LIFE & HEALTH : รู้จักยาแก้ไอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/648395

LIFE & HEALTH : รู้จักยาแก้ไอ

วันพุธ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

หลายคนทราบดีว่า อาการไอ เจ็บคอ เป็นอาการทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ รวมถึงโควิด-19 ด้วย สำหรับอาการไอของโรคโควิด-19 ที่พบได้นั่นคือ “ไอแห้ง” ลักษณะคือไม่มีน้ำลาย ไม่มีเสมหะ อาจมีอาการไอรุนแรงมากขึ้นในเวลากลางคืน เวลาไอจะรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ รู้สึกคันหรือระคายคอ อาจมีเสียงแหบบ้าง และอยากกลืนน้ำลายบ่อยๆ ดังนั้นถ้ามีอาการไอในลักษณะไอแห้ง ร่วมกับมีอาการผิดอื่นๆ เช่น มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรลองตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ยาแก้ไอมีบทบาทในการรักษาอาการไอมานาน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักยาแก้ไอดีพอ วันนี้จะมาให้ข้อมูลที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ข้อมูลจาก อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า
อาการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในระบบทางเดินหายใจ การไอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ในบางครั้งโรคหรือยาบางอย่างกลับมีผลทำให้เกิดอาการไอมากเกินกว่าปกติ ซึ่งอาจเพียงทำให้เกิดความรำคาญหากไอไม่รุนแรงและหายได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไออย่างรุนแรงและยาวนานอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของระบบทางเดินหายใจ และอาจส่งผลถึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องใช้ในการไอด้วย ซึ่งวิธีการรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การกำจัดที่สาเหตุของอาการไอ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ การหลีกเลี่ยง
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เป็นต้น

ยาที่ก่อให้เกิดอาการไอ มียาสองกลุ่มสำคัญที่ควรรู้จัก ได้แก่

l ยาลดความดันโลหิต กลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) ซึ่งใช้เป็นยารักษาโรคหัวใจวายและใช้ป้องกันความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย ยากลุ่มนี้มักทำให้เกิดอาการไอแห้งๆ ในผู้ป่วยร้อยละ 20 ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาหากไอไม่มากและผู้ป่วยทนได้ แต่หากไอมากจนทนไม่ได้อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นทดแทนผู้ป่วยที่ใช้ยาแล้วมีอาการไอไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากยามีความสำคัญต่อการควบคุมความรุนแรงของโรคที่ทำการรักษาอยู่ ควรแจ้งแพทย์เพื่อทำการปรับเปลี่ยนยาที่เหมาะสมต่อไป

l ยารักษาโรคกระดูกพรุน กลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ยากลุ่มนี้ไม่ได้มีผลทำให้เกิดอาการไอถ้าใช้ยาอย่างถูกต้อง โดยรับประทานก่อนอาหารมื้อเช้าครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง (ขึ้นกับชนิดของตัวยา) หลังรับประทานยาห้ามเอนตัวลงนอนหรือทำกิจกรรมใดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดการไหลย้อนของยาเข้าสู่หลอดอาหาร เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลระคายเคืองหลอดอาหารโดยตรงหากไม่ปฏิบัติตามวิธีข้างต้นอาจทำให้หลอดอาหารโดนทำลาย เกิดอาการแสบหน้าอก ไออย่างรุนแรงและไอเป็นเลือดได้

จะเห็นว่าการรักษาอาการไอที่เกิดจากตัวอย่างยาทั้งสองกลุ่มนี้ ทำได้โดยหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอด้วยการหยุดยาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อจะต้องใช้ยา แตกต่างจากอาการไอที่เกิดจากอาการแพ้หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับยาแก้แพ้หรือยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย เพื่อช่วยให้หายจากอาหารไอได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาแก้ไอด้วยเช่นกัน ซึ่งการจะเลือกชนิดและประเภทของยาแก้ไอได้อย่างถูกต้องนั้น จำเป็นแบ่งประเภทของอาการไอให้ได้ในเบื้องต้น ว่าเป็นอาการไอแบบมีเสมหะหรืออาการไอแห้ง เนื่องจากหากใช้ยาไม่ถูกกับประเภทของอาการไอ นอกจากยาจะช่วยบรรเทาอาการไอไม่ได้แล้ว อาจทำให้อาการไอรุนแรงมากขึ้นก็ได้

สำหรับยาแก้ไอสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ด้วยกัน ได้แก่

1.ยาแก้ไอสำหรับอาการไอแบบ มีเสมหะ ซึ่งอาจแบ่งย่อยออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่

l ยาขับเสมหะ (Expectorants) ที่ออกฤทธิ์ โดยทำให้ร่างกายสร้างสารน้ำออกมาหล่อเลี้ยงทางเดินหายใจมากขึ้น เช่น Guaifenesin (Glyceryl guaiacolate) มีตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ Bronchonyl, Glycolate, Qualiton, Robitussin, Royalin, Salmol Expectorant, Tolbin Expectorant

l ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ที่ออกฤทธิ์ต่อเสมหะโดยตรงและทำให้เสมหะข้นเหนียวน้อยลง ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มจะช่วยให้ผู้ป่วยไอและขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น มักใช้ในอาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ โดยช่วงแรกของการรับประทานยาผู้ป่วยอาจไอถี่ขึ้น แต่จะลดลงเมื่อผู้ป่วยไอและขับเสมหะออกมาได้แล้ว ตัวยา แก้ไอหลายชนิดผสมอยู่กับยาขยายหลอดลม ซึ่งอาจมีผลทำให้ใจสั่นได้หากใช้ยามากเกินไป ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้มีหลายตัว เช่น Bromhexine ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่ Bisolvon, Bromcolex, Bromoson, Bromso, Bromxine, Cohexine, Disol เป็นต้น Ambroxol ตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ Amtuss, Mucolid, Mucosolvan, Simusol, Strepsil Chesty Cough เป็นต้น Acetylcysteine ตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ Acetin, Flemex-AC, Fluimucil, Mucolid-SF, Nac Long, Mysoven เป็นต้น Carbocysteine ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่ Amicof, Carbomed, Carsemex, Elflem, Flemex, Rhinathiol, Siflex ทั้งนี้ มีชื่อการค้าของยาหลายชนิด เป็นยาแก้ไอที่ผสมกับตัวยาแก้ไอกลุ่มอื่น ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ หากจะใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

2. ยาแก้ไอสำหรับอาการไอแห้ง หรือบางครั้งเรียกยากลุ่มนี้ว่ายากดอาการไอ (Antitussives) ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้กลไกตอบสนองของร่างกายต่ออาการไอเกิดขึ้นน้อยลงและช่วยบรรเทาอาการไอ ยากลุ่มนี้โดยมากใช้สำหรับบรรเทาอาการไอที่เกิดจากการแพ้หรืออาการไออื่นๆ ที่ไม่มีเสมหะ เพราะหากใช้ในอาการไอแบบมีเสมหะ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอยู่แล้วถูกขับออกมาจากทางเดินหายใจได้ยากขึ้น จนเกิดอาการระคายเคืองและทำให้อาการไอรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมได้ รวมทั้งยาบางตัวอาจทำให้เกิดการเสพติด หรือก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Dextromethorphan ตัวอย่างชื่อการค้า คือ A-Tussin, Dextroral, Eifcof-G, Icolid, Lohak, Manodextro, Pusiran, Romilar, Stripsils Dry Cough, Throatsil Dex, Terco-D เป็นต้น Codeine ตัวอย่างชื่อการค้า คือ Codipront, Codepect,Codesia, Ropect, Terco-C เป็นต้น Levodropropizine ตัวอย่างชื่อการค้า คือ Bronal,Levopront สำหรับ Butamirate ตัวอย่างชื่อการค้าคือ Sinecod ทั้งนี้ชื่อการค้าของยาหลายชนิด เป็นยาแก้ไอที่ผสมกับตัวยาแก้ไอกลุ่มอื่น ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ หากจะใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

ในการใช้ยาบรรเทาอาการไอนั้น บางครั้งอาจได้รับยาสูตรที่มีตัวยาแก้ไอหลายชนิดผสมกัน หรือบางครั้งอาจได้รับยาแก้ไอเดี่ยวๆ มากกว่าหนึ่งชนิดพร้อมกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากเป็นไปได้ควรเลือกชนิดของยาที่สอดคล้องกับลักษณะของอาการไอให้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ใช้ยาได้ผลตรงตามประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากยาโดยไม่จำเป็น หากจะใช้ยามากกว่าหนึ่งกลุ่มร่วมกัน ควรเลือกยาที่ออกฤทธิ์คนละกลไกกัน เช่น ใช้ยาขับเสมหะร่วมกับยาละลายเสมหะ หรือ ใช้ยากดอาการไอร่วมกับยาละลายเสมหะ ไม่ควรใช้ยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อนกัน เพราะไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับสู้แดดเตรียมผิวซัมเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647200

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับสู้แดดเตรียมผิวซัมเมอร์

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงฤดูร้อนนี้ อุณหภูมิความร้อนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และมาพร้อมกับอากาศที่ทั้งร้อนอบอ้าวแถมแสงแดดก็แผดเผาเต็มกำลัง เล่นเอาสาวๆ หลายคนแพ็กกระเป๋าจัดทริปออกไปเที่ยวท้าลมริมทะเลกันแทบไม่ทัน สำหรับอากาศเมืองไทย แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ต้องก็เจอกับแสงแดดตัวร้าย มลภาวะต่างๆ PM2.5 ที่คอยทำร้ายผิวเรา จนเกิดปัญหา ผิวแห้งกร้าน ไหม้เกรียม บวมแดงแสบร้อน ดูหมองคล้ำ จนถึงขึ้นผิวอักเสบ เป็นสิว เกิดฝ้าและกระ จุดด่างดำก็ตามมาเป็นพรวน

หากคุณสาวๆ จะหลบคลื่นความร้อนไปผ่อนคลายตามชายทะเล ออกไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งกันก็อย่าชะล่าใจต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหากต้องเดินทางไปท่องเที่ยวทะเลช่วงนี้ อย่าปล่อยให้แสงแดดและอากาศร้อนมาหยุดความสนุกในซัมเมอร์นี้ วันนี้มีข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ แพทย์ผิวหนัง ผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ มาแนะนำวิธีรับมือกับแสงแดดและปกป้องผิวไม่ให้พังแบบไร้กังวลในช่วงฤดูร้อนแดดแรงกัน ดังนี้

ดื่มน้ำให้เพียงพอ ในยามที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนอบอ้าว หลังออกแดดนานๆ เราควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ทำให้ผิวชุ่มชื้น และยังเป็นตัวขนส่งสารอาหารที่ดีให้แก่เซลล์ผิว หลังจากโดนแดดแผดเผาผิวหน้าและผิวกายจะถูกดึงความชุ่มชื้นออกไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับเหงื่อ นอกจากนี้การดื่มน้ำยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมแดด หรือ Heat stroke จากการใช้แรงในการทำกิจกรรมกลางแจ้งอีกด้วย

ปกป้องผิวจากตัวการร้าย ศัตรู อันดับต้นๆ ของผิวคงหนีไม่พ้นแสงแดด ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะช่วงนี้จะมีรังสีอัลตราไวโอเลตเข้มข้นมากที่สุด แต่ถ้าคิดจะเที่ยวในฤดูร้อนหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งใดๆ อย่าลืมพกอุปกรณ์กันแดด เช่น ร่ม หมวก เสื้อแจ๊กเกตแขนยาว และแว่นกันแดด เพื่อปกป้องผิวและสายตา

ไอเทมปกป้องแดด ในช่วงที่แดดแรงแบบนี้ สารกันแดด ถือเป็นไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด แม้จะอยู่ใต้ร่มไม้หรือชายคาบ้านก็ยังมีโอกาสได้รับรังสี UV เหมือนกับเวลาที่อยู่กลางแดด เพราะพื้นทราย พื้นน้ำ พื้นคอนกรีต สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ หรือแม้กระทั่งในวันที่มีเมฆหมอกหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด และอย่าลืม เลือกที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป มีค่า PA+++ที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และถ้าจะให้ดี ต้องทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกมากๆ หรือหลังจากการลงเล่นน้ำถ้าผิวหน้าเป็นคนที่แพ้ง่าย ควรใช้สารกันแดด สำหรับหน้าโดยเฉพาะ เลือกแบบที่เป็นโลชั่นจะเหมาะกับคนที่เป็นสิวง่าย สารกันแดดหน้าใช้ทาตัวได้ แต่สารกันแดดตัวไม่ควรเอามาทาหน้า

เติมอาหารจากธรรมชาติ ความสวยต้องเริ่มจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน จากผักสดผลไม้ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นและช่วยยับยั้งผลของรังสียูวีเอที่มีผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว นอกจากนี้การรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ บิลเบอร์รี่ ซึ่งมีสารแอนโธไซยานินสูง เพื่อช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดีและปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ รวมถึงรังสี UV และ แสง blue light จากหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ ได้อีกด้วย ถือเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

มาออกกำลังกายกันเถอะ เตรียมฟิตร่างกายเพื่อพร้อมเที่ยว การออกกำลังกายช่วยให้เลือดไหลเวียนนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังและส่วนต่างๆ ของร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมถึงเซลล์ผิวที่เสียหายหรือถูกรุกรานจากแสงแดดและมลภาวะต่างๆ ได้ดีขึ้นจึงทำให้ดูเปล่งปลั่งสดใสสุขภาพดี นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย

พักผ่อนให้เพียงพอ หลายๆ คนเข้าใจว่าการนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ6-8 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว แต่การนอนหลับที่ดีนั้นควรหลับให้สนิทตั้งแต่ 4 ทุ่ม เนื่องจากสมองจะผลิตโกรทฮอร์โมน ที่มีส่วนช่วยซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน มีความชุ่มชื่น และช่วยฟื้นฟูให้ความสวยความงามกลับมาอีกครั้ง

ถ้าปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีผิวสวย สดใส พร้อมที่จะรับลมร้อนซัมเมอร์นี้ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะร่วมทำบุญสร้างกุศลกับโรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ยังขาดแคลนงบประมาณจำนวนมาก ส่งผลถึงน้องๆนักเรียนตาบอดโดยตรง จึงจัดกิจกรรมสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ด้วยการขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาของผู้พิการ เพื่อยกคุณภาพชีวิต สู่การศึกษาอย่างต่อเนื่องพร้อมจัดหาทุนซื้ออุปกรณ์การเรียนและหารายได้จัดหาค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่นค่าอาหาร ค่าน้ำ-ค่าไฟ และปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสถานศึกษา สามารถเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีฯในครั้งนี้ได้ กองบุญละ 59 บาท จำนวน 1 แสนกอง หรือบริจาคโดยตรงได้ที่ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยาในพระราชูปถัมภ์ฯโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพัทยาสาย 2 เลขบัญชี 669-2-10787-4 ชื่อบัญชี “ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด (2536)” ทั้งนี้นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เลือกครีมกันแดดและดูแลผิวอย่างไรในหน้าร้อนนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645799

LIFE & HEALTH : เลือกครีมกันแดดและดูแลผิวอย่างไรในหน้าร้อนนี้

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว สิ่งที่หลายคนสัมผัสได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นแสงแดด ที่พร้อมจะทำลายผิวหนังของเราได้ทุกเมื่อ การทาครีมกันแดดอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิวและกิจกรรมที่ทำ

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ปัญหาจากแสงแดดที่พบได้บ่อยๆ คืออาการผิวโดนแดดเผาไหม้ เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ รวมถึงอาการแพ้ต่างๆ เนื่องจากในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งรังสีนี้จะไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที การทาครีมกันแดดที่ได้ผลดีควรทาให้เพียงพอ ไม่บางหรือหนาจนเกินไป และควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB และต้องไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ มีความคงตัวสูงไม่ว่าจะโดนน้ำ หรือเหงื่อ ไม่เหนียวเหนอะหนะ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-16.00 น.

ในปัจจุบันเราแบ่งสารกันแดดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สารเคมีกันแดด (Chemical Sunscreen) สารนี้จะช่วยดูดซับรังสี UV ไว้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารทำให้ประสิทธิภาพในการกันแดดลดลงตามระยะเวลาที่โดนแดด ข้อดีของสารเคมีกันแดด คือ ทาแล้วไม่ทำให้หน้าขาววอก แต่สารบางตัวอาจกันได้แค่ UVB แต่ไม่กัน UVA เช่น Salicylate, Cinnamate และสารที่กันได้ทั้ง UVB และ UVA ได้แก่ สารที่ลงท้ายด้วย-benzone,  mexoryl  sx,  mexoryl XL
ส่วนข้อเสียของสารเคมีกันแดด คือ อาจทำให้เกิดการแพ้ระคายเคืองจากสารเคมีได้ สารกันแดดกลุ่มที่ 2 คือ สารสะท้อนแดด (Physical Sunscreen) ได้แก่ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide), ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) สารเหล่านี้จะสะท้อนแดดออกจากผิว ข้อดีของสารสะท้อนแดดคือ เกิดการแพ้และระคายเคืองน้อยมาก ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถกันได้ทั้ง UVB และ UVA ไม่เปลี่ยนแปลง คุณสมบัติเมื่อโดนแดดนานๆ ข้อเสียของสารสะท้อนแดด คือ ทาแล้วจะทำให้หน้าขาววอก แต่ปัจจุบันมีการลดขนาดโมเลกุลของสารสะท้อนแดดทำให้ขาวลดลง

นอกจากส่วนประกอบของครีมกันแดดที่เราดูได้จากฉลากแล้ว ค่า SPF ของครีมกันแดดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพที่ทำให้ผิวหนังทนต่ออาการแดงจากแสงแดด
โดยคิดเป็นจำนวนเท่า และบ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันแสงแดดจากรังสี UVB เท่านั้น เช่น SPF 15 หมายความว่าครีมกันแดดที่ทา ทำให้ผิวหนังสามารถทนแสงแดดได้นานขึ้น เป็น 15 เท่า ผิวหนังถึงจะแดง เช่น จากการที่เคยโดนแสงแดด 20 นาที แล้วผิวแดง ก็สามารถกันแดดได้ 15×20 เท่ากับ 300 นาที ผิวจึงจะแดง ส่วนค่า PA (Protective factor for UVA) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA นั่นเอง

สำหรับคนที่อยู่ในอาคารควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 15 แต่ถ้าต้องออกไปโดนแดดจัด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 30 ทั้งนี้ ในคนที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ อาจทำให้เหงื่อออกเยอะ รวมถึงผู้ที่ต้องการลงเล่นน้ำครีมกันแดดจะถูกจะชะล้างออกไปบางส่วน เพราะฉะนั้นควรเลือกครีมกันแดดชนิด Water-resistant หรือ Waterproof จะช่วยป้องกันการชะล้างได้ดีขึ้น

นอกจากการป้องกันแสงแดดด้วยครีมกันแดด เรายังสามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ด้วยอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถใช้ในการป้องกันแสงแดดและมีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การสวมหมวกปีกกว้าง, การสวมเสื้อผ้าที่กันรังสี UV หรือการใช้ร่ม เป็นต้น

หลังจากการโดนแดดแรงๆ เป็นเวลานานแล้ว ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ ผิวคล้ำเสีย มีจุดด่างดำ และเกิดริ้วรอยโดยทั่วไปก็มักจะเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ และไวท์เทนนิ่ง หรืออาจพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาขาวใสดังเดิม เช่น

l เทคโนโลยี IPL (Intense Pulse Light) เป็นเทคโนโลยีความงามโดยการใช้คลื่นแสงธรรมชาติ IPL ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว แต่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวสวยใส ดูอ่อนวัย คืนความเนียนใสให้กับใบหน้า ลบเลือนจุดด่างดำ ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง พร้อมปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมกับการทำลายเฉพาะเม็ดสีส่วนเกินในชั้นหนังกำพร้า ไม่มีอาการเจ็บและไม่ทำให้เกิดแผล หลังการรักษา
ยังสามารถแต่งหน้าได้

l Diamond Peel เป็นการปรับสภาพและฟื้นฟูผิวพรรณด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลัดเซลล์ผิวหนัง(Microdermabrasion) ซึ่งเป็นการใช้หัวคริสตัลที่เป็นDiamond ร่วมกับการใช้ระบบดูดสุญญากาศ ขัดนวดเบาๆ เพื่อขจัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกอย่างอ่อนโยน ทำให้ผิวนุ่มเนียน และกระจ่างใสขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวใหม่ที่สดใส โดยไม่ทำให้เกิดแผล ปลอดภัยแม้มีสภาพผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย สามารถใช้รักษารอยหลุม รอยดำ รอยแผลเป็นจากสิว ลดริ้วรอยตื้นๆ ลบเลือนรอยแตกลายที่หน้าท้อง สะโพกและต้นขา อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน
มีสีผิวที่สม่ำเสมอ

l AHA Treatment เป็นการปรับสภาพผิวโดยใช้กรดผลไม้ AHA (Alphahydroxy Acid) ซึ่งสกัดจากผลไม้ในธรรมชาติ โดยสาร AHA จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพ เกิดการหลุดออกได้เร็ว ทำให้ความหมองคล้ำ และริ้วรอยจุดดำต่างๆ จางหายไป และยังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยให้ความมันของผิวหน้าลดลง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวมัน

ปัญหาแดดแผดเผาผิวพรรณ เป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเก็บตัวอยู่แต่ในที่ร่มตลอดเวลา หน้าร้อนที่แสงแดด
สดใสแบบนี้ ออกไปเผชิญกับแสงแดดบ้างอย่างถูกวิธีก็สามารถสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งได้ โดยไม่ต้องกลัวผิวเสียอีกต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มารู้จัก ตกขาว และการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/644443

Life & Health : มารู้จัก ตกขาว และการรักษา

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตกขาวเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี หมายถึงภาวะที่มีของเหลวออกมาทางช่องคลอด อาจก่อความรำคาญ รู้สึกเหนอะหนะ และอาจมีอาการผิดปกติต่างๆ เช่นคันช่องคลอด ระคายเคือง แสบขัดเวลาปัสสาวะ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกทางช่องคลอด (ปริมาณไม่มาก) อาจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย ทำให้กังวลว่าต้องรีบรับการรักษาหรือไม่

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตกขาวหรือระดูขาว มีทั้งที่ปกติและผิดปกติ ตกขาวปกติมีลักษณะคล้ายแป้งเปียก ไม่มีกลิ่น ส่วนตกขาวที่ผิดปกติอาจมีลักษณะต่างกันไปตามสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ฉะนั้นเมื่อมีตกขาวต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นตกขาวปกติหรือผิดปกติ

ตกขาวปกติ

ผนังด้านในช่องคลอดบุด้วยเซลล์ชนิดเยื่อเมือกคล้ายเซลล์เยื่อเมือกที่บุในช่องปากและจมูก เซลล์นี้สร้างน้ำเมือกซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้งละลายน้ำ ปกติไม่มีกลิ่น หรืออาจมีกลิ่นคาวเล็กน้อย น้ำเมือกนี้ช่วยหล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรค และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล ในแต่ละรอบประจำเดือนมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสภาพและปริมาณของน้ำเมือกในช่องคลอด ในช่วงกลางของรอบเดือน (ราววันที่ 14 ของรอบเดือน) เป็นช่วงใกล้เวลาไข่ตก น้ำเมือกในช่องคลอดจะเหลวใส และมีปริมาณมาก ส่วนช่วงอื่นน้ำเมือกจะข้น ขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียกอย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำเมือกในช่องคลอดมากหรือน้อยเพียงไรขึ้นกับแต่ละคน บางคนไม่รู้สึกว่ามีน้ำเมือกออกมาจากช่องคลอด (ตกขาว) บางคนอาจรู้สึกว่ามีตกขาวในช่วงกลางรอบประจำเดือน หรือรู้สึกว่าทำไมตกขาวใสๆ จึงเปลี่ยนเป็นข้นขึ้น เลยเข้าใจว่าเกิดความผิดปกติ ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นปกติ สิ่งที่พึงสังเกตคือ ตกขาวแบบปกติมักไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แสบหรือคันช่องคลอด และมักหายได้เองโดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆผู้หญิงทุกคนมีตกขาวเป็นเรื่องปกติ ช่วงเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย เมื่อถึงช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุ จากนั้นปริมาณลดลงจนแทบไม่มี บางช่วงอาจมีตกขาวมากกว่าปกติ เช่น ขณะตั้งครรภ์ เวลาที่มีการกระตุ้นทางเพศ หลังจากมีกิจกรรมทางเพศ หรือเมื่อใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด เป็นต้น

ตกขาวผิดปกติ

หากมีน้ำเมือกออกมาทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติร่วมกับมีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อนมีกลิ่นเหม็น และมีอาการเป็นอยู่นาน ไม่หายไปเอง เหล่านี้คืออาการของตกขาวที่ผิดปกติ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีการอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด เรียกว่า “ช่องคลอดอักเสบ” สาเหตุรองลงมาได้แก่ เนื้องอก หากเกิดจากเนื้องอก มักมีเลือดปนในตกขาวด้วย ตกขาวผิดปกติยังอาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด เช่น ผ้าอนามัยชนิดสอดช่องคลอด หรือถุงยางคุมกำเนิด เป็นต้น

การอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด อาจเกิดได้จากเชื้อหลายประเภท ทั้งเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อปรสิต กรณีติดเชื้อรามักมีตกขาวลักษณะคล้ายนม หรือยางมะละกอ บางครั้งเป็นก้อน มักมีอาการคันมาก ร่วมกับมีผื่นคัน แดงหรือบวมที่บริเวณปากช่องคลอด เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ เชื้อราที่เป็นสาเหตุสำคัญคือ Candida albicans เป็นเชื้อราที่ชอบสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้นแบบในช่องคลอด การใส่เสื้อผ้าที่คับมาก สภาพร่างกายที่อ้วนมาก ทำให้ช่องคลอดอับชื้นก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อชนิดนี้เจริญเติบโตดีนอกจากนี้ ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อรายังอาจเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาสเตียรอยด์ โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ การตั้งครรภ์หรือใช้ยาคุมกำเนิด หรือวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น อย่างไรก็ดีช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อราอาจไม่มีอาการแสดงอะไรเลยก็ได้

ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจเกิดขึ้นเอง หรือติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ มักเกิดในหญิงที่ใช้ห่วงคุมกำเนิด ความผิดปกติเกิดจากการมีแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งเจริญเติบโตมากกว่าปกติ ทำให้แบคทีเรียชนิดที่มีประโชยน์ต่อร่างกาย คือ lactobacilli ในช่องคลอดมีจำนวนลดลง ตกขาวจากการติดเชื้อแบคทีเรียมักมีสีขาว สีเทา หรือสีเหลือง อาจมีกลิ่นคาวปลา รวมทั้งอาจมีอาการคัน แสบร้อนช่องคลอด ร่วมด้วย

ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อปรสิต Trichomonas vaginalis ติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีการติดเชื้อนี้อยู่ ตกขาวมักมีสีเหลือง เป็นฟอง และมีกลิ่นเปรี้ยว ความผิดปกติในช่องคลอดยังอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อ เช่น การฉีดล้างช่องคลอด การใช้สบู่หอม การใช้สารฆ่าอสุจิ อาจทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองช่องคลอด การลดลงของฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนจะทำให้เยื่อบุช่องคลอดบางลงก็ทำให้ช่องคลอดเกิดอาการคันและแสบร้อนได้เช่นกัน

การรักษาตกขาวผิดปกติ

ยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ได้ทั้งวิธีรับประทานหรือสอดเข้าช่องคลอด เช่น Metronidazole 500 mg รับประทาน วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน, Metronidazole gel 0.75% ครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator (บีบยาเต็ม applicator ที่ให้มาด้วยในกล่องยา แล้วสอด applicator พร้อมยาเข้าไปข้างในช่องคลอดให้ลึกที่สุดตราบเท่าที่ไม่รู้สึกเจ็บแล้วค่อยๆ กดแกนกลางของ applicator เพื่อปล่อยยาเข้าช่องคลอด) วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 5 วัน, Clindamycin cream 2% ครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Metronidazole 2g รับประทานครั้งเดียว, Clindamycin 300 mg รับประทาน วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน, Clindamycin ovules 100g สอดเข้าช่องคลอด วันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน

ยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อราโดยมากเป็นยาเหน็บ หรือยาทาช่องคลอด เช่น Butoconazole 2% cream ครั้งละ 5 g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Clotrimazole 1% cream ครั้งละ 5 g สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7-14 วัน, Clotrimazole 100 mg สอดเข้าช่องคลอดวันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Clotrimazole 100 mg vaginal tablet สอดเข้าช่องคลอด วันละ 2 เม็ดก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Clotrimazole 500 mg vaginal tablet สอดเข้าช่องคลอด 1 เม็ดครั้งเดียว, Miconazole 2% cream ครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน,Miconazole 100 mg vaginal suppository สอดเข้าช่องคลอดวันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Miconazole 200 mg vaginal suppository สอดเข้าช่องคลอดวันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Miconazole vaginal ovule 1200 mg สอดเข้าช่องคลอดครั้งเดียว, Miconazole 400 mg สอดเข้าช่องคลอด วั นละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Tioconazole 6.5% ointment 5 g ครั้งเดียว สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator, Terconazole 0.4% cream ครั้งละ 5 g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator วันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Terconazole 0.8% creamครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator วันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Terconazole 80 mg vaginal suppository สอดเข้าช่องคลอด วันละครั้ง ก่อนนอนเป็นเวลา 3 วัน, รับประทานยาเม็ด Fluconazole 150mg 1 เม็ดครั้งเดียว, รับประทาน Itraconazole 200mg วันละ2 ครั้ง เป็นเวลา 1 วัน

ยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อปรสิตTrichomonas vaginalis ใช้ยารับประทาน โดยต้องรักษาคู่นอนพร้อมกันไปด้วยแม้ว่าจะไม่มีอาการ ยาที่ใช้ได้แก่ Metronidazole 2 g รับประทานครั้งเดียว, Metronidazole 500 mg รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน, Tinidazole 2 g รับประทานครั้งเดียว

เมื่อคุณผู้หญิงรู้จักตกขาวหรือระดูขาว และวิธีการรักษาแบบนี้แล้วคงจะไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : โรคผิวหนังที่ต้องระวังในฤดูร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643016

LIFE & HEALTH : โรคผิวหนังที่ต้องระวังในฤดูร้อน

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบทั่วไปและมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความร้อนและแสงแดดแรงๆ อาจทำให้เราเหนื่อยเพลียง่าย แถมยังพ่วงท้ายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิดด้วย สิ่งที่หลายคนมักกังวลก็คือ แสงแดดที่อาจทำลายผิวหนังจนก่อให้เกิดผลเสียตามมา แต่ไม่ใช่แค่ต้องระวัง ผิวไหม้จากแสงแดดเท่านั้น เพราะฤดูร้อนยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จนร่างกายต้องขับ “เหงื่อ” เพื่อระบายความร้อนออกมา เพราะฉะนั้นเหงื่อจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในช่วงหน้าร้อน ซึ่งโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่

l ผด

เวลาอากาศร้อนมาก จะทำให้เหงื่อออกมากซึ่งผดเกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ เมื่อมีเหงื่อเพิ่มขึ้น หนังขี้ไคลที่บวมอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อ ทำให้เกิดผด ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็ก โดยผดในเด็กมักขึ้นรอบๆ คอ หน้าผาก หน้าขา และรักแร้ ในผู้ใหญ่มักพบผดในบริเวณร่มผ้าที่มีการเสียดสี เช่น คอ หนังศีรษะ หน้าอก ลำตัว และข้อพับ

การป้องกันและรักษาคือ พยายามอยู่ในที่อากาศเย็น มีลมโกรก เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศตามความเหมาะสม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป หากอาการไม่ดีขึ้นให้ทายาแก้ผื่นคัน แป้งน้ำ และในเวลาที่เหงื่อออกมาก ให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าซุบน้ำเช็ด ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีมหรือน้ำมัน เพราะสารเหล่านี้จะไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เหงื่อระบายออกได้น้อยกว่าเดิม

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา เช่น เกลื้อน และกลาก

เกลื้อน มีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ และคอ มักไม่มีอาการคันพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมากๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

กลาก ผื่นมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อยๆ และมักจะคันมาก ส่วนใหญ่มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า หนังศีรษะ ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายให้ดี บางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า เป็นต้น

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) เป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆ บริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Erythrasma) จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล มักพบบริเวณรักแร้ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า

ในฤดูร้อนมีเหงื่ออกมาก ทำให้เกิดมีกลิ่นตัวได้ง่าย ซึ่งสาเหตุเกิดจากบนผิวหนังมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งแบคทีเรียจะมีการเปลี่ยนแปลงสารที่อยู่ในเหงื่อ ทำให้มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้และในร่มผ้า

l ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังพบได้ทุกฤดู แต่ในช่วงฤดูร้อนผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น สังเกตได้ว่าบริเวณที่เหงื่อออกมาก ก็จะมีผื่นมากเช่นกันเช่น บริเวณข้อพับแขน บริเวณข้อพับขา ใบหน้า แขน  ขา ซอกคอ โดยลักษณะผื่นมักเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน หรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการคันมากขึ้นได้

l ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheicdermatitis)

เป็นผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู หนังศีรษะ มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด หรือโดนความร้อนมากๆ

l ผิวไหม้แดด

พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน มักเกิดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้นและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแดด ควรใส่เสื้อผ้าแขนยาวป้องกันแสงแดด ทาครีมกันแดด ใส่แว่นกันแดดใส่หมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าโรคผิวหนังที่มากับหน้าร้อน บางโรคเราสามารถดูแลป้องกัน ไม่ให้เกิดได้ แต่หากเกิดขึ้นแล้ว และมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมกับโรคมากที่สุด

ปัจจุบันผู้บริจาคโลหิตลดลงมากในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน คุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถจะช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพียงไปร่วมบริจาคเลือดที่มีคุณภาพ ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 02-2564300, 02-2639600 ต่อ 1760, 1761 หรือ https://blood-donationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักภาวะลิ้นติดในทารก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/641579

Life & Health : รู้จักภาวะลิ้นติดในทารก

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นมแม่นับว่าเป็นอาหารที่สำคัญต่อทารกเพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์นานับประการ เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทางด้านโภชนาการและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การให้ทารกได้รับนมแม่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของทารกแล้ว ช่วงเวลาให้นมยังถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของลูกน้อยที่ได้รับไออุ่นจากอ้อมอกของแม่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เปิดเผยว่ามีทารกจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาไม่สามารถดูดนมแม่เหมือนกับทารกทั่วไป เนื่องจากประสบปัญหาจาก “ภาวะลิ้นติด”

ภาวะลิ้นติดในทารกคืออะไร?

ภาวะลิ้นติดในทารก (tongue tie) เกิดจากการยึดตัวของพังผืดใต้ลิ้นมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า lingual frenulum โดยทารกที่มีภาวะลิ้นติดเกิดจากมีพังผืดชนิดนี้มากกว่าปกติ ข้อมูลทางสถิติของการศึกษาผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่าทารกแรกเกิดมีพังผืดใต้ลิ้นสูงถึง 16%

พังผืดใต้ลิ้นคืออะไร?

เนื้อเยื่อพังผืดใต้ลิ้นคือเยื่อบางๆ บริเวณโคนลิ้นเป็นเนื้อเยื่อปกติที่พบได้ในทารกทุกราย แต่ในทารกที่มีภาวะลิ้นติดจะมีพังผืดมากกว่าปกติ บางรายอาจปกคลุมมาถึงบริเวณปลายลิ้นทำให้เกิดปัญหาการขยับปลายลิ้นหรือการเคลื่อนไหวของลิ้นไม่ดี เป็นที่ทราบกันว่าลิ้นมีหน้าที่สำคัญสำหรับทารกอยู่หลายประการโดยเฉพาะหน้าที่ในการช่วยดูดนมจากเต้านมของมารดาขั้นตอนการดูดนม ทารกจะแลบลิ้นเล็กน้อยไปที่ฐานหัวนม ริมฝีปากของทารกและปลายลิ้นจะทำให้เกิดแรงดูดแบบสุญญากาศและลิ้นทำหน้าที่สำคัญในการรูดน้ำนมเข้าช่องปาก ดังนั้นหากทารกมีพังผืดใต้ลิ้นมากเกินไปจะทำให้ปลายลิ้นของทารกขยับออกมาได้ยากกว่าปกติและไม่สามาถทำงานประสานงานกับริมฝีปากได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในการดูดนมแม่ ทารกที่มีภาวะลิ้นติดบางรายอาจปรับตัวโดยใช้เหงือกในการช่วยดูดนม ซึ่งลักษณะทางกายวิภาคของเหงือกจะแข็งกว่าลิ้นทำให้แม่เกิดอาการเจ็บปวดจากภาวะหัวนมแตกและเป็นอุปสรรคต่อการให้นมทารก

พังผืดยึดใต้ลิ้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ภาวะลิ้นติดในทารก เป็นภาวะที่ทารกมีพังผืดยึดใต้ลิ้นเป็นภาวะที่เกิดมาโดยกำเนิด โดยปกติไม่จำเป็นต้องทำการรักษา แต่ถ้าหากทารกแรกเกิดมีพังผืดยึดในบริเวณปลายลิ้นมากจนไม่สามารถขยับปลายลิ้นหรือเคลื่อนไหวลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบปัญหาในการดูดนมแม่ แพทย์วินิจฉัยว่าทารกกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา

คุณแม่มือใหม่จะสังเกตภาวะลิ้นติดในลูกน้อยได้อย่างไร?

คุณแม่ควรมีความใส่ใจในลูกน้อยแรกเกิด หากพบว่าทารกดูดนมแม่ไม่ดีพอควร สามารถสังเกตอาการทารกดังต่อไปนี้ ทารกงับหัวนมไม่ติด มีแรงดูดสุญญากาศเบาดูดนมไม่เป็นจังหวะ ดูดนมบ่อย น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ปกติ มีอาการตัวเหลือง ส่วนอาการที่คุณแม่มือใหม่จะสังเกตได้อย่างชัดเจนคือการเจ็บขณะที่ทารกดูดนมทั้งที่ฟันน้ำนมของทารกยังไม่ขึ้น อาจมีอาการหัวนมแตกเป็นแผลและส่งผลต่อภาวะเต้านมอักเสบได้

ภาวะทารกลิ้นติดควรเข้ารับการรักษาหรือไม่?

ในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา คุณแม่มือใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากนัก และเมื่อพบว่าทารกไม่ค่อยดูดนม อาจคิดว่าตนเองมีน้ำนมน้อยไม่พอเลี้ยงทารกหรืออาจคิดว่าทารกไม่แข็งแรงพอที่จะดูดนมคุณแม่อาจแก้ไขโดยการเลี้ยงทารกด้วยนมขวดหรือนมวัวแทน แต่ในปัจจุบันมีการส่งเสริมให้เลี้ยงทารกด้วยนมแม่มากขึ้น เนื่องจากมีการยืนยันทางการแพทย์ถึงคุณประโยชน์ของนมมารดา คุณแม่ยุคใหม่มีการปรับตัว ปั๊มนมเก็บสะสมแช่แข็งไว้เพื่อจะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเองให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ จากสาเหตุดังกล่าวนี้ทำให้คุณแม่ยุคใหม่ตื่นตัวกับความผิดปกติในการดูดนมของทารกกันมากขึ้น โดยแท้จริงแล้วภาวะพังผืดใต้ลิ้นอาจไม่ต้องมาเข้ารับการรักษา เพราะทารกยังสามารถดูดนมจากขวดที่ปั๊มมาจากนมแม่ได้ แต่อาจจะขาดไออุ่นรักจากอ้อมอกแม่ในช่วงเวลาให้นม

ภาวะทารกลิ้นติดมีการรักษาอย่างไร?

หากทารกมีพังผืดมากและปกคลุมมาถึงบริเวณปลายลิ้นอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ในอดีตการผ่าตัดในทารกจำเป็นต้องให้ยาสลบ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้คุณพ่อคุณแม่ทารกอย่างมาก แม้ว่าจะทีมแพทย์จะเฝ้าระวังความปลอดภัยของทารกอย่างดีก็ตาม แต่ก็อาจเกิดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ นอกจากนั้นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1-2 วันปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถใช้ยาชาเฉพาะที่แทนการดมยาสลบและทารกสามารถกลับบ้านได้หลังจากการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

แม้ว่าภาวะลิ้นติดในทารกอาจไม่ใช่ภาวะที่ร้ายแรงต่อทารกน้อย แต่ในมุมมองของผู้เป็นพ่อแม่แม้ยุงกัดเพียงตัวเดียวหรือตุ่มแดงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทารกย่อมสร้างความวิตกกังวลมิใช่น้อย ภาวะลิ้นติดอาจมีส่วนในการบั่นทอนพัฒนาการของลูกได้ หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ยังขาดความเข้าใจกับภาวะนี้ เนื่องจากอาจส่งผลต่ออาหารที่ทารกควรได้รับ พ่อแม่ควรสังเกตการดูดนมของลูกน้อยและถ้าพบปัญหาการดูดนมควรพิจารณาให้นมแม่จากขวดนมหรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะลิ้นติดเพื่อเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

สำหรับใครที่อยากทำบุญรับปีเสือ ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คนของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ท้องผูก..อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640124

LIFE&HEALTH : ท้องผูก..อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

“ท้องผูก” อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กแต่ก็เป็นอาการที่ก่อปัญหาให้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่ไม่เพียงแค่สร้างความอึดอัด ไม่สบายตัวเท่านั้น เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานจนเรื้อรังก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแถมยังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็น ริดสีดวงทวาร เลือดออกในลำไส้ใหญ่ หรือที่น่ากลัวที่สุดก็คือเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในลำไส้ นอกจากนั้น เมื่อร่างกายมีการหมักหมมสารพิษและของเสียไว้ในลำไส้นานกว่าที่ควร ยังอาจส่งผลถึงจิตใจให้กลายเป็นคนหงุดหงิด โมโหง่าย และอาจมีกลิ่นปากได้อีกด้วย

เมื่อไหร่จึงถือว่ามีอาการท้องผูกข้อมูล ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าการขับถ่ายเป็นเรื่องยาก กว่าจะถ่ายได้แต่ละที ต้องใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานๆ เป็นประจำ รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ถ่ายแล้วแต่ยังรู้สึกว่ายังถ่ายไม่หมดถ่ายออกมาน้อย อุจจาระมีลักษณะแห้ง เป็นก้อนแข็งกว่าปกติ รวมถึงความถี่ของการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นั่นแสดงว่าคุณมีอาการท้องผูกเข้าแล้ว

ท้องผูกเกิดจากอะไร?

จริงๆ แล้วท้องผูกสามารถพบได้ทุกช่วงวัย แต่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยในผู้สูงวัย ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกอาจมาได้จากหลายสาเหตุ เช่น 

การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ออกกำลังกายหรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ชอบกลั้นอุจจาระ เคยชินกับการทานยาระบายหรือสวนอุจจาระเองบ่อยๆ การเบ่งถ่ายอุจจาระไม่ถูกต้อง โดยมีการเบ่งถ่ายไม่สัมพันธ์กับการคลายตัวของหูรูดทวารหนักเป็นต้น

พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตที่เร่งรีบเกินไป หลายคนจึงมักจะรับประทานอาหารแปรรูปหรือจังค์ฟู้ดส์ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน แต่กลับมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารน้อยเกินไปจึงมีแรงกระตุ้นที่ทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวลดน้อยลง จนเกิดการคั่งค้างของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ รวมถึงมีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ไม่ขับถ่ายหรือขับถ่ายไม่สะดวก

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น ระบบต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งระบบการย่อยทำงานเสื่อมถอยและไม่เป็นปกติ การบีบตัวของลำไส้น้อยลงการย่อยอาหารและดูดซึมไม่สมบูรณ์ทำให้มีของเสียตกค้างมาก และเมื่อขับถ่ายน้อย ของเสียยิ่งค้างในลำไส้นานและถูกดูดน้ำออกไปมาก จนทำให้อุจจาระมีลักษณะแข็งและแห้ง ฉะนั้นผู้สูงวัยจึงมักเกิดอาการท้องผูกได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่น

ผลข้างเคียงของยาที่รับประทานในตัวยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยารักษาโรคพาร์กินสันโรคอัลไซเมอร์ ยาลดความดันโลหิตและ ยาแก้แพ้บางชนิด ยาปฏิชีวนะ และยารักษาอาการอักเสบต่างๆ เป็นต้น

ความผิดปกติของการทำงานของลำไส้และการขับถ่าย เช่น กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักทำงานไม่ประสานกับการเบ่ง การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่น้อยกว่าปกติ หรือมีการเคลื่อนไหวไม่ประสานกันทำให้อุจจาระเคลื่อนไหวภายในลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ และภาวะลำไส้แปรปรวน

ทำได้…ถ่ายคล่อง

อาการท้องผูกนั้นสามารถป้องกันและแก้ไขให้ทุเลาลงได้ หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้วยการเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่

1.ปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชและถั่วต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณอุจจาระและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น หรือถ้าใครไม่สะดวกปัจจุบันก็มีสารอาหารและเครื่องดื่มที่มีกากใยสูง เช่นเครื่องดื่มจากผงใบอ่อนข้าวบาร์เลย์ที่อุดมไปด้วยใยอาหารและวิตามินเกลือแร่ต่างๆ พร้อมด้วยผงใบอะชิตะบะ พืชสมุนไพรของญี่ปุ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลต่างๆ อีกทั้งยังมีการเสริมด้วยใยอาหารต่างๆ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพที่สำคัญก็คือการดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียงและเหมาะสม ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ8 แก้ว หรือดื่มน้ำผลไม้บางชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เช่น น้ำมะขาม หรือน้ำลูกพรุนสกัดเข้มข้น ก็สามารถช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูก  เช่น  อาหารหวานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อาหารฟาสต์ฟู้ดชา กาแฟ  และแอลกอฮอล์ เป็นต้น

2.เสริมพรีไบโอติก และโพรไบโอติก กุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพให้กับระบบทางเดินอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเส้นใยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องควบคู่ไปกับการมีปริมาณจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารอย่างสมดุล เพื่อช่วยเรื่องการย่อยที่ดี การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ และการขับถ่ายของเสียที่สมบูรณ์ดังนั้นคุณจึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวัน

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลังเพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีมากยิ่งขึ้นและขับอุจจาระได้อย่างปกติ นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยให้ระบบ ไหลเวียนโลหิตดี ระบบประสาทตื่นตัว ระบบกล้ามเนื้อแข็งแรง และจิตใจแจ่มใสอีกด้วย แนะนำให้ออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์

4.อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือหลังจากที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืช โดยพยายามนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือฝึกนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลาให้ตัวเอง และหากพบอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการท้องผูกกลายเป็นอาการเรื้อรังหรือรุนแรงมากขึ้น

เห็นไหมว่า…เริ่มง่ายๆ ได้ที่ตัวคุณ ลองนำไปปฏิบัติกันดู รับรอง สบายท้องแน่นอน

สำหรับในช่วงโควิค-19 นี้ ขอเชิญคนไทยสุขภาพดี ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และ รพ.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ “มั่นใจ ปลอดภัย บริจาคโลหิตฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน” สอบถามโทร.02-2564300 หรือ www.blooddonationthai.com เพราะเลือดคุณช่วยต่อชีวิตคนได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เทคโนโลยีการฝากไข่…เพื่อการสร้างครอบครัวในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638735

LIFE & HEALTH : เทคโนโลยีการฝากไข่...เพื่อการสร้างครอบครัวในอนาคต

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 05.55 น.

ในยุคนี้คุณผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะแต่งงานและมีลูกช้า การวางแผนครอบครัวเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญที่สาวๆไม่ควรละเลย หลายคนที่ยังไม่เจอคนที่ใช่ในตอนนี้ อาจจะคิดว่ารอให้เจอคนที่ใช่ก่อนถึงจะเริ่มวางแผนครอบครัวไปด้วยกัน แต่การปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ นอกจากอายุจะมากขึ้นแล้ว ความเสื่อมของระบบภายในของคุณผู้หญิงก็มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะปริมาณและคุณภาพไข่ของผู้หญิง เมื่อถึงเวลาที่แต่งงานและต้องการมีลูกก็อาจจะเจอปัญหามีลูกยากเนื่องจากการมีอายุที่มากก็เป็นได้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “การฝากไข่” จึงเป็นแนวทางการวางแผนชีวิตครอบครัวในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก พญ.วนากานต์ สิงหเสนา สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร เปิดเผยว่า “ไข่” ที่ถูกผลิตมาจาก “รังไข่” เป็นเซลล์สืบพันธุ์ที่สำคัญของฝ่ายหญิง ซึ่งโดยปกติอายุยิ่งมาก ปริมาณและคุณภาพไข่ของผู้หญิงก็จะยิ่งลดลง โดยเฉพาะเมื่ออายุ 35 ปี ขึ้นไป จะมีผลทำให้การตั้งครรภ์ยากขึ้น หรือหากตั้งครรภ์จะถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง และทารกในครรภ์อาจมีความผิดปกติได้

แต่ในปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อมหลายปัจจัย ทำให้ผู้หญิงมีลูกช้าลง และคำนึงถึงการวางแผนครอบครัวน้อยลงเทคโนโลยีการฝากไข่ จึงเป็นทางออกของผู้หญิงที่ต้องการวางแผนมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในอนาคต หรือในเวลาที่พร้อม ซึ่งการฝากไข่ คือการเก็บไข่ในอายุที่เหมาะสม ได้แก่ 28-35 ปี และนำไปแช่แข็งในไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิลบ 196 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สามารถหยุดการทำงานของเซลล์ได้โดยสามารถเก็บได้นานหลายสิบปี เมื่อมีการนำไข่มาใช้ในภายหลัง ก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จเท่ากับอายุตอนเก็บไข่ เช่น หากเราอยากมีลูกตอนอายุ 40 แต่มาเก็บไข่ตอนอายุ 32 โอกาสตั้งครรภ์สำเร็จก็จะเท่ากับคนอายุ 32 ปี

กลุ่มที่เหมาะกับการฝากไข่ นอกจากกลุ่มสาวโสด แต่งงานช้าแล้ว ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องรักษาด้วยการฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือให้ยาเคมีบำบัด เพราะอาจทำให้เซลล์ไข่ถูกทำลายหลังการรักษา รวมถึงกลุ่มที่มีแนวโน้มรังไข่เสื่อมก่อนวัย เช่น มีโรคประจำตัว ฮอร์โมนไม่สมดุล หรือ มีประวัติเคยผ่าตัดรังไข่และเนื้อรังไข่ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการฝากไข่ควรได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อจำกัดในการเก็บไข่ เช่นมีเลือดออกผิดปกติ โดยวันที่จะเข้ามาปรึกษาแพทย์ควรเป็นวันที่ประจำเดือนมาวันแรก หรือไม่เกิน 4 วันแรก เพื่อให้แพทย์ได้ตรวจอัลตราซาวนด์ดูจำนวนฟองไข่ของเดือนนั้นๆ และพิจารณาให้ยากระตุ้นไข่

โดยธรรมชาติของผู้หญิง ในวันแรกของรอบประจำเดือนจะมีฟองไข่เล็กๆหลายใบ แต่จะโตจนถึงวันตกไข่เพียง 1 ใบเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากเข้าสู่กระบวนการเก็บไข่ จึงจำเป็นต้องฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่ใบเล็กๆที่มีอยู่โตขึ้นทั้งหมดและเก็บออกมาแช่แข็งไว้ เพราะหากไม่ฉีดยาฮอร์โมนกระตุ้น ก็จะได้ไข่แค่ใบเดียว

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการกระตุ้นไข่แล้ว แพทย์จะนัดเข้ามาเพื่อเก็บไข่ ซึ่งควรเตรียมตัวก่อนการเก็บไข่ ดังนี้

1.งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเก็บไข่

2.งดทำเล็บทั้งเล็บมือและเล็บเท้า งดใส่คอนแทคเลนส์ ถ้าสายตาสั้นและยาว แนะนำให้ใส่แว่นมา

3.งดการแต่งหน้า และงดการฉีดน้ำหอม

4.เจ้าหน้าที่จะนัดมาก่อน 1 ชั่วโมงเพื่อเตรียมตัวในการเก็บไข่ ควรมาให้ตรงเวลาหากถ้ามาช้าจะมีผลต่อการเก็บไข่

5.ควรมีผู้ดูแลมาด้วย 1 คน เพื่อคอยดูอาการช่วงเวลาการเดินทางกลับบ้านหลังจากที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้กลับบ้านได้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเก็บไข่นับตั้งแต่ปรึกษาแพทย์ครั้งแรก กระตุ้นไข่ ฉีดยากันไข่ตก จนถึงวันเก็บไข่ ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพราะฉะนั้น แนะนำให้เริ่มตระหนักตั้งแต่อายุน้อย เพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคต โดยจำนวนไข่ที่เก็บได้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณไข่ตั้งต้นในวันแรกของรอบเดือน ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคืออายุ เพราะยิ่งมีอายุมากขึ้น ปริมาณและคุณภาพไข่
ที่ได้ก็จะน้อย หากอยากเก็บไข่แช่แข็งเยอะอาจจำเป็นจะต้องเก็บไข่หลายรอบ

มีคนอายุน้อยหลายคนที่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการฝากไข่ เพราะว่าไข่ของคุณผู้หญิงเรามีวันหมดอายุได้ พญ.วนากานต์ สิงหเสนา ได้ยกตัวอย่าง คนไข้รายหนึ่ง อายุ 31 ปี ยังไม่มีการวางแผนจะแต่งงานมีลูกในเร็วๆ นี้ แต่มีความต้องการที่จะมีลูกในอนาคต จึงเข้ามาปรึกษาหมอเพื่อเก็บไข่แช่แข็ง ซึ่งจากอายุ ณ ตอนนี้ที่เข้ามาเก็บไข่ ทำให้ได้ปริมาณไข่เยอะ จึงไม่ต้องนัดมาเก็บไข่อีกรอบ คนไข้ก็ดีใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะกังวลว่าถ้ามีลูกตอนอายุมากจะทำให้มียาก แต่ตอนนี้สบายใจขึ้น เพราะมั่นใจว่าการฝากไข่จะช่วยให้มีลูกง่ายขึ้นแนะนำว่าใครที่สนใจจะฝากไข่ เพียงแค่หาช่วงจังหวะเวลาที่สามารถมาพบหมอได้บ่อย ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดแล้ว

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การตรวจคัดกรองหาโรค..ด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/637184

Life & Health : การตรวจคัดกรองหาโรค..ด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร

วันพุธ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 07.15 น.

ระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย โดยระบบทางเดินอาหารจะเริ่มตั้งแต่ ปาก คอหอย กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ เป็นต้น ความผิดปกติภายในทางเดินอาหารและลำไส้ มักจะเริ่มแสดงอาการต่อเมื่อมีความรุนแรงมาก เพราะฉะนั้น การส่องกล้องทางเดินอาหารและลำไส้ จะช่วยให้เราตรวจเจอโรคตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะโรคร้ายแรง ก็จะช่วยให้การรักษาทำได้ไม่ซับซ้อน

ข้อมูลจาก น.ท.นพ.บุญเลิศอิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า อาการปวดจุกแน่นท้องหรือแสบร้อนบริเวณท้องส่วนบนหรือลำคอ, อาการท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย, อาการเรอหรือคลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ, อาการกลืนติดกลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ, อาการเจ็บคอ คอแห้ง เสียงแหบหรือไอบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการแสดงที่มาจากความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนบน ได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งมักก่อให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารโรคกรดไหลย้อนในหลอดอาหารโรคหลอดอาหารอักเสบ โรคเนื้องอกในหลอดอาหาร หรือแม้แต่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้

ขณะที่อาการท้องผูกเป็นประจำหรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย, ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน, เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นทางทวารหนัก, ท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง, คลำพบก้อนในท้อง น้ำหนักลด, ซีด มีอาการอ่อนเพลีย อาจเป็นอาการแสดงความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนล่าง ได้แก่ ลำไส้เล็กส่วนปลาย ลำไส้ใหญ่และทวารหนักซึ่งมักก่อให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร, ลำไส้อักเสบ, ภาวะเลือดออกในลำไส้ใหญ่,เนื้องอกลำไส้ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

การตรวจคัดกรองหาโรคด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร เป็นวิธีบ่งชี้ความผิดปกติที่ดีที่สุด และอาจหยุดยั้งโรคร้ายได้แต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย โดยแนะนำในช่วงวัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คือ 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งการส่องกล้องทางเดินอาหารแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

1.การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Endoscopy) จะใช้เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ตั้งแต่หลอดอาหาร ไล่ลงไปกระเพาะอาหาร ถึงลำไส้เล็กส่วนต้น โดยแพทย์จะใช้กล้องเอ็นโดสโคป มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ยืดหยุ่นโค้งงอได้ มีเลนส์กล้องและแสงไฟที่ปลายท่อ สอดเข้าไปทางปากผ่านทางหลอดอาหารและลงไปยังกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้เห็นความผิดปกติได้ชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น

l อดอาหารและน้ำล่วงหน้าก่อนเข้ารับการส่องกล้องประมาณ 6-8 ชั่วโมง

l งดรับประทานยาบางชนิดตามที่แพทย์แจ้งก่อนเข้ารับการตรวจ 7-10 วัน เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างแอสไพริน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในกระเพาะระหว่างส่องกล้อง

l ไม่ควรขับรถกลับบ้านเองหลังจากทำการส่องกล้อง ควรมีญาติมารับกลับ เพราะยาระงับความรู้สึกหรือยาชาเฉพาะจุดที่ได้รับระหว่างการตรวจส่องกล้อง อาจมีผลให้อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือมึนงงหลังการตรวจอีกสักพัก

2.วิธีการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย เป็นการส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติของผนังลำไส้ และสามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติบางชนิดออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดทางช่องท้อง โดยแพทย์อาจให้ยาที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายง่วงและหลับไป จากนั้นจึงใช้กล้อง Colonoscopeซึ่งเป็นท่อขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง1 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 150เซนติเมตร ยืดหยุ่น โค้งงอได้ สอดกล้องทางทวารหนักอย่างช้า ๆ เข้าไปถึงส่วนของลำไส้ใหญ่ตอนต้น เพื่อให้เห็นภาพผนังภายในลำไส้ใหญ่และมองหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อหรือติ่งเนื้อที่ผิดปกติ

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย

l ถ่ายท้องลำไส้สะอาดก่อนถึงวันส่องกล้องเพื่อให้แพทย์เห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนที่สุด โดยใช้วิธีดื่มของเหลวที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานและถ่ายง่าย หรืออาจใช้วิธีสวนล้างลำไส้

l งดรับประทานยาบางประเภทตามที่แพทย์สั่ง ก่อนถึงวันเข้ารับการส่องกล้อง

l ก่อนวันนัดตรวจ 2 วัน ควรทานแต่อาหารเหลวที่ไม่มีกากใย เช่น ซุป อาหารอ่อนหรือโจ๊ก หรือน้ำผลไม้ชนิดใส

l หลังการตรวจส่องกล้อง ผู้ป่วยควรนอนพักนิ่ง ๆ 1 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน เพื่อสังเกตอาการ เพราะอาจมีอาการอึดอัดท้อง ท้องอืด เนื่องจากมีลม โดยอาการ จะทุเลาลงหลังการตรวจ และไม่ควรขับรถ กลับบ้านเอง ควรมีญาติพากลับบ้าน

การส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นวิธีการตรวจที่ได้ผลแม่นยำ มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบสาเหตุได้แม้มีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังสามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องผ่าตัดซึ่งผู้ป่วยที่ควรทำการตรวจคือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง รักษาด้วยการรับประทานยาแล้ว แต่ยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อาเจียนเรื้อรัง หรือในผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินอาหารตอนอายุมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายแรงสูงขึ้น ผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกในทางเดินอาหารเช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ถ่ายเป็นเลือด ตรวจอุจจาระพบว่ามีเลือดปนเปื้อน หรือปวดท้องร่วมกับตรวจเจอว่าซีด และผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย เพื่อดูลำไส้ใหญ่ ถือเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ เพราะปัจจุบันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของมะเร็งที่พบในประเทศไทย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : พัฒนาการลูกจะดี เริ่มต้นที่…อาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635720

Life & Health : พัฒนาการลูกจะดี เริ่มต้นที่...อาหาร

วันพุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาหารเป็นสิ่งสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในช่วงแต่ละวัย อาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 เดือนแรก คือ นมแม่อย่างเดียวถ้าแม่ไม่มีปัญหาสุขภาพที่ให้นมลูกไม่ได้ และถ้าเด็กดื่มนมแม่ได้นานถึง 1 ปีก็ยิ่งดี เพราะมีสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายเด็กต้องการ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน สารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ แต่ทั้งนี้แม่ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินที่ดีที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสมด้วย ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยเริ่มจากข้าวบด ฟักทองบด ตามด้วยผักปั่น ไข่แดงเนื้อปลา เนื้อไก่ โดยที่อาหารแต่ละอย่างห่างกัน 1 สัปดาห์โดยเลือกเสริมอาหารแต่ละวัยทีละน้อยทีละอย่างและช้าๆ

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และกรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่าเด็กอายุหลัง 1 ปี ควรเลือกให้อาหารที่มีสารอาหารเข้มข้นจากอาหารหลักร่วมกับนมแม่เพื่อฝึกให้เด็กได้เริ่มกินอาหาร
หลากหลายจากทุกหมวดหมู่ โดยเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กและสังกะสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่กินนมแม่เมื่อถึงอายุ 1 ปี สำหรับเด็กที่ไม่กินนมแม่ แพทย์จะให้เสริมวิตามินดีหลังจากเกิด หลังอายุ 12 เดือน จนเข้าสู่วัยเด็ก (วัยเรียน 6-12 ปี) เด็กจะกินอาหารตามแบบแผนผู้ใหญ่ แต่ปริมาณจะไม่เท่าผู้ใหญ่และอาหารจะต้องเคี้ยวง่าย ย่อยง่าย โดยเนื้อสัตว์บดสับละเอียด เนื้อปลา ไข่แดง เพื่อให้ได้รับสารอาหารตามที่ต้องการ น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ความสำคัญของอาหารเด็กในวัยเรียนเด็กวัยนี้เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต มีการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนมีกิจกรรมการเล่นหรือการออกกำลังกายสูงกว่าเด็กวัยอื่นๆ เรื่องอาหารและโภชนาการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมีผลต่อพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทางร่างกาย สมอง ระบบประสาทและสติปัญญา รวมทั้งพัฒนาการทางอารมณ์และการมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง พ่อแม่ควรดูแลปลูกฝังให้เด็กๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ อย่างหลากหลายและเหมาะสมกับวัย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

ในปี 2564 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกแนวทางการปฏิบัติด้านโภชนาการเพื่อดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแทรกซ้อนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดอายุขัย โดยไม่แนะนำให้จำกัดการกินคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่ให้เลือกกินคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวดำ เผือก มัน ฟักทอง ลูกเดือย ส่วนโปรตีนให้กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เลือกกินโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง รวมถึงดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ หรือขาดไขมัน โยเกิร์ต ชีส หรือนมถั่วเหลืองผสมแคลเซียม นอกจากนี้ฝึกเด็กให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาล ลดโซเดียม ข้อแนะนำล่าสุดสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับคนไทยได้

ในแต่ละวันเด็กวัย 6-12 ปี ต้องการพลังงานประมาณ 1,200-1,800 กิโลแคลอรี โดยขึ้นกับการเจริญเติบโตและระดับกิจกรรมของเด็กวัยนี้ อาหารประเภทโปรตีนที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ รวมถึงการสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนมีมากในเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่และนม คาร์โบไฮเดรตจากข้าวและแป้งต่างๆ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ช่วยให้เด็กๆ มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ และให้กลูโคสสำหรับการทำงานของสมอง ส่วนวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผักและผลไม้ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเติบโตตามวัยและระบบขับถ่ายทำงานปกติ สุดท้ายคือไขมัน แม้จะขาดไม่ได้แต่ก็ต้องจำกัดให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและควรเป็นไขมันดีจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ เนย นม ชีส เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายและเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมอง และช่วยให้วิตามินที่ละลายในน้ำมัน (วิตามินเอ ดี อี และเค) ดูดซึมและเก็บสะสมวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรให้เด็กดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบหมุนเวียนในร่างกายและช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย

แต่ด้วยเด็กในวัยเรียน เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของร่างกาย อารมณ์ และสังคม ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กอย่างมาก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารให้เด็กในวัยนี้อย่างถูกต้องและเพียงพอกับความต้องการตามวัย และต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เพราะในบางครั้งเด็กอาจเบื่ออาหาร ห่วงเล่น แถมยังชอบรับประทานอาหารจานด่วน อาหารฟาสต์ฟู้ด และไม่ค่อยรับประทานผักผลไม้ จึงมีโอกาสขาดสารอาหารหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เด็กตัวเล็ก เตี้ยแคระแกร็นเจ็บป่วยและติดเชื้อง่าย รวมถึงมีผลกระทบต่อสติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก

สารอาหารจำเป็นที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกรัก

เมื่ออาหารการกินมีความสำคัญและส่งผลต่อพัฒนาการของลูกรักให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น นอกจากรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ยังต้องเน้นอาหารที่ให้พลังงาน สร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยพัฒนาสมองให้พร้อมสำหรับเรียนรู้ด้วย อาหารเสริมพัฒนาการเหล่านั้น ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี ทั้งบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 และบี12 วิตามินซี แคลเซียม น้ำมันปลา เป็นต้น

แม้อาหารการกินจะเป็นเรื่องหลักของการมีสุขภาพดี ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกๆ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเข้ามาเป็นตัวช่วยในการรับประทานอาหารของแต่ละวันเพื่อเด็กๆ จะได้สารอาหารครบถ้วนมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความรัก ความอบอุ่นจากพ่อและแม่เปรียบเสมือนอาหารใจและอาหารสมองอันแสนวิเศษของลูกๆ ทุกคน

สำหรับใครที่อยากทำบุญรับปีเสือ ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คนของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ