Life & Health : รอบรู้ สู้ภัยมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/711020

Life & Health : รอบรู้ สู้ภัยมะเร็ง

Life & Health : รอบรู้ สู้ภัยมะเร็ง

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรคมะเร็งถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทย จากสถิติขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2561 คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มการเกิดโรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 60%

ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมาตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และยังพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แต่ละปีจะมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ ประมาณ 140,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 400 คนต่อวัน และเสียชีวิตปีละประมาณ 80,000 คนต่อปี หรือกว่า 200 คนต่อวัน โดยโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในคนไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่ามะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในขณะที่มะเร็งอื่นๆที่กล่าวมามีแนวโน้มค่อนข้างคงที่หรือลดลง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปีถือเป็น “วันมะเร็งโลก” หรือ World Cancer Day ซึ่ง ในปี 2565-2567 มีหัวข้อในการรณรงค์ คือ “Close the Care Gap : ปิดช่องว่างเพื่อการดูแลที่สมคุณค่า” และในปี พ.ศ. 2566 นี้มีประเด็นรณรงค์ คือ “Uniting our voices and taking action : ร่วมส่งพลังเสียงและลงมือทำ” มุ่งเน้นการร่วมกันหยุดการส่งต่อข้อมูลเท็จด้านโรคมะเร็ง (Fake Cancer News) และให้กำลังใจกับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้โดยเร็ว

ปัจจัยที่ทำให้โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยและยังพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ว่าประเทศเราจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้นและประชาชนมีสิทธิประโยชน์ในการคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งได้ในทุกสิทธิก็ตาม เป็นเพราะสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ปัญหาด้านมลภาวะและพฤติกรรมของประชาชนที่เปลี่ยนไปพร้อมความเจริญของสังคมเมือง เช่นการชอบรับประทานอาหารแปรรูปมากขึ้น การชอบรับประทานอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม การกินผักผลไม้ลดลง การรับประทานอาหารมันๆ และปัญหาของผู้คนที่มีภาวะอ้วนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการดื่มสุราและสูบบุหรี่ที่ถึงแม้จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่วนอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง ได้แก่การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาดิบ การตากแดดจัดเป็นประจำโดยไม่ป้องกัน การใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีและจากพันธุกรรม เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น พันธุกรรมมีส่วนเพียง 5-10% และปัจจัยภายนอกมีส่วนประมาณ 90-95% ได้แก่ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่ามะเร็งบางชนิดสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือเป็นมะเร็งเริ่มแรก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ถ้าตรวจพบในระยะเริ่มแรกจะมีโอกาสรักษาให้หายขาดสูง องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มแรกถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการใดๆ การคัดกรองมะเร็งชนิดต่างๆอย่างเหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามเพศและอายุซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับรายละเอียดการคัดกรองนี้ หรือสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ website สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ https://nci.go.th ในส่วนของ “ความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง”

หากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้วปัจจุบันทุกสิทธิการรักษาสามารถเข้าถึงบริการการรักษามาตรฐานของมะเร็งได้ฟรี ได้แก่ การผ่าตัด การใช้ยา และ รังสีรักษา ซึ่งปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก เช่น การผ่าตัดแผลเล็ก การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ สามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิดโดยเฉพาะถ้าเจอในระยะแรก การใช้รังสีรักษาในปัจจุบัน การวางแผนประกอบกับเครื่องฉายรังสีที่ทันสมัยทำให้รังสีพุ่งตรงไปที่ก้อนมะเร็งได้แม่นยำขึ้นกระทบเนื้อเยื่อปกติรอบๆ น้อยลง ส่งผลให้ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีและจำนวนครั้งที่ฉายลดลงมาก ส่วนการรักษาด้วยยา นอกจากยาเคมีบำบัดแล้วยังมีการนำยาพุ่งเป้า (targeted therapy) และยาปรับภูมิคุ้มกัน (immunotherapy) มาร่วมรักษาทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแต่ผลข้างเคียงจากยาลดลง ถึงแม้จะเกิดผลข้างเคียงก็มียาใหม่ๆรวมทั้งการใช้กัญชาทางการแพทย์มาที่ช่วยลดผลข้างเคียงได้ดีกว่าในอดีตมาก ดังนั้น เราจึงไม่ควรเลี่ยงการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคมะเร็ง และเมื่อตรวจพบก็ไม่ควรกลัวที่จะเข้ารับการรักษาเพราะการตรวจพบในระยะแรก การรักษามักจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลข้างเคียงจากตัวโรคและการรักษาน้อย และโอกาสหายขาดสูง

ในปัจจุบันเป็นยุคที่มีการใช้ social mediaอย่างกว้างขวางมีการแชร์ข้อมูลเท็จด้านโรคมะเร็ง (Fake Cancer News) กันอย่างมากมายทั้งจากผู้ที่ตั้งใจเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง และ ไม่ตั้งใจคือเจตนาดีแต่ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลเท็จทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับข้อมูลเท็จไป ตัดสินใจผิด และ ได้รับการรักษาที่เหมาะสมล่าช้า ขาดโอกาสที่จะหายขาด หรืออาจซ้ำเติมโรคมะเร็งให้รุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมา แม้จะมีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ เพื่อตรวจสอบและให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีข่าวด้านโรคมะเร็งที่สงสัยว่าอาจจะเป็นข่าวปลอมทั้งจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมส่งมาให้ช่วยหาข้อมูล และ ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสืบค้นตรวจจับกว่า 600 เรื่อง ส่วนมากจะเป็นข่าวที่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการหรืองานวิจัยทางการแพทย์รองรับ มักเป็นการคิดเอาตามสมมุติฐานของตนเองโดยไม่มีการพิสูจน์ หรือ เป็นการอ้างต่อๆกันมาแบบไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือรองรับ โดยมีผลกระทบอย่างมากทั้งกับคนที่ยังไม่ป่วยและคนที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว คนที่ยังไม่ป่วยมักสนใจข่าวที่ว่ากินหรือใช้ผลิตภัณฑ์อะไรแล้วสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งอาจมีความจริงบางส่วน เช่น การกินน้ำผักผลไม้ปั่นช่วยป้องกันมะเร็ง แต่บางครั้งผู้ให้หรือผู้รับสารอาจให้น้ำหนักมากเกินไปจนคิดว่าไม่ต้องปรับเปลี่ยนลดพฤติกรรมเสี่ยงเช่นยังคงกินเหล้า ยังคงสูบบุหรี่ เพราะคิดว่าน้ำผลไม้ปั่นป้องกันมะเร็งได้ 100% หรือในทางกลับกันเชื่อว่าสิ่งโน้นสิ่งนี้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งจนไม่กล้าใช้หรือรับประทานสิ่งนั้นโดยไม่จำเป็น จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น กลัวว่าการใช้ roll on ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านมซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็งมักจะสนใจว่าสิ่งใดจะทำให้หายขาดจากโรคมะเร็งได้ด้วยวิธีง่ายๆ จนทิ้งการรักษาตามมาตรฐานไป ทำให้เสียโอกาสที่จะรักษาโรคให้หายขาด หรือการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นอาจซ้ำเติมอาการของโรคมะเร็งให้หนักขึ้นรุนแรงขึ้นจนอาจเสียชีวิตได้เช่น การทำ Ice Bathing เป็นต้น

เพื่อหยุดยั้งการแชร์ข้อมูลเท็จต่างๆ ด้านโรคมะเร็ง ท่านสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทาง website สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ https://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Facebook สถาบันมะเร็งแห่งชาติ Facebook : Thai Cancer News

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สมรรถนะที่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/709517

LIFE & HEALTH :  สมรรถนะที่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องมี

LIFE & HEALTH : สมรรถนะที่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องมี

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้านจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ทั้งด้านสังคม สภาวะแวดล้อม รวมถึงแนวโน้มธุรกิจที่สร้างความผันผวนจนน่าตกใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน คือ การบริหารจัดการคน และการยกระดับศักยภาพของบุคลากรในองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด สถาบันฝึกอบรมชั้นนำของประเทศ ผู้ให้บริการธุรกิจด้านบริการฝึกอบรมโปรแกรมด้านทักษะผู้นำยุคใหม่ที่โดดเด่นด้านการสร้างภาวะผู้นำให้พนักงานองค์กร เปิดเผยว่า ความสำคัญของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำ (Adaptive Leadership Series) คือ การยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของการพัฒนาผู้นำโดยเสริมสมรรถนะที่สำคัญทั้ง 8 ด้าน ที่ผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมี คือ

1.Resource Management ความสามารถด้านการบริหารทรัพยากรวางแผนจัดสรรงานและบริหารคนให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้จากการทำโครงการขนาดใหญ่ให้องค์กร

2.Change Management ความสามารถในการบริหารจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านสภาวะแวดล้อมกระบวนการทำงาน รวมถึงสภาพจิตใจและพฤติกรรมของคนในองค์กร

3.Digital Disruption การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ความสามารถด้านการรับมือกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทำงานขององค์กรยุคใหม่

4.Building Team for Future สร้างทีมรองรับการเติบโตในอนาคต ความสามารถในการสร้างอิทธิพลและเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเพื่อ “สร้างทีมงาน” ที่พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตไปพร้อมกับองค์กร

5.Attitudes ทัศนคติของการเป็นผู้นำ ทัศนคติของ “คนยุคใหม่” ที่พร้อมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตของตนเอง

6.Communication Effectiveness การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เก่ง ด้านประสานงานและสื่อสารกับบุคลากรต่างแผนก เพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ

7.Performance Management ความสามารถด้านบริหาร ด้วยวิธีการทำงานที่เป็นระบบมีมาตรฐานและลดข้อผิดพลาดอีกทั้งยังเก่งด้านการสร้าง ROI (Return on Investment) คืนสู่องค์กร

8.Interpersonal Skills ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เชื่อมความสัมพันธ์ของคนในองค์กรเข้าใจคนแต่ละประเภท รับรู้จุดแข็งจุดอ่อน เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของแต่ละคนออกมา

ล่าสุด บียอนด์ เทรนนิ่งฯ ได้เปิดตัวหลักสูตร Adaptive Leadership Series ภายในงาน Thailand HR Day เพื่อฉลองวาระการครบรอบการก่อตั้งสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่แสดงถึงความพร้อมในการเป็นสถาบันที่มุ่งสร้างผู้นำยุคใหม่ (Adaptive Leadership) ให้กับคนทุกระดับในองค์กร ด้วยโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำที่มีงานวิจัยรองรับ ที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาผู้นำจากองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ให้สามารถเปลี่ยนมุมองความคิด และพฤติกรรมของผู้นำได้จริง

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำจะเสริมสมรรถนะที่สำคัญทั้ง 8 ด้าน โดยจะเริ่มใช้กระบวนการจับคู่ด้วยชุดทักษะที่เหมาะสมกับกลุ่มบุคลากรในแต่ละระดับ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่ม Frontline Leader คือกลุ่มที่เริ่มมีผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นครั้งแรก ทักษะที่ต้องพัฒนามี 3 ด้าน ได้แก่ Task Management, People Management,Change Management และ

2.กลุ่ม Manager Level คือกลุ่มที่เคยบริหารผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้ว ต้องการต่อยอดทักษะเชิงลึกของการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มขนาดทีมและขอบข่ายความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำ Adaptive Leadership Series แตกต่างเหนือจากการเลือกวิชาแล้ว อีกความโดดเด่น คือ การวางโครงสร้างการเรียนรู้ (The New Way Of Employee Learning) ที่หลากหลายตามหลักทฤษฎีการเรียนรู้แบบ 10:20:70 ที่ประกอบไปด้วย

l (10) เพื่อให้เกิด ความรู้พื้นฐานในแต่ละทักษะ ทั้งในรูปแบบ Classroom Training หรือผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง E-Learning และ Virtual Live Class

l (20) การสนับสนุนให้เกิด Learning Culture ในองค์กรด้วย กิจกรรมต่างๆ ที่ให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมกับการมี Guideline เพื่อให้หัวหน้างาน หรือ ผู้บริหารสายงาน เข้าไป Coaching & Mentoring ผู้เรียนก่อนนำทักษะจริงไปใช้กับการทำงาน เช่น กิจกรรม Sharing Session, Community of Practice (COP) โดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ เข้าไปร่วมแบ่งปันประสบการณ์พร้อมตอบคำถามข้อสงสัย เพื่อให้สิ่งที่เรียนรู้นำไปใช้ในการทำงานจริง เป็นต้น

l (70) การเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เรียนด้วยการสนับสนุนให้หัวหน้างาน มอบหมายโครงการที่ท้าทายให้มีโอกาสได้ใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้จากโครงการกับงานจริง (Project assignment) รวมถึงการสนับสนุนให้เกิด Knowledge Sharing
ในองค์กร การทำ Experience &Exposure, Hackathon และกิจกรรม Boost camp เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งพฤติกรรม ทัศนคติ ทักษะ และความรู้ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.Beyondtraining.in.th

ดังนั้น การเปิดหลักสูตรใหม่โปรแกรม Adaptive Leadership Series จะเป็นตัวเลือกที่ได้มาตรฐานสำหรับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ที่ต้องการพัฒนาผู้นำยุคใหม่อย่างเร่งด่วน เพื่อเดินหน้าธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคดิจิทัลใหม่นี้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707929

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “กินไก่เยอะๆ ระวังเป็นเกาต์ไม่รู้ตัวนะ” เสียงเตือนซ้ำๆ ที่ยังคงวนเวียนให้ได้ยินกันเป็นประจำ รวมไปถึงการเตือนเรื่องการรับประทานยอดผัก เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเลในปริมาณที่มากเกินไป เมนูจานเด็ดที่หลายคนรับประทานเป็นประจำในทุกๆ วัน แต่แท้ที่จริงแล้วการรับประทานไก่และเมนูข้างต้นในปริมาณมาก กลับไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคเกาต์อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ข้อมูลจาก นพ.วรศักดิ์ ศิริชาลีชัย อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซึมโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ความเชื่อเรื่องรับประทานไก่มากๆ แล้วจะเป็นโรคเกาต์นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากโรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดการตกตะกอนสะสมเป็นผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อบริเวณต่างๆ โดยเฉพาะในข้อและบริเวณรอบข้อทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลันรุนแรง โดย กรดยูริก เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายและมีส่วนที่เป็นผลมาจากการรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงเข้าไป จะถูกขับออกจากร่างกายผ่านการขับถ่าย แต่เมื่อร่างกายขับออกได้ไม่หมดในระยะเวลาที่นานเพียงพอก็จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อกระดูก แม้สัตว์ปีกอย่างไก่อาจไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทําให้กรดยูริกในเลือดสูงโดยตรง แต่ก็อาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคเกาต์กําเริบในคนที่มีกรดยูริกสูงอยู่แล้ว เพราะไก่เป็นสัตว์ที่มีสารพิวรีนในเนื้อค่อนข้างสูง เมื่อสารพิวรีนมีการย่อยสลายก็จะกลายเป็นยูริก ซึ่งไก่ไม่ได้เป็นอาหารต้องห้ามของผู้เป็นโรคเกาต์ แต่ผู้ป่วยบางรายรับประทานเข้าไปแล้วมีอาการปวดตามข้อมากขึ้น จึงแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงและเลือกโปรตีนจากแหล่งอื่นมาทดแทน

สาเหตุการเกิดโรคเกาต์

สาเหตุสำคัญในการเกิดโรคเกาต์ คือ มาจากกรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น การทำงานของไตที่ลดลง การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้ยาบางชนิดซึ่งมีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรค รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคสะเก็ดเงิน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสําคัญที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงได้

อาการของโรคเกาต์

หากโรคเกาต์กำเริบจะส่งผลให้มีอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณนิ้วหัวแม่เท้าหรือตามข้อต่างๆ เช่น ข้อเท้า หรือข้อเข่า จนทำให้เดินลงน้ำหนักหรือใช้งานข้อไม่ได้ อาการนี้จะเป็นๆ หายๆ อาจทิ้งระยะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือนานเป็นปี และอาการปวดอาจเป็นข้อเดียวหรือปวดหลายข้อพร้อมกันก็ได้ ในกรณีผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคเกาต์มานาน และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ยูริกจะเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกยูเรตแล้วสะสมจนเป็นปุ่มก้อนโทฟัสใน บริเวณเท้า ตาตุ่ม มือ ข้อศอก และใบหู และในรายที่เป็นมากจะมีข้อพิการผิดรูปร่วมด้วย

ขณะที่การวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แม่นยำที่สุด แพทย์จะเจาะน้ำไขข้อจากข้อที่กำลังอักเสบ มาส่งตรวจเพื่อหาผลึกยูเรต แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะที่ไม่มีอาการข้ออักเสบ จำเป็นต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือดเพื่อดูระดับยูริก การเอกซเรย์ เพื่อสามารถให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องได้ เนื่องจากจะมีอีกหนึ่งโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคเกาต์ อาจทำให้เกิดความสับสน นั่นคือ “โรคเกาต์เทียม” แม้จะมีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองโรคจะมีอาการปวด และการอักเสบคล้ายกัน แต่โรคเกาต์เทียมมักจะมีอาการปวดตรงบริเวณข้อใหญ่ๆ เช่น หัวเข่า, ข้อเข่า, ข้อมือ และข้อไหล่เท่านั้น

การรักษาโรคเกาต์

สำหรับแนวทางการรักษาโรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยจะต้องลดระดับกรดยูริกในร่างกายและป้องกันการกำเริบของการอักเสบในข้อ โดยแพทย์จะให้ยารักษาอาการข้ออักเสบและลดระดับยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดข้ออักเสบกำเริบซ้ำ ส่วนปุ่มและก้อนโทฟัสจะค่อยๆ มีขนาดเล็กลง ผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะไม่มีอาการปวดข้ออีก การใช้ยารักษาโรคเกาต์จึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญผู้ป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพื่อลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยารวมถึงการแพ้ยาที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม อาหารบางชนิดมีส่วนในการเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ที่ไม่อยากให้อาการกำเริบซ้ำควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินการใช้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดและระมัดระวังอาหารที่มีสารพิวรีนสูงบางชนิด เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล น้ำหวานที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดตามข้อทรมานจากโรคเกาต์ได้ เพียงเท่านี้คุณก็เลี่ยงจากความเจ็บปวดจากการกำเริบของโรคได้

ขอเชิญช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ

สำหรับปีใหม่นี้สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ทั่วประเทศ ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์จ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น ร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2- 08742-3 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/โทร.02-7183800 ต่อ 123

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/706405

LIFE & HEALTH :  เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันในโลกนี้มีความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น เรื่องโรคระบาด ภาวะสงคราม เรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง ภาวะโลกร้อน ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น การที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งก่อให้เกิดนวัตกรรมในด้านต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้องค์กร หน่วยงานต่างๆ และประชาชนมีการปรับตัว ปรับพฤติกรรมใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยให้การดำเนินชีวิตดีขึ้น ปลอดภัย สะดวกสบายมากขึ้น

ข้อมูลจาก ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์ นักกลยุทธ์นวัตกรรม เปิดเผยว่า นวัตกรรม คือสิ่งที่ทำใหม่ขึ้นมา ซึ่งโลกของเราขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมาตลอด ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มนุษย์เริ่มใช้ประโยชน์จากไฟ มาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ สิ่งที่สำคัญคือ เราจะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมในการทำงานและดำรงชีวิตให้ดีขึ้นจากเดิมได้อย่างไร ปัจจุบันเราถูกรายล้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย ทั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ได้จัดทำโครงการ Innovation Thailand ขึ้น เพื่อพยายามสร้างอัตลักษณ์ของนวัตกรรมว่า “การใช้ชีวิตอย่างงดงามประณีต” (Innovation for Crafted Living) ที่คนไทยได้คิดค้น ต่อยอดจากความรู้ที่สั่งสม ผสานการมองโลกในแง่ดี และใส่ใจในรายละเอียด ได้หล่อหลอมกลายเป็นนวัตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การใช้ชีวิตคนไทยและคนทั้งโลกดีขึ้น ประกอบไปด้วย 7 นวัตกรรม ดังนี้

1.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีสุขภาพดี ด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพ และการรักษาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมทางการแพทย์ ที่เราสร้างสรรค์เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ตัวอย่าง เช่น เรื่องของการคิดค้นวัคซีนในการป้องกันโรค อาหารที่มีปริมาณเกลือต่ำหรือไร้น้ำตาล เนื้อที่ทำจากพืช เนื้อสัตว์ที่เพาะในห้องแล็บ เป็นต้น

2.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีความปลอดภัย ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ทั้งการคมนาคม การให้บริการสาธารณะ และความเป็นอยู่ การมีนวัตกรรมช่วยติดตามสอดส่อง แจ้งเตือนภัยที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ทุกชีวิตมีความปลอดภัยและทำให้เมืองที่น่าอยู่มากขึ้น

3.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่สะดวกสบาย สังคมไทยเป็นสังคมที่มีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้เปราะบาง จึงมีนวัตกรรมที่ช่วยให้การใช้ชีวิตที่ง่ายและสะดวกสบายสำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะผู้สูงวัย ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่สะดวกสบายได้อย่างเท่าเทียมกัน

4.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่เป็นมิตรกับโลก คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้ร่วมใจกันสร้างโลกใหม่ด้วยนวัตกรรม ที่ใส่ใจและคำนึงถึงการอนุรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เพื่อให้การใช้ชีวิตของทุกคนเป็นมิตรกับโลกและสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างการใช้หลอดดูดที่ย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ ผลิตจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ออกแบบมาอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม

5.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกันได้ สังคมไทยมีความหลากหลายของอายุ และช่องว่างระหว่างวัยที่มากขึ้น
จึงมีนวัตกรรมที่เชื่อมต่อ สื่อสารถึงกันได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกไลฟ์สไตล์ เกิดเป็นแพลตฟอร์ม สร้างเป็นเครือข่าย เชื่อมทุกวันให้เข้าถึงกัน เพื่อให้ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันได้ตลอดเวลา

6.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีอาชีพและรายได้ เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้เกิดโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ ผ่านรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งนวัตกรรมที่เป็นสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาทักษะและศักยภาพตนเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อการประกอบอาชีพ พัฒนาอาชีพของตนเอง

7.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีความสุข ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการเป็นจุดหมายสำคัญในการท่องเที่ยวของคนทั่วโลก และคนไทยยังมีความคิดสร้างสรรค์ ในการผสมผสานเทคโนโลยีกับการท่องเที่ยว ดนตรี และนันทนาการได้อย่างน่าสนใจ จนกลายเป็นนวัตกรรมเพื่อความสุข ที่ทำให้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจอย่างมาก

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่านวัตกรรมเป็นเรื่องไกลเป็น นวัตกรรมเป็นคำที่แสดงถึงเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริงแล้วนวัตกรรมไม่ใช่เทคโนโลยีแต่ นวัตกรรม คือ สิ่งที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และที่สำคัญนวัตกรรมทำคนเดียวไม่ได้ ตัวอย่างเช่น นวัตกรรมเพื่อการมีสุขภาพดี เป็นนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ที่จะช่วยในเรื่องของสุขภาพหรือโภชนาการ ซึ่งอาจเป็น ผลิตภัณฑ์โปรตีนบริสุทธิ์จากไข่ขาวพร้อมรับประทานที่ช่วยเสริมโปรตีนและอัลบูมิน ผลิตภัณฑ์ครีมปรุงอาหารและวิปปิ้งครีมไขมันต่ำเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากพืชธรรมชาติ ทำให้ไขมันลดลงครึ่งหนึ่งจากวิปครีมที่ผลิตจากนมวัว เป็นต้น

สำหรับตัวอย่างนวัตกรรมเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารปรุงสำเร็จแช่แข็งที่เพียงนำมาอุ่นในไมโครเวฟก็สามารถรับประทานได้ ทำให้ประหยัดเวลาในการเตรียมอาหาร เหมาะกับวิถีชีวิตคนเมืองที่จะมีเวลาน้อย เหล่านี้คือตัวอย่างบางส่วนที่เป็นนวัตกรรมที่พัฒนามาอย่างยาวนานและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำของหลายคน

ซึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตามองและมีแนวโน้มในปี 2566 ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้เปิดเผยถึงเทรนด์นวัตกรรมทั้ง 7 ที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ได้แก่ ขาขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ด้านพลังงาน (New energytech on the rise),การฟื้นสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอากาศยาน(Regenerating travel and aviation industries), การมีผู้เล่นใหม่จากวงการเทคโนโลยีเชิงลึก (Deeptech startup, a newcomers), การกลับมาผงาดอีกครั้งของญี่ปุ่นด้วยซอฟต์พาวเวอร์ (Return of Japan Soft Power), ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์เนื้อหาจากข้อมูล (Sophisticated AI for data-driven content creation), การเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีอาหาร (Next generation of foodtech), การลงทุนขนานใหญ่ในเทคโนโลยีความมั่นคง (Hyper Spending on Defense Tech) ทั้งนี้รายละเอียดของแต่ละแนวโน้มเหล่านี้จะนำเสนอในบทความหน้าต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : สอนลูกอย่างไร..ให้ใจแกร่งเติบโตอย่างเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704855

Life & Health : สอนลูกอย่างไร..ให้ใจแกร่งเติบโตอย่างเข้มแข็ง

Life & Health : สอนลูกอย่างไร..ให้ใจแกร่งเติบโตอย่างเข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกรักเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่เก่ง ฉลาดรอบรู้และมีสุขภาพแข็งแรงกันทั้งนั้น แต่ในยุคนี้เด็กเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ หากยังต้องรู้จักที่จะเผชิญกับปัญหา อุปสรรค หรือสถานการณ์ยากลำบากต่างๆ แล้วสามารถลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็วด้วย

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า พ่อแม่ควรสอนและฝึกให้ลูกรักเป็นผู้ที่มีกรอบความคิดเติบโต (Growth mindset) เชื่อว่าความเก่งความฉลาดสามารถพัฒนาได้ และพร้อมเผชิญโลกกว้างด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่หวาดกลัวต่อปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกัน

l สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนให้ลูกมีความมุมานะพยายาม กระตือรือร้น มุ่งมั่นพร้อมที่จะเรียนรู้ ค้นคว้าหาความรู้และพัฒนาความสามารถของตนเองไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้มีความสามารถมากขึ้นกว่าในอดีตโดยการแข่งขันกับตนเอง ไม่คิดแข่งขันกับผู้อื่นซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ลูกมีแบบอย่างและแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น

l วัคซีนใจ มองว่าความผิดพลาด ผิดหวัง หรือล้มเหลวคือบทเรียนที่ทำให้ลูกมีประสบการณ์การเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เติบโตมากขึ้น ความสำเร็จที่ได้มาอาจต้องเกิดจากการลองผิดลองถูก โดยพ่อแม่ต้องคอยชี้แนะ ให้กำลังใจในการจัดการกับความรู้สึกผิดหวัง และชื่นชมในความพยายามที่ลูกมองหาจุดบกพร่องเพื่อเรียนรู้และนำมาพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

l รู้จักจัดการปัญหาด้วยตนเอง หลายๆ ครั้ง พ่อแม่มักจะช่วยลูกแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อไม่ให้เขาต้องลำบาก หรือบางครั้งก็เป็นการตัดรำคาญ ปัญหาจะได้จบลงอย่างรวดเร็วแต่คุณรู้หรือไม่ว่าถ้าลูกไม่เคยได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเลย เมื่อเจออุปสรรคก็จะไม่เข้มแข็งและท้อแท้ได้ง่าย ดังนั้น คุณควรสอนแนวทางในการแก้ปัญหา แล้วลองปล่อยให้เขาได้เรียนรู้พร้อมลงมือทำอะไรเองบ้าง ลูกจะได้รู้จักที่จะพึ่งพาตนเอง เรียนรู้วิธีจัดการกับปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค แถมยังช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากความผิดพลาดได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

l ฝึกให้กล้าตัดสินใจ พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย กล้าที่จะเลือกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเรื่องที่ยากหรือไม่เคยทำมาก่อน ถือเป็นทักษะสำคัญในการแก้ปัญหา คุณควรหาโอกาสให้ลูกได้ฝึกเป็นนักคิดและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเองดูบ้าง โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ รอบตัว เช่น เลือกเสื้อผ้าเรื่องอาหารการกิน ฯลฯ ของตัวเอง เมื่อโตขึ้นก็ค่อยๆ ให้เขาได้ตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เพราะการได้ลองผิดลองถูก กล้าคิดกล้าลงมือทำ แม้จะผิดพลาดบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองได้แล้ว ยังเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

l รู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกตนเอง เป็นธรรมดาที่คนเราจะต้องเจอทั้งเรื่องสุขและทุกข์ การสอนให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะโกรธ ดีใจ เสียใจหรือผิดหวัง แล้วดูว่าตัวเองกำลังมีความรู้สึกอย่างไรเพื่อที่เขาจะได้รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงพฤติกรรมออกมาได้อย่างเหมาะสม เช่น รู้ว่าโกรธแต่ก็จะไม่อาละวาด ขณะเดียวกันพ่อแม่อาจช่วยให้เขาคลี่คลายอารมณ์นั้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น ถ้าลูกรู้สึกเศร้า ก็อยู่เคียงข้างและคอยปลอบโยน  เป็นต้น

l กล้าที่จะปฏิเสธ การสอนให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจและเกรงใจคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรที่จะมากเกินไป คุณควรสอนให้ลูกรู้จักการปฏิเสธ เพื่อแสดงออกว่าตัวเองไม่ชอบ ไม่ต้องการ หรือไม่อยากทำ จะช่วยให้เขากล้าที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองโดยไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ จนรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ที่จะรักและปกป้องตัวเองอีกด้วย

l สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัวครอบครัวที่อบอุ่น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะพัฒนาให้ลูกรักเติบโตอย่างเข้มแข็ง เมื่อลูกทำดี หรือประสบความสำเร็จ พ่อแม่ต้องชม หรือให้รางวัล แต่หากลูกท้อแท้ ผิดหวังก็ควรให้กำลังใจซึ่งจะช่วยให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ร้ายๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่จมอยู่กับความทุกข์ มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ และการที่พ่อแม่ได้มีช่วงเวลาดีๆ ให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน มีเวลาในการรับฟังและรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกของลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

l พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการถ่ายทอดกรอบความคิดเติบโตไปให้ลูกโดยให้กำลังใจมากกว่าตำหนิ ไม่ชื่นชมในความเก่งเมื่อลูกทำได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังชื่นชมและเห็นความสำคัญในความพยายามของลูก ทำให้ลูกเห็นพัฒนาการของตนเองที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากการฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ ลูกจึงมีความมุมานะและความเพียรพยายาม ลูกมักมองพ่อแม่เป็นซูเปอร์ฮีโร่และแบบอย่างในการดำเนินชีวิตดังนั้น นอกจากการสอนลูกด้วยวิธีต่างๆ แล้ว คุณต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วยว่าคุณเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบากต่างๆ ที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน ลูกก็จะซึมซับวิธีแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ว่าอุปสรรคในชีวิตเป็นเรื่องท้าทายที่สามารถก้าวผ่านมันไปได้จากประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ลูกเป็นเด็กที่มีจิตใจเข้มแข็งได้ดีที่สุด

เพียงเท่านี้ ลูกรักก็จะโตขึ้นมาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง มีกรอบความคิดเติบโตมีความมุ่งมั่นพยายาม ในการพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจ เขาก็จะสามารถลุกขึ้นมายืนหยัดสู้ได้อีกครั้ง และพร้อมเผชิญโลกกว้างโดยไม่หวาดกลัวต่อปัญหาหรืออุปสรรค ใดๆ ในชีวิต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ด (ไม่) ลับเผยผิวสวยรับปีใหม่ ให้คนทัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/703375

LIFE & HEALTH :  เคล็ด (ไม่) ลับเผยผิวสวยรับปีใหม่ ให้คนทัก

LIFE & HEALTH : เคล็ด (ไม่) ลับเผยผิวสวยรับปีใหม่ ให้คนทัก

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.35 น.

ช่วงปีใหม่มีวันหยุดยาวหลายวันทำให้หลายๆ คน ได้ไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับหวานใจ เพื่อนๆ หรือครอบครัว อีกทั้งบางคนอาจจะไปตะลุยทริปแอดเวนเจอร์ ปีนเขา ไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยง นอนพักผ่อนน้อย ส่งผลต่อผิวพรรณทำให้แลดูไม่สดใสขาดความมั่นใจ เพราะฉะนั้นก่อนกลับไปทำงานหรือเจอผู้คน แนะนำให้ดูแลฟื้นฟูผิวอย่างถูกวิธีเพื่อให้มั่นใจเผยผิวสวยจนใครๆ ก็ต้องทัก

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำ เคล็ดลับการดูแลผิวพรรณหลังปีใหม่ง่ายๆ 4 วิธี ได้แก่

1.การล้างหน้าทำความสะอาดผิว โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับชนิดของผิวโดยเฉพาะหลังปาร์ตี้ อย่าลืมทำความสะอาดเครื่องสำอางบนใบหน้า และล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้ง

2.การทาครีมบำรุงเพื่อผิวชุ่มชื่น ในช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้น การทาครีมเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกทาครีมชุ่มชื่นให้เหมาะกับผิวหน้าของเรา นอกจากนี้ อาจใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน หรือสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อบำรุงผิว
ช่วยให้หน้ากระจ่างใส และลดริ้วรอย

3.การทาครีมกันแดดทุกวัน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในแสงแดดมีรังสี UV ซึ่งทำให้เกิดการทำลายคอลลาเจน
ในชั้นผิวหนังได้ ทำให้เกิดริ้วรอย และกระตุ้นเม็ดสีในผิวของเราจะทำให้เกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ ดังนั้นควรทาครีมกันแดดที่หน้า คอ และบริเวณลำตัวด้วย

4.ถ้าหลังปีใหม่รู้สึกว่า ใบหน้าหมองคล้ำไม่สดใส มีริ้วรอย สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ผิวหนังได้ เพื่อใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสมในการดูแลผิวพรรณ เช่น

l การผลัดเซลล์ผิวด้วยการใช้กรดผลไม้ หรือ AHA Treatment โดยสาร AHA จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพเกิดการหลุดออกได้เร็ว ทำให้ความหมองคล้ำและริ้วรอยจุดดำต่างๆ จางหายไปและยังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยให้ความมันของผิวหน้าลดลง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวมัน

l Diamond Peel เป็นการปรับสภาพและฟื้นฟูผิวพรรณ ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลัดเซลล์ผิวหนัง (Microdermabrasion) ซึ่งเป็นการใช้หัวคริสตัลที่เป็น Diamond ร่วมกับการใช้ระบบดูดสุญญากาศ ขัดนวดเบาๆ เพื่อขจัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกอย่างอ่อนโยนทำให้ผิวนุ่มเนียน และกระจ่างใสขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวใหม่ที่สดใส โดยไม่ทำให้เกิดแผล ปลอดภัยแม้มีสภาพผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย

l การผลักวิตามินเข้าผิวหน้าโดยใช้คลื่นเสียง Phonophoresis การบำรุงผิวโดยใช้คลื่นเสียงเป็นตัวนำครีมหรือยาบำรุงเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เซลล์มีการดูดซึมตัวยาได้ดีขึ้น และยังทำให้เมตาบอลิสึมของเซลล์ดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและผิวพรรณเต่งตึงขึ้น ทำให้ผิวชุ่มชื้น และช่วยในการลดเลือนริ้วรอย

l การใช้กระแสไฟฟ้า (Infusion) เป็นวิทยาการในการปรับสภาพผิวโดยใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ในการผลักยา หรือวิตามิน ผ่านรูขุมขนของผิวหนังเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวยา สามารถซึมลงไปรักษาได้ดีกว่าการทายาตามปกติ Infusion สามารถช่วยรักษาผิวพรรณในเรื่อง

l การใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูง (Intensed Pulsed Light หรือ IPL) เป็นเทคโนโลยีความงามโดยการใช้คลื่นแสงธรรมชาติ IPL ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวแต่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวสวยใส ดูอ่อนวัย คืนความเนียนใสให้กับใบหน้า ลบเลือนจุดด่างดำ ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง พร้อมปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมกับการทำลายเฉพาะเม็ดสีส่วนเกินในชั้นหนังกำพร้า ไม่มีอาการเจ็บและไม่ทำให้เกิดแผล หลังการรักษายังสามารถแต่งหน้าได้

l การใช้เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจนเนื่องจากความหย่อนคล้อยเกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง ดังนั้น เลเซอร์จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวและยกกระชับใบหน้าได้ เช่น Long pulse Nd Yag Laser, Fractional Erbium Glass Laser เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการดูแลผิวพรรณให้สวยสดใส ด้วยการบำรุงผิวอย่างถูกวิธีข้างต้นแล้ว อย่าลืมการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ เพราะการบำรุงจากภายนอกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

สำหรับช่วงปีใหม่นี้ ใครที่อยากทำบุญช่วยเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษ
คุณพ่อเรย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทั้งนี้รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบฯจ.ชลบุรี จัดการศึกษาเฉพาะบุคคลในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสร้างอาชีพจัดการฝึกอบรมและมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่มสำหรับคนพิการพร้อมอาหาร โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 บ/ช.ชื่อ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ใบเสร็จลดหย่อนภาษี โทร.092-7390990

LIFE & HEALTH : การพัฒนาผู้นำยุคใหม่รับปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701972

LIFE & HEALTH : การพัฒนาผู้นำยุคใหม่รับปี 2023

LIFE & HEALTH : การพัฒนาผู้นำยุคใหม่รับปี 2023

วันพุธ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปี 2023 นับเป็นปีที่ยังมีเรื่องท้าทายอย่างมากทั้งเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย Digital Disruption ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงกับการดำเนินธุรกิจยุคใหม่รวมทั้งความไม่แน่นอนต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นความท้าทายต่อผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่ต้องเร่ง “สร้างผู้นำ (Leadership)” ที่จะเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการทำงาน ควบคุมดูแลลูกทีม รวมทั้งบริหารผลลัพธ์ท่ามกลางพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์เทรนนิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า การสร้างผู้นำในยุคนี้ กลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดเพราะองค์กรยังคงยึดกับภาพผู้นำแบบเดิมๆที่ชุดทักษะและประสบการณ์ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับการขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัลใหม่นี้ได้แล้ว จากบทความวิจัยของstrategypeopleculture.com ได้ระบุถึง7 สิ่งท้าทาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในองค์กร ดังต่อไปนี้

1.Facilitating Change ทำให้ผู้นำเกิดปัญหาด้านการปรับตัวได้ ไม่สามารถรับมือกับสภาวะแวดล้อม กระบวนการทำงาน และสถานที่ทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ส่งผล
กระทบต่อทั้งตัวผู้นำและลูกทีมก็อาจได้รับพลังงานลบไปด้วย

2.Building Self Confident ผู้นำไม่สามารถสร้างความมั่นใจในตนเองได้ไม่กล้าที่จะเสี่ยงลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ความไม่มั่นใจของผู้นำจะส่งผลให้ลูกน้องขาดความไว้เนื้อเชื่อใจว่าคุณจะสามารถพาพวกเขาก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้

3.Keeping a pulse on your remote or hybrid team หลายองค์กรได้เริ่มปรับรูปแบบการทำงานแบบระยะไกล (Remote Team) มากขึ้น ส่งผลให้ผู้นำทีมประสบปัญหาการติดตามงาน หรือประสานงานร่วมกับลูกทีมได้อันเนื่องมาจากทักษะด้านเทคโนโลยีที่ไม่เข้มแข็งรวมถึงยังไม่คุ้นชินกับกระบวนการทำงานแบบใหม่ จึงกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ผู้นำยุคเดิมยังก้าวผ่านไปไม่ได้

4.Maintaining motivation and focus ด้วยสถานการณ์วิกฤตโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมทั้งรูปแบบการทำงานและพนักงานในองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาจทำให้หัวหน้าต้องเร่งฝีเท้าก้าวตามให้ทันจนอาจเกิดความเหนื่อยล้า หมดแรงจูงใจในการทำงานหรือขาดจุดโฟกัส จับต้นชนปลายไม่ถูก หากหัวหน้าอยากนำทีมให้ได้ผลงานต้องสร้างแรงจูงใจได้การทำงานให้ได้

5.Lack of communication วิกฤตโลกขับเคลื่อนให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้รูปแบบทำงานทางไกลหรือ Hybrid สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ การสื่อสาร กุญแจสำคัญที่จะทำให้หัวหน้าและลูกทีมเข้าใจกัน ผลักดันผลงานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากหัวหน้าไม่พัฒนาทักษะนี้ โอกาสที่งานจะผิดพลาด ทำงานคนละทิศทางจนเกิดความขัดแย้งยิ่งมีความเสี่ยงสูง

6.Employee mental health management งานวิจัยจาก HarvardBusiness Review ระบุว่า พนักงานทั่วโลกกว่า 42% กำลังประสบปัญหาสุขภาพจิต เป็นผลมาจากการทำงานในช่วงวิกฤตโลก หากหัวหน้าไม่สามารถบริหารทีมโดยเฉพาะด้านจิตใจได้ โอกาสที่ลูกน้องจะ Burnout เครียด หมดไฟจนลาออก ย่อมมีสูงมาก

7.Handling Conflicts and managing internal politics การเมืองในองค์กรคือหนึ่งปัญหาที่ทำให้หลายบริษัทหยุดชะงัก ไม่ก้าวไปข้างหน้า เพราะเสี่ยงเกิดความขัดแย้งในองค์กร เกิดข้อครหา มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร คนเก่งๆ ในองค์กรไม่มีโอกาสได้พัฒนา หัวหน้าจึงต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ดึงการเมืองในองค์กรให้เป็นแรงผลักดันเชิงบวก ก่อนที่องค์กรจะตกหลุมพรางความขัดแย้ง

จากความผันผวนของโลกธุรกิจและการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องลบภาพของผู้นำแบบเดิมๆ สู่การพัฒนา “ผู้นำยุคใหม่” หรือที่เรียกว่า “Adaptive Leadership” ที่ผู้นำที่ยืดหยุ่น พร้อมปรับตัวสอดรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยบริษัท Beyond training สถาบันแถวหน้าด้านการฝึกอบรมพนักงานและมีประสบการณ์ออกแบบโปรแกรมพัฒนาผู้นำองค์กรยุคใหม่ ได้ทำการคิดค้นโปรแกรมที่ชื่อว่า “ADAPTIVE LEADERSHIP SERIES” ที่ได้นิยามตัวตนของผู้นำยุคใหม่ที่จะพาองค์กรประสบความสำเร็จ ซึ่งประกอบไปด้วย

l AGILITY มีความคล่องตัว ปรับตัวไวและกระตือรือร้น สอดรับโลกการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง และความรวดเร็วในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล

l DISRUPTIVE ความพร้อมในการรับมือกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทำงานขององค์กรยุคใหม่ โดยสามารถเรียนรู้และประยุกต์สิ่งเหล่านี้ ให้กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ แก่องค์กรได้

l ATTITUDES ทัศนคติของ “คนยุคใหม่”ที่พร้อมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมถึงการสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กร

l PERSONALIZATION การมีลักษณะเฉพาะของบุคคล อัตลักษณ์ที่โดดเด่น พร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีด้านการสร้างภาวะผู้นำ ให้แก่ผู้อื่นได้ปฏิบัติตาม

l TECHNOLOGY ความเป็น “ผู้นำด้านเทคโนโลยี และเท่าทันเทรนด์ธุรกิจ” เป็นผู้ที่นำพาเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาผสมผสานกับกระบวนการทำงาน เพื่อเกิด New Way Of Working ให้กับคนในองค์กร

l INNOVATION ความเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรม” ไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิม และค้นหาวิธีการที่ดีสุด ในการพัฒนาธุรกิจองค์กร

l LIVE WELL BEING เรียนรู้วิธีสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างแท้จริง รู้วิธีการผ่อนคลายฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ เพื่อให้งานที่ทำเกิดผลลัพธ์สูงสุด

l EMPATHY เป็นผู้นำที่มีจิตใจแห่งการเป็น “ผู้ให้” มีความจริงใจกับเพื่อนร่วมงานและผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา พร้อมให้ Feedback และแนวทางพัฒนาให้กับเขาอย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา

การสร้าง ADAPTIVE LEADERSHIP ผู้นำยุคใหม่ จะถูกพัฒนาด้วยกระบวนการฝึกอบรมผ่าน Framework ที่ได้มาตรฐานที่ไม่ได้แค่เรียนรู้อยู่ในห้องสัมมนา แต่เป็นการผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย รวมถึงกลยุทธ์การเรียนรู้ 10:20:70 ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนรู้จากหลักสูตร(10) การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยได้รับคำแนะนำจากหัวหน้าหรือพี่เลี้ยงภายในองค์กร (20) และเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง จากการทำโครงการ (70) โดยจะถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเส้นทางพัฒนาการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน เช่น มีการประเมินที่วัดกระบวนความคืบหน้าของ Competency ก่อนเข้าเรียนจริง การเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านOnline Learning การเรียนทางไกลผ่าน Virtual Class ที่สะดวกและยืดหยุ่น รวมถึงการนำเสนอสิ่งที่ได้พัฒนาพร้อมผลงานให้ผู้บริหารได้รับทราบหลังจบโครงการ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.Beyondtraining.in.th

ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางโลกธุรกิจที่เกิดขึ้น การพัฒนาผู้นำแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว โปรแกรม ADAPTIVE LEADERSHIPSERIES พัฒนาผู้นำยุคใหม่นี้ จะช่วยปิด Competency Gap ของพนักงานในองค์กรได้จริง และพร้อมเป็นตัวเลือกที่ได้มาตรฐานให้กับองค์กรทั่วประเทศที่ต้องการพัฒนาผู้นำยุคใหม่เพื่อเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจยุคดิจิทัลใหม่นี้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปีใหม่และวันเด็กนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700979

LIFE & HEALTH : ปีใหม่และวันเด็กนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์

LIFE & HEALTH : ปีใหม่และวันเด็กนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

คุณพ่อคุณแม่หลายคนวางแผนว่าจะพาลูกไปเที่ยวที่ต่างๆ ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่และวันเด็กที่จะถึงนี้ วัยเด็กเป็นวัยที่ควรได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียนกับครอบครัว การเปิดโลกทรรศน์จะช่วยให้ ลูกน้อยเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพา เขาไป
สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ

“สวนสัตว์” หลายคนคงนึกถึงแค่สถานที่มีสัตว์เลี้ยงในกรงเท่านั้น ในความเป็นจริงสวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีของเด็กๆ และเป็นที่ที่ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย ในต่างประเทศสวนสัตว์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย

สำหรับเมืองไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการจัดหา รวบรวมสัตว์ป่านานาชนิด การให้การศึกษา การอนุรักษ์และขยายพันธุ์ การวิจัย และการจัดสวนสัตว์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ คือ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น และโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์

ข้อมูลจาก นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงการจัดกิจกรรม “องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ชวนเที่ยวสวนสัตว์ทั่วไทย ฉลองปีใหม่ 2566” เนื่องในวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ โดยมีกิจกรรมพิเศษต่างๆ มากมาย เทศกาลวันพิเศษสำหรับเด็กๆ ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่พาลูกๆ ไปมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆในสวนสัตว์ทั่วไทย ซึ่งพร้อมใจกันลด แลก แจกแถมกันทั้งประเทศ มีไฮไลท์น่าสนใจกับเหล่ามาสคอตสัตว์น่ารักๆ และคุณลุงซานตาครอสที่จะพาเหรดมาแจกของขวัญ จับรางวัล มอบความสุขทั้งช่วงปีใหม่และวันเด็กแห่งชาติ ดังนี้

เริ่มต้นจากขึ้นเมืองเหนือ สัมผัสลมหนาวที่ “สวนสัตว์เชียงใหม่” เปิดบ้านแพนด้า พบกับ “หลินฮุ่ย” แพนด้ายักษ์ตัวเดียวในประเทศไทย ขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ “กาลิ” แรดอินเดีย ตัวเดียวในประเทศไทย สวนไม้ดอกเมืองหนาว จัดเต็มในช่วงฤดูกาลนี้

มาทางอีสานที่ “สวนสัตว์ขอนแก่น” จัดชมสะพานดอกไม้ “Sky Walk Flora” สะพานกระจกที่ทอดผ่านฝูงยีราฟ ม้าลาย ในสไตล์ทุ่งแอฟริกา พบกับ เจ้าบอย สิงโตขาวเซียนบอลโลกที่ทำนายแม่นที่สุดในประเทศไทย สวนน้ำลอยฟ้า พิเศษสุด ด้วย ลานกางเต็นท์ ดูดาว ท่ามกลางลมหนาว บนสันเขื่อน

ไปที่ “สวนสัตว์นครราชสีมา” ซาฟารีแห่งอีสาน อยากดูช้าง ดูที่ไหนก็ได้ แต่ถ้า “ช้างแอฟริกา ตัวใหญ่ยักษ์” ต้องที่นี่ ที่เดียวเท่านั้น เพลิดเพลินกับการปั่นจักรยานชมสัตว์ จากทุ่งแอฟริกา แรดขาว เสือดาว สิงโต ควายป่า และชม “ศูนย์นกกระเรียนโลก” ที่มีนกกระเรียนนานาพันธุ์จากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะความสวยงามของนกกระเรียนไทยที่นี่

ส่วนที่ “สวนสัตว์อุบลราชธานี” สวนสัตว์ที่มีแนวคิด สวนสัตว์ท่ามกลางป่าธรรมชาติ ผสมกลมกลืนกับความงามของ “ป่ายางนา”ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สอดแทรกกับการดูแลสัตว์ป่า ในรูปแบบ จังเกิ้ล ปาร์คเสือดาว เสือดำ เสือโคร่ง สิงโต ฝูงกวางชนิดต่างๆ พลาดไม่ได้ ที่ ต้องไปชม เจ้าบอย จระเข้น้ำจืดขนาดใหญ่ ความยาวกว่า 6 เมตร และขวัญใจผู้ชม พะโล้ ฮิปโปโปเตมัสแคระ ที่โด่งดังจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ในส่วนจัดแสดงใหม่ ดูได้ทั้งบนพื้นดินและใต้น้ำ

ล่องใต้ไปที่ “สวนสัตว์สงขลา” สวนสัตว์ที่มีวิวธรรมชาติสวยงาม “ด้วยมุมมองส่องทะเล บนยอดเขา” มาที่นี่ ต้องเดินชม“ฝูงนกเงือก” ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งนกกก นกกาฮัง นกเงือกกรามช้าง นกชนหิน นกเงือกหัวหงอกและอื่นๆ และพบขวัญใจชาวใต้ “เจ้าจ้อน” ลิงชิมแปนซีแสนรู้ มาดเท่ ที่มาปรากฏตัวทุกช่วงเวลาแห่งความสุข

กลับมาชมความยิ่งใหญ่ทันสมัยที่สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ ที่ “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” จ.ชลบุรี ซึ่งได้รับการชื่นชมว่า “เป็นสวนสัตว์ที่มีความหลากหลายของกิจกรรมและการจัดแสดงสัตว์” รวมถึงซูเปอร์สตาร์ที่มีแฟนคลับติดตามกันอย่างมากมาย เช่น “คุณแฟลช” สลอธสองนิ้ว, “ขาหมู” ฮิปโปโปเตมัสพี่ใหญ่ในวงการ “หมูตุ๋น” ฮิปโปโปเตมัสแคระสุดซ่า
แก๊งหน้านิ่ง ฝูงคาปิบาร่าหนูยักษ์ ที่สำคัญต้องไปชม“พาเหรดเพนกวิน” และช้างเล่นน้ำ ที่น่าตื่นตาตื่นใจดูทุกครั้งมีความสุขทุกครั้ง และช่วงเวลานี้ยังมี “ลูกแรดขาว” ตัวน้อย วัย 4 เดือน ที่เพิ่งได้ชื่อว่า“พาวเวอร์” จอมพลังแสนซนและน่ารักมาก

แถมให้กับ “mini zoo” ที่ สวนสัตว์แห่งใหม่ที่คลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี สวนสัตว์เล็กๆ ที่มอบให้ชุมชน มีสัตว์จัดแสดงให้ชมเกือบ20 ชนิด ไปดูนกกระเรียนไทย ลีเมอร์ เต่าชนิดต่างๆ คาปิบาร่า ในบรรยากาศชาวทุ่ง เรียบง่าย สบายๆ ใกล้กรุง เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่องค์การสวนสัตว์จะเริ่มก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่เร็วๆ นี้

ทั้งหมดนี้ “มีส่วนลด ของแถม และฟรี” โดยในวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ส่งท้ายปี และวันปีใหม่ 2 มกราคม 2566 สวนสัตว์จัดโปรแกรม “มา 4 คน จ่ายแค่ 3 คน (ผู้ใหญ่ ชาวไทย เท่านั้น )” มอบเป็นของขวัญปีใหม่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมรับของแจก ของรางวัลมากมายในสวนสัตว์

วันเด็กแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2565 “คุณตาคุณยาย คุณปู่คุณย่า และหลานๆเที่ยวฟรี” ไม่ต้องเสียค่าบัตรเข้าชม เฉพาะเด็กความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร และผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป

สนใจเพิ่มเติม ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก : Zoothailand และเฟซบุ๊กของสวนสัตว์ทุกแห่ง ทั้งนี้สวนสัตว์เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่
08.00-17.00 น.

ทั้งนี้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ ได้มีมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวในทุกด้านอย่างเคร่งครัด เพื่อยกระดับมาตรฐานการเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ตามนโยบายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มุ่งให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดีตามแนววิถีใหม่ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่า ทั้งนี้ ขอเชิญท่านที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสมทบทุนโครงการอุปถัมภ์สัตว์ โดยสามารถบริจาคเงินผ่านบัญชี ธ.กรุงไทย สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ ชื่อบัญชี“กองทุนเพื่อหมีแพนด้า” เลขที่บัญชี 006-0-23655-8 ใบเสร็จสามารถไปหักภาษีได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699421

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตที่เราขาดไม่ได้ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า กว่าจะผลิตยามาใช้ในการรักษาโรคแต่ละตัวได้นั้น เภสัชกรและทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลานานหลายปี ตั้งแต่ขั้นตอนการทดลองและพัฒนายาขึ้นมา จนได้เป็นยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรคหรือภาวะต่างๆได้อย่างปลอดภัย

ข้อมูลจาก เภสัชกรธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล แนะนำขั้นตอนต่างๆ กว่าจะมาเป็นยา ดังนี้

ค้นหาตัวยาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์

ตัวยาสำคัญ คือ ส่วนประกอบสำคัญในยา ที่ทำให้ยานั้นมีผลในการรักษา ตัวยาสำคัญนี้อาจได้มาจากพืช สัตว์ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่กว่าจะได้มาซึ่งตัวยาสำคัญนี้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างของการค้นหาตัวยาสำคัญจากสมุนไพร อาจเริ่มตั้งแต่สืบค้น หาประโยชน์จากการใช้พืชสมุนไพรของชาวบ้านที่เคยใช้สืบเนื่องกันมา เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก ซึ่งช่วยลดอาการแสบ ลดการเกิดผิวไหม้ได้นั้น ทำให้เกิดแนวคิดขึ้นว่า อาจมีสารใดสารหนึ่งในว่านหางจระเข้เป็นตัวที่ช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ และสามารถใช้สารนั้นเพียงสารเดียวในการรักษาแผลน้ำร้อนลวกต่อไปซึ่งแนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอย่างต่อเนื่องตามมา โดยสังเกตว่าชาวบ้านเลือกใช้เฉพาะส่วนของวุ้นซึ่งลอกยางออกแล้วทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกเท่านั้น ดังนั้น ตัวยาสำคัญจึงควรอยู่ในวุ้นนั่นเอง จากนั้นจึงเริ่มทำการสกัด คัดแยก วุ้นว่านหางจระเข้ออกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนที่คัดแยกได้นั้นมาทดลองเบื้องต้นดูว่าส่วนที่ช่วยลดการอักเสบจริงๆ คือส่วนใด โดยมักเป็นการทดสอบปฏิกิริยาทางเคมีเบื้องต้นเป็นหลัก

ขั้นตอนการค้นหาตัวยาสำคัญนี้ยังรวมถึงการพัฒนาวิธีการสกัดและการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สารสำคัญที่บริสุทธิ์เพียงชนิดเดียว ไม่เจือปนสิ่งปนเปื้อนหรือสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ รวมทั้งกำจัดส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาออกไปอีกด้วย

ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล

ตัวยาสำคัญที่ได้ต้องนำมาทดลองต่อเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นตัวยาที่นำมาใช้พัฒนาต่อได้จริง ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ใช้ โดยเริ่มจากการทดลองใช้ตัวยาสำคัญนั้นในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก่อน ตามลำดับดังนี้

1.ทดสอบกับเซลล์มีชีวิตในหลอดทดลอง เช่น การทดสอบสารต้านมะเร็งในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ทดสอบยาที่มีผลช่วยสมานแผลในเซลล์เยื่อบุผิวหนัง ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบยากับสิ่งมีชีวิต

2.ทดสอบในสัตว์ทดลอง เมื่อมั่นใจว่าสารสำคัญที่ทดสอบในหลอดทดลองให้ผลเบื้องต้นที่ดี จึงนำมาทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนู สุนัข ลิง เพื่อดูว่าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์นั้นสารสำคัญยังให้ผลที่ดีเช่นเดิมหรือไม่ ในขั้นตอนนี้ยังช่วยบอกในเบื้องต้นได้ว่า สารสำคัญนั้นมีพิษมากน้อยแค่ไหน และปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในมนุษย์คือปริมาณมากน้อยเพียงใด ปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะทำให้การใช้ยาก่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี แต่ทำให้เกิดพิษจากยาน้อย

3.ทดสอบในมนุษย์ ในขั้นตอนนี้สารสำคัญนั้นจะถูกทดลองประสิทธิภาพในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยมักเริ่มทดลองจากอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนน้อยๆ ก่อน ว่ายาให้ผลอย่างไร ก่อให้เกิดพิษในมนุษย์อย่างไรบ้าง จากนั้นจึงเริ่มทำการทดลองในผู้ป่วยต่อไป เช่น ทดลองยาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือทดลองยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ

ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดลองจนมั่นใจแล้วว่ามีประสิทธิผลในการรักษา ปลอดภัย ทราบขนาดของตัวยาสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้เป็นยาแล้ว ก่อนจะนำมาใช้จริง ต้องมีการพัฒนาสูตรตำรับให้มีความเหมาะสมก่อนเสมอ โดยดูว่าตัวยาสำคัญนั้น ควรจะใช้ในรูปแบบยาใด เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิดมีรสขมมาก ไม่เหมาะจะนำมาใช้ในรูปของยาเม็ดธรรมดา ควรเคลือบด้วยน้ำตาลก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยกลบรสขมได้แล้ว ยังช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจรับประทานแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่ดี ต้องมีการพัฒนาโดยการเติมสารอื่นๆ เข้าไปในตำรับยา เพื่อช่วยให้การดูดซึมยาดีขึ้น ยารักษาสิวบางอย่าง เมื่อทาแล้วมักทำให้เกิดอาการแสบ ระคายเคืองมาก เนื่องจากเนื้อครีมที่ใช้ผลิตยานั้นทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวเร็วเกินไป จึงต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบของยาครีมที่ใช้ผลิตยาให้ดีขึ้น

นอกจากการพัฒนาสูตรตำรับแล้ว คุณภาพของยาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำให้ต้องมีการวิเคราะห์ ตรวจสอบว่ายาที่ผลิตออกมามีปริมาณตัวยาสำคัญตามที่ต้องการหรือไม่ ตัวยาสำคัญนั้นยังอยู่ในคงให้ผลการรักษาอยู่หรือไม่หลังจากเก็บรักษายาไว้ในสภาวะต่างๆ ซึ่งก็นำไปสู่การกำหนดวันหมดอายุของยานั่นเอง

ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดสอบจนมั่นใจว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย รวมทั้งมีการพัฒนาสูตรตำรับให้เหมาะสมต่อการใช้แล้ว ผู้ผลิตยาจะเริ่มวางขายยานั้นสู่ท้องตลาด แต่ขั้นตอนการทดลองยังไม่หมดสิ้น เนื่องจากในการทดสอบประสิทธิผลของยาเบื้องต้นจะทำในทั้งอาสาสมัครและผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อยาออกสู่ท้องตลาดจริง ผู้ป่วยอาจมีสภาวะอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจมีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง รวมทั้งผู้ป่วยอาจใช้ยาอื่นอยู่ก่อนที่จะได้รับยาตัวใหม่ อาจทำให้เกิดปัญหายาตีกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลังยาตัวใหม่ออกสู่ท้องตลาด ผู้ผลิตยาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำการติดตามศึกษาผลเหล่านี้ของยาในผู้ป่วยต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาข้อบ่งใช้ คำแนะนำ คำเตือนและข้อควรระวัง ขนาดการใช้ยาของยาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้เป็นยาหนึ่งตัว ต้องใช้ใจในการคิด กายในการทำ เวลาในการปรับปรุง รวมทั้งเงินในการจัดหาและจัดการสิ่งต่างๆ อีกมากมายมหาศาล สารที่มีฤทธิ์ดีในการทดลองเบื้องต้นหลายตัวอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะถูกพัฒนาต่อยอดจนเป็นยาออกมาใช้ได้จริง ยาใหม่ๆ ที่ออกมาขายในท้องตลาด จึงมักมีราคาที่สูงมาก เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตได้คิดคำนวณสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นต้นทุนของยาด้วยนั่นเอง เรามักเรียกยาเหล่านี้ว่ายาต้นตำรับ (original drug) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตยา จะได้รับสิทธิ์ในการขายยานั้นเพียงบริษัทเดียวอยู่นาน 20 ปี นับจากวันที่ขึ้นทะเบียนตัวยาสำคัญ (ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา) ก่อนจะมียาที่บริษัทอื่นๆ สามารถผลิตออกมาขายได้ เรามักเรียกยาที่ผลิตในช่วงหลังเหล่านี้ว่า ยาสามัญ (generic drug) ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ยา มีทางเลือกในการใช้ยามากขึ้น เนื่องจากจะมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเสมอ สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : เทคนิคการดูแลผิวพรรณรับปีใหม่ อวดผิวสวย ท้าลมหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697940

LIFE & HEALTH :  เทคนิคการดูแลผิวพรรณรับปีใหม่ อวดผิวสวย ท้าลมหนาว

LIFE & HEALTH : เทคนิคการดูแลผิวพรรณรับปีใหม่ อวดผิวสวย ท้าลมหนาว

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วยใกล้เทศกาลปีใหม่เชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากไป “อวดผิวสวย” รับเทศกาลปีใหม่นี้อย่างแน่นอน แต่จะดูแลผิวพรรณอย่างไรเมื่อต้องเจอกับปัญหาผิวแห้ง แตกเป็นขุยผิวขาดความชุ่มชื้น จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปประกอบกับในช่วงเดือนธันวาคม เป็นเดือนที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแบบเต็มตัว ซึ่งควรจะต้องดูแลผิวพรรณให้ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวันที่ต้องเจอกับแสงแดดจ้าปะทะกับลมหนาว และช่วงเวลากลางคืนที่อุณหภูมิต่ำลง

แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม ของ รพ.เวชธานี เปิดเผยถึงวิธีการดูแลผิวพรรณว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะเราควรจะดูแลผิวหนังให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังควรทาโลชั่นให้ชุ่มชื้นหลังจากอาบน้ำเสร็จเป็นประจำทุกครั้ง
เนื่องจากหลังอาบน้ำใหม่ๆ น้ำยังระเหยไปไม่หมดช่วงเวลานี้ผิวจะอุ้มน้ำได้ดี

หากมีแผนเดินทางไปท่องเที่ยว หรือสังสรรค์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเกิดอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์ทางด้านผิวหนัง แนะนำว่า เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีอาการผิวแห้งมาก จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม สี และวัตถุกันเสียเพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย ส่วนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งน้อยควรใช้โลชั่น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งปานกลางควรใช้ครีมชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งมากควรใช้ครีมชุ่มชื้น หรือขี้ผึ้ง

สำหรับการเลือกใช้สบู่ควรเลือกใช้สบู่ที่มีความระคายเคืองต่อผิวน้อย เลือกใช้สบู่ที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป และการอาบน้ำไม่ควรฟอกสบู่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ไขมันบนผิวหนังลดลง ในคนที่ผิวแห้งมากไม่ควรอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้ง โดยอาจอาบน้ำเปล่า และเลือกฟอกสบู่ตามซอกต่างๆ ที่มีความอับชื้น เช่น คอ ขาหนีบ และรักแร้ก็สามารถช่วยลดอาการแห้งของผิวได้

ทั้งนี้ เทคนิคการดูแลผิวพรรณ 3 วิธี ดังนี้

1. การดูแลผิวหน้า ควรรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความชุ่มชื้นสูง (มอยเจอไรเซอร์) ตั้งแต่บริเวณผิวรอบดวงตา และจึงทาให้ทั่วใบหน้า ซึ่งควรเลือกชนิดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงให้เหมาะสมกับช่วงเวลา

2. การดูแลผิวกาย ชโลมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่มีความชุ่มชื้นให้ทั่วร่างกายหลังอาบน้ำ โดยหลังจากอาบน้ำควรเช็ดตัวให้หมาดๆ แล้วทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายทันที ซึ่งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คงความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB เพื่อปกป้องแสงยูวี ซึ่งเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำ ริ้วรอยก่อนวัย และลดความแห้งกร้านของผิวได้

3 วิธีข้างต้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการดูแลผิวพรรณ อย่างไรก็ตามเราควรต้องดูแลในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการทำให้ผิวพรรณ และสุขภาพร่างกายสดใสต้อนรับปีใหม่ที่จะถึงนี้

ขอเชิญร่วมทำบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะร่วมทำบุญสร้างกุศลกับ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่ยังขาดแคลนงบประมาณจำนวนมาก ส่งผลถึงน้องๆ นักเรียนตาบอดโดยตรง จึงจัดกิจกรรมสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ด้วยการขอเชิญทุกท่านร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของใช้จำเป็น เพื่อยกคุณภาพชีวิต สู่การศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดหาทุนซื้ออุปกรณ์การเรียนและหารายได้จัดหาค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่นค่าอาหาร ค่าน้ำ-ค่าไฟ และปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสถานศึกษา บริจาคได้ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยาในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพัทยาสาย 2 เลขบัญชี 669-2-10787-4 ชื่อบัญชี “ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด (2536)” ทั้งนี้ นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

สำหรับใครที่อยากทำบุญช่วยเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาขอเชิญร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ส่วนมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ มีผู้พิการในความดูแลที่อาศัยอยู่ประจำกว่า 800 คน ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการ มูลนิธิมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เผยช่วงนี้มียอดบริจาคลดลงอย่างมาก ขอเชิญร่วมบริจาค ข้าวสาร ของใช้จำเป็น หรือเงินผ่าน ธ.กรุงเทพ สาขาบางละมุง เลขที่ 342-3-04066-0 ใบเสร็จนำไป ลดหย่อนภาษีได้ โทร.099-3944795

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ