Life & Health : รู้จัก..โรคมะเร็งลำไส้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743063

Life & Health :  รู้จัก..โรคมะเร็งลำไส้

Life & Health : รู้จัก..โรคมะเร็งลำไส้

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 05.30 น.

หลายปีที่ผ่านมามีแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วย “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าอัตราการเสียชีวิตกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองและวิทยาการด้านการรักษาที่พัฒนาไปมาก เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด

ข้อมูลจาก นพ.ณัฐชดล กิตติวรารัตน์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดชีวิตจะพบใกล้เคียงกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย คือประมาณ 1 ต่อ 25 คน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วย ซึ่งโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากติ่งเนื้อหรือ Polyp ในลำไส้ใหญ่ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถทราบสาเหตุการเกิดได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้ 2 ประเภท

(1) ปัจจัยความเสี่ยงจากตัวบุคคล ได้แก่

l อายุ ในอดีตพบว่ามากกว่า 90% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ มีอายุมากกว่า 50 ปี และอายุเฉลี่ยที่พบคือ 60-65 ปี แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ อุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดตามรายงานคือ 18 ปี

l ประวัติในครอบครัวและถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่า 20% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

l ประวัติการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้มีการศึกษาพบว่า ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถพัฒนากลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่หากมีการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นติ่งเนื้อ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้

(2) ปัจจัยความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม

l ภาวะน้ำหนักเกินและขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่าน้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค ขณะเดียวกันการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้ลำไส้มีการทำงานและเคลื่อนตัวมากขึ้น ผลในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

l อาหาร ในอาหารบางประเภทจะมีสารก่อมะเร็งซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แหนม หมูยอ ลูกชิ้น กุนเชียง และเนื้อแดงที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง

l การสูบบุหรี่ พบว่า 12% ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่

l เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมากยิ่งขึ้น

ในระยะแรกของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เมื่อการดำเนินของโรคผ่านไปและติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่จนกลายเป็นมะเร็งแล้ว ผู้ป่วยจึงจะเริ่มมีอาการแสดงเกิดขึ้น เช่น การขับถ่ายมีเลือดหรือมูกเลือดปน ถ่ายอุจจาระก้อนเล็กลง
ท้องผูกสลับท้องเสีย แน่นท้อง ท้องโต หรือคลำเจอก้อนในท้อง ดังนั้น หากได้รับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนักตั้งแต่อายุ 45-50 ปี เมื่อมีการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือสามารถป้องกันมะเร็งได้ถ้าตรวจเจอตั้งแต่เป็นติ่งเนื้อก่อนที่จะเป็นมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ระยะของโรค ตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง อายุ สภาพร่างกายและโรคร่วมของผู้ป่วย โดยมี 4 วิธีหลักที่ใช้ในการรักษา ได้แก่

l การผ่าตัด เป็นการตัดเอาลำไส้ส่วนที่เป็นรอยโรคและต่อมน้ำเหลืองออก หรือในบางกรณีหากรอยโรคอยู่ที่ลำไม้ส่วนปลายที่ติดกับทวารหนัก อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดทำทวารเทียม

l การฉายรังสี เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด โดยฉายรังสีก่อนหรือหลังผ่าตัดก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และการพิจารณาของแพทย์ ใช้ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายและทวารหนัก

l ยาเคมีบำบัด อาจให้ก่อนหรือหลังผ่าตัด ร่วมกับการฉายรังสีหรือไม่ก็ได้ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ไม่จำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยระยะแรกเริ่ม

l ยามุ่งเป้า (targeted therapy)ให้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ชนิดของยาขึ้นอยู่กับการตรวจยีนจากชิ้นเนื้อ เพื่อวิเคราะห์การตอบสนองของยา (precision medicine)

นอกจากนี้ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ จึงมีวิธีการรักษาเพิ่มเติมที่ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวเพิ่มมากขึ้น เช่น ยามุ่งเป้ายาภูมิคุ้มกันบำบัด หรือแม้แต่งานวิจัยล่าสุดอย่าง Cancer Vaccine และ Cancer Avatar ที่เปรียบเสมือนความหวังของผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย โดย Cancer Vaccine คือการจะนำโปรตีนเซลล์มะเร็งที่ได้จากก้อนมะเร็งของผู้ป่วยมาสกัดเป็นวัคซีนแบบจำเพาะบุคคลเพื่อช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวรู้จักหน้าตาของเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยและพร้อมทำลายเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด ก็จะช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่วน Cancer Avatar คือกระบวนการทดสอบการตอบสนองต่อยาก่อนที่จะใช้ในผู้ป่วยจริง วิธีการคือตัดชิ้นเนื้อมะเร็งของผู้ป่วยมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและพัฒนาจนมีลักษณะคล้ายกับเซลล์มะเร็งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเปรียบเสมือนว่าเซลล์มะเร็งนั้นเป็นตัวแทนมะเร็งของผู้ป่วยจริงๆ จากนั้นจึงนำมาทดสอบกับยารักษาแต่ละสูตรเพื่อดูการตอบสนองของเซลล์มะเร็ง ก่อนเริ่มใช้ยากับผู้ป่วยเพื่อเพิ่มความมั่นใจและความแม่นยำในแนวทางการรักษาขั้นต่อไปได้

ทั้งนี้การป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดีที่สุด สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่มาจากสภาพแวดล้อม ส่วนผู้ที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อตรวจหาติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งในอนาคตได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ดูแลผิวหน้าชายวัย 40+ อย่างไรให้ดูดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/741532

Life & Health : ดูแลผิวหน้าชายวัย 40+ อย่างไรให้ดูดี

Life & Health : ดูแลผิวหน้าชายวัย 40+ อย่างไรให้ดูดี

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

การดูแลผิวหน้าไม่ใช่เรื่องที่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็ต้องใส่ใจถึงสุขภาพและความงามของผิวหน้าเช่นกัน เพราะผิวหน้าที่ดูดีจะทำให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดี และเป็นการเสริมเสน่ห์ให้ถูกตาต้องใจสาวๆ การดูแลผิวหน้าคือการทำความสะอาด บำรุง และป้องกันผิวหน้าจากสิ่งที่อาจทำให้เสียหาย เช่น แสงแดด ฝุ่นสิ่งสกปรก และเชื้อโรค การดูแลผิวหน้ามีประโยชน์มากมาย เช่น ชะลอการเหี่ยวย่น, ป้องกันการเกิดโรค, เพิ่มความสวยงาม และ เพิ่มความมั่นใจ เป็นต้น

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์และแพทย์ผิวหนัง เปิดเผยว่า “ผิว” นับเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะบ่งบอกถึงการมีสุขภาพและบุคลิกที่ดี แถมสร้างเสน่ห์ให้กับคุณได้อีกด้วย สำหรับผิวของผู้ชายและผู้หญิงต่างกันและต้องการการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ด้วยโครงสร้างผิว ความละเอียดอ่อนที่ต่างจากผู้หญิง รวมถึงฮอร์โมนในร่างกายและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ผู้ชายดูแลผิวน้อยกว่า จะก่อปัญหาผิวให้กับผู้ชายในภายหลังอยู่ไม่น้อย เช่น ฮอร์โมนเพศชาย จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้หน้ามันเกิดสิวอุดตันและมีรูขุมขนกว้าง, การชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเผชิญแสงแดดอยู่บ่อยๆ ผิวก็จะหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน เกิดริ้วรอย หรือแก่กว่าวัย, การโกนหนวด อาจทำร้ายผิวหน้าผู้ชายโดยไม่รู้ตัว เพราะก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือบางครั้งอาจกลายเป็นขนคุดและเกิดสิวอักเสบขึ้นมาได้, วิธีทำความสะอาดผิวหน้า โดยปกติผู้ชายจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ให้ความรู้สึกสะอาดเกลี้ยงเกลา ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม และซัลเฟต จึงทำร้ายให้ผิวอ่อนแอ เสียสมดุลและเกิดการระคายเคือง, ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ทำให้ผิวขาดน้ำ สูญเสียเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินผิวก็จะหย่อนคล้อย แก่ก่อนวัย 

ถึงเวลาแล้วที่คุณผู้ชายทุกคนจะต้องมาดูแลสุภาพผิวและมองหาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เหมาะกับตัวเอง เพราะการบำรุงผิวจำเป็นมากๆ สำหรับผู้ชายไม่แพ้ผู้หญิง แม้ไม่สามารถหยุดเวลาได้ แต่ก็ใช่ว่าการเริ่มเข้าสู่วัยเลข 4 ของหนุ่มๆ ทั้งหลายจะต้องละเลยการดูแลตัวเองเสียเมื่อไหร่ มาดูกันดีกว่าว่าต้องทำยังไงให้ตัวเองยังคงดูดี มีเสน่ห์ จนแทบคาดเดาอายุจริงไม่ได้เลย การดูแลผิวหน้าของผู้ชายในวัยนี้ไม่ได้ยากหรือใช้เวลามาก ดังนี้

l ดูแลสุขภาพ เริ่มตั้งแต่กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อสุขภาพภายในดี ร่างกายก็จะแข็งแรง ไม่แก่และโทรมเร็ว เสริมลุคให้ดูดียิ่งขึ้น

l ดื่มน้ำให้เพียงพอ วิธีง่ายๆ ที่ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ดูแลผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ใครที่เป็นคนดื่มน้ำน้อย แนะนำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร หรือ8-10 แก้วต่อวัน

l ล้างหน้าให้สะอาด แค่เพียงเช้าและเย็น เพื่อขจัดความมัน สิ่งสกปรกต่างๆ ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน แต่หลีกเลี่ยงการขัดหรือถูผิวหน้าเพื่อลดการระคายเคืองและก่อให้เกิดริ้วรอย

l ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผู้ชาย เนื่องจากส่วนผสมต่างๆ จะทำขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดความมันส่วนเกิน เพราะผู้ชายผิวมันง่ายอยู่แล้ว ที่สำคัญไม่เหนอะผิวจนน่ารำคาญ

l ใช้กันแดดทุกวัน เพราะรังสี UV ในแสงแดดคือตัวการทำร้ายผิว ทั้งความหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำและริ้วรอยก่อนวัย หากไม่อยากหน้าแก่ก็ต้องหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ

l สครับผิวหน้าซะบ้าง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หมดไป และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่มีสุขภาพดีขึ้นมาแทนที่ เพียงแค่สัปดาห์ละครั้ง ผิวก็สุขภาพดีขึ้นแล้ว

l อย่าเครียด หมั่นทำจิตใจให้แจ่มใสเข้าไว้ หรือหากิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายเพราะหากมีความเครียดสะสมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ และยังทำให้หน้าดูหมองคล้ำและแก่กว่าวัย

หมดยุคที่ผู้ชายไม่ดูแลตัวเองกันแล้ว เพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต มีความเครียดสะสมหรือสายลุยๆ ที่มีแอคทิวิตี้เพียบ หากไม่หันมาดูแลตั้งแต่วันนี้อาจเกิดริ้วรอยก่อนวัย ปัจจุบันจึงมีสกินแคร์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยผสานพลังสารสำคัญต่างๆ ที่เหมาะกับผิวผู้ชายมารวมไว้ในขวดเดียวแบบ all-in-one เพื่อล็อกความชุ่มชื้นให้ผิวมีสุขภาพดีกระจ่างใส เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอย เรียกว่าใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากหลายขั้นตอน แถมช่วยแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างรวดเร็ว

l สารอนุพันธ์ของโปรตีน เช่น อะซิทิล เอกซาเปปไทด์-8 ซึ่งเป็นเปปไทด์ทำหน้าที่ลดการยึดตัวของกล้ามเนื้อ สาเหตุของการเกิดริ้วรอยโดยเฉพาะหน้าผาก รอบดวงตา และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรง กระชับ ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพคล้ายการทำโบท็อกซ์ แต่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิว

l สารสกัดชา มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ประสิทธิภาพสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยจากอายุ แสงแดดและมลพิษ รวมถึงปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดเลือนจุดด่างดำ ผิวก็จะสดชื่นดูมีชีวิตชีวา ยืดหยุ่น อ่อนเยาว์และมีสุขภาพดี

l สารสกัดจากไม้โอ๊ค ปกติไม้โอ๊คที่นิยมนำมาทำถังบ่มไวน์หรือวิสกี้ เมื่อใช้ระยะเวลาในการบ่มที่ยาวนาน ไม้โอ๊คเหล่านั้นจึงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยยับยั้งเอนไซม์ต่างๆ ที่ก่อปัญหาผิว ผิวจึงกระชับเรียบเนียน กระจ่างใส พร้อมลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้า กระ และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ดูอิ่มน้ำ

l วิตามินซี ทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดเม็ดสี เมลานิน แก้ปัญหาเรื่องจุดด่างดำ อีกทั้งยังมีส่วนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ดูอ่อนกว่าวัย

l อิโนซิทอล ช่วยปรับสมดุลผิวโดยการควบคุมความมันส่วนเกินบริเวณ T-Zone (หน้าผากและจมูก) พร้อมเติมความชุ่มชื้นบริเวณที่มีความแห้งโดยเฉพาะบริเวณ U-Zone (แก้ม คาง และลำคอ) รวมถึงช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส

l สควาเลน เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อสัมผัสบางเบาเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยจะช่วยล็อกความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากการขาดน้ำ ชะลอผิวแก่ก่อนวัย ผิวลื่นและเรียบเนียน รวมถึงต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิว

l คอลลาเจน ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แน่นกระชับ เต่งตึงและเรียบเนียน คงความอ่อนเยาว์

ว่ากันว่า วิสกี้ยิ่งบ่ม รสชาติยิ่งนุ่มละมุนน่าลิ้มลอง เปรียบได้กับผู้ชายที่ดูดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อก้าวสู่วัย 40+เพราะด้วยความรู้ ความสามารถหน้าที่การงานและฐานะที่มั่นคง บวกกับการดูแลตัวเองอย่างดีตามที่ได้แนะนำมา รวมทั้งการมีวินัยในการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ อย่างหลากหลาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัวให้ได้มาตรฐาน ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณผู้ชายในวัย 40 ปีขึ้นไปดูสุขภาพดี หล่อใส และมั่นใจไปกับทุกสถานการณ์ได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หน้าฝนนี้..ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740072

Life & Health :  หน้าฝนนี้..ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง

Life & Health : หน้าฝนนี้..ระวังโรคติดต่อที่นำโดยยุง

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 05.45 น.

โรคกลุ่มหนึ่งที่อาจลืมไม่ได้ในช่วงหน้าฝนคือ โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เนื่องจากในช่วงนี้มีฝนตกชุกทำให้มีน้ำขังตามพื้นที่รวมถึงในภาชนะต่างๆ ที่อาจเอื้อต่อการวางไข่และเพิ่มจำนวนประชากรยุงที่อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะได้ ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่

1.โรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus infection) เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ปัจจุบันพบการระบาดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เชื้อที่ทำให้เกิดโรคในคนมีทั้งสิ้น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสเดงกีซีโรไทป์ 1, ซีโรไทป์ 2, ซีโรไทป์ 3 และซีโรไทป์ 4 โดยมีพาหะคือยุงลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) ผู้ป่วยที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจพบผู้ป่วยที่มีอาการได้ร้อยละ 10-25 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 โดยไวรัสต่างซีโรไทป์กันในผู้ที่มีอาการของโรคสามารถจำแนกได้เป็นไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ ไข้เดงกี และไข้เลือดออกเดงกี ในรายที่มีไข้เลือดออกรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะช็อก นอกจากนี้ อาจพบผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนในระบบอื่นๆ ได้ อาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยได้แก่ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการอาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร มีผื่นตามผิวหนัง ในผู้ป่วยบางรายอาจมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร หลังจากนั้นไข้จะลงและมีอาการดีขึ้น ในรายที่รุนแรงจะมีอาเจียนมาก ปวดท้องรุนแรงความดันเลือดต่ำ อาจเกิดภาวะช็อกจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคนี้แล้ว

2.โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ไข้ญี่ปุ่น เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) โดยมียุงลาย (Aedes) ซึ่งเป็นยุงชนิดเดียวกันกับนำโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีเป็นพาหะนำโรคอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะคล้ายโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีแต่สิ่งที่ต่างกันคือ ผู้ป่วยจะไม่มีการรั่วของพลาสมาหรือน้ำเลือดออกจากหลอดเลือด โดยอาการที่เด่นชัดของผู้ป่วยโรคนี้คือปวดข้อ มีไข้ และออกผื่น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรค

3.โรคไข้ซิกา (Zika fever) มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika virus) โดยมียุงลาย (Aedes) ซึ่งเป็นยุงชนิดเดียวกันกับนำโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีและนำโรคชิคุนกุนยาเป็นพาหะนำโรค ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการและสามารถหายจากโรคได้เอง อาการสำคัญที่พบในผู้ป่วยได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีผื่นแดง ตาแดง ปวดข้อ การติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ให้มีความพิการได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีรษะเล็กกว่าปกติ(microcephaly) ตัวเล็ก พัฒนาการช้า รวมถึงอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทที่เรียกว่าภาวะ Guillain-Barre Syndrome ที่ทำให้มีการอักเสบของเส้นประสาทได้ ปัจจุบัน โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน

4.โรคมาลาเรีย (Malaria) หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคไข้จับสั่น ไข่ป่า ไข่ดอกสัก ไข้ร้อนเย็น เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium) โดยปัจจุบันมี 5 ชนิด ที่ก่อโรคในคน ยุงพาหะของโรคนี้ คือ ยุงก้นปล่อง (Anopheles) การระบาดในประเทศไทยจะพบในจังหวัดหรือพื้นที่ป่าเขาที่อยู่แนวชายแดนติดต่อกับประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ผู้ป่วยมักมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วัน อาการที่สำคัญ ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ อาจพบอาการคลื่นไส้และเบื่ออาหาร เหงื่อออกง่าย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ฟัลซิปารัม (Plasmodium falciparum) อาจมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาและเริ่มมีการทดลองใช้ในประเทศแถบทวีปแอฟริกาที่มีการระบาดของโรคดังกล่าว

5.โรคเท้าช้าง (Elephantiasis หรือ lymphatic filariasis) เกิดจากการติดเชื้อหนอนพยาธิที่เรียกว่าเชื้อฟิลาเรีย (Filarial worm) โดยพบการระบาดในประเทศไทย 2 ชนิด ได้แก่ Wuchereria bancrofti ซึ่งพบทางภาคตะวันตก
ของประเทศ และ Brugia malayi ที่พบทางภาคใต้ของประเทศ ยุงพาหะที่สำคัญ คือ ยุงรำคาญ (Culex) ยุงเสือ (Mansonia) และยุงลาย (Aedes) รวมถึงยุงก้นปล่อง (Anopheles) บางชนิด อาการของผู้ป่วยที่สำคัญ ได้แก่ ท่อน้ำเหลืองอักเสบ (tymphangitis) ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ (lymphadenitis) มีอาการไข้เท้าช้าง มีการอุดตันในทางเดินน้ำเหลือง น้ำเหลืองคั่ง อวัยวะที่เป็นโรคจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่าภาวะโรคเท้าช้าง โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Wuchereria bancrofti มักเกิดโรคบริเวณต่อมน้ำเหลืองบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ในขณะที่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Brugia malayi มักทำให้เกิดโรคบริเวณขา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคนี้

6.โรคไข้สมองอักเสบเจอี (JE encephalitis) เป็นโรคไข้สมองอักเสบที่เกิดจากไวรัสที่เรียกว่า Japanese encephalitis virus หรือ JE virus พาหะนำโรคที่สำคัญ คือยุงรำคาญ (Culex) อาการสำคัญของผู้ป่วย ได้แก่ ปวดศีรษะ ไข้สูง จากนั้นจะมีภาวะคอแข็ง เพ้อ ไม่รู้ตัว ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองที่อาจทำให้เกิดภาวะพิการหรือเสียชีวิตได้ ปัจจุบันการป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี

ถึงแม้ว่าโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะบางโรคมีวัคซีนป้องกันและอีกบางโรคยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สิ่งสำคัญที่จะช่วยในการป้องกันหรือลดการแพร่ระบาดและการติดเชื้อจากโรคที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ การมีสุขอนามัยที่ดีในการดำเนินชีวิต การป้องกันไม่ให้ยุงกัดการควบคุมและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงการใช้ยากันยุง การสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายจากยุงกัด การหลีกเลี่ยงการไปในแหล่งระบาดของยุงพาหะ นอกจากนี้ ในผู้ที่มีประวัติเดินทางไปในแหล่งที่มีการระบาดของยุงนำโรคอาจต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคหรือควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองภายหลังกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของยุงพาหะ ถ้ามีอาการป่วยเกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์ทันที

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ความก้าวหน้าในการรักษาต่อมลูกหมากโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738579

Life & Health : ความก้าวหน้าในการรักษาต่อมลูกหมากโต

Life & Health : ความก้าวหน้าในการรักษาต่อมลูกหมากโต

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

โรคต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม หากเป็นแล้วแต่ไม่รีบรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้นปัจจัยหลักเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชายเมื่ออายุมากขึ้น

ข้อมูลจาก นพ.สันตพล ชำนาญไพรศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะโรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ตำแหน่งของต่อมลูกหมากจะอยู่ในบริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ ไม่สามารถมองเห็นหรือคลำได้จากภายนอกร่างกาย ทำหน้าที่สร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ส่วนโรคต่อมลูกหมากโต จะเกิดจากเซลล์ต่อมลูกหมากที่เพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นโดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปส่งผลให้ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่และอาจไปกดเบียดท่อปัสสาวะให้แคบลง ทำให้การปัสสาวะมีปัญหา โดยอาการของโรคต่อมลูกหมากโต มีดังนี้

l ปัสสาวะติดขัด

l ปัสสาวะไม่พุ่ง ต้องออกแรงเบ่ง

l ปัสสาวะบ่อยเวลากลางวัน หรือต้องลุกเวลากลางคืนมากกว่า 1 ครั้ง

l ปวดต้องปัสสาวะทันที กลั้นปัสสาวะลำบาก

l ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะแล้วแต่หยดตามมา

l ปัสสาวะนานผิดปกติ

l ปัสสาวะปนเลือด

l ปริมาณการหลั่งน้ำอสุจิลดลง

การวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโตนั้นแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด รวมถึงการตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก การตรวจปัสสาวะโดยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจค่าการทำงานของไต และการตรวจเลือดเพื่อดูระดับ PSA (Prostate Specific Antigen) หรือสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนั้นแล้วยังอาจมีการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ การวัดอัตราไหลของปัสสาวะ การวัดปริมาณปัสสาวะคงค้างหลังปัสสาวะ และการส่องกล้อง เป็นต้น

วิธีการรักษาต่อมลูกหมากโตที่นิยมทั่วไป มีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดการดื่มน้ำในช่วงกลางคืนหรือลดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เป็นต้น ให้รับประทานยาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อต่อมลูกหมากเพื่อช่วยให้อาการปัสสาวะติดขัดดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องรับประทานแบบต่อเนื่อง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา เช่น การติดเชื้อหรือภาวะไตเสื่อม เป็นต้น

แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์จึงมีทางเลือกในการรักษาด้วยเทคโนโลยีใหม่ไม่ต้องผ่าตัด เป็นการใช้ ระบบไอน้ำลดขนาดต่อมลูกหมาก หรือ Rezum Water Vapor Therapy เพื่อให้ต่อมลูกหมากมีขนาดเล็กลงและท่อปัสสาวะกว้างขึ้น โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือและกล้องสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังต่อมลูกหมาก จากนั้นจะฉีดไอน้ำที่มีอุณหภูมิ 106 องศาเซลเซียส เข้าไปในต่อมลูกหมากประมาณ 6-10 ครั้ง ครั้งละ 9 วินาที โดยไอน้ำที่มีความร้อนจะกระจายไปทำลายเซลล์ของต่อมลูกหมาก ทำให้เซลล์ที่อุดตันท่อทางเดินปัสสาวะตายไป จากนั้นร่างกายจะกำจัดเซลล์ที่ตายออกไปตามธรรมชาติ โดยผู้ป่วยที่จะรักษาด้วยวิธีนี้จะได้รับการประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนการทำ Rezum Water Vapor Therapy ได้แก่

l การตรวจเอกซเรย์

l การตรวจเลือด

l การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การรักษาด้วยระบบไอน้ำ เป็นวิธีที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ในการทำ ผู้ป่วยไม่ต้องวางยาสลบและไม่ต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลเพียงแค่นอนพักฟื้นหลังการรักษาระยะเวลาสั้นๆ และสามารถกลับบ้านได้ในวันที่เข้ารับการรักษา โดยหลังการรักษาแพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะแบบคาสายปัสสาวะให้กับผู้ป่วยไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องถ่ายปัสสาวะเอง ทำให้อาการบวมหายเร็วขึ้นและการฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อครบ 7 วัน แพทย์จะนัดมาตรวจติดตามและเอาสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยอาจรู้สึกปัสสาวะลำบากบ้างในช่วงแรกเนื่องจากยังมีอาการบวมและอาจมีอาการแสบร้อนระหว่างปัสสาวะ รวมถึงมีเลือดปนออกมาในปัสสาวะเล็กน้อยประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์และส่วนใหญ่หายเป็นปกติภายใน 6 สัปดาห์ และให้ผลลัพธ์เป็นเวลา 5 ปี โดยจะมีการตรวจติดตามทุก 2-5 ปี ซึ่งผลข้างเคียงของการรักษาที่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าวิธีรักษาแบบมาตรฐานค่อนข้างมาก โดยหลังการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ได้แก่

l การรับประทานยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

l หากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาระงับปวดได้

l การดูแลสายสวนปัสสาวะตามที่พยาบาลแนะนำ

เทคโนโลยีไอน้ำนี้ เหมาะกับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีต่อมลูกหมากโตขนาด 30-80 กรัม โดยผู้ป่วยเคยรักษาด้วยยาแต่ไม่ตอบสนองต่อยาหรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา และไม่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ต้องวางยาสลบเป็นเวลานานได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องไม่มีปัญหาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะและไม่มีการใส่อวัยวะเพศเทียม

โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่ไม่ควรละเลย พบได้บ่อยในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปเพราะหากเป็นแล้วแต่ไม่รีบรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น จึงอยากแนะนำให้ลองสังเกตอาการปัสสาวะของตัวเอง หากมีความผิดปกติควรรีบมาตรวจวินิจฉัย เพราะการป้องกันและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมให้ประสิทธิภาพการรักษาที่ดีกว่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จัก…บทบาทของครูประกบกับเด็กพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737113

Life & Health : รู้จัก…บทบาทของครูประกบกับเด็กพิเศษ

Life & Health : รู้จัก…บทบาทของครูประกบกับเด็กพิเศษ

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

องค์ประกอบสำคัญของประเทศชาติก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ การจัดการศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในด้านต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านการศึกษา

ข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรม ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบัน การจัดการศึกษาจะเน้นถึงความเท่าเทียมและทั่วถึง (Education for all) ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นแผนการศึกษาชาติของประเทศไทยจึงระบุให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพและดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

อย่างไรก็ดี มีผลการสำรวจการพัฒนาการศึกษาในช่วงปี 2552-2559 พบว่าประเทศไทยยังมีปัญหา ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนอีกหลายด้าน เช่น ด้านโอกาสทางการศึกษาที่มีต่อเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีความต้องการพิเศษซึ่งยังได้รับบริการไม่ครบทุกคน ทั้งยังมีปัญหาการออกกลางคันจึงต้องดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการยกระดับการศึกษาของคนไทยที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

การจัดการศึกษาพิเศษ ในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร การพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษซึ่งปัจจุบันพบว่ามีหลายกลุ่มนั้นต้องอาศัยบุคลากรหลายด้านที่เรียกกันว่าสหวิทยาการคือมีบุคลากรทางด้านการแพทย์ บุคลากรที่ทำงานข้างเคียงแพทย์เช่น นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัดฯลฯ ทางด้านการเรียนการสอนก็ต้องการครูการศึกษาพิเศษที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการและความต้องการพิเศษของเด็กแต่ละกลุ่มเพื่อดำเนินการสอนได้สอดคล้องกับความต้องการพิเศษ ของเด็กแต่ละคนและแต่ละประเภท นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทางครอบครัว ที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในบางโรงเรียนจึงมีครูผู้ช่วยครูประจำชั้นหรือครูพี่เลี้ยง เพิ่มเติมอีกด้วย

เนื่องจากการจัดการศึกษาพิเศษในยุคปัจจุบันมีทั้งในรูปแบบเรียนรวม เรียนร่วมและโรงเรียนเฉพาะความพิการ บทบาทของครูผู้สอนและครูพี่เลี้ยงในโรงเรียนจึงมีความสำคัญ ในหลายกรณีที่เด็กต้องเรียนรวมกับเด็กปกติจึงต้องอาศัยครูประกบซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคลด้วย ในบางกรณีพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่อาจทำหน้าที่ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างราบรื่น ก็สามารถรับบริการจากครูประกบเพื่อช่วยพัฒนาเด็กโดยเฉพาะในช่วงการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มและในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาชีพครูประกบ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทางโรงเรียน และผู้ปกครองให้ความสำคัญ

ครูประกบ คือ นักวิชาชีพที่ทำหน้าที่ช่วยเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา เช่น เด็กออทิสติก, เด็กสมาธิสั้น เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้, เด็กมีปัญหาด้านพฤติกรรม ฯลฯ โดยการช่วยเหลือแบบตัวต่อตัว

โดยปกติพ่อแม่ ผู้ปกครองจะเป็นผู้ที่เสาะหาครูซึ่งมาทำหน้าที่ช่วยให้ลูกสามารถเรียนในโรงเรียนได้ทันเพื่อน และไม่มีปัญหาหนักใจกับทางโรงเรียน ครูประกบจะต้องมีความอดทนในการติดต่อกับเด็ก การสื่อสารที่ดีเป็นทักษะสำคัญของการเป็นครูประกบ

บทบาทหน้าที่ของครูประกบ ครูประกบจะช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เรียนได้ดีขึ้น โดยการสนับสนุนเด็กทางด้านวิชาการในโรงเรียน ช่วยให้เด็กมีความั่นใจและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมชั้นร่วมโรงเรียนหรืออีกนัยหนึ่งคือช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม ควบคู่ไปกับทักษะทางด้านวิชาการ

ครูประกบ จะช่วยจัดหาการสนับสนุนเพิ่มเติมในช่วงที่เด็กต้องทำกิจกรรมต่างๆในโรงเรียนทั้งทางด้านวิชาการและด้านจิตวิทยาเพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการสอนเสริมที่ครูประกบเพิ่มเติมให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะได้ประโยชน์จากครูประกบ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเด็กกลุ่มนี้มักจะทำความเข้าใจจากการเรียนการสอนของครูประจำวิชาไม่ทันและมักจะมีปัญหาในเรื่องปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น ครูประกบจะมีเทคนิควิธีที่จะช่ายเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนรู้ที่จะใช้จุดเด่นหรือจุดอ่อนในการพัฒนาตนเองได้ดีขึ้น ครูประกบจะช่วยให้เด็กมีสมาธิหรือมุ่งความสนใจในสิ่งที่เรียนมากขึ้น กระตุ้นให้เด็กร่วมมือในการเรียนการสอนในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น มีความรู้สึกที่ดีในการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยการเปิดใจรับฟังและตอบสนองต่อการเรียนการสอนและการทำกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพิ่มความรับผิดชอบในการปฎิบัติตามกฎของโรงเรียน เช่น การส่งการบ้านตรงตามเวลา ความรับผิดชอบในการจัดตารางสอนมารยาทในการเข้าสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

ดังนั้นครูประกบจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในข้อจำกัดและจุดแข็งของเด็กครูประกบจะต้องมีความสามารถในการประเมินพฤติกรรมเด็กก่อนที่การประกบจะเริ่มขึ้น การประเมินจะช่วยให้สามารถวางแผนและตั้งเป้าหมายให้แก่เด็กได้ บทบาทสำคัญของครูประกบในเรื่องการช่วยเด็กให้มีพัฒนาทักษะทางสังคมนั้นครูจะต้องตระหนักถึงอารมณ์ของเด็ก บางครั้งเด็กอาจจะรู้สึกไม่สบายใจในการอยู่ในกลุ่ม ครูอาจเริ่มจากการให้เด็กร่วมกลุ่มเล็กก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่ม โดยมีเวลาให้เด็กได้อยู่เป็นส่วนตัวบ้าง ไม่ควรผลักเด็กเข้าไปอยู่ในกลุ่มใหญ่ทันที นอกจากนี้ควรสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรควรไม่ควร เช่น การรอคอยการแลกเปลี่ยน การไม่พูดแทรกคนอื่น

เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งของการเป็นครูประกบคือช่วยให้เด็กเรียนรู้การสื่อสาร และการเรียนเพื่อบรรลุเป้าหมาย ครูประกบต้องมีความอดทนและรู้วิธีในการให้คำสั่งที่มีขั้นตอนกับเด็กหรืออาจมีรูปภาพ สัญลักษณ์ที่ช่วยให้ง่ายต่อความเข้าใจ รู้จักการรอคอยที่เหมาะสมเพื่อให้ได้คำตอบจากเด็ก ช่วยตอบคำถามเฉพาะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยตนเองมากที่สุด ไม่ใช่รอการช่วยเหลือตลอดเวลา ครูประกบต้องช่วยเด็กในการพัฒนาทักษะทางวิชาการแต่ไม่ควรช่วยทำให้หรือทำแทนเด็ก ควรช่วยให้เด็กเข้าใจมากกว่า ในบางกรณีครูประกบอาจต้องหาวิธีสอนเสริมให้เด็กตามความจำเป็น

สรุปว่า ขอบข่ายงานของครูประกบก็คือ การเป็นผู้ทำหน้าที่

l Para -educator ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคล ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการดำเนินกิจกรรมการเรียน การสอนของผู้เรียน และครูประจำชั้นหรือประจำวิชาราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

l Remedial Tutor ถ้าผู้ปกครองประสงค์จะให้ช่วยติวเด็กหลังเลิกเรียนครูประกบก็สามารถทำหน้าที่เป็นครูสอนซ่อมเสริมที่บ้าน หรือที่โรงเรียน

l NGO Associate ครูประกบอาจทำงานร่วมกับองค์กรอิสระเพื่อช่วยเด็กด้อยโอกาสที่มีปัญหา

l Resource Teacher ครูประกบสามารถจัดประชุมวิชาการหรือ เป็นวิทยากร ในการฝึกครูหรือผู้สนใจเพื่อดูแลเด็กที่มี
ความต้องการพิเศษ

ขัอมูลจาก วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์เปิดเผยว่า รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาและฝึกอาชีพเด็กพิเศษซึ่งได้แก่เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ทั้งนี้ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ขอเชิญผู้มีจิตศรัทราร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพ “เทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” เพื่อการศึกษาสำหรับคนพิการ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 19 ก.ค.นี้ณ ศูนย์ประชุมมหาไถ่ พัทยา จ.ชลบุรี ร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญโดยตรงได้ที่ บัญชีกระแสรายวันธ.กรุงไทย ชื่อ รร.เด็กพิเศษพ่อเรย์ เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 โดยนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถาม โทร.081-7235949

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735569

Life & Health : การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

Life & Health : การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่มีบทบาทสำคัญและมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารการศึกษา การเข้าถึงข้อมูล การเดินทางการทำงาน หรือการเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติดังนั้นความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเรียนต่อ หรือทำงานในอาชีพอะไร การเก่งภาษาอังกฤษจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและเสริมสร้างโอกาสความก้าวหน้าใหม่ๆทางการศึกษาและหน้าที่การงาน อีกทั้งยังเป็นภาษากลางของการสื่อสารที่เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านักเรียนไทยจำนวนมาก ยังมีข้อจำกัดในด้านความสามารถทางภาษาอังกฤษ จึงเป็นความท้าทายการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของน้องๆ

ข้อมูลจาก คุณจารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ผู้อำนวยการด้านการศึกษา หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า นิวซีแลนด์ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยเลือกบินไปเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (อันดับ 1 ใน 3 รองจากจีนและอินเดีย) เนื่องจาก นิวซีแลนด์ จัดเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลก ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเทศสวยงาม ผู้คนเป็นมิตร ค่าครองชีพสมเหตุสมผล และถ้าลงเรียนคอร์สระยะยาวมากกว่า 14 สัปดาห์ในสถาบันที่ได้รับการรับรอง ก็จะสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ในระหว่างเรียนภาษา 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ ครั้งแรกมักจะประสบปัญหาเรื่องการฟังและการพูด ซึ่งเป็นทักษะที่ท้าทายที่สุดในภาษาอังกฤษ และเป็นเรื่องปกติของนักเรียนที่เดินทางจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่น้องๆ จะสามารถพัฒนาทั้ง 2 ทักษะทั้งการพูดและฟังได้อย่างรวดเร็ว เพราะต้องสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน น้องๆจึงต้องมีความกล้าและมั่นใจที่จะพูด ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิด โดยทั่วไปชาวนิวซีแลนด์เป็นคนที่เป็นมิตรมาก และมักจะชื่นชมคนที่พยายามใช้ภาษาอย่างเต็มที่

ข้อแนะนำสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเองจาก University of Otago

● ยอมรับความเสี่ยงและอย่ากลัวความผิดพลาดที่จะใช้ภาษาอังกฤษ

● ควรหาเวลาในแต่ละวัน เพื่อใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อโฟกัสไปที่การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เช่น อ่านข่าวภาษาอังกฤษออนไลน์ ดูคลิปวีดีโอ หรือภาพยนตร์เป็นภาษาอังกฤษ (พร้อมคำบรรยาย) ฟังเพลงภาษาอังกฤษ ดูว่าสามารถเข้าใจคำศัพท์ เหล่านั้นหรือไม่

● ควรพัฒนาทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง อ่าน เขียน พูด ซึ่งปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นดีๆมากมายสำหรับการฝึกภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ควรมีความชัดเจนว่า สิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับตัวเรา (เช่น การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา) และจัดสรรเวลาฝึกฝนเป็นประจำ

● ไม่ว่าเป้าหมายหลักคืออะไร อย่าลืมให้ความสำคัญของการพัฒนาคำศัพท์อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้ใช้คำศัพท์ใหม่ๆ อย่างน้อย 20 คำต่อสัปดาห์ และพยายามใช้คำศัพท์เหล่านั้น

● การเรียนภาษาและสื่อสารร่วมกับผู้อื่นนั้นสนุกกว่าการเรียนด้วยตนเอง ดังนั้นควรหาโอกาสในการเรียนและฝึกฝนกับผู้อื่น ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบออนไลน์

● หากมีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้การสื่อสารภาษาอังกฤษก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับน้องๆ ที่บินไปเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ จะได้เรียนภาษากับสถาบันสอนภาษาและมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์ชั้นนำท็อป 3% ของโลก 4 เดือนจะเรียนรู้ได้เป็น 4 เท่า เพราะ (1) ครูนิวซีแลนด์เอาใจใส่ สอนด้วยวิธีใหม่เพื่อพัฒนาการอย่างรวดเร็ว, (2) ระบบนิวซีแลนด์ส่งเสริมความคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์, (3) คนนิวซีแลนด์เป็นมิตร เรียนกลุ่มเล็ก มีเพื่อนเร็ว เป็นเร็ว และ (4) เรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงโต้ตอบเห็นผลจริง พร้อมปรับไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์

หลังสถานการณ์โควิด-19 น้องๆนักเรียนไทยรีบตัดสินใจไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ทั้งเรียนภาษาระยะสั้นและระยะยาวกันมากขึ้น เพราะกลัวจะพลาดโอกาสไปเรียนต่อเหมือนช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา อีกทั้งในปีนี้โปรแกรมภาษาอังกฤษ Pathway นิวซีแลนด์ยังได้เพิ่มโรงเรียนสอนภาษาให้หลากหลายและครอบคลุมทุกระดับ รวมถึงนักเรียนที่มีความสามารถภาษาอังกฤษในระดับเริ่มต้นด้วย และบางโรงเรียนยังมีกิจกรรมเพื่อช่วยพัฒนะทักษะภาษาอีกมากมายที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เช่น เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาล การเล่นกีฬาเป็นทีม และทักษะบาริสต้า เป็นต้น

โปรแกรมอบรมภาษาอังกฤษ Pathwayเหมาะสำหรับนักเรียน หรือผู้ใหญ่วัยทำงาน เพื่อการพัฒนาไปสู่การเรียนต่อ หรือการเพิ่มทักษะในการทำงานให้ได้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับคนไทยที่ยังไม่ผ่าน IELTS ในระดับที่ต้องการเพื่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยที่นิวซีแลนด์ เนื่องจากเมื่อเรียน English Pathway แล้วสามารถสอบวัดระดับภาษากับสถาบันที่เรียนและสมัครเรียนในสถาบันต่างๆ และมหาวิทยาลัยที่ต้องการในนิวซีแลนด์ได้ รวมทั้งยังสามารถฝึกฝนทักษะในหลายๆ ด้าน ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน เพื่อให้มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ ไม่กลัวที่จะใช้ภาษาอังกฤษอีกต่อไป โดยที่แค่ 1 คน ก็สามารถไปเรียนได้ไม่ต้องรอเป็นกลุ่ม

มหาวิทยาลัยทั้งหมดของนิวซีแลนด์ติดอันดับท็อป 3% ของโลกทั้งหมด และนิวซีแลนด์ยังเป็นประเทศที่ได้รับอันดับ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคต จากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จาก The Economist Intelligence Unit ตั้งแต่ปี 2017-2019 อีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ยกระดับการใช้ภาษาอังกฤษไปอีกระดับหนึ่งพร้อมทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ ทักษะดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์โลกอนาคตได้อย่างดี ผู้สนใจโปรแกรมอบรมภาษาอังกฤษ Pathway นิวซีแลนด์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.learnenglishnewzealand.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จัก นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/734163

Life & Health : รู้จัก นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน

Life & Health : รู้จัก นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

โรคมะเร็ง ถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทย จากสถิติขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ.2561 คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มการเกิดโรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 60%

ข้อมูลจาก ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” มียุทธศาสตร์สำคัญหลายประการที่จะช่วยขับเคลื่อนและร่วมพัฒนาประเทศ สนับสนุนพันธกิจของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการวิจัย ที่ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดล มีผลิตผลงานนวัตกรรมต่างๆ มากมาย ภายใต้นโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องมีการบูรณาการระหว่างสาขาวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตยาให้สามารถใช้ในประเทศไทยได้เอง ลดรายจ่ายในการดูแลสุขภาพ อีกทั้งยังลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ที่ในแต่ละปีประเทศไทยรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล ซึ่งในครั้งนี้เป็นความสำเร็จในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดบีเซลล์ ด้วยเซลล์และยีน หรือที่เรียกว่า CAR-T cell ซึ่งปัจจุบันโรคนี้มีการดื้อต่อยาที่ใช้รักษามากขึ้นและต้องนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีราคาสูงมากผลงานวิจัยในครั้งนี้ได้เริ่มนำมาใช้จริงในผู้ป่วย และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นอนาคตที่สำคัญของวงการแพทย์ไทย

ข้อมูลจาก ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีพันธกิจในการผลิตบัณฑิต การจัดบริการรักษาผู้ป่วย รวมถึงวิจัย พัฒนานวัตกรรมการแพทย์อยู่เสมอ ปัจจุบัน นอกจากจะพัฒนาด้านระบบการให้บริการ นวัตกรรมใหม่แล้ว ยังมีการผลักดันเรื่องงานวิจัยยาซึ่งมีจำนวนมาก แต่ยังคงติดในเรื่องของการไม่สามารถเข้าสู่ Clinical Trial ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตยาได้เองดังนั้น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้มีการขยายความร่วมมือกับสถาบันอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนยา ซึ่งในการดำเนินการผลิตภัณฑ์ยา CAR T-cell นับเป็นการรวมพลังจากภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และผลิตใช้ได้จริง ตามมาตรฐานสากล EMA (European Medicines Agency) และขณะนี้กำลังนำผลิตภัณฑ์ยานี้เข้าสู่กระบวนการการศึกษาวิจัย ในขั้นตอน IND (Investigational New Drug) ของสำนักงาน อย. เพื่อขึ้นทะเบียนรับรองตามมาตรฐานสากลต่อไป โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และมูลนิธิรามาธิบดี ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการครั้งนี้และที่สำคัญ คือ บริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด ที่สนับสนุนโครงการเข้ารับรองมาตรฐานการผลิตยาและอื่นๆ อีกมากมายทำให้ได้มีผลิตภัณฑ์ยารักษามะเร็งฝีมือคนไทยเพื่อคนไทยด้วยเทคนิควิธีการตามมาตรฐานสากล

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การวิจัยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน (CAR-T cell) โดยทีมแพทย์และอาจารย์นักวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มทำการวิจัยตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 จนสำเร็จ และสามารถนำไปใช้จริง ในผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำนวน 10 ราย โดยเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด บี เซลล์ ที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหลายขนาน ยามุ่งเป้าหลายชนิด ตลอดจนบางรายหลังปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแล้วด้วย โดยทั้ง10 ราย หลังได้รับ CAR-T cell ตอบสนองจนโรคสงบทุกราย (100%) ทั้งนี้ ในขั้นตอนการดำเนินการเป็นการนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยหรือพ่อแม่พี่น้องผู้ป่วยมาทำการเพาะเลี้ยงและดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการที่ปลอดเชื้อ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แล้วนำผลิตภัณฑ์ยา CAR-T cell มาให้ผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ หลังจากนั้นใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ พบว่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวหมดไปไม่พบทั้งในเลือดและไขกระดูก

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดลได้ร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมี บริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด ได้ลงทุนในห้องปฏิบัติการระดับ GMP (good manufacturing practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่ได้การรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อ 18 มกราคม พ.ศ. 2566 ตามมาตรฐานสากล EMA (European Medicines Agency) และขณะนี้กำลังนำผลิตภัณฑ์ยานี้เข้าสู่กระบวนการการศึกษาวิจัย ในขั้นตอน IND (Investigational New Drug) ของสำนักงาน อย. เพื่อขึ้นทะเบียนรับรองตามมาตรฐานสากลอีกด้วย

ทำให้เพิ่มโอกาสคนไทยสามารถเข้าถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ยานี้ เนื่องจากต้นทุนต่ำลงมาก ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยไทย 100% ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลแตกต่างชัดเจน โดยที่คุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งยังได้ผลดีทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง นอกจากนี้สามารถเตรียมการผลิตโดยใช้เม็ดเลือดขาวของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนเอง ทำให้มีโอกาสได้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีเม็ดเลือดขาวเพียงพอที่จะนำมาผลิต

CAR-T cell ที่ผลิตนี้นอกจากใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิดบีเซลล์แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดบีเซลล์ได้ด้วย ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยมหิดลเองกำลังวิจัยผลิตภัณฑ์ยา CAR-T cell สำหรับมะเร็งมัยอิโลมา มะเร็งกระดูก มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมหมวกไต และอื่นๆ อีกตามมา กล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ได้วิจัยผลิตภัณฑ์ยา CAR-T cell ที่เคยมีราคาสูง ให้สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาและผลิตได้เองในประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำลงในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากลเป็นแห่งแรกในอาเซียน มีผลการรักษาในผู้ป่วยเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าจะนำไปใช้ในผู้ป่วยวงกว้างได้ในเร็ววันนี้ ปัจจุบันได้รับการติดต่อจากประเทศเพื่อนบ้านในการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวอีกด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลผิว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732682

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลผิว

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลผิว

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยสดใส ดูสุขภาพดีแลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยทั้งนั้น เพราะนอกจากจะช่วยสร้างเสน่ห์ เสริมความมั่นใจให้กับคุณในทุกองศา ข้อมูลจาก ผศ.ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัยเปิดเผย ปัจจัยทำให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน เหี่ยวย่น หรือมีริ้วรอย นับเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำลายผิวพรรณของเราทั้งหลาย ดังนี้

ศัตรูตัวร้ายทำลายผิว

●แสงแดด : ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิว ทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวแดงไหม้ ผิวคล้ำเสีย แห้งกร้านเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย รวมถึงอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

● มลภาวะในอากาศ : ทั้งฝุ่นควัน มลพิษ และฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิว กระตุ้นการเกิดสิว ผิวมีผื่นแดงและแพ้ง่าย สูญเสียความชุ่มชื้น รูขุมขนกว้างผิวหมองคล้ำ มีริ้วรอยได้

● อากาศแห้ง : ในฤดูหนาวหรือห้องแอร์จะมีความชื้นต่ำ ทำให้ผิวสูญเสียน้ำ เป็นเหตุให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวแตกแห้ง เป็นขุย

● แสงสีฟ้า : แสงจากจอมือถือ คอมพิวเตอร์ และหลอดไฟ จะไปทำลายคอลลาเจนชั้นใต้ผิวทำให้ผิวหน้าบางและหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอขาดความชุ่มชื้น ผิวเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น แก่กว่าวัยเป็นฝ้า กระ และจุดด่างดำ

● ความเครียด : กระตุ้นให้เกิดสิวและยังทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังถูกทำลาย ผิวจึงหย่อนคล้อย ดูแก่กว่าวัย และยังมีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวของคุณ

● กาเฟอีน : เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ทำให้ผิวหนังขาดน้ำ แห้งส่งผลให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และผิวขาดความยืดหยุ่น

● บุหรี่ : การสูบบุหรี่ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี คอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน ไม่สดใส หน้าแก่กว่าวัยและเกิดริ้วรอย 

ผิวเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แถมมีปัจจัยต่างๆ เร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนันคุณผู้หญิงทั้งหลายจึงควรดูแลผิว โดยเริ่มบำรุงดูแลผิวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อปกป้องสุขภาพผิวให้แข็งแรง

ขั้นตอนการใช้สกินแคร์ดูแลผิวหน้า

1.คลีนเซอร์ หรือ สบู่เหลว เจล โฟม เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางออกให้สะอาดหมดจด

2.โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป โดยมีส่วนผสมต่างๆ เช่น กรดไฮยาลูรอนิค กรดซาลิซิลิก กรดแลกติค ฯลฯ เพื่อช่วยให้ความชุ่มชื้นผิวกระจ่างใส หรือลดการเกิดสิว

3.อายครีม บำรุงผิวรอบดวงตาอย่างอ่อนโยน ส่วนมากจะมีส่วนผสมของ นิวโรเปปไทด์กรดไฮยาลูรอนิค แอลฟาไลโพอิกแอซิด สารสกัดจากชาเขียว ฯลฯ เพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย พร้อมบำรุงผิวรอบดวงตาให้ชุ่มชื้น

4.เอสเซนส์หรือโลชั่น มีเนื้อบางเบาและเหลวแบบน้ำ ซึมเข้าผิวได้ดีที่สุด มีส่วนผสมของไฮยาลูรอน กรดไกลโคลิค วิตามินบี 3หรือไนอะซินาไมด์ ฯลฯ ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวหน้าให้แข็งแรงพร้อมเติมความชุ่มชื่น

5.เซรั่ม มีความเข้มข้นสูง อุดมด้วยสารต่างๆ เช่น วิตามินซี เปปไทด์ AHA ที่ตัวช่วยฟื้นบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก

6.มอยเจอร์ไรเซอร์ มีเนื้อข้นที่สุดช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว มีส่วนผสมสำคัญต่างๆ เช่น เซราไมด์ กลีเซอรีน คอลลาเจน กรดซาลิซิลิก ฯลฯ

7.ครีมกันแดด ควรมีค่า SPF 30 PA+++ ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ในตอนกลางวัน เพื่อป้องกันผิวจากรังสี UV ตัวการร้ายทำลายผิว

เคล็ดลับผิวสวยเป๊ะปัง

● ผิวสวยด้วยอาหาร เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักสด ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยบำรุง ซ่อมแซม ต้านความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง และช่วยระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

● หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ เช่น แสงแดด ความเครียด การอดนอน หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น

● ดื่มน้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะน้ำเปล่าอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว กำจัดสารพิษและของเสียออกทางเหงื่อ

● การพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ควรนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้ซ่อมแซม ฟื้นฟู สร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เซลล์เก่า ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอยให้ผิว

● ฟิตทุกวันด้วยการออกกำลังกาย ช่วยให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น ขับสารพิษและสิ่งอุดตันในรูขุมขนใต้ผิวหนังออกมา และช่วยคลายความเครียดได้ดี

● บำรุงทุกวัน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างถูกวิธี เพื่อสร้างเกราะป้องกัน เพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี พร้อมปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 PA+++ เป็นประจำ

สำหรับผู้มีที่ต้องการช่วยเหลือนักศึกษาพิการจำนวน 165 คน ข้อมูลจาก นายคำพันธุ์ ราชดา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา สถานศึกษาเพื่อคนพิการ เดือดร้อนหนักได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของโลกและของประเทศที่ตกต่ำในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เผยยอดบริจาคลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องกระทบหนักถึงคนพิการ ดังนั้น วิทยาลัยฯ พระมหาไถ่ พัทยา จึงเปิดโครงการ “365 วันทำความดี เพื่อคนพิการสู่การเป็นผู้ให้ที่มีความสุข” เพื่อเชิญชวนสถานประกอบการร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ด้วยการมอบสิ่งของ ทุนอาหาร ทุนการศึกษาแก่นักเรียน และนักศึกษาคนพิการ ให้อิ่มท้อง 3 มื้อ ได้เรียนหนังสือ ฝึกทักษะชีวิต มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนพี่น้องทั่วประเทศเยี่ยมชมให้กำลังใจกับน้องๆ ผู้พิการที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา และบริจาคได้ที่ เลขที่บัญชี 3424736274 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ออมทรัพย์ โดยใบเสร็จสามารถหักภาษีได้

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล

ร่วมบรรยายพิเศษให้ศัลยแพทย์จากทั่วโลก

Life & Health : รู้จัก AI เทคโนโลยีช่วยงานผู้นำยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/731280

Life & Health : รู้จัก AI เทคโนโลยีช่วยงานผู้นำยุคดิจิทัล

Life & Health : รู้จัก AI เทคโนโลยีช่วยงานผู้นำยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่สร้างความฉลาดเทียมให้กับเครื่องจักร หุ่นยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ ให้มีคุณลักษณะทางด้านสติปัญญาและความฉลาดเหมือนมนุษย์ โดยใช้แนวคิดจากการทำงานของสมองมนุษย์ เพื่อใช้ในการประมวลผลข้อมูล การคิดอย่างมีเหตุผล การกระทำอย่างมีเหตุผล และการเรียนรู้จากประสบการณ์ AI สามารถแบ่งประเภทได้ตามระบบการประมวลผลและระดับความสามารถ เช่น Machine Learning, Natural
Language Processing (NLP), Computer Vision, Generative AI, Predictive AI, Analytical AI เป็นต้น

ปัจจุบัน AI ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานทางธุรกิจหลากหลายหน้าที่ทั้งด้านการตลาด การบริการลูกค้าการขาย การค้นคว้าและวิจัย การผลิต การบัญชีและการเงิน การพัฒนาบุคลากร และอื่นๆ AI มีประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การยกระดับการให้บริการลูกค้า, การเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามงาน, การยกระดับคุณภาพของงาน และลดความผิดพลาดในการทำงาน, การเพิ่มประสิทธิภาพ และผลผลิตในการทำงาน, การทำธุรกิจได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น, การสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับธุรกิจและการขยายโมเดลทางธุรกิจ, รวมทั้งการบริหารบุคลากรในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม AI ก็มีข้อเสียบ้าง เช่น AI อาจขาดความคิดสร้างสรรค์ เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของข้อมูล เป็นอุปสรรคต่อการจ้างงานของมนุษย์ หรือไม่สามารถดำเนินการนอกข้อมูลที่คุณป้อนได้ เป็นต้น

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด (Beyond Training) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้จัด Beyond Training Open house Adaptive Leadership Forum 2023 นวัตกรรมในการพัฒนาผู้นำยุคใหม่ ให้ปรับตัวไว เพื่อพัฒนาผู้นำฉบับเร่งด่วนเพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืนในยุคดิจิทัล โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารจากองค์กรระดับประเทศมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในช่วงเสวนามากมาย

แม้เทคโนโลยี AI จะสามารถสร้างรูปภาพ เขียนโค้ดและเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้คนทำงานมากขึ้น การมองหาและรักษา Talent ด้านการเขียนโค้ดที่หลายบริษัทมองว่าเป็นมนุษย์ทองคำ อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป เพราะต่อไป AI สามารถช่วยเขียนโค้ดได้ ด้วยความสามารถของ AI ที่พัฒนาเร็วขึ้นทุกวัน ดังนั้นทีม HR จำเป็นต้องเรียนรู้
และวางแผนการจ้างงาน การอบรมพัฒนาบุคลากร ว่าพวกเขาควร Up Skill, Re Skill ด้านไหนบ้างจึงจะตอบโจทย์โลกการทำงานยุค AI นี้ ซึ่ง Beyond Training เองมีความพร้อมที่จะเป็น Total Training Solution ให้กับองค์กรภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศได้พัฒนาศักยภาพพนักงานในองค์กรอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่ ผ่านโปรแกรมหลักสูตร Adaptive Leadership Series ที่พร้อมจะพาบุคลากรก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแบบ Adaptive Leadership เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวนในยุคดิจิทัลใหม่นี้

ข้อระวังในการใช้ AI คือ อย่านำข้อมูลบริษัทไปให้เทคโนโลยี AI ภายนอกวิเคราะห์เด็ดขาด การใช้เทคโนโลยี AI ให้เป็นประโยชน์สูงสุดในการทำงาน ควรใช้เฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงานที่ไม่กระทบกับองค์กรเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีการจัดเก็บข้อมูลและคำถามที่เราได้ป้อนให้ AI ตอบโต้ เขาอาจนำข้อมูลไปต่อยอดหรือทำอะไรก็ได้ มีบริษัทหลายที่ต้องการซื้อเทคโนโลยี AI ไปใช้ในบริษัทเป็นการส่วนตัวเพื่อป้องกันปัญหานี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนำข้อมูลสำคัญของบริษัทไปให้ AI ภายนอก ช่วยวิเคราะห์ อาจมีคนทำงานรุ่นใหม่หรือคนที่ต้องการทำงานให้ได้ผลลัพธ์เร็ว นำข้อมูลของบริษัทไปให้เทคโนโลยี AI ภายนอกที่เสียเงินซื้อแล้ววิเคราะห์ เพราะคิดว่าเสียเงินซื้อแล้วย่อมปลอดภัย แต่ความจริงทางเจ้าของเทคโนโลยีอาจได้ข้อมูลสำคัญของบริษัทเราไปกลายเป็น Open DATA อาจรั่วไหลถึงคู่แข่ง เกิดเป็นความเสียหายที่มิอาจตีเป็นราคาได้ แต่ในกรณีที่ซื้อเทคโนโลยี AI ปรับแต่งและใช้ภายในบริษัทโดยเฉพาะ เครื่องมือนี้จะช่วยให้คนทำงานทุกภาคส่วนสะดวกสบาย มี Productivity ที่ดีขึ้น และที่สำคัญ คือปลอดภัย รัดกุม ข้อมูลไม่รั่วไหล

ข้อมูลที่จาก โอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหาร บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยกกรณี ChatGPT ที่สามารถคิดและสร้างคอนเทนต์ เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่คนไทยบางส่วนกลัวว่าจะมาแย่งงาน โดย ChatGPT เป็นเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้างตัวอักษร ข้อความ โต้ตอบกับมนุษย์ได้ สามารถเข้าใจบริบทอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่มนุษย์ต้องการ เช่น ป้อนข้อมูลว่าอยากได้สโลแกนร้านอาหาร ChatGPT ก็สามารถคิดคำได้อย่างสละสลวยและคล้องจองกัน รวมทั้ง
เข้าใจรูปภาพ เข้าใจบริบทที่เกิดขึ้นในภาพ หากเราคุยกับ AI ในโปรแกรม Microsoft Bing โดยทดลองปรึกษาว่าอยากเปลี่ยนสายงาน สิ่งที่ AI โต้ตอบไม่ใช่การแนะนำทันที แต่กลับถามข้อมูลบางส่วน ถามเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเปลี่ยนสายงานเมื่อเก็บข้อมูลครบถ้วนแล้ว AI จึงจะเสนอแนวทางการพัฒนาตัวเองและแผนการเติบโตและการย้ายงานให้ ถือเป็นนวัตกรรมที่พลิกล็อกครั้งใหญ่ให้กับคนทำงานและ HR ทีเดียว

ทั้งนี้ ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ เปรียบคนทำงานเป็นนักบิน ส่วนเทคโนโลยี AI เป็นผู้ช่วย ทำให้คนทำงานสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สร้าง Productivity มากขึ้น ถ้าอยากได้ภาพประกอบการทำงาน ก็ป้อนคำสั่งให้ AI ช่วยสร้าง อยากได้อีเมลภาษาอังกฤษที่ถูกหลักไวยากรณ์ ภาษาสวย ก็ป้อนข้อมูลให้ AI ช่วยคิดได้ AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์แต่ถ้าคนที่ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมเรียนรู้วิธีใช้งานเทคโนโลยี AI ต่างหากที่จะถูกแทนที่ การต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI ก็เหมือนโต้คลื่นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ถ้าหากเรายอมรับและเรียนรู้ ค่อยๆ ไต่ระดับไปพร้อมกับคลื่นความเปลี่ยนแปลง โอกาสที่จะถึงฝั่งก็เร็วและสะดวกมากขึ้น

ซึ่งสิ่งท้าทายขององค์กรในโลกการทำงานยุคใหม่ นั้น โอม-ศิวะดิตถ์ ให้ความเห็นว่า Do More With Less ไม่ใช่การประหยัดต้นทุน แต่ทำในสิ่งที่ให้มูลค่าสูง แต่ลงทุนในด้านทรัพยากรน้อย ทำอย่างไรให้มี Innovation มากขึ้นและใช้ทรัพยากรลดลง ใช้เทคโนโลยีมาช่วย ต้องลงทุนแบบ Zero Waste องค์กรที่บริหารจัดการด้วยเทคนิค Do More With Less ได้ จะเป็นองค์กรที่ชนะในการแข่งขันของโลกการทำงานยุคใหม่ องค์กรต้อง Speed to Market เข้าตลาดได้ไว ต้องเข้าใจ AI และ Data ลงมือทำที่รวดเร็ว ไม่ต้องกลัวความล้มเหลว เพราะยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขันต้องมีความรวดเร็ว ลองผิดลองถูก เพื่อหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการเติบโตในธุรกิจยุคดิจิทัลนี้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หลอดเลือดสมองตีบตัน รักษาทัน ลดเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729645

Life & Health : หลอดเลือดสมองตีบตัน รักษาทัน ลดเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

Life & Health : หลอดเลือดสมองตีบตัน รักษาทัน ลดเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ที่เป็นมักมีอาการอย่างเฉียบพลันแต่หากมาถึงมือแพทย์เร็วทันเวลา ก็มีโอกาสรักษาให้หายเป็นปกติได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์พงศกร พงศาพาส ประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เกิดจากการที่หลอดเลือดสมองมีการอุดตัน ตีบ หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแสดง เช่น หน้าเบี้ยว ตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อน อ่อนแรง ชาครึ่งซีก หรือเป็นอัมพาตแบบครึ่งซีกพูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ เป็นต้น โดยมักเกิดในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป แต่พบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุเนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมตามวัย

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

l โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 mmHg เป็นระยะเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดเสื่อมการทำงานเร็วกว่าปกติ ส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ แตก หรืออุดตันได้

l โรคเบาหวาน ทำให้เกิดผนังหลอดเลือดเสื่อมการทำงาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดปัญหาหลอดเลือดสมองต่างๆ ที่กล่าวมาได้

l โรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคผนังหัวใจรั่ว โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดกระจายไปอุดเส้นเลือดสมองได้

l โรคไขมันโลหิตสูง ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด เกิดการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเสื่อม ส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ แตก หรืออุดตันได้

l การสูบบุหรี่ มีสารที่เร่งความเสื่อมของหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะโรคทางหลอดเลือดสมองได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 6 เท่า ดังคำกล่าวที่ว่า “The more you smoke the more you stroke”

l ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดกระจายไปอุดตันหลอดเลือดสมองและอวัยวะต่างๆ ได้

l โรคอ้วน และขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจได้ เป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองเสื่อม และเพิ่มการทำงานของหัวใจ ช่วยลดการเกิดปัญหาหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจสมองด้วยคอมพิวเตอร์ (CT Scan),การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI และ MRA), การตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler : TCD), และการตรวจหลอดเลือดคอ (Carotid Doppler) เป็นต้น ซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำจะสามารถช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

สำหรับหลักการของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง คือการทำให้เซลล์ของสมองยังอยู่รอดให้ได้นานที่สุดโดยการที่เลือดไหลเวียนได้ทันเวลาและในระดับที่เหมาะสม จะสามารถทำให้เนื้อสมองที่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้ โดยในระยะแรกที่เกิดอาการ แพทย์จะทำการประเมินผู้ป่วย หากมีข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดและไม่มีข้อห้าม แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตัน แพทย์จะรักษาโดยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบและขึ้นไปที่สมอง เพื่อนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดออกมา (Mechanical thrombectomy) การรักษาที่สามารถทำได้รวดเร็ว ส่งผลให้การบาดเจ็บของสมองที่เกิดขึ้นน้อยลง และได้ผลลัพธ์การทำงานของสมองที่ดี

ผู้ป่วยควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

l ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง

l หลีกเลี่ยงสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

l ควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน

l ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

l รับประทานผลไม้และผักให้มากยิ่งขึ้น

l และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

โรคหลอดเลือดสมองมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ดังนั้น นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สิ่งสำคัญคือหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เพราะหากรู้ตัวเร็ว ยังมีโอกาสรักษาได้ทัน และลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้

ข้อมูลจาก นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลกว่า 172 คนซึ่งเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การเรียนรู้ ออทิสติก และมีความพิการซ้อนเช่น หูหนวก ตาบอด ซึ่งต้องการความดูแลอย่างใกล้ชิดโรงเรียน ต้องการส่งเสริมศักยภาพเด็กเหล่านี้ได้พึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตอิสระในสังคมอย่างมีความสุข โดยทางโรงเรียนฯ ได้ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.ชลบุรี จัดให้มีการศึกษาเฉพาะบุคคลในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสร้างอาชีพ จัดการฝึกอบรมและมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่ม โดยมีอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหารมื้อเที่ยงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

ช่วงหน้าร้อนนี้ “รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ชวนคนไทยทำบุญ พร้อมรับกระเป๋าผ้างานแฮนด์เมดจากน้องผู้พิการที่นำสตอรี่งานศิลป์มาลงบนผืนผ้าทำให้เกิดชิ้นงานสร้างสรรค์ เป็นแฟชั่นฮิตติดเทรนด์ เพื่อแทนคำขอบคุณจากน้องๆ สำหรับผู้ใหญ่ใจบุญที่ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กพิเศษ “รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริจาคตั้งแต่ 1,000 บาท รับกระเป๋าผ้าฟรี! ทันที โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถบริจาคช่วยเด็กนักเรียนพิเศษได้โดยตรงที่ ธนาคารกรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์ 092-7390990 หรือเฟซบุ๊ก ชื่อ : เด็กพิเศษพระมหาไถ่

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ