LIFE & HEALTH : สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667737

LIFE & HEALTH : สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่าสาเหตุและปัจจัย เสี่ยงของการเกิดมะเร็งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่สำคัญ คือ

1.เกิดจากสิ่งแวดล้อม หรือภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันนี้เชื่อกันว่ามะเร็ง ส่วนใหญ่ เกิดจากสาเหตุได้แก่

1.1 สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อราที่มีชื่อ อัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดรคาร์บอน (Hydro-carbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอมอาหารชื่อไนโตรซามิน (Nitosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า

1.2 รังสีเอ็กซเรย์ อุลตราไวโอเลตจากแสงแดด

1.3 เชื้อไวรัส ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา

1.4 การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

1.5 จากพฤติกรรมบางอย่าง เช่นการสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น

2.เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความพิการมาแต่กำเนิด มีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะ ทุพโภชนาการ เช่น การขาดไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามินเอ ซี เป็นต้น จะเห็นว่า มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็ง ก็น่าจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ (Hill R.P,Tannock IF,1987) ถ้าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง และสารช่วยหรือให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้นการป้องกันคงไม่ได้ผลแต่ทำให้ ทราบว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงหรือมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ดังนั้น ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องมะเร็งต่อไป กรณีที่เป็นมะเร็ง ได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะมีการตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ

l ข้อแรก คือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรคเป็นต้น รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด

l ข้อที่สอง คือ ได้แก่ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง มีดังนี้

1.ผู้ที่สูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของระบบหายใจ ได้แก่ ปอด และกล่องเสียง เป็นต้น

2.ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถ้าทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัดจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากและในลำคอด้วย

3.ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิษชื่อ อัลฟาทอกซิล ที่พบจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่น ถั่วลิสงป่น เป็นต้น หากรับประทานประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ และหากได้รับทั้ง 2 อย่าง โอกาสจะเป็นมะเร็งตับมากขึ้น

4.ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุมดลูก และต่อมลูกหมาก

5.ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และรับประทานอาหารที่ใส่ดินประสิวเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

6.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอันเกิดจากความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือติดเชื้อไวรัส เอดส์ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งของหลอดเลือด เป็นต้น

7.ผู้ที่รับประทานอาหารเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและส่วนไหม้เกรียมของอาหารเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่

8.ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาทิ มะเร็งของจอตา มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่ เป็นติ่งเนื้อ เป็นต้น

9.ผู้ที่ตากแดดจัดเป็นประจำจะได้รับอันตรายจากแสงแดดที่มีปริมาณของแสงอุลตราไวโอเลตจำนวนมาก มีผลทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งในเด็ก..โรคร้ายที่ยังมีหวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/666357

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งในเด็ก..โรคร้ายที่ยังมีหวัง

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเป็นหรือเกี่ยวข้องกับโรค “มะเร็ง” เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคนี้อันตรายร้ายแรง และมีอัตราการตายที่สูงมากเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้ นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ
ที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติ ต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กมีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงถึง 1,000 รายซึ่งมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี โดยโรคมะเร็งเด็กที่พบมากที่สุดคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวร้อยละ 30 รองลงมาคือโรคมะเร็งสมองร้อยละ 20 โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ 15 โรคมะเร็งต่อมหมวกไต ร้อยละ 10 ส่วนโรคมะเร็งไตโรคมะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆ พบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ ร้อยละ 5

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ พบแค่ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา ส่วนโรคมะเร็งในเด็กชนิดอื่นยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็ก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆเซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกันในคนๆ เดียวกันจึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกันและตอบสนองได้ดีมาก ซึ่งแตกต่างจากเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งมากกว่า ทำให้เซลล์มะเร็งมีความแตกต่างกันในคนๆ เดียวกัน จึงทำให้การตอบสนองต่อการรักษาไม่ค่อยดีและแตกต่างกันไปในแต่ละคน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) ซึ่งในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของ ALL มีได้ประมาณร้อยละ 80 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 50 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เช่นเดียวกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวสำหรับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็ง เช่น มีอาการ ซีด ไข้ และเลือดออกง่าย โดยเฉพาะตามใต้ผิวหนังจะเห็นเป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา ตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต เนื่องจากไขกระดูกเต็มไปด้วยเซลล์มะเร็ง จึงไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้ รวมทั้งเม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการซีดหรือมีจุดเลือดออกตามเนื้อตามตัวไม่ใช่ทุกรายที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพราะอาการดังกล่าวอาจมาจากการขาดธาตุเหล็กหรือโรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ฉะนั้นเมื่อมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอาการให้แน่ชัดเพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาโรคมะเร็งในเด็ก

สำหรับผู้ป่วยแต่ละรายจะใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 1-3 ปี แล้วแต่ชนิดของโรคมะเร็ง ซึ่งโอกาสที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งในเด็กจะมีมากกว่าผู้ใหญ่เพราะการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก จึงตอบสนองการรักษาได้ดีมาก โดยทั่วไปมีอัตราการหายขาดและรอดชีวิตประมาณร้อยละ 75 ซึ่งหลังจากหยุดการรักษาไปอย่างน้อย 5 ปีแล้วไม่มีโรคกลับอีกจึงถือว่าผู้ป่วยหายขาด สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ไม่เป็นบุคคลทุพพลภาพ ส่วนใหญ่การรักษาโรคมะเร็งในเด็กจะใช้การรักษา 4 วิธี ด้วยกันคือ

1.การผ่าตัด ในรายที่มะเร็งมาด้วยลักษณะที่เป็นก้อน

2.การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้

3.การฉายแสง ด้วยเครื่องมือการฉายแสงที่สามารถยิงรังสีลงตรงไปที่ตัวก้อนเนื้องอก โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะข้างเคียง

4.การปลูกถ่ายไขกระดูก สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษารายละประมาณ 800,000-1,500,000 บาท และผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 1-2 เดือนเพื่อรอให้เม็ดเลือดต่างๆ สร้างได้ตามปกติจึงจะออกมาจากห้องปลอดเชื้อได้

วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกคือการช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ต้องผ่าตัดหากแต่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายไขกระดูกเดิม จากนั้นนำเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) มาจากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกด้านหลังของผู้ให้ไขกระดูกมาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือดเพื่อที่เซลล์เหล่านั้นจะเข้าไปในไขกระดูกและสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ทั้งนี้การดูดไขกระดูกไม่ได้เกี่ยวกับไขสันหลังดังนั้น วิธีการนี้จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต นอกจากนี้ การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคที่มีความผิดปกติของกระดูกอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..»ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2- 08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมนี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664797

Life & Health : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ใครๆ ก็น่าจะเคยได้ยินว่ามะเร็งเป็นโรคร้ายที่ส่วนใหญ่รักษาไม่หาย ไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่ามะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรมส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของก้อนเนื้อมีมากกว่าปริมาณเลือดจะไปเลี้ยงได้ทันนอกจากนี้ก้อนเนื้อเหล่านี้จะไปแทรกตัวอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติไป ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะ เรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

เท่าที่มีรายงานไว้ใน ขณะนี้ มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการ ดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของโรค ที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีชีวิตการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

ดังนั้น การรักษามะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะการแพร่กระจายของมะเร็ง สภาพร่างกาย และโรคประจำตัวและโรคร่วม ของผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาจะยากหรือง่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและ การดำเนินโรคของมะเร็งด้วย เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง รักษาง่ายกว่า มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งสมอง เป็นต้น

อาการและอาการแสดงของโรคมะเร็ง

1. ไม่มีอาการใดเลยในช่วงแรกขณะที่ร่างกายมีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนน้อย

2. มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่เป็นสัญญาณเตือน ว่าควรไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจค้นหาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีสัญญาณ เหล่านี้ เพื่อการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์ที่ถูกต้องก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือเป็นมะเร็งระยะลุกลาม

3. มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลียเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส

4. มีอาการที่บ่งบอกว่า มะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรือเป็นมาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็ง ชนิดใดและมีการกระจายของโรคอยู่ที่ส่วนใดของร่างกายที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาการเจ็บปวด ที่แสนทุกข์ทรมาน

สัญญาณอันตราย 7 ประการที่ทุกคนควรจะจำไว้เพื่อสุขภาพที่ดี ได้แก่ (1) มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน หรือปัสสาวะเป็นเลือด (2) กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน (3) มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือด (4) มีเลือดออกผิดปกติ จากทวารต่างๆ (5) แผลซึ่งรักษาแล้วไม่ยอมหาย (6) มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย (7) มีก้อนตุ่มที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การรักษามะเร็งตามหลักสากลที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทย คือ การรักษามะเร็งแบบ วิธีผสมผสานของศัลยกรรม (ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างๆ) รังสีรักษา (ฉายแสงบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งอยู่เป็นการรักษาแบบเฉพาะที่เช่นเดียวกับวิธี ของศัลยกรรม) เคมีบำบัด (การรักษาหรือการทำลายเซลล์มะเร็งทั้งที่ต้นตอและที่กระจาย ไปตามทางเดินน้ำเหลือง กระแสเลือดหรืออวัยวะอื่นของร่างกาย เป็นการรักษามะเร็ง แบบทั้งตัวของผู้ป่วยมะเร็ง โดยการรับประทานยาที่มีความสามารถในการฆ่า หรือทำลาย เซลล์มะเร็ง ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือแดง เป็นต้น) การรักษาโดยการใช้ฮอร์โมน เนื่องจากมะเร็งบางชนิดมีความไวต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน และการรักษาโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพื่อที่จะได้กำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไปจากร่างกาย และผู้ป่วยก็จะหายจากโรคมะเร็ง หรืออย่างน้อยก็เป็นการชะลอการดำเนินโรค

เนื่องจากการรักษาโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนี้ยังอยู่ ระหว่างการศึกษาอยู่ต้องการข้อมูลอีกมากมายเพื่อยืนยันว่า ได้ผลในการรักษามะเร็ง

ดังนั้นวิธีหลังนี้จึงเริ่ม เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย แต่มีการนำยาหรือสารเคมีในกลุ่มนี้มาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด เพื่อให้การรักษาดีขึ้น
มะเร็งแต่ละกลุ่มหรือแต่ละชนิดจะได้รับ การรักษาแบบผสมผสานที่ไม่เหมือนกัน เพราะว่ามะเร็งบางชนิดมีการตอบสนองต่อการ รักษาทางศัลยกรรมและรังสีรักษาดี เช่น มะเร็งผิวหนัง ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด หรืออื่นๆ มะเร็งบางชนิดมีการตอบสนองต่อเคมีบำบัด และรังสีรักษาดีไม่จำเป็นต้องใช้ วิธีศัลยกรรม เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น มะเร็งเต้านมในผู้ป่วยบางกลุ่มโดยเฉพาะ ผู้ป่วยที่อยู่ในวัยหลังหมดระดูจะมีการตอบสนองต่อการรักษา โดยการใช้ ฮอร์โมนหลังจากที่ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งต้นตอออกไปแล้ว

ดังนั้น จะเห็นว่าการรักษามะเร็งแต่ละชนิด หรือการรักษามะเร็งแต่ละกลุ่ม มีความแตกต่างกันแม้แต่การผสมผสานวิธีการรักษามะเร็ง แต่ละวิธีก็ไม่เหมือนกัน

มะเร็งที่รักษาให้หายได้

ปัจจุบันนี้ แพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ หรืออย่างน้อยก็ ทำให้ ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนานเท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะ เริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย มะเร็งต่างๆ ที่สามารถรักษาให้หายได้ในปัจจุบันนี้ ที่สำคัญ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟไซติค ลูคีเมีย, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น, มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์, มะเร็งลูกอัณฑะ, มะเร็งกระดูก ชนิด อ๊อสติโอเจนนิคซาร์โคม่า, มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว, มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal cell carcinoma, มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอดชนิด Small cell, มะเร็งหลังโพรงจมูก, มะเร็งชนิดเนื้อเยื่อ Germ cell

การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปในผู้ที่มีอาการปกติ เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่ง อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ทั้งนี้เพื่อหวังผลในการรักษา เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้หากพบในระยะเริ่มแรก หรือยิ่งพบโรคได้ เร็วเพียงใดชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

สำหรับผู้สนใจความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งสามารถติดตามได้ที่ https://www.nci.go.th/th/New_web/service/sv1.html

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องผมร่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/663350

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องผมร่วง

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เส้นผมสุขภาพดี บ่งบอกถึงการดูแลตัวเองที่ดี ช่วยเพิ่มความมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้ แต่หากมีปัญหาผมร่วงไม่ว่าจากสาเหตุใด คงทำให้สูญเสียความมั่นใจได้เช่นกัน ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง รพ.เวชธานี อธิบายว่า สาเหตุของการเกิดผมร่วงมีได้หลายสาเหตุ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.ผมร่วงแบบมีแผลเป็น (Scarring alopecia) สาเหตุเกิดจากมีการทำลายของรากผมอย่างถาวร ทำให้ไม่สามารถสร้างเส้นผมเส้นใหม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อไวรัสที่มีการอักเสบมากที่หนังศีรษะ และเป็นซ้ำที่เดิม หรือแผลน้ำร้อนลวก ผมถูกดึงเรื้อรัง ผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่หนังศีรษะ มีการแกะเกาหนังศีรษะจนเกิดบาดแผลลึก รวมถึงโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดแผลเป็น เช่น DLE (Discoid Lupus Erythematosus), Lichen planus, Scleroderma

2.ผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) สาเหตุเกิดจากมีการทำลายรากผมอย่างไม่ถาวร หากได้รับการรักษาเส้นผมสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ในปริมาณปกติ หรือใกล้เคียงเดิม ซึ่งผมร่วงชนิดนี้พบได้บ่อยกว่าผมร่วงแบบมีแผลเป็น โดยมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

l ผมร่วงเป็นหย่อม(Alopecia areata) โดยผมที่ร่วงมักมีขอบเขตชัดเจน ปัจจุยันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิด เช่น การมีประวัติครอบครัว ประวัติภูมิแพ้ เครียด ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่เซลล์เม็ดสีบริเวณรากผม ส่งผลให้ผมร่วง มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์บางชนิด โรคโลหิตจางบางชนิด

l โรคผิวหนังบางชนิด เช่น การติดเชื้อ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย และชื้อไวรัสที่บริเวณหนังศีรษะ มีผลทำให้เกิดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ แต่เมื่อได้รับการรักษาแล้ว เส้นผมจะค่อยๆขึ้นมาใหม่

l ผมร่วงจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ลักษณะที่พบมากในเพศชายคือ ผมบางบริเวณหน้าผาก กลางศีรษะ ถ้าเป็นมากจะเหลือแต่เส้นผมที่บริเวณหน้า ใบหู และท้ายทอย ส่วนลักษณะที่พบในเพศหญิงคือ ผมบางบริเวณกลางศีรษะ แล้วลามออกมา ถ้าเป็นมากจะเหลือแต่เส้นผมที่บริเวณด้านหน้า โดยสาเหตุของโรคนี้ยังไม่แน่ชัด แต่มีปัจจัยร่วมกันหลายปัจจัย เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม โดย ฮอร์โมนชาย (Testosterone) จะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ทำให้เส้นผมบริเวณขมับเหนือหน้าผากและกลางกระหม่อมสั้นลงและหลุดร่วงเร็วขึ้น นอกจากนี้ ในกลุ่มที่ผมร่วงจากพันธุกรรม จะมีเอนไซม์ 5-alpha-reductase type 2 ที่สามารถเปลี่ยนฮอร์โมนTestosterone เป็นฮอร์โมน DHT (dihydrotestosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดปัญหาศีรษะล้านโดยจะออกฤทธิ์ต่อเส้นผมที่บริเวณหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมเข้าสู่ระยะพักตัวเร็วขึ้น ผมจึงหลุดร่วงเร็ว และผมที่ขึ้นใหม่จะเล็กลง จนในที่สุดผมจะบางลงเมื่ออายุมากขึ้น มักพบในคนที่มีประวัติญาติสายตรง บิดา มารดา พี่น้อง มีภาวะผมบาง ศีรษะล้าน

l ภาวะเส้นผมระยะหลุดร่วง (Telogen effluvium) ซึ่งจะร่วงมากกว่าปกติ โดยมีสาเหตุต่างๆ กัน เช่น ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง หลังคลอดบุตร ขาดสารอาหาร การลดน้ำหนักลงไปอย่างรวดเร็ว และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

l ภาวะเส้นผมระยะแบ่งตัว (Anagen effluvium) ซึ่งจะร่วงมากกว่าปกติ โดยมีสาเหตุต่างๆ เช่น การได้รับสารพิษ เคมีบำบัด และการขาดสารอาหารมาเป็นระยะเวลานาน เช่น โปรตีน ไบโอติน ธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิค วิตามินบี ซี และอี ซึ่งภาวะผมร่วงจากขาดสารอาหาร มักมีลักษณะผิดปกติของเส้นผมด้วย เช่น เส้นผมกรอบ แห้ง แตกปลายหยาบกระด้าง ถ้าเรารับประทานสารอาหาร หรือวิตามินที่เราขาดเข้าไป ก็สามารถทำให้อาการผมร่วงดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาผมร่วงในแต่ละสาเหตุ มีวิธีการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและสาเหตุ ดังนั้น หากพบว่ามีผมร่วงผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและได้รับการรักษาที่เหมาะสม

สำหรับโรคผมร่วงเป็นหย่อม หรือ Alopecia areata เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยแต่อายุเฉลี่ยที่มักพบคือประมาณ 30 ปีโดยมีอุบัติการณ์การเกิดเท่ากับ 1 ใน 1,000 คน หรือประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ บริเวณที่ผมร่วง จะมีขอบเขตที่ชัดเจน อาจเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง โดยมากมักเกิดที่บริเวณศีรษะ แต่ยังสามารถเกิดที่ตำแหน่งอื่นๆ ในร่างกายที่มีขนได้ เช่น ขนคิ้ว ขนตา หนวด ขนรักแร้ หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ เป็นต้น ส่วนใหญ่มักเกิดภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งโรคนี้
อาจเกิดแบบเฉียบพลันหรือดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิด เช่น การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย โดยเชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ประวัติภูมิแพ้ เครียด ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของตัวเอง จนทำให้เกิดการอักเสบที่เซลล์เม็ดสีบริเวณรากผม และส่งผลให้ผมร่วง อีกทั้งยังพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์บางชนิด โรคโลหิตจางบางชนิด ผู้ป่วยบางคนอาจมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย โดยอาการที่เล็บอาจเกิดนำมาก่อน เกิดพร้อมกัน หรือเกิดภายหลังจากภาวะผมร่วง ซึ่งความผิดปกติของเล็บที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การพบหลุมเล็กๆ บนผิวของแผ่นเล็บ

ทั้งนี้ มักตรวจพบว่าผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจมีภาวะผมหักเป็นตอติดหนังศีรษะ เนื่องจากเส้นผมที่ขึ้นใหม่มีความเปราะและผิดปกติ โดยจะเกิดขึ้นในบริเวณขอบของรอยโรคที่กำลังจะขยาย แต่เมื่อโรคสงบแล้วเส้นผมหรือเส้นขนสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้

โรคผมร่วงเป็นหย่อมแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ (1) Alopecia areata (AA) ผมร่วงเป็นหย่อมๆ ที่ศีรษะ คิ้ว หนวด หรือขนบริเวณลำตัว (2) Alopecia totalis (AT) ผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากจนผมร่วงทั่วศีรษะ หรือเกือบทั่วศีรษะ (#)Alopecia universalis (AU) ผมร่วงกระจายทั่วศีรษะร่วมกับมีขนที่บริเวณลำตัวร่วงไปด้วย

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคผมร่วงเป็นหย่อมได้ โดยการตรวจลักษณะของผมร่วง ผู้ป่วยบางรายที่มีลักษณะของรอยโรคไม่ชัดเจน หรือ สงสัยภาวะอื่นร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาตัดชิ้นเนื้อบริเวณรอยโรค เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ผมจะงอกขึ้นมาใหม่ได้เองโดยไม่ต้องได้รับการรักษา แต่ในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันที่เป็นสาเหตุร่วมการรักษาโรคภูมิคุ้มกันนั้นจะช่วยให้อาการผมร่วงดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีวิธีการรักษาต่างๆ เช่น การใช้สเตียรอยด์ โดยมากเป็นการใช้แบบฉีดและแบบทาที่บริเวณรอยโรคร่วมกัน โดยการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์, การใช้ยาทากระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณรอยโรค, การใช้ยาทารักษาผมร่วง เช่น Minoxidil ซึ่งจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มักมีผลกระทบต่อจิตใจ เพราะเป็นเรื่องของความมั่นใจและความสวยงาม โดยเฉพาะโรคผมร่วงเป็นหย่อมชนิด Alopecia universalis ซึ่งมีความรุนแรงของโรคมากที่สุด แต่ตอบสนองต่อการรักษาต่างๆ น้อยที่สุด จึงแนะนำว่าหากพบว่ามีผมร่วงผิดปกติ ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการรักษาที่อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับชนิดที่เป็น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างไรให้ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661814

Life & Health : เรียนรู้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างไรให้ปลอดภัย

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดสมองตีบหรือที่เรียกว่า stroke หลังจากที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาต้านเกล็ดเลือด หรือบางครั้งเรียกชื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจง่ายๆ ว่า “ยาละลายลิ่มเลือด” 1-2 ชนิดมารับประทานต่อที่บ้าน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดในหลอดเลือดเกาะกลุ่มกันจนขัดขวางทางไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะที่หัวใจและสมองซึ่งเคยขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดตีบมาก่อน ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภก. สุรศักดิ์ วิชัยโย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลสำคัญบางส่วนของยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลทราบเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติและข้อระวังต่างๆ ขณะใช้ยาเหล่านี้

ยาต้านเกล็ดเลือดมีอะไรบ้าง

ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดรับประทานที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดตีบมักรู้จักกันดี คือ แอสไพริน (aspirin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้มาอย่างยาวนานมากกว่า 100 ปี ยามีฤทธิ์ทั้งแก้ไข้ บรรเทาปวด และลดการอักเสบ แต่ปริมาณยาที่ใช้สำหรับต้านเกล็ดเลือดนั้นมักเป็นขนาดต่ำ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “baby aspirin” โดยพบว่ายามีฤทธิ์แรง และออกฤทธิ์เร็วในการยับยั้งไม่ให้เกล็ดเลือดมาเกาะกลุ่มอุดตันหลอดเลือด

ปัจจุบันมียาต้านเกล็ดเลือดชนิดรับประทานที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่มากขึ้น และบางกรณียาเหล่านี้ถูกใช้แทนแอสไพริน ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ แอสไพริน ได้ เช่น ผู้ป่วยบางคนไม่ค่อยตอบสนองต่อยาหรืออาจแพ้ แอสไพริน หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป ยาใหม่เหล่านี้มีฤทธิ์แรง และออกฤทธิ์เร็วเช่นกัน แต่พบว่าทำให้เกิดแผลและเลือดออกในทางเดินอาหารได้น้อยกว่า แอสไพริน อย่างไรก็ตาม ยังอาจพบการมีเลือดออกบริเวณอื่นได้บ้างซึ่งบางกรณีเกิดรุนแรงเท่ากับยา แอสไพริน

หากลืมรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด อันตรายหรือไม่และทำอย่างไร

เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความสำคัญในการป้องกันหลอดเลือดตีบซ้ำ ซึ่งหากยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้ (ยกเว้น ticagrelor) มักออกฤทธิ์ยาว เนื่องจากสามารถจับอยู่กับเกล็ดเลือดได้ตลอดอายุขัยของเกล็ดเลือด (ประมาณ 7-10 วัน)แต่ยังคงต้องรับประทานยาทุกวัน เนื่องจากร่างกายของเราสร้างเกล็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนทุกวันประมาณร้อยละ
10-15 จึงต้องมีปริมาณยาอย่างเพียงพอที่จะยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดเหล่านี้ในทุกๆ วัน ซึ่งควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน สำหรับกรณีลืมรับประทานยา ให้รีบรับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่หากเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าหรือมากกว่าปกติ

อาการไม่พึงประสงค์จากยาต้านเกล็ดเลือด มีอะไรบ้าง

อาการไม่พึงประสงค์ หรือเรียกว่าอาการข้างเคียงที่พบจากยาต้านเกล็ดเลือด แบ่งออกเป็น

l อาการไม่รุนแรง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน, ปวดท้องเล็กน้อย และหายได้เองในระยะเวลาอันสั้น

l อาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ เกิดแผลในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนมากขึ้น และทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ โดยเฉพาะจากยาแอสไพริน, ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลีย โดยเฉพาะจากยา cilostazol และ dipyridamole, แน่นหน้าอก และใจสั่น เช่น จากยา ticagrelor, เลือดออกเล็กน้อยบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น จุดจ้ำเลือดเล็กๆ ตามผิวหนังที่ไม่กระจายทั่วตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟันเล็กน้อย หรือเลือดกำเดาไหลเล็กน้อย เป็นต้น

l อาการรุนแรงมาก ได้แก่

o เลือดออกรุนแรง เช่น อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือดอาเจียนเป็นเลือด มีเลือดออกที่อวัยวะภายใน โดยเฉพาะในกะโหลกศีรษะ ซึ่งอาจมีอาการแสดงแตกต่างกันไป เช่น ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน สูญเสียการทรงตัว หรือมีอาการคล้ายอัมพาฒ เป็นต้น และต้องรีบเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

o อาการแพ้ยา เช่น ผื่นตามตัว มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ปาก ทางเดินหายใจ และบางคนอาจมีความดันโลหิตต่ำ
มาก ร่วมกับหายใจติดขัดได้

o เซลล์เม็ดเลือดต่ำ เกิดได้ทั้งเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด เช่น จากยา ticlopidine

ทั้งนี้ หากผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดแล้วเกิดอาการต่างๆดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวหรือการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ การผ่าตัดบางประเภท ทีมบุคลากรทางการแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยต้องหยุดยาต้านเกล็ดเลือดก่อนเข้ารับการผ่าตัด 3-7 วัน เพื่อป้องกันการเสียเลือดมากขณะผ่าตัด เนื่องจากผู้ที่กำลังใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้เลือดหยุดไหลยากกว่าปกติ

ใครบ้างที่เสี่ยงเลือดออกได้ง่าย ขณะใช้ยาต้านเกล็ดเลือด

บุคคลเหล่านี้ จัดเป็นผู้มีความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกได้ง่ายขณะใช้ยาต้านเกล็ดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ขดลวดขยายหลอดเลือด ซึ่งมักได้รับยาต้านเกล็ดเลือดร่วมกัน 2 ชนิด นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี คือ อายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป, เพศหญิง, เป็นโรคตับ โรคไต หรือโรคมะเร็งร่วมด้วย, มีภาวะโลหิตจาง หรือเกล็ดเลือดต่ำ, เคยเกิด stroke หรือเคยมีเลือดออกในกะโหลกศีรษะ, มีประวัติเคยเกิดเลือดออก โดยเฉพาะกรณีรุนแรงจนต้องให้เลือด, กำลังใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารที่มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด และต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะตรวจหาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้แล้วประเมินภาพรวมของความเสี่ยง (ไม่ใช่เพียงข้อใดข้อหนึ่ง) ก่อนสั่งจ่ายยาต้านเกล็ดเลือด นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย ซึ่งสามารถนำมาสู่การมีเลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรง แพทย์อาจสั่งจ่ายยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารร่วมด้วยเพื่อป้องกันการเกิดผลเสียดังกล่าว

ยาหรือสมุนไพรประเภทใดบ้างที่อาจรบวนการออกฤทธิ์ของยาต้านเกล็ดเลือด

เนื่องจากยา สมุนไพร และอาหารหลายชนิดมีฤทธิ์ทั้งต้านเกล็ดเลือด และต้านการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ ยังอาจเกิดปฏิกิริยากับยาต้านเกล็ดเลือดโดยตรง (ยาตีกัน) ซึ่งส่งเสริมให้มีเลือดออกได้ง่าย (ตัวอย่างแสดงในตาราง) ในทางตรงกันข้าม ยาบางชนิดอาจลดฤทธิ์ของยาต้านเกล็ดเลือด ทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตันซ้ำได้ง่าย เช่น ยายับยั้งการหลั่งกรดบางชนิด เมื่อใช้ร่วมกับยา clopidogrel เป็นต้น และหลายครั้งพบว่าผู้ป่วยมักหาซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพมารับประทานเอง ดังนั้น หากกำลังใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ

ยาต้านเกล็ดเลือดกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังต่างๆ ที่ต้องตระหนักแต่ไม่ใช่ตระหนกตื่นกลัวเมื่อจะใช้ยากลุ่มนี้โดยเฉพาะการเกิดเลือดออกรุนแรง ซึ่งมีปัจจัยส่งเสริมหลายประการ ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับยาต้านเกล็ดเลือด สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากเภสัชกรร้านยา ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ใกล้บ้านที่สามารถให้ข้อมูลด้านยาอย่างถูกต้อง รวมทั้งอาจช่วยส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสม สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : เช็คความพร้อมหัวใจก่อนออกกำลังกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/660252

LIFE & HEALTH : เช็คความพร้อมหัวใจก่อนออกกำลังกาย

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ทุกคนทราบดีว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายประเภทไหนและช่วงเวลาใด จะต้องมีการอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) ก่อนออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ลดการบาดเจ็บ เมื่อออกกำลังกายเสร็จ เราก็ควรผ่อนคลายร่างกาย (Cool Down) โดยเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ปรับการทำงานของร่างกายให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ใช้เวลาอย่างน้อย 5-15 นาที

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่ทราบว่า การออกกำลังจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันและหัวใจวายได้ในคนที่มีความเสี่ยงหรือมีภาวะโรคหัวใจ โดยร้อยละ 50 ของคนกลุ่มนี้มักไม่รู้ตัวมาก่อนว่ามีโรคหัวใจซ่อนอยู่ ดังนั้น คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก เช่น การวิ่งมาราธอน ฟุตบอล เป็นต้น จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคหัวใจ รวมถึงตรวจดูความตีบของหลอดเลือดหัวใจที่อาจซ่อนอยู่ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตกะทันหันในขณะออกกำลังกาย

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงทรายด้า บูรณะสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือภาวะที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ส่วนภาวะหัวใจวาย (Heart Attack) คือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ซึ่งทั้ง 2 ภาวะสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและภาวะหัวใจวายสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาโรคหัวใจแต่กำเนิด มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือมีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวและไม่เคยตรวจคัดกรอง ยิ่งถ้าไปออกกำลังกายหนักๆ จนทำให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไปก็อาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สำหรับการตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจก่อนออกกำลังกาย แบ่งได้เป็น 4 วิธี ดังนี้

1.การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise stress test : EST) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าการวิ่งสายพาน แต่จะไม่สามารถแสดงผลได้หากมีอาการตีบเพียงเล็กน้อยและหัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ดี

2.การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจหาหินปูนที่บริเวณหลอดเลือดแดง หากพบค่าที่สูงกว่า 400 มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระยะเวลา 2-5 ปีข้างหน้า

3.ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (coronary CCTA) อาจพิจารณาทำในบุคคลที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจสูงมาก เช่น คำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือดในระยะเวลา 10 ปีของท่านแล้วมากกว่า 10% หรือมีประวัติในครอบครัว หรือมีภาวะไขมันโลหิตสูงจากพันธุกรรม และต้องการออกกำลังกายแบบเข้มข้น

4.การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization Angiography : CAG) คือการสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบไปที่หลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีในหลอดเลือดหัวใจและเอกซเรย์ดูตำแหน่งที่ตีบโดยแพทย์สามารถรักษาด้วยการบอลลูนขยายหลอดเหลือดหัวใจและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) ได้ทันทีเมื่อพบตำแหน่งที่ตีบ

สำหรับการตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจและการสวนหัวใจ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเพิ่มในคนที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หากพบความผิดปกติแพทย์จะรักษาด้วยการรับประทานยา ขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยวิธีใส่ขดลวด (Coronary Stent Implantation) ผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจหรือบายพาส(Coronary Artery Bypass Grafting : CABG) ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ทั้งนี้ การตรวจพบความผิดปกติของโรคหัวใจตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้การรักษาไม่ซับซ้อนและผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาวะหัวใจได้

การดูหัวใจให้แข็งแรงในผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่ไม่มีไขมัน น้ำตาลและเกลือโซเดียมสูง งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายตามความเหมาะสม นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด และที่สำคัญคือตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองโรคและความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างไรในยุคโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658713

LIFE & HEALTH : เลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างไรในยุคโควิด

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ในหลายๆ ระลอกที่ผ่านมา ล้วนส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กๆ อยู่ไม่น้อย ไหนจะเรื่องการเรียนซึ่งมีทั้งไปเรียนที่โรงเรียนและเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เรื่องการออกไปเรียนรู้ตามวัยในการทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้านเป็นวิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าออกนอกบ้านต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ก่อนไปเรียนที่โรงเรียนต้องมีการตรวจ ATK เป็นระยะ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้วนำไปแพร่เชื้อให้เพื่อนๆ
ที่โรงเรียน บางโรงเรียนต้องสลับวันกันไปเรียนกับเพื่อนเพื่อเว้นระยะห่างขณะนั่งเรียนในห้องเรียน รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่ละชนิดจะป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ๆ ได้หรือไม่ แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกวิตกกังวลกับผลกระทบที่มีต่อลูกรักในด้านต่างๆ อยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากเรื่องของสุขภาพแล้ว ทักษะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ต่างส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก จนอาจทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นำไปต่อยอดและดำเนินชีวิตในสังคมต่อไป

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า การเลี้ยงลูกท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ที่จะต้องพร้อมรับมือและปรับตัวตลอดเวลา ทั้งเรื่องโภชนาการเพื่อรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลายการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเลี้ยงดูและจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตทั้งร่างกาย สติปัญญาและจิตใจ พร้อมเรียนรู้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต

โอกาสที่ลูกๆ ต้องเสียไป พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง

ในเมื่อเรายังต้องอยู่ท่ามกลางวิกฤตที่ไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อไร ในฐานะพ่อแม่ นอกจากต้องประคับประคองจิตใจไม่ให้หลุดลอยไปกับความเครียดแล้ว มีอะไรที่คุณควรจะทำให้กับลูกๆ ในช่วงเวลานี้บ้าง ลองมาดูกัน

สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ถือเป็นโอกาสที่ดีในการมีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น พ่อแม่ต้องทำงานที่บ้าน ส่วนลูกต้องเรียนออนไลน์ การทำงานควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกและดูแลเรื่องการศึกษา อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกเครียด แต่คุณต้องรู้จักจัดตารางเวลางาน การจัดการอารมณ์ตนเอง รวมถึงมีเวลาคุณภาพให้กับลูก โดยการพูดคุย รับฟัง ชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำความดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติ มีช่วงเวลาการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างสนุกสนานไปกับลูก เช่น การทำอาหาร การจัดบ้าน การปลูกต้นไม้ การร้องเพลง ออกกำลังกายทุกวัน เพื่อปลดปล่อย
พลังงานของเด็กและลดความตึงเครียด ถือเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะได้ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันกับลูกๆ มากขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกถึงความรัก ความผูกพัน ความเอื้ออาทรและความมั่นคงของครอบครัว

สอนลูกด้วยความรัก คุณต้องประคองสติให้ดีแม้จะต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) และรับมือกับความเครียดรอบด้าน บางครั้งลูกอาจดื้อไม่ฟัง จนทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่ายๆ ขอเตือนว่าอย่าระเบิดอารมณ์ใส่เด็กๆ เพราะการดุว่า ตำหนิ ตะคอกลูก หรือฉุนเฉียวใส่ลูกอาจทำให้เขาเกิดการต่อต้าน ไม่ค่อยเชื่อฟังและยังเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก แต่ให้คุณลองเปลี่ยนวิธีเป็นการชื่นชม ผ่านทั้งคำพูด ท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง เมื่อเขาทำในสิ่งที่คุณต้องการแทน เช่น ชื่นชมลูกเมื่อเล่นของเล่นแล้วเก็บเข้าที่ หรือมีสมาธิ ตั้งใจ รับผิดชอบเรียนออนไลน์ได้ด้วยตนเองอย่างเต็มที่

ฝึกลูกทำกิจวัตรตามเวลา การบริหารเวลา เป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นในการใช้ชีวิต คุณควรฝึกให้ลูกรู้จักจัดตารางกิจวัตรประจำวันในแต่ละวันด้วยตัวเอง เช่น เจ็ดโมงเช้าต้องตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหารเช้า เข้าเรียนออนไลน์แปดโมงตรงเวลา สามทุ่มต้องเข้านอน นอกจากจะเป็นการกำหนดเวลาว่าลูกจะต้องทำอะไรในแต่ละวันแล้ว ยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักวางแผนล่วงหน้า มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบทำตามกิจกรรมที่วางไว้ รู้จักการแก้ปัญหา มีความยืดหยุ่น รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี

จัดเวลาให้สมดุล เพื่อแบ่งเวลาสำหรับเรื่องการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยกันอย่างเหมาะสม เพราะนอกจากเรื่องเรียนแล้ว ลูกก็ต้องการเวลาสำหรับวิ่งเล่นหรือผ่อนคลายอย่างอิสระเช่นกัน ดังนั้นคุณควรกำหนดเวลาว่าลูกจะต้องทำอะไรในแต่ละวันบ้าง และอย่าลืมปล่อยให้มีช่วงเวลา Free Time เพื่อเด็กจะได้ดูการ์ตูน หรือทำกิจกรรมอื่นที่อยากทำบ้าง เพราะหากกำหนดตารางแน่นจนไม่มีเวลา แทนที่ลูกจะเข้าใจและเรียนรู้การบริหารเวลาที่ดี อาจกลายเป็นทำให้ลูกเครียด กดดัน และไม่มีความสุขได้

เติมสังคมที่ขาดหายไป การพลาดช่วงเวลาที่เด็กจะได้อยู่กับเพื่อน รวมถึงการเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน เด็กๆ จะรู้สึกว่าชีวิตเขาไม่เหมือนเดิมซึ่งอาจจะเหงาและคิดถึงเพื่อนฉะนั้นคุณอาจต้องใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมโยงให้การติดต่อกับเพื่อนๆ ไม่ขาดหาย โดยการรวมกลุ่มจัด Online Hangout ผ่านแอปต่างๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพูดคุย แบ่งปันความรู้สึก เห็นหน้าค่าตากันให้คลายเหงาบ้าง หรือถ้าสนิทกับเพื่อนคนไหนเป็นพิเศษก็ลองจัดให้เรียนออนไลน์ไปพร้อมกัน ลูกจะรู้สึกได้เรียนกับเพื่อนเหมือนอยู่โรงเรียน สร้างความกระตือรือร้นให้การเรียนออนไลน์ไม่น่าเบื่อ

แม้การดูแลลูกๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองรู้จักปรับตัว เรียนรู้ เข้าใจ และแก้ไขปัญหาในหนทางใหม่ๆ วิกฤตครั้งนี้ก็เป็นโอกาสสำหรับสมาชิกในครอบครัวได้มีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างความรัก ความเข้าใจอย่างมีความสุขและอบอุ่น ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/657260

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันสาวๆ หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวพรรณ โดยเฉพาะผู้มีผิวที่มีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
สารกันแดด เนื้อผ้าที่สวมใส่บางชนิด น้ำ หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศที่แห้งและเย็น อาจทำให้เกิดอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุลแพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นอาการของผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคติดต่อหรือเกิดจากความสกปรก แต่เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วย มีภูมิที่ไวต่อการตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นต่างๆ มากเกินไป ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน โดยอาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีในตัวผู้ป่วยเอง หรือคนในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคแพ้ละอองเกสรดอกไม้ และโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมกับภาวะทางภูมิต้านทานโรคในร่างกายผู้ป่วย หรือร่างกายอาจขาดโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังกักเก็บน้ำได้น้อย จนทำให้ผิวหนังแห้ง แดง คัน ระคายเคือง และก่อให้เกิดโรคได้

อาการหลักทั่วไปของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ได้แก่ มีผื่นแดง ผิวแห้งเป็นขุย มีอาการคัน โดยยิ่งเกามาก ผิวยิ่งแห้งมาก โอกาสที่ผิวหนังจะไวต่อสารกระตุ้นต่างๆ ที่เข้ามาสัมผัสก็มากขึ้น ผื่นมักจะเป็นๆ หายๆ หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำตามบริเวณที่เป็นผื่นคัน ผู้ป่วยผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักมาพบแพทย์ด้วยอาการดังนี้ 1.อาการคัน 2.ผิวแห้ง 3.อาการผื่นแดงคันตามร่างกาย โดยตำแหน่งของโรคขึ้นอยู่กับวัยของผู้ป่วย เช่น

l ในทารกและเด็กเล็ก มักพบผื่นที่ใบหน้า ซอกคอ และบริเวณแขน ขา ด้านนอก

l สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ มักพบผื่นที่บริเวณข้อพับแขน และขา

ซึ่งการวินิจฉัยโรค นอกจากอาศัยประวัติอาการแล้ว แพทย์ผิวหนังอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ ตรวจร่างกาย, ทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง (Patch Test) การเจาะเลือดและการทดสอบการแพ้อาหาร

อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล การรักษาเพื่อบรรเทาอาการด้วยตัวเองเบื้องต้น สามารถทำได้โดย

l การใช้สารให้ความชุ่มชื้นผิวเพื่อทำให้ผิวไม่แห้งจนเกินไป

l หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

l หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอากาศที่ร้อนหรือเย็น จนเกินไป

l หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น ผ้าไนล่อน ผ้าที่มีเนื้อหยาบ ผงซักฟอก ส่วนในเด็กเล็ก การรับประทานอาหารบางชนิด อาจกระตุ้นให้เกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

แนวทางในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ในผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะมีผิวแห้ง ดังนั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม สี และสารกันเสีย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งน้อยควรใช้โลชั่น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งปานกลางถึงแห้งมากควรใช้ครีมชุ่มชื้น หรือขี้ผึ้งการเลือกใช้สบู่ควรเลือกใช้สบู่ที่มีความระคายเคืองต่อผิวน้อย เลือกใช้สบู่ที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป การอาบน้ำไม่ควรฟอกสบู่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ไขมันบนผิวหนังลดน้อยลง ในคนที่ผิวแห้งมากไม่ควรอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้ง โดยอาจอาบน้ำเปล่า และเลือกฟอกสบู่ตามซอกต่างๆ ที่มีความอับชื้น เช่น คอ ขาหนีบ และรักแร้ ก็สามารถช่วยลดอาการแห้งของผิวได้

หากรักษาด้วยตนเองแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะการวางแผนการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาให้ดียิ่งขึ้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้ทันปัญหาทางใจของวัยทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655630

Life & Health : รู้ทันปัญหาทางใจของวัยทำงาน

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม ต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พร้อมกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ผ่านเข้ามาให้ต้องเผชิญอยู่เสมอ ประกอบกับอีกหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การแข่งขัน ปัญหาครอบครัว หรือแม้แต่โรคระบาดที่คาดเดาได้ยาก ทุกอย่างต่างเข้ามารุมเร้าบั่นทอน จนบางครั้งทำให้สีสันในการทำงานค่อยๆ หมดไป เหลือเพียงความตึงเครียดและความกดดันเข้ามารบกวนจิตใจ กระทั่งประสิทธิภาพในการทำงานลดลง วันนี้มีข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์มาแนะนำถึงภาวะทางใจที่คนวัยทำงานควรระวัง และแนวทางในการรับมือและแก้ไขต่างๆ ดังนี้

ภาวะเครียด (Stress)

เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา การเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ใจ ความกดดัน ฯลฯ ร่างกายจะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความเครียด ซึ่งถ้ามีไม่มากก็จะกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวในการแก้ไขปัญหา เอาชนะต่ออุปสรรค รวมถึงเกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์ แต่หากเมื่อไรที่มีความเครียดมากเกินไปก็จะส่งผลต่อร่างกาย ความคิด จิตใจและพฤติกรรม เช่น หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ รู้สึกเบื่อหน่าย ฯลฯ และหากสะสมมากเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

วิธีรับมือ เมื่อรู้สึกว่าเราทำงานหักโหมมากเกินกว่าร่างกายและสมองจะรับได้ไหวให้หยุดพักสักครู่ แล้วลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายด้วยการเดินรอบๆ ออฟฟิศสักหน่อย อาจเดินไปทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานชั่วขณะ เพื่อให้สมองปลอดโปร่งและคลายความตึงเครียดลง อย่างไรก็ตามการทำงานที่ได้ผลดีไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดอยู่ตลอด ควรหาเวลาพักผ่อนบ้าง เมื่อสุขภาพจิตดี เราก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)

แม้ทุกคนจะมีเรื่องให้วิตกกังวลอยู่บ้าง แต่หากมีมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต สันนิษฐานได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล โดยอาการทางกายและใจที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ได้แก่ กระวนกระวาย คิดมากไม่สบายใจ หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ หรือความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู หรือการเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่และคนใกล้ชิด

วิธีรับมือ หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล ควรหมั่นฝึกสติ ด้วยการทำสมาธิ หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด เพื่อรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตัวเอง ก็จะช่วยให้สามารถแยกแยะและตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบตัวเราได้อย่างเหมาะสม แต่หากยังรู้สึกวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ ควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือโทรขอรับคำปรึกษาทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323

ขี้หลงขี้ลืม (Forgetful)

หลายคนคงจะเคยเกิดอาการหลงๆ ลืมๆไม่ว่าจะลืมโทรศัพท์ ลืมกุญแจ ลืมสิ่งที่จะพูด ฯลฯ หากเป็นบ้างในบางครั้งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการนอนน้อย กินยารักษาโรคบางชนิด ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ความเครียด หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากนี้ การรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกายก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี ความจำก็อาจลดลงได้

วิธีรับมือ คุณควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ซึ่งมีวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ประสาท เช่น แคลเซียม ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท จึงช่วยให้ระบบประสาทส่งสัญญาณได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย รวมถึงเน้นอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งมีธาตุเหล็กสูงและกรดอะมิโนจำเป็นที่สมองต้องการนำมาสร้างสารสื่อประสาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ หาวิธีผ่อนคลายความเครียดทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใสอยู่เสมอ และหมั่นบริหารสมองด้วยเกมฝึกสมอง เช่น ซูโดกุครอสเวิร์ด หมากรุก หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ ท่องเที่ยว ฯลฯ และพยายามอย่างทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไป

โรคซึมเศร้า (Depression)

งานทุกงานล้วนก่อให้เกิดความเครียดได้และยิ่งถ้าสะสมเป็นระยะเวลานาน จนทำให้สารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกเศร้า ท้อแท้สิ้นหวัง ไร้ค่า ไม่อยากเจอใคร ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีอาการอื่นๆ เช่น กินมากไป กินน้อยไป มีปัญหาเรื่องการนอน จนกระทั่งนำไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย

วิธีรับมือ ควรปรับทัศนคติด้วยการหันมามองโลกในแง่บวก คิดในด้านที่ดีๆ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ยิ้มเข้าไว้ และพยายามหาทางระบายออกมาด้วยการพูดคุยถึงความรู้สึกกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิด รวมถึงหาวิธีผ่อนคลายตัวเองด้วยการ ดูหนัง อ่านหนังสือ ออกไปท่องเที่ยว
หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พัก แต่หากใครมีอาการรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันอาจต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาพูดคุย รับยามารับประทานและบำบัดจิตควบคู่กันไป

โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Trait : ADT)

โรคสมาธิสั้นในคนทำงาน หรือ ADT มักจะเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่วุ่นวายและบีบคั้น จนทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ รวมถึงมีปัญหาในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลาในการทำงาน อาการเบื้องต้นที่เห็นได้ชัดคือ ไม่สามารถโฟกัสกับงานตรงหน้า วอกแวก หันเหความสนใจได้ง่าย ไม่มีสมาธิในการฟังผู้อื่น หรือทำกิจกรรมใดๆ เบื่อ หงุดหงิดง่าย ทำงานไม่เสร็จทันเวลาที่กำหนด และมักจะทำงานผิดพลาดอยู่บ่อยๆ

วิธีรับมือ ควรปรับพฤติกรรมของตัวเองวันละนิดโดยไม่รีบร้อน เช่น ฝึกอารมณ์ของตนเองให้มีความอดทนและรู้จักการรอคอย จัดตารางเวลาว่าจะทำอะไร เมื่อไรให้ชัดเจนมีแผนล่วงหน้าเสมอ จัดลำดับความสำคัญของงานด้วยการจดลิสต์ เขียนโน้ตเตือน หรือวางกรอบเวลาชัดๆ ให้ตัวเอง เพื่อฝึกนิสัยและลดความกังวล แค่นี้ก็จะกลายเป็นคนมีสมาธิและไม่อารมณ์เสียกับอะไรง่ายๆ แล้ว

เมื่อรู้จักปรับสมดุลใจให้ชีวิตผ่อนคลาย ไม่เผลอให้สารพันเรื่องราวกัดกร่อนจิตใจเรา คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับชีวิตการทำงานในทุกๆ วัน ควบคู่กับการมีสุขภาพที่ดี

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ที่ดี เพื่อสุขภาพดีที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/654059

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ที่ดี เพื่อสุขภาพดีที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ไลฟ์สไตล์ที่ดีนอกจากจะไปยับยั้งกรรมพันธุ์ที่ไม่ดีไม่ให้แสดงออกแล้ว ยังไปสนับสนุนส่งเสริมให้กรรมพันธุ์ที่ดีได้แสดงออกอีกด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าไลฟ์สไตล์ที่ดีจะไปช่วยกระตุ้นยีนหรือกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืนให้แสดงออกเพื่อที่จะควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้เสื่อมชราช้าลง รวมทั้งจัดการกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ที่ใช้ไม่ได้ให้ดีขึ้น และนำบางส่วนที่ใช้ได้กลับมาใช้ใหม่ ทำให้ระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ไลฟ์สไตล์ที่ดียังมีประโยชน์อื่นอีก เช่น

l จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลสะสมและไขมันในเลือดโดยรวม เพิ่มการผลิตไขมันดีรวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายขณะนอนหลับเช่น จะช่วยทำให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ สารอาหารสามารถที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อที่จะไปใช้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตประจำวัน

l จะช่วยลดความเครียด ส่งเสริมการผ่อนคลาย ทำให้สามารถพักผ่อนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพซึ่งนำไปสู่การซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่สึกหรอจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน

l จะช่วยส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่มีส่วนในการควบคุมอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานประสานสอดคล้องกัน และส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนต่างๆที่ช่วยป้องกันการแก่ชรา

l จะทำให้มีอารมณ์ดี ลดความวิตกกังวลมีความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขร่วมกับผู้อื่นในสังคม

การเริ่มต้นที่ดี เริ่มต้นที่เรียนรู้ตัวเรา เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของเราให้เข้ากับนาฬิกาชีวภาพของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งแต่ละคนจะใกล้เคียงกันถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนกันทุกคน มาเริ่มปรับไลฟ์สไตล์ให้มีสุขสภาพดีที่ยั่งยืนได้ดังนี้

1.กินตามนาฬิกาชีวภาพ

นาฬิกาชีวภาพที่ติดตัวคนเรามามาตั้งแต่เกิดนั้นบ่งบอกว่า เราต้องตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเพื่อให้ได้ออกซิเจนในธรรมชาติที่ต้นไม้ทั้งหลายปล่อยออกมา และพบกับแสงแดดเพื่อที่กระบวนการต่างๆ ของการใช้พลังงานจะได้เริ่มต้นตามวงจรของชีวิต โดยเริ่มต้นด้วยการกินอาหารเช้าที่เหมาะสม พอเพียง และครบถ้วนทุกหมวดหมู่ของสารอาหาร อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเป็นอาหารเช้าที่เหมาะสมเพราะมีข้อมูลทางการวิจัยบ่งบอกว่าฮอร์โมนอินซูลินจะสร้างตามแสงสว่างและมืด เมื่อมีแสงสว่างจะมีการสร้าง และเมื่อมืดก็จะหยุดสร้าง จึงไม่ควรกินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากในอาหารมื้อค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วเพราะจะไม่มีฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอที่จะนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้เกิดน้ำตาลสะสมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 น้ำตาลส่วนเกินยังจะเปลี่ยนเป็นไขมันทำให้ร่างกายมีไขมันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังไปลดการเผาผลาญไขมันในร่างกายเพื่อมาเป็นพลังงานขณะนอนหลับด้วยเนื่องจากร่างกายได้พลังงานจากน้ำตาลมากเกินพอแล้ว ซึ่งผลร้ายที่ตามมาในระยะยาวก็คือจะเกิดโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองตีบตัน และโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ฯลฯ

มีงานศึกษาวิจัยยืนยันว่าการกินอาหารเช้ามื้อแรกเวลา 09.00-07.00 น และหยุดการรับประทานอาหารหลัง 17.00 น. นั้น จะได้ผลดีที่สุดในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่ทำให้แก่ก่อนวัยรวมทั้งทำให้สุขภาพดีโดยทั่วไปอย่างยั่งยืน

2.ประสานการออกกำลังกายเข้ากับการใช้ชีวิต

การประสานการออกกำลังกายกับการทำงานในที่ทำงานหรือการทำงานที่บ้านที่จะลดเวลาที่ใช้ในการเดินทาง และมีเวลาเหลือเพื่อที่จะใช้ในการออกกำลังกายที่บ้านได้มากขึ้นก็จะเป็นการดี โดยมีหลักการง่ายๆก็คือ อย่านั่งโต๊ะทำงานนานเกิน 60 นาที ควรหยุดเพื่อออกกายบริหารกล้ามเนื้อต้นคอและลำตัวเพื่อป้องกันการปวดคอ ปวดหลังจนเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมที่เป็นกันมากในยุคนี้จนเกิดโรคที่เกิดจากการทำงานและคุณภาพชีวิตเสียไป

การออกไปเดินสัก 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าหลังจากมื้ออาหารทุกมื้อ เมื่ออิ่มแล้วให้ไปออกเดินย่อยอาหารสัก 10-15 นาทีจะช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดลงได้และช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การออกกำลังกายแบบพอประมาณไม่หนักมาก ก่อนและหลังเวลาทำงานก็ให้ผลดี มีการศึกษาวิจัยพบว่าถ้าออกกำลังกายวันละ 30 นาทีแบบปานกลางเป็นประจำสัปดาห์ละ 5 วันจะช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนป้องกันการแก่ชราที่เรียกว่า “โกรทฮอร์โมน” ที่จะช่วยเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย

การทำสวนในบ้านไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีบริเวณหรือบริเวณระเบียงของที่พักอาศัยที่เป็นห้องชุดพักอาศัยก็สามารถทำได้ นอกจากจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อแล้ว การออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้งได้รับแสงแดดก็จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินดี ได้มากขึ้นและช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมทั้งฮอร์โมนเพศที่จำเป็นอีกด้วย

3. นอนหลับพักผ่อนและทำงานตามนาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock)

คนเราทุกคนนั้นมีนาฬิกาชีวภาพของตนเอง จึงต้องหาทางเรียนรู้และปรับไลฟ์สไตล์การทำงานและการพักผ่อนตามนาฬิกาชีวภาพของตนเอง โดยหลอมรวมการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์สูงสุดในการเสริมสร้างสุขภาพ หลักการที่สำคัญคือ เริ่มทำงานในตอนเช้าเมื่อมีแสงอาทิตย์ และเลิกงานตอนเย็นเมื่อแสงสว่างในเวลากลางวันหมดไปถ้าสามารถทำได้

ตามนาฬิกาชีวภาพของคนเรานั้นเมื่อมีแสงอาทิตย์ส่องมากระตุ้นต่อมไพเนียลที่เป็นต่อมไร้ท่อต่อมหนึ่งในสมองจะเริ่มสร้างฮอร์โมนชื่อเซโรโทนินที่จะทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงและมีพลังที่จะทำงาน เมื่อแสงอาทิตย์หายไปในตอนค่ำต่อมไพเนียลจะเปลี่ยนเป็นผลิตฮอร์โมน เมลาโทนิน ออกมาแทนเพื่อที่จะได้เข้าสู่โหมดของการพักผ่อนและระบบต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มทำการซ่อมแซมตนเอง

4.เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีทางด้านส่งเสริมสุขภาพให้เป็นประโยชน์

การตรวจหายีนหรือกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ได้เริ่มมีบทบาทในการเรียนรู้อนาคตด้านสุขภาพ และปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิตตั้งแต่ควรกินแบบใด เมื่อไร อย่างไร ควรกินอาหารแบบไหน เสริมสารอาหารที่จำเป็นอะไรในปริมาณเท่าใด ควรออกกำลังกายแบบไหน เมื่อไร และถี่ห่างอย่างไร ควรพักผ่อนแบบใด ฯลฯ ซึ่งถ้าสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกลมกลืนกับชีวิตประจำวันแล้วก็จะทำให้มีสุขภาพดีและเจ็บป่วยน้อยลง

5.ปรับสมดุลของร่างกาย จิตใจ สติ ปัญญา และอารมณ์เข้าด้วยกัน

การฝึกการเจริญสติ เพื่อให้เกิดสมาธิในอันที่จะเกิดปัญญาในการใช้ชีวิตประจำวันในการแก้ปัญหา เรียนรู้การมีจิตใจที่ดีงาม การฝึกฝนจิตใจให้เป็นผู้รู้แจ้งและคิดด้วยปัญญา ใช้ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดเป็นพลังในทางสร้างสรรค์เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อทุกสรรพสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต การทำงาน การเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะเป็นคนดี เรียนรู้ที่จะนำความดีของตนเองออกมาและเมื่อเกิดความสมดุลทางสติ ปัญญา รวมทั้งร่างกายและจิตใจแล้วก็จะเกิดสุขภาพที่ดีและยั่งยืน โดยมีวิธีการที่เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากหลายซึ่งสามารถที่จะเรียนรู้และนำเอาความรู้ทางโลกและทางธรรมมาหลอมรวมเพื่อให้เกิดสภาพที่สุขสงบ (Inner Peace) เพื่อทำให้เกิดสมาธิ สติ และปัญญาที่จะนำพาให้ชีวิตยืนยาว และมีสุขภาพดีที่ยั่งยืน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ