก่อนที่เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่มีต่อแบรนด์เรา จะเห็นได้ว่าการใช้ประโยชน์จาก Social Listening ในการทำ Crisis Managementก็เปรียบเสมือนการดับไฟตั้งแต่ต้นลม ช่วยควบคุมและป้องกันความเสียหายที่เรื่องเล็กๆอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ๆ ได้

ในยุคที่ธุรกิจต้องตามใจลูกค้า การฟังและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย จึงมีความสำคัญลำดับต้นๆ ที่องค์กร หรือแบรนด์และธุรกิจให้ความสำคัญ ดังนั้น Social Listening หรือ Social Listening Tools จึงเป็นกระบวนการและเครื่องมือทางการตลาด (Martech Tools) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากจำนวนผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น เพราะประโยชน์ในการ “ฟัง” ที่สามารถต่อยอดไปอีกหลากหลายมิติ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะเริ่มใช้งาน Social Listening ก็คือ เราจะใช้งานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะกับธุรกิจในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากเกี่ยวกับ “คำ” ซึ่งอาจจะทำให้ผลลัพธ์จากร้ายกลายเป็นดี หรือ จากดีกลายเป็นร้ายเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น การเลือกใช้ Social Listening Tools หรือเลือกใช้บริการด้าน Social Listening จากทีมงานที่มีประสบการณ์และเข้าใจวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแท้จริงก็เปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกอย่างถูกต้องนั่นเอง และถ้ากำลังมองหา Social Listening Tools ที่ถูกพัฒนามาเพื่อคนไทย พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับ Social Listening มาอย่างยาวนานทั่วทุกอุตสาหกรรม พร้อมมีทีมบริการตลอด 24/7 สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

จากข้อมูลข้างต้น คุณก็จะเห็นว่าการใช้ social media monitor หรือ listening มีประโยชน์ต่อธุรกิจหรือองค์กรของคุณอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจลูกค้า วิเคราะห์ตลาด สร้างคอนเทนต์ ประเมินผล ป้องกันปัญหา หรือสร้างความสัมพันธ์ได้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตและประสบความสำเร็จต่อไป

ฝากข่าวบุญ จาก บาทหลวงสุขุม ธนะสิงห์ อธิการคณะพระมหาไถ่ พัทยา สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วม รำลึก 20 ปี คุณพ่อเรย์ : สืบสานจิตตารมณ์เพื่อเด็กและคนพิการ ขอเชิญร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยเหลือคนพิการกว่า 900 คน ได้โดยการโอนเงินผ่าน กองทุนคุณพ่อเรย์ เพื่อคนพิการและสังคม ธนาคารกรุงเทพ สาขาบุญถาวร พัทยา เลขที่บัญชี 983-0-12018-5 นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ ติดต่อฝ่ายสื่อสารองค์กร ได้ที่โทรศัพท์ 02-5724042 ต่อ 8301 หรือไลน์ @mahatai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การเจาะชิ้นเนื้อเมื่อพบก้อนที่เต้านม ลดความกังวลใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751685

LIFE & HEALTH : การเจาะชิ้นเนื้อเมื่อพบก้อนที่เต้านม ลดความกังวลใจ

LIFE & HEALTH : การเจาะชิ้นเนื้อเมื่อพบก้อนที่เต้านม ลดความกังวลใจ

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.31 น.

ปัจจุบันนี้มะเร็งเต้านมยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดในผู้หญิง กล่าวคือพบเป็นอันดับหนึ่งของโรคมะเร็งในผู้หญิง และยังคงมีอัตราเสียชีวิตสูงมาก ทั้งที่การดำเนินโรคนั้นสามารถรักษาได้อย่างหายขาดเมื่อพบในระยะแรกๆ สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งเต้านมมักตรวจเจอในระยะท้ายๆ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สาวๆ ทุกๆ คน ควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอยู่เสมอ

ข้อมูลจาก พญ.แพรวพรรณ ทองทับ รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านมโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมบางรายอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เจอความผิดปกติจากการตรวจคัดกรอง ด้วยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ ส่วนอาการที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่ง คือ การพบเจอก้อนที่เต้านม ซึ่งหากเป็นก้อนที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง จะนำไปสู่การเจาะชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยโรคในลำดับต่อไป

การตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าก้อนที่เต้านมมีหน้าตาหรือรูปร่างอย่างไร มีโอกาสที่จะเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดาหรือเนื้อร้ายมากน้อยแค่ไหน โดยรังสีแพทย์จะประเมินค่าออกมาเป็นคะแนนที่เรียกว่า BI-RADSคะแนนนี้จะบ่งบอกความน่าจะเป็นในการเป็นมะเร็ง ซึ่งมีค่าตั้งแต่ BIRADS 1 -BIRADS 5 มีความหมาย ดังนี้

l BI-RADS 1 หมายถึง ตรวจไม่พบ ความผิดปกติใดๆ แนะนำให้ตรวจคัดกรองปีละ 1 ครั้ง

l BI-RADS 2 หมายถึง ตรวจพบสิ่งที่มีได้ตามปกติธรรมชาติในเต้านมเช่น หินปูนธรรมดา ซีสต์หรือถุงน้ำเต้านมก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แนะนำให้ตรวจปีละ 1 ครั้ง

l BI-RADS 3 หมายถึง ตรวจพบสิ่งที่คาดว่าน่าจะปกติที่พบได้ในเต้านม (probably benign) โอกาสเป็นมะเร็ง 0-2% แนะนำตรวจซ้ำทุกๆ 6 เดือน จนครบ 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอันตราย

l BI-RADS 4A หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้2-10%

l BI-RADS 4B หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้10-50%

l BI-RADS 4C หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 50-95%

l BI-RADS 5 หมายถึง ตรวจพบความผิดปกติ โอกาสเป็นมะเร็ง >95%

หากตรวจคัดกรองแล้ว เจอความผิดปกติที่มีคะแนนตั้งแต่ BI-RADS 4 ถึง BI-RADS 5 แพทย์จะแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อเพื่อให้ทราบผลการวินิจฉัยที่แน่ชัดโดยการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อ ในวันที่เจาะไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหารก่อนตรวจ แต่หากผู้ป่วยรับประทานยาในกลุ่มที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด มีความจำเป็นต้องแจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาให้ทราบ และจำเป็นต้องหยุดยาก่อนเจาะชิ้นเนื้อประมาณ 5-7 วัน เพื่อไม่ให้มีปัญหาเลือดหยุดยากระหว่างทำหัตถการ

การเจาะชิ้นเนื้อเต้านมทำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยเริ่มแรกแพทย์จะฉีดยาชาบริเวณที่พบก้อนเนื้อ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยในขณะฉีดยาชาเท่านั้น โดยระหว่างการเจาะชิ้นเนื้อผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่จะได้ยินเสียงของเข็มเจาะชิ้นเนื้อระหว่างการเจาะ

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีการเจาะชิ้นเนื้อในปัจจุบันที่สามารถเจาะและดูก้อนเนื้อผ่านการอัลตราซาวนด์หรือแมมโมแกรมทำให้การเจาะชิ้นเนื้อเป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น แม้ว่าก้อนเนื้อนั้นจะคลำไม่ได้หรือมีขนาดที่เล็กกว่าหนึ่งเซนติเมตร นอกจากนี้ ยังมีความปลอดภัยสูง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในขั้นตอนการรักษาทั้งหมด โดยผู้ป่วยจะมีเพียงแผลขนาดเล็กเท่ารูเข็มที่ผิวหนังเท่านั้น หลังจากทำหัตถการเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยสามารถกลับได้เลย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยจะได้รับการปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ ในระหว่าง 3 วัน ให้ผู้ป่วยดูแลแผลไม่ให้โดนน้ำและไม่ยกของหนัก หรือออกกำลังกายเช่น เหวี่ยงแขนแรงๆ นอกจากนั้นแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ถ้าหากมีอาการปวดสามารถทานยาพาราเซตตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้

อย่างไรก็ตาม การเจาะชิ้นเนื้อที่โรงพยาบาลเวชธานี การส่งตรวจผลชิ้นเนื้อด่วนจะใช้เวลาประมาณ 1 วันเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยสบายใจไม่ต้องกังวลกับการรอผลการตรวจนาน ส่วนผลชิ้นเนื้อปกติใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

ในกรณีที่ตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านมแพทย์จำเป็นต้องมีการประเมินระยะของมะเร็งเต้านมต่อไป ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้

l ระยะ 0 ระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม เซลล์มะเร็งระยะ 0 รักษาหายได้

l ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง

l ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร และเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น

l ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น

l ระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว

มะเร็งเต้านม เป็นชนิดของมะเร็งที่สามารถรักษาหายขาดได้ เมื่อรู้ผลเร็ว โดยเฉพาะในระยะที่มะเร็งยังไม่ลุกลามนั้น หรือระยะที่ 0 นั้น สามารถรักษาหายขาดได้เกือบ 100% ดังนั้น การใส่ใจตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างจริงจังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไร ยิ่งลดความรุนแรงของโรคและอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้มากเท่านั้น สำหรับวิธีการรักษามะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 วิธี ดังนี้ (1) การรักษาโดยการผ่าตัด (2) การรักษาโดยการฉายแสง (3) การรักษาโดยยาต้านฮอร์โมน (4) การรักษาโดยยาเคมีบำบัด (5) การรักษาโดยยาที่มีการออกฤทธิ์จำเพาะ

การตรวจพบว่า เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าจะต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่มากขึ้น จำเป็นจะต้องมีการเสริมการรักษาโดยวิธีการอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่นการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของโรคและดุลพินิจของแพทย์ ปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดรักษาเพื่อทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ ให้คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพ สามารถทำงานได้อย่างปกติ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เสริมเสน่ห์ผิวหน้าในแบบผู้ชาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/750270

LIFE & HEALTH : เสริมเสน่ห์ผิวหน้าในแบบผู้ชาย

LIFE & HEALTH : เสริมเสน่ห์ผิวหน้าในแบบผู้ชาย

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผิวหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกและบุคลิกภาพของผู้ชาย การดูแลผิวหน้าไม่ใช่เรื่องที่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็ควรใส่ใจและดูแลผิวหน้าของตัวเองเพื่อให้มีความมั่นใจและประทับใจใครๆ ได้ การดูแลผิวหน้าสำหรับผู้ชายมีประโยชน์ ช่วยให้ผิวหน้าสะอาด สดใส และไม่มีปัญหาเรื่องสิว ฝ้า กระ หรือรอยแผลจากการโกนหนวด การล้างหน้าอย่างถูกวิธี การขัดผิว เพื่อกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว การเติมความชุ่มชื้น และการทาครีมกันแดด เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้ชายควรทำเป็นประจำ นอกจากนี้ยังจะช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดดควัน ฝุ่น มลพิษ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะทำให้ผิวหมองคล้ำ เสียสี เสียความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ทั้งนี้การดูแลผิวหน้าโดยเฉพาะชายวัย 40 ปีขึ้นไป จะช่วยเพิ่มค่าตัวของตัวเองเพราะผู้ชายที่มีผิวหน้าสุขภาพดี ดูดี และดูเป็นมืออาชีพ จะได้รับการชื่นชมและเคารพจากผู้คนรอบตัวมากขึ้น

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ประธานคณะทำงานโครงการจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี แนะนำว่า ผิวหน้าผู้ชาย มีความอ่อนแอและต้องการการบำรุงเช่นเดียวกับผู้หญิง เนื่องจากโครงสร้างผิวที่หนา มีความมัน รูขุมขนกว้าง แถมมีการโกนหนวดที่อาจส่งผลเสียต่อผิวหน้า เช่น ปัญหาขนคุด สิวอักเสบ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม และซัลเฟตซึ่งทำร้ายให้ผิวอ่อนแอ เสียสมดุลและเกิดการระคายเคือง ฯลฯ ยิ่งเมื่อวัยก้าวเข้าสู่เลข 4ก็มักจะกังวลและขาดความมั่นใจกับสุขภาพผิวที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะผิวหน้าที่แห้งสากมีริ้วรอย หากไม่รีบหันมาใส่ใจปกป้องผิวเสียแต่วันนี้ก็อาจจะสายเกินไป

การดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการรับประทานอาหารให้หลากหลายครบหมวดหมู่และดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วฟิตร่างกายทุกวันด้วยการออกกำลังกายพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส ฯลฯ แม้จะเป็นสิ่งสำคัญแต่ก็ควรใช้สกินแคร์ควบคู่กันไป การบำรุงผิวที่ดีควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งชนิดที่เป็นโลชั่น เอสเซนส์ ครีมและซีรั่ม ซึ่งต้องทำให้ครบทุกขั้นตอนเพราะแต่ละชนิดก็มีหน้าที่และคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับหนุ่มๆ แล้ว คงไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก หรือเสียเวลาไปกับการบำรุงหลายขั้นตอน ฉะนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับผู้ชายแต่ละคนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และมีอีกปัจจัยประกอบกัน เช่น

l ประเภทของผิวหน้า คือปัจจัยสำคัญที่สุดเพราะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับประเภทของผิวหน้าของเรา เช่น ผิวแห้ง ควรเลือกที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น โลชั่น ครีม หรือซีรั่ม แต่ถ้าผิวมัน ควรเป็นชนิดที่ช่วยควบคุมความมัน เช่น เจล โฟม หรือโทนเนอร์ ล่าสุดมีความก้าวหน้าทางนวัตกรรมของเทคโลโลยีสมัยใหม่ ปัจจุบันแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นได้ปฏิวัติการดูแลผิวผู้ชายให้เป็นแบบ “เปิด ซึม ล็อก” ครบจบในขั้นตอนเดียวกัน ด้วยการนำเทคโนโลยีการพัฒนาอิมัลชั่นแบบ WOW หรือ W/O/W (Water-in-Oil-in-Water) ซึ่งรวมสามขั้นตอนที่จำเป็นต่อการดูแลผิว ได้แก่ โลชั่นซีรั่ม และครีม เข้ามาไว้ด้วยกัน นับเป็นสกินแคร์ที่ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ชายยุคใหม่ที่ใช้ได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากหลายขั้นตอน แถมช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างรวดเร็ว

l ปัญหาของผิวหน้า เพื่อให้การดูแลผิวหน้าได้ผลดีขึ้น การรู้ปัญหาผิวของตัวเองเช่น สิว จุดด่างดำ รอยแดด ริ้วรอย ฯลฯ ทำให้เราเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง

l งบประมาณ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าผู้ชายมีราคาหลากหลาย ขึ้นอยู่กับแบรนด์ คุณภาพ ปริมาณ และส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เราจึงต้องเปรียบเทียบราคาและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่เราสนใจ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับงบประมาณที่มี

l ความพึงพอใจ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในครั้งถัดไป หากรู้สึกไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ เช่นไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หรือเกิดอาการแพ้ ควรหยุดใช้และเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวหน้ามากขึ้น

l คำแนะนำ ควรขอคำแนะนำจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ผิวหนัง หรือเภสัชกร รวมถึงศึกษาข้อมูลและดูรีวิวจากแหล่งต่างๆ เช่น อินเตอร์เนต หนังสือ หรือสื่ออื่นๆ ที่เชื่อถือได้ เพื่อมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมีคุณภาพและปลอดภัย

หากจะเลือกสกินแคร์มาดูแลผิวหน้าผู้ชาย ซีรั่ม ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ เพราะมีคุณสมบัติบำรุงที่ล้ำลึกกว่าครีมทั่วไป เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลเล็กมาก เนื้อสัมผัสเบาบาง จึงไม่เหนียวเหนอะหนะและซึมสู่ผิวได้เร็วและง่ายกว่า ที่สำคัญยังมีความเข้นข้นของสารออกฤทธิ์มากกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบอื่น จึงช่วยแก้ปัญหาและฟื้นฟูบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกและตรงจุด

สำหรับหนุ่มๆ ทั้งหลายที่มีตารางงานแน่นหรือสายกีฬาหรือสายลุยๆที่มีแอ๊กทิวิตี้เพียบ การมองหาสกินแคร์เพื่อดูแลและบำรุงผิวให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีอยู่เสมอ ควรเลือกส่วนประกอบหลักที่มีคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความมันส่วนเกิน กระชับรูขุมขน รวมถึงช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะที่เกิดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญสารประกอบต่างๆ ต้องเหมาะกับผิวผู้ชายโดยเฉพาะ เช่น สารสกัดจากถังบ่มวิสกี้ (Whisky Barrel Wood Extract) นอกจากจะช่วยในการปรุงแต่งรส กลิ่นและสีในระหว่างกระบวนการบ่มวิสกี้แล้ว สารสกัดยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งช่วยยังยั้งเอนไซม์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาผิว เช่น ช่วยลดการเลื่อมสลายของคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ เรียบเนียน ช่วยลดการสังเคราะห์เมลานินทำให้ผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ ช่วยลดการสลายตัวของ hyaluronic acid ทำให้ผิวชุ่มชื้น ดูอิ่มน้ำ, สารสกัดจากชาอู่หลง (Oolong Tea Extract, OTE)มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟินิน“คาเทชิน” จึงช่วยป้องกันเอนไซม์ที่ทำลายอิลาสตินและคอลลาเจน ป้องกันการเกิดริ้วรอยอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบของผิวหนังและช่วยให้ผิวดูสดชื่น มีชีวิตชีวา,แอซีทิล เฮกซาเปปไทด์-8 เปปไทด์ที่ทำหน้าที่ลดการยึดตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอย โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา พร้อมช่วยให้ผิวแข็งแรง กระชับ ยืดหยุ่น ซึ่งให้ผลลัพธ์คล้ายการทำโบท็อกซ์แต่มีความอ่อนโยนและปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิว, สารอิโนซิทอล ที่ช่วยปรับสมดุลให้กับผิว ลดความมันส่วนเกินบริเวณ T-Zone (หน้าผากและจมูกที่มีความมัน) เพื่อลดความรู้สึกเหนียวเหนอหนะ พร้อมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวที่มีความแห้งบริเวณ U-Zone (แก้ม คางและลำคอ) และช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส, สควาเลน สารสกัดจากพืชซึ่งเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบา ช่วยล็อกความชุ่มชื้นให้ผิว ชะลอไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย รวมถึงช่วยให้ผิวลื่น เรียบเนียนและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิว

การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผู้ชายไม่ใช่เรื่องยากโดยเฉพาะวัย 40 ปีขึ้นไป โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา การดูแลผิวหน้าสำหรับผู้ชายเป็นเรื่องที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากหรือเสียเวลา เพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีต่อวัน ผิวหน้าของคุณจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และคุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในทุกๆ ด้านของชีวิต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เทคนิคสู่เส้นทางนักนวัตกรรุ่นเยาว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748757

LIFE & HEALTH : เทคนิคสู่เส้นทางนักนวัตกรรุ่นเยาว์

LIFE & HEALTH : เทคนิคสู่เส้นทางนักนวัตกรรุ่นเยาว์

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักนวัตกรรม หรือ innovators เป็นหนึ่งในอาชีพใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ แต่เส้นทางสู่การเป็นนักนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เส้นทางนักนวัตกรรุ่นเยาว์ เสริมสร้างโอกาสให้พัฒนาผลงานสู่ความเป็นธุรกิจนวัตกรรม หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand; ENZ) ได้ร่วมสนับสนุนในโครงการประกวดนวัตกรรมแห่งประเทศไทย หรือ Thailand Innovation Awards 2023 ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาผลงานผ่านค่ายนวัตกรรุ่นเยาว์ ให้รู้จักคิดแก้ไขปัญหาจากมุมมองใหม่ที่แตกต่างและสร้างสรรค์เรียนรู้ปัญหา สร้างและทดสอบชิ้นงานต้นแบบวางแผนธุรกิจ เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี จัดสรรทรัพยากรในการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลงานนวัตกรรมนำเสนอออกสู่ตลาด

มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก รศ.ดร. ฮุยเบิร์ด เดอ รายส์ (Dr.Huibert de Vries) อาจารย์อาวุโสจากภาควิชาการจัดการการตลาดและการเป็นผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี (University of Canterbury) ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งได้เดินทางมาบรรยายและแชร์เทคนิคการสร้างธุรกิจในประเทศนิวซีแลนด์ ในหัวข้อ “กรณีศึกษานวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จจาก
นวัตกรรุ่นใหม่ในประเทศนิวซีแลนด์ (Success innovation case from young innovator in New Zealand)” ให้กับน้องๆ เยาวชนไทยค่ายนวัตกรรุ่นเยาว์กว่า 100 คน จาก 40 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อไม่นานมานี

รศ.ดร.ฮุยเบิร์ด เดอ รายส์ ให้คำแนะนำว่า “ผู้ประกอบการต้องเดินเข้าหาโอกาสและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่ารอให้โอกาสเข้ามาหา และการที่จะเป็นผู้ประกอบการนั้นคุณต้องอยู่กับปัจจุบันแต่คาดการณ์ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ยากที่สุด (ในการเป็นผู้ประกอบการ) คือการที่คุณไม่รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ หากคุณรู้ว่าคุณไม่รู้บางสิ่ง นั่นจะแก้ได้ง่าย แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่ามีปัญหาอยู่ แบบนั้นยากมากที่จะแก้ได้เราจึงพยายามสอนให้เด็กตระหนักถึงสิ่งที่เขาไม่รู้”

เทคนิคสู่เส้นทางนักนวัตกรรุ่นเยาว์

1.Fail! Make mistakes- lots of then กล้าที่จะผิดพลาด และเรียนรู้ในความผิดพลาดผู้ประกอบการต้องกล้าที่จะลงมือทำ อย่ากลัวความล้มเหลวหรือความผิดพลาดจนไม่กล้าลงมือทำ ต้องกล้าที่จะลองผิดลองถูกและเรียนรู้ซ้ำๆเอาความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียน และให้มองความล้มเหลวหรือความผิดพลาดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ อย่ามองเป็นด้านตรงข้ามกันว่าด้านนี้คือความสำเร็จอีกด้านเป็นความผิดพลาด

2.Be present! Be engaged อยู่กับปัจจุบันอย่าจมกับความผิดพลาด ให้นำสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตมาถอดรหัสถอดเป็นบทเรียนมาเรียนรู้ต่อ เมื่อรู้ว่าเราต้องทำอะไรให้เดินไปหาผู้ที่จะช่วยเราได้ ผู้ประกอบการเข้าใจว่า “การอยู่กับปัจจุบัน” เป็นสิ่งสำคัญ

3.Learning about lots of different things. Keep asking questions ให้เรียนรู้อยู่สม่ำเสมอ ถ้าไม่รู้ให้รู้จักตั้งคำถาม “คนที่ใฝ่รู้และผู้เรียนที่สมดุล” สามารถสร้างพนักงาน ผู้ประกอบการและผู้นำที่โดดเด่นได้ ซึ่งในที่สุดพวกเขาเองจะกลายเป็นคนที่โดดเด่น Be willing to play a long game; อย่าคิดว่าจะมีอะไรได้มาง่ายๆเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการต้องใช้เวลาต้องทุ่มเทจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

4.Stay true to your value ให้โฟกัสในเป้าหมายในคุณค่าของสิ่งที่เรากำลังทำ ว่าเรากำลังอะไรเพื่ออะไร ให้ความสำคัญกับอะไร

ปัญหาและอุปสรรคที่พบบ่อยในผู้ประกอบการรุ่นใหม่

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบบ่อยในผู้ประกอบการรุ่นใหม่สู่การเป็นนวัตกรรุ่นเยาว์นั้น รศ.ดร.เดอ รายส์ บอกว่า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือผู้ประกอบการวัยรุ่น คือ

l ไม่รู้ว่าตัวเองขาดอะไรและไม่ขาดอะไร ซึ่งการที่ไม่รู้ว่าขาด ทำให้เราไม่รู้ต้องเพิ่มอะไร หรือต้องแก้ตรงไหน

l ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ใจร้อนอยากประสบความสำเร็จเร็ว

แนวทางแก้ไขก็คือ ทำตามเทคนิคที่แนะนำ และอย่าใจร้อนค่อยๆ เรียนรู้ค่อยๆ เติบโตไปไม่ต้องเร่งรีบที่จะประสบความสำเร็จเร็วเกินไป ต้องรู้จักอดทนที่จะเรียนรู้ไปสู่เป้าหมาย

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ช่อทิพย์ ประมูลผลผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทยเปิดเผยว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีเป้าหมายทางการศึกษานานาชาติ คือการสร้างพลเมืองโลก Global Citizenship และการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสร้างการคิดแบบวิเคราะห์ การสร้างนวัตกรรม และมีแนวคิดแบบ creative thinker คนในประเทศถูกปลูกฝังในเรื่องการสร้างนวัตกรรมและธุรกิจที่รองรับประชากรโลก ไม่ได้เป็นแค่ User หรือผู้ใช้นวัตกรรมเท่านั้นแต่การศึกษานิวซีแลนด์ยังสอนให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรม ดังเช่นสโลแกนขององค์กรคือ Think New

สำหรับผู้สนใจเรื่องการศึกษานิวซีแลนด์ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ขอเชิญร่วมงานแนะแนวการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand Education Fair 2023) โดยมี สถาบันการศึกษาชั้นนำ จากประเทศนิวซีแลนด์ 50 สถาบัน ทั้งโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัยครบทั้ง 8 แห่ง ของนิวซีแลนด์ สถาบันเทคโนโลยี และสถาบันภาษา ที่มาร่วมจัดกิจกรรมและมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับนักเรียนไทย พร้อมทุนการศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ผู้สนใจสามารถขอรับคำปรึกษารายละเอียดหลักสูตรและโปรแกรมการศึกษาต่างๆ ที่เหมาะสมกับตนเองและเปิดประสบการณ์ห้องเรียนจำลอง ที่ยกคลาสเรียนจากคุณครูนิวซีแลนด์มาให้นักเรียนไทยทดลองเรียนฟรี สำหรับผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานฟรี ในวันเสาร์ที่ 26 ส.ค. 2566 นี้ เวลา 11.00-17.00 น. ณ สามย่าน
มิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/nzeducationfair2023

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มะเร็งเต้านม ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/747286

LIFE & HEALTH : มะเร็งเต้านม ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย

LIFE & HEALTH : มะเร็งเต้านม ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มจากทั่วโลกหรือในประเทศไทยเอง โดยตัวเลขของผู้หญิงที่ตรวจพบเป็นมะเร็งเต้านมทั่วโลกมีประมาณ2.2 ล้านรายต่อปี และเสียชีวิตราว 680,000 คนต่อปี สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากกรมการแพทย์ในปี 2564 พบว่ามีหญิงไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมประมาณ 17,043 คนต่อปี หรือคิดเป็น 47 คนต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตถึง 13 คนต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูง เพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย รวมถึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้

แพทย์หญิงวีรวรรณ ฉัตรตรัสตรัย รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

l ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามอายุ, มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว, มีญาติสายตรงที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่, การมีประจำเดือนเร็วและหมดประจำเดือนช้า,เคยมีประวัติการฉายแสงบริเวณหน้าอกมาก่อน, และการมีภาวะเนื้อเต้านมหนาแน่น ซึ่งจะทราบได้โดยการทำแมมโมแกรม

l ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน, การดื่มแอลกอฮอล์, การใช้ยาฮอร์โมนต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการออกกำลังกาย

ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการทำแมมโมแกรมควบคู่กับการทำอัลตราซาวนด์เต้านม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีประวัติทางพันธุกรรมในครอบครัว หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านเต้านมเพื่อเข้ารับการตรวจก่อนกลุ่มผู้หญิงทั่วไปในช่วงอายุที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันในกลุ่มที่มาด้วยอาการผิดปกติของเต้านมควรได้รับการตรวจด้วยแมมโมแกรม และ/หรือ อัลตราซาวนด์ทุกราย เช่น

l มีการคลำได้ก้อน

l มีน้ำไหลออกจากหัวนม

l มีลักษณะของเต้านมและผิวหนังที่ผิดไป
จากปกติ (ผิวหนังบุ๋มตัว คล้ายเปลือกส้ม หรือหัวนมบุ๋ม)

l เคยเจาะพบชิ้นเนื้อประเภทความเสี่ยงสูงมาก่อนและ

l เคยมีประวัติมะเร็งเต้านมมาก่อน

สำหรับการทำแมมโมแกรมเป็นการตรวจภาพเต้านมโดยการใช้ภาพถ่ายทางรังสี โดยเครื่องตรวจจะปล่อยรังสีในระดับต่ำปริมาณรังสีเมื่อเทียบกับการตรวจเอกซเรย์ปอดพบว่าสูงกว่าเพียงเล็กน้อย หรือคิดเป็น 1 ใน 6ของปริมาณรังสีตามธรรมชาติที่อยู่รอบตัวในปัจจุบันโรงพยาบาลเวชธานีมีเทคโนโลยีการตรวจด้วยแมมโมแกรม 3 มิติ ใช้เวลาถ่ายภาพเอกซเรย์เพียง 3.7 วินาทีต่อท่า ช่วยให้สามารถแยกก้อนเนื้อออกมาจากการทับซ้อนกันของเนื้อเต้านมได้ ส่งผลให้เห็นก้อนเนื้อหรือหินปูนที่ผิดปกติได้ชัดเจนขึ้นและยังได้ภาพที่ละเอียดมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีเนื้อเต้านมที่แน่น (dense breast) ดังนั้นการตรวจเต้านมโดยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้งจึงถือว่ามีความปลอดภัย และช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติของเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

ส่วนการทำอัลตราซาวนด์ จะทำให้เห็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำในเต้านมได้ หากพบว่ามีก้อนเนื้อจะสามารถบอกขนาดและขอบเขตของก้อนเนื้อได้ว่าเรียบร้อยดี หรือค่อนไปทางมะเร็ง ซึ่งจะช่วยให้วินิจฉัยได้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

การตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ประจำปีไม่ใช่วิธีการป้องกันมะเร็งเต้านม แต่ช่วยในการคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมได้เป็นอย่างดีรวมทั้งยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในทางในการเจาะตรวจชิ้นเนื้อในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติจากภาพวินิจฉัย ทำให้สามารถตรวจพบรอยโรคได้ในขนาดเล็กขณะที่ยังไม่มีอาการผิดปกติ และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีส่งผลให้เพิ่มอัตราการรอดชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วยได้

มะเร็งเต้านมถือเป็นภัยเงียบใกล้ตัว การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์จึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคนที่มีข้อบ่งชี้ เพราะมะเร็งเต้านมรู้เร็ว รักษาหายขาดได้

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งรูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การบริหารงานบุคคลในภาคอุตสาหกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746006

Life & Health : การบริหารงานบุคคลในภาคอุตสาหกรรม

Life & Health : การบริหารงานบุคคลในภาคอุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การบริหารงานบุคคลในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้โรงงานดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการบริหารงานบุคคลในโรงงานอุตสาหกรรมก็มีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องเผชิญ ปัญหาและอุปสรรคที่พบได้บ่อยครั้งในการบริหารงานบุคคลในโรงงานอุตสาหกรรมได้แก่ การจัดหาบุคลากรที่มีความสามารถและทักษะในการทำงาน การเก็บรักษาและพัฒนาบุคลากร การจัดการเกี่ยวกับการทำงานและการปรับตัวของพนักงาน และการส่งเสริมและแรงจูงใจให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อจัดการกับปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ โรงงานอุตสาหกรรมต้องมีแผนการบริหารจัดการด้านบุคคลที่ชัดเจน โดยต้องมีการวิเคราะห์และวิจัยเพื่อหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และต้องมีการติดต่อสื่อสารอย่างชัดเจนกับพนักงาน เพื่อให้พวกเขารู้ถึงแผนการของโรงงาน และช่วยให้โรงงานดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก อาจารย์ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเรียนรู้ Chief Learning Officer (CLO) บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด (Beyond Training) ผู้นำด้านการฝึกอบรมพัฒนาคนในองค์กรชั้นนำของไทย เปิดเผยว่าปัจจุบันการแข่งขันโรงงานอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา เพราะ FTA หรือเขตการค้าเสรีสำหรับบางประเทศ เช่น จีน ทำการแข่งขันในไทยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในประเทศอย่างเดียว แต่ต้องสู้กับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่มีกำลังผลิตใหญ่มากกว่า ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่า ต้นทุนการขนส่ง และกำแพงภาษีที่หายไป นับเป็นปัญหาและอุปสรรคการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรม เป็นความท้าทายของการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารจัดการระบบผลิต (Production system) และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Human resource development)

สำหรับ ความท้าทายของการบริหารจัดการระบบผลิต (Production system)เกี่ยวกับการวางแผนการผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิด Stock เกินความจำเป็น ซึ่งนำไปสู่ต้นทุนแฝงในการจัดเก็บ, ต้นทุนการขนส่ง เป็นต้น การบริหารการจัดการในงานอุตสาหกรรมทำให้เกิดประสิทธิผลหรือประสบความสำเร็จนั่น ต้องยึดหลัก Process Improvement ที่เน้นกระบวนการทำงานที่ดี พร้อมกลยุทธ์และแนวทางสู่ความสำเร็จ คือ

1.จัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น บางองค์กรมีกลยุทธ์ที่หลากหลายแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง สาเหตุหลักไม่ได้จัดลำดับความสำคัญ จำเป็นต้องนำกลยุทธ์มาลำดับความสำคัญ อาทิ Urgency, Impact, Expansion เป็นต้น

2.ทำตามแผนแล้วแต่หัวหน้าบอกว่าผลลัพธ์ไม่เหมือนที่คิดไว้ สาเหตุไม่ได้ clarify target ที่ชัดเจนให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน ทั้งเชิงผลลัพธ์ และกระบวนการ

3.ทำตามแผนไม่ได้ เจอปัญหาระหว่างทางจนทำไม่สำเร็จ สาเหตุมาจากไม่ได้ประเมินความเสี่ยงและหาวิธีปิดความเสี่ยงล่วงหน้าทำให้แก้ปัญหาระหว่างทางยากจนโปรเจกท์ล้มได้

นอกจากนี้ ความท้าทายของศักยภาพของบุคลากร (Human resource development) เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ หลายบริษัทไม่มีทีม HRD ของตัวเอง ทำให้ขาดการวางระบบการสร้าง Career development และ Skill development ที่เหมาะสมกับบุคลากรในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งหลักการบริหาร “คน” ในแบบญี่ปุ่น
เป็นหลักการที่ดี ซึ่งใช้หลักการ “Before build CAR, we build PEOPLE” ฉะนั้น เราต้องพัฒนาคนของเราให้มีความสามารถก่อน เขาจึงสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ จะเห็นว่าหลักการบริหาร “งาน” ในแบบญี่ปุ่นจะเน้นหลักการสร้างคุณภาพของสินค้า ให้ลูกค้าประทับใจจนอยากมาซื้อซ้ำอีก เพราะต้นทุนของการหาลูกค้าใหม่แพงกว่าต้นทุนที่ทำให้ลูกค้าเดิมซื้อซ้ำ ถ้าเราไม่สามารถทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำได้ ต้นทุนภาพรวมของเราก็แข่งขันได้ยากเช่นกัน

พร้อมกันนี้ องค์กรต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า ต้องรู้กระบวนการที่สร้างคุณค่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการ การทำงานที่รวดเร็ว และประหยัด ซึ่งเป็นการสร้าง BUSINESS PROCESS IMPROVEMENT ซึ่งมีกรณีศึกษาของบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชื่อ S company มีโจทย์ในการส่งมอบสินค้าให้ Supplier ว่าต้อง Pack สินค้าด้วยกล่องใหม่ก่อนขนสินค้าเข้าสู่พื้นที่จัดส่ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคด้านนอกกล่องปนเปื้อนเข้าไปในโรงงาน ได้มี Supplier A และ Supplier B : โดย Supplier A ได้ขอพื้นที่หน้าโรงงาน เพื่อ Unpack กล่องที่ทำการขนส่งทิ้ง แล้วเอากล่องใหม่มาทำการบรรจุใหม่ตามคำขอของลูกค้า ส่วน Supplier B ได้ WRAP กล่องที่ขนส่งทั้งหมด ถึงหน้าโรงงานได้ลอก WRAP ออกและใช้กล่องเดิมส่งเข้าโรงงาน ซึ่งตรงกับความต้องการลูกค้าที่ป้องกันเชื้อโรคด้านนอกกล่อง และทำงานที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทำให้ S company ตัดสินใจซื้อสินค้า Suppler B

นอกจากนี้ ระบบอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนซึ่งจากประสบการณ์การทำงานในระบบอุตสาหกรรมที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่งซึ่งในยุคแรก อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สูงมาก เช่น ผลิตรถยนต์เพื่อขายลูกค้าในประเทศเป็นหลัก แต่เนื่องจากการลงทุนเครื่องจักรใช้เงินลงทุนสูงมาก ทำให้การบริหารการใช้งานเครื่องจักรให้มากกว่า 90% ทำได้ยาก และเข้าสู่ยุคที่ 2 คือ การผลิตเพื่อขายลูกค้าภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการ Utilize เครื่องจักรให้ได้มากที่สุด เมื่อการส่งออกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงช่วงที่สัดส่วนการส่งออกสูงกว่าลูกค้าภายในประเทศ ปัญหาคือ รถยนต์ส่งออกมีกำไรน้อยกว่ารถที่ขายในประเทศเพราะค่าขนส่งและภาษีนำเข้า จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคที่ 3 คือการย้ายฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น มายังประเทศที่มีฐานลูกค้าใหญ่ในบางประเทศ และหาแหล่งวัตถุดิบที่ต้นทุนต่ำกว่าญี่ปุ่นและหนึ่งในนั่นคือประเทศไทยจากการย้ายฐานการผลิตรถยนต์นี้ จึงทำให้เกิดระบบอุตสาหกรรมอื่นๆ มีบริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตมาที่เมืองไทยด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การรักษามะเร็งลูคีเมียแบบใหม่ด้วยการตัดต่อยีนเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์เพื่อเพิ่มภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/744508

Life & Health : การรักษามะเร็งลูคีเมียแบบใหม่ด้วยการตัดต่อยีนเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์เพื่อเพิ่มภูมิ

Life & Health : การรักษามะเร็งลูคีเมียแบบใหม่ด้วยการตัดต่อยีนเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์เพื่อเพิ่มภูมิ

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้ นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติ ต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กมีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงถึง 1,000 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี โดยโรคมะเร็งเด็กที่พบมากที่สุดคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวร้อยละ 30 รองลงมาคือโรคมะเร็งสมองร้อยละ 20 โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองร้อยละ 15 โรคมะเร็งต่อมหมวกไตร้อยละ 10 ส่วนโรคมะเร็งไต โรคมะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย โรคมะเร็งตับโรคมะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆ พบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือร้อยละ 5

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็ก ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ พบแค่ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา ส่วนโรคมะเร็งในเด็กชนิดอื่นยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็ก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆ เซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกันในคน คนเดียวกัน จึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกันและตอบสนองได้ดีมาก ซึ่งแตกต่างจากเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งมากกว่า ทำให้เซลล์มะเร็งมีความแตกต่างกันในคนคนเดียวกัน จึงทำให้การตอบสนองต่อการรักษาไม่ค่อยดีและแตกต่างกันไปในแต่ละคน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) ซึ่งในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของ ALL มีได้ประมาณร้อยละ 80 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 50 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่สามารถรับการปลูกถ่ายไขกระดูก ขณะนี้ประเทศไทยมีนวัตกรรมที่สามารถช่วยชีวิตคนไข้เหล่านี้ได้

การรักษามะเร็งลูคีเมียแบบใหม่ด้วยการตัดต่อยีนเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์เพื่อเพิ่มภูมิ Chimeric Antigen Receptor T-Cell (CAR T-Cell)

โรคจำนวนมากได้รับการรักษาให้หายขาดได้ด้วยเทคนิคใหม่ๆ ทางการแพทย์ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมาก โดยรักษาลงไปที่ระดับเซลล์หรือระดับพันธุกรรมคือ ยีนและ DNAแม้กระนั้นโรคบางอย่างก็ยังมีความยากลำบากมากในการรักษาอยู่ เช่น โรคมะเร็ง เพราะมะเร็งชนิดที่แตกต่างกัน มีธรรมชาติหลายอย่างที่แตกต่างกันมาก จึงมีผู้พยายามใช้ความรู้ไปดัดแปลงและปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยไม่ส่งผลกระทบกับเซลล์ปกติ วิธีการที่ได้ผลดีแบบหนึ่งเรียก CAR T–Cell คำว่า CAR ในที่นี้เป็นตัวอักษรย่อมาจากคำว่า Chimeric AntigenReceptor ขณะที่ T-Cell คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในร่างกายที่มีความสามารถในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม เซลล์ติดเชื้อโรค หรือเซลล์มะเร็ง ในผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง T-Cell ของผู้ป่วยไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ จึงเกิดโรคขึ้นมาหลักการสำคัญของวิธี CAR T-Cell คือ เราดัดแปลง T-Cell ของผู้ป่วย ให้สร้างโปรตีนที่เรียกว่า CAR คล้ายๆ ติดอาวุธให้ T-Cell เมื่อ T-Cell เจอกับเซลล์มะเร็ง จึงสามารถจดจำและกำจัดเซลล์มะเร็งชนิดจำเพาะเหล่านั้นได้เทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นคือ มี“ความจำเพาะ” กับเซลล์มะเร็งสูง เกิดอันตรายกับเซลล์ปกติเล็กน้อยการผลิต CAR T-Cell จะมีความจำเพาะกับผู้ป่วยแต่ละรายเท่านั้น ต่างกับวิธีการรักษามะเร็งส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่

ปัจจุบันในต่างประเทศมีการใช้เทคโนโลยีนี้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดบีเซลล์ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็ก หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในผู้ใหญ่ ได้ผลดี มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ US FDA ให้ใช้จริงในผู้ป่วยแล้ว คือ CAR CD19 T-cell โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เช่น ผลิตภัณฑ์ชื่อ ทิสซาเจนเลกลูเซล (Tisagenlecleucel) ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบลิมโฟบลาสติก (Acute Lymphoblastic Leukemia–ALL) และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดดิฟิวลาจน์บีเซลล์ (Diffuse large B cell lymphoma)

สำหรับในประเทศไทย ทีมวิจัยนำโดย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง และ รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ นักวิจัยแกนนำของ สวทช. ประจำปี 2559 ได้ศึกษาการใช้ CAR CD19 T-Cell รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวลูคีเมียและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองลิมโฟมา ซึ่งอยู่ในระยะคลินิกเฟส 1/2 โดยทำการศึกษาในหลายสถาบันในประเทศไทย ในปัจจุบันได้ทำการรักษาด้วยวิธีนี้ 11 ราย คนไข้ทุกรายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดตลอดจนยามุ่งเป้าแล้วหลายชนิดผู้ป่วยที่เคยดื้อต่อการรักษามาแล้ว ตอบสนองดีมากต่อการรักษาด้วย CAR CD19 T-Cellผู้ป่วยทุกรายโรคสงบได้ โดยปัจจุบันบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด ซึ่งเป็นของคนไทย ได้รับ license จากมหาวิทยาลัยมหิดล ไปต่อยอดเพื่อขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานอาหารและยาต่อไป นอกจากนี้ทีมวิจัยได้ทำการวิจัย CAR BCMA T-Cell สำหรับโรคมะเร็งมัยอิโลมา CAR GD2 T-Cell สำหรับมะเร็งต่อมหมวกไต มะเร็งกระดูก และมะเร็งสมองอีกด้วย

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯคืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ. กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

Life & Health : รู้จัก..โรคมะเร็งลำไส้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743063

Life & Health :  รู้จัก..โรคมะเร็งลำไส้

Life & Health : รู้จัก..โรคมะเร็งลำไส้

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 05.30 น.

หลายปีที่ผ่านมามีแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วย “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าอัตราการเสียชีวิตกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองและวิทยาการด้านการรักษาที่พัฒนาไปมาก เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด

ข้อมูลจาก นพ.ณัฐชดล กิตติวรารัตน์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดชีวิตจะพบใกล้เคียงกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย คือประมาณ 1 ต่อ 25 คน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วย ซึ่งโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากติ่งเนื้อหรือ Polyp ในลำไส้ใหญ่ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถทราบสาเหตุการเกิดได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้ 2 ประเภท

(1) ปัจจัยความเสี่ยงจากตัวบุคคล ได้แก่

l อายุ ในอดีตพบว่ามากกว่า 90% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ มีอายุมากกว่า 50 ปี และอายุเฉลี่ยที่พบคือ 60-65 ปี แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ อุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดตามรายงานคือ 18 ปี

l ประวัติในครอบครัวและถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่า 20% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

l ประวัติการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้มีการศึกษาพบว่า ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถพัฒนากลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่หากมีการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นติ่งเนื้อ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้

(2) ปัจจัยความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม

l ภาวะน้ำหนักเกินและขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่าน้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค ขณะเดียวกันการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้ลำไส้มีการทำงานและเคลื่อนตัวมากขึ้น ผลในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

l อาหาร ในอาหารบางประเภทจะมีสารก่อมะเร็งซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แหนม หมูยอ ลูกชิ้น กุนเชียง และเนื้อแดงที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง

l การสูบบุหรี่ พบว่า 12% ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่

l เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมากยิ่งขึ้น

ในระยะแรกของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เมื่อการดำเนินของโรคผ่านไปและติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่จนกลายเป็นมะเร็งแล้ว ผู้ป่วยจึงจะเริ่มมีอาการแสดงเกิดขึ้น เช่น การขับถ่ายมีเลือดหรือมูกเลือดปน ถ่ายอุจจาระก้อนเล็กลง
ท้องผูกสลับท้องเสีย แน่นท้อง ท้องโต หรือคลำเจอก้อนในท้อง ดังนั้น หากได้รับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนักตั้งแต่อายุ 45-50 ปี เมื่อมีการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือสามารถป้องกันมะเร็งได้ถ้าตรวจเจอตั้งแต่เป็นติ่งเนื้อก่อนที่จะเป็นมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ระยะของโรค ตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง อายุ สภาพร่างกายและโรคร่วมของผู้ป่วย โดยมี 4 วิธีหลักที่ใช้ในการรักษา ได้แก่

l การผ่าตัด เป็นการตัดเอาลำไส้ส่วนที่เป็นรอยโรคและต่อมน้ำเหลืองออก หรือในบางกรณีหากรอยโรคอยู่ที่ลำไม้ส่วนปลายที่ติดกับทวารหนัก อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดทำทวารเทียม

l การฉายรังสี เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด โดยฉายรังสีก่อนหรือหลังผ่าตัดก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และการพิจารณาของแพทย์ ใช้ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายและทวารหนัก

l ยาเคมีบำบัด อาจให้ก่อนหรือหลังผ่าตัด ร่วมกับการฉายรังสีหรือไม่ก็ได้ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ไม่จำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยระยะแรกเริ่ม

l ยามุ่งเป้า (targeted therapy)ให้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ชนิดของยาขึ้นอยู่กับการตรวจยีนจากชิ้นเนื้อ เพื่อวิเคราะห์การตอบสนองของยา (precision medicine)

นอกจากนี้ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ จึงมีวิธีการรักษาเพิ่มเติมที่ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวเพิ่มมากขึ้น เช่น ยามุ่งเป้ายาภูมิคุ้มกันบำบัด หรือแม้แต่งานวิจัยล่าสุดอย่าง Cancer Vaccine และ Cancer Avatar ที่เปรียบเสมือนความหวังของผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย โดย Cancer Vaccine คือการจะนำโปรตีนเซลล์มะเร็งที่ได้จากก้อนมะเร็งของผู้ป่วยมาสกัดเป็นวัคซีนแบบจำเพาะบุคคลเพื่อช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวรู้จักหน้าตาของเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยและพร้อมทำลายเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด ก็จะช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่วน Cancer Avatar คือกระบวนการทดสอบการตอบสนองต่อยาก่อนที่จะใช้ในผู้ป่วยจริง วิธีการคือตัดชิ้นเนื้อมะเร็งของผู้ป่วยมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและพัฒนาจนมีลักษณะคล้ายกับเซลล์มะเร็งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเปรียบเสมือนว่าเซลล์มะเร็งนั้นเป็นตัวแทนมะเร็งของผู้ป่วยจริงๆ จากนั้นจึงนำมาทดสอบกับยารักษาแต่ละสูตรเพื่อดูการตอบสนองของเซลล์มะเร็ง ก่อนเริ่มใช้ยากับผู้ป่วยเพื่อเพิ่มความมั่นใจและความแม่นยำในแนวทางการรักษาขั้นต่อไปได้

ทั้งนี้การป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดีที่สุด สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่มาจากสภาพแวดล้อม ส่วนผู้ที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อตรวจหาติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งในอนาคตได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ดูแลผิวหน้าชายวัย 40+ อย่างไรให้ดูดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/741532

Life & Health : ดูแลผิวหน้าชายวัย 40+ อย่างไรให้ดูดี

Life & Health : ดูแลผิวหน้าชายวัย 40+ อย่างไรให้ดูดี

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

การดูแลผิวหน้าไม่ใช่เรื่องที่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็ต้องใส่ใจถึงสุขภาพและความงามของผิวหน้าเช่นกัน เพราะผิวหน้าที่ดูดีจะทำให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดี และเป็นการเสริมเสน่ห์ให้ถูกตาต้องใจสาวๆ การดูแลผิวหน้าคือการทำความสะอาด บำรุง และป้องกันผิวหน้าจากสิ่งที่อาจทำให้เสียหาย เช่น แสงแดด ฝุ่นสิ่งสกปรก และเชื้อโรค การดูแลผิวหน้ามีประโยชน์มากมาย เช่น ชะลอการเหี่ยวย่น, ป้องกันการเกิดโรค, เพิ่มความสวยงาม และ เพิ่มความมั่นใจ เป็นต้น

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์และแพทย์ผิวหนัง เปิดเผยว่า “ผิว” นับเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะบ่งบอกถึงการมีสุขภาพและบุคลิกที่ดี แถมสร้างเสน่ห์ให้กับคุณได้อีกด้วย สำหรับผิวของผู้ชายและผู้หญิงต่างกันและต้องการการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ด้วยโครงสร้างผิว ความละเอียดอ่อนที่ต่างจากผู้หญิง รวมถึงฮอร์โมนในร่างกายและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ผู้ชายดูแลผิวน้อยกว่า จะก่อปัญหาผิวให้กับผู้ชายในภายหลังอยู่ไม่น้อย เช่น ฮอร์โมนเพศชาย จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้หน้ามันเกิดสิวอุดตันและมีรูขุมขนกว้าง, การชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเผชิญแสงแดดอยู่บ่อยๆ ผิวก็จะหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน เกิดริ้วรอย หรือแก่กว่าวัย, การโกนหนวด อาจทำร้ายผิวหน้าผู้ชายโดยไม่รู้ตัว เพราะก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือบางครั้งอาจกลายเป็นขนคุดและเกิดสิวอักเสบขึ้นมาได้, วิธีทำความสะอาดผิวหน้า โดยปกติผู้ชายจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ให้ความรู้สึกสะอาดเกลี้ยงเกลา ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม และซัลเฟต จึงทำร้ายให้ผิวอ่อนแอ เสียสมดุลและเกิดการระคายเคือง, ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ทำให้ผิวขาดน้ำ สูญเสียเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินผิวก็จะหย่อนคล้อย แก่ก่อนวัย 

ถึงเวลาแล้วที่คุณผู้ชายทุกคนจะต้องมาดูแลสุภาพผิวและมองหาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เหมาะกับตัวเอง เพราะการบำรุงผิวจำเป็นมากๆ สำหรับผู้ชายไม่แพ้ผู้หญิง แม้ไม่สามารถหยุดเวลาได้ แต่ก็ใช่ว่าการเริ่มเข้าสู่วัยเลข 4 ของหนุ่มๆ ทั้งหลายจะต้องละเลยการดูแลตัวเองเสียเมื่อไหร่ มาดูกันดีกว่าว่าต้องทำยังไงให้ตัวเองยังคงดูดี มีเสน่ห์ จนแทบคาดเดาอายุจริงไม่ได้เลย การดูแลผิวหน้าของผู้ชายในวัยนี้ไม่ได้ยากหรือใช้เวลามาก ดังนี้

l ดูแลสุขภาพ เริ่มตั้งแต่กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อสุขภาพภายในดี ร่างกายก็จะแข็งแรง ไม่แก่และโทรมเร็ว เสริมลุคให้ดูดียิ่งขึ้น

l ดื่มน้ำให้เพียงพอ วิธีง่ายๆ ที่ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ดูแลผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ใครที่เป็นคนดื่มน้ำน้อย แนะนำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร หรือ8-10 แก้วต่อวัน

l ล้างหน้าให้สะอาด แค่เพียงเช้าและเย็น เพื่อขจัดความมัน สิ่งสกปรกต่างๆ ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน แต่หลีกเลี่ยงการขัดหรือถูผิวหน้าเพื่อลดการระคายเคืองและก่อให้เกิดริ้วรอย

l ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผู้ชาย เนื่องจากส่วนผสมต่างๆ จะทำขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดความมันส่วนเกิน เพราะผู้ชายผิวมันง่ายอยู่แล้ว ที่สำคัญไม่เหนอะผิวจนน่ารำคาญ

l ใช้กันแดดทุกวัน เพราะรังสี UV ในแสงแดดคือตัวการทำร้ายผิว ทั้งความหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำและริ้วรอยก่อนวัย หากไม่อยากหน้าแก่ก็ต้องหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ

l สครับผิวหน้าซะบ้าง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หมดไป และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่มีสุขภาพดีขึ้นมาแทนที่ เพียงแค่สัปดาห์ละครั้ง ผิวก็สุขภาพดีขึ้นแล้ว

l อย่าเครียด หมั่นทำจิตใจให้แจ่มใสเข้าไว้ หรือหากิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายเพราะหากมีความเครียดสะสมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ และยังทำให้หน้าดูหมองคล้ำและแก่กว่าวัย

หมดยุคที่ผู้ชายไม่ดูแลตัวเองกันแล้ว เพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต มีความเครียดสะสมหรือสายลุยๆ ที่มีแอคทิวิตี้เพียบ หากไม่หันมาดูแลตั้งแต่วันนี้อาจเกิดริ้วรอยก่อนวัย ปัจจุบันจึงมีสกินแคร์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยผสานพลังสารสำคัญต่างๆ ที่เหมาะกับผิวผู้ชายมารวมไว้ในขวดเดียวแบบ all-in-one เพื่อล็อกความชุ่มชื้นให้ผิวมีสุขภาพดีกระจ่างใส เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอย เรียกว่าใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากหลายขั้นตอน แถมช่วยแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างรวดเร็ว

l สารอนุพันธ์ของโปรตีน เช่น อะซิทิล เอกซาเปปไทด์-8 ซึ่งเป็นเปปไทด์ทำหน้าที่ลดการยึดตัวของกล้ามเนื้อ สาเหตุของการเกิดริ้วรอยโดยเฉพาะหน้าผาก รอบดวงตา และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรง กระชับ ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพคล้ายการทำโบท็อกซ์ แต่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิว

l สารสกัดชา มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ประสิทธิภาพสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยจากอายุ แสงแดดและมลพิษ รวมถึงปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดเลือนจุดด่างดำ ผิวก็จะสดชื่นดูมีชีวิตชีวา ยืดหยุ่น อ่อนเยาว์และมีสุขภาพดี

l สารสกัดจากไม้โอ๊ค ปกติไม้โอ๊คที่นิยมนำมาทำถังบ่มไวน์หรือวิสกี้ เมื่อใช้ระยะเวลาในการบ่มที่ยาวนาน ไม้โอ๊คเหล่านั้นจึงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยยับยั้งเอนไซม์ต่างๆ ที่ก่อปัญหาผิว ผิวจึงกระชับเรียบเนียน กระจ่างใส พร้อมลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้า กระ และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ดูอิ่มน้ำ

l วิตามินซี ทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดเม็ดสี เมลานิน แก้ปัญหาเรื่องจุดด่างดำ อีกทั้งยังมีส่วนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ดูอ่อนกว่าวัย

l อิโนซิทอล ช่วยปรับสมดุลผิวโดยการควบคุมความมันส่วนเกินบริเวณ T-Zone (หน้าผากและจมูก) พร้อมเติมความชุ่มชื้นบริเวณที่มีความแห้งโดยเฉพาะบริเวณ U-Zone (แก้ม คาง และลำคอ) รวมถึงช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส

l สควาเลน เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อสัมผัสบางเบาเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยจะช่วยล็อกความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากการขาดน้ำ ชะลอผิวแก่ก่อนวัย ผิวลื่นและเรียบเนียน รวมถึงต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิว

l คอลลาเจน ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แน่นกระชับ เต่งตึงและเรียบเนียน คงความอ่อนเยาว์

ว่ากันว่า วิสกี้ยิ่งบ่ม รสชาติยิ่งนุ่มละมุนน่าลิ้มลอง เปรียบได้กับผู้ชายที่ดูดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อก้าวสู่วัย 40+เพราะด้วยความรู้ ความสามารถหน้าที่การงานและฐานะที่มั่นคง บวกกับการดูแลตัวเองอย่างดีตามที่ได้แนะนำมา รวมทั้งการมีวินัยในการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ อย่างหลากหลาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัวให้ได้มาตรฐาน ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณผู้ชายในวัย 40 ปีขึ้นไปดูสุขภาพดี หล่อใส และมั่นใจไปกับทุกสถานการณ์ได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หน้าฝนนี้..ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740072

Life & Health :  หน้าฝนนี้..ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง

Life & Health : หน้าฝนนี้..ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 05.45 น.

โรคกลุ่มหนึ่งที่อาจลืมไม่ได้ในช่วงหน้าฝนคือ โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เนื่องจากในช่วงนี้มีฝนตกชุกทำให้มีน้ำขังตามพื้นที่รวมถึงในภาชนะต่างๆ ที่อาจเอื้อต่อการวางไข่และเพิ่มจำนวนประชากรยุงที่อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะได้ ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่

1.โรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus infection) เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ปัจจุบันพบการระบาดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เชื้อที่ทำให้เกิดโรคในคนมีทั้งสิ้น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสเดงกีซีโรไทป์ 1, ซีโรไทป์ 2, ซีโรไทป์ 3 และซีโรไทป์ 4 โดยมีพาหะคือยุงลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) ผู้ป่วยที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจพบผู้ป่วยที่มีอาการได้ร้อยละ 10-25 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 โดยไวรัสต่างซีโรไทป์กันในผู้ที่มีอาการของโรคสามารถจำแนกได้เป็นไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ ไข้เดงกี และไข้เลือดออกเดงกี ในรายที่มีไข้เลือดออกรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะช็อก นอกจากนี้ อาจพบผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนในระบบอื่นๆ ได้ อาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยได้แก่ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการอาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร มีผื่นตามผิวหนัง ในผู้ป่วยบางรายอาจมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร หลังจากนั้นไข้จะลงและมีอาการดีขึ้น ในรายที่รุนแรงจะมีอาเจียนมาก ปวดท้องรุนแรงความดันเลือดต่ำ อาจเกิดภาวะช็อกจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคนี้แล้ว

2.โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ไข้ญี่ปุ่น เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) โดยมียุงลาย (Aedes) ซึ่งเป็นยุงชนิดเดียวกันกับนำโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีเป็นพาหะนำโรคอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะคล้ายโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีแต่สิ่งที่ต่างกันคือ ผู้ป่วยจะไม่มีการรั่วของพลาสมาหรือน้ำเลือดออกจากหลอดเลือด โดยอาการที่เด่นชัดของผู้ป่วยโรคนี้คือปวดข้อ มีไข้ และออกผื่น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรค

3.โรคไข้ซิกา (Zika fever) มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika virus) โดยมียุงลาย (Aedes) ซึ่งเป็นยุงชนิดเดียวกันกับนำโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีและนำโรคชิคุนกุนยาเป็นพาหะนำโรค ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการและสามารถหายจากโรคได้เอง อาการสำคัญที่พบในผู้ป่วยได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีผื่นแดง ตาแดง ปวดข้อ การติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ให้มีความพิการได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีรษะเล็กกว่าปกติ(microcephaly) ตัวเล็ก พัฒนาการช้า รวมถึงอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทที่เรียกว่าภาวะ Guillain-Barre Syndrome ที่ทำให้มีการอักเสบของเส้นประสาทได้ ปัจจุบัน โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน

4.โรคมาลาเรีย (Malaria) หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคไข้จับสั่น ไข่ป่า ไข่ดอกสัก ไข้ร้อนเย็น เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium) โดยปัจจุบันมี 5 ชนิด ที่ก่อโรคในคน ยุงพาหะของโรคนี้ คือ ยุงก้นปล่อง (Anopheles) การระบาดในประเทศไทยจะพบในจังหวัดหรือพื้นที่ป่าเขาที่อยู่แนวชายแดนติดต่อกับประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ผู้ป่วยมักมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วัน อาการที่สำคัญ ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ อาจพบอาการคลื่นไส้และเบื่ออาหาร เหงื่อออกง่าย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ฟัลซิปารัม (Plasmodium falciparum) อาจมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาและเริ่มมีการทดลองใช้ในประเทศแถบทวีปแอฟริกาที่มีการระบาดของโรคดังกล่าว

5.โรคเท้าช้าง (Elephantiasis หรือ lymphatic filariasis) เกิดจากการติดเชื้อหนอนพยาธิที่เรียกว่าเชื้อฟิลาเรีย (Filarial worm) โดยพบการระบาดในประเทศไทย 2 ชนิด ได้แก่ Wuchereria bancrofti ซึ่งพบทางภาคตะวันตก
ของประเทศ และ Brugia malayi ที่พบทางภาคใต้ของประเทศ ยุงพาหะที่สำคัญ คือ ยุงรำคาญ (Culex) ยุงเสือ (Mansonia) และยุงลาย (Aedes) รวมถึงยุงก้นปล่อง (Anopheles) บางชนิด อาการของผู้ป่วยที่สำคัญ ได้แก่ ท่อน้ำเหลืองอักเสบ (tymphangitis) ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ (lymphadenitis) มีอาการไข้เท้าช้าง มีการอุดตันในทางเดินน้ำเหลือง น้ำเหลืองคั่ง อวัยวะที่เป็นโรคจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่าภาวะโรคเท้าช้าง โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Wuchereria bancrofti มักเกิดโรคบริเวณต่อมน้ำเหลืองบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ในขณะที่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Brugia malayi มักทำให้เกิดโรคบริเวณขา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคนี้

6.โรคไข้สมองอักเสบเจอี (JE encephalitis) เป็นโรคไข้สมองอักเสบที่เกิดจากไวรัสที่เรียกว่า Japanese encephalitis virus หรือ JE virus พาหะนำโรคที่สำคัญ คือยุงรำคาญ (Culex) อาการสำคัญของผู้ป่วย ได้แก่ ปวดศีรษะ ไข้สูง จากนั้นจะมีภาวะคอแข็ง เพ้อ ไม่รู้ตัว ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองที่อาจทำให้เกิดภาวะพิการหรือเสียชีวิตได้ ปัจจุบันการป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี

ถึงแม้ว่าโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะบางโรคมีวัคซีนป้องกันและอีกบางโรคยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สิ่งสำคัญที่จะช่วยในการป้องกันหรือลดการแพร่ระบาดและการติดเชื้อจากโรคที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ การมีสุขอนามัยที่ดีในการดำเนินชีวิต การป้องกันไม่ให้ยุงกัดการควบคุมและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงการใช้ยากันยุง การสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายจากยุงกัด การหลีกเลี่ยงการไปในแหล่งระบาดของยุงพาหะ นอกจากนี้ ในผู้ที่มีประวัติเดินทางไปในแหล่งที่มีการระบาดของยุงนำโรคอาจต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคหรือควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองภายหลังกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของยุงพาหะ ถ้ามีอาการป่วยเกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์ทันที

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ