LIFE & HEALTH : รู้จักเรื่อง ผมหงอก…ผมขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/672230

LIFE & HEALTH : รู้จักเรื่อง ผมหงอก...ผมขาว

LIFE & HEALTH : รู้จักเรื่อง ผมหงอก…ผมขาว

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.27 น.

สีเส้นผมเกิดจากเม็ดสีซึ่งรากผมสร้างขึ้นมาทำให้เส้นผมมีสีต่างๆ ตามพันธุกรรม ถ้าเม็ดสีมีมากและเข้มข้น เส้นผมจะมีสีเข้ม แต่ถ้าเม็ดสีถูกสร้างมาน้อย สีเส้นผมก็จะอ่อน ระดับของเม็ดสีของเส้นผมจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของร่างกาย ธรรมชาติของสีผมมีทั้งสีดำ เช่น คนเอเชีย สีน้ำตาลและสีบลอนด์ เช่น ชาวตะวันตก สีเส้นผมจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับพันธุกรรม และสีผิวกับสีนัยน์ตา

ข้อมูลจาก รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เส้นผมสีดำนับเป็นสีที่พบมากที่สุดของคนทั่วโลก รองลงมาคือ ผมสีน้ำตาล ซึ่งพบทั่วไปในทวีปยุโรป เส้นผมสีดำโดยทั่วไปมักจะประกอบด้วยเม็ดสีเข้มข้นน้อยกว่าผมสีอื่นๆ สีดำของเส้นผมโดยธรรมชาติมีหลายเฉดสี ตั้งแต่สีดำจัดคล้ายผงถ่าน ดำอ่อนดำน้ำตาล จนถึงดำน้ำเงิน

ผมสีเทาและผมสีขาว

ผมสีเทาหรือสีขาว ซึ่งมักเรียกกันว่าผมหงอกหรือหัวหงอก ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นไม่ได้มีสาเหตุจากการสร้างเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีดำ แต่เกิดจากการที่รากผมไม่สร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทาเงินเมื่อสะท้อนแสง เส้นผมสีเทาหรือขาวมักเกิดขึ้นเมื่อคนเรามีอายุสูงวัย แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 10 ปี ด้วยต้นเหตุเดียวกันคือรากผมไม่สร้างเม็ดสีให้เส้นผม ทำให้เส้นผมไม่มีสีในบางกรณีผมสีเทาอาจเกิดได้จากโรคต่อมไทรอยด์ หรือในคนที่ร่างกายขาดวิตามินบี 12

จากงานวิจัยปี ค.ศ.2005 ในวารสารการแพทย์พบว่าคนเอเชียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวตั้งแต่อายุปลาย 30 ส่วนฝรั่งหรือชาวตะวันตกจะพบเส้นผมเริ่มขาวตั้งแต่อายุ 35 แต่ชาวอัฟริกัน-อเมริกัน จะพบเส้นผมขาวได้ช้ากว่าเมื่ออายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีสีผิวและ เส้นผมเป็นสีเผือกนั้นมีสาเหตุจากเม็ดสีทั่วร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมีน้อยมากนั่นเอง

ความเข้าใจที่ว่าถ้าดึงเส้นผมหงอกออก 1 เส้นผมหงอกจะงอกขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นความเข้าใจที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ปัจจัยที่มีผลต่อสีผมธรรมชาติ

l อายุ เด็กทารกแรกเกิดสีผมจะอ่อน และจะค่อยๆ ดำเข้มขึ้นตามวัย จนถึงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของสีผมจะเป็นไปโดยธรรมชาติเมื่ออายุเจ้าของสูงวัยขึ้นจนเป็นผมสีเทาหรือสีดอกเลาหรือสีผมหงอก บางคนเกิดมาก็มีผมขาวทั้งหัวซึ่งเป็นไปตามพันธุกรรมก็มี

l สาเหตุทางการแพทย์ เช่น คนที่มีปัญหาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด ทำให้เส้นผมด่างขาวเป็นกลุ่มๆ คนที่มีปัญหาร่างกายขาดสารอาหาร มีผลทำให้เส้นผมไม่แข็งแรงผมเส้นบางและเบา สีผมอ่อนและขาวไวกว่าอายุ เส้นผมที่ดำขำอาจเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาลแดงคล้ายกากมะพร้าวเนื่องจากรากผมไม่สามารถผลิตเม็ดสีได้ปกติ หากร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและแข็งแรง สภาพเส้นผมจะกลับคืนมีชีวิตชีวาได้ในกรณีนี้ อีกกรณีเช่นคนที่มีปัญหาโรคโลหิตจางหรือซีด อาจมีผลทำให้เกิดเส้นผมขาวหรือหงอกได้เร็วเพราะรากผมขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงหรือไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ทางการแพทย์ยังมีข้อสังเกตว่าคนที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี และมีเส้นผมขาวแต่มีขนคิ้วดำ มีสถิติว่าจะมีโรคเบาหวานร่วมด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกันที่มีผมขาวและขนคิ้วสีขาวไปด้วยกัน

l ปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น คนที่สูบบุหรี่จะมีแนวโน้มของผมขาวเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 4 เท่า, ผมขาวบางครั้งอาจค่อยๆ ดำขึ้นเมื่อร่างกายมีอาการอักเสบและกินยาบางชนิดร่วมด้วยซึ่งเป็นปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายต่อยารักษา, คนที่อยู่ในเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้ร่างกายตกใจหรือเสียใจอย่างรุนแรง ทำให้รากผมชะงักการเจริญเติบโตชั่วคราวและผมร่วงเป็นกระจุก อาจทำให้เห็นผมหงอกได้เร็วเสมือนหนึ่งเผมหงอกชั่วข้ามคืน, เมื่อคนเราอายุ 30 เส้นผมจะหงอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ทุกๆ 10 ปี,คนที่ทำงานหนักเกินไป ร่างกายพักผ่อนน้อย รวมทั้งการรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ทำให้การเจริญเติบโตของรากผมไม่แข็งแรง นอกจากเส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว การสร้างเม็ดสีก็ลดน้อยลง ทำให้เส้นผมขาว

l เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่พบว่ามีอาหารชนิดพิเศษอย่างหนึ่งอย่างใดหรืออาหารเสริมพิเศษชนิดใด รวมทั้งไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ว่าโปรตีนเสริมหรือวิตามินใดๆ ที่สามารถเสริมเพื่อชะลอหรือยับยั้งการเกิดผมสีขาวหรือผมหงอกได้

คุณค่าอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์บำรุงให้เส้นผมแข็งแรง เช่น

l วิตามินเอ จำเป็นต่อสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมที่แข็งแรง พบทั่วไปในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้สีผมและสีหลือง

l วิตามินบี ช่วยควบคุมการหลั่งของน้ำมันธรรมชาติเพื่อหล่อลื่นเส้นผมให้เงางามและชุ่มชื้น พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ กล้วย โยเกิร์ต และธัญพืช

l แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง ได้จากแหล่งอาหาร เช่น เนื้อแดง เนื้อไก่ ไข่แดง อาหารทะเล และธัญพืช

l โปรตีน ช่วยบำรุงให้เส้นผมเงางามและมีความยืดหยุ่นดี ไม่ขาดตอน พบทั่วไปในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ ฯลฯ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ใครที่อยากช่วยเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษ คุณพ่อเรย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ขอเชิญร่วมทำบุญบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670668

Life & Health : การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม้ว่ามะเร็งจะเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะเป็น ปัจจุบันมีมะเร็งหลายชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้นมีประโยชน์ เพราะมะเร็งระยะเริ่มต้น การรักษาได้ผลดีมาก และเป็นการป้องกันมิให้ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้แนะนำ การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก ว่า เป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปในผู้ที่มีอาการปกติ เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัวโดยเฉพาะโรคมะเร็ง ทั้งนี้ เพื่อหวังผลในการรักษา เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากพบในระยะเริ่มแรกหรือยิ่งพบโรคได้เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นเพียงนั้น

การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก มีหลักการ ดังนี้ 1.การสอบถามประวัติโดยละเอียด 2.การตรวจร่างกายโดยละเอียด และ 3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1.การสอบถามประวัติโดยละเอียดมีความสำคัญเนื่องจากอาจเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ช่วยในการวินิจฉัยได้ เช่น

1.1 ประวัติครอบครัว

มะเร็งส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่สืบเนื่องโดยตรงเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่มีมะเร็งบางอวัยวะมีความโน้มเอียงที่จะเกิดในพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เช่น มะเร็งตาบางชนิด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

1.2 ประวัติสิ่งแวดล้อม

มีข้อสังเกตว่าสิ่งแวดล้อมบางอย่างเป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารกัมมันตภาพรังสีเป็นระยะเวลานานๆ อาจเป็นโรคมะเร็ง เม็ดเลือดขาวมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอื่น ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ใช้ใยหินโดยไม่มีเครื่องป้องกันที่ดีเป็นเวลานานเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด เป็นต้น

1.3 ประวัติส่วนตัว

อุปนิสัยและพฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคลก็อาจเป็น เหตุสนับสนุนให้เกิดโรคมะเร็ง บางอย่าง เช่น

– ผู้ที่สูบบุรี่มาก ๆ เป็นระยะเวลานานๆ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอด มากกว่า ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

– ผู้ที่มีประวัติการร่วมเพศตั้งแต่อายุน้อย มีประวัติสำส่อนทางเพศ , มีบุตรมากจะเป็น มะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยแต่งงาน

– ท้องอืด เบื่ออาหาร ผอมลงมาก

– เสียงแหบอยู่เรื่อย ๆ ไอเรื้อรัง

– หูด หรือปานที่โตขึ้นผิดปกติ

– การเปลี่ยนแปลงในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดไปจากปกติ

1.4 ประวัติเกี่ยวกับอาการเจ็บไข้ต่างๆ

-เป็นตุ่ม ก้อน แผล ที่เต้านม ผิวหนัง ริมฝีปาก กระพุ้งแก้มหรือที่ลิ้น

-ตกขาวมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ

-เป็นแผลเรื้อรังไม่รู้จักหาย

2.การตรวจร่างกายโดยละเอียด

ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ แต่ในทางปฏิบัติ แพทย์ไม่สามารถจะตรวจร่างกายได้ทุกอวัยวะ ทุกระบบโดยครบถ้วน จึงมีหลักเกณฑ์ว่าในการตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้น ควรตรวจอวัยวะต่างๆ เท่าที่สามารถจะตรวจได้ คือ ผิวหนังและเนื้อเยื่อบางส่วน, ศีรษะและคอ, ทรวงอกและเต้านม, ท้อง, อวัยวะเพศ, ทวารหนักและลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง

3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจอื่นๆ

3.1 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ช่วยในการตรวจค้นหา การวินิจฉัย การรักษา รวมทั้งการติดตามผลการรักษา โรคมะเร็งด้วย ได้แก่ การตรวจเม็ดเลือด, การตรวจปัสสาวะ อุจจาระ, การตรวจเลือดทางชีวเคมี

3.2 การตรวจเอกซเรย์ (รวมทั้ง CT scan และ MRI)

มีประโยชน์ในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งบางชนิด ซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่น การเอกซเรย์ปอด เป็นวิธีการพื้นฐานอย่างหนึ่ง ในการตรวจสุขภาพ, การเอกซเรย์ทางเดินอาหาร ทำในรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร, การตรวจเอกซเรย์เต้านม เป็นการตรวจลักษณะความผิดปกติที่เต้านม

3.3 การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

หลักสำคัญในการตรวจ คือ ให้ผู้ป่วยกลืน, ฉีดสารกัมมันตภาพรังสี บางชนิดสารดังกล่าว จะไปรวมที่อวัยวะบางส่วน แล้วถ่ายภาพตรวจการกระจายของสารกัมมันตภาพรังสีนั้นๆ เช่น การตรวจเนื้องอกของต่อมไทรอยด์, สมอง, ตับ, กระดูก เป็นต้น

3.4 การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษเช่น การส่องกล้อง

เพื่อดูลักษณะเยื่อบุภายในของอวัยวะบางอย่าง เช่น หลอดลม หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ เป็นต้น

3.5 การตรวจทางเซลล์วิทยา และพยาธิวิทยา

การตรวจทางเซลล์วิทยา เป็นวิธีการตรวจหา มะเร็งระยะเริ่มแรกของอวัยวะต่างๆ เช่น

-การขูดเซลล์จากเยื่อบุอวัยวะบางอย่างให้หลุดออกมา เช่น ปากมดลูก, เยื่อบุช่องปาก เป็นต้น

-เก็บเซลล์จากแหล่งที่มีเซลล์หลุดมาขังอยู่ เช่น ในช่องคลอด ในเสมหะ

3.6 การตรวจเนื้อเยื่อทางพยาธิ-วิทยา

เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยการตัดเนื้อเยื่อจากบริเวณที่สงสัย ส่งตรวจละเอียดโดยกล้องจุลทรรศน์ อนึ่ง โรคมะเร็งอาจเกิดกับอวัยวะต่างๆ กัน มะเร็งบางอวัยวะอาจตรวจวินิจฉัยได้ง่าย บางอวัยวะตรวจได้ยาก แต่มีข้อสังเกตว่ามะเร็งที่พบได้บ่อยๆ ในประเทศของเรา เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรง มะเร็งช่องปาก เป็นโรคที่ตรวจวินิจฉัยได้ไม่ยาก ถ้าสนใจตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การแก้ไขปัญหาแผลเป็นจากสิว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/669285

LIFE & HEALTH : การแก้ไขปัญหาแผลเป็นจากสิว

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.45 น.

ใครๆ ก็ชื่นชอบการมีผิวพรรณเรียบเนียนสวยงาม ในคนที่เข้าสู่วัยรุ่นย่อมเคยผ่านปัญหาการเกิดสิวบนใบหน้าทั้งสิ้น มีหลายคนสูญเสียความมั่นใจจากปัญหาหลังจากเกิดสิวที่สร้างความกังวล เพราะการเกิด “หลุมสิว” ทำให้ผิวหน้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากผิวที่เคยเรียบเนียนก็กลับเป็นหลุมบ่อ ถึงแม้แต่งหน้ากลบ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ปะจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า รอยแผลเป็นจากสิวเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังชั้นหนังแท้ ซึ่งประกอบด้วยรูขุมขน และต่อมไขมัน เป็นต้น เมื่อกระบวนการอักเสบเสร็จสิ้น โครงสร้างผิวหนังเดิมจะถูกเปลี่ยนแปลงไป หรือมีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่เป็นพังพืดขึ้นแทนที่ ทำให้เกิดรอยบุ๋ม เป็นคลื่น หรือ รอยนูน ซึ่งรอยแผลเป็นจากสิว (acne scar) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1.รอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมซึ่งรอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมมีหลายประเภท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะขอบเขตของแผล ก้นของแผล และความลึกของแผล ได้แก่

l Ice Pick Scar รอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมที่เกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตัน ลักษณะจะเป็นรอยหลุมแคบ ก้นของแผลจะแหลม ด้านข้างของแผลจะชัน คล้ายรูปกรวย ขนาดไม่เกิน 0.5 มม.

l Pitted Scar รอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมที่มีขอบเขตชัดเจนก้นของแผลจะตื้นและไม่แหลมเหมือน Ice Pick Scar

l Boxcar scar รอยแผลเป็นหลุมจากสิวที่มีความกว้างปากหลุม และก้นหลุมเท่ากัน มักเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่ หรืออีสุกอีใส เป็นรอยหลุมลึก
ขอบชัด ขนาด 3-4 มม.

l Rolling Scars รอยแผลเป็นหลุมจากสิวที่มีลักษณะกว้างและตื้น คล้ายกระทะก้นแผลจะดูไม่เรียบ เกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่เกิดการยุบตัวลงของผิว

2.รอยแผลเป็นจากสิวชนิดนูน (keloid and hypertrophic scar) เป็นรอยแผลเป็นนูนที่มีลักษณะค่อนข้างแข็งมักมีสีชมพูหรือสีเดียวกับผิวหนัง 

การรักษารอยแผลเป็นจากสิว 

ในปัจจุบันทางการแพทย์มีหลายวิธีในการรักษารอยแผลเป็นจากสิว ได้แก่

1.การใช้สารเคมีทาลงบนผิวหน้า (Chemical Peeling) เช่น Trichloroacetic acid (TCA), Alpha Hydoxy Acid (AHA),Tretinoin เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้รอยแผลเป็นจากสิวตื้นขึ้น เหมาะกับรอยหลุมสิวตื้น

2.ใช้แรงดันจากผงคริสตัลหรือเกร็ดอัญมณีไปขัดเอาผิวหนังชั้นตื้นๆออกไป และไปกระตุ้น ให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ รอยหลุมสิวจึงตื้นขึ้น (Skin Resurfacing Dermabrasion) ซึ่งสองวิธีนี้ต้องทำหลายครั้ง จึงจะเห็นผลที่แตกต่างจากเดิม

3.การใช้เครื่องมือที่มีเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก นำมากลิ้งบนใบหน้า (Skin Needling) เทคนิคนี้จะทำให้เกิดรอยแผลขนาดเล็กบนใบหน้า แต่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลเจนใหม่ ทำให้รอยหลุมสิวตื้นขึ้น

4.Subcision หรือการใช้เข็มเบอร์ 18 สอดเข้าใต้ผิวที่มีหลุมเพื่อตัดผังผืดที่ดึงรั้งผิวไว้ออกไป ทำให้หลุมตื้นขึ้นโดยเฉพาะหลุมลึก ข้อดี คือเห็นผลเร็ว แต่อาจมีผลข้างเคียงคืออาการบวมแดงฟกช้ำหลังทำ แต่สามารถหายได้เอง

5.การฉีดสารเติมเต็มเข้าในบริเวณรอยหลุมสิว (Filler Injection) และการฉีดยาสเตียรอยด์ (Steroid Injection) ในการรักษารอยแผลเป็นนูน ทำให้รอบแผลเป็นนูนยุบลง

6.การผ่าตัด (Scar Excision) เป็นการรักษารอยแผลเป็นโดยตัดเอาแผลเป็นออกมา หลังจากนั้นจึงเย็บปิด

แม้ว่าการรักษาจะมีหลายวิธีแต่ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น การแก้ไขปัญหาหลุมสิวด้วยเลเซอร์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น Nd-Yag Laser เป็นเทคนิคที่ใช้เลเซอร์ไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่, Fractional Erbium Glass laser (Fine scan laser) เป็นการใช้แสงเลเซอร์ ที่มีช่วงความยาวคลื่น 1,550 นาโนเมตรซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นเทคโนโลยี ประเภท Semi ablative fractional laser คือสามารถทำการรักษาแบบปราศจากการเปิดปากแผลโดยไม่ตัดเจาะทำลายผิวหนังเหมือนเลเซอร์ชนิดอื่น และ Fractional Carbondioxide laser เทคโนโลยีในการใช้ CO2 Laser ร่วมกับ Fractional Photothermolysis เพื่อกระตุ้นการสร้างผิวใหม่ ด้วยการปล่อยคลื่นแสงในช่วง 10,600 นาโนเมตร ลงสู่ใต้ผิวหนัง โดยจะลึกกว่า Fractional Erbium Glass laser, Fractional RF (นวัตกรรมการใช้พลังงานคลื่นวิทยุมาใช้ในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน) ซึ่งสามารถรักษารอยแผลเป็นหลุมได้ และ Picosecond laser ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในการรักษารอยแผลเป็นชนิดหลุม

หากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหลุมสิว ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อพิจารณาใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดหลุมสิวหรือชนิดรอยแผลเป็นจากสิวของแต่ละคนต่อไป

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาที่ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ปัจจุบันได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ใน รพ.กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พักรวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667737

LIFE & HEALTH : สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่าสาเหตุและปัจจัย เสี่ยงของการเกิดมะเร็งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่สำคัญ คือ

1.เกิดจากสิ่งแวดล้อม หรือภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันนี้เชื่อกันว่ามะเร็ง ส่วนใหญ่ เกิดจากสาเหตุได้แก่

1.1 สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อราที่มีชื่อ อัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดรคาร์บอน (Hydro-carbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอมอาหารชื่อไนโตรซามิน (Nitosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า

1.2 รังสีเอ็กซเรย์ อุลตราไวโอเลตจากแสงแดด

1.3 เชื้อไวรัส ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา

1.4 การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

1.5 จากพฤติกรรมบางอย่าง เช่นการสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น

2.เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความพิการมาแต่กำเนิด มีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะ ทุพโภชนาการ เช่น การขาดไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามินเอ ซี เป็นต้น จะเห็นว่า มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็ง ก็น่าจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ (Hill R.P,Tannock IF,1987) ถ้าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง และสารช่วยหรือให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้นการป้องกันคงไม่ได้ผลแต่ทำให้ ทราบว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงหรือมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ดังนั้น ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องมะเร็งต่อไป กรณีที่เป็นมะเร็ง ได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะมีการตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ

l ข้อแรก คือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรคเป็นต้น รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด

l ข้อที่สอง คือ ได้แก่ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง มีดังนี้

1.ผู้ที่สูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของระบบหายใจ ได้แก่ ปอด และกล่องเสียง เป็นต้น

2.ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถ้าทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัดจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากและในลำคอด้วย

3.ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิษชื่อ อัลฟาทอกซิล ที่พบจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่น ถั่วลิสงป่น เป็นต้น หากรับประทานประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ และหากได้รับทั้ง 2 อย่าง โอกาสจะเป็นมะเร็งตับมากขึ้น

4.ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุมดลูก และต่อมลูกหมาก

5.ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และรับประทานอาหารที่ใส่ดินประสิวเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

6.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอันเกิดจากความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือติดเชื้อไวรัส เอดส์ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งของหลอดเลือด เป็นต้น

7.ผู้ที่รับประทานอาหารเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและส่วนไหม้เกรียมของอาหารเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่

8.ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาทิ มะเร็งของจอตา มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่ เป็นติ่งเนื้อ เป็นต้น

9.ผู้ที่ตากแดดจัดเป็นประจำจะได้รับอันตรายจากแสงแดดที่มีปริมาณของแสงอุลตราไวโอเลตจำนวนมาก มีผลทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งในเด็ก..โรคร้ายที่ยังมีหวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/666357

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งในเด็ก..โรคร้ายที่ยังมีหวัง

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเป็นหรือเกี่ยวข้องกับโรค “มะเร็ง” เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคนี้อันตรายร้ายแรง และมีอัตราการตายที่สูงมากเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้ นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ
ที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติ ต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กมีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงถึง 1,000 รายซึ่งมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี โดยโรคมะเร็งเด็กที่พบมากที่สุดคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวร้อยละ 30 รองลงมาคือโรคมะเร็งสมองร้อยละ 20 โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ 15 โรคมะเร็งต่อมหมวกไต ร้อยละ 10 ส่วนโรคมะเร็งไตโรคมะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆ พบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ ร้อยละ 5

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ พบแค่ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา ส่วนโรคมะเร็งในเด็กชนิดอื่นยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็ก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆเซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกันในคนๆ เดียวกันจึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกันและตอบสนองได้ดีมาก ซึ่งแตกต่างจากเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งมากกว่า ทำให้เซลล์มะเร็งมีความแตกต่างกันในคนๆ เดียวกัน จึงทำให้การตอบสนองต่อการรักษาไม่ค่อยดีและแตกต่างกันไปในแต่ละคน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) ซึ่งในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของ ALL มีได้ประมาณร้อยละ 80 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 50 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เช่นเดียวกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวสำหรับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็ง เช่น มีอาการ ซีด ไข้ และเลือดออกง่าย โดยเฉพาะตามใต้ผิวหนังจะเห็นเป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา ตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต เนื่องจากไขกระดูกเต็มไปด้วยเซลล์มะเร็ง จึงไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้ รวมทั้งเม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการซีดหรือมีจุดเลือดออกตามเนื้อตามตัวไม่ใช่ทุกรายที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพราะอาการดังกล่าวอาจมาจากการขาดธาตุเหล็กหรือโรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ฉะนั้นเมื่อมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอาการให้แน่ชัดเพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาโรคมะเร็งในเด็ก

สำหรับผู้ป่วยแต่ละรายจะใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 1-3 ปี แล้วแต่ชนิดของโรคมะเร็ง ซึ่งโอกาสที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งในเด็กจะมีมากกว่าผู้ใหญ่เพราะการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก จึงตอบสนองการรักษาได้ดีมาก โดยทั่วไปมีอัตราการหายขาดและรอดชีวิตประมาณร้อยละ 75 ซึ่งหลังจากหยุดการรักษาไปอย่างน้อย 5 ปีแล้วไม่มีโรคกลับอีกจึงถือว่าผู้ป่วยหายขาด สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ไม่เป็นบุคคลทุพพลภาพ ส่วนใหญ่การรักษาโรคมะเร็งในเด็กจะใช้การรักษา 4 วิธี ด้วยกันคือ

1.การผ่าตัด ในรายที่มะเร็งมาด้วยลักษณะที่เป็นก้อน

2.การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้

3.การฉายแสง ด้วยเครื่องมือการฉายแสงที่สามารถยิงรังสีลงตรงไปที่ตัวก้อนเนื้องอก โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะข้างเคียง

4.การปลูกถ่ายไขกระดูก สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษารายละประมาณ 800,000-1,500,000 บาท และผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 1-2 เดือนเพื่อรอให้เม็ดเลือดต่างๆ สร้างได้ตามปกติจึงจะออกมาจากห้องปลอดเชื้อได้

วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกคือการช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ต้องผ่าตัดหากแต่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายไขกระดูกเดิม จากนั้นนำเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) มาจากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกด้านหลังของผู้ให้ไขกระดูกมาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือดเพื่อที่เซลล์เหล่านั้นจะเข้าไปในไขกระดูกและสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ทั้งนี้การดูดไขกระดูกไม่ได้เกี่ยวกับไขสันหลังดังนั้น วิธีการนี้จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต นอกจากนี้ การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคที่มีความผิดปกติของกระดูกอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..»ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2- 08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมนี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664797

Life & Health : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ใครๆ ก็น่าจะเคยได้ยินว่ามะเร็งเป็นโรคร้ายที่ส่วนใหญ่รักษาไม่หาย ไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่ามะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรมส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของก้อนเนื้อมีมากกว่าปริมาณเลือดจะไปเลี้ยงได้ทันนอกจากนี้ก้อนเนื้อเหล่านี้จะไปแทรกตัวอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติไป ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะ เรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

เท่าที่มีรายงานไว้ใน ขณะนี้ มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการ ดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของโรค ที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีชีวิตการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

ดังนั้น การรักษามะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะการแพร่กระจายของมะเร็ง สภาพร่างกาย และโรคประจำตัวและโรคร่วม ของผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาจะยากหรือง่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและ การดำเนินโรคของมะเร็งด้วย เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง รักษาง่ายกว่า มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งสมอง เป็นต้น

อาการและอาการแสดงของโรคมะเร็ง

1. ไม่มีอาการใดเลยในช่วงแรกขณะที่ร่างกายมีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนน้อย

2. มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่เป็นสัญญาณเตือน ว่าควรไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจค้นหาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีสัญญาณ เหล่านี้ เพื่อการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์ที่ถูกต้องก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือเป็นมะเร็งระยะลุกลาม

3. มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลียเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส

4. มีอาการที่บ่งบอกว่า มะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรือเป็นมาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็ง ชนิดใดและมีการกระจายของโรคอยู่ที่ส่วนใดของร่างกายที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาการเจ็บปวด ที่แสนทุกข์ทรมาน

สัญญาณอันตราย 7 ประการที่ทุกคนควรจะจำไว้เพื่อสุขภาพที่ดี ได้แก่ (1) มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน หรือปัสสาวะเป็นเลือด (2) กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน (3) มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือด (4) มีเลือดออกผิดปกติ จากทวารต่างๆ (5) แผลซึ่งรักษาแล้วไม่ยอมหาย (6) มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย (7) มีก้อนตุ่มที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การรักษามะเร็งตามหลักสากลที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทย คือ การรักษามะเร็งแบบ วิธีผสมผสานของศัลยกรรม (ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างๆ) รังสีรักษา (ฉายแสงบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งอยู่เป็นการรักษาแบบเฉพาะที่เช่นเดียวกับวิธี ของศัลยกรรม) เคมีบำบัด (การรักษาหรือการทำลายเซลล์มะเร็งทั้งที่ต้นตอและที่กระจาย ไปตามทางเดินน้ำเหลือง กระแสเลือดหรืออวัยวะอื่นของร่างกาย เป็นการรักษามะเร็ง แบบทั้งตัวของผู้ป่วยมะเร็ง โดยการรับประทานยาที่มีความสามารถในการฆ่า หรือทำลาย เซลล์มะเร็ง ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือแดง เป็นต้น) การรักษาโดยการใช้ฮอร์โมน เนื่องจากมะเร็งบางชนิดมีความไวต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน และการรักษาโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพื่อที่จะได้กำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไปจากร่างกาย และผู้ป่วยก็จะหายจากโรคมะเร็ง หรืออย่างน้อยก็เป็นการชะลอการดำเนินโรค

เนื่องจากการรักษาโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนี้ยังอยู่ ระหว่างการศึกษาอยู่ต้องการข้อมูลอีกมากมายเพื่อยืนยันว่า ได้ผลในการรักษามะเร็ง

ดังนั้นวิธีหลังนี้จึงเริ่ม เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย แต่มีการนำยาหรือสารเคมีในกลุ่มนี้มาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด เพื่อให้การรักษาดีขึ้น
มะเร็งแต่ละกลุ่มหรือแต่ละชนิดจะได้รับ การรักษาแบบผสมผสานที่ไม่เหมือนกัน เพราะว่ามะเร็งบางชนิดมีการตอบสนองต่อการ รักษาทางศัลยกรรมและรังสีรักษาดี เช่น มะเร็งผิวหนัง ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด หรืออื่นๆ มะเร็งบางชนิดมีการตอบสนองต่อเคมีบำบัด และรังสีรักษาดีไม่จำเป็นต้องใช้ วิธีศัลยกรรม เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น มะเร็งเต้านมในผู้ป่วยบางกลุ่มโดยเฉพาะ ผู้ป่วยที่อยู่ในวัยหลังหมดระดูจะมีการตอบสนองต่อการรักษา โดยการใช้ ฮอร์โมนหลังจากที่ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งต้นตอออกไปแล้ว

ดังนั้น จะเห็นว่าการรักษามะเร็งแต่ละชนิด หรือการรักษามะเร็งแต่ละกลุ่ม มีความแตกต่างกันแม้แต่การผสมผสานวิธีการรักษามะเร็ง แต่ละวิธีก็ไม่เหมือนกัน

มะเร็งที่รักษาให้หายได้

ปัจจุบันนี้ แพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ หรืออย่างน้อยก็ ทำให้ ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนานเท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะ เริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย มะเร็งต่างๆ ที่สามารถรักษาให้หายได้ในปัจจุบันนี้ ที่สำคัญ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟไซติค ลูคีเมีย, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น, มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์, มะเร็งลูกอัณฑะ, มะเร็งกระดูก ชนิด อ๊อสติโอเจนนิคซาร์โคม่า, มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว, มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal cell carcinoma, มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอดชนิด Small cell, มะเร็งหลังโพรงจมูก, มะเร็งชนิดเนื้อเยื่อ Germ cell

การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปในผู้ที่มีอาการปกติ เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่ง อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ทั้งนี้เพื่อหวังผลในการรักษา เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้หากพบในระยะเริ่มแรก หรือยิ่งพบโรคได้ เร็วเพียงใดชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

สำหรับผู้สนใจความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งสามารถติดตามได้ที่ https://www.nci.go.th/th/New_web/service/sv1.html

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องผมร่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/663350

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องผมร่วง

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เส้นผมสุขภาพดี บ่งบอกถึงการดูแลตัวเองที่ดี ช่วยเพิ่มความมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้ แต่หากมีปัญหาผมร่วงไม่ว่าจากสาเหตุใด คงทำให้สูญเสียความมั่นใจได้เช่นกัน ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง รพ.เวชธานี อธิบายว่า สาเหตุของการเกิดผมร่วงมีได้หลายสาเหตุ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.ผมร่วงแบบมีแผลเป็น (Scarring alopecia) สาเหตุเกิดจากมีการทำลายของรากผมอย่างถาวร ทำให้ไม่สามารถสร้างเส้นผมเส้นใหม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อไวรัสที่มีการอักเสบมากที่หนังศีรษะ และเป็นซ้ำที่เดิม หรือแผลน้ำร้อนลวก ผมถูกดึงเรื้อรัง ผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่หนังศีรษะ มีการแกะเกาหนังศีรษะจนเกิดบาดแผลลึก รวมถึงโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดแผลเป็น เช่น DLE (Discoid Lupus Erythematosus), Lichen planus, Scleroderma

2.ผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) สาเหตุเกิดจากมีการทำลายรากผมอย่างไม่ถาวร หากได้รับการรักษาเส้นผมสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ในปริมาณปกติ หรือใกล้เคียงเดิม ซึ่งผมร่วงชนิดนี้พบได้บ่อยกว่าผมร่วงแบบมีแผลเป็น โดยมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

l ผมร่วงเป็นหย่อม(Alopecia areata) โดยผมที่ร่วงมักมีขอบเขตชัดเจน ปัจจุยันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิด เช่น การมีประวัติครอบครัว ประวัติภูมิแพ้ เครียด ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่เซลล์เม็ดสีบริเวณรากผม ส่งผลให้ผมร่วง มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์บางชนิด โรคโลหิตจางบางชนิด

l โรคผิวหนังบางชนิด เช่น การติดเชื้อ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย และชื้อไวรัสที่บริเวณหนังศีรษะ มีผลทำให้เกิดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ แต่เมื่อได้รับการรักษาแล้ว เส้นผมจะค่อยๆขึ้นมาใหม่

l ผมร่วงจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ลักษณะที่พบมากในเพศชายคือ ผมบางบริเวณหน้าผาก กลางศีรษะ ถ้าเป็นมากจะเหลือแต่เส้นผมที่บริเวณหน้า ใบหู และท้ายทอย ส่วนลักษณะที่พบในเพศหญิงคือ ผมบางบริเวณกลางศีรษะ แล้วลามออกมา ถ้าเป็นมากจะเหลือแต่เส้นผมที่บริเวณด้านหน้า โดยสาเหตุของโรคนี้ยังไม่แน่ชัด แต่มีปัจจัยร่วมกันหลายปัจจัย เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม โดย ฮอร์โมนชาย (Testosterone) จะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ทำให้เส้นผมบริเวณขมับเหนือหน้าผากและกลางกระหม่อมสั้นลงและหลุดร่วงเร็วขึ้น นอกจากนี้ ในกลุ่มที่ผมร่วงจากพันธุกรรม จะมีเอนไซม์ 5-alpha-reductase type 2 ที่สามารถเปลี่ยนฮอร์โมนTestosterone เป็นฮอร์โมน DHT (dihydrotestosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดปัญหาศีรษะล้านโดยจะออกฤทธิ์ต่อเส้นผมที่บริเวณหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมเข้าสู่ระยะพักตัวเร็วขึ้น ผมจึงหลุดร่วงเร็ว และผมที่ขึ้นใหม่จะเล็กลง จนในที่สุดผมจะบางลงเมื่ออายุมากขึ้น มักพบในคนที่มีประวัติญาติสายตรง บิดา มารดา พี่น้อง มีภาวะผมบาง ศีรษะล้าน

l ภาวะเส้นผมระยะหลุดร่วง (Telogen effluvium) ซึ่งจะร่วงมากกว่าปกติ โดยมีสาเหตุต่างๆ กัน เช่น ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง หลังคลอดบุตร ขาดสารอาหาร การลดน้ำหนักลงไปอย่างรวดเร็ว และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

l ภาวะเส้นผมระยะแบ่งตัว (Anagen effluvium) ซึ่งจะร่วงมากกว่าปกติ โดยมีสาเหตุต่างๆ เช่น การได้รับสารพิษ เคมีบำบัด และการขาดสารอาหารมาเป็นระยะเวลานาน เช่น โปรตีน ไบโอติน ธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิค วิตามินบี ซี และอี ซึ่งภาวะผมร่วงจากขาดสารอาหาร มักมีลักษณะผิดปกติของเส้นผมด้วย เช่น เส้นผมกรอบ แห้ง แตกปลายหยาบกระด้าง ถ้าเรารับประทานสารอาหาร หรือวิตามินที่เราขาดเข้าไป ก็สามารถทำให้อาการผมร่วงดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาผมร่วงในแต่ละสาเหตุ มีวิธีการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและสาเหตุ ดังนั้น หากพบว่ามีผมร่วงผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและได้รับการรักษาที่เหมาะสม

สำหรับโรคผมร่วงเป็นหย่อม หรือ Alopecia areata เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยแต่อายุเฉลี่ยที่มักพบคือประมาณ 30 ปีโดยมีอุบัติการณ์การเกิดเท่ากับ 1 ใน 1,000 คน หรือประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ บริเวณที่ผมร่วง จะมีขอบเขตที่ชัดเจน อาจเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง โดยมากมักเกิดที่บริเวณศีรษะ แต่ยังสามารถเกิดที่ตำแหน่งอื่นๆ ในร่างกายที่มีขนได้ เช่น ขนคิ้ว ขนตา หนวด ขนรักแร้ หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ เป็นต้น ส่วนใหญ่มักเกิดภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งโรคนี้
อาจเกิดแบบเฉียบพลันหรือดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิด เช่น การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย โดยเชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ประวัติภูมิแพ้ เครียด ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของตัวเอง จนทำให้เกิดการอักเสบที่เซลล์เม็ดสีบริเวณรากผม และส่งผลให้ผมร่วง อีกทั้งยังพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์บางชนิด โรคโลหิตจางบางชนิด ผู้ป่วยบางคนอาจมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย โดยอาการที่เล็บอาจเกิดนำมาก่อน เกิดพร้อมกัน หรือเกิดภายหลังจากภาวะผมร่วง ซึ่งความผิดปกติของเล็บที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การพบหลุมเล็กๆ บนผิวของแผ่นเล็บ

ทั้งนี้ มักตรวจพบว่าผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจมีภาวะผมหักเป็นตอติดหนังศีรษะ เนื่องจากเส้นผมที่ขึ้นใหม่มีความเปราะและผิดปกติ โดยจะเกิดขึ้นในบริเวณขอบของรอยโรคที่กำลังจะขยาย แต่เมื่อโรคสงบแล้วเส้นผมหรือเส้นขนสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้

โรคผมร่วงเป็นหย่อมแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ (1) Alopecia areata (AA) ผมร่วงเป็นหย่อมๆ ที่ศีรษะ คิ้ว หนวด หรือขนบริเวณลำตัว (2) Alopecia totalis (AT) ผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากจนผมร่วงทั่วศีรษะ หรือเกือบทั่วศีรษะ (#)Alopecia universalis (AU) ผมร่วงกระจายทั่วศีรษะร่วมกับมีขนที่บริเวณลำตัวร่วงไปด้วย

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคผมร่วงเป็นหย่อมได้ โดยการตรวจลักษณะของผมร่วง ผู้ป่วยบางรายที่มีลักษณะของรอยโรคไม่ชัดเจน หรือ สงสัยภาวะอื่นร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาตัดชิ้นเนื้อบริเวณรอยโรค เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ผมจะงอกขึ้นมาใหม่ได้เองโดยไม่ต้องได้รับการรักษา แต่ในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันที่เป็นสาเหตุร่วมการรักษาโรคภูมิคุ้มกันนั้นจะช่วยให้อาการผมร่วงดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีวิธีการรักษาต่างๆ เช่น การใช้สเตียรอยด์ โดยมากเป็นการใช้แบบฉีดและแบบทาที่บริเวณรอยโรคร่วมกัน โดยการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์, การใช้ยาทากระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณรอยโรค, การใช้ยาทารักษาผมร่วง เช่น Minoxidil ซึ่งจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มักมีผลกระทบต่อจิตใจ เพราะเป็นเรื่องของความมั่นใจและความสวยงาม โดยเฉพาะโรคผมร่วงเป็นหย่อมชนิด Alopecia universalis ซึ่งมีความรุนแรงของโรคมากที่สุด แต่ตอบสนองต่อการรักษาต่างๆ น้อยที่สุด จึงแนะนำว่าหากพบว่ามีผมร่วงผิดปกติ ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการรักษาที่อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับชนิดที่เป็น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างไรให้ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661814

Life & Health : เรียนรู้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างไรให้ปลอดภัย

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดสมองตีบหรือที่เรียกว่า stroke หลังจากที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาต้านเกล็ดเลือด หรือบางครั้งเรียกชื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจง่ายๆ ว่า “ยาละลายลิ่มเลือด” 1-2 ชนิดมารับประทานต่อที่บ้าน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดในหลอดเลือดเกาะกลุ่มกันจนขัดขวางทางไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะที่หัวใจและสมองซึ่งเคยขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดตีบมาก่อน ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภก. สุรศักดิ์ วิชัยโย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลสำคัญบางส่วนของยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลทราบเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติและข้อระวังต่างๆ ขณะใช้ยาเหล่านี้

ยาต้านเกล็ดเลือดมีอะไรบ้าง

ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดรับประทานที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดตีบมักรู้จักกันดี คือ แอสไพริน (aspirin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้มาอย่างยาวนานมากกว่า 100 ปี ยามีฤทธิ์ทั้งแก้ไข้ บรรเทาปวด และลดการอักเสบ แต่ปริมาณยาที่ใช้สำหรับต้านเกล็ดเลือดนั้นมักเป็นขนาดต่ำ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “baby aspirin” โดยพบว่ายามีฤทธิ์แรง และออกฤทธิ์เร็วในการยับยั้งไม่ให้เกล็ดเลือดมาเกาะกลุ่มอุดตันหลอดเลือด

ปัจจุบันมียาต้านเกล็ดเลือดชนิดรับประทานที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่มากขึ้น และบางกรณียาเหล่านี้ถูกใช้แทนแอสไพริน ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ แอสไพริน ได้ เช่น ผู้ป่วยบางคนไม่ค่อยตอบสนองต่อยาหรืออาจแพ้ แอสไพริน หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป ยาใหม่เหล่านี้มีฤทธิ์แรง และออกฤทธิ์เร็วเช่นกัน แต่พบว่าทำให้เกิดแผลและเลือดออกในทางเดินอาหารได้น้อยกว่า แอสไพริน อย่างไรก็ตาม ยังอาจพบการมีเลือดออกบริเวณอื่นได้บ้างซึ่งบางกรณีเกิดรุนแรงเท่ากับยา แอสไพริน

หากลืมรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด อันตรายหรือไม่และทำอย่างไร

เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความสำคัญในการป้องกันหลอดเลือดตีบซ้ำ ซึ่งหากยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้ (ยกเว้น ticagrelor) มักออกฤทธิ์ยาว เนื่องจากสามารถจับอยู่กับเกล็ดเลือดได้ตลอดอายุขัยของเกล็ดเลือด (ประมาณ 7-10 วัน)แต่ยังคงต้องรับประทานยาทุกวัน เนื่องจากร่างกายของเราสร้างเกล็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนทุกวันประมาณร้อยละ
10-15 จึงต้องมีปริมาณยาอย่างเพียงพอที่จะยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดเหล่านี้ในทุกๆ วัน ซึ่งควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน สำหรับกรณีลืมรับประทานยา ให้รีบรับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่หากเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าหรือมากกว่าปกติ

อาการไม่พึงประสงค์จากยาต้านเกล็ดเลือด มีอะไรบ้าง

อาการไม่พึงประสงค์ หรือเรียกว่าอาการข้างเคียงที่พบจากยาต้านเกล็ดเลือด แบ่งออกเป็น

l อาการไม่รุนแรง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน, ปวดท้องเล็กน้อย และหายได้เองในระยะเวลาอันสั้น

l อาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ เกิดแผลในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนมากขึ้น และทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ โดยเฉพาะจากยาแอสไพริน, ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลีย โดยเฉพาะจากยา cilostazol และ dipyridamole, แน่นหน้าอก และใจสั่น เช่น จากยา ticagrelor, เลือดออกเล็กน้อยบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น จุดจ้ำเลือดเล็กๆ ตามผิวหนังที่ไม่กระจายทั่วตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟันเล็กน้อย หรือเลือดกำเดาไหลเล็กน้อย เป็นต้น

l อาการรุนแรงมาก ได้แก่

o เลือดออกรุนแรง เช่น อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือดอาเจียนเป็นเลือด มีเลือดออกที่อวัยวะภายใน โดยเฉพาะในกะโหลกศีรษะ ซึ่งอาจมีอาการแสดงแตกต่างกันไป เช่น ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน สูญเสียการทรงตัว หรือมีอาการคล้ายอัมพาฒ เป็นต้น และต้องรีบเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

o อาการแพ้ยา เช่น ผื่นตามตัว มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ปาก ทางเดินหายใจ และบางคนอาจมีความดันโลหิตต่ำ
มาก ร่วมกับหายใจติดขัดได้

o เซลล์เม็ดเลือดต่ำ เกิดได้ทั้งเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด เช่น จากยา ticlopidine

ทั้งนี้ หากผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดแล้วเกิดอาการต่างๆดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวหรือการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ การผ่าตัดบางประเภท ทีมบุคลากรทางการแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยต้องหยุดยาต้านเกล็ดเลือดก่อนเข้ารับการผ่าตัด 3-7 วัน เพื่อป้องกันการเสียเลือดมากขณะผ่าตัด เนื่องจากผู้ที่กำลังใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้เลือดหยุดไหลยากกว่าปกติ

ใครบ้างที่เสี่ยงเลือดออกได้ง่าย ขณะใช้ยาต้านเกล็ดเลือด

บุคคลเหล่านี้ จัดเป็นผู้มีความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกได้ง่ายขณะใช้ยาต้านเกล็ดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ขดลวดขยายหลอดเลือด ซึ่งมักได้รับยาต้านเกล็ดเลือดร่วมกัน 2 ชนิด นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี คือ อายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป, เพศหญิง, เป็นโรคตับ โรคไต หรือโรคมะเร็งร่วมด้วย, มีภาวะโลหิตจาง หรือเกล็ดเลือดต่ำ, เคยเกิด stroke หรือเคยมีเลือดออกในกะโหลกศีรษะ, มีประวัติเคยเกิดเลือดออก โดยเฉพาะกรณีรุนแรงจนต้องให้เลือด, กำลังใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารที่มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด และต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะตรวจหาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้แล้วประเมินภาพรวมของความเสี่ยง (ไม่ใช่เพียงข้อใดข้อหนึ่ง) ก่อนสั่งจ่ายยาต้านเกล็ดเลือด นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย ซึ่งสามารถนำมาสู่การมีเลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรง แพทย์อาจสั่งจ่ายยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารร่วมด้วยเพื่อป้องกันการเกิดผลเสียดังกล่าว

ยาหรือสมุนไพรประเภทใดบ้างที่อาจรบวนการออกฤทธิ์ของยาต้านเกล็ดเลือด

เนื่องจากยา สมุนไพร และอาหารหลายชนิดมีฤทธิ์ทั้งต้านเกล็ดเลือด และต้านการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ ยังอาจเกิดปฏิกิริยากับยาต้านเกล็ดเลือดโดยตรง (ยาตีกัน) ซึ่งส่งเสริมให้มีเลือดออกได้ง่าย (ตัวอย่างแสดงในตาราง) ในทางตรงกันข้าม ยาบางชนิดอาจลดฤทธิ์ของยาต้านเกล็ดเลือด ทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตันซ้ำได้ง่าย เช่น ยายับยั้งการหลั่งกรดบางชนิด เมื่อใช้ร่วมกับยา clopidogrel เป็นต้น และหลายครั้งพบว่าผู้ป่วยมักหาซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพมารับประทานเอง ดังนั้น หากกำลังใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ

ยาต้านเกล็ดเลือดกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังต่างๆ ที่ต้องตระหนักแต่ไม่ใช่ตระหนกตื่นกลัวเมื่อจะใช้ยากลุ่มนี้โดยเฉพาะการเกิดเลือดออกรุนแรง ซึ่งมีปัจจัยส่งเสริมหลายประการ ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับยาต้านเกล็ดเลือด สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากเภสัชกรร้านยา ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ใกล้บ้านที่สามารถให้ข้อมูลด้านยาอย่างถูกต้อง รวมทั้งอาจช่วยส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสม สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : เช็คความพร้อมหัวใจก่อนออกกำลังกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/660252

LIFE & HEALTH : เช็คความพร้อมหัวใจก่อนออกกำลังกาย

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ทุกคนทราบดีว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายประเภทไหนและช่วงเวลาใด จะต้องมีการอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) ก่อนออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ลดการบาดเจ็บ เมื่อออกกำลังกายเสร็จ เราก็ควรผ่อนคลายร่างกาย (Cool Down) โดยเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ปรับการทำงานของร่างกายให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ใช้เวลาอย่างน้อย 5-15 นาที

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่ทราบว่า การออกกำลังจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันและหัวใจวายได้ในคนที่มีความเสี่ยงหรือมีภาวะโรคหัวใจ โดยร้อยละ 50 ของคนกลุ่มนี้มักไม่รู้ตัวมาก่อนว่ามีโรคหัวใจซ่อนอยู่ ดังนั้น คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก เช่น การวิ่งมาราธอน ฟุตบอล เป็นต้น จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคหัวใจ รวมถึงตรวจดูความตีบของหลอดเลือดหัวใจที่อาจซ่อนอยู่ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตกะทันหันในขณะออกกำลังกาย

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงทรายด้า บูรณะสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือภาวะที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ส่วนภาวะหัวใจวาย (Heart Attack) คือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ซึ่งทั้ง 2 ภาวะสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและภาวะหัวใจวายสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาโรคหัวใจแต่กำเนิด มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือมีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวและไม่เคยตรวจคัดกรอง ยิ่งถ้าไปออกกำลังกายหนักๆ จนทำให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไปก็อาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สำหรับการตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจก่อนออกกำลังกาย แบ่งได้เป็น 4 วิธี ดังนี้

1.การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise stress test : EST) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าการวิ่งสายพาน แต่จะไม่สามารถแสดงผลได้หากมีอาการตีบเพียงเล็กน้อยและหัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ดี

2.การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจหาหินปูนที่บริเวณหลอดเลือดแดง หากพบค่าที่สูงกว่า 400 มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระยะเวลา 2-5 ปีข้างหน้า

3.ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (coronary CCTA) อาจพิจารณาทำในบุคคลที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจสูงมาก เช่น คำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือดในระยะเวลา 10 ปีของท่านแล้วมากกว่า 10% หรือมีประวัติในครอบครัว หรือมีภาวะไขมันโลหิตสูงจากพันธุกรรม และต้องการออกกำลังกายแบบเข้มข้น

4.การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization Angiography : CAG) คือการสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบไปที่หลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีในหลอดเลือดหัวใจและเอกซเรย์ดูตำแหน่งที่ตีบโดยแพทย์สามารถรักษาด้วยการบอลลูนขยายหลอดเหลือดหัวใจและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) ได้ทันทีเมื่อพบตำแหน่งที่ตีบ

สำหรับการตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจและการสวนหัวใจ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเพิ่มในคนที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หากพบความผิดปกติแพทย์จะรักษาด้วยการรับประทานยา ขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยวิธีใส่ขดลวด (Coronary Stent Implantation) ผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจหรือบายพาส(Coronary Artery Bypass Grafting : CABG) ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ทั้งนี้ การตรวจพบความผิดปกติของโรคหัวใจตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้การรักษาไม่ซับซ้อนและผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาวะหัวใจได้

การดูหัวใจให้แข็งแรงในผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่ไม่มีไขมัน น้ำตาลและเกลือโซเดียมสูง งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายตามความเหมาะสม นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด และที่สำคัญคือตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองโรคและความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างไรในยุคโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658713

LIFE & HEALTH : เลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างไรในยุคโควิด

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ในหลายๆ ระลอกที่ผ่านมา ล้วนส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กๆ อยู่ไม่น้อย ไหนจะเรื่องการเรียนซึ่งมีทั้งไปเรียนที่โรงเรียนและเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เรื่องการออกไปเรียนรู้ตามวัยในการทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้านเป็นวิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าออกนอกบ้านต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ก่อนไปเรียนที่โรงเรียนต้องมีการตรวจ ATK เป็นระยะ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้วนำไปแพร่เชื้อให้เพื่อนๆ
ที่โรงเรียน บางโรงเรียนต้องสลับวันกันไปเรียนกับเพื่อนเพื่อเว้นระยะห่างขณะนั่งเรียนในห้องเรียน รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่ละชนิดจะป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ๆ ได้หรือไม่ แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกวิตกกังวลกับผลกระทบที่มีต่อลูกรักในด้านต่างๆ อยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากเรื่องของสุขภาพแล้ว ทักษะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ต่างส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก จนอาจทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นำไปต่อยอดและดำเนินชีวิตในสังคมต่อไป

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า การเลี้ยงลูกท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ที่จะต้องพร้อมรับมือและปรับตัวตลอดเวลา ทั้งเรื่องโภชนาการเพื่อรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลายการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเลี้ยงดูและจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตทั้งร่างกาย สติปัญญาและจิตใจ พร้อมเรียนรู้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต

โอกาสที่ลูกๆ ต้องเสียไป พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง

ในเมื่อเรายังต้องอยู่ท่ามกลางวิกฤตที่ไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อไร ในฐานะพ่อแม่ นอกจากต้องประคับประคองจิตใจไม่ให้หลุดลอยไปกับความเครียดแล้ว มีอะไรที่คุณควรจะทำให้กับลูกๆ ในช่วงเวลานี้บ้าง ลองมาดูกัน

สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ถือเป็นโอกาสที่ดีในการมีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น พ่อแม่ต้องทำงานที่บ้าน ส่วนลูกต้องเรียนออนไลน์ การทำงานควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกและดูแลเรื่องการศึกษา อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกเครียด แต่คุณต้องรู้จักจัดตารางเวลางาน การจัดการอารมณ์ตนเอง รวมถึงมีเวลาคุณภาพให้กับลูก โดยการพูดคุย รับฟัง ชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำความดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติ มีช่วงเวลาการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างสนุกสนานไปกับลูก เช่น การทำอาหาร การจัดบ้าน การปลูกต้นไม้ การร้องเพลง ออกกำลังกายทุกวัน เพื่อปลดปล่อย
พลังงานของเด็กและลดความตึงเครียด ถือเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะได้ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันกับลูกๆ มากขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกถึงความรัก ความผูกพัน ความเอื้ออาทรและความมั่นคงของครอบครัว

สอนลูกด้วยความรัก คุณต้องประคองสติให้ดีแม้จะต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) และรับมือกับความเครียดรอบด้าน บางครั้งลูกอาจดื้อไม่ฟัง จนทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่ายๆ ขอเตือนว่าอย่าระเบิดอารมณ์ใส่เด็กๆ เพราะการดุว่า ตำหนิ ตะคอกลูก หรือฉุนเฉียวใส่ลูกอาจทำให้เขาเกิดการต่อต้าน ไม่ค่อยเชื่อฟังและยังเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก แต่ให้คุณลองเปลี่ยนวิธีเป็นการชื่นชม ผ่านทั้งคำพูด ท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง เมื่อเขาทำในสิ่งที่คุณต้องการแทน เช่น ชื่นชมลูกเมื่อเล่นของเล่นแล้วเก็บเข้าที่ หรือมีสมาธิ ตั้งใจ รับผิดชอบเรียนออนไลน์ได้ด้วยตนเองอย่างเต็มที่

ฝึกลูกทำกิจวัตรตามเวลา การบริหารเวลา เป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นในการใช้ชีวิต คุณควรฝึกให้ลูกรู้จักจัดตารางกิจวัตรประจำวันในแต่ละวันด้วยตัวเอง เช่น เจ็ดโมงเช้าต้องตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหารเช้า เข้าเรียนออนไลน์แปดโมงตรงเวลา สามทุ่มต้องเข้านอน นอกจากจะเป็นการกำหนดเวลาว่าลูกจะต้องทำอะไรในแต่ละวันแล้ว ยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักวางแผนล่วงหน้า มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบทำตามกิจกรรมที่วางไว้ รู้จักการแก้ปัญหา มีความยืดหยุ่น รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี

จัดเวลาให้สมดุล เพื่อแบ่งเวลาสำหรับเรื่องการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยกันอย่างเหมาะสม เพราะนอกจากเรื่องเรียนแล้ว ลูกก็ต้องการเวลาสำหรับวิ่งเล่นหรือผ่อนคลายอย่างอิสระเช่นกัน ดังนั้นคุณควรกำหนดเวลาว่าลูกจะต้องทำอะไรในแต่ละวันบ้าง และอย่าลืมปล่อยให้มีช่วงเวลา Free Time เพื่อเด็กจะได้ดูการ์ตูน หรือทำกิจกรรมอื่นที่อยากทำบ้าง เพราะหากกำหนดตารางแน่นจนไม่มีเวลา แทนที่ลูกจะเข้าใจและเรียนรู้การบริหารเวลาที่ดี อาจกลายเป็นทำให้ลูกเครียด กดดัน และไม่มีความสุขได้

เติมสังคมที่ขาดหายไป การพลาดช่วงเวลาที่เด็กจะได้อยู่กับเพื่อน รวมถึงการเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน เด็กๆ จะรู้สึกว่าชีวิตเขาไม่เหมือนเดิมซึ่งอาจจะเหงาและคิดถึงเพื่อนฉะนั้นคุณอาจต้องใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมโยงให้การติดต่อกับเพื่อนๆ ไม่ขาดหาย โดยการรวมกลุ่มจัด Online Hangout ผ่านแอปต่างๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพูดคุย แบ่งปันความรู้สึก เห็นหน้าค่าตากันให้คลายเหงาบ้าง หรือถ้าสนิทกับเพื่อนคนไหนเป็นพิเศษก็ลองจัดให้เรียนออนไลน์ไปพร้อมกัน ลูกจะรู้สึกได้เรียนกับเพื่อนเหมือนอยู่โรงเรียน สร้างความกระตือรือร้นให้การเรียนออนไลน์ไม่น่าเบื่อ

แม้การดูแลลูกๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองรู้จักปรับตัว เรียนรู้ เข้าใจ และแก้ไขปัญหาในหนทางใหม่ๆ วิกฤตครั้งนี้ก็เป็นโอกาสสำหรับสมาชิกในครอบครัวได้มีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างความรัก ความเข้าใจอย่างมีความสุขและอบอุ่น ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ