Life & Health : Circular mRNA นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/634079

Life & Health : Circular mRNA นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือคนไทย

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในยุคนี้ไม่น่าจะไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า mRNA (messenger Ribonucleic Acid) นับเป็นนวัตกรรมการแพทย์ ที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกนำมาพัฒนาเพื่อใช้เป็นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 และในอนาคตจะมีประโยชน์อย่างมากเพราะ mRNA จะถูกนำมาพัฒนาเป็นทั้งวัคซีนเชิงป้องกันและเพื่อการรักษาโรคต่างๆได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคทางพันธุกรรม โรคตับ โรคมาลาเรีย ฯลฯ

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า mRNA มีข้อจำกัดคือ “การรักษาอุณหภูมิระหว่างขนส่งและจัดเก็บ” ที่จะต้องควบคุมอย่างมีมาตรฐานให้อยู่ในระดับต่ำประมาณ -20 ถึง -80 องศาเซลเซียสตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้มีประสิทธิภาพลดลง

ปัจจุบันนักวิจัยไทยได้เล็งเห็นข้อจำกัดในประเด็นนี้จึงจัดตั้งโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA ชนิดใหม่ ที่สามารถจัดเก็บและขนส่งในอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก มีประสิทธิภาพในร่างกายมนุษย์ที่ดีกว่า เก็บรักษาได้นานกว่า ที่สำคัญคือ “ราคาถูกกว่า” เพราะพัฒนาขึ้นเองโดยนักวิจัยไทย โดย นวัตกรรม mRNA ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ Circular mRNA (mRNA รูปแบบ “วงปิด”) ซึ่งแตกต่างจาก mRNA ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบเส้นตรง (Linear mRNA) ทั้งนี้จากงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า Circular mRNA มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าทั้งในแง่ของการจัดเก็บและการขนส่ง รวมถึงประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า

วัคซีน mRNA มีลักษณะเหมือนกับเส้นด้ายเล็กๆ หลายพันล้านโมเลกุล ซึ่ง mRNAรูปแบบเส้นตรงนั้น มีข้อเสียคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยง่ายเพราะร่างกายของเรามีเอนไซม์ ซึ่งมีกลไกที่สามารถทำลาย mRNA ได้ แต่ล่าสุดมีงานวิจัยที่พบว่า mRNA แบบวงปิดมีความเสถียรและอยู่ได้นานกว่าแบบเส้นตรง โดย mRNA แบบเส้นตรงจะอยู่ในเซลล์มนุษย์ได้ประมาณ 4 วัน แต่หากเป็น Circular mRNA จะอยู่ได้ 2 เท่าหรือนาน 8 วัน นอกจากนี้ต้นทุนในการผลิตของ Circular mRNAยังถูกกว่าถึง 10 เท่า ส่งผลให้ยาหรือวัคซีนรักษาและป้องกันโรคต่างๆ ที่ประชาชนจะได้ใช้ในอนาคตนั้น จะมีราคาที่ถูกลง และจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้เข้าถึงยาและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลง เพราะ Circular mRNA เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาวัคซีนรูปแบบใหม่ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้รักษาและป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยการคิดค้นยาที่เป็น “โปรตีน” ใส่ไปในตัว Circular mRNA แล้วรู้ตำแหน่งของ Gene ที่จะรักษาและฉีดทั้งหมดนี้เข้าไปในจุดที่ต้องการ เพียงแค่นี้ร่างกายก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้เอง

ปัจจุบันทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล อยู่ในระหว่างการพัฒนา Circular mRNA สำหรับใช้เป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 นอกจากนี้ ในเฟสต่อไปจะนำไปพัฒนาเป็นวัคซีนป้องกันและรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากในคนไทย รวมไปถึงมะเร็งในเด็กเกือบทุกชนิด และโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โดยในอนาคตอาจต่อยอดไปสู่วัคซีนสำหรับป้องกันไข้มาลาเรีย ไวรัส HPV รวมถึงใช้ Circular mRNA ในการตัดต่อพันธุกรรม (Genome Editing) เพื่อรักษาโรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย ลูคีเมีย หรือโรคตับ อีกด้วย

การรักษาโรคเฉพาะบุคคลในอนาคตอาจไม่ไกลเกินเอื้อม ด้วยนวัตกรรมที่เจาะลึกถึงระดับยีน จะทำให้การรักษาและป้องกันสามารถกำหนดให้เหมาะกับเฉพาะบุคคลหรือ Personalized ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยหายขาดจากอาการป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบปกติ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย ตัวอย่างการรักษามะเร็งเต้านม ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแต่ละคนอาจจะมีลำดับของกรดอะมิโนที่ผิดปกติไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรักษาเฉพาะบุคคลจะเริ่มจากการค้นหาความผิดปกติของโปรตีนและลำดับของกรดอะมิโนของคนไข้นั้นๆ และนำเอาลำดับของกรดอะมิโนที่ได้มาใส่ในโครงของ Circular mRNA ซึ่งจะออกมาเป็น Prototype ของ Circular mRNA สำหรับรักษามะเร็ง
เต้านม จากนั้นจะนำส่งเข้าคนไข้โดยตรง โดยใช้ Lipid Nanoparticle วิธีเดียวกับที่ Pfizer และ Modernaใช้ และหลังจาก Circular mRNA เข้าไปในเซลล์ภูมิคุ้มกันประเภทหนึ่งของร่างกายแล้วก็จะแสดงให้ร่างกายผู้ป่วยได้รู้ตัวว่า ในร่างกายผู้ป่วยกำลังมีเซลล์ที่ผิดปกติอยู่ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ และสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงแอนติบอดีออกมาเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็งในร่างกายตัวเอง ซึ่งจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า วิธีนี้จะได้ผลดีกว่าการรักษาแบบอื่น เช่น การใช้วิธีฉายแสง หรือคีโม ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากการรักษา แต่การใช้ Circular mRNA จะมีผลข้างเคียงต่อการรักษาที่น้อยกว่า และรักษาได้ตรงจุดที่ร่างกายของผู้ป่วยผิดปกติได้ดีกว่ามาก และหากทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรม Circular mRNA ได้สำเร็จ การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย

ปัจจุบันทั่วโลกมีทีมวิจัยเพียงไม่กี่ทีมที่อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนา Circular mRNA และประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆที่นำ Circular mRNA มาพัฒนาใน MedicalLab โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ด้วยความพยายามของทีมวิจัยและทุนสนับสนุนจากธนาคารทิสโก้ รวมถึง
องค์กรต่างๆ ทำให้ล่าสุดทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ม.มหิดล สามารถสร้างต้นแบบสำหรับ Circular mRNA เพื่อใช้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้สำเร็จในขั้นแรกแล้ว โดยใช้เวลาเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการผลิตยาในอดีตที่ต้องใช้เวลาประมาณ 10- 20 ปี อีกไม่นานทีมวิจัยจะยื่นจดสิทธิบัตรแพลตฟอร์มของการผลิต Circular mRNA เป็นรายแรกๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของนักวิจัยไทย คือนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับการลงทุนปลายน้ำมากกว่าการลงทุนต้นน้ำ คือจะลงทุนเมื่อเห็นความสำเร็จของงานวิจัยแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะหากไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะเดินต่อก็จะทำให้งานวิจัยไปต่อถึงขั้นปลายน้ำไม่ได้ และสุดท้ายก็ต้องไปเสียเงินลงทุนให้กับงานวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงเพราะต้องเสียค่าสิทธิบัตร ขณะที่การลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำจะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก ยกตัวอย่าง เทคโนโลยี Chimeric Antigen Receptor (CAR) T-cell ที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรเมื่อปี 2563 และได้ให้บริษัท เจเนพูติก ไบโอ นำไปผลิตเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น ช่วยให้คนไทยได้ใช้ยาในราคาที่ถูกลง จากราคาในต่างประเทศประมาณ 15 ล้านบาท จะเหลือต้นทุนเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยไทยมีโอกาสเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นมาก

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัย ยังมีความต้องการเงินทุนอีกมากในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่ 133-2-08742-3โทร. 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/632503

Life & Health : การฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตและพิการด้วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะขั้นตอนการฟื้นฟูผู้ป่วยหลังพ้นขีดอันตราย โดยโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีความผิดปกติ แบ่งออกเป็น หลอดเลือดสมองตีบหลอดเลือดสมองอุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก

ข้อมูลจาก นพ.ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีความเสี่ยงต่อภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตสูง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่น การผ่าตัดหรือการได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง หลังเริ่มมีอาการ ซึ่งได้แก่ อาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขาครึ่งซีกของร่างกายหรือใบหน้า พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว กลืนลำบาก ปวดหรือเวียนศีรษะทันทีทันใด มองเห็นภาพซ้อน มองเห็นภาพครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวแบบฉับพลัน เดินเซและเสียการทรงตัว เป็นต้น

หลอดเลือดสมองเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงอาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองอย่างถาวร กระทบถึงคุณภาพชีวิตทั้งของตัวผู้ป่วยเองและคนในครอบครัว อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพในช่วง 3-6 เดือนแรก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทอง (Golden Period) ของการฟื้นตัวของระบบประสาท จะส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวที่มากขึ้น ตั้งแต่การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย การใช้งานของแขนและมือ การยืนเดินการทรงตัว การกลืน ไปจนถึงการพูด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการฝึกกายภาพบำบัดด้วยหุ่นยนต์ (robotic assistedgait training) เข้ามาใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อให้การทำกายภาพบำบัดสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย

l Lokomat gait training เป็นหุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัวและการยืนเดินจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยตัวหุ่นยนต์มีข้อต่อบริเวณเข่าและสะโพกที่สามารถเลียนแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ได้ใกล้เคียงธรรมชาติ ฝึกผู้ป่วยผ่านเกมส์ที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ป่วยเพลิดเพลินไปกับการฝึก และสามารถรับรู้ถึงพัฒนาการระหว่างการฝึกของตัวเองได้ ผู้ป่วยจึงมีกำลังใจในการฝึกและสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่อง

l C-Mill machine เป็นเครื่องช่วยฟื้นฟูการเดินและการทรงตัวในสภาพจำลองเสมือนจริง เช่น การเดินในสถานที่ต่างๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมก่อนออกไปใช้ชีวิตสถานการณ์จริงอย่างมั่นใจ เครื่องมือดังกล่าวช่วยฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดินให้เหมาะสม โดยฝึกบนพื้นฐานการเล่นเกมส์และสถานการณ์จำลองที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ผู้ป่วยไม่เบื่อ ลดความกดดันและความเครียดขณะฝึก อีกทั้งยังช่วยให้มีกำลังใจในการฝึกอย่างต่อเนื่องจนถึงเป้าหมาย ซึ่งจะเน้นที่การรับรู้ระยะและทิศทาง การทำกิจกรรมที่มีความจำเพาะ การมีสมาธิในการทำกิจกรรมที่ซับซ้อนและการตัดสินใจในการทำกิจกรรมหรือการบริหารจัดการ

l KEEOGO เป็นหุ่นยนต์ช่วยเดินที่จะช่วยให้ผู้ป่วยก้าวเดินอย่างมั่นใจและเดินได้ไกลขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวอย่างอิสระก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันจากปัญหาการทรงตัว ช่วยให้ผู้ป่วยที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีอาการปวด สามารถเดินได้ไกลและนานขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขึ้น-ลงบันได พื้นต่างระดับ การนั่งยองๆ และลุกขึ้นจากพื้นได้ง่ายขึ้นไม่เพียงแต่ปัญหาการยืนเดินและการทรงตัวที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การสูญเสียความสามารถในการใช้มือและแขนเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้

นอกจากนี้ ที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเวชธานี ยังมีอุปกรณ์ฝึกมือครบวงจร (Hand rehabilitation training system) เข้ามาเติมเต็มการฝึก ทำให้ผู้ป่วยสามารถฝึกได้จำนวนครั้งและลักษณะการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องเหมาะสม (high repetition and task specific pattern) ส่งเสริมให้เกิดการฟื้นตัวของระบบประสาทที่มาควบคุมแขนและมือภายใต้เกมส์ที่หลากหลาย โดยแต่ละเกมส์ที่ผู้ป่วยเล่นจะเป็นตัว feedback ให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวและออกแรงได้อย่างเหมาะสมขณะทำการฝึก ซึ่งโปรแกรมกายภาพบำบัดด้วยหุ่นยนต์ทั้งหมดจะถูกออกแบบโดยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเป็นการออกแบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้เหมาะสมกับข้อจำกัดและปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย รวมทั้งยังปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้ป่วยระหว่างฝึก เพื่อให้การฝึกเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นอกจากการฟื้นฟูแล้วการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยแนะนำให้ดูแลตัวเองดังนี้

l ออกกำลังกายด้วยวิธีแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินเร็วว่ายน้ำ โดยแนะนำให้ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และสะสมให้ได้ 150 นาที (3-5 วัน) ต่อสัปดาห์

l ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง

l ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง หรืออาหารที่มีรสเค็ม

l ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งต้องดูแลทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมทั้งการใช้ยารักษาอย่างเหมาะสม

l เลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

l รับประทานอาหารที่มีประโยชน์จำพวกผักผลไม้ให้มากขึ้น และเน้นอาหารจำพวกเนื้อปลา เนื่องจากโอเมก้า 3 ในปลาช่วยลดการอักเสบซ่อนเร้นและมีไขมันที่ดีต่อสุขภาพ

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631026

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์นอกจากจะใช้สิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดแล้ว ยังมีสิ่งส่งตรวจประเภทอื่นๆ ที่สามารถใช้ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ “ปัสสาวะ” นั่นเอง

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า ปัสสาวะเป็นสารน้ำที่เกิดจากการกรองของเสียในเลือดผ่านทางไตและขับออกมานอกร่างกาย โดยปริมาตรของปัสสาวะโดยเฉลี่ยในผู้ใหญ่คือ 600-1,600 มิลลิลิตรต่อวัน ในปัสสาวะประกอบด้วยสารต่างๆ มากมาย เช่น น้ำ แร่ธาตุ สารเคมีโปรตีน น้ำตาล ครีเอตินิน เป็นต้นซึ่งปริมาตรของปัสสาวะที่ขับออกในแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ อาหารการกิน อุณหภูมิในร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของหัวใจและไต

ดังนั้น การตรวจปัสสาวะจึงช่วยในการวินิจฉัย ติดตาม รวมถึงพยากรณ์โรคได้นอกจากนี้ ยังช่วยอธิบายพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในร่างกายขณะนั้นได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินการทำงานของไตในการกำจัดของเสียออกนอกร่างกายและดูดกลับสารที่มีประโยชน์กลับสู่ร่างกาย

ปัจจุบันการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมีหลายรูปแบบ เช่น

1.การเก็บปัสสาวะในช่วงเวลาใดก็ได้เพียงครั้งเดียว เป็นการเก็บปัสสาวะที่นิยมตรวจมากที่สุด ซึ่งในการตรวจสุขภาพประจำปีจะใช้วิธีการเก็บปัสสาวะแบบนี้ ผู้ที่เข้ารับการตรวจจะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง(midstream urine) เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะ

2.การเก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้าจะเป็นปัสสาวะที่มีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากที่สุด เหมาะใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ การตรวจเบาหวาน และการเพาะเชื้อแบคทีเรีย

3.การเก็บปัสสาวะสำหรับการเพาะเชื้อ จะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง โดยต้องมีวิธีเก็บที่สะอาดและถูกต้องตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

4.การเก็บปัสสาวะโดยการสวนปัสสาวะจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง

5.การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง มักใช้ในการตรวจเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการทำงานของร่างกาย

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้อง ผู้เก็บจะต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลางในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร และนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป

การตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการประกอบด้วยการตรวจทางกายภาพ เช่น สี ความขุ่น กลิ่น และตะกอน ลักษณะทางเคมี เช่นการดูปริมาณของสารเคมีรวมถึงสารชีวเคมีที่พบปัสสาวะและการตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงในบางครั้งอาจมีการตรวจทางจุลชีววิทยาในผู้ป่วยที่สงสัยการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

ประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตปัสสาวะของตัวเองเพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้นได้โดยสังเกตจากลักษณะทางกายภาพของปัสสาวะเช่นสีของปัสสาวะ กลิ่นของปัสสาวะ ความขุ่นของปัสสาวะ รวมถึงลักษณะของปัสสาวะที่มีความผิดปกติไป เช่น มีฟองในปัสสาวะมากมีวัตถุหรือเศษเนื้อเยื่อหลุดออกมาในปัสสาวะที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน เป็นต้น

โดยปกติ สีปัสสาวะของคนปกติจะต้องมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน อย่างไรก็ตามในคนที่ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารบางประเภท หรือได้รับยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาขับเหล็ก หรือยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นหรือมีสีผิดปกติได้ แต่ถ้าพบสีของปัสสาวะที่ผิดปกติ เช่น มีสีแดง สีน้ำตาลอมเหลืองหรือเขียว สีน้ำนม อาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือร่างกายอาจต้องไปตรวจเพิ่มเติม หรือรีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงได้เช่นกัน ดังนั้น ในการไปตรวจปัสสาวะควรแจ้งต่อแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ทุกครั้ง

นอกจากนี้ ปัสสาวะของคนปกติควรใสและไม่มีความขุ่น (อย่างไรก็ตามปัสสาวะที่ตั้งไว้นานอาจมีความขุ่นได้เช่นกัน) สาเหตุของความขุ่นที่บ่งบอกความผิดปกติในร่างกายหรือทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงแบคทีเรีย ยีสต์ เซลล์บุหลอดไต นิ่ว ไขมัน หนอง เป็นต้น

นอกเหนือจากสีของปัสสาวะแล้ว กลิ่นของปัสสาวะสามารถบอกความผิดปกติของสภาวะสุขภาพได้เช่นกัน ในคนปกติปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่จะมีกลิ่นหอม แต่ตั้งทิ้งไว้นานเข้าจะมีกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตาม ถ้าปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่มีกลิ่นที่ผิดปกติไปเช่น กลิ่นผลไม้กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นน้ำตาลไหม้ หรือกลิ่นคาวปลา อาจมาจากความผิดปกติในร่างกายได้เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของร่างกายในการเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโนบางชนิดหรือการคั่งของสารบางอย่างในร่างกาย เป็นต้น

การแปลผลการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น

เมื่อได้ผลการตรวจปัสสาวะจากทางห้องปฏิบัติการแล้ว เราสามารถประเมินผลการตรวจที่ปกติโดยใช้หลักต่อไปนี้

1.ปัสสาวะจะต้องใส มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืออำพัน มีปริมาตร 600-1,800 มิลลิลิตรต่อวัน มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.002-1.040 มีความเป็นกรด-ด่างที่ 4.5-8.0

2.ต้องตรวจไม่พบสารชีวเคมีหรือสารเคมีบางชนิด ได้แก่ บิลิรูบิน น้ำตาลกลูโคส คีโตน เอนไซม์ในเม็ดเลือดขาวไนไตร์ โปรตีน ยูโรบิลลิโนเจ็น (ควรพบน้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)

3.เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และผลึกต่างๆ ในปัสสาวะ รวมถึงเซลล์บุผิวต่างๆ อาจพบได้บ้างแต่ควรพบปริมาณน้อยและอยู่ในค่าอ้างอิงที่กำหนดของแต่ละห้องปฏิบัติการหรือโรงพยาบาล

4.ไม่ควรพบเชื้อจุลชีพ เช่นแบคทีเรีย ยีสต์ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจปัสสาวะ

ผลการตรวจปัสสาวะสามารถใช้ช่วยในการวินิจฉัยรวมถึงการพยากรณ์โรคและภาวะความผิดปกติในร่างกายได้เช่น โรคนิ่วในไต โรคไตอักเสบ กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กลุ่มอาการของโรคไตรั่วหรือโปรตีนรั่ว โรคถุงน้ำในไต การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะโรคไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง โรคเบาหวาน เป็นต้น สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้วิธียกกระชับผิว..ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/629451

Life & Health : รู้วิธียกกระชับผิว..ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความงาม

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นสาวหรือหนุ่มต่างก็ให้ความสำคัญกับการมีผิวหน้าที่เนียน สวย สดใส แต่เมื่อมีอายุที่มากขึ้น ทำให้การดูแลผิวเป็นไปได้ยากมากขึ้นโดยเฉพาะปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย นับเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีเทคโนโลยีจำนวนมากที่ช่วยยกกระชับผิวหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมลทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง รพ.เวชธานี เปิดเผยว่า ผิวหน้าหย่อนคล้อยและริ้วรอยบนใบหน้า เกิดได้ทั้งปัจจัยภายในและภายในนอกร่างกาย ปัจจัยภายใน คืออายุที่มากขึ้น ผิวหนังบางลง ความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิวหนังลดลง ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ แสงแดด ความเครียด การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ โดยความหย่อนคล้อยของใบหน้า สามารถเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของผิวชั้นหนังแท้ ชั้นไขมัน กระดูก และชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนหรือที่เราเรียกกันว่า ชั้น SMAS และ เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลายวิธีที่ช่วยในการยกกระชับผิว การจะเลือกเครื่องมือหรือวิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล โดยมีเทคโนโลยียกกระชับที่แบ่งตามความลึกของชั้นผิว ดังนี้

l เลเซอร์-เนื่องจากความหย่อนคล้อยเกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง ดังนั้นเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวและยกกระชับใบหน้าได้ เช่น, Long pulse Nd Yag Laser, Fractional Erbium Glass Laser เป็นต้น

l Botulinum toxin-การฉีดสาร Botulinum toxin (Botox) แพทย์มักจะใช้ฉีดเพื่อรักษาริ้วรอยบนใบหน้าที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ เช่น ริ้วรอยที่บริเวณระหว่างคิ้ว รอบดวงตา และหน้าผาก โดย Botulinum toxin จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวเฉพาะจุด และหยุดทำงานชั่วคราว ทำให้รอยย่นที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อจะลดเลือนลงหรือจางไป นอกจากนี้เรายังใช้ Botulinum toxinในการฉีดเพื่อปรับเปลี่ยนรูปหน้าจากใบหน้ารูปเหลี่ยม ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้การเคี้ยวที่มีขนาดใหญ่ ให้ดูเรียวขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด รวมถึงการใช้เทคนิคพิเศษในฉีด Botulinum toxin (Botox Lift) ซึ่งเป็นการฉีดไปที่บริเวณกรอบหน้า เพื่อให้เห็นแนวกรอบหน้าชัดเจนขึ้น ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

l สารเติมเต็ม Hyaluronic acid-หรือการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อช่วยเติมเต็มร่องต่างๆบนใบหน้า และยังมีเทคนิคที่ฉีดในการยกกระชับหน้า ได้ด้วย ข้อดีคือจะเห็นผลหลังทำทันที

l HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)-นวัตกรรมยกกระชับผิวโดยการปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปยังเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ทำให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ของการทำ HIFU จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและการดูแลผิว

l Thermage-เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (High Radio Frequency) ชนิดขั้วเดียวหรือ monopolar หัวยิงสามารถส่งพลังงานในลักษณะเป็นก้อนใหญ่ๆ ลงลึกได้ถึงชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ชั้นผิวแต่ไม่ถึงชั้นเนื้อเยื่อ SMAS อยู่ได้นาน 1-2 ปีเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย ถึงปานกลาง มีไขมันใต้ชั้นผิวค่อนข้างมาก เช่น มีแก้มเยอะ หรือมีเหนียง แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีแก้มตอบ

l Ulthera หรือ Ultherapy- นวัตกรรมที่ใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง และมีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) ยิงลงไปยังใต้ชั้นผิวเพื่อให้เกิดการยกกระชับและลดริ้วรอย หลักการทำงานคือ การส่งผ่านพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากตรงสู่ผิวหนังชั้นลึก และยังสามารถลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำการรักษา นอกจากนี้ยังไปกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวค่อยๆ ตึง เรียบเนียนขึ้นทีละน้อยเป็นธรรมชาติ โดยมีการนำมาใช้ยกกระชับและลดริ้วรอยบนผิวหน้า และคอที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น เพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียว ยกคิ้วและหางตา ทั้งนี้ ระหว่างการยกกระชับผิวหน้าด้วย Ulthera แพทย์สามารถมองเห็นภาพของชั้นผิวหนังทุกชั้นผ่านหน้าจอของเครื่อง จึงสามารถปรับคลื่นเสียงที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนได้ ทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการยกกระชับผิวหน้า และทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยไม่มีอันตรายกับผิวบริเวณข้างเคียง โดยนวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการผ่าตัด เนื่องจาก Focused Ultrasound สามารถปล่อยพลังงานให้ลงลึกถึงรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นๆที่สามารถยกกระชับผิวระดับนี้ได้ ยกเว้นการทำศัลยกรรม แต่การทำ Ulthera เพียงแค่ 1 ครั้ง จะให้ผลการรักษายาวนานถึง 1-2 ปี โดยไม่มีแผล แต่ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น โดยผลการรักษาจะดีขึ้นเรื่อยๆ และเห็นผลชัดเจนหลังทำการรักษาประมาณ 2-6 เดือน ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Ulthera ควรงดการทาครีมที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ กรดผลไม้ และงดการทายารักษาสิว ฝ้า และรอยดำอย่างน้อย 2-3 วัน และจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัด หรือการฉีดสารต่างๆ บนใบหน้าอย่างตรงไปตรงมากับแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ประเมินการทำ Ulthera ได้อย่างเหมาะสมโดยการทำ 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ30-90 นาที หลังทำไม่มีบาดแผล ในบางคนอาจมีผิวแดงขึ้นเล็กน้อย แต่จะหายไปเองภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง และสามารถแต่งหน้าและทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้นผิว

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วิธียกกระชับแบบใดนั้น แนะนำว่าให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะได้รับคำตอบที่ตรงกับความต้องการเรามากที่สุด เพราะการได้รับคำแนะนำและการพิจารณาความเหมาะสม ของวิธีการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของการรักษา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ดูแลลูกน้อยอย่างไรในช่วงโควิด-19 นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627927

LIFE&HEALTH : ดูแลลูกน้อยอย่างไรในช่วงโควิด-19 นี้

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ตัวเล็ก การดูแลเด็กในสภาวะที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 จึงต้องมีความละเอียดอ่อน อดทน ใส่ใจ มากกว่าในวัยอื่นๆ หลายท่านอาจสามารถปรับตัวเข้ากับการจำกัดบริเวณอยู่ในบ้านได้บ้างแล้ว แต่ในหลายครอบครัวยังคงมีความเครียด วิตกกังวล เนื่องจากในครอบครัวท่านมีสมาชิกต่างวัยอาศัยอยู่ร่วมกันโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกน้อย หรือเด็กก่อนวัยเรียน ย่อมต้องใส่ใจเป็นกรณีพิเศษ ถึงแม้รายงานการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเด็กยังมีไม่มากและไม่รุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่า เด็ก ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ในทางกลับกัน หากบุตรหลานของท่านได้รับเชื้อแล้วติดต่อไปยัง ปู่ ย่า ตา ยาย หรืออากง อาม่าในบ้าน เมื่อท่านเหล่านั้นได้รับเชื้อ อาจมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำแนวทางเบื้องต้นในการดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19 ดังนี้

1.เด็กมีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 จากใครได้บ้าง

โดยปกติแล้วเด็กๆ มีความเสี่ยงสูงในการได้รับเชื้อโรคจากโรงเรียน สถานที่เรียนพิเศษ หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น สถานที่ใดมีเด็กรวมตัวกันมากย่อมต้องปิดทำการเป็นอันดับแรก แต่เมื่อเด็กๆ ต้องกักตัวอยู่กับบ้าน สาเหตุหลักของการติดเชื้อคือ จากผู้คนที่เดินทาง เข้า-ออก จากบ้านไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และเมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน เด็กๆ ต้องอาศัยอยู่บ้านของตนเอง ไม่เดินทางไปมาระหว่างบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนสนิท

2.เราจะสอนลูกเรื่องการดูแลความสะอาดได้อย่างไร

สำหรับลูกน้อยวัย 1.5-2 ปี คุณพ่อคุณแม่ สามารถสอนให้ลูกน้อย ไม่นำสิ่งของเข้าปากหรือล้างมืออย่างง่ายได้ เพราะเด็กเริ่มเรียนรู้พฤติกรรมจากคนรอบข้างได้แต่อาจปฏิบัติตามได้ไม่ดีเท่าที่ควร พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับเด็กวัย 3 ปีขึ้นไป ควรสอนให้รักษาความสะอาด เช่น ฝึกให้ล้างมือประกอบการร้องเพลง เช่นเพลงช้าง หรือเพลง happy birthdayจนครบสองรอบประมาณ 20 วินาที จะได้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อที่มือพอดี ส่วนในเด็กโตให้คอยกำชับเรื่องความสะอาดตามสมควร

3.จัดสรรเวลาให้ลูกอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงวัยและพัฒนาการ

ผู้ปกครองอาจแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกับลูกตามช่วงวัยดังนี้

l กิจกรรมสำหรับทารกหรือเด็กเล็ก เช่น เลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้า น้ำเสียง ร้องเพลง ใช้ช้อนเคาะจังหวะ เล่าเรื่องราวนิทานหรือให้ดูรูปภาพ หรือเล่นโมบายแขวน

l กิจกรรมสำหรับเด็กโต เช่น อ่านหนังสือนิทานให้ฟัง พาเดินเล่นในบริเวณบ้าน เต้นรำ ร้องเพลงเล่นบทบาทสมมุติ ทำงานบ้าน หรือ ทำอาหารด้วยกัน

l กิจกรรมสำหรับเด็กวัยรุ่น พูดคุยในสิ่งที่ลูกๆชอบ เช่น กีฬา ดนตรี ดารา เพื่อนฝูง ออกกำลังกายด้วยกัน เล่นเกมส์หรือชมภาพยนตร์ร่วมกัน โดยให้อิสระแก่ลูกในการเลือกกิจกรรมต่างๆ ตามความชอบและความถนัด

4.เราจะป้องกันการนำเชื้อจากนอกบ้านมาสู่ลูกได้อย่างไร

งดนำบุคคลภายนอกหรือญาติพี่น้องเข้าพบเด็กๆในบ้าน หากคนในบ้านมีความจำเป็นต้องไปทำธุระนอกบ้าน ไปทำงาน หรือภารกิจใดๆ ก็ตามควรเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่มีความเสี่ยงสูง เช่นโรงพยาบาลหรือสถานที่อากาศไม่ถ่ายเท เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ให้ท่านปฏิบัติตนเหมือนว่าท่านได้สัมผัสเชื้อโควิด-19 แล้ว เมื่อกลับบ้านให้รีบล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อแยกซักจากเสื้อผ้าเด็กและอาบน้ำทันทีแยกชาม ช้อน แก้วน้ำ ของใช้อื่นๆ โดยไม่ใช้ร่วมกับเด็ก ถ้าเป็นไปได้ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสกับคนในครอบครัว

5.คุณแม่สามารถให้นมลูกขณะที่สงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 ได้หรือไม่

คุณแม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่การระบาด เมื่อมีอาการไอ จาม หรือมีไข้ และสงสัยว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ควรโทรปรึกษากรมควบคุมโรค สายด่วน1422 งดการเดินทางไปโรงพยาบาลในช่วงนี้ในระหว่างการรอตรวจคัดกรองโรค แม่ยังคงสามารถให้นมลูกต่อได้ เนื่องจากน้ำนมแม่ไม่ได้เป็นแหล่งในการแพร่เชื้อไวรัสทางเดินหายใจชนิดใดๆ รวมทั้งโควิด-19 โดยขณะให้นมต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือก่อนและหลังการสัมผัสลูก ทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นผิว และควรปั๊มเก็บน้ำนมสำรองไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะหากได้รับการตรวจยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อ แม่จะต้องแยกตัวจากลูกเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

6.ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19ลูกในครรภ์จะปลอดภัยหรือไม่

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 จากแม่สู่ลูกหรือส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ สตรีมีครรภ์จึงควรปฏิบัติตามข้อควรระวังต่างๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการได้รับเชื้อไวรัส และสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ หายใจลำบาก ควรปรึกษาแพทย์ผู้รับฝากครรภ์ทางโทรศัพท์ ซึ่งถ้าหากคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว จะมีความยากในการรักษาอย่างที่สุด เนื่องจากยาต้านไวรัสหรือยาอีกหลายๆ ชนิด มีผลเสียต่อทารกในครรภ์และไม่สามารถใช้ยาเหล่านี้เหมือนคนปกติได้

7.เราจะฝากเด็กๆ ให้ ปู่ ยา ตา ยายอากง อาม่า เลี้ยงแทนช่วงนี้ได้หรือไม่

ในช่วงโรคระบาดนี้ถ้าหากเด็กอาศัยอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุภายในบ้าน หากเป็นไปได้อาจลดการสัมผัสกันแยกบริเวณพักอาศัย แต่ถ้าผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ต่างบ้านกัน ให้งดเว้นการพบปะพูดคุยหรือไปมาหาสู่กันจนกว่าสถานการณ์การระบาดลดลงหรือควบคุมได้ เพราะเด็กเล็กอาจติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการและเมื่อนำเชื้อไปติดผู้สูงอายุท่านเหล่านั้นจะมีอาการทรุดหนักและอาจเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากท่านมีโรคประจำตัว เช่นโรคทางเดินหายใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

8.เมื่อเด็กอยู่บ้านเป็นเวลานานควรใส่ใจสิ่งใดเป็นพิเศษ

ในสถานการณ์ปกติเด็กๆ จะใช้เวลาไปกับที่โรงเรียน สถานที่เรียนพิเศษ หากต้องอยู่บ้านเป็นระยะเวลานานแล้ว ผู้ปกครองอาจต้องวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดต่อเด็กๆ เช่น อันตรายจากไฟฟ้าดูด ของหนักหล่นทับจากการปีนป่าย วัตถุไวไฟ ของมีคมทุกชนิด เพราะเด็กจะมีเวลาเหลือมากเพื่อเล่นซน ค้นหาของทุกชนิดที่อยู่ในบ้าน จึงไม่ควรทิ้งเด็กไว้ตามลำพังเป็นระยะเวลานานและควรติดตามพฤติกรรมของเด็กๆ อยู่เสมอ

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาความเครียดของเด็กๆ โดยพานั่งรถออกจากบ้าน ขับพาชมวิวทิวทัศน์ข้างทางโดยไม่ต้องลงจากรถ แค่เพียงเท่านี้ลูกน้อยของท่านจะมีความสุขมากขึ้น ในช่วงสถานการณ์นี้

สำหรับใครที่อยากทำบุญรับปีเสือ ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19ร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักปัญหาใหญ่ของคนมีลูกยาก…รังไข่เสื่อมก่อนวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/626362

Life & Health : รู้จักปัญหาใหญ่ของคนมีลูกยาก...รังไข่เสื่อมก่อนวัย

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ใครๆ ที่แต่งงานแล้วก็อยากมีลูกน้อย เป็นโซ่ทองคล้องใจคู่สมรสและครอบครัวกันทั้งนั้น ในยุคนี้พ่อแม่อยากเห็นลูกรักเติบโตเป็นคนเก่ง เป็นผู้นำและมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น สำหรับผู้ที่มีลูกน้อย ช่วงวันเสาร์ที่จะถึงนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ มีคำขวัญว่า “รู้คิด รอบคอบรับผิดชอบต่อสังคม” ทางกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยหน่วยงานและองค์กรทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันจัดงานวันเด็กแห่งชาติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เติบโตเป็นพลเมืองของชาติสืบไป พร้อมให้มีการจัดงานฉลองวันเด็กในรูปแบบที่เหมาะสมภายใต้มาตรการของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่มีความเข้มงวดและปลอดภัย

พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อยจากการพาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เป็นต้น โดยในวันเด็กนี้ทั้งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี และสวนสัตว์ขอนแก่น จะเปิดให้เด็กๆ เข้าฟรีในวันเด็กตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ด้วยความมั่นใจปลอดภัยด้วยมาตรฐาน SHA+ นักท่องเที่ยวชมสวน สวมแมส เว้นระยะห่าง เช็คอินไทยชนะหมั่นล้างมือ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ยังมีอีกหลายคู่ที่แต่งงานแล้วยังไม่มีทายาท อาจมาจากความเครียด จากการธุรกิจการงาน ยุ่งจนไม่มีเวลาหรือสภาพร่างกายของทั้งคู่สามีภรรยา จนอาจเกิด ภาวะการมีลูกยาก ซึ่งหมาย เมื่อสามีภรรยามีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นปกติเป็นเวลา 12 – 24 เดือนขึ้นไป แล้วยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น โดยในระหว่างนี้ไม่มีการใช้การคุมกำเนิดใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก นายแพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร อธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้มีลูกยาก เกิดได้จากทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยในผู้ชายจะเกี่ยวข้องกับน้ำเชื้อเป็นหลัก ส่วนในผู้หญิงมีความเกี่ยวข้องในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ “รังไข่เสื่อมก่อนวัย”

รังไข่ของผู้หญิง เป็นอวัยวะขนาดเล็กที่อยู่บริเวณด้านข้างปีกมดลูกทั้ง 2 ข้าง มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ของผู้หญิงให้สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยกระตุ้นให้ประจำเดือนมา และอีกหน้าที่คือ เมื่อถึงวันนั้นของเดือน รังไข่จะปล่อยไข่ที่สุกเต็มที่ผ่านท่อนำไข่เข้าสู่ปีกมดลูกเพื่อเข้ากระบวนการสืบพันธุ์หรือที่เรียกกันว่าการตกไข่นั่นเอง

ในผู้หญิงทั่วไป เมื่อมีอายุประมาณ 50 ปีจะเริ่มเข้าสู่ภาวะรังไข่หยุดทำงาน แต่ปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงมีลูกยาก คือ ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยซึ่งหมายถึงการที่รังไข่เริ่มทำงานลดลงก่อนอายุ 40 ปี สัญญาณเตือนมักจะเริ่มจากประจำเดือนมาน้อยลง ประจำเดือนห่างออก เช่น 2-3 เดือนมาครั้ง หรืออาจมาปีละ 1 ครั้ง มีอาการที่เกิดจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ หงุดหงิด โมโหง่าย ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ และเมื่อตรวจเลือดก็พบว่ามีความผิดปกติของระดับฮอร์โมนเพศ เข้าข่ายรังไข่เริ่มเสื่อม

โดยสาเหตุที่ทำให้รังไข่เสื่อมก่อนวัยเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่

l มีการทำลายเซลล์รังไข่ ทำให้รังไข่ไม่ทำงาน เช่น การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน การได้รับยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งต่างๆ

l เกิดโรคที่ตัวรังไข่เอง เช่น ติดเชื้ออย่างรุนแรงที่รังไข่ทั้ง 2 ข้าง, เป็นเนื้องอกรังไข่ทั้ง 2 ข้าง

l โรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ทำให้อวัยวะบางอย่างรวมถึงรังไข่ทำงานผิดปกติ เช่น ภาวะรังไข่ไม่เจริญเติบโต (Gonadal dysgenesis)

l โรคออโตอิมูนชนิดที่มีการทำลายเซลล์ของรังไข่ทั้ง 2 ข้าง

l ไม่ทราบสาเหตุ

มีการศึกษาว่าถึงแม้รังไข่จะเริ่มเสื่อม แต่มี 5-10% ที่ยังมีการตกไข่และสามารถตั้งครรภ์ได้เอง ขณะที่ในกลุ่มที่พยายามเองแล้วแต่ไม่สำเร็จ ก็สามารถใช้วิธีกระตุ้นไข่เพื่อทำ อิ๊กซี่ (ICSI) หรือกระตุ้นไข่เพื่อแช่แข็งไข่ (Egg freezing)เก็บเอาไว้ก่อนได้ โดยจำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนการกระตุ้นไข่ ดังนี้

1.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

2.งดการแต่งหน้าและใส่น้ำหอม เพราะสารระเหยต่างๆ จะมีผลต่อคุณภาพไข่และตัวอ่อน

3.งดใส่เครื่องประดับ เพื่อป้องกันการสูญหาย

4.งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง นับจนถึงเวลาเก็บไข่ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารในช่วงให้ยาสลบ

5.มาถึงก่อนเวลานัดเก็บไข่ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไม่รีบร้อน และเผื่อเวลาการจราจรติดขัดด้วย

6.เตรียมนัดสามีหรือญาติมารับกลับบ้าน เพราะถึงจะรู้สึกตัวดีหลังเก็บไข่ แต่ก็ไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับเอง

อย่างไรก็ตาม มีหลายทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ได้แก่

l ตรวจติดตามการอัลตราซาวนด์เพื่อเลือกเดือนที่มีฟองไข่เริ่มต้นมากกว่า ก็จะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จได้มากกว่า

l การกระตุ้นไข่หลายรอบ หรือทำ Double stimulation เพื่อสะสมฟองไข่ ก็เพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนปกติในการทำอิ๊กซี่มากขึ้น ซึ่งการทำอิ๊กซี่เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย โดยการนำอสุจิที่แข็งแรงที่สุด ฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ เพื่อให้ได้ตัวอ่อน และนำเข้าไปเลี้ยงต่อที่ตู้ Embryoscope ซึ่งมีข้อดี คือ เพิ่มความปลอดภัยของตัวอ่อนมากขึ้น ลดการรบกวนตัวอ่อน ช่วยให้ตัวอ่อนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเพิ่มอัตราการความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากขึ้น โดยในขั้นตอนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ของ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร จะดูแลโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการรับรองจากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแห่งยุโรป (ESHRE : European Society of Human Reproduction and Embryology)

l การฉีด PRP (platelet-rich plasma)ที่รังไข่ ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ ซึ่ง PRP เป็นส่วนพลาสมาของเลือดที่ประกอบไปด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น เกิดจากการนำเลือดเข้าสู่กระบวนการปั่นแยกส่วนประกอบอื่นที่ไม่ต้องการออก ให้เหลือเกล็ดเลือดซึ่งมีความเข้มข้นกว่าเลือดปกติ 4-5 เท่า โดยมีการศึกษาว่าช่วยเพิ่มปริมาณฟองไข่ และคุณภาพไข่ได้ ซึ่งการฉีด PRP เข้าไปที่เนื้อรังไข่ พบว่ามีผลลัพธ์การตั้งครรภ์ในกลุ่มที่คนไข้อายุน้อยแต่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมากกว่าในคนที่อายุมาก

ทั้งนี้ ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยนี้ ไม่ใช่ส่งผลต่อแค่ปัญหามีลูกยากเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้อีก เพราะฉะนั้น หากพบว่าประจำเดือนผิดปกติ ถึงแม้จะมีอายุน้อย ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ เพื่อวางแผนการรักษาในรายที่ต้องมีการลูกในอนาคตได้ทันท่วงที

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หยุดนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์ดีกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623664

Life & Health : หยุดนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์ดีกว่า

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวทั้งคริสต์มาสและปีใหม่ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกำลังวางแผนว่าจะพาลูกไปเที่ยวไหนดีช่วงที่มีวันหยุดต่างๆ วัยเด็กเป็นวัยที่ควรได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียนกับครอบครัว การเปิดโลกทรรศน์จะช่วยให้ ลูกน้อยเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวันนอกจากจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้วยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

วันหยุดยาว นับเป็นช่วงเวลาความสุขที่เด็กๆ ต่างเฝ้ารอ เพราะนอกจากจะได้หยุดพักจากการเรียนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนตื่นสาย ไม่ต้องรีบเข้านอน ได้เล่นเกม ได้ไปเที่ยว ฯลฯ แต่พ่อแม่หลายคนกลับรู้สึกไม่สนุกสักเท่าไร ต้องหาวิธีการรับมือกับช่วงเวลาว่างๆ ของลูกให้ดี ไม่เช่นนั้นวันๆเขาก็จะขลุกอยู่กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเกมอย่างเดียว

ถ้าพูดถึง “สวนสัตว์” หลายคนคงนึกถึงแค่สถานที่มีสัตว์เลี้ยงในกรงเท่านั้น ในความเป็นจริงสวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีของเด็กๆ และเป็นที่ๆ ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย ในต่างประเทศสวนสัตว์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย

ในประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการจัดหา รวบรวมสัตว์ป่านานาชนิด การให้การศึกษา การอนุรักษ์และขยายพันธุ์ การวิจัย และการจัดสวนสัตว์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ คือ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น และโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ ปัจจุบันสวนสัตว์ขององค์การฯ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ด้วยความมั่นใจปลอดภัยด้วยมาตรฐานSHA+ นักท่องเที่ยวชมสวน สวมแมส เว้นระยะห่างเช็คอินไทยชนะ หมั่นล้างมือ

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นสวนสัตว์แห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ อยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สวนสัตว์ มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มีสัตว์ป่าจากทุกมุมโลกกว่า 8,000 ตัว 300 ชนิดพันธุ์ไว้ให้ศึกษาและยังเป็นศูนย์รวมสัตว์นานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาเด็กๆเข้าชมสัตว์ได้อย่างใกล้ชิดกับตัวแทนสัตว์ป่าจากทวีปต่างๆ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่านี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเตรียมส่งความสุขต้อนรับสู่ศักราชใหม่ 2565 ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการสัมผัสชีวิตและพฤติกรรมสัตว์ป่าในยามค่ำคืน อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับการเข้าชมยามกลางวัน ภายใต้ชื่อ “Khao Kheow Night Zoo” โดยสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ปรับโฉมไนท์ซาฟารี สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนให้มาสัมผัสชีวิตสัตว์ต่างๆในยามค่ำคืนได้มากขึ้น เป็นการเปิดมิติใหม่ในการท่องเที่ยวสวนสัตว์เปิดในยามค่ำคืน ตื่นตาตื่นใจกับสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ฝูงกวางดาว กวางป่า เนื้อทราย ที่ออกหากินตามธรรมชาติ สัมผัสชีวิตสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืนนักท่องเที่ยวจะพบกับอีกหนึ่งมุมมองของชีวิตสัตว์ที่ต่างไปจากในเวลากลางวัน เช่น คุณแฟลชสลอตสองนิ้ว เซเลบฯชื่อดังของสวนสัตว์ที่หลับในเวลากลางวัน โทร.096-9742546

สวนสัตว์เชียงใหม่ มีศูนย์จัดแสดงสัตว์นานาชนิดกว่า 7,000 ตัว ที่พร้อมรอให้ทุกคนในครอบครัวมาสัมผัส สวนสัตว์นี้ มีสัตว์เด่นและกิจกรรม อาทิ ความน่ารักของแพนด้า ตำแหน่งเป็นถึงทูตสันถวไมตรีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์จัดแสดงนกเพนกวิน ศูนย์เลี้ยงแมวน้ำเคปเฟอร์ซีล ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Chiangmai Zoo & Chiangmai Zoo Aquarium รับปีใหม่พบกับกิจกรรม “ประตูทะลุมิติ ต้อนรับปีเสือ” สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์นักล่าอย่างใกล้ชิด รูปแบบ Close encounter ใกล้ชิดเหมือนได้สัมผัส มีส่วนจัดแสดงใหม่ของเสือจากัวร์ เสือโคร่ง เสือดำ และสิงโต กิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ สนใจโทร. 053-221179

สวนสัตว์ขอนแก่น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนการศึกษาและส่วนจัดแสดงสัตว์ โดยพื้นที่ส่วนการศึกษาจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา ทางด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก เป็นศูนย์วิจัย เพาะเลี้ยง และเป็นการท่องเที่ยวแบบอัธยาศัย รวมทั้งกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ กิจกรรมโครงการนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์ โครงการแคมป์ปิ้ง โครงการกิจกรรมค่ายลูกเสือและยุวกาชาด รวมถึงศูนย์ประชุมสัมมนา สวนสัตว์นี้มีสัตว์ที่จัดแสดงทั้งหมด 118 ชนิด ประมาณ 1,155 ตัว กิจกรรมที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของสวนสัตว์ขอนแก่น คือ ป้อนอาหารให้กับกวางที่ทุ่งแสนกวาง นอกจากนี้ยังได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างไปจากที่อื่นโดยการชมสัตว์แอฟริกาแบบมุมสูง 360 องศา กับสะพาน Sky Walk Flora View Season #3 พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า พระอาทิตย์ตกยามเย็นกับหมู่มวลดอกไม้นานาชนิดกับสวนดอกไม้ลอยฟ้าที่ประดับประดาอยู่บน Sky Walk แห่งนี้ด้วยบรรยากาศอบอุ่นให้ครอบครัวที่มาในช่วงเทศกาลนี้ โทร.086-4594192

สวนสัตว์อุบลราชธานี ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติดงฟ้าห่วน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัด 12 กิโลเมตร มีพื้นที่จำนวน 1,217 ไร่ โดยวางรูปแบบของสวนสัตว์อุบลให้เป็น Jungle Park มีส่วนจัดแสดงสัตว์ที่เปิดให้บริการให้นักท่องเที่ยวได้ชม เช่น ส่วนจัดแสดงสัตว์กีบไทย, สัตว์กีบต่างประเทศ, สิงโตแอฟริกา, สิงโต,เสือโคร่งขาว, เสือโคร่งอินโดจีน, จระเข้น้ำจืด,เสือดำ-ดาว, สัตว์แอฟริกา, สัตว์ขนาดเล็ก (มินิซู), ม้า เป็นต้น ยังมีโซนนก ที่มีกรงนกขนาดใหญ่ให้เราเข้าไปเดินเล่น ส่องนกได้ ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พบกิจกรรมมากมาย ฟังเพลงบรรเลง ดนตรีในสวนมีธีมเหล่าขบวนโจ๊กเกอร์จัดกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยว อาทิ ชม Feeding show เพนกวิน และเสือโคร่งอินโดจีน พร้อมป้อนอาหารสัตว์นักล่า เพนกวิน เต่ายักษ์ และยีราฟแบบใกล้ชิด โทร.093-3209369

สวนสัตว์สงขลา จัดกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา จังหวัดใกล้เคียงและชาวต่างชาติได้ชม เช่น สมเสร็จ กระจง อูฐ ลามา ยีราฟ หมี เสือ ลิง ชะนีกวาง ละมั่ง เก้ง นกสวยงาม เช่น นกแก้ว นกมาร์คอว์ นกคาสโชวารี นกฟลามิงโกและสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย จัดกิจกรรมเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ โดยมีกิจกรรมที่นอกเหนือจากการแสดงความสามารถของสัตว์ต่างๆ แล้วยังมีการแต่งกายแฟนซีสร้างสีสันรับคริสต์มาส พาเหรดเพนกวินในชุดซานตาคลอส การป้อนอาหารสัตว์ในโครงการอุปถัมภ์สัตว์ป่า กิจกรรมไลฟ์ แอนด์ แชร์ รับของที่ระลึก ซุ้มต้อนรับนักท่องเที่ยว มาสคอตแดนซ์และการแจกของรางวัลพิเศษในกิจกรรม “มิสเตอร์จ้อน ชวนเที่ยวแจกกล่องสุ่ม ลุ้นรับของขวัญวันปีใหม่”โทร.074-598555

ช่วงเวลาที่เด็กจะได้มีโอกาสพักผ่อนและได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียน ทำให้เติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย มากกว่าใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเครียดๆ เพียงเพื่อให้มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มารู้จัก..โรคติดเกม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/622080

Life & Health : มารู้จัก..โรคติดเกม

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลกได้จัดให้การติดเกมเป็นโรคชนิดหนึ่ง (Gaming disorder) เป็นอาการทางจิตที่รุนแรงและต้องได้รับการบำบัดรักษาเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดเกมออนไลน์ หรือวีดีโอเกม การเล่นจนติดเกมแตกต่างจากการเล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเล่นเป็นงานอดิเรก คือ ผลกระทบที่เกิดจากการติดเกมเป็นผลทางด้านลบ ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมตนเองได้ต้องเล่นอย่างต่อเนื่องและระยะเวลาการเล่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการทำกิจกรรมอื่นกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าเด็กไทยเล่นเกมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์และอินเตอร์เนตเป็นอันดับ 1 ของประเทศในแถบเอเชีย ปัญหาเด็กติดเกมอยู่ในขั้นวิกฤต และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิรภรณ์อังวิทยาธร ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึง สัญญาณบ่งชี้ว่าเป็นโรคติดเกม มีดังนี้

1.เมื่อต้องหยุดเล่นหรือถูกขัดจังหวะ จะรู้สึกโกรธ และหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรง แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้

2.แยกตัวออกจากสังคม ตัดขาดจากโลกภายนอก เลือกที่จะใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง

3.ละเลยการเรียน การทำงาน ตลอดจนกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ

4.คิดและหมกมุ่นอยู่แต่กับการเล่นเกม วางแผนเพื่อที่จะเอาชนะในการเล่นเกมครั้งต่อไป จะโมโหฉุนเฉียวมากถ้าเล่นเกมแพ้

5.ไม่สามารถหยุดเล่นได้ทั้งๆ ที่ทราบดีว่ามีผลกระทบต่อตนเองอย่างมาก พยายามและดิ้นรนอย่างมากเพื่อให้ได้เล่นเกม

6.ไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองมีปัญหาติดเกม

7.พฤติกรรมทางด้านลบอื่นๆ เช่น พูดโกหก หรือขโมยเงินเพื่อเอาไปเล่นเกม ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือเล่นจนกลายเป็นการติดการพนันในที่สุด

อันตรายของโรคติดเกม

อาการเสพติดเกม ก็คล้ายกับการเสพติดยา คือก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เมื่อต้องหยุดเล่นก็จะเกิดอาการคล้ายอาการที่เกิดจากการหยุดยาเสพติด ผลเสียทางร่างกาย เช่น เมื่อต้องเพ่งสายตาไปที่หน้าจอเป็นเวลานานๆ จะทำให้ดวงตาเกิดความอ่อนล้า ตาพร่ามัว ตาแห้ง การนั่งเล่นเกมเป็นเวลานานทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามตัว คอ ไหล่ และข้อมือเกิดอาการขาดน้ำและขาดสารอาหาร หรือบางรายอาจเป็นโรคอ้วน เนื่องจากร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง ขาดการออกกำลังกาย ตลอดจนได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม ดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำตาลและกาเฟอีนมากเกินไปขาดการพักผ่อนนอนหลับ หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการอดหลับอดนอน เกมที่รุนแรงจะทำให้ผู้เล่นเคยชินกับพฤติกรรมที่รุนแรง เกิดอาการก้าวร้าวจากการที่ไม่สามารถเอาชนะเกม หรือในบางกรณีผู้เล่นสามารถเอาชนะเกมได้ทุกครั้ง แต่ชีวิตจริงไม่เหมือนกับในเกม ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ผลการเรียนเลวลง ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น ในกรณีที่รุนแรง อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น เกิดอาการวิตกกังวลชนิดหนึ่งที่กลัวการออกจากบ้านกลัวที่ชุมชน (agoraphobia) ซึ่งเป็นอาการ ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่แยกตัวเองออกจากสังคม

คำแนะนำและแนวทางแก้ไข

โรคติดเกมเกิดได้กับเด็กและผู้ใหญ่ ในกรณีที่เป็นเด็ก พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะมีบทบาทสำคัญที่สุด อย่ามองเกมที่เด็กเล่นว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยเหมือนเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง ควรตระหนักเสมอว่าเด็กมีโอกาสติดเกมได้เหมือนติดสิ่งเสพติด ก่อนที่จะอนุญาตให้เด็กเล่นเกม ควรมีการสัญญาและตกลงกันก่อนว่า จะต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรืออาบน้ำกินข้าวก่อนถึงจะเล่นเกมได้ จำกัดเวลาเล่นเกม เช่น เล่นได้ไม่เกินวันละ2 ชั่วโมง เลือกประเภทเกมให้เด็กเล่นให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามที่ตกลงกันไว้ได้เก็บอุปกรณ์ในการเล่นเกมรวมทั้งมือถือให้ห่างไกลจากเด็ก เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กให้หันไปทำกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับพ่อแม่ได้ เช่น การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานก่อนนอน เล่นกีฬาที่เด็กชอบพาไปเดินเที่ยวในสวนสาธารณะ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ให้มากขึ้น

ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในวัยทำงานเป็นโรคติดเกม ผู้ใหญ่ที่ติดเกมอาจจะแก้ไขได้ยากกว่าเด็ก เพราะไม่มีผู้ปกครองคอยตักเตือน โดยเฉพาะในรายที่อยู่คนเดียว แนวทางการแก้ไข เช่น จำกัดเวลาเล่นเกม แบ่งแยกเวลาการทำงานกับการเล่นเกมให้ชัดเจน ปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทให้ช่วยคอยห้ามคอยเตือน ให้กำลังใจ หรือคอยชักชวนให้หันไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกายเล่นดนตรี ใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น ช่วยดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล อาสาจราจร ทำความสะอาดวัดวาอาราม ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในรายที่ติดเกมรุนแรงมากอาจต้องพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

การเล่นเกมอย่างพอดี ทำให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน คลายเครียดฝึกทักษะ สมาธิ การตัดสินใจการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาทระหว่างมือกับตา อย่างไรก็ตาม การเล่นเกมไม่ควรเล่นติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือหมกมุ่นมากจนเกินไปจนทำให้เกิดอาการเสพติดและเกิดผลเสียต่อสุขภาพทางกายและจิตใจ

ใกล้ปีใหม่แล้ว ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ขอเชิญร่วมบริจาคเงินสนับสนุนได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การไม่บริโภคผัก..ส่งผลเสียต่อสุขภาพแค่ไหน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

https://www.naewna.com/lady/620653

LIFE & HEALTH : การไม่บริโภคผัก..ส่งผลเสียต่อสุขภาพแค่ไหน

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่บริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แม้จะทราบกันดีว่าผักผลไม้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใยอาหารที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยลดการดูดซึมไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฯลฯ

แต่ด้วยหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบหรือพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปจึงมักจะเน้นไปที่ความสะดวก รวดเร็วและมักจะจบลงที่เมนูเดิมๆอยู่เสมอ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าในแต่ละเมนูมักจะไม่ค่อยมีผักเป็นส่วนประกอบหลัก หรือแม้แต่ความไม่ชอบกินผักมาตั้งแต่เด็กๆ ฯลฯ ข้อมูลจาก อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ผักอยู่ในมื้ออาหารของเราน้อยลง ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ ท้องผูก ผิวพรรณหมองไม่สดใส เจ็บป่วยบ่อยไปจนถึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา เรามาดูรายละเอียดดังต่อไปนี้

เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด เพราะในผักผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารไฟโตนิวเทรียนท์ ฯลฯ ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ต่อสู้กับสารก่อมะเร็ง และช่วยลดอาการอักเสบของเซลล์ภายในร่างกาย รวมถึงป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ  ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ

ปัญหาต่อสุขภาพลำไส้ เพราะเส้นใยอาหารจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เร่งการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ แต่หากร่างกายได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ระบบลำไส้ ระบบขับถ่ายก็จะแปรปรวนตามกันไป โดยจะมีผลกระทบต่อผิวพรรณ และอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก ริดสีดวง หรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ระบบภูมิคุ้มกันแย่ เมื่อร่างกายไม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากผัก ก็จะเป็นหวัดได้ง่าย ป่วยเป็นประจำ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เจ็บคออยู่บ่อยๆ และติดเชื้อได้ง่าย หากปล่อยไปเรื่อยๆ ร่างกายก็อาจเกิดความบกพร่องที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการขาดแร่ธาตุบางชนิด เกิดภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น

อ้วนขึ้นแน่ๆ  ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่ให้ไขมันต่ำและมีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายอิ่มได้ยาวนานมากขึ้น ลดความอยากอาหารในมื้อต่อๆไป และยังช่วยในการควบคุมปริมาณแคลอรีในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ต่างจากการรับประทานอาหารที่เน้นเนื้อสัตว์ หรือที่มีไขมันสูงหรืออาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มไขมันในร่างกายแล้ว ยังทำให้น้ำหนักขึ้นเร็ว ยิ่งอายุเยอะระบบเผาผลาญก็จะทำงานได้น้อยลง ทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ง่าย

ปัญหาทางด้านสายตา เนื่องจากในผักและผลไม้ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา เช่น วิตามิเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา และการมองเห็น หรือสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มของ ลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเสื่อมสภาพที่จอประสาทตา และการเกิดต้อกระจก

เมื่อรู้โทษของการบริโภคผักน้อยหรือไม่บริโภคเลย เราคงต้องหันมาใส่ใจกับอาหารประเภทผักให้มากขึ้นสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับละเลยอาหารประเภทอื่นๆ เพราะหลักในการรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกายก็ต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่อย่างหลากหลายในปริมาณเหมาะสมโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)แนะนำให้ในแต่ละวันควรบริโภคผักและผลไม้อย่างต่ำวันละ 400 กรัม หรือประมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักสุกต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งฟังดูอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีหลายวิธีที่จะกินผักได้มากขึ้น เช่น ปั่นเป็นสมูทตี้ เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลักแทนอาหารหมักดอง มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น พร้อมรับประทานเป็นอาหารว่าง

แน่นอนการป้องกันย่อมดีกว่าปล่อยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เข้ามาจู่โจมทำร้ายสุขภาพคุณแต่ด้วยเหตุอะไรก็ตามที่ไม่สามารถบริโภคผักผลไม้ในปริมาณที่แนะนำได้จึงควรเพิ่มปริมาณผักผลไม้ในอาหารทุกมื้อนอกจากให้ความสำคัญเรื่องของอาหารกันแล้ว คุณไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ทำใจให้แจ่มใส่ไม่เครียด อย่านอนดึกให้พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารเค็มหรือหวานจัด เนื่องจากร่างกายเราเริ่มเสื่อมถอยลงทุกวัน อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงตระหนัก เพราะมันอาจจะสายเกินไป ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้มากขึ้น เพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/619197

LIFE&HEALTH : ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คงอยู่มายาวนานร่วมปีกว่า เราต่างได้รับข่าวสารมากมายทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวจริงและข่าวลวง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลเหล่านี้ได้กลายเป็นภัยคุกคามทางจิตใจและก่อตัวเกิดเป็นความเครียดภายในร่างกายเรา โดยปกตินั้นร่างกายของคนเราจะถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อความเครียดได้ดีในระดับหนึ่ง แต่หากเราไม่สามารถจัดการความเครียดนั้นได้ ความเครียดจะค่อยๆ สะสมและกลายเป็นความเครียดเรื้อรังซึ่งจะส่งผลอันตรายต่อทุกระบบภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหาร ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.กภ.ยิ่งรัก บุญดำ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภายในร่างกายของเรานั้น ระบบประสาทอัตโนมัติมีบทบาทหลักในการรับมือต่อภาวะเครียด สัญญาณประสาทอัตโนมัติจากสมองส่วนไฮโปธาลามัสจะไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้ส่งสัญญาณลงไปที่ต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและคอร์ติซอล ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดบริเวณแขนขามีการขยายตัว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นไปเพื่อเตรียมพลังงานให้กับร่างกายสำหรับการสู้หรือการหนีจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

ระบบไหลเวียนโลหิต ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนในเลือด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งความดันโลหิตที่สูงอยู่เป็นระยะเวลานานจะกระทำแรงเค้นต่อหัวใจ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตามไปด้วย

ระบบประสาท หากพิจารณาผลของความเครียดเรื้อรังต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง พบว่าระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงในเลือดจะลดการทำงานของสารสื่อประสาทเซโรโทนินในสมองทำให้ร่างกายทนต่อภาวะความเครียดได้น้อยลง นำไปสู่การเกิดโรควิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนที่สูงยังส่งผลกระทบ ต่อวงจรการนอนหลับ ทำให้ความสนใจในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ลดลง ฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ประสาท การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเป็นระยะเวลานานทำให้ระดับของสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ในสมองลดลง เซลล์ประสาทมีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การส่งสัญญาณประสาทระหว่างเซลล์เกิดความบกพร่อง นอกจากนี้ภายในสมองอาจมีการอักเสบเกิดร่วมด้วยอันเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดต่ำลงจากการมีระดับคอร์ติซอลที่สูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้เซลล์ประสาทที่ตายมีจำนวนมากขึ้น สภาพแวดล้อมในสมองถูกรบกวน จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความเสื่อมทางระบบประสาท อาทิ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคความจำเสื่อมอื่น ๆ ได้

ระบบทางเดินอาหาร ฮอร์โมนคอร์ติซอลสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดภายในกระเพาะอาหาร ดังนั้นความเครียดเรื้อรังจึงเพิ่มการหลั่งกรด ส่งผลให้เยื่อบุผิวภายในทางเดินอาหารถูกทำลายและนำไปสู่การเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ความเครียดเรื้อรังยังทำให้สมองส่งสัญญาณยับยั้งการหดตัวของหูรูดทางเดินอาหารส่วนปลายและเพิ่มระยะเวลาของอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารใช้ระยะเวลาเดินทางไปสู่ลำไส้เล็กนานขึ้น จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ ภายในระบบทางเดินอาหารของคนเรามีจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยและดูดซึมอาหาร รวมถึงป้องกันการบุกรุกจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย พบว่าความเครียดเรื้อรังจะทำให้จำนวนจุลินทรีย์เหล่านี้ลดลงและทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารไม่แข็งแรงซึ่งเพิ่มโอกาสของการเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย และระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงยังส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ระบบสืบพันธุ์ ผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิงพบว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดจะไปลดการหลั่งของฮอร์โมน FSH และ LH ทำให้การตกไข่ผิดปกติไปและส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อน นอกจากนี้ในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์พบว่า ระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจากความเครียดจะส่งผลทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ การเปลี่ยนแปลงทั้งจากมารดาและทารกจะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัว เพิ่มโอกาสของการคลอดก่อนกำหนด ส่วนผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เพศชายนั้นพบว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงขึ้นจะไปรบกวนกลไกการสร้างอสุจิ อสุจิมีจำนวนลดลง รูปร่างผิดปกติส่งผลต่อกระบวนการสืบพันธุ์

ระบบกระดูกและข้อ ผลเสียต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อนั้น พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และศีรษะมีแนวโน้มที่จะมีอาการตึงและเกร็งเพิ่มขึ้น และสามารถก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะและอาจนำไปสู่โรคไมเกรนได้ โดยรายละเอียดของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวนั้น สามารถอ่านได้จากบทความ “ความเครียดและภาวะปวดกล้ามเนื้อ”

ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ที่จะจัดการความเครียดให้ได้เร็วที่สุดจึงเป็นผลดีที่สุดต่อร่างกาย การเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความเครียดได้ง่ายขึ้น ทำให้จิตใจสงบ และอาจนำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น วิธีการจัดการความเครียดมีด้วยกันหลากหลายวิธี อาทิ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนหลับให้เพียงพอ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการหายใจ การทำกิจกรรมนันทนาการ การพูดคุยปรึกษากับบุคคลอื่น และหากมีปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ การพบนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการความเครียดที่ดี

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ