LIFE & HEALTH : เรื่องเล่าจากเด็กพิเศษ..ที่สังคมควรรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609966

LIFE&HEALTH : เรื่องเล่าจากเด็กพิเศษ..ที่สังคมควรรู้

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านการแพทย์ด้านการศึกษา ทำให้เราได้เรียนรู้และเห็นความแตกต่างของบุคคลในสังคม การยอมรับและการเอื้ออาทรต่อกันในรูปแบบต่างๆ

ข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรมประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่าในด้านการศึกษาและจิตวิทยาจะได้ยินคำพูดที่เรียกบุคคลซึ่งมีความแตกต่างรวมถึงคนพิการว่า เป็นคนพิเศษหรือคนที่มีความต้องการพิเศษ ตลอดจนคนที่มีความสามารถพิเศษ คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลจากสังคมบอกขึ้นในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษาและสังคม

เดิมทีบุคคลเหล่านี้จะได้รับการช่วยเหลือบ้างในรูปแบบของการยกเว้น เช่น เด็กพิการได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียนหนังสือ จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการแพทย์ทำให้เด็กเหล่านี้สามารถเข้ารับการศึกษาและพัฒนาความสามารถร่วมกับเด็กปกติได้ ในกรณีของเด็กเก่งมากๆระดับปัญญาเลิศก็ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการในการพัฒนาความสามารถที่เขามีความโดดเด่นมากกว่าการให้เพียงรางวัลว่าเป็นคนฉลาดเรียนเก่ง อย่างไรก็ดีเด็กกลุ่มนี้ในโลกของความเป็นจริงแล้ว เขาก็ยังคงมีความต้องการ ด้านจิตวิทยาที่หลายคนหรือหลายหน่วยงานอาจมองข้ามไป บทความนี้จะสะท้อนความรู้สึกบางประการของเด็กพิเศษกลุ่มนี้ที่ ศ.ศรียา นิยมธรรม ได้เคยสัมผัสเพื่อเป็นข้อคิดสำหรับบทบาทของเราในการอยู่ร่วมกัน

กรณีที่ 1. ปกป้อง ~ ปกปิด

เด็กพิการหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มีหลายประเภท เช่น หูหนวก ตาบอด ปัญญาอ่อน ร่างกาย พิการ สมาธิสั้น มีปัญหาทางการเรียนรู้มีปัญหาด้านการสื่อสาร ออทิสติก หรือมีความพิการซ้ำซ้อนคือ มีปัญหามากกว่าหนึ่งอย่างในตัว เช่น ทั้งปัญญาอ่อนและตาบอด เป็นต้น เด็กกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดหรือเมื่อพ่อแม่เริ่มรู้ปัญหาของเด็กก็มักจะตกใจเศร้าใจผิดหวัง ทำให้มีพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าใครจะปรับตัวเรียนรู้ได้เร็ว บางคนมีความเมตตาเอื้ออาทรแต่ก็เศร้าโศกอยู่ในส่วนลึกตลอดจึงเลี้ยงดูเด็กแบบโอบอุ้มเพื่อให้เขาปลอดภัย การทำเช่นนี้เป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่รู้ตัวผู้เขียนเคยได้รับฟังความคิดของเด็กกลุ่มนี้ที่บอกว่าเขารู้ว่าพ่อแม่อยากปกป้องเขา แต่หลายครั้งเขากลับรู้สึกว่า พ่อแม่ต้องการปกปิดถึงความพิการหรือลักษณะที่เป็นข้อบกพร่องของเขา จนทำให้เขารู้สึกแปลกแยกบางครั้งก็รู้สึกว่า ตัวเองเป็นส่วนเกินของครอบครัวมากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

กรณีที่ 2. ยกย่อง ~ ยกเว้น

เด็กหลายคนเล่าให้ฟังว่า เมื่ออยู่ที่โรงเรียนซึ่งมีโปรแกรมการศึกษาพิเศษมีครูการศึกษาพิเศษ คอยดูแลช่วยเหลือทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจแต่ในบางครั้งการร่วมกิจกรรมการเรียนในชั้นเรียนกับเพื่อนเพื่อนเขามักรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนมากนัก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ด้านการอ่านการเขียนเพื่อน
มักจะไม่ไว้วางใจที่จะให้ทำงานกลุ่มร่วมกันแต่หลายคนก็ยินดีให้ใส่ชื่อในกลุ่มโดยไม่ต้องทำงานเพราะกลัวผิดพลาดเสียคะแนนด้วยรู้ว่าเค้าเป็นเด็กพิเศษ เด็กที่สุขภาพไม่ดี ครูพละก็ให้ไปนั่งพักดูเพื่อนเล่นเพราะเกรงว่าเขาอาจเป็นลมถ้าต้องทำกิจกรรมเหมือนคนอื่นๆ การได้รับการยกเว้นบ่อยๆ ทำให้เด็กพิเศษรู้สึกว่า ตนเองไม่เหมือนคนอื่นไม่ได้รับการยกย่องอะไร แต่ได้รับการยกเว้นอยู่เสมอ เด็กเหล่านี้จึงรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าและไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมในชั้นเรียนและในโรงเรียน เกิดความเบื่อหน่ายในการมาโรงเรียนเพราะไม่แน่ใจว่าจะมาทำไม มาทำอะไร บ้างก็รู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมาย

เรื่องทำนองนี้เป็นปัญหาทางจิตวิทยาในการพัฒนา ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Sense of Belonging) ซึ่งเป็นความต้องการด้านอารมณ์ของมนุษย์ทุกคน ดังที่นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคือ Abraham Maslowผู้เขียนทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ตามลำดับขั้นห้าประการคือ ความต้องการทางร่างกายซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐาน ในการดำรงอยู่ของชีวิต ขั้นต่อไปก็คือ ความต้องการความปลอดภัย การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การนับถือตนเอง และการตระหนักในศักยภาพของตน

มีงานวิจัยในช่วงปี ค.ศ.2020ที่ทำการศึกษากับนักเรียนทั่วไปในโรงเรียนปกติและในระดับมหาวิทยาลัยถึงเรื่อง ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนที่มีต่อโรงเรียน ผลการศึกษาพบว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกการเป็นส่วนหนึ่งหรือการเป็นเจ้าของและความสุขในภาวะทางสุขภาพกายและสุขภาพจิตรวมถึงเรื่องความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า โดดเดี่ยว ความวิตกกังวลทางสังคม การฆ่าตัวตายและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าในสังคมปัจจุบันแนวโน้มของความรู้สึกผูกพันเป็นเจ้าของหรือเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่นักเรียนมีนั้นลดลงโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ข้อเสนอแนะจากการวิจัยก็คือ ให้เพิ่มกิจกรรมที่จะดูแลหรือพัฒนาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเด็กที่มีต่อครอบครัวและโรงเรียน

เพียงได้เป็นส่วนหนึ่งซึ้งใจนัก เพียงถูกรักเห็นคุณค่าน่านับถือ

จะทุ่มเททั้งกายใจไม่ยั้งมือ ด้วยเราคือเจ้าของต้องผูกพัน

ข้อมูลจาก อ.วรรณวนัช กันพรหม ผู้จัดการ รร. เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เผยว่า รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้าน
สติปัญญา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2550เพื่อส่งเสริมศักยภาพเด็กหรือบุคคลเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สู่การพึ่งพาตนเองให้มีอาชีพ และดำรงชีวิตอิสระในสังคมอย่างมีสุข โดยทาง รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.ชลบุรี จัดให้มีการศึกษาเฉพาะบุคคลในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสร้างอาชีพ จัดการฝึกอบรมและมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่ม โดยมีอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหารมื้อเที่ยงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลกว่า 172 คน และจบการศึกษาตามระบบ จนสามารถก้าวสู่ถนนสายอาชีพและพึ่งพาตัวเองได้แล้วกว่า 38 คน

ผู้มีจิตศรัทธาสนใจร่วมบริจาคช่วยการศึกษาและฝึกอาชีพของเด็กพิเศษได้ที่ ธนาคารกรุงไทย591-6-00135-5 ชื่อบัญชีรร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้2 เท่า สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 092-7390990

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มากินเจ..สร้างบุญเสริมสุขภาพกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/608382

LIFE & HEALTH : มากินเจ..สร้างบุญเสริมสุขภาพกัน

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคของการมีการระบาดของโรค ทำให้กระแสการดูแลสุขภาพมาแรง เพื่อช่วยเรื่องการป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะช่วงนี้คือ เทศกาลกินเจ ซึ่งตรงกับวันที่ 6-14 ตุลาคม ถือเป็นช่วงเวลาดีๆที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ซึ่งปัจจุบันการกิน Plant-based Meat และการกินเจกลายเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว เพราะนอกจากจะได้ทำบุญ ด้วยการงดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ แล้ว การกินเจยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อีกด้วย แต่นั่นต้องรู้จักการกินเจอย่างถูกต้องเหมาะสม

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า การกินเจตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณอย่างเคร่งครัดนั้น นอกจากจะต้องงดการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว (ลักษณะคล้ายกระเทียมแต่มีขนาดเล็กกว่า) กุยช่าย ใบยาสูบ เป็นต้น เพราะชาวเจเชื่อว่าผักที่มีกลิ่นฉุนจะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ การกินเจที่เคร่งมากจะไม่ใช้ภาชนะที่เคยใช้กับอาหารคาวมาก่อน ฉะนั้นหม้อ จาน ชาม และภาชนะอื่นๆ ที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยปนเปื้อนอาหารคาวมาก่อน หรือเป็นชุดที่ใช้กับอาหารเจโดยเฉพาะ

ส่วนผู้ที่กินเจเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพหรือกินตามความนิยม อาจไม่จำเป็นต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดขนาดต้องซื้อถ้วย ชาม หรือเครื่องครัวใหม่ และในกรณีที่เจ็บป่วยการกินผักกลิ่นฉุนก็อนุโลมได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จะทำให้ผิดศีล หากใช้ผักเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค ที่จริงแล้วผักเหล่านั้นมีสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันมะเร็ง และมีองค์ประกอบเป็นยาอยู่แล้ว

อาหารเจอุดมไปด้วยธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้ ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีนอยด์ วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ ส่วนวิตามินที่มีมากในผักผลไม้ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกายวิตามินบี และวิตามินซี วิตามินบีที่สำคัญในผักผลไม้คือ โฟเลตช่วยป้องกันโลหิตจาง ป้องกันการก่อตัวที่ผิดปกติของสมองในเด็กทารกขณะแม่ตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม วิตามินซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กในพืช จึงช่วยลดความเสี่ยงโลหิตจางในชาวเจ แร่ธาตุที่มีมากในผักและผลไม้คือโพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

การกินเจอย่างเคร่งครัดในช่วง 10 วัน เป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะในผัก ผลไม้ และธัญพืชที่กินนั้น แต่ละชนิดให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป แต่ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันและอาหารที่ส่วนผสมของน้ำตาลสูง สำคัญตรงที่รู้จักเลือกกินให้หลากหลายอย่างถูกหลัก เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและสมดุล การผสมผสานของผักผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ถั่วเหลือง รวมถึงเห็ด ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์

เห็ด มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน นอกจากนี้ เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยผู้กินเจสามารถเลือกเมนูเห็ดได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำเห็ดฟางยำเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ เห็ดหูหนู หรือผัดเห็ดหอม เป็นต้น จะทำให้ได้รับสารอาหารหลากหลายเหมาะสมและได้โปรตีนที่สมบูรณ์

ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อยและควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศพริกสุก แครอท สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วงสีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพดสีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว และ สีขาวจากลูกเดือย ผักกาดขาว ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และในผู้ต้องการกินเจแบบเคร่งต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเทรอลและระดับน้ำตาล ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก ผักผลไม้ที่มีใยอาหารทั้งสองประเภทสูง ได้แก่พรุน ส้ม กล้วย ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การกินเจที่ดีต่อสุขภาพนั้น ต้องระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มากๆ เพราะถ้าเผลอกินอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ๆควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร ส่วนอาหารทอดๆ ก็ไม่ควรกินมาก ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนั้น อาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรสเช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้
ดังนั้น จึงไม่ควรกินอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป ประกอบกับอาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมากควรกินประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่า และที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

นอกจากนี้ ช่วงกินเจควรใส่ใจดื่มน้ำให้มากอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงาน หากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้ ควรละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาและบุหรี่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลจากอาหารเจต่อสุภาพให้ดียิ่งขึ้น และประการสำคัญ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าให้เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพที่ดีเยี่ยมจะไม่หนีไปไหน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ยาแก้หวัดสำหรับเด็กที่พ่อแม่ควรรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/606739

LIFE&HEALTH : ยาแก้หวัดสำหรับเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.

ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงหรือช่วงเปิดเทอมเป็นช่วงที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของลูกๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการหวัดหรือน้ำมูกไหลให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ผู้ปกครองบางท่านก็พาลูกน้อยไปให้แพทย์รักษา ผู้ปกครองบางท่านก็ไปร้านยาเพื่อหาซื้อยาลดน้ำมูกหรือยาบรรเทาอาการหวัดไปก่อน บางท่านก็เอายาที่เหลืออยู่จากครั้งก่อนมาให้ไปก่อน แต่ไม่ว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านก็จะต้องมีการนำยามาให้ลูกน้อยรับประทาน ซึ่งยาเหล่านี้มีประเด็นที่ท่านควรรู้และทำความเข้าใจเนื่องจากมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยา

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.บุษบา จินดาวิจักษณ์ และ ผศ.ภก.ศุภทัตชุมนุมวัฒน์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า โรคหวัดในบทความนี้หมายถึงโรคหวัดทั่วไป หรือโรคหวัดธรรมดา(common cold) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งโดยในทางการแพทย์คือโรคติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้ อาการแสดงที่พบบ่อยคืออาการทางจมูก เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เป็นหลัก และอาจมีอาการไอ หรือมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยได้จึงอาจเรียกโรคนี้ว่าโรคไข้หวัด หรือโรคไข้หวัดธรรมดา ซึ่งเป็นคนละโรคกับโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนอาการทางจมูกที่เกิดขึ้นนั้นจะคล้ายกับอาการแสดงของโรคภูมิแพ้จมูกที่มักมีอาการใกล้เคียงกัน แต่โรคภูมิแพ้จมูกมักจะมีอาการคันจมูก คันตาร่วมด้วย โดยที่โรคภูมิแพ้จมูกมักจะไม่มีไข้ ดังนั้นอาการหวัดในความเข้าใจของผู้ปกครองแต่ละท่านอาจแตกต่างกันออกไป บ้างเข้าใจว่าคืออาการแสดงของการติดเชื้อ บ้างเข้าใจว่าเป็นอาการภูมิแพ้ ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เนื่องจากเด็กๆ อาจมีอาการจากสาเหตุดังกล่าวได้ แต่อาจไม่ใช่ทุกครั้งหรือทุกคนเสมอไป

ดังนั้น การประเมินอาการเบื้องต้นอาจช่วยให้ทราบได้ว่ามีโอกาสเป็นเพียงโรคหวัดธรรมดา หรือ โรคไข้หวัดใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือ โรคไข้หวัดธรรมดาที่ติดเชื้อแบคทีเรียที่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะร่วมด้วยหรือไม่ และควรเลือกใช้ยาอะไรจึงจะเหมาะสมกับอาการของเด็ก

ยาแก้หวัดสำหรับเด็กคืออะไร แต่ละยี่ห้อเหมือนกันหรือไม่?

จากที่กล่าวมาข้างต้น อาการหวัดที่พบบ่อย ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เป็นต้น และอาจมีอาการไอ หรือมีไข้ต่ำๆ ดังนั้น ยาแก้หวัด ก็คือ ยาที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด นั่นเอง

ยาแก้หวัดส่วนใหญ่ที่มีจำหน่ายมักจะอยู่ในรูปของยาสูตรผสม ที่มีส่วนประกอบอย่างน้อย 2 ชนิดของตัวยาในกลุ่มยาต่อไปนี้

l ยากลุ่มต้านฮีสตามีน (antihistamines) เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine หรือ CPM) หรือบรอมเฟนิรามีน (brompheniramine)ซึ่งเป็นยาที่มักเรียกติดปากว่า ยาแก้แพ้ ยากลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ส่งผลให้สารคัดหลั่งในทางเดินหายใจลดลงได้ จึงทำให้ยานี้ถูกนำมาใช้เพื่อลดอาการน้ำมูกไหลในโรคหวัดธรรมดาได้ แต่ยาเหล่านี้เป็นยาต้านฮีสตามีนกลุ่มแรกๆ ที่ผลิตออกมาและมีฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้มาก ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในเรื่องของขนาดยาโดยเฉพาะในทารกที่อาจต้องรับประทานนมแม่บ่อยๆ ทารกอาจหลับจนไม่ได้รับประทานนมแม่

l ยากลุ่มที่ช่วยลดอาการคัดจมูก (decongestants) ซึ่งปัจจุบันตัวยาที่ถูกใช้มากที่สุดในผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในร้านขายยา คือ ยาเฟนิลอีฟริน (phenylephrine) ซึ่งยาชนิดนี้จะใช้เพื่อลดอาการคัดแน่นจมูกเป็นหลัก โดยที่อาจไม่ส่งผลลดปริมาณน้ำมูก การใช้ยานี้มีข้อควรระวังในเรื่องของขนาดยาเช่นกัน เนื่องจากยามีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย และทารกอาจร้องงอแงได้

นอกจากยาสองกลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว บางผลิตภัณฑ์อาจเพิ่มส่วนประกอบของยาลดไข้ (antipyretics) เข้าไปด้วยเป็นตัวยาชนิดที่ 3 ซึ่งยาลดไข้ที่ว่า คือ ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

ความเข้มข้นของตัวยาต่างๆ ในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังอาจแตกต่างกันออกไปด้วยดังนั้นหากเด็กๆ มีอาการน้ำมูกไหลเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับผลิตภัณฑ์ยาที่มีส่วนประกอบของยาลดอาการคัดจมูกหรือยาลดไข้ไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น เช่น อาการไข้มักหายก่อน มักเป็นไม่เกิน 3 วัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ไข้ในช่วงหลัง ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูก และยาลดไข้ เป็นสูตรผสมอยู่ด้วยกัน ก็จะสามารถรักษาอาการหวัดที่ครอบคลุมอาการ น้ำมูกไหล คัดจมูก และไข้ แต่เด็กจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยามากขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์ยาแก้หวัดที่ใช้จึงควรสอดคล้องกับอาการแสดงของเด็กๆ เป็นหลัก

ปริมาณยาแก้หวัดที่เหมาะสมสำหรับเด็กคือเท่าไหร่?

การใช้ยาแก้หวัดไม่ว่าจะเป็นยาเดี่ยวหรือสูตรผสมก็ตาม ควรใช้ขนาดยาตามที่ฉลากระบุซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรจะคำนวณขนาดยาที่เหมาะสม โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นหลัก ซึ่งหากอ่านที่ข้างกล่องบรรจุก็จะมีการระบุขนาดยาไว้ด้วย ซึ่งจะระบุขนาดยาตามอายุผู้ป่วยเท่านั้น โดยใช้เกณฑ์เฉลี่ยของน้ำหนักตัวเด็กในการคำนวณขนาดยา ทำให้มีโอกาสที่ขนาดยาเมื่ออ่านจากข้างกล่องน้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุบนฉลาก และ อาจทำให้เด็กได้รับยาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ผอมหรืออ้วนกว่าเกณฑ์มากๆ

นอกจากนี้ความเข้มข้นของยาแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละผลิตภัณฑ์ ดังนั้นขนาดยารับประทานสำหรับเด็กคนเดียวกันของยาในแต่ละยี่ห้ออาจมีความ
แตกต่างกันไปได้ ด้วยเหตุนี้เองการใช้ยาแก้หวัด โดยเฉพาะยาสูตรผสมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และคำแนะนำของเภสัชกร ซึ่งในบางครั้งเมื่อคำนวณขนาดยาออกมาตามน้ำหนักตัวจะพบว่า ปริมาณยาบางชนิดในผลิตภัณฑ์ยาสูตรผสมอาจสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ทำให้การบรรเทาอาการบางอย่างอาจไม่ดีขึ้นหรือเกิดอาการข้างเคียงได้ ในกรณีนี้จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาเดี่ยวเพื่อให้สามารถใช้ยาแต่ละชนิดในปริมาณที่เหมาะสมได้มากที่สุด แม้ว่าจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการป้อนยาที่เป็นสูตรยาเดี่ยว เนื่องจากต้องป้อนหลายครั้งก็ตาม

โดยสรุป ยาแก้หวัดมีความแตกต่างกันในตัวเองของจำนวนยาและความเข้มข้นของยาในผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ปริมาณยาที่จำเป็นต้องใช้ในเด็กแต่ละรายนั้นแตกต่างกันออกไปได้ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นควรมียาที่พอดีกับอาการหวัดของเด็กๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและความปลอดภัยจากการใช้ยา สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/thservice-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักโรคเลือดจางจากการขาดวิตามินโฟเลต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/605209

Life & Health : รู้จักโรคเลือดจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณผู้หญิงหลายคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด วิงเวียน หัวใจเต้นเร็วตัวซีดหรือตัวเหลือง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเป็นภาวะโลหิตจาง แต่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเนื่องจากอาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและไม่ชัดเจน นอกจากนี้ โรคโลหิตจางยังเป็นอาการของโรคอีกหลายโรคและหากไม่รักษาอย่างถูกต้องจะมีอันตรายถึงชีวิต สาเหตุของโรคนี้อาจมาจากการขาดธาตุเหล็ก วิตามินบีหรือวิตามินโฟเลตก็ได้ ในวันนี้จะมาแนะนำโรคเลือดจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

ข้อมูลจาก พญ.ลลิตา นรเศรษฐ์ธาดา หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า วิตามินโฟเลตหรือวิตามินบี 9 พบได้ในอาหารหลายหลายชนิด ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว ยอดผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืช โฟเลตมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเซลล์ เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการช่วยสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ปกติร่างกายมีความต้องการโฟเลตวันละ 200-400 ไมโครกรัม ส่วนในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะมีความต้องการโฟเลตเพิ่มขึ้นสองเท่า ในหญิงตั้งครรภ์จึงมีความจำเป็นต้องรับประทานโฟเลตเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตป้องกันภาวะการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของทารกในครรภ์

การขาดโฟเลตในหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเจริญเติบโตผิดปกติโดยเฉพาะของระบบประสาทของทารก ในคนทั่วไปหากขาดโฟเลต จะทำให้มีภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ อ่อนเพลียและเจ็บลิ้นได้

ความชุกของการขาดวิตามินโฟเลตลดลงมาก ในประเทศที่เสริมวิตามินโฟเลตในอาหารจำพวกธัญพืช ข้าวและขนมปัง ปัจจุบัน 83 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในทวีปอเมริกา ออสเตรเลียและแอฟริกาได้ออกกฎหมายให้เสริมวิตามินโฟเลตในอาหารกลุ่มธัญพืช แต่ในประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้

สาเหตุของการขาดวิตามินโฟเลต

สาเหตุที่สำคัญที่สุดของการขาดวิตามินโฟเลต คือ การได้รับวิตามินโฟเลตไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากวิตามินโฟเลตถูกทำลายได้ง่ายเมื่ออาหารผ่านความร้อน และในร่างกายสะสมวิตามินโฟเลตเพียง 5-10 มิลลิกรัม หากไม่ได้รับอาหารที่มีวิตามินโฟเลตเพียงพอ จะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินโฟเลตในระยะเวลา 4-5 เดือน

l ร่างกายมีความต้องการวิตามินโฟเลตสูงขึ้น เช่น ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงเรื้อรัง เช่น โลหิตจางธาลัสซีเมีย และผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังที่มีสะเก็ดหลุดลอกเรื้อรัง

l ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการฟอกไตต่อเนื่อง

l วิตามินโฟเลตไม่สามารถดูดซึมได้ จากความผิดปกติของลำไส้เล็ก เช่น ได้รับการผ่าตัดลำไส้เล็กส่วนต้นซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดูดซึมวิตามินโฟเลต หรือมีโรคลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง

l ผู้ที่ทานอาหารน้อย มีภาวะทุโภชนาการ หรือมีโรคจิตเภททำให้ไม่ยอมรับประทานอาหารตามปกติ

l ผู้ที่อยู่ในสถานพยาบาล หรือสถานรับเลี้ยงคนชรา ที่ไม่ได้รับอาหารที่เสริมวิตามินโฟเลต

l ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง ทำให้รับประทานอาหารน้อย ร่วมกับแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านการทำงานของวิตามินโฟเลต

l ได้รับยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการทำงานของวิตามินโฟเลต เช่นยาปฏิชีวนะบางตัว และยาเคมีบำบัด

l ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดความอ้วน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ วิตามินโฟเลต วิตามินบี 12 และธาตุเหล็กได้

อาการของการขาดวิตามินบี 12 มีดังนี้ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซีดจากภาวะโลหิตจาง ใจสั่น หน้ามืดบ่อย ความจำและทักษะทางความคิดลดลงจากภาวะโลหิตจาง เจ็บลิ้น ทานอาหารรสจัดไม่ได้ มีแผลที่มุมปาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึมเศร้า

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

เมื่อมีภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ อาจพบเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำลงได้เล็กน้อย ลักษณะเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลด์มีขนาดใหญ่ที่มีจำนวนหยักของนิวเคลียสมากขึ้นผิดปกติ โดยมักจะสงสัยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นต่อการขาดวิตามินโฟเลต แพทย์จะสืบค้นเพิ่มเติมโดยตรวจระดับวิตามินโฟเลตร่วมกับวิตามินบี 12 ในเลือดว่ามีระดับต่ำผิดปกติหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจระดับวิตามินบี 12 ด้วยเสมอ เนื่องจากอาการและอาการแสดงทางคลินิก ไม่สามารถแยกภาวะขาดวิตามินทั้งสองชนิดนี้จากกันได้ และผู้ป่วยอาจมีการขาดวิตามินทั้งสองชนิดนี้ร่วมกันก็ได้ อย่างไรก็ดีการตรวจระดับวิตามินโฟเลตจะมีประโยชน์น้อยในผู้ที่ทานอาหารได้และมีการดูดซึมอาหารที่ปกติ หากตรวจไขกระดูกซึ่งเป็นที่ผลิตเม็ดเลือดแดง จะพบเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนที่มีขนาดใหญ่และนิวเคลียสอ่อนผิดปกติได้

การรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

ให้วิตามินโฟเลตทดแทนในขนาด 5-10 มิลลิกรัมต่อวันไม่ควรเสริมวิตามินโฟเลตอย่างเดียวในผู้ที่ขาดหรือสงสัยว่าขาดวิตามินบี 12 ร่วมด้วย เนื่องจากการให้วิตามินโฟเลตอย่างเดียวในผู้ที่ขาดวิตามินบี 12 จะทำให้อาการทางระบบประสาทแย่ลงในผู้ที่ขาดวิตามินบี 12 ได้ ส่วนในผู้ที่ได้รับยาต้านการออกฤทธิ์ของวิตามินโฟเลต โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดกลุ่ม methotrexate สามารถให้กรดโฟลินิคซึ่งเป็นวิตามินโฟเลตที่สามารถนำไปช่วยในการสังเคราะห์ DNA ได้เลย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหาร ลืมกินยาตามเวลา อันตรายหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603636

LIFE&HEALTH : ยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหาร ลืมกินยาตามเวลา อันตรายหรือไม่

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ก่อนใช้ยาในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดใดก็ตามควรทราบถึงสาเหตุและอาการ เพื่อให้สามารถเลือกยาได้ถูกกับโรค และที่สำคัญคือ ต้องใช้ให้ถูกขนาด ถูกเวลาและถูกวิธี ดังนั้นก่อนใช้ยาควรปรึกษาเภสัชกรและศึกษาหาข้อมูลเพื่อการใช้ยาอย่างถูกต้อง ปลอดภัยทุกครั้ง

ปัญหาที่มักพบเสมอเวลาจะรับประทานยา คือ ต้องรับประทานก่อนหรือหลังอาหาร และก่อนอาหารนานเท่าไหร่หลังอาหารกี่นาที ก่อนนอนนานแค่ไหน ถ้าลืมแล้วจะทำอย่างไร ข้อมูลจาก ภก.ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคงภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำหลักการและหลักปฏิบัติที่ถูกต้องทั่วไปของวิธีการรับประทานยาเหล่านี้ ดังนี้

1.ยาก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหาร อย่างน้อย30 นาที

ยาที่รับประทานก่อนอาหาร ควรรับประทานในช่วงที่ท้องว่าง ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ซึ่งก็คือก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที เนื่องจาก

l ยาอาจถูกทำลายและเสียประสิทธิภาพในการรักษา เมื่อพบกับกรดปริมาณมากที่กระเพาะอาหารจะหลั่งออกมาหลังมื้ออาหาร การรับประทานยาในช่วงที่ท้องว่าง ทำให้ยาไม่ถูกทำลาย และประสิทธิภาพของยาไม่ลดลง

l อาหารและส่วนประกอบของอาหารอาจลดการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถรับประทานยาพร้อมหรือหลังอาหารได้

l ยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินซูลิน จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก่อนที่จะออกฤทธิ์ การรับประทานยาก่อนอาหารจึงเป็นเสมือนการเตรียมพร้อมให้ระบบทางเดินอาหารก่อนจะรับประทานอาหาร

การลืมรับประทานยาก่อนอาหาร ถ้าลืมรับประทานยาก่อนอาหาร หรือนึกได้ว่าต้องรับประทานยาก่อนที่จะทานอาหารไม่ถึงครึ่งชั่วโมง การทานยาก่อนอาหารทันที จึงไม่ต่างกับการรับประทานยาหลังอาหาร ควรข้ามยามื้อที่ลืมไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินซูลิน กรณียาที่รับประทานก่อนอาหารเพราะยาจะถูกทำลายหรืออาหารอาจลดการดูดซึมของยา อาจรอให้กระเพาะอาหารว่างก่อนแล้วค่อยรับประทานยาก็ได้ ซึ่งก็คือประมาณ 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร แต่ยาที่ต้องรับประทานในมื้อถัดไปอยู่แล้ว ให้ทานยาก่อนอาหารมื้อถัดไปแทนได้เลยไม่ต้องทานยาซ้ำ

2.ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันที และไม่ควรนานเกิน 15 นาที หลังอาหาร

ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันที อาจทานพร้อมอาหารหรือก่อนรับประทานอาหารคำแรกก็ได้ เพราะไม่ว่าจะกรณีใด ยาจะเข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหารพร้อมกับอาหารที่รับประทานเหมือนๆ กัน ยาที่ควรรับประทานหลังอาหาร เนื่องจาก

l ยามีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน การรับประทานพร้อมหรือหลังอาหารทันทีจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

l ต้องการกรดในกระเพาะอาหารช่วยในการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งกรดในกระเพาะอาหารจะหลั่งสูงสุดในระหว่างที่รับประทานอาหารเท่านั้น

การลืมรับประทานยาหลังอาหาร ถ้าลืมรับประทานยาหลังอาหาร สามารถรับประทานยาได้ทันทีที่นึกได้และไม่เกิน 15 นาที แต่ถ้านึกได้หลังจากรับประทานอาหารมากกว่า 15 นาทีแล้ว ควรรอรับประทานหลังอาหารในมื้อถัดไปแทน หรืออาจรับประทานอาหารมื้อย่อยแทนมื้อหลักก่อนรับประทานยาก็ได้ กรณีที่ยานั้นมีความสำคัญมาก

3.ยาก่อนนอน ควรรับประทานยาก่อนเข้านอน 15-30 นาที

ยาที่แนะนำให้รับประทานก่อนนอนมีหลายประเภท แต่โดยทั่วไป ควรรับประทานก่อนนอน 15-30 นาที เนื่องจาก

l ยามีผลข้างเคียงสำคัญคือทำให้ง่วงนอนหรือวิงเวียนศีรษะมาก ถ้ารับประทานก่อนนอนนานเกินไป อาจส่งผลต่อให้ผู้รับประทานยาทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กรณีที่ยังไม่พร้อมจะเข้านอน

l ยาที่ช่วยให้นอนหลับ มักใช้เวลาประมาณ 15–30 นาทีก่อนที่จะออกฤทธิ์ช่วยให้หลับ

การลืมรับประทานยาก่อนนอน ถ้าลืมรับประทานยาก่อนนอน มักนึกได้เมื่อถึงเช้าของวันรุ่งขึ้นแล้ว ไม่ควรรับประทานยานั้นอีก ควรรอให้ถึงเวลาก่อนเข้านอนในคืนถัดไปค่อยรับประทานยานั้น

4.ยารับประทานเวลามีอาการ ควรรับประทานเมื่อมีอาการจริงๆ

ยาในกลุ่มนี้ มักระบุในฉลากว่ารับประทานทุก 4-6 ชั่วโมงทุก 8 ชั่วโมง หรือทุก 12 ชั่วโมง เวลามีอาการ เมื่อมีอาการสามารถรับประทานยาได้เลย ไม่ต้องคำนึงถึงมื้ออาหาร เนื่องจากไม่ว่าจะรับประทานอาหารหรือไม่ ก็ไม่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หลังรับประทานยาแล้วถ้ายังมีอาการอยู่สามารถทานยาซ้ำได้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ ไม่ควรรับประทานบ่อยกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก เมื่อหายแล้วสามารถหยุดยาได้เลย

อย่างไรก็ตาม ยาบางประเภท อาจมีวิธีรับประทานยานอกเหนือไปจากยาโดยทั่วๆ ไปข้างต้น รวมทั้งยาบางประเภทอาจรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้แล้วแต่สะดวก เนื่องจากยาอาจมีการออกฤทธิ์ที่พิเศษหรือมีผลข้างเคียงอื่นๆ ซึ่งผู้ทำหน้าที่ส่งมอบยาเหล่านี้จะอธิบายวิธีการรับประทานเป็นกรณีๆ ไป สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการให้ท้องอิ่ม มีแรงสู่ชีวิตต่อไปขอเชิญร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้พิการเหล่านี้ได้ ผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุงชื่อบัญชี มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการเลขที่บัญชี 342-3-04066-0ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้สอบถามที่โทรศัพท์ 099-3944795

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้เท่าทันสุขภาพคุณผู้หญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602072

Life & Health : เรียนรู้เท่าทันสุขภาพคุณผู้หญิง

Life & Health : เรียนรู้เท่าทันสุขภาพคุณผู้หญิง

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมัยนี้ผู้หญิงมีบทบาทหน้าที่และต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือสร้างธุรกิจให้ก้าวไกลไม่ต่างจากผู้ชาย แต่ไหนจะงานบ้าน งานประจำ แถมยังต้องดูแลลูก ดูแลครอบครัวไปพร้อมๆ กัน ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด แถมทุกวันนี้โรคภัยต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย ข้อมูลจากผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า คุณผู้หญิงทั้งหลายจึงควรหมั่นดูแลและสังเกตอาการผิดปกติที่ร่างกายฟ้องออกมาจึงจะสามารถหาวิธีป้องกันและระมัดระวังตัวได้อย่างถูกวิธี

มีเลือดออกผิดปกติ

โดยปกติแล้วผู้หญิงจะมีประจำเดือนประมาณ 5-7 วัน และมีเพียงหนึ่งครั้งต่อเดือนเท่านั้น หากคุณมีเลือดไหลออกกะปริบกะปรอยโดยที่ไม่ใช่ประจำเดือนก็อาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนเพศหญิง หรือเกิดจากการติดเชื้อภายในเยื่อบุโพรงมดลูกหรือปากมดลูก บางทีอาจจะเป็นผลข้างเคียงจากการกินยาบางชนิดที่มีฮอร์โมนเพศหญิงเป็นส่วนผสม แต่นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคมะเร็งในรังไข่หรือมะเร็งปากมดลูกก็ได้เช่นกัน

ดังนั้น หากคุณผู้หญิงมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ อย่าอายหรือนิ่งนอนใจ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้

ปัญหาข้อเข่า

ผู้หญิงมีความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย แถมยังมีพฤติกรรมการใช้ข้อแบบผิดๆ เช่น นั่งพับเพียบ นั่งยองๆชอบใส่รองเท้าส้นสูง ฯลฯ หรืออาจมีน้ำหนักเกิน ทำให้ผิวกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับ จนเกิดการสึกกร่อนและเสื่อมลง ทำให้มีอาการปวดที่ข้อเข่า ฝืด ตึง หรืออาจมีเสียงดังกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวและทำให้ขึ้น-ลงบันไดได้ไม่สะดวก

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งเรื่องการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ หมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ทำร้ายข้อเข่า จะช่วยป้องกันและชะลอความเสื่อมของข้อเข่าได้

เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง

เต้านม อวัยวะสำคัญของผู้หญิงที่ควรได้รับการดูแลใส่ใจไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากเต้านมมีความผิดปกติเกิดขึ้นด้หลายอาการ เช่น มีก้อนที่เต้านมหรือที่รักแร้ รูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมหรือผิวหนังบริเวณรอบเต้านมบุ๋มลงไป เต้านมบวมแดงอักเสบมีอาการเจ็บเต้านม มีน้ำหรือเลือดไหลออกมาจากหัวนม

ผู้หญิงทุกคนจึงควรใส่ใจและหมั่นตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ รวมถึงสังเกตลักษณะของเต้านม และอาการต่างๆที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านม หากพบอาการผิดปกติ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง

เบ่งเท่าไร ไม่ออกสักที

ผู้หญิงมีโอกาสท้องผูกมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเกิดได้ทั้งจากฮอร์โมนเพศหญิง ระบบทางเดินอาหารของผู้หญิงทำงานได้ช้า ดื่มน้ำน้อยการรับประทานยาบางชนิด หรือแม้แต่พฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่ถูกสุขลักษณะรวมถึงความเครียดและความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน หากเมื่อใดที่การขับถ่ายอุจจาระเป็นเรื่องยาก เบ่งถ่ายไม่ออก อุจจาระแข็งอย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวาร หรือเกิดมะเร็งในลำไส้ได้

ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผักผลไม้ที่มีกากใยมากหรือดื่มน้ำผลไม้ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เช่น น้ำมะขาม รวมถึงลดปริมาณการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวและดื่มน้ำให้มากๆ หากใครกำลังมองหาทางเลือกที่ง่ายและสะดวก การรับประทานพรีไบโอติกและโพรไบโออย่างต่อเนื่องทุกวันก็มีส่วนช่วยส่งเสริมการย่อยอาหารและการขับถ่ายที่เป็นปกติ

ผิวพรรณที่เปลี่ยนไป

ผู้หญิงไม่ว่าวัยไหนก็อยากมีผิวพรรณเรียบเนียน กระชับและเต่งตึงกันทั้งนั้นแต่กาลเวลาและวัยที่เพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อมรอบกาย ทั้งแสงแดด มลภาวะ รวมถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำความหมองคล้ำ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ ศัตรูหมายเลขหนึ่งของสุขภาพและผิวพรรณ

การต้านความแก่และเรียกความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณให้กลับคืนมาเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “อาหาร” เพื่อบำรุงซ่อมแซมและฟื้นฟูผิว ได้แก่ คอลลาเจนโปรตีนสำคัญที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวและสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแอสต้าแซนธินจากสาหร่ายฮีมาโตคอกคัสพลูวิเอลิส ที่ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น ริ้วรอยลดลงและมีสุขภาพดีขึ้น ควบคู่กับพักผ่อนให้เพียงพอหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปล่อยวางจากความเครียด หากใช้เครื่องสำอางก็ต้องดูแลทำความสะอาดผิวพรรณให้สะอาดหมดจด สุขภาพร่างกายและผิวพรรณก็จะคงความอ่อนเยาว์และสวยสดใสสมวัย

แม้อาการบางอย่างจะดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็อาจเป็นภัยที่สามารถคุกคามสุขภาพคุณได้ ฉะนั้นการรู้เท่าทันในเรื่องของสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณไม่ควรละเลย

สำหรับช่วงโควิค-19 นี้ ขอเชิญคนไทยสุขภาพดี ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และ รพ.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ “มั่นใจ ปลอดภัย บริจาคโลหิตฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน” สอบถามโทร.02-2564300 หรือ www.blooddonationthai.com เพราะเลือดคุณช่วยต่อชีวิตคนได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผลเสียของการไม่บริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600418

LIFE&HEALTH : ผลเสียของการไม่บริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรต

LIFE&HEALTH : ผลเสียของการไม่บริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรต

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเรามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ก็มักจะโทษว่าเกิดจากการรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล (คาร์โบไฮเดรต) มากเกินไป ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิรภรณ์
อังวิทยาธร ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าคาร์โบไฮเดรตก็ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป คาร์โบไฮเดรตมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย อยู่ที่การรับประทานในอัตราส่วนที่เหมาะสม บทความนี้มิได้เน้นวิธีการลดน้ำหนัก แต่ต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็น 1 ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่มีความจำเป็นต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ของร่างกาย

คาร์โบไฮเดรตที่มีผลดีต่อสุขภาพและควรรับประทาน ได้แก่ ข้าวที่ไม่ได้ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังที่ไม่ฟอกขาว เช่น ขนมปัง
โฮลวีท รวมถึงผักผลไม้ที่มีรสหวานน้อย แคลอรี่ต่ำ มีกากใยอาหารมาก เช่น มันเทศ ข้าวโพด อย่างไรก็ตาม ควรควบคุมปริมาณไม่ให้มากจนเกินความจำเป็นต่อร่างกาย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่ที่ทำงานและมีกิจกรรมตามปกติควรได้รับพลังงานวันละประมาณ 2,000 แคลอรี่ โดยที่ 900-1,300 แคลอรี่ (45-65%ของพลังงานที่ควรได้รับ) ควรมาจากคาร์โบไฮเดรตปริมาณคาร์โบไฮเดรต (รวมถึงน้ำตาล) ที่ควรรับประทานในแต่ละวันคือ 225-325 กรัม

การงดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิงจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรตมีหลายประการดังต่อไปนี้

l ช่วยในการทำงานของสมอง เซลล์สมองจำเป็นต้องใช้น้ำตาลกลูโคส เป็นแหล่งพลังงานอย่างต่อเนื่อง กลูโคสได้จากการย่อยสลายของคาร์โบไฮเดรตและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อสมองขาดกลูโคสหรือได้รับกลูโคสไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน ใจสั่น มือสั่น หน้ามืด ตาลายเหงื่อออก ปวดศีรษะ และเซื่องซึม ถ้าสมองขาดกลูโคสอย่างเฉียบพลันและรุนแรง จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานล้มเหลว จนอาจเกิดอาการชัก หมดสติ เซลล์สมองเกิดความเสียหายจนไม่สามารถคืนสู่สภาพเดิมได้ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ สมองไม่สามารถใช้อาหารจำพวกไขมันหรือโปรตีนเป็นแหล่งพลังงานทดแทนกลูโกสได้

กลูโคสยังมีผลต่อความคิด การเรียนรู้และการจดจำสิ่งต่างๆ เนื่องจากกลูโคสใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายชนิดมีงานวิจัยในปี 2008 โดยมหาวิทยาลัย Tufts ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาในผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินและไม่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิงเป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ จะมีทักษะทางปัญญา ความใส่ใจจากการมองเห็น การรับรู้จากการมองเห็น ความทรงจำเชิงพื้นที่ ต่ำกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินและรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม

l ผลต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ในประเทศแถบตะวันตกจะมีคำกล่าวที่ว่า “ถ้ารู้สึกไม่มีความสุข ให้กินพาสต้า แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”คาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2552ในวารสาร The Journal of the American MedicalAssociation Internal Medicine พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและมีไขมันสูง เป็นระยะเวลานาน 1 ปี จะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้าและมักมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียว มากกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและมีไขมันต่ำ ในอาหารคาร์โบไฮเดรตจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นชนิดหนึ่งคือ tryptophan ซึ่งใช้ในการผลิต serotonin ในสมอง serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการลดอาการซึมเศร้าและช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักโดยงดคาร์โบไฮเดรต มักมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด โกรธง่ายกว่ายามปกติ

l ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด มีงานศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการบริโภคธัญพืชเต็มเมล็ด (whole grains) ที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยหรือไม่ผ่านเลย จะช่วยลดไขมันชนิดเลว (LDL cholesterol) และคอเลสเตอรอลรวม แต่ไม่มีผลลดไขมันดี (HDL cholesterol) ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ยังพบว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดธัญพืชมากกว่า16 กรัมทุกวันจะมีระดับ LDL cholesterol ต่ำกว่าผู้ที่รับประทานยาลดไขมันในกลุ่ม statins ที่ไม่รับประทานเมล็ดธัญพืช

l เป็นแหล่งพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในรูปของกลูโคสจะเป็นแหล่งพลังงานและเชื้อเพลิงหลักของร่างกาย ซึ่งใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ออกกำลังกายทำกิจวัตรประจำวัน หรือแม้กระทั่งการหายใจ น้ำตาลกลูโคสส่วนเกินจะถูกเก็บไว้ในตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์อื่นๆ ในรูปของไกลโครเจน เพื่อใช้ในภายหลังหรือถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ถ้าร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ร่างกายจะใช้โปรตีนเป็นแหล่งพลังงานทดแทน แต่เนื่องจากร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผลก็คือทำให้กล้ามเนื้อลีบแบน ผิวหนังเหี่ยวย่น ร่างกายผ่ายผอม อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง

l ควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักมักงดเว้นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่การเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดและปริมาณที่เหมาะสม เช่น การรับประทานเมล็ดธัญพืชเต็มเมล็ด ผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารในปริมาณสูงจะทำให้รู้สึกอิ่มโดยได้รับแคลอรี่น้อยลง ช่วยควบคุมน้ำหนักได้

การรับประทานเมล็ดธัญพืช ผักผลไม้ที่มีกากใยยังช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นปกติ ผู้ที่รับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ จะได้รับกากใยอาหารไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องอืดท้องเฟ้อ นอกจากนี้เมล็ดธัญพืชยังอุดมไปด้วยวิตามิน B ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงานจากอาหาร และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ผลไม้และผักนั้นเต็มไปด้วยวิตามิน B และ C การบริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ทำให้ขาดสารโฟเลตแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และโปแทสเซียมวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน A และ E

โดยสรุป การเลือกบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ มีปริมาณโซเดียมต่ำ ไขมันอิ่มตัวต่ำ มีคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ต่ำหรือไม่มีเลย โดยรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เน้นอาหารให้หลากหลายชนิดแต่ให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยราคาแพงอื่นๆ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598820

Life & Health : รู้จักโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก

Life & Health : รู้จักโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคที่ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น โรคนี้สามารถจะเกิดขึ้นกับทุกเพศทุกวัยแม้แต่ในวัยเด็ก เมื่อเด็กป่วยเป็นโรคมะเร็งจะพลาดโอกาสดีในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใสเหมือนเด็กทั่วไป ข้อมูลจาก รศ.นพ.เจษฎา บัวบุญนำสาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยีภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคที่พบได้เป็นอันดับ 7 ของโรคมะเร็งในเด็ก จากสถิติพบว่า มีผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ปีละประมาณ 30 รายต่อปี และส่วนมากมักจะพบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี แม้ว่าจะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยแต่การตรวจพบที่ล่าช้าอาจทำให้โรคลุกลามจนไม่สามารถเก็บรักษาดวงตาไว้ได้หรือโรคอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นจนทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุของการเกิดมะเร็งจอประสาทตายังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าผู้ป่วยหลายรายสัมพันธ์กับความผิดปกติของยีนที่ชื่อ RB ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งเซลล์และการตายของเซลล์ในร่างกายของคนปกติ ดังนั้นผู้ที่มีความผิดปกติของยีนดังกล่าวในเซลล์สืบพันธุ์จะมีความเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาได้และผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตาเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะมีลูกเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาเช่นกัน

อาการและอาการแสดงของมะเร็งจอประสาทตา ในระยะแรกมักจะวินิจฉัยยาก อาการที่พบบ่อย ได้แก่ อาการตาวาวซึ่งเกิดจากแสงที่สะท้อนจากตัวก้อนมะเร็งในจอประสาทตา โดยจะพบลักษณะจุดสีขาวที่กลางตาดำ อาการแสดงอื่นๆ ได้แก่ อาการตาเหล่ หรือมีเลือดออกในช่องด้านหน้าม่านตา ในบางรายก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจมีอาการปวดตาหรือมีการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบลูกตาซึ่งเกิดจากการตายของเนื่อเยื่อบริเวณรอบในรายที่โรคมีการลุกลามออกนอกลูกตาผู้ป่วยอาจตรวจพบตาโปน เนื่องจากก้อนมะเร็งลามออกมาในเบ้าตา ผู้ป่วยที่โรคลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองอาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณใบหน้า ในรายที่มีโรคแพร่กระจายไปที่สมองผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง มีอาการชักหรือแขนขาอ่อนแรงได้ ผู้ป่วยที่มีโรคแพร่กระจายไปที่กระดูกอาจมีอาการปวดกระดูกหรือคลำพบก้อนตามแขนขาได้ ในผู้ป่วยที่โรคมีการลุกลามออกนอกเบ้าตาหรือมีการแพร่กระจายจะเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคไม่ดีและอาจจะเสียชีวิตแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ดังนั้นการสังเกตบุตรหลานของตนเองว่ามีอาการตาวาวหรือการมองเห็นที่ผิดปกติหรือไม่ จึงมีความสำคัญเนื่องจากการตรวจพบในระยะแรกของโรคอาจจะรักษาให้หายขาด รวมทั้งอาจรักษาดวงตาและความสามารถในการมองเห็นได้

หากบุตรหลานของท่านมีอาการผิดปกติดังกล่าวควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อได้รับการตรวจอย่างละเอียด ซึ่งโรคอื่นๆ ที่อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการตาวาว ได้แก่ ความผิดปกติของวุ้นตาหรือหลอดเลือดที่จอตาแต่กำเนิด หรือการติดเชื้อพยาธิบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวนด์ดวงตา การทำเอกซเรย์สนามแม่เหล็กของสมองและลูกตา เป็นต้น เพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคและประเมินการลุกลามของโรค ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่ามะเร็งจอประสาทตาอาจจะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยอาจพิจารณาตรวจตาของพี่น้องของผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตาด้วยเนื่องจากอาจพบตัวโรคได้

การรักษามะเร็งจอประสาทตาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดของก้อนและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ในรายที่ก้อนมีขนาดเล็กและผู้ป่วยยังมีความสามารถในการมองเห็น แพทย์ผู้รักษาจะทำการรักษาอย่างเต็มที่เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเอาลูกตาออก โดยการใช้การรักษาเฉพาะที่ เช่น การจี้ความเย็น หรือการใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำทุกๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน การรักษาทั้ง 2 วิธีมีผลเสริมฤทธิ์กันทำให้ก้อนมีขนาดเล็กลงโดยอาจจะต้องให้การรักษามากกว่า 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม การรักษาดังกล่าวอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น จอตาฉีกขาดจากการรักษาเฉพาะที่ หรือภาวะติดเชื้อ เนื่องจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากการให้ยาเคมีบำบัด นอกจากการรักษาดังที่กล่าวมายังมีการรักษาอื่นๆ เช่น การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าในชั้นวุ้นตาหรือทางหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตัวก้อนมะเร็งโดยตรง การใช้ฉายรังสีหรือการวางแร่กัมมันตรังสีที่ตา เป็นต้น ซึ่งการรักษาดังกล่าวมีความซับซ้อนและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกันไปในแต่ละวิธีของการรักษา

นอกจากนี้ อาจจะยังไม่สามารถทำได้ในโรงพยาบาลทั่วไปจึงจำเป็นจะต้องส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ในรายที่ก้อนมีขนาดใหญ่สูญเสียการมองเห็น ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น หรือโรคมีการลุกลามออกนอกลูกตาผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโดยการเอาลูกตาออก และใส่ตาปลอมในภายหลัง

การผ่าตัดเอาลูกตาออกอาจจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากสำหรับผู้ปกครอง และมีผู้ปกครองของผู้ป่วยหลายรายหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเอาลูกตาออก ทำให้โรคมีการลุกลามและแพร่กระจายไปมากซึ่งกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวจะมีความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากเนื่องจากอาการเจ็บปวดจากตัวก้อนหรือมีภาวะเลือดออกจากตัวก้อนและผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตทุกรายแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ การผ่าตัดเอาลูกตาออกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ การผ่าตัดเอาลูกตาออกเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่หรือมีการลุกลามจะทำได้โดยยากและอาจจะต้องผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อโดยรอบออกเป็นขนาดกว้างมากกว่าปกติ ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทำให้ตาปลอมมีความคล้ายคลึงกับตาจริงมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาลูกตาออกมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขขึ้น

โดยสรุป การตระหนักถึงภาวะตาวาวในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมอย่างมากในการเฝ้าระวังภาวะดังกล่าว การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดและอาจจะสามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเอาลูกตาออกได้

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ปัจจุบันได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก รวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคได้ที่บัญชี“กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ”SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597274

LIFE&HEALTH : อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูกน้อย

LIFE&HEALTH : อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูกน้อย

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เด็กสมัยนี้ก็มีความเครียดไม่แพ้ผู้ใหญ่ แต่การแสดงออกของหนูน้อยวัยใสนั้นจะแตกต่างไป ด้วยเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางภาษายังไม่ดีพอ ไม่สามารถพูดสื่อสารความรู้สึกได้มากนัก จึงแสดงออกมาเป็นปัญหาพฤติกรรมหรืออาการทางกาย เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับฝันร้าย ขาดสมาธิ ดื้อ ก้าวร้าว ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า ความเครียดเล็กน้อยในระยะเวลาสั้นๆ หรือชั่วคราว เด็กสามารถใช้ทักษะหรือความสามารถในการแก้ไขหรือจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง ถ้าได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่รอบข้างจนก้าวข้ามฅปัญหาหรือความเครียดนี้ไปได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องความอดทน การปรับตัว การใช้สติในการแก้ไขปัญหา มีความยืดหยุ่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่หากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง รุนแรงและไม่มีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการเรียนรู้และความจำ โรคทางกาย โรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ของเด็กตามมาในอนาคตได้

ในฐานะพ่อแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเครียดของลูกน้อย และควรหมั่นสังเกตอาการของลูกดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ทั้งในเรื่องความคิด พฤติกรรม อารมณ์ และพัฒนาการ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจเกิดผลเสียในระยะยาวได้

เด็กเด็กก็เครียดเป็น

ความเครียดเป็นภาวะอารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามความเครียดล้วนส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ รวมถึงพัฒนาการการเรียนรู้ ผ่านทางพฤติกรรมและอุปนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาการที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้ก็คือ เด็กวัยก่อนเรียนจะมีอาการต่างๆ เช่น อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ติดแม่มากขึ้น เจ็บป่วยบ่อยๆ ปวดท้อง ปวดศีรษะ อาเจียน นอนหลับยาก ตื่นกลางดึก ฝันร้าย นอนละเมอ ปัสสาวะรดที่นอน หรือมีพฤติกรรมที่ผิดแปลก เช่น ดูดนิ้ว ดึงผม กัดเล็บ หรือมีคำพูดแง่ลบ เช่น ไม่มีใครรัก หนูทำไม่ได้ส่วนเด็กวัยเรียนที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะสามารถเล่าถึงความเครียดที่มีให้เราได้รับรู้มากขึ้น เนื่องจากมีความเข้าใจทางภาษาและสามารถแสดงออกทางความคิดความรู้สึกที่หลากหลายตามวัยหรืออุปนิสัยของเด็กแต่ละคน เช่น เริ่มโกหก เกเร ดื้อ การเรียนแย่ลงไม่ยอมไปโรงเรียน หรืออาจแยกตัวไปอยู่ตามลำพัง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน ทะเลาะกับพ่อแม่มากขึ้น หรืออาจมีอาการซึมเศร้า โดยจากเดิมเป็นคนพูดเก่งก็กลายเป็นคนพูดน้อยลง เงียบขรึมผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรงของสถานการณ์ที่มากระตุ้น วิธีการปรับตัวของเด็ก และการมีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

เรื่องเครียดๆ ของเด็กเด็ก

ความเครียดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ลูกยังเป็นวัยทารก หากลูกหิว ผ้าอ้อมแฉะอยากให้อุ้ม หรืออยู่ในภาวะที่รู้สึกไม่สบาย และไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือตอบสนองอย่างเหมาะสม เนื่องจากมารดาพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด กังวล หรือบางคนอาจจะมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ส่วนใหญ่ความเครียดของเด็กโตมักจะเกี่ยวกับการเรียน ยิ่งในยุคของการแข่งขันที่สูงขึ้น เรื่องของการศึกษาจึงมักเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีความสุขและเครียดจากการเรียน เช่น การบ้านที่มากเกินไป การแข่งขันในเรื่องเรียน การสอบต่างๆ หรือเกิดจากการใช้ชีวิตในโรงเรียน เช่น ครูไม่เข้าใจเด็ก เพื่อนแกล้ง โดนบูลลี่ โดนกีดกันออกจากกลุ่ม รวมถึงเรื่องของความเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัว เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ย้ายบ้าน พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันก้าวร้าวรุนแรงหรือเลิกรากันไป การสูญเสียคนหรือสัตว์เลี้ยงที่รัก ภัยอันตรายที่มาคุกคาม โรคระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ และไม่สามารถออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านได้ นอกจากนี้อาจเกิดจากการคาดหวังและกดดันลูกเกินไปของพ่อแม่ ทั้งนี้หากลูกของคุณเป็นเด็กที่มีความวิตกกังวลได้ง่ายไวต่อการกระตุ้น มีความอ่อนไหว ก็อาจมีความเครียดได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่นที่ไม่คิดอะไรมาก รวมทั้งความเครียดของพ่อแม่ที่อาจส่งผลต่อไปยังลูกให้เครียดได้ด้วย

อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูก

เมื่อเกิดความเครียดขึ้น เด็กอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากความเครียดนั้นได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหาทางป้องกันและวิธีปฏิบัติเพื่อช่วยคลายเครียดให้แก่เด็กๆ ดังนี้

l การยอมรับในความสามารถของเด็ก พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่เขายังไม่พร้อม หรือกดดันลูกจนเกินไปโดยเฉพาะเรื่องการเรียน เด็กเเต่ละคนมีความสามารถ มีสิ่งที่ชอบ และความถนัดที่แตกต่างกัน หากลูกได้เรียน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสนใจเป็นพิเศษ ก็จะทำให้เขาเกิดความกระตือรือร้น มีความเข้าใจ และมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

l พูดคุยสนทนากันอย่างสร้างสรรค์ พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการพูดคุยกันในทางบวก การชมเชยและการให้กำลังใจลูก พร้อมรับฟังความคิดเห็นของเขาด้วยความห่วงใยและเข้าใจ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี อีกทั้งยังช่วยให้รู้ว่าลูกมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไรที่กังวลใจอยู่หรือไม่ เพื่อช่วยให้ลูกได้ผ่อนคลายพร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกันอย่างเหมาะสม

l ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อย่าลืมที่จะใช้เวลากับลูกของคุณด้วยการทำกิจกรรมที่คุณและลูกชอบร่วมกันด้วยความสนิทสนม เช่น เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ท่องเที่ยว เล่นดนตรี ทำงานศิลปะ ฯลฯ นอกจากช่วยสร้างความเพลิดเพลินและทำให้เด็กๆ มีความสุขจนลืมเรื่องเครียดๆ ได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวได้อีกด้วย

l เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ นอกจากการเรียน ควรให้ลูกได้เรียนรู้ปรับตัวด้านสังคมควบคู่กันไป โดยให้เขาได้ทำกิจกรรมอื่นและเล่นกับเพื่อนๆ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้และทดลองทำในสิ่งที่แปลกใหม่ เพื่อให้เขาได้ปรับตัวเข้ากับสังคมและรู้จักกับความผิดพลาดบ้าง เด็กๆจะได้เกิดการเรียนรู้ รู้จักปรับตัว หรืออาจมีสถานการณ์ที่ต้องแก้ปัญหา ฝึกความอดทนและยืดหยุ่นมากขึ้น

l การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม การให้ลูกเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็น เช่น ไม่ควรตามใจเด็กมากเกินไป อาจให้เด็กร้องไห้บ้าง แล้วเมื่อเด็กหยุดร้องไห้ ก็อธิบายเหตุผลให้เด็กได้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย เพราะในบางครั้งการได้ร้องไห้ก็เป็นการระบายความเครียดได้ดีอีกอย่างหนึ่ง และเด็กจะได้ไม่เก็บความเครียดสั่งสมเอาไว้

แม้ความเครียดไม่ใช่โรค แต่หากเมื่อไรที่แวะเวียนเข้ามาจนกัดกินความสุขและส่งผลเสียกับลูกของคุณ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจพร้อมกับหมั่นคอยดูแล อย่าปล่อยปละละเลยและรีบหาวิธีขจัดออกไปให้เร็วที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595549

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 หน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนจึงมีมาตรการส่งเสริมให้ทำงานจากบ้าน (Work from Home) การเรียนออนไลน์ กันมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าว สำหรับผู้ป่วยโรคไตเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีแนวโน้มของการเกิดอาการ และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าคนปกติ ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตจึงควรเพิ่มความเข้มงวดกับมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อ มีการเดินทางเท่าที่จำเป็น อยู่บ้านมากขึ้น ข้อมูลจาก ภญ.ศยามล สุขขาและ รศ.ดร.ภญ.บุษบา จินดาวิจักษณ์ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอข้อแนะนำของการดูแลตนเองเมื่ออยู่ที่บ้านของผู้ป่วยโรคไต โดยครอบคลุมผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ และผู้ป่วยไตวายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือฟอกเลือดทางหน้าท้อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาพไตที่ดี และห่างไกลจากการติดเชื้อโควิด-19

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคไต

ผู้ป่วยบางคนที่ต้อง Work from Home อาจทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง หรือมีการประชุมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง มักจะไม่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำขณะทำงานหรือประชุม จึงเกิดการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ซึ่งในกรณีนี้คนทั่วไปที่กลั้นปัสสาวะนานๆ ก็มีโอกาสของการเกิดนิ่ว และติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนมีการดื่มน้ำลดลงเมื่ออยู่ที่บ้านหากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ทำให้ลดปริมาณน้ำและเลือดที่ไปเลี้ยงไต และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดน้ำตามที่แพทย์แนะนำ ก็ต้องควบคุมการดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์

คำแนะนำเรื่องการใช้ยา ในช่วงที่ผู้ป่วยอาจได้รับยาต่อเนื่องที่บ้าน(telemedicine)

ในผู้ป่วยโรคไตที่มีภาวะของโรคคงที่ แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยรับยาที่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายในโรงพยาบาล สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยพึงระวังคือยาหมดก่อนนัด ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรตรวจเช็ค และนับจำนวนเม็ดยาที่เหลืออยู่อย่างสม่ำเสมอ และรีบติดต่อโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อให้ทางโรงพยาบาลมีเวลาเตรียมจัดส่งยาทางไปรษณีย์ได้ทันก่อนที่ยาจะหมด นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือผู้ป่วยควรควบคุมโรคประจำตัวของตนเองให้ดี โดยการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยารับประทานยาเองแม้ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นก็ตาม และหากมีอาการผิดปกติใดๆ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์โดยไม่ต้องรอจนถึงวันนัด ผู้ป่วยในช่วงอยู่บ้านอาจมีการทำกิจกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อย ยาแก้ปวดที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคไต คือยารับประทานในกลุ่มเอ็นเสด (NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนค ซีลีคอกซิบ เป็นต้น เนื่องจากยาดังกล่าว
มีผลเสียต่อไต เช่น ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือไตอักเสบได้ อย่างไรก็ตามยากลุ่มเอ็นเสดที่ใช้ภายนอก เช่น ยาทาในรูปแบบเจล หรือครีมนั้นสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่น้อย นอกจากนี้ยาแก้ปวดที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไตคือ พาราเซตามอล (ขนาดยาที่แนะนำคือ 325-650 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ โดยไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน) แต่การใช้พาราเซตามอลยังต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคตับ โรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งนี้ขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ที่ต้องเดินทางมาฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่สถานพยาบาล

ผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาที่รับบริการในหน่วยไตเทียม ทำการคัดกรองความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 ตามที่สถานพยาบาลกำหนด วัดอุณหภูมิก่อน และหลังการฟอกเลือด ล้างมือด้วยวิธีที่ถูกต้องก่อนเข้าเครื่องฟอกเลือด หากมีการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก ต้องทิ้งกระดาษทิชชูในถังขยะที่เหมาะสม และหากผู้ป่วยมีอาการแสดงที่สงสัยการติดเชื้อของโควิด-19ในขณะอยู่ที่บ้านต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อทางสถานพยาบาลเพื่อการคัดกรอง หรือการเข้าสู่ระบบการส่งต่อสถานพยาบาลอย่างเหมาะสมต่อไป

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยโรคไตถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และอาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง จึงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ควรได้รับวัคซีน โดยควรอยู่ภายใต้การพิจารณาจากแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยและเมื่อผู้ป่วยได้รับวัคซีนแล้ว ก็ไม่ควรละเลยมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นข้อปฏิบัติมาตรฐานเช่นเดิม

นอกจากนี้ แม้ว่าผู้ป่วยโรคไตจะกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่ก็ควรระวังการติดเชื้อจากบุคคลในครอบครัว ที่อาจจะนำพาเชื้อมาให้ผู้ป่วย หรือการมีการรวมตัวของญาติตามเทศกาลต่างๆ ผู้ป่วยควรมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในบ้านที่มีความเสี่ยง เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้อื่น ประมาณ 1-2 เมตร การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ เลือกรับประทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ๆ ควรแยกสำรับอาหาร หรือหากรับประทานร่วมกันให้ใช้ช้อนกลาง หลีกเลี่ยงการเอามือขยี้ตา เช็ดจมูกหรือปาก อีกทั้งผู้ป่วยควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยอาจเลือกกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินในบ้าน และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน เพียงเท่านี้ผู้ป่วยโรคไตก็สามารถอยู่ดีมีสุขกับโรคไตและปลอดภัยห่างไกลจากโควิด-19

สรุปว่าในช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไต ควรอยู่บ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 รับประทานยา อาหาร น้ำดื่ม ตามที่แพทย์แนะนำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กรมควบคุมโรค แนะนำ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy. mahidol.ac.th/th/service-know-ledge.phpผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ