Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699421

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตที่เราขาดไม่ได้ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า กว่าจะผลิตยามาใช้ในการรักษาโรคแต่ละตัวได้นั้น เภสัชกรและทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลานานหลายปี ตั้งแต่ขั้นตอนการทดลองและพัฒนายาขึ้นมา จนได้เป็นยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรคหรือภาวะต่างๆได้อย่างปลอดภัย

ข้อมูลจาก เภสัชกรธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล แนะนำขั้นตอนต่างๆ กว่าจะมาเป็นยา ดังนี้

ค้นหาตัวยาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์

ตัวยาสำคัญ คือ ส่วนประกอบสำคัญในยา ที่ทำให้ยานั้นมีผลในการรักษา ตัวยาสำคัญนี้อาจได้มาจากพืช สัตว์ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่กว่าจะได้มาซึ่งตัวยาสำคัญนี้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างของการค้นหาตัวยาสำคัญจากสมุนไพร อาจเริ่มตั้งแต่สืบค้น หาประโยชน์จากการใช้พืชสมุนไพรของชาวบ้านที่เคยใช้สืบเนื่องกันมา เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก ซึ่งช่วยลดอาการแสบ ลดการเกิดผิวไหม้ได้นั้น ทำให้เกิดแนวคิดขึ้นว่า อาจมีสารใดสารหนึ่งในว่านหางจระเข้เป็นตัวที่ช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ และสามารถใช้สารนั้นเพียงสารเดียวในการรักษาแผลน้ำร้อนลวกต่อไปซึ่งแนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอย่างต่อเนื่องตามมา โดยสังเกตว่าชาวบ้านเลือกใช้เฉพาะส่วนของวุ้นซึ่งลอกยางออกแล้วทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกเท่านั้น ดังนั้น ตัวยาสำคัญจึงควรอยู่ในวุ้นนั่นเอง จากนั้นจึงเริ่มทำการสกัด คัดแยก วุ้นว่านหางจระเข้ออกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนที่คัดแยกได้นั้นมาทดลองเบื้องต้นดูว่าส่วนที่ช่วยลดการอักเสบจริงๆ คือส่วนใด โดยมักเป็นการทดสอบปฏิกิริยาทางเคมีเบื้องต้นเป็นหลัก

ขั้นตอนการค้นหาตัวยาสำคัญนี้ยังรวมถึงการพัฒนาวิธีการสกัดและการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สารสำคัญที่บริสุทธิ์เพียงชนิดเดียว ไม่เจือปนสิ่งปนเปื้อนหรือสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ รวมทั้งกำจัดส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาออกไปอีกด้วย

ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล

ตัวยาสำคัญที่ได้ต้องนำมาทดลองต่อเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นตัวยาที่นำมาใช้พัฒนาต่อได้จริง ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ใช้ โดยเริ่มจากการทดลองใช้ตัวยาสำคัญนั้นในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก่อน ตามลำดับดังนี้

1.ทดสอบกับเซลล์มีชีวิตในหลอดทดลอง เช่น การทดสอบสารต้านมะเร็งในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ทดสอบยาที่มีผลช่วยสมานแผลในเซลล์เยื่อบุผิวหนัง ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบยากับสิ่งมีชีวิต

2.ทดสอบในสัตว์ทดลอง เมื่อมั่นใจว่าสารสำคัญที่ทดสอบในหลอดทดลองให้ผลเบื้องต้นที่ดี จึงนำมาทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนู สุนัข ลิง เพื่อดูว่าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์นั้นสารสำคัญยังให้ผลที่ดีเช่นเดิมหรือไม่ ในขั้นตอนนี้ยังช่วยบอกในเบื้องต้นได้ว่า สารสำคัญนั้นมีพิษมากน้อยแค่ไหน และปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในมนุษย์คือปริมาณมากน้อยเพียงใด ปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะทำให้การใช้ยาก่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี แต่ทำให้เกิดพิษจากยาน้อย

3.ทดสอบในมนุษย์ ในขั้นตอนนี้สารสำคัญนั้นจะถูกทดลองประสิทธิภาพในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยมักเริ่มทดลองจากอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนน้อยๆ ก่อน ว่ายาให้ผลอย่างไร ก่อให้เกิดพิษในมนุษย์อย่างไรบ้าง จากนั้นจึงเริ่มทำการทดลองในผู้ป่วยต่อไป เช่น ทดลองยาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือทดลองยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ

ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดลองจนมั่นใจแล้วว่ามีประสิทธิผลในการรักษา ปลอดภัย ทราบขนาดของตัวยาสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้เป็นยาแล้ว ก่อนจะนำมาใช้จริง ต้องมีการพัฒนาสูตรตำรับให้มีความเหมาะสมก่อนเสมอ โดยดูว่าตัวยาสำคัญนั้น ควรจะใช้ในรูปแบบยาใด เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิดมีรสขมมาก ไม่เหมาะจะนำมาใช้ในรูปของยาเม็ดธรรมดา ควรเคลือบด้วยน้ำตาลก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยกลบรสขมได้แล้ว ยังช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจรับประทานแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่ดี ต้องมีการพัฒนาโดยการเติมสารอื่นๆ เข้าไปในตำรับยา เพื่อช่วยให้การดูดซึมยาดีขึ้น ยารักษาสิวบางอย่าง เมื่อทาแล้วมักทำให้เกิดอาการแสบ ระคายเคืองมาก เนื่องจากเนื้อครีมที่ใช้ผลิตยานั้นทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวเร็วเกินไป จึงต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบของยาครีมที่ใช้ผลิตยาให้ดีขึ้น

นอกจากการพัฒนาสูตรตำรับแล้ว คุณภาพของยาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำให้ต้องมีการวิเคราะห์ ตรวจสอบว่ายาที่ผลิตออกมามีปริมาณตัวยาสำคัญตามที่ต้องการหรือไม่ ตัวยาสำคัญนั้นยังอยู่ในคงให้ผลการรักษาอยู่หรือไม่หลังจากเก็บรักษายาไว้ในสภาวะต่างๆ ซึ่งก็นำไปสู่การกำหนดวันหมดอายุของยานั่นเอง

ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดสอบจนมั่นใจว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย รวมทั้งมีการพัฒนาสูตรตำรับให้เหมาะสมต่อการใช้แล้ว ผู้ผลิตยาจะเริ่มวางขายยานั้นสู่ท้องตลาด แต่ขั้นตอนการทดลองยังไม่หมดสิ้น เนื่องจากในการทดสอบประสิทธิผลของยาเบื้องต้นจะทำในทั้งอาสาสมัครและผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อยาออกสู่ท้องตลาดจริง ผู้ป่วยอาจมีสภาวะอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจมีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง รวมทั้งผู้ป่วยอาจใช้ยาอื่นอยู่ก่อนที่จะได้รับยาตัวใหม่ อาจทำให้เกิดปัญหายาตีกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลังยาตัวใหม่ออกสู่ท้องตลาด ผู้ผลิตยาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำการติดตามศึกษาผลเหล่านี้ของยาในผู้ป่วยต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาข้อบ่งใช้ คำแนะนำ คำเตือนและข้อควรระวัง ขนาดการใช้ยาของยาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้เป็นยาหนึ่งตัว ต้องใช้ใจในการคิด กายในการทำ เวลาในการปรับปรุง รวมทั้งเงินในการจัดหาและจัดการสิ่งต่างๆ อีกมากมายมหาศาล สารที่มีฤทธิ์ดีในการทดลองเบื้องต้นหลายตัวอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะถูกพัฒนาต่อยอดจนเป็นยาออกมาใช้ได้จริง ยาใหม่ๆ ที่ออกมาขายในท้องตลาด จึงมักมีราคาที่สูงมาก เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตได้คิดคำนวณสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นต้นทุนของยาด้วยนั่นเอง เรามักเรียกยาเหล่านี้ว่ายาต้นตำรับ (original drug) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตยา จะได้รับสิทธิ์ในการขายยานั้นเพียงบริษัทเดียวอยู่นาน 20 ปี นับจากวันที่ขึ้นทะเบียนตัวยาสำคัญ (ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา) ก่อนจะมียาที่บริษัทอื่นๆ สามารถผลิตออกมาขายได้ เรามักเรียกยาที่ผลิตในช่วงหลังเหล่านี้ว่า ยาสามัญ (generic drug) ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ยา มีทางเลือกในการใช้ยามากขึ้น เนื่องจากจะมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเสมอ สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : เทคนิคการดูแลผิวพรรณรับปีใหม่ อวดผิวสวย ท้าลมหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697940

LIFE & HEALTH :  เทคนิคการดูแลผิวพรรณรับปีใหม่ อวดผิวสวย ท้าลมหนาว

LIFE & HEALTH : เทคนิคการดูแลผิวพรรณรับปีใหม่ อวดผิวสวย ท้าลมหนาว

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วยใกล้เทศกาลปีใหม่เชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากไป “อวดผิวสวย” รับเทศกาลปีใหม่นี้อย่างแน่นอน แต่จะดูแลผิวพรรณอย่างไรเมื่อต้องเจอกับปัญหาผิวแห้ง แตกเป็นขุยผิวขาดความชุ่มชื้น จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปประกอบกับในช่วงเดือนธันวาคม เป็นเดือนที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแบบเต็มตัว ซึ่งควรจะต้องดูแลผิวพรรณให้ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวันที่ต้องเจอกับแสงแดดจ้าปะทะกับลมหนาว และช่วงเวลากลางคืนที่อุณหภูมิต่ำลง

แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม ของ รพ.เวชธานี เปิดเผยถึงวิธีการดูแลผิวพรรณว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะเราควรจะดูแลผิวหนังให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังควรทาโลชั่นให้ชุ่มชื้นหลังจากอาบน้ำเสร็จเป็นประจำทุกครั้ง
เนื่องจากหลังอาบน้ำใหม่ๆ น้ำยังระเหยไปไม่หมดช่วงเวลานี้ผิวจะอุ้มน้ำได้ดี

หากมีแผนเดินทางไปท่องเที่ยว หรือสังสรรค์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเกิดอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์ทางด้านผิวหนัง แนะนำว่า เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีอาการผิวแห้งมาก จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม สี และวัตถุกันเสียเพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย ส่วนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งน้อยควรใช้โลชั่น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งปานกลางควรใช้ครีมชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งมากควรใช้ครีมชุ่มชื้น หรือขี้ผึ้ง

สำหรับการเลือกใช้สบู่ควรเลือกใช้สบู่ที่มีความระคายเคืองต่อผิวน้อย เลือกใช้สบู่ที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป และการอาบน้ำไม่ควรฟอกสบู่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ไขมันบนผิวหนังลดลง ในคนที่ผิวแห้งมากไม่ควรอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้ง โดยอาจอาบน้ำเปล่า และเลือกฟอกสบู่ตามซอกต่างๆ ที่มีความอับชื้น เช่น คอ ขาหนีบ และรักแร้ก็สามารถช่วยลดอาการแห้งของผิวได้

ทั้งนี้ เทคนิคการดูแลผิวพรรณ 3 วิธี ดังนี้

1. การดูแลผิวหน้า ควรรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความชุ่มชื้นสูง (มอยเจอไรเซอร์) ตั้งแต่บริเวณผิวรอบดวงตา และจึงทาให้ทั่วใบหน้า ซึ่งควรเลือกชนิดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงให้เหมาะสมกับช่วงเวลา

2. การดูแลผิวกาย ชโลมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่มีความชุ่มชื้นให้ทั่วร่างกายหลังอาบน้ำ โดยหลังจากอาบน้ำควรเช็ดตัวให้หมาดๆ แล้วทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายทันที ซึ่งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คงความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB เพื่อปกป้องแสงยูวี ซึ่งเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำ ริ้วรอยก่อนวัย และลดความแห้งกร้านของผิวได้

3 วิธีข้างต้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการดูแลผิวพรรณ อย่างไรก็ตามเราควรต้องดูแลในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการทำให้ผิวพรรณ และสุขภาพร่างกายสดใสต้อนรับปีใหม่ที่จะถึงนี้

ขอเชิญร่วมทำบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะร่วมทำบุญสร้างกุศลกับ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่ยังขาดแคลนงบประมาณจำนวนมาก ส่งผลถึงน้องๆ นักเรียนตาบอดโดยตรง จึงจัดกิจกรรมสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ด้วยการขอเชิญทุกท่านร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของใช้จำเป็น เพื่อยกคุณภาพชีวิต สู่การศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดหาทุนซื้ออุปกรณ์การเรียนและหารายได้จัดหาค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่นค่าอาหาร ค่าน้ำ-ค่าไฟ และปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสถานศึกษา บริจาคได้ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยาในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพัทยาสาย 2 เลขบัญชี 669-2-10787-4 ชื่อบัญชี “ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด (2536)” ทั้งนี้ นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

สำหรับใครที่อยากทำบุญช่วยเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาขอเชิญร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ส่วนมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ มีผู้พิการในความดูแลที่อาศัยอยู่ประจำกว่า 800 คน ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการ มูลนิธิมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เผยช่วงนี้มียอดบริจาคลดลงอย่างมาก ขอเชิญร่วมบริจาค ข้าวสาร ของใช้จำเป็น หรือเงินผ่าน ธ.กรุงเทพ สาขาบางละมุง เลขที่ 342-3-04066-0 ใบเสร็จนำไป ลดหย่อนภาษีได้ โทร.099-3944795

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่..ที่หัวหน้างานต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696505

Life & Health : การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่..ที่หัวหน้างานต้องมี

Life & Health : การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่..ที่หัวหน้างานต้องมี

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยุคใหม่และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ทักษะของคนทำงานยุคเดิมกำลังจะหมดอายุ โดยเฉพาะทักษะด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) จึงส่งผลให้ “ทักษะผู้นำยุคใหม่ หรือ Adaptive Leadership Skill” กลายมาเป็นทักษะสำคัญเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้างานที่ต้องขึ้นมาดูแลลูกทีมจำนวนมากท่ามกลางธุรกิจยุคดิจิทัลใหม่นี้

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์เทรนนิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า Human Resources Council จำนวน 14 คน จากนิตยสาร Forbesได้ระบุถึง 14 ความท้าทายที่หัวหน้างานมือใหม่ต้องเผชิญในช่วงปี 2022 และอนาคต ทั้งนี้
ได้เลือกเฉพาะความท้าทายบางส่วนที่สอดคล้องกับบริบทสังคมการทำงานในไทย ดังนี้

l ปรับแนวคิดจาก “ผู้ทำเป็นผู้นำ”- หัวหน้างานต้องปรับแนวคิดครั้งใหญ่ เขาต้องเปลี่ยนการทำงานจากการลงมือทำเองเป็นการสร้างผลงานผ่านทีม หัวหน้างานจะมัวแต่ทำงานเองไม่ได้ ไม่เช่นนั้น งานจะล้นมือไม่มีเวลาไปทำงานสำคัญที่สร้างผลกระทบที่ดีต่อองค์กร

l ปรับบุคลิก พลิกรูปแบบการสื่อสาร เชื่อมคนในทีมและ Stakeholders-หัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพ คือหัวหน้างานที่รู้จักคนในทีมเป็นอย่างดี รู้ว่าใครมีความสามารถอะไร จุดเด่น จุดด้อยเป็นอย่างไร รู้วิธีสื่อสารที่ทำให้คนในทีมทุกคนเข้าใจ พร้อมปรับตัวเข้าหาอย่างเป็นมิตร รวมทั้งรู้จักกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงาน เพื่อดำเนินงานข้ามแผนกหรือติดต่อประสานงานอื่นๆ ได้อย่างราบรื่นถ้าหัวหน้างานในยุคดิจิทัลขาดทักษะนี้ อาจก่อปัญหาที่มีผลกระทบทั้งองค์กร

l ปรับบทบาท จงเป็นผู้นำที่พร้อมซัพพอร์ตและสร้างแรงผลักดันให้แก่ลูกทีมได้- สถานการณ์โลกการทำงานปัจจุบันไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป พนักงานในทีมแต่ละคนก็จะมีปัญหางานและปัญหาส่วนตัวที่แตกต่างและซับซ้อนมากขึ้น หัวหน้างานจึงต้องปรับบทบาทเป็นผู้ซัพพอร์ตและสามารถให้กำลังใจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ สามารถแก้ไขปัญหาได้คอยโค้ชหรือสอนงานอย่างเต็มที่และอีกฝ่ายก็น้อมรับอย่างเต็มใจ

จะสังเกตได้ว่าทุกความท้าทายที่หัวหน้างานต้องเผชิญในยุคดิจิทัล ไม่ใช่อุปสรรคที่ยากเกินรับมือ เพียงแต่ต้องปรับตัว ทำความเข้าใจ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความคิดและพัฒนาทักษะของหัวหน้างานคงหนีไม่พ้น Adaptive Leadership Skill

Adaptive Leadership ความหมายตรงตัวคือ “ผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนแปลง” โดยอ้างอิงจากหนังสือ The Practice of ADAPTIVE LEADERSHIP : Tools and Tactics for Changing Your Organization and the World ได้ระบุไว้ว่า บุคลิกลักษณะของคนที่เป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้

1.Get on the Balcony : การมองภาพรวม (Big Picture)-ผู้นำแบบ Adaptive Leadershipจะต้องมองภาพรวมให้เป็น เอาตัวถอยออกมาเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมโดยกว้าง หมั่นศึกษา Macro Trend ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เช่น ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ผู้คนนิยมสั่ง Food deliver เพิ่มขึ้น ร้านอาหารในห้างลดลง แต่ละธุรกิจลดจำนวนสาขาลงstand alone เพิ่มขึ้น

2.Identify adaptive challenges : การระบุปัญหาที่ต้องการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจน เช่น การตั้งคำถามว่า อะไรคือปัญหาสำคัญ ระหว่างองค์กรหรือพนักงาน? โดยการระบุปัญหาควรหาคำตอบร่วมกันกับพนักงาน เพื่อคัดกรองสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ จากนั้นลำดับความสำคัญของปัญหาและลงมือแก้ไข

3.Regulate distress : การปรับแนวคิดเพื่อรับมือกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับตัว คือคำถามจากทั้งตัวเองและพนักงานว่า ทำไมถึงต้องปรับตัว?แต่หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การวนเวียนกับความรู้สึกหรือตอบโต้คำถามด้วยอารมณ์ แต่ต้องตอบคำถามเหล่านั้นด้วยเหตุผลและควบคุมความทุกข์เหล่านี้ด้วยการ Turning up the heat หรือปลุกระดมให้พนักงานเข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลง (WHY)

4.Maintain disciplined attention : การเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างวินัยของการปรับตัว หัวหน้างานต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการ สร้างวินัยด้านการปรับตัว ทำให้พนักงานเห็นว่าการปรับตัวที่เกิดขึ้น ส่งผลดีต่อตนเอง ทีมและองค์กร หากหัวหน้าไม่อยากทำ ไม่คิดปรับเปลี่ยน ลูกน้องคงมีข้อคำถามมากมายและเลือกที่จะไม่ปรับเช่นกัน

5.Give the work back to the people : การทำงานให้ใกล้ชิด ปลูกฝังหัวใจของการเป็นเจ้าของธุรกิจให้พนักงาน-ทุกการเปลี่ยนแปลงมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว มีลุกก็ต้องมีล้ม แต่ถ้าหัวหน้างานมีความเชื่อมั่นและต้องการผลักดันผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง หัวหน้าต้องลงไปทำงานใกล้ชิดกับพนักงาน ให้กำลังใจ สร้างแรงจูงใจ ทำให้พนักงานทุกคนรู้ว่าเขามีความสำคัญต่อองค์กร ทุกการกระทำสร้างผลกระทบต่อบริษัท

6.Protect leadership voices from below : การให้ความสำคัญกับเสียงเล็กๆของพนักงานทุกคน-หัวหน้างานที่ดีต้องรับฟังปัญหาของพนักงานทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้หมดจากทุกๆ ส่วน

นอกจากลักษณะนิสัยของผู้นำแบบ Adaptive Leadership ข้างต้นแล้ว วิธีการนำมาปรับใช้กับการทำงานในองค์กรหรือพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานให้มีความเป็นผู้นำยุคใหม่แบบAdaptive Leadership นั้น จำเป็นต้องมีแผนพัฒนา เครื่องมือการฝึกอบรม รวมถึงหลักสูตรเสริมสร้างทักษะที่ได้มาตรฐาน ที่จะมาผสมผสานกันเพื่อให้การพัฒนาบุคลากรสู่การเป็นผู้นำยุคใหม่ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

ทั้งนี้ Beyond Training สถาบันฝึกอบรมที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะในการทำงาน ได้ออกแบบแผนพัฒนาที่ชื่อว่า Adaptive Leadership Series ที่ช่วย “สร้างคนเก่งที่มีภาวะผู้นำสูง”ในทุกตำแหน่งขององค์กร รวมถึงช่วยพัฒนาบุคลากรให้ “เก่งงาน เก่งคน ทันโลก” พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับองค์กรยุคใหม่

ในกระบวนการสร้างผู้นำยุคใหม่ (Adaptive Leadership) ให้กับบุคลากรในองค์กร จะต้องเริ่มตั้งแต่ “เจาะลึกกระแสโลกและทิศทางของธุรกิจ” เพื่อให้ทราบว่าองค์กรต้องเผชิญหน้ากับอะไร เพื่อหาแนวทาง พัฒนากลยุทธ์ให้สอดรับการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจึงร่วมวางแนวทางกลยุทธ์องค์กรและวางโครงสร้างองค์กร รวมถึงการออกแบบตำแหน่งหน้าที่การทำงานต่างๆ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนออกแบบการเรียนรู้ของคนในองค์กรขึ้น ผ่าน Framework ที่ชื่อ High Impact Development Framework ที่จะเจาะลึกลงไปถึง 8 สมรรถนะของผู้นำยุคใหม่ ประกอบไปด้วย AGILITY, DISRUPTIVE, ATTITUDES, PERSONALIZATION, TECHNOLOGY, INNOVATION, LIVE WELL BEING, EMPATHY ซึ่งการสร้างสมรรถนะเหล่านี้ จะพัฒนาได้ด้วยกลุ่มทักษะที่ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นโปรแกรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมตั้งแต่ระดับต้น กลาง และสูง โดยผ่านแผนฝึกอบรมที่นำทฤษฎี 70 : 20 : 10 มาผสมผสานทั้งการเรียนรู้จากหลักสูตร (10) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลังเรียนรู้ (20) รวมถึงการนำความรู้ไปปฎิบัติใช้จริง (70) หาข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ www.Beyondtraining.in.th

ในวิกฤตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้องค์กรต้องตื่นตัวในการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำให้กับบุคลากร ฉะนั้นการสร้างแผนพัฒนา Adaptive Leadership Series นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาคนทำงานให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำยุคใหม่” ที่เก่งงาน เก่งคนและเท่าทันเทรนด์โลก พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยให้เติบโตในธุรกิจยุคดิจิทัลใหม่ได้

LIFE & HEALTH : รู้จักกับการระงับความรู้สึกเพื่อการผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695108

LIFE & HEALTH : รู้จักกับการระงับความรู้สึกเพื่อการผ่าตัด

LIFE & HEALTH : รู้จักกับการระงับความรู้สึกเพื่อการผ่าตัด

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

ไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยไม่สบายถึงขั้นเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยเฉพาะการผ่าตัด อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีที่ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นมาก อีกทั้งแพทย์และทีมงานทางการแพทย์ของไทยก็มีความรู้ความชำนาญในการรักษาโรคได้ดีมาก จนประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในเรื่องของการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดส่วนใหญ่ นอกจากแพทย์ผ่าตัดแล้ว ยังมีแพทย์ที่ช่วยระงับความรู้สึกระหว่างผ่าตัด และร่วมดูแลไปถึงหลังผ่าตัดโดยเฉพาะดูแลจัดการเรื่องของความเจ็บปวดหลังผ่าตัด ซึ่งก็คือวิสัญญีแพทย์ นั่นเอง

ข้อมูลจาก พญ.ดลชนก สิริโภคารักษ์ วิสัญญีแพทย์ รพ.เวชธานี แนะนำการเตรียมตัวก่อนที่จะเข้าระงับความรู้สึกก่อนผ่าตัดในโรงพยาบาล สิ่งแรก คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการทุกท่านจะต้องเข้ารับการประเมินร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เจาะเลือด เอกซเรย์ปอด หรือผู้ป่วยบางคนจำเป็นต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจร่วมด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนเข้ารับการผ่าตัด หากผู้ป่วยคนไหน มีโรคประจำตัว หรือ พบภาวะผิดปกติของร่างกาย ก็จะมีการร่วมปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขานั้นๆ เพื่อช่วยดูแลให้พร้อมก่อนผ่าตัด ทั้งร่างกายและจิตใจ

วันที่ผ่าตัดจะต้องเตรียมตัว ดังนี้

1.ถ้าเป็นการผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วน สิ่งสำคัญเลยคือ จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย8 ชั่วโมง เพื่อลดอุบัติการณ์ของการสำลักอาหารเข้าปอดระหว่างการผ่าตัด

2.วิสัญญีแพทย์จะเข้าไปเยี่ยมเพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกายผู้เข้ารับการผ่าตัดอีกรอบ และแนะนำทางเลือกในการระงับความรู้สึก ในปัจจุบันนี้มี 3 วิธีการหลักคือ

a.การให้ยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ วิธีการนี้มักใช้ในการผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และการผ่าตัดขนาดเล็ก เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การขูดมดลูก การผ่าตัดล้างแผลขนาดเล็ก เป็นต้น

b.การระงับความรู้สึกแบบฉีดยาชาเฉพาะส่วน ได้แก่ การบล็อกหลัง การฉีดยาชาบริเวณเส้นประสาทที่เลี้ยงบริเวณผ่าตัด เช่น การผ่าตัดแขน ก็สามารถใช้วิธีการฉีดยาชาที่เส้นประสาทที่เลี้ยงแขนนั้นโดยใช้อัลตราซาวนด์ เป็นต้น วิธีการนี้ มักใช้ในการผ่าตัดระยางค์แขน ขา หรือ ช่องท้องส่วนล่าง การผ่าตัดคลอด วิธีนี้มักนิยมกันมากในปัจจุบัน เนื่องจากค่อนข้างปลอดภัย ทำผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ช่วยเรื่องการปวดหลังผ่าตัดได้ดี ลดความเสี่ยงที่ต้องดมยาสลบ ลดอุบัติการณ์การแพ้ยาดมสลบ แต่ถ้าผู้เข้ารับการผ่าตัดที่กังวลและกลัวมาก สามารถขอฉีดยานอนหลับระหว่างผ่าตัดได้

c.การดมยาสลบ มักใช้กับการผ่าตัดใหญ่ ระยะเวลานาน หรือในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการบล็อกหลัง หรือฉีดยาชาที่เส้นประสาท หรือคนที่มีประวัติแพ้ยาชา แต่การดมยาสลบนี้ หลังฟื้นตัวจากการดมยาสลบ จะมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนได้

ทั้งนี้ หากผู้ป่วยต้องการทราบว่า การระงับความรู้สึกของตนเองจะเป็นแบบใด หรือ ต้องการระงับแบบใด สามารถสอบถาม ปรึกษากับวิสัญญีแพทย์ได้เลย

3.การให้ผู้ป่วยรู้จักการประเมินความปวด ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด เพื่อหลังผ่าตัดจะได้ประเมินการปวดได้อย่างถูกต้อง

สำหรับการประเมินความปวดหลังผ่าตัด มีหลายวิธีขึ้นกับประเภทของผู้ป่วย อายุ ความสามารถในการสื่อสาร แต่ที่นิยมในปัจจุบันคือ Numeric rating scale จะบอกความปวด เป็นตัวเลขตั้งแต่ 0-10 ถ้า 0 คือไม่ปวดเลย 1-3 ปวดน้อย 4-6 ปวดปานกลาง 7-10 ปวดมาก หรือ จะให้ผู้ป่วยอธิบายโดยใช้คำพูดง่ายๆ หรือใช้เครื่องมือ ที่เรียกว่า verbal descriptor scale แบ่งเป็น 4 ระดับ ในกรณี ที่ผู้ป่วยไม่เข้าใจการให้คะแนนเป็นตัวเลข ได้แก่ ไม่ปวด, ปวดน้อย, ปวดปานกลาง, ปวดมาก ซึ่งหากผู้ป่วยมีคะแนนปวดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป หรือปวดปานกลางขึ้นไป ให้แจ้งกับทีมพยาบาล เพื่อให้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม ผู้ป่วยไม่ควรต้องทนปวด หากจัดการกับความปวดไม่เหมาะสม นั้น จะส่งผลเสียต่อร่างกายทุกระบบ ได้แก่ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงไม่กล้าลุกเดิน ผู้ป่วยฟื้นตัวช้า ปอดแฟบ เป็นต้น

วิธีการระงับความปวด ปัจจุบันนิยมให้การระงับปวดแบบผสมผสาน (Multimodal analgesia) จะใช้วิธีการระงับปวดแบบฉีดยาชาเฉพาะส่วน ร่วมกับยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำอย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป เพื่อลดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เช่น มอร์ฟีน, ทรามาดอล เป็นต้น เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะท้องอืด ท้องผูก ซึ่งอาการเหล่านี้มีผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวช้าขึ้นได้

หลากหลายวิธีการระงับการปวด

ในปัจจุบันมีวิธีการระงับการปวด อยู่หลายวิธี เช่น

1.การฉีดยาชา ไม่ว่าจะเป็นศัลยแพทย์ฉีดยาชาบริเวณผ่าตัดหรือ วิสัญญีแพทย์ ฉีดยาชาเฉพาะส่วนบริเวณโพรงประสาทที่เลี้ยงบริเวณที่ผ่าตัด วิธีนี้นิยมกันอย่างมากในปัจจุบัน สามารถลดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ได้อย่างชัดเจน และผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว

2.การให้ยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ เช่น ยากลุ่มที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ หรือ NSAIDs, ยาพาราเซตามอล และยา Nefopam เป็นต้น

3.การให้ยาแก้ปวดแบบใช้เครื่องให้ยาแก้ปวดแบบผู้ป่วยควบคุมเอง หรือที่เรียกว่า Patient Controlled Analgesia (PCA) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย มักใช้กับการผ่าตัดใหญ่ เช่น ผ่าตัดช่องท้อง ผ่าตัดช่องอกผ่าตัดกระดูกสันหลัง เป็นต้น

ถึงตอนนี้แล้ว เราคงรู้จักบทบาทของวิสัญญีแพทย์มากขึ้นแล้วว่า มีหน้าที่อย่างไร และร่วมดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด ดังนั้น หากผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดกังวล ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อม วิธีการระงับความรู้สึกของการผ่าตัดของเรา หรือวิธีที่จะใช้ในการควบคุมอาการปวด สามารถเข้ามาสอบถามพูดคุยกับวิสัญญีแพทย์ที่ดูแลท่านได้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการระงับความรู้สึกเพื่อการผ่าตัด สอบถามได้ที่ รพ.เวชธานี โทร.02-7340000

สำหรับช่วงปลายปีนี้ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญชวนผู้ใจบุญร่วมช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มะเร็งปอด ภัยเงียบกว่าที่คุณคิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693673

Life & Health : มะเร็งปอด ภัยเงียบกว่าที่คุณคิด

Life & Health : มะเร็งปอด ภัยเงียบกว่าที่คุณคิด

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่คนทั่วโลกป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 2 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 1.7 ล้านคน สำหรับประเทศไทย มะเร็งปอดถือเป็นมะเร็งอันดับ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อย โดยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย (รองจาก มะเร็งตับและท่อน้ำดี) และเป็นอันดับ 5 ในผู้หญิง โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ 23,713 คน หรือเฉลี่ยวันละ 65 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 56 คน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงณัษฐา พิภพไชยาสิทธิ์แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยาสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์เปิดเผยว่า มะเร็งปอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่

1.มะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์

2.มะเร็งชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์

สำหรับความรุนแรงและอันตรายของมะเร็งปอดนั้น เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการนำก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือด และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้น หากเป็นมะเร็งปอดที่พบระยะลุกลาม ความรุนแรงต่อชีวิตจึงค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะมีโอกาสที่จะรักษาหายสูงมากขึ้น แต่ความน่าวิตก คือ ผู้ป่วยมะเร็งปอดมักจะมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งมีการลุกลามไปมากแล้ว ทำให้การรักษา นั้นรักษาได้ยากขึ้น หรืออาจทำได้เพียงการรักษาแบบประคับประคอง

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เป็นมะเร็งปอด คือ การสูบหรือรับควันบุหรี่ พันธุกรรม การสัมผัส แร่ใยหิน ก๊าซเรดอน (เกิดจากการสลายตัวของธาตุเรเดียมซึ่งนำมาใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือน) รังสี ควันธูป ฝุ่นไม้ และมลภาวะทางอากาศต่างๆ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งประกอบไปด้วยสารเคมีปนเปื้อนหลายชนิดที่เป็นสารก่อเกิดโรคมะเร็ง

อาการที่น่าสงสัย

สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งปอดโดยทั่วไป คือ อาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของปอด เช่น ไอเรื้อรัง นานกว่า 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก หายใจสั่น เหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด ปอดติดเชื้อบ่อยหรือเรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจจะมีอาการอื่นๆ อีกเช่น เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตามอาการต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นอาการที่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็งปอดเท่านั้น อาจพบในโรคอื่นๆ ได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์

วิธีการคัดกรอง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอในระดับประชากร แต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในการป้องกัน และสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคลงได้

การตรวจวินิจฉัย

หลักๆ ประกอบไปด้วย การถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์ปอด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ร่วมกับการตรวจหาเซลล์มะเร็ง โดยการตรวจจากเสมหะ หรือการตัดชิ้นเนื้อจากปอดมาตรวจ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการตรวจชิ้นเนื้อทางพันธุศาสตร์เพิ่มเติม (molecular genetic testing) เพื่อทำนายพยากรณ์ของโรคและแนวทางการรักษาได้มากยิ่งขึ้น

การรักษา

การรักษามะเร็งปอดนั้น จะต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ ชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรค การลุกลามของโรค รวมถึงสภาวะความแข็งแรงของผู้ป่วย โดยการรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันนั้น ประกอบไปด้วย การผ่าตัด การฉายรังสี การให้ยาเคมีบำบัด การรักษาด้วยยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง และ/หรือการรักษาด้วยยากระตุ้นภูมิคุ้มกันบำบัดซึ่งอาจต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการรักษา เช่น หากเป็นชนิดเซลล์ขนาดเล็ก การรักษาหลักคือการฉายรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด แต่ถ้าหากเป็นชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็กที่มะเร็งยังไม่ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง การรักษาหลักคือการผ่าตัดและตามด้วยยาเคมีบำบัดในบางกรณี หากการกระจายของโรคเริ่มลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง จำเป็นต้องได้รับการรักษาหลายชนิดร่วมกัน แต่ถ้าหากโรคลุกลามไปมากแล้วการรักษาหลักจะเป็นการรักษาด้วยยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเคมีบำบัดยามุ่งเป้า หรือยากระตุ้น ภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นต้น

บทสรุป

มะเร็งปอดถือว่าเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงของโรคค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบต่อชีวิตสูง อีกทั้งการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มได้นั้น ค่อนข้างลำบาก ทำให้ประสิทธิภาพของการรักษามีข้อจำกัด ทางที่ดีที่สุดคือ ควรมุ่งเน้นการป้องกัน มากกว่าการรักษา โดยสาเหตุที่สำคัญของการเกิดมะเร็งปอดนั้น เกิดจากบุหรี่ จึงควรหยุดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่ อยู่อาศัยในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายหากต้องปฏิบัติงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและหมั่นตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ท้ายนี้ด้วยเดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนของการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งปอด จึงอยากฝากสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็งปอด คือ “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัว และสังคมรอบข้าง

นอกจากนี้ จะขอฝากเกร็ดความรู้เพื่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่างๆโดยใช้หลักการป้องกันโรคมะเร็ง “5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง”

โดย 5 ทำ ประกอบด้วย (1.) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป (2.) ทำจิตใจให้แจ่มใสไม่เครียด (3.) กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่บริโภคแต่ละมื้อ (4.) รับประทานอาหารหลากหลายประเภท อย่ากินอาหารซ้ำๆ เป็นประจำ (5.) ตรวจร่างกายเป็นประจำ แม้ว่าตนเองจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่เคยเจ็บป่วยก็ตาม

ส่วน 5 ไม่ ประกอบด้วย (1.) ไม่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่ (2.) ไม่มั่วเซ็กซ์ (3.) ไม่ดื่มสุรา (4.) ไม่ตากแดดจ้า (5.) ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ

เพื่อลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้มีอาการของโรคก่อน ควรมาตรวจสุขภาพเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

สามารถติดตามความรู้ข่าวสารด้านโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง http://allaboutcancer.nci.go.th/ เว็บไซต์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็ง https://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Line : NCI รู้สู้มะเร็ง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..รูปแบบยาและการใช้อย่างถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/692254

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..รูปแบบยาและการใช้อย่างถูกต้อง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..รูปแบบยาและการใช้อย่างถูกต้อง

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

ยามีหลายรูปแบบได้แก่ ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบยาแคปซูล ยาผง ยาน้ำใส ยาน้ำแขวนตะกอน ยาน้ำแขวนละออง ยาครีม ยาขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ ยาเหน็บ เป็นต้น หากนำมาจัดกลุ่มตามวิธีใช้จะแบ่งได้เป็น ยารับประทาน ยาอม ยาทาผิวหนัง ยาหยอดตา ยาล้างตา ยาป้ายตา ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาพ่นจมูก ยาสูดพ่นเข้าทางปาก ยาสอด/สวนทวารหนักยาสอดช่องคลอด ยาแผ่นแปะผิวหนังและยาฉีด ยารูปแบบต่างๆ เหล่านี้มีจุดประสงค์การใช้และวิธีใช้ต่างๆ กันไป ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.บุษบา จินดาวิจักษณ์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เปิดเผยวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง มีดังนี้

ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยาแคปซูล สำหรับรับประทาน ต้องกลืนไปทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำสะอาด 1 แก้ว หากเม็ดยา
หรือแคปซูลมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกรับยามา เช่น เยิ้ม สีกระดำกระด่าง มีเกล็ดยาเกาะอยู่ แคปซูลบวมพอง แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนำมาใช้

ยาเม็ดหรือแคปซูลชนิดปลดปล่อยตัวยาสำคัญออกจากรูปแบบยาอย่างช้าๆ หรือชนิดที่เลื่อนเวลาปลดปล่อย
ตัวยาสำคัญออกจากรูปแบบยา ต้องกลืนไปทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำสะอาด 1 แก้ว ห้ามบด หรือเคี้ยวเม็ดยา ก่อนกลืน
แม้การแกะแคปซูลเทผงยาออกมาใส่ปาก ก็ห้ามทำ มิฉะนั้นจะได้รับยาในปริมาณสูงมาก เป็นอันตราย

ยารับประทานชนิดน้ำแขวนตะกอน หรือแขวนละออง จะต้องเขย่าขวดก่อนรินยาเสมอ เพื่อให้ตัวยาสำคัญกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และรินยาโดยใช้ช้อนตวงยา ซึ่ง 1 ช้อนชาจะเท่ากับ 5 ซีซี และ 1 ช้อนโต๊ะ จะเท่ากับ 3 ช้อนชา หรือ 15 ซีซี
หากเขย่ายาน้ำแขวนตะกอนแล้ว แต่ตะกอนยังจับแน่นอยู่ที่ก้นขวด หรือ เขย่ายาน้ำแขวนละอองแล้ว แต่ยังพบการแยกชั้นของน้ำกับน้ำมัน แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพ ห้ามใช้ยานั้น

ยาอม หากเป็นยาอมใต้ลิ้น จะต้องนำยาเม็ดใส่ไว้ใต้ลิ้นและอมไว้โดยไม่กลืนน้ำลาย เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านทางหลอดเลือดในช่องปาก แต่หากเป็นยาอมแก้เจ็บคอ หรือยาอมแก้การติดเชื้อราในปาก ให้นำเม็ดยาวางไว้บนลิ้น และอมไว้ปล่อยให้น้ำลายมาละลายยา เมื่ออมยาประเภทนี้สามารถกลืนน้ำลายได้ หากเม็ดยามีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกรับยามา เช่น สีกระดำกระด่าง แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนำมาใช้

ยาผง สำหรับรับประทาน ต้องนำไปผสมน้ำก่อนดื่ม ควรใช้ตามที่ระบุบนฉลาก เช่น ยาผงเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้ำ
และเกลือแร่เมื่อท้องเสีย จะต้องผสมยา 1 ซอง กับน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้ว หากใช้ซองใหญ่ก็ต้องผสมกับน้ำ 750 ซีซีคนให้ละลายและดื่ม ห้ามเก็บค้างคืน สำหรับยาผงที่ใช้เป็นยาระบายจะต้องผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้วและดื่มทันที พร้อมดื่มน้ำตามอีก 1 แก้ว ห้ามตั้งทิ้งไว้นาน เพราะยาจะพองตัวมากและข้นหนืดจนดื่มไม่ได้

ยาทาผิวหนัง มักเป็นยาครีม เจล หรือขี้ผึ้ง ก่อนใช้ควรทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ต้องการ จากนั้นบีบยาลงไปพอประมาณ แล้วทาให้ยาแผ่ไปบางๆ บนผิวหนัง หากหลอดยาบวม หรือเมื่อบีบยาออกมาได้แต่น้ำหรือน้ำมัน ที่แยกชั้นกับเนื้อยา แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนำมาใช้

ยาทาถูนวด อาจเป็นยาครีม เจล หรือขี้ผึ้ง ใช้แก้อาการปวดเมื่อย ซึ่งหลังจากทายาแล้ว ต้องทำการถูและนวดผิวหนังบริเวณนั้นด้วย เพื่อให้เกิดความร้อน จึงจะแก้อาการปวดเมื่อยได้

ยาหยอดตา เป็นยาน้ำและถูกทำให้ปราศจากเชื้อ ยาป้ายตาก็เป็นยาที่ถูกทำให้ปราศจากเชื้อ ทั้งยาหยอดตาและป้ายตา บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น ซึ่งขึ้นอยู่ว่าตัวยาสำคัญคือยาใด ก่อนใช้ต้องล้างมือให้สะอาด และหยอดยา 1 หยด หรือป้ายยา 1 เซนติเมตร ลงไปในกระพุ้งเปลือกตาล่าง โดยไม่ให้ปลายหลอดสัมผัสกับตา ยาหยอดตาและยาป้ายตาที่เปิดใช้แล้ว หากใช้ไม่หมดสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีก แต่ไม่เกิน 1 เดือน หากต้องใช้ยาหยอดตาหรือยาป้ายตา 2 ชนิด ให้ใช้ห่างกันประมาณ 10 นาที หากยา 2 ชนิดนั้น ชนิดหนึ่งเป็นยาหยอดตา อีกชนิดหนึ่งเป็นยาป้ายตา ให้ใช้ยาหยอดตาก่อน

ยาล้างตา เมื่อเปิดใช้แล้ว มีอายุอยู่ได้เพียง 7 วัน จึงไม่ควรซื้อยาขวดโตมาใช้ แม้ว่าราคาจะถูกกว่าขวดเล็ก

ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาพ่นจมูก เป็นยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่หู หรือจมูกเท่านั้น ก่อนหยอดหรือพ่นยา
ควรกำจัดสิ่งที่อุดตันออกก่อน ได้แก่ ขี้หู และน้ำมูก ควรใช้ยาตามจำนวนครั้งที่ระบุบนฉลาก การใช้มากเกินไปไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่อาจทำให้อาการเป็นมากขึ้นได้ เช่นกรณียาหยอด/พ่นจมูกซึ่งมักประกอบด้วยตัวยาลดอาการคัดจมูก หากใช้เกินกว่า 4 ครั้งต่อวันหรือนานกว่า 3 วัน จะทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม และรู้สึกคัดจมูกมากขึ้นกว่าเดิม

ยาสูดพ่นเข้าทางปาก เป็นรูปแบบยาที่มีวิธีใช้พิเศษ ใช้รักษาโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ที่บริเวณหลอดลม ต้องฝึกวิธีใช้ให้ถูกต้อง จึงจะได้ยาเข้าไปยังหลอดลม แต่หากทำไม่ได้ ควรปรึกษาเภสัชกร เพราะปัจจุบัน
มีเครื่องช่วยในการสูดพ่น ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมจะทำให้ประสบความสำเร็จในการสูดพ่นยา และทำให้ควบคุมอาการของโรคได้

ยาสอด/สวนทวารหนัก ใช้เพื่อรักษาริดสีดวงทวาร หรือเป็นยาระบาย ขึ้นอยู่ว่าตัวยาสำคัญคือยาใด ยาสอดทวารหนักมีส่วนประกอบเป็นขี้ผึ้งเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องแช่ในตู้เย็น (ห้ามใส่ในช่องแช่แข็ง) เพื่อให้คงรูปร่างซึ่งคล้ายจรวด เมื่อจะใช้จึงนำออกมาจากตู้เย็น ปล่อยให้คลายตัวสักพัก แล้วฉีกกระดาษหุ้มออก จุ่มยาลงในน้ำสะอาด 1 แก้ว แล้วสอดยาเข้าในทวารหนัก โดยเอาด้านแหลมเข้า หลังจากสอดยาแล้วให้นอนต่อสัก 15 นาที จึงลุกขึ้น

ยาสอดช่องคลอด เป็นยาเม็ดแข็ง ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ใช้รักษาอาการตกขาวในผู้หญิง ควรจุ่มเม็ดยาลงในน้ำสะอาด 1 แก้ว ก่อนสอดยาเข้าในช่องคลอด โดยเอาด้านแหลมเข้า เพื่อให้สอดเม็ดยาได้ง่ายขึ้น หลังจากสอดยาแล้วให้นอนต่อสัก 15 นาที จึงลุกขึ้น

ยาแผ่นแปะผิวหนังใช้ในจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ใช้แก้ปวดในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ใช้ในผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ ใช้แก้เมารถเมาเรือ ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ใช้คุมกำเนิด ใช้ช่วยอดบุหรี่ แต่ไม่ว่าจะใช้ในจุดประสงค์ใด วิธีใช้ยาแผ่นแปะเหล่านี้ก็คือ ต้องติดแผ่นยาทั้งแผ่น ห้ามตัดแบ่ง และใช้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ เช่น ยาแผ่นแปะแก้ปวดเฟนตานิล (fentanyl) ที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีอายุการใช้ 3 วันต่อการแปะ 1 แผ่น การแปะแผ่นยานานกว่านี้จะไม่ได้ผลแก้ปวด นอกจากนี้การแปะแผ่นยาบนผิวหนังไม่ว่าจะเป็นยาใดจะต้องแปะบนผิวหนังที่สะอาด ไม่มีเหงื่อ ไม่มีขน เพื่อให้แผ่นยาแปะอยู่ได้ และไม่ปิดซ้ำที่เดิมเมื่อเปลี่ยนแผ่น หากแผ่นยาหลุดออกมาก่อนเวลาเปลี่ยนแผ่น ให้ทิ้งแผ่นยานั้นไป และนำแผ่นยาแผ่นใหม่มาแปะที่ผิวหนังบริเวณอื่น

ยาฉีดเป็นยาปราศจากเชื้อ ส่วนใหญ่ฉีดโดยแพทย์หรือพยาบาล ยกเว้นยาฉีดอินซูลินที่ผู้ป่วยจะฉีดเอง ยานี้เป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ต้องเก็บยาในตู้เย็นบริเวณที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็งเมื่อจะใช้ก็นำออกมาจากตู้เย็น ปล่อยให้คลายตัวสักพัก และคลึงขวดยาระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้างเพื่อให้อินซูลินมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิกาย หากเป็นอินซูลินชนิดน้ำขุ่น ต้องคลึงขวดยาจนยากระจายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงดูดยาออกมาตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลาก จากนั้นจึงฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยก่อนฉีดต้องเช็ดทำความสะอาดผิวหนังด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ ปัจจุบันมียาฉีดอินซูลินชนิดปากกาซึ่งใช้ได้สะดวกขึ้น อินซูลินที่อยู่ในปากกาไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น เพราะใช้หมดภายในเวลาไม่เกิน1 เดือน แต่อินซูลินที่ยังไม่เปิดใช้ไม่ว่าจะเป็นชนิดปกติหรือชนิดที่ใช้กับปากกาจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็นบริเวณที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ในช่วงปลายปีนี้ สำหรับท่านที่อยากทำบุญช่วยเหลือเยาวชนผู้พิการในการดูแลของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ที่มีผู้พิการในความดูแลที่อาศัยอยู่ประจำกว่า 800 คน ขอเชิญร่วมบริจาค ข้าวสาร ของใช้จำเป็น หรือเงิน ผ่าน ธ.กรุงเทพ สาขาบางละมุง เลขที่ 342-3-04066-0 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ โทร.099-3944795

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : แนวทางการปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้ทันโลกการทำงานยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690892

LIFE & HEALTH :  แนวทางการปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้ทันโลกการทำงานยุคใหม่

LIFE & HEALTH : แนวทางการปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้ทันโลกการทำงานยุคใหม่

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไรก็ตามที่คุณหยุดนิ่ง จะเท่ากับว่าคุณตกยุคไปแล้ว การแข่งขัน สู้กันด้วยข้อมูลข่าวสารทางด้านต่างๆ ความเจริญก้าวหน้าไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไป พลวัตของสังคมก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ความสามารถของบุคลากรในองค์กรจึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ การพัฒนาคนให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก แบบ On Demand Learning จะสามารถสร้างความชั้นได้เปรียบการแข่งขันยุคดิจิทัล ที่องค์กรต่างๆ จะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Beyond Training องค์กรผู้นำด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ครอบคลุมทุกโจทย์ในการพัฒนาบุคลากรแบบครบวงจรในยุคเศรษฐกิจสังคมยุคดิจิทัลหนึ่งเดียวในประเทศไทย แนะนำเทคนิคในการพัฒนาคนให้ทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยการปรับวิธีคิด สู่ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงธุรกิจ กับหลักสูตร Changing For Growth ที่มีความสำคัญกับพนักงานในแต่ละองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะความรู้เดิมทักษะเดิม ประสบการณ์เดิมๆ อาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน และพนักงาน คือหัวใจหลักในการนำนวัตกรรมและแนวคิดใหม่เข้ามาสู่องค์กร อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจมากกว่าปัจจัยประกอบการขององค์กรภาคธุรกิจในเวลานี้

สำหรับ เทคนิคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วย 5 แนวทางในการปรับวิธีคิด สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงธุรกิจยุคใหม่ โดยต้องคำนึงถึงหลัก 5 ประการ ที่ประกอบด้วย

1.AWARNESS TO CHANGE

การสร้างการตระหนักรู้ เปิดหูเปิดตา เปิดใจ สังเกตสัญญาณการ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อองค์กรและการดำเนินชีวิตอย่างไม่ชะล่าใจ ไม่ประมาท โดยพนักงานขององค์กรต้องศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของทั้งเศรฐกิจระดับโลก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น และการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อธุรกิจของเรา รวมถึงการตระหนักรู้และเข้าใจในความเร็วและไม่แน่นอนของโลก VUCA World ที่มีความผันผวน ซับซ้อน ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก ดังคำกล่าวของ Andrew Grove ที่ว่า Only paranoid Survive คือ ถ้าอยากรอดในธุรกิจยุคนี้ ต้องมีความระแวงเข้าไว้

2.HEAD MIND SET

การคิดแบบ Growth Mindset เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของพรแสวง เรียนรู้ได้ฝึกฝนได้ และการคิดแบบพนักงานบริษัทที่มีหัวใจของผู้ประกอบการ (Corporate entrepreneurship mindset) นิยามของ Growth Mindset จาก Dr. Carol dweck ทำให้เกิดการเปลี่ยนความคิดที่ว่าทุกอย่างเกิดจากพรสวรรค์ มาสู่ความคิดที่ว่าทุกอย่างสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ด้วย 5 เทคนิคการทลายกรอบความเชื่อเดิม ประกอบไปด้วย

l การหาหลักฐาน คือ การหาคนที่สำเร็จ แล้วมาสะท้อนผลลัพธ์ที่เราต้องการ

l การอ่านคำประกาศ คือการตอกย้ำด้วยคำพูดเชิงบวก ถึงตัวตนคนใหม่ที่เราต้องการ

l การย้ายโฟกัส คือ เมื่อมีความคิดเชิงลบ ให้สลับไปโฟกัสสิ่งที่เราต้องการด้วยประโยค “แล้วจริง ๆ แล้ว ฉันต้องการให้สถานการณ์นี้มันเป็นอย่างไร”

l That’s Good เมื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ให้หาข้อดีจากสิ่งนั้นแทน เพื่อปรับทัศนคติ มองว่าทุกอย่างเป็นการเรียนรู้

l การขอบคุณในสิ่งที่เรามี มองโลกในแง่บวก ทลายขีดจำกัดจากความคิดลบ

นอกจากนี้ พนักงานยุคใหม่ยังต้องมีแนวความคิดแบบเจ้าของธุรกิจ คือการตั้งเป้าหมายทำงานเกินเงินเดือน รวมทั้งบริหารทรัพยากรในองค์กรให้ใช้น้อยแต่เกิดผลลัพธ์มาก

3.HEART INSPIRATION TO CHANGE

การค้นหาแรงบันดาลใจ ในการเปลี่ยนแปลงตนเองและรักษาการตัดสินใจจนกว่าจะเกิดผลลัพธ์บรรลุตามเป้าหมาย
ที่ต้องการ อย่างไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคต่างๆ ไม่ล้มเลิกก่อนบรรลุเป้าหมาย เช่น การทำความเข้าใจว่า ทำไม (WHY) สำคัญกว่าอย่างไร (HOW) รวมถึงการเข้าใจแรงบันดาลใจภายใน (Intrinsic Motivation) ที่มีพลังมากกว่า แรงบันดาลใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เพื่อสร้างให้พนักงานมีไฟในการทำงานอยู่ทุกวัน

4.HAND EXELLENCE IN EXECUTION

การกล้าคิด กล้าเสี่ยง เอาชนะความกลัว โดยการก้าวข้าม Comfort Zone ฝึกฝนนิสัยที่ชอบ ลงมือทำทันที ทำอย่างรวดเร็ว โดยการปลูกฝังความคิดแบบAgile Mindset เช่น การทำ Prototype ซึ่งสามารถส่งมอบคุณค่าได้ตั้งแต่ Version 1 ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบก็ใช้งานและสร้างคุณค่าได้ รวมถึงประยุกต์การทำงานรูปแบบใหม่ Work Habit แบบใหม่เครื่องมือการทำงานใหม่ๆ เพื่อสร้างให้เกิด Productivity ที่ดีกว่าเดิมพร้อมก้าวสู่ Agile Organization

5.LIFE LONG LEARNING

การตัดสินใจเรียนรู้ตลอดชีวิต ละทิ้งความรู้เดิม พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ (Unlearn & Relearn) พร้อม Upskill & Reskill ทักษะสำหรับโลกอนาคต ทำให้การเรียนรู้ ผสานอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยคนทำงานต้องตระหนักรู้ เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเข้าใจ Learning Style ที่แตกต่างแต่ละบุคคล และรับรู้ถึงทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ (Future Skill) รวมถึงการเปิดใจพัฒนาตนเองสู่การเป็นคนที่มีทักษหลายๆ ด้าน โดยปรับตนเองจาก I Shape เป็น T Shape Model ที่รู้ทั้งภาพกว้างและลงลึกในเรื่องที่ตนเองถนัด และเข้าใจถึงหลักการพัฒนาตนเองตามหลัก 70 20 10 ที่ไม่ได้จบแค่การเรียนรู้ในห้องฝึกอบรม แต่ต้องนำความรู้ไปประยุกต์ในการทำงานจริง ด้วยการมีโค้ชหรือพี่เลี้ยง ที่คิดเป็น 20% จากนั้นก็สามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ในการทำโครงการที่เป็นการเรียนในระดับ 70% พร้อมทั้งรับรู้ถึงแหล่งข้อมูลความรู้ยุคใหม่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก จึงจะทำให้เกิดการเรียนรู้ผสานอยู่ในชีวิตประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงมีสำคัญอย่างมากต่อองค์กรต่างๆ ที่ต้องการความสำเร็จอย่างยั่งยืน “คุณภาพของคน” ในองค์กรได้เปลี่ยนไปเป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์เชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่พนักงาน ทำให้พนักงานอยากที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อที่จะได้เติบโตไปพร้อมๆกับองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันยุคดิจิทัลให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน

คุณในฐานะผู้บริหารองค์กร ได้เริ่มพัฒนาคนในองค์กรไปสู่อนาคตใหม่ในธุรกิจยุคดิจิทัลหรือยัง? หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.Beyondtraining.in.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคเอสแอลอี…โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/689551

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคเอสแอลอี…โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคเอสแอลอี…โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อโรคพุ่มพวง ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ที่อดีตศิลปินนักร้องชื่อดังของไทยได้ป่วยและเสียชีวิตลงด้วยโรคนี้ จึงเป็นที่รู้จักและถูกเรียกต่อๆ กันมา

ข้อมูลจาก พญ.สาธิมา วรรณเชษฐ์ อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม รพ.เวชธานี เปิดเผยว่า โรคเอสแอลอี (systemic lupus erythematosus) เป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (autoimmune disease) ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง พบได้บ่อยในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ คือ อายุประมาณ 15-45 ปี และเชื้อชาติที่พบได้บ่อย ได้แก่ อเมริกันเชื้อสายแอฟริกา ฮิสแปนิก และเอเชีย

สาเหตุของการเกิดโรค

เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกกระตุ้นซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานส่งผลให้เกิดการผลิตสาร
ภูมิต้านทาน (antibody) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อเกิดขึ้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคนี้ ได้แก่

1.สิ่งแวดล้อม ได้แก่ บุหรี่ การติดเชื้อไวรัสบางชนิดรังสีอัลตราไวโอเลต การสัมผัสสารซิลิกา เป็นต้น

2.พันธุกรรม ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันหลายๆ ยีน โดยพบว่าหากมีญาติสายตรงมีประวัติเป็นโรคเอสแอลอี จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค 4-8% เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป

3.เพศ โดยในเพศหญิงจะพบโรคเอสแอลอีได้บ่อยกว่าผู้ชายถึง10-15 เท่า

อาการและการวินิจฉัย

โรคเอสแอลอี มีอาการแสดงออกได้ในหลายๆ ระบบของร่างกายและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ดังนั้น ใน
ผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะมีอาการ และอาการแสดงที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงมีความรุนแรงของโรคที่ไม่เท่ากัน โดยกลุ่มอาการที่เจอได้บ่อยได้แก่

l อาการเบื่ออาหารน้ำหนักลด

l ผื่นและภาวะไวต่อแสง

l แผลในปาก

l ปวดข้อ

l การอักเสบของผนังด้านนอกของเยื่อบุ ซึ่งได้แก่ เยื่อบุช่องปอดและเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นต้น 

l สำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับไตเป็นอาการที่ก่อให้เกิดความรุนแรงที่เจอได้บ่อยที่สุด

แต่ระบบอื่นๆ ในร่างกายนอกจากที่กล่าวมาก็สามารถเป็นหนึ่งในอาการและอาการแสดงสำหรับโรคเอสแอลอีได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

สำหรับการวินิจฉัยในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่สามารถวินิจฉัยโรคเอสแอลอีได้ทันทีอย่างแม่นยำ ดังนั้น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการสังเกตอาการและอาการแสดงที่ทำให้สงสัยโรคเอสแอลอีร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีที่เข้าได้ประกอบกัน หรือหากได้รับการตรวจชิ้นเนื้อที่ไตในผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการที่สงสัย และผลชิ้นเนื้อเข้าได้กับโรคเอสแอลอีก็สามารถที่จะวินิจฉัยโรคได้เช่นเดียวกัน

การรักษา

ในปัจจุบันไม่มีวิธีการรักษาโรคเอสแอลอีให้หายขาด ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาคือ การทำให้โรคเอสแอลอี สงบลง
หรือหากโรคไม่สงบอย่างน้อยอาการที่เป็นจะต้องไม่รุนแรง รวมถึงไม่มีภาวะโรคกำเริบในระหว่างทำการรักษา

การใช้ยากดภูมิคุ้มกันเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยเอสแอลอีทุกราย โดยยากดภูมิคุ้มกันมีทั้งที่กดภูมิคุ้มกันน้อยไปจนถึงมาก มีทั้งที่เป็นแบบยากินและยาฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งการเลือกชนิดของยากดภูมิขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเอสแอลอีในผู้ป่วยแต่ละราย โดยหากอาการที่แสดงออกของผู้ป่วยรุนแรงมาก เช่น มีภาวะไตวาย ก็จำเป็นที่ต้องได้ยาที่กดภูมิคุ้มกันมากรวมถึงอาจจะจำเป็นที่จะต้องได้เป็นรูปแบบของยาฉีด หรืออาจจะต้องมีการใช้ยากดภูมิคุ้มกันหลายชนิดร่วมกัน แต่หากผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยเช่น ผื่น ปวดข้อ ยาที่ได้รับอาจเป็นเพียงยากดภูมิคุ้มกันที่ไม่มาก และอาจจะใช้เพียงแค่ชนิดเดียวก็เพียงพอ ในผู้ป่วยทุกรายในช่วงแรกที่โรคเอสแอลอีกำเริบอาจจะมียาที่ได้รับหลายขนาน แต่หากโรคสงบเป็นระยะเวลาหนึ่งก็สามารถที่จะลดปริมาณของยาลงได้ แต่จะสามารถลดยาได้มากน้อยขนาดไหน หรือหยุดยาได้หรือไม่ก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

การดูแลตัวเองหากเป็นโรคเอสแอลอี

1.หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยควรจะทาครีมกันแดดที่ปกป้องทั้ง UV-A และ UV-B รวมถึงครีมกันแดดควรจะมีค่า SPF อย่างน้อย 30 นอกจากนั้นอาจจะหลีกเลี่ยงออกข้างนอกในช่วงที่อากาศร้อนของวัน ได้แก่ช่วง 10.00-16.00 น. ถ้าเกิดสามารถทำได้ รวมถึงใส่เสื้อที่สามารถปกป้องแสงแดดได้

2.ลดโอกาสการติดเชื้อ โดยการดูแลสุขภาพฟันให้ถูกสุขอนามัย กินอาหารที่ปรุงสุกสะอาดควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารดิบอาหารประเภทส้มตำ หรือยำ หลีกเลี่ยงบุคคลที่มีอาการเจ็บป่วย

3.ในผู้หญิงที่ต้องการคุมกำเนิด ควรหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาคุมชนิดกินที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจนในขนาดสูง และผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์หากอยู่ในระยะโรคกำเริบไม่ควรจะตั้งครรภ์ รวมถึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการคุมอาการของโรคเอสแอลอี คือ การรับประทานยาและเข้ารับการตรวจติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากอย่างที่กล่าวไปเบื้องต้นอาการและอาการแสดงรวมถึงความรุนแรงของตัวโรคมีความหลากหลายในแต่ละบุคคล และในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่หายขาด การเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในขณะนั้นจึงสำคัญที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/687313

LIFE & HEALTH :  เคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษกันทุกคน เพราะเป็นทักษะที่ต้องการอย่างมากต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน รวมถึงการศึกษาต่อต่างประเทศ การเรียนในสถาบันนานาชาติในประเทศไทย การศึกษาทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการวางรากฐานการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จถือเป็นหัวใจต่อการพัฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษของเด็กไทย

หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์สถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษได้จัดสัมมนาวิชาการออนไลน์เรื่อง “เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบ Hybrid ให้เข้าใจง่ายและได้ผล” ให้กับครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาของไทยจากทั่วประเทศมากกว่า 300 คน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาสมรรถนะให้กับครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษและแบ่งปันเทคนิคการสร้างแรงจูงใจและความต้องการตอบสนองการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดร.คาเรน แอชตัน (Dr.Karen Ashton) วิทยากรอาวุโสด้านภาษาศาสตร์ประยุกต์และภาษาเพื่อการศึกษา จากมหาวิทยาลัยแมสซีย์ ของนิวซีแลนด์ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบหลักสูตร การเรียนการสอนและมีประสบการณ์มากมายในการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและส่งเสริมการสอนและการเรียนรู้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และนำเสนอเทคนิคต่างๆ ในหัวข้อบรรยาย : “แนวทางการวางรากฐานการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ” (Sowing the seeds for success in English language teaching and learning) โดยได้แนะนำเคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จดังนี้

l สิ่งสำคัญที่สุดในการจะประสบความสำเร็จในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ปัจจัยสำคัญ คือ“นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนและสนุกไปกับมัน” โดยผู้สอนจะต้องรู้จักนักเรียนให้มากขึ้นว่า พวกเขากำลังสนใจเรื่องอะไร เพื่อช่วยให้เด็กๆ รู้สึกมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่จัดขึ้น

l ประเภทกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาอังกฤษและรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ เช่น ครู, นักเรียน, งานคู่,งานกลุ่ม ฯลฯ ที่หลากหลาย รวมทั้งการฝึกทักษะด้านภาษาอังกฤษต่างๆ ได้แก่ การฟัง, พูด, อ่าน และเขียนก็สำคัญเช่นกัน โดยการให้นักเรียนเรียนรู้ภาษาอังกฤษทีละนิดทีละน้อยแต่อย่างรวดเร็ว โดยท้าทายให้เด็กทำให้ได้ตามเวลาช่วยให้เด็กจดจ่อและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะรู้สึกสนุกโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ และขณะเดียวกันก็ไม่ควรลืมสอนทักษะภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักภาษาและไม่ลืมหัวใจของการเรียนภาษาคือ ให้นักเรียนเกิดการใช้ภาษาอังกฤษซ้ำๆ บ่อยๆ

l การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ต้องเรียนด้วยความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความจำและการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตจริง การพูดคำศัพท์เดิมๆ เสียงดังฟังชัดซ้ำๆ หรือการจับคู่ภาพกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นทำได้ง่ายกว่าครูผู้สอนลงไปนั่งทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการทำกิจกรรมเช่นนั้นต้องเตรียมสื่อการเรียนการสอนอย่างระมัดระวังและมั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของนักเรียน

l ครูสอนภาษาอังกฤษต้องมี “ความเชี่ยวชาญ” การใช้ภาษาอังกฤษ และต้องรู้จักทดลองทำการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมพูดคุยภาษาอังกฤษกัน และต้องไม่ลืมว่าการเรียนภาษาอังกฤษนั้นใช้ระยะเวลา ดังนั้น ครูผู้สอนจะต้องทำให้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนสนุก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษด้วย และที่ลืมไม่ได้ คือ คณะครูผู้สอนภาษาอังกฤษจะต้องแบ่งปันความรู้กันและกัน รวมทั้งร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการสอนภาษาอังกฤษ

l เทคนิคการสร้างบรรยากาศเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่สำคัญคือ การรู้จักผู้เรียน (นักเรียน) ถือเป็นหลักการสำคัญของการสอนภาษาอังกฤษ สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้สอนใช้เทคนิคและสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะกับนักเรียนและมั่นใจได้ว่า
พวกเขาจะสามารถนำไปใช้นอกห้องเรียนได้ และอาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอนนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนภาษาอังกฤษ ตั้งโจทย์ให้นักเรียนฝึกพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฝึกพูดกับเพื่อนร่วมชั้นเพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ และต้องแน่ใจว่า นักเรียนเข้าใจภาษาอังกฤษที่เรียน แล้วสามารถนำไปใช้จนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริง หากพวกเขาทำได้ก็จะเกิดกำลังใจในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และบรรลุสิ่งที่ยากมากขึ้นทีละระดับ จนประสบความสำเร็จด้านการเรียนภาษาอังกฤษ

นักเรียนจะประสบความสำเร็จด้านการเรียนภาษาอังกฤษมากที่สุดถ้ารู้จักใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะพูดคุยตอบโต้หรือทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยใช้ภาษาอังกฤษไปด้วย และการที่ผู้สอนจะทำให้นักเรียนมาถึงจุดๆ นี้ได้ ก็ต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และทำให้พวกเขาสนุกไปกับการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนจดจำบริบทการใช้ภาษา อังกฤษได้ดีอีกด้วยซึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันทำให้เราได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา

สำหรับใครที่สนใจเรียนไปต่อต่างประเทศหรือไปซัมเมอร์เรียนภาษาอังกฤษ เชิญร่วมงานแนะแนวการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ New Zealand Education Fair 2022 ที่รวบรวมสถาบันการศึกษานิวซีแลนด์เอาไว้เกือบ 50 สถาบัน พร้อมทุนการศึกษาจากหลากหลายสถาบัน และกิจกรรมห้องเรียนจำลองที่ยกคลาสเรียนจากคุณครูนิวซีแลนด์มาให้นักเรียนไทยได้สัมผัสวันเสาร์ที่ 5 พ.ย. 2565 นี้ เวลา 11.00-17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ลงทะเบียนร่วมงานฟรีได้ที่ https://bit.ly/NZFairTH22

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ไขมันในเลือดสูงกับอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685861

LIFE & HEALTH : ไขมันในเลือดสูงกับอาหาร

LIFE & HEALTH : ไขมันในเลือดสูงกับอาหาร

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากทั้งในประชากรไทยและประชากรทั่วโลก ภาวะนี้เป็นภัยเงียบเนื่องจากเป็นโรคที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ไม่มีอาการผิดปกติใดๆให้สังเกต แต่หากไม่ทำการรักษาเพื่อให้ระดับไขมันลดลงสู่ระดับที่ควรจะเป็น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นคือภาวะเส้นเลือดอุดตันซึ่งมักถูกเรียกรวมๆ กันว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเหล่านี้เมื่อเป็นแล้วมักจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และอาจมีความรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โรคดังกล่าวนี้ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง (หรือที่รู้จักกันในชื่อของอัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และโรคเส้นเลือดที่ขาตีบตัน

ข้อมูลจาก ภญ.วิภารักษ์ บุญมาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดของเรานั้นแท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นเองภายในร่างกายมากถึง 75% ส่วนที่เหลืออีก 25% นั้นเป็นไขมันที่ได้รับจากอาหาร 1 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มีปัจจัยหลายชนิดที่ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง ทั้งความผิดปกติทางพันธุกรรมที่แต่ละคนจะมีอัตราการสร้างไขมันที่มากน้อยแตกต่างกันไป รวมถึงปริมาณไขมันส่วนเกินจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ดังนั้น การรักษาภาวะนี้จึงต้องอาศัยทั้งการใช้ยาเพื่อลดการสร้างไขมันในร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดการเผาผลาญสารอาหารต่างๆโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกไขมันได้ดีมากยิ่งขึ้น และการควบคุมปริมาณอาหารไขมันนั้นถือเป็นส่วนเสริมสำคัญที่ทำให้เกิดการควบคุมปริมาณไขมันในเลือดที่มีประสิทธิภาพ

อาหารไขมันสูง มีโทษหรือไม่?

ไขมันในอาหารมีความหลากหลายทั้งในแง่ของชนิดและปริมาณ มีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์ เช่น กรดไขมันไม่อิ่มตัว(unsaturated fatty acids) ชนิดต่างๆ ที่หลายท่านอาจคุ้นเคยในชื่อของ โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 และไขมันชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย เช่น ไขมันอิ่มตัว และไขมันชนิดทรานส์ ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป ถึงแม้หลายท่านจะมองว่า ไขมัน คือผู้ร้ายตัวฉกาจที่ก่อให้เกิดทั้งโรคหลอดเลือดอุดตันและยังสะสมอยู่ตามบริเวณต่างๆในร่างกาย แท้จริงแล้วไขมันก็มีข้อดีอยู่หลายประการ ไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนชนิดต่างๆ รวมถึงไขมันสะสมที่หลายๆ ท่านอยากหนีให้ไกลก็ยังให้ประโยชน์ในการเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายและเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สำคัญ 1 ดังนั้น การเลือกชนิดของอาหารที่ประกอบด้วยไขมันที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันชนิดอันตราย เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากไขมันมากที่สุดและได้รับโทษจากไขมันน้อยที่สุด

การเลือกชนิดของอาหาร

ก่อนจะกล่าวถึงชนิดของอาหาร อาจต้องกล่าวถึงปริมาณอาหารที่รับประทานก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากไขมันเป็นแหล่งพลังงานสะสมที่ดีที่สุด ให้พลังงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสารอาหารชนิดอื่น เมื่อเราได้รับสารอาหารชนิดใดก็ตามเกินความต้องการของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตในรูปของแป้งและน้ำตาล หรือโปรตีนในรูปของเนื้อสัตว์ สารอาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของไขมันได้ ดังนั้น การรับประทานอาหารแต่พอดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ และปฏิบัติตามได้ไม่ยากนัก

แนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปริมาณไขมันที่รับประทานต่อวันอาจไม่ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของชนิดไขมันในเลือดรวมถึงอาจไม่สัมพันธ์โดยตรงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่สิ่งที่ดูจะส่งผลชัดเจน คือ ชนิดของกรดไขมันที่รับประทาน ดังนั้น การเลือกชนิดของไขมันในอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง และควรหลีกเลี่ยงไขมันชนิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อาหารที่มีไขมันอันตรายดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

อาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids) เช่น ไขมันสัตว์ น้ำมันจากสัตว์ ไข่แดง นม น้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม เป็นต้น จากการศึกษาพบว่า อาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หากแทนที่อาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวด้วยอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acids) ในปริมาณที่ให้พลังงานเท่ากันจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงอีกด้วยจึงมีคำแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานที่ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวมากกว่า 10% ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน

อาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดทรานส์(tans-fatty acids) ไขมันชนิดนี้เกิดจากการผ่านกรรมวิธีทางเคมีให้มีความคงตัวดีขึ้น ไม่เป็นไข ไม่มีกลิ่นหืน และทนความร้อนสูงได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ไขมันแปรรูปดังกล่าว ได้แก่ เนยเทียม มาการีน เนยขาว (shortening) จึงพบไขมันชนิดนี้ได้มากในอาหารจำพวกเบเกอรี่ ขนมอบ คุกกี้ โดนัท ครีมเทียม อาหารจานด่วนหรือ fast food จากการศึกษาพบว่า ไขมันทรานส์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นอย่างมากจนได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของไขมันอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ หรือไม่ควรเกิน 1% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน

ส่วน อาหารที่ควรเลือกรับประทาน คืออาหารที่ประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acids) ซึ่งพบมากในน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก และน้ำมันจากปลาชนิดต่างๆ ไขมันชนิดนี้ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันอิ่มตัวดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ ยังมีอาหารชนิดอื่นๆ ที่ถึงแม้จะไม่มีผลต่อระดับไขมันในเลือด แต่มีผลดีในแง่ของการลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาหารที่มีเส้นใยสูงหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ผักและผลไม้รวมถึงถั่วต่างๆ จำกัดปริมาณเกลือที่รับประทานต่อวัน(ไม่ควรมากกว่า 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชา) และควรลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานเนื่องจากเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินจนนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต

โดยสรุป ไขมันสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ทั้งการรับประทานยาลดไขมัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม การควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันในอาหารเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดการควบคุมระดับไขมันในเลือดรวมถึงป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปริมาณโดยรวมของพลังงานที่ได้รับต่อวันยังเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง สรุปง่ายๆคือ ควรรับประทานอาหารโดยตั้งอยู่บนความสมดุลเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากอาหารและได้รับโทษให้น้อยที่สุด เพราะคำกล่าวที่ว่า รับประทานอะไรก็เป็นเช่นนั้น (You are what you eat) ยังคงเป็นจริงเสมอ สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.ph

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ