LIFE & HEALTH : รู้จักกับโรคฮีโมฟิเลีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593977

LIFE&HEALTH : รู้จักกับโรคฮีโมฟิเลีย

LIFE&HEALTH : รู้จักกับโรคฮีโมฟิเลีย

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคฮีโมฟิเลีย เป็นโรคเลือดออกง่ายแต่กำเนิดซึ่งเป็นผลจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่าแฟคเตอร์ แปด และเก้า ทำให้เกิดโรคฮีโมฟิเลียเอ และโรคฮีโมฟิเลียบีตามลำดับ ข้อมูลจาก รศ.พญ.พัชรีคำวิลัยศักดิ์ สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเปิดเผยว่า โรคฮีโมฟิเลียเอ พบได้ร้อยละ 80-85 บ่อยกว่าโรคฮีโมฟิเลียบี ซึ่งพบได้ร้อยละ 15-20 เนื่องจากเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยผ่านทางโครโมโซมเพศชนิด X ดังนั้น มักเกิดโรคในเพศชาย โดยเพศหญิงที่มียีนแฝงของโรคนี้ไม่เกิดโรคนี้แต่อาจส่งผ่านความผิดปกติไปให้บุตรชายได้คนไข้โรคฮีโมฟิเลียบางครั้งอาจเกิดได้เองโดยที่มารดาไม่ได้มียีนแฝงซึ่งพบได้ร้อยละ 30

การแบ่งความรุนแรงของโรค แบ่งตามระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด โดยที่รุนแรงมากพบว่าระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด น้อยกว่า 1 มีผลทำให้คนไข้
มีโอกาสเลือดออกได้เองหรือเกิดภาวะเลือดออกเมื่อบาดเจ็บเล็กน้อย กลุ่มรุนแรงปานกลางระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด อยู่ระหว่าง 1-5 คนไข้อาจเลือดออกเมื่อเกิดการบาดเจ็บ ล้ม กระแทก ส่วนระดับรุนแรงน้อยระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด มากกว่า 5-40 คนไข้อาจมีเลือดออกมากเมื่อถอนฟัน หรือเกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นการทราบระดับความรุนแรงทำให้เกิดความเข้าใจในการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม

การเกิดเลือดออกในโรคฮีโมฟิเลียพบได้บ่อยที่สุดคือ เลือดออกในข้อที่ต้องใช้งานบ่อยๆ เช่นข้อเข่า ซึ่งทำให้เจ็บไม่สามารถขยับข้อ เดินได้ลำบาก หรือร้องไห้เวลาใส่หรือถอดกางเกง เลือดออกที่ข้อศอกทำให้ร้องไห้เวลาที่ใส่หรือถอดเสื้อ ไม่ใช้แขนข้างนั้นตำแหน่งที่พบเลือดออกได้รองลงมาคือเลือดออกในชั้นกล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนังซึ่งทำให้พบรอยช้ำหรือรอยพรายย้ำได้บ่อยๆ ที่ตำแหน่งแขนและขาหรืออาจพบรอยช้ำขนาดใหญ่ในตำแหน่งกระทบกระแทกเล็กน้อย บางครั้งเวลาฟันขึ้นอาจพบเลือดออกที่เหงือก เด็กเล็กที่เป็นโรคฮีโมฟิเลียอาจมาด้วยเลือดออกในช่องปากต่อเนื่องจากฟันกระแทกริมฝีปาก ช่วงหลังฉีดวัคซีนอาจพบเลือดออกเป็นก้อนเลือดตรงบริเวณที่ฉีดวัคซีนได้ ในเด็กเล็กโดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 3 ปี การเลี้ยงดูต้องระวังเป็นพิเศษเพราะเนื่องจากวัยนี้ชอบวิ่งเล่น ปีนป่ายอาจมีผลทำให้เกิดการพลัดตกศีรษะกระแทกพื้นและเกิดเลือดออกในสมองได้ซึ่งทำให้เด็กซึม ไม่เล่น อาเจียน และชักที่ไม่เกี่ยวข้องกับไข้ ในกลุ่มโรคฮีโมฟิเลียอาจเกิดภาวะเลือดออกภายในที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตได้มักเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุเช่น อุบัติเหตุตำแหน่งกระดูกสันหลังส่วนคอเกิดเลือดออกอาจมีผลทำให้เกิดการอุดกั้นหลอดลมทำให้หายใจไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คว่ามีเลือดออกที่ใด

การวินิจฉัยโรคฮีโมฟิเลีย ถ้าสงสัยภาวะเลือดออกง่ายจากอาการดังกล่าว หรือมีประวัติครอบครัวของโรคฮีโมฟิเลียโดยเฉพาะมีบุตรชายเป็นโรคนี้หรือน้องชายหรือพี่ชายของมารดาของเด็กเป็นโรคฮีโมฟิเลียแสดงว่ามารดามียีนแฝงของฮีโมฟิเลียและสามารถส่งผ่านความผิดปกตินี้ให้แก่บุตรชายได้ทำให้บุตรเกิดโรคได้ ดังนั้น การตรวจกรองค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือดชนิดที่ 8 และ 9 เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของโรคฮีโมฟิเลีย แล้วแพทย์จะส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลเครือข่ายฮีโมฟิเลียที่มีอยู่ 49 โรงพยาบาล สามารถตรวจหาชื่อได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaihemophilia.orghttps://static.naewna.com/uploads/hospital.pdf

การดูแลรักษาโรคฮีโมฟิเลีย ผู้ป่วยควรรู้ ชนิดของฮีโมฟิเลียและระดับความรุนแรงของโรค ควรรู้หมู่เลือดของผู้ป่วยเองเพื่อให้เลือดในภาวะเร่งด่วนสามารถจัดหาให้ได้ทันเพื่อช่วยชีวิต ผู้ป่วยจะได้รับบัตรประจำตัวหรือถ้าเป็นได้ควรใส่สายข้อมือเพื่อทำให้ผู้พบเห็นเมื่อผู้ป่วยเกิดหมดสติได้รับทราบภาวะโรคและชนิดของฮีโมฟิเลีย รวมทั้งหมู่เลือดของผู้ป่วย ผู้ป่วยควรได้รับการฉีดวัคซีนเหมือนเด็กปกติตามกระทรวงสาธารณสุข และรับวัคซีนตับอักเสบเอร่วมด้วย ควรได้รับการดูแลการตรวจเช็คฟันและหมั่นแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักอ้วนเพราะข้อจะรับน้ำหนักมากอาจส่งผลให้เกิดเลือดออกในข้อได้ ควรรับประทานอาหาร 5 หมู่ ให้ครบควรออกกำลังกาย เช่น การเดิน วิ่ง ว่ายน้ำเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อปกป้องข้อไม่ให้เกิดเลือดออกได้ง่าย เด็กเล็กๆ อาจแนะนำให้ใส่สนับเข่าหรือสนับข้อศอกเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก อาจแนะนำให้ใส่รองเท้าที่คลุมข้อเท้าเพื่อป้องกันการเกิดข้อเท้าพลิกในเด็กเล็ก การเล่นกีฬาที่รุนแรงหรือมีการสัมผัสที่อาจเกิดการกระแทกเช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ชกมวย ควรหลีกเลี่ยง การเล่นสเก็ตบอร์ด หรือเมื่อขี่จักรยานควรแนะนำให้ใส่หมวกกันน็อกเพื่อป้องกันศีรษะกระแทกพื้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุล้มเด็กโตไม่แนะนำให้ขับขี่จักรยานยนต์เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ป่วยฮีโมฟิเลียควรได้รับการศึกษาเล่าเรียนเหมือนเด็กปกติและควรมีจดหมายติดตัวรวมทั้งการแจ้งคุณครูที่โรงเรียนถึงโรคของผู้ป่วยและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเลือดออกที่โรงเรียน รวมทั้งเบอร์ติดต่อของคุณพ่อคุณแม่ แพทย์ที่ทำการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะเลือดออก

ภาวะเร่งด่วนที่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองต้องรีบส่งไปโรงพยาบาลเพื่อได้รับการรักษาทันทีเพราะมีโอกาสเกิดเลือดออกรุนแรงจนเสียชีวิตได้ เช่น อุบัติเหตุที่ศีรษะ คอ ช่องท้อง หรือเลือดออกที่กล้ามเนื้อใหญ่เช่น กล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งสามารถไปรักษาที่ โรงพยาบาลเครือข่ายฮีโมฟิเลียโดยทางสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติให้สิทธิ์ในการรักษาภาวะเร่งด่วนถึง 300,000 บาทต่อครั้ง

การรักษาอื่นๆที่จำเป็น เช่น การทำกายภาพบำบัดมีความจำเป็นในคนไข้ฮีโมฟิเลีย เพื่อป้องกันการเกิดข้อติด ข้อเสื่อมสภาพ กล้ามเนื้อลีบ จนส่งผลให้เกิดข้อผิดรูปและข้อพิการ ดังนั้น หลังการเกิดเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ การไปติดตามกับแพทย์ผู้รักษาเพื่อให้ส่งต่อไปฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อให้กลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติมากที่สุดและในระหว่างการฟื้นฟูผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องได้แฟกเตอร์เพื่อป้องกันการเกิดเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อที่ฟื้นฟู สำหรับการให้ยาอื่นๆ เช่น ยา transamine ซึ่งช่วยทำให้ลิ่มเลือดแข็งแรงมักนำมาใช้ในภาวะเลือดออกที่ช่องปาก เหงือก จมูก หรือให้ก่อนทำฟันและหลังทำฟัน เพื่อป้องกันการเกิดเลือดออกได้

การรักษาโดยการตัดต่อยีน ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยโดยประสบความสำเร็จในผู้ป่วยฮีโมฟิเลียบีระดับความรุนแรงมาก ส่วนผู้ป่วยฮีโมฟิเลียเอยังคงอยู่ในการศึกษาวิจัยเพื่อสรุปผลการรักษาด้วยวิธีนี้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสดีขึ้น ไม่มีภาวะเลือดออก ไม่จำเป็นต้องใช้แฟกเตอร์เพื่อทำการรักษา

โดยสรุปแล้วการรักษาฮีโมฟิเลียมีความก้าวหน้าไปมาก ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นมากสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติไปเรียนหนังสือและทำงานได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้าใจของทั้งผู้ป่วย ครอบครัวต่อโรคและภาวะเลือดออก การดูแลรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อกล้ามเนื้อและข้อน้อยที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มากินเพิ่มภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/592373

Life & Health : มากินเพิ่มภูมิคุ้มกัน

Life & Health : มากินเพิ่มภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร่างกายคนเราต้องเผชิญกับเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรียอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นร่างกายเราต้องการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอที่จะกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้โดยเฉพาะยุคโควิดนี้ข้อมูลจาก ดร.ไบรอัน คุณาคมแพทย์ธรรมชาติบำบัด ที่ปรึกษาด้านธรรมชาติบำบัด รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ภูมิคุ้มกันของเราแบ่งเป็นสองชนิด คือ Innate immunity ภูมิคุ้มกันมีตั้งแต่แรกเกิดและ adaptive immunity ภูมิคุ้มกันที่เราสร้างขึ้นมาหลังจากที่เซลล์เชื้อโรคได้โจมตีร่างกายเราเป็นครั้งแรก ซึ่งการฉีดวัคซีนเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันชนิดนี้เกิดขึ้นมาได้ หลังฉีดวัคซีน ร่างกายเราจะผลิตแอนติบอดีมาเพื่อเตรียมพร้อมพบเจอกับตัวเชื้อโรค โดยแอนติบอดีนี้จะมีรูปร่างที่สามารถไปจับกับส่วนโปรตีนของไวรัสได้ทำให้ร่างกายเราตอบสนองโดยสั่งการให้เม็ดเลือดขาวไปทำลายไวรัสนั้นทันทีก่อนที่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรง

แต่ถ้าเราขาดสารอาหารแล้วจะมีผลให้ภูมิคุ้มกันพวกนี้จะไม่สามารถถูกสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปฉีดวัคซีน แต่รับประทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ก็ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นได้ วันนี้เราจึงจะมาเน้นเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันเราแข็งแรงได้แบบเบื้องต้น

อาหารห้าหมู่ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาหารหลัก (แม็คโครนิวเตรียน) ได้แก่ คือ คาร์โบไฮเดรตโปรตีนและไขมัน กลุ่มที่สองคือ สารอาหารรอง (ไมโครนิวเตรียน) ได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุ

กลุ่มสารอาหารหลักที่สำคัญ

อาหารหลัก ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต คือ กลุ่มตระกูลแป้งผลไม้ และน้ำตาล กลุ่มโปรตีนจะได้เจอเนื้อสัตว์ เต้าหู้ ถั่วแระญี่ปุ่น เป็นต้น กลุ่มไขมันก็คือ ไขมันจากเนื้อสัตว์หรือ น้ำมันจากพืช อาโวคาโด

สำหรับ กลุ่มไขมันและคาร์โบไฮเดรตจะเป็นพลังงานให้กับร่างกาย ส่วนกลุ่มโปรตีนจะเป็นก้อนอิฐที่จะสร้างทุกอย่างในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเอนไซม์ย่อยอาหาร คอลลาเจนในเล็บ เส้นผม ฮอร์โมน และเม็ดเลือดขาวด้วย

ในกลุ่มสารอาหารหลักที่สำคัญที่สุดในการที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง คือ โปรตีน ซึ่งต้องรับประทานให้มากพอ ปกติควรรับประทาน 0.8-1.2 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักร่างกายของเรา สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักเพาะกาย นักกีฬา อาจจะต้องรับประทานโปรตีนให้มากกว่านี้ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยคำนวณโปรตีนมาก่อนแนะนำว่าให้เริ่มจาก 0.8 ถึง 1.2 กรัมต่อกิโลกรัมของร่างกายแล้วค่อยปรับขึ้นจากนั้น มีหลายคนที่รับประทานโปรตีนไม่เพียงพออาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำได้ เพราะไม่ว่า
เม็ดเลือดขาวหรือแอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจะปกป้องร่างกายเรา จะเป็นเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสต้องใช้โปรตีนทั้งนั้น แอนตี้บอดี้เป็นโครงสร้างที่ทำจากโปรตีน เพราะฉะนั้น ถ้าฉีดวัคซีนโดยที่ร่างกายมีโปรตีนไม่มากเพียงพอร่างกายก็ไม่สามารถผลิตแอนติบอดีขึ้นมาได้ครับ

ส่วนพลังงานจากกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นคนมักรับประทานเกิน สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต เราควรที่จะควบคุมเพราะว่าสังคมเราจะเน้นเรื่องการใส่น้ำตาลในเครื่องดื่ม และในอาหารตามสั่ง แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล การรับประทานขนมและให้เน้นเป็นผลไม้แทน การได้รับน้ำตาลพลังงานจากผลไม้ ข้อดีคือ จะได้กากใยที่จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี นอกเหนือจากนั้นอีกทั้งกากใยยังเป็นสารอาหารให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบอาหารของเราซึ่งมีผลกระทบกับภูมิคุ้มกันเราได้ มีงานวิจัยพบว่าถ้าจุลินทรีย์ที่อยู่ในทางเดินอาหารของเราไม่สมดุล ภูมิคุ้มกันก็จะไม่สมดุลตามในทางที่กลับกันในคนที่มีจุลินทรีย์ที่ดีก็ทำให้ภูมิคุ้มกันดีเช่นกัน

ส่วนกลุ่มไขมัน มักจะได้ยินว่าให้ระมัดระวังเรื่องการรับประทานไขมันจากเนื้อสัตว์ ถ้าหลีกเลี่ยงไขมันได้เลยยิ่งดี แต่ในความจริง มีกลุ่มไขมันที่ดีซึ่งมักพบในน้ำมันที่สกัดมาจากพืชที่ไม่ได้แปรรูป น้ำมันที่ดีที่อีกกลุ่มหนึ่งคือ โอเมก้าสาม ที่เราเจอในปลา อาหารที่แปรรูปมักจะมีโอเมก้าสามน้อยแต่มีโอเมก้าหกมากกว่า การที่โอเมก้าหกมากจะทำให้เกิดอาการอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะฉะนั้นให้เน้นน้ำมันจากโอเมก้าสาม ที่เราจะเจอในปลา ส่วนที่ได้รับจากพืชก็จะได้จาก chai seed, flax seedวอลนัท และถั่วอื่นๆ

กลุ่มสารอาหารรองที่ขาดไม่ได้

กลุ่มสารอาหารรอง (ไมโครนิวเตรียน)ได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุ โดยกลุ่มวิตามินจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามิน C, B และกลุ่มที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A, D, E และ K

สำหรับวิตามินที่ละลายในน้ำที่มีผลกระทบที่ดีต่อภูมิคุ้มกันของเราก็คือ วิตามิน C มีข้อแนะนำในการรับประทานมาตรฐานแต่ละวัน (RDA) คือไม่เกิน 100 มล. เพื่อช่วยไม่ให้เป็นเลือดออกตามไรฟัน แต่ต้องการให้ช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน ควรรับประทานอย่างน้อย 1,000 มล.ต่อวันและควรอยู่ภายใต้ดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ วิตามิน C ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย อาหารที่มีวิตามิน C สูงเป็นกลุ่มผลไม้ที่เปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว มะขามป้อม ฝรั่งสตรอว์เบอร์รี่ ผักที่มีวิตามิน C สูง เช่น ผักปวยเล้ง ผักคะน้า บร็อคโคลี่พริกหวาน เป็นต้น วิตามิน C ในผักผลไม้ถ้าเจอแสง ความร้อนหรืออากาศจะทำให้เสื่อมได้เร็ว เพราะฉะนั้นหลังปอกผลไม้แนะนำให้รีบรับประทานทันที

วิตามินที่ละลายในไขมันที่สำคัญต่อภูมิคุ้มกันของเราก็คือกลุ่ม วิตามิน Dพบในกลุ่มเนื้อสัตว์ นม และเห็ด โดยวิตามิน D จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าไปอยู่ในกระดูก และสามารถช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ พบว่าคนส่วนใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันต่ำมักจะขาดวิตามิน Dนอกจากนี้ เห็ด ก็สามารถช่วยกระตุ้นทำให้ภูมิคุ้มกันสร้าง NK เซล ขึ้นมาด้วย

แร่ธาตุที่สำคัญต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน คือ เซเลเนียมและสังกะสี สำหรับ สังกะสี มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดขาว โดยมักเจอในกลุ่มอาหารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารทะเล เช่น หอยนางรม หอยแมลงภู่ปู กุ้ง หรือกุ้งมังกร ปลาซาร์ดีนปลาแซลมอน เป็นต้น และกลุ่มตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วแคชชูนัท และอัลมอนด์ ผักบางชนิดโดยเฉพาะเห็ดผักคะน้า หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาด และมันฝรั่งสำหรับ เซเลเนี่ยม มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูนอิสระ พบในเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วบราซิล และข้าวกล้อง หากมีปริมาณมากพอจะทำให้เม็ดเลือดขาวถูกกระตุ้นได้ดี

การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่เพื่อกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้หากปฏิบัติเบื้องต้นยังไม่ถูกต้องพอ การลงรายละเอียดที่ลึกกว่านี้ก็จะทำให้สับสนมากขึ้น ถ้ารู้สึกว่ายากไปแนะนำว่าให้เริ่มจากการรับประทานโปรตีนให้มากเพียงพอก่อน และค่อยทำไปทีละขั้นตามที่แนะนำข้างต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาดูแลผิวช่วงหยุดอยู่บ้านกันเถอะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/589045

Life & Health : มาดูแลผิวช่วงหยุดอยู่บ้านกันเถอะ

Life & Health : มาดูแลผิวช่วงหยุดอยู่บ้านกันเถอะ

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ระลอก 3 จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเราประชาชนต่างต้องร่วมมือร่วมใจกัน ฝ่าฟันให้พ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ด้วยนโยบาย Work from Home และ Learn from Home เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดกันติดต่อของเชื้อไวรัสนี้ได้ สำหรับเวลาที่อยู่บ้านนอกจากดูแลสุขภาพแล้ว เราไม่ควรละเลยที่จะดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดีด้วย ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า หลายคนเมื่อก่อนอาจไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เนื่องจากภาระงานยุ่ง มีกิจกรรมนอกบ้านมาก ต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนหรือไปออกกำลังกาย ตากแดด เป็นต้น แต่ช่วงหยุดอยู่บ้านนี้นับเป็นโอกาสดีที่มาดูแลผิวพรรณกัน การที่จะมีผิวดี มาจากสุขภาพกายและใจที่ดี เริ่มด้วยการปฏิบัติตัว 5 อ ดังนี้

อารมณ์ ช่วงนี้หลายคนติดตามข่าวจนเครียดมาก หวาดกลัว และวิตกกังวลทั้งเรื่องการติดเชื้อ การหาวัคซีน ผลข้างเคียงวัคซีน และเศรษฐกิจ ขอแนะนำให้เริ่มทำใจอย่าเสพข่าวมากโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มีทั้งข่าวจริง ข่าวใส่ไข่หรือ fake news และให้ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ คือ กินร้อน ช้อนตัวเอง ล้างมือ ใช้แอลกอฮอล์ ฆ่าเชื้อ สวมใส่แมสตลอดเวลา ยกเว้นตอนรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ พยายามคิดบวกว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ครอบครัวได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน ถึงแม้อาจจะต้องเว้นระยะห่างกันบ้าง แต่ก็ทำให้กลับตรงเวลา เป็นเวลาที่ได้เรียนรู้เทคโนโลยี การสื่อสารออนไลน์ ไม่ต้องเปลืองน้ำมัน หรือ เสียเวลาเดินทาง มีเวลาได้ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ทำสวน ทำขนม หรือปฏิบัติธรรม เป็นต้น

อาหาร การรับประทานอาหารให้เป็นยาย่อมดีกว่าต้องรับประทานยาเป็นอาหารให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่เพิ่มภูมิต้านทาน เช่น ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินสูงๆ เช่น ผักใบเขียว มะเขือเทศสุก สมุนไพร ส้ม มะนาว เป็นต้น อาจจะเสริม วิตามิน C, D และ Zinc เพื่อเพิ่มภูมิต้าทาน ให้ลดอาหารทอดของมันๆ ไม่เช่นนั้นกว่าจะกลับไปอาจจะได้ทำงานน้ำหนักเพิ่มและที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอด้วย โดยเฉพาะตอนนี้สมุนไพรไทยกำลังมีชื่อเสียง เช่น ฟ้าทะลายโจรกระชายขาว อาจจะเอามาปลูกเองยิ่งดี

อากาศ ในบ้านที่พักอาศัย ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หมั่นทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ดถู ดูดฝุ่น ควรเช็ดพื้นผิว โต๊ะ ขอบเตียง เฟอร์นิเจอร์ ด้วยแอลกอฮอล์ เกิน 70% หรือตามที่องค์การอนามัยโลก แนะนำว่าสามารถใช้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง หรือกรด ทั้งนี้แสงแดดที่อุณหภูมิสูงก็สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เช่นกัน ในรถยนต์ถ้านั่งไปด้วยกันควรใส่แมสหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก ฝุ่นไม่เยอะ แนะนำให้เปิดหน้าต่างลงเล็กน้อยให้อากาศหมุนเวียนด้วย

ออกกำลังกาย อย่าเพิ่งท้อถอยแม้เวลานี้จะเป็นช่วงที่ทุกที่ถูกสั่งปิดทั้งห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ห้องยิม สนามแบด ปิงปอง เทนนิส สระว่ายน้ำ เราก็เปลี่ยนมาออกกำลังกายในบ้านได้ เช่น เดินเล่น วิ่งอยู่กับที่ กระโดดเชือกเล่นโยคะหรือกายบริหาร บางครั้งก็ชวนเพื่อนๆมาออกกำลังกายแบบออนไลน์พร้อมกันก็ช่วยให้สนุกขึ้นได้ หรือ เปิด application ออกกำลังกาย ทำตามก็ได้

อุจจาระ ปัสสาวะ สำหรับการขับถ่ายมีความสำคัญเพราะช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วงอยู่บ้านนี้มีเวลาไม่ต้องเร่งรีบในการเข้าห้องน้ำทุกเช้า ควรดื่มน้ำให้มากจะได้ฝึกนิสัยการขับถ่ายใหม่ด้วย

อย่าอดนอน ร่างกายจะซ่อมแซมและสร้างภูมิต้านทานได้ดีช่วงที่เรานอนหลับ ช่วงอยู่บ้านนี้ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง อย่าติดหนังซีรี่ส์หรือเล่นเกมส์จนอดหลับอดนอน เมื่อพักผ่อนไม่พอภูมิคุ้มกันจะตก ทำให้มีโอกาสจะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

การดูแลผิวพรรณ เมื่ออยู่บ้านก็อย่าปล่อยตัว ไม่อาบน้ำ สระผม หวีผม แต่งตัว แต่งหน้า ควรทำตัวปกติ ให้บำรุงผิวหน้า ผิวตัวเหมือนวันไปทำงาน เพื่อให้ร่างกายสดชื่น อย่างน้อยคนในบ้านที่พบเห็นก็สบายตาทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ใช้ครีมบำรุงเป็นประจำอย่าให้ผิวแห้ง สารกันแดดยังเป็นสิ่งจำเป็นใช้ให้เป็นนิสัย แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปตากแดดแต่เนื่องจากแสง UVA สามารถผ่านกระจกได้ แสงไฟ มี UV ยิ่งอยู่หน้าจอทีวี โทรศัพท์มือถือ แท็บเลตมีแสงสีฟ้าที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว ถ้ามีเวลาว่างมากอาจจะมา mask หน้าให้ความชุ่มชื้นแทนการไปร้านเสริมสวย หรือคลินิกความงาม ทำความสะอาด ผมขน เล็บให้สะอาดอยู่เสมอ หากมีปัญหาผิวพรรณควรปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ

โรคที่พบเพิ่มในช่วงนิว นอร์มอล คือปัญหาจากการใส่หน้ากาก ตั้งแต่การแพ้ ผื่นคันใต้หน้ากาก สิว โรคต่อมไขมันอักเสบกำเริบ (Seb dermatitis)

-สำหรับคนที่เป็นสิว นอกจากต้องเตรียมยารักษาสิวแล้ว ต้องไม่แกะ เกา หรือจับหน้าโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะทำให้สิวแย่ลงแล้ว ยังเป็นช่องทางให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ พยายามอย่าให้หน้ากากชื้น ถ้าโดนน้ำมูก น้ำลาย ควรเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าหน้ากากผ้าต้องซักสะอาดทุกวัน

-สำหรับคนเป็นโรคผิวหนังหรือมีโรคประจำตัว ควรเตรียมยาให้เพียงพอและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด

การล้างมือ เมื่อล้างมือบ่อยๆ หรือการใช้แอลกอฮอร์เจลบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ ดังนั้นหลังการล้างมือทุกครั้ง ควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นทุกครั้ง ถ้าล้างมือแล้วไม่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์ 70% อีกครั้ง เพราะยิ่งเพิ่มการระคายเคือง ใช้แอลกอฮอร์เจล หรือสเปรย์เมื่อไม่สามารถล้างมือได้ ถ้ามือแห้งมากจริงๆ กลางคืนอาจใช้ครีมหรือขี้ผึ้งให้ความชุ่มชื้นแล้วใส่ถุงมือนอนก็ได้

การมีสุขภาพผิวที่ดี ต้องดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะ รับประทานอาหารผัก ผลไม้มากๆ รับประทานอาหารไขมันต่ำ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่เครียดอารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก หากปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะช่วยให้มีสุขภาพผิวพรรณที่ดีในยามที่ต้องอยู่บ้าน work from home หรือ learn from home นี้ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพดี รอดพ้นจากไวรัสโควิด-19 นี้ ฟันฝ่าอุปสรรค ร่วมมือร่วมใจ ประเทศไทยต้องรอด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/587320

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก คือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukemia) เกิดจากความผิดปกติของการสร้างและการเจริญเติบโตของ
เม็ดเลือดขาวในไขกระดูก ข้อมูลจาก รศ.นพ.ปิยะ รุจกิจยานนท์ หน่วยโลหิตวิทยากองกุมารเวชกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า ในประเทศไทยพบโรคมะเร็งชนิดนี้ประมาณ 38% ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก สามารถแบ่งโรคนี้ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่ Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) และ Acute Myeloid Leukemia (AML)

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ทั้งนี้ปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพการเกิดโรคได้แก่ การได้รับหรือสัมผัสกับรังสี, สารเคมีบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร benzene (สัมพันธ์กับการเกิดโรค AML), ยาเคมีบำบัดบางชนิด ได้แก่ alkylating agents,epipodophyllotoxins และ anthracycline(สัมพันธ์กับการเกิดโรค secondary AML) และปัจจัยทางพันธุกรรม นอกจากนี้โรคทางพันธุกรรมบางชนิดพบว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ต่อการเกิดโรคเช่นกัน

ไขกระดูก (bone marrow) เป็นที่อยู่ของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (สเต็มเซลล์) และเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน เซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์มะเร็ง ทำให้การสร้างเม็ดเลือดต่างๆ บกพร่องไป ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการและอาการแสดงที่สัมพันธ์กับความบกพร่องของการสร้างเซลล์ เม็ดเลือดในไขกระดูก ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ภาวะซีด จากการที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำอาการไข้ หรือ การติดเชื้อ จากการที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดปกติที่ต่ำ อาการเลือดออกง่ายเช่น จ้ำเลือด จุดเลือดออกตามตัว เลือดออกตามไรฟัน หรือ เลือดกำเดา จากการที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดกระดูก ร่วมด้วยจากการที่มีเซลล์มะเร็งอัดแน่นอยู่ภายในไขกระดูก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนมะเร็งในช่องอก ผู้ป่วยอาจจะมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือมีความผิดปกติทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หน้าและคอบวม จากการที่ก้อนไปกดทับทางเดินหายใจ หรือระบบไหลเวียนโลหิต ตามลำดับ

นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการอื่นๆที่ไม่เฉพาะเจาะจงร่วมด้วย เช่น อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด เมื่อทำการตรวจร่างกายผู้ป่วย นอกจากจะพบว่าผู้ป่วยมีภาวะซีด ไข้ หรือภาวะเลือดออกผิดปกติ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันส่วนใหญ่พบว่ามี ตับม้ามโต และต่อมน้ำเหลืองโต สำหรับผู้ป่วยที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปที่อัณฑะ จะพบว่ามีก้อนที่อัณฑะได้

ในผู้ป่วยที่เซลล์มะเร็งกระจายไปที่ระบบประสาท อาจจะพบว่ามีความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง จากการตรวจร่างกาย อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจจะไม่มีความผิดปกติใดๆ เลย เว้นแต่มีเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง นอกเหนือจากอาการและอาการแสดงดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด AML บางรายอาจพบว่ามีก้อนตามตัว มีเหงือกบวม หรืออาจพบก้อนกระจายที่ผิวหนัง

ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้แล้ว ผู้ป่วยจะต้องได้รับการประเมินและตรวจหาการกระจายของโรคไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ด้วยการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อทำการนับเซลล์ โดยการตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ และการปั่น cytospin เพื่อส่งตรวจและย้อมพิเศษทางห้องปฏิบัติการ

การรักษาหลักของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ได้แก่ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามระดับความเสี่ยงของโรค โดยอาศัยปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการพยากรณ์โรคของผู้ป่วย รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษาในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยทั่วไประยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด ALL จะอยู่ที่ 2.5-3 ปี และระยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด AML จะอยู่ที่ 6-8 เดือนสำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาตรฐาน แพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาในการทำการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด 

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่าการปลูกถ่ายไขกระดูกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับเป็นซ้ำ หรือโรคที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด มีค่าใช้จ่ายในการรักษารายละประมาณ  800,000-1,500,000 บาท โดยที่ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 1-2 เดือน เพื่อรอให้เม็ดเลือดต่างๆ สร้างได้ตามปกติจึงจะออกมาจากห้องปลอดเชื้อได้

กระบวนการปลูกถ่ายไขกระดูก คือ กระบวนการที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ วิธีการนี้ไม่ต้องผ่าตัดหากแต่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายไขกระดูกเดิม จากนั้นนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cell) จากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกด้านหลังของผู้บริจาคมาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือดเพื่อที่เซลล์ดังกล่าวจะเข้าไปในไขกระดูก และสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ทั้งนี้การเก็บไขกระดูกไม่ได้เกี่ยวกับไขสันหลัง ดังนั้นวิธีการนี้จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต นอกจากนี้การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูกอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาคจะต้องมีเนื้อเยื่อ HLA (Human Leukocyte Antigen) ที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย โดยผู้ที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันได้จะต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่โอกาสที่พี่น้องจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันมีเพียง 25% หรือ1 ใน 4 เท่านั้น ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าพี่น้องของผู้ป่วยจะมีโอกาสให้ไขกระดูกกับผู้ป่วยได้ทุกราย สำหรับโอกาสที่บุคคลอื่นนอกเหนือจากพี่น้องที่จะมีเนื้อเยื่อ HLAเข้ากันได้กับผู้ป่วยมีประมาณ 1 : 50,000เท่านั้น ดังนั้นแต่ละรายจะต้องทำการค้นหาในบุคคลทั่วไปเป็นจำนวนมาก ในไทยมีศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเหมือนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามโอกาสที่ผู้บริจาคจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับผู้ป่วยในประเทศไทยมีโอกาสประมาณร้อยละ 50 นอกจากนี้ในปัจจุบันแพทย์สามารถนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากแม่ พ่อหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันมาใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกได้สำเร็จ ซึ่งแต่เดิมใช้ไม่ได้เนื่องจากมีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นอย่างมาก แต่การรักษาด้วยวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างน้อยรายละ 500,000 บาท

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมนี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เซลล์และยีนบำบัด…ความก้าวหน้าสู้มะเร็งเม็ดเลือดขาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/585569

Life & Health : เซลล์และยีนบำบัด…ความก้าวหน้าสู้มะเร็งเม็ดเลือดขาว

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเด็กป่วยเป็นโรคมะเร็งจะพลาดโอกาสดีในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใสเหมือนเด็กทั่วไป ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้า
วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า โรคมะเร็งในเด็กเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี พบว่ามีเด็กที่เป็นโรคมะเร็งประมาณ 100 คน จากประชากรเด็กในประเทศไทย 1,000,000 คนซึ่งช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือเด็กเล็กอายุประมาณ 0-5 ปี หรือคิดคร่าวๆ ก็คือ ในแต่ละเดือนจะมีเด็กไทยที่เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นประมาณ 80 คน ที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว รองลงมาคือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง มะเร็งชนิดก้อนของมะเร็งต่อมหมวกไต และมะเร็งไต

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็ก ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ พบแค่ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้น ที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา ส่วนชนิดอื่นยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็กและไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดีอีกด้วย

โรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลมะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆ เซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกันในคนๆเดียวกัน จึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกันและตอบสนองได้ดีมากกว่าผู้ใหญ่

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia)เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) ซึ่งในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของ ALL มีได้ประมาณ 80% จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 50% จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 80%เช่นเดียวกัน

ปัญหาคือ การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ ประมาณ 30% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเป็นซ้ำได้ง่าย ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่จะได้รับการปลูกถ่าย ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่า ต้องมีผู้บริจาคที่เข้ากันได้ การใช้สเต็มเซลล์ซึ่งได้ทั้งการใช้ของผู้ป่วยเองและผู้บริจาค แต่อุปสรรคที่ใช้เซลล์ของผู้ป่วย คือ หากเป็นมะเร็งที่ต้องรักษาหนัก เซลล์จะเริ่มล้าและมีปัญหา หรือปนเปื้อนโรคมะเร็ง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการบริจาคสเต็มเซลล์ แต่ความเข้ากันได้อยู่ที่ราว 1 ใน 30,000 หรือหากเป็นญาติกันโอกาสเข้ากันได้อยู่ที่ราว 25% การหาให้เข้ากันได้ยากและต้องแข่งกับเวลา หากชะลอการรักษาไปนานๆ มีโอกาสเป็นซ้ำได้ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ดึงเซลล์ออกมาตัดแต่งยีนและนำใส่กลับเข้าไป จึงกลายเป็นเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

เทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ตามมาตรฐานแล้วคือ การทำเคมีบำบัด หรือทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ขณะที่ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ในอนาคต ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาแบบใหม่ด้วย เทคโนโลยี Chimeric antigen receptor (CAR) T-cell เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงในการนำเอาเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเองหรือของคนอื่นที่ใกล้ชิดกันมาตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้สามารถเข้าหาและทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ ปัจจุบันมีหลายบริษัทในต่างประเทศได้ผลิตจำหน่ายโดยคิดค่าใช้จ่ายครั้งละ 12-15 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย ถ้าผู้ป่วยไปรักษาในต่างประเทศด้วยเทคโนโลยีนี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 20-30 ล้านบาท ด้วยจำเป็นต้องเดินทางไปรักษาในต่างประเทศ เพราะโรงงานผลิตกับผู้ป่วยต้องอยู่ที่เดียวกัน แต่หากทำได้ในประเทศไทย จะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้กว่า 10 เท่า

สำหรับงานวิจัยที่ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบความสำเร็จและใช้ในการรักษาได้จริงในคนไข้แล้ว คือ CAR CD19 T cell ที่ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมโฟบลาสติกบีเซลล์ (B cell acute lympho blastic leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองลิมโฟมาชนิดบีเซลล์ (B cell lymphoma) ต่อไปคือ การอัพสเกลในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งอื่นๆ อย่างน้อยในผู้ป่วยที่ดื้อยาสามารถทำให้โรคสงบได้ เนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีโอกาสที่กลับมาเป็นซ้ำได้เพราะดื้อยา แต่ก็มีโอกาสรักษาหาย หรือไม่หายก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะยาวนานขึ้น

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ปัจจุบันได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก ตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก นอกจากการรักษาโรคมะเร็งในเด็กให้หายขาดมากขึ้นแล้ว ทางกองทุนฯ ยังได้ช่วยเหลือให้เด็กมีโอกาสทุพพลภาพน้อยลง เช่น ได้มอบเงินค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์แขน-ขาโลหะที่ใช้แทนกระดูกที่เป็นมะเร็งที่ถูกตัดออก ทำให้เด็กไม่ต้องถูกตัดแขนขาออกไป ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กใน
พระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ นับได้ว่ากองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯมีคุณูปการอันสูงยิ่งต่อวงการแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังถือเป็นกองทุนตั้งต้นสำหรับงานศึกษาวิจัยเพื่อการรักษาในอนาคตด้วย

13 กรกฎาคม นี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583834

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีไวรัสระบาดนี้ นอกจากเราจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ได้รับเชื้อแล้ว เรายังต้องฉลาดที่จะรู้จักดูแลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอยู่ตลอดเวลามาเรียนรู้การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ดังนี้

นอนพักผ่อนให้ถูกต้องและพอเพียง การนอนหลับสนิทในที่มืดโดยไม่มีการรบกวนจากแสง เสียง และคลื่นสื่อสารใดๆ นั้นจะทำให้ระบบการผลิตฮอร์โมนที่จะช่วยต่อต้านความแก่ชราได้รับการผลิตออกมาอย่างมากเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนล้า และที่สำคัญยังช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้นกันได้รับการฟื้นฟูจากการทำงานหนักตลอดวันอีกด้วย ควรเข้านอนเป็นประจำให้หลับสนิทก่อนเที่ยงคืน

ได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันอย่างถูกต้องและพอเพียง การรับประทานพืชผักและผลไม้สดตามฤดูกาล โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ได้แก่ พืชที่มีสีสันสดใส รวมทั้งเห็ดทุกชนิด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและมีปริมาณน้ำตาลน้อย สมุนไพรต่างๆ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ สารอาหารที่ให้แร่ธาตุสังกะสีสูง เช่น หอยทะเล และผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม นอกจากสารอาหารแล้ว
การดื่มน้ำสะอาดเป็นระยะๆ อย่างพอเพียงก็จะช่วยเสริมการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันในรูปแบบต่างๆ สามารถที่จะไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอในที่มีอากาศบริสุทธิ์ นอกจากจะช่วยกระตุ้นการผลิตภูมิคุ้มกัน ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ดีขึ้นอีกด้วย และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต่อต้านความแก่ชราจากสมองซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่แก่ชราและกระฉับกระเฉงไปด้วย

การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดเป็นประจำ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าคนที่ทำงานในที่โล่งแจ้งและได้รับแสงแดดอย่างพอเพียงนั้นจะไม่ค่อยป่วยเป็นไข้หวัดเหมือนคนที่ทำงานในสำนักงานและไม่เคยโดนแสงแดดเลยหรือโดนน้อยมาก เคล็ดลับก็คือวิตามินดีนั้นมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคนเรา คนที่ได้รับวิตามินดีเพียงพอจึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น แต่ต้องทราบด้วยว่าแสงแดดที่ส่องลงตั้งฉากกับผิวหนังจึงจะเกิดการสร้างวิตามินดีที่ผิวหนังได้ และต้องไม่ทายากันแดดที่จะยับยั้งการได้รับการกระตุ้นจากแสงแดด แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศหรือชีวิตต้องอยู่ในที่ร่มนั้นก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการเสริมให้พอเพียง

เจริญศีลภาวนาและการทำสมาธิเป็นประจำ มีงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า การทำสมาธิและการเจริญศีลภาวนานั้นจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้นอกจากนี้แล้วการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพุทธศาสนานั้นจะช่วยเพิ่มการมีอายุขัยที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีด้วยตามงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicineลงวันที่ 26 ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา การแผ่เมตตาก่อนนอน รวมทั้งการสวดมนต์เพื่อทำจิตใจให้สงบและนอนหลับสนิทนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และระบบภูมิคุ้มกัน

งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัยใดๆ ที่ออกมาเพื่อที่จะบอกว่าการดื่มสุราในปริมาณไม่มากอาจจะมีส่วนช่วยในการทำให้อายุยืนยาวได้นั้น ไม่ได้มีการพูดถึงผลร้ายของแอลกอฮอล์เลยที่จะไปทำลายระบบเซลล์สมองและเซลล์ประสาท และยังไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่องอีกด้วย ในความเป็นจริงนั้นผู้ที่เว้นจากการดื่มสุราจะนอนหลับสนิทกว่า การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราผลิตออกมาได้ดีกว่า และผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นหลังจากเลิกดื่ม

งดเว้นการอยู่ในที่มีฝูงชนพลุกพล่านและอยู่ในที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การอยู่ในกลุ่มคนนั้นอาจมีบางคนที่อยู่ในกลุ่มที่มีโรคติดเชื้อบางชนิด
ที่สามารถถ่ายทอดได้ทางละอองที่ฟุ้งกระจายมาในอากาศรวมทั้งอาจได้รับการเปื้อนปนสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลายจากการไอจามโดยไม่ปิดปากของผู้อื่นนอกจากนี้ การอยู่ในห้องที่มีแอร์คอนดิชั่นแต่อากาศไม่ได้รับการกรองที่ถูกต้องเหมาะสมและไหลเวียนอยู่ในห้องตลอดเวลา ย่อมจะนำเอาสิ่งเปื้อนปนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะหรือเชื้อโรคที่ถ่ายทอดติดต่อกันได้ทางการหายใจและการสัมผัส เมื่อเป็นดังนี้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเป็นผลทำให้เกิดการอ่อนล้าและอาจจะทำหน้าที่ในการปกป้องตนเองไม่ได้ดีดังเดิม

ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย การลดระดับของน้ำตาลในเลือดให้เหลือน้อยเท่าที่ร่างกายจำเป็นจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ระบบการทำงานได้เป็นปกติ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การงดและละเว้นการบริโภคน้ำตาลในอาหารทุกชนิด รับประทานแป้งและอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบให้น้อยลงโดยเฉพาะมื้อเย็น เดินประมาณ 10 นาทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้งหรือการทำการเว้นระยะการรับประทานอาหารและมีช่วงเวลาในการรับประทานให้น้อยลงที่เรียกว่า Intermittent Fastingก็ได้เช่นกัน

รับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย เรียกว่า โปรไบโอติค ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในลำไส้และทำหน้าที่เป็นหน้าด่านป้องกันเชื้อโรคร้ายจากภายนอกไม่ให้แพร่พันธุ์ และยังช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย อาหารที่มีโปรไบโอติค เช่น โยเกิร์ต ถั่วหมักและกิมจิที่เกิดจากการหมักตามธรรมชาติ ที่สำคัญคือ ไม่ควรจะรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำโดยไม่จำเป็นเพราะอาจไปทำลายแบคทีเรียที่เป็นมิตรของเราอีกด้วย

หาทางผ่อนคลายและลดความเครียด ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย การเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายทั้งการผ่อนคลายร่างกายจากการไปทำสปาอาบน้ำแร่ นวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ การออกกำลังกาย และการทำสมาธิบำบัดหรือการเดินทางเพื่อพักผ่อนในวันหยุดล้วนแล้วแต่มีผลทำให้ความเครียดลดลง และระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นแทบทั้งสิ้น

ถ้าได้ปฏิบัติตนได้ทุกคำแนะนำที่กล่าวมาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้กระตุ้นสมอง…เพิ่มความจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/582132

Life & Health : เรียนรู้กระตุ้นสมอง…เพิ่มความจำ

Life & Health : เรียนรู้กระตุ้นสมอง…เพิ่มความจำ

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็คงอยากมีความจำที่ดีไม่ลืมง่ายๆ หรือเรียกว่าสมาร์ทเบรนนั่นเอง เพราะความจำเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันแต่บ่อยครั้งเราก็มักจะกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ แม้ว่าจะอายุไม่มาก หรือไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง นั่นเพราะเราปล่อยให้ในหัวมีข้อมูลสะเปะสะปะ แถมยังไม่ยอมดูแลสุขภาพสมองเพื่อให้เอื้อต่อการจดจำ ส่วนหนึ่งมาจากการที่สมองไม่ได้รับการฝึกฝนและดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แล้วชีวิตที่เร่งรีบ มีการแข่งขันกดดันสูงและเครียดจัดโดยเฉพาะภาวะวิกฤติโควิดในตอนนี้ อาจดึงเอาพลังกายพลังสมองไปจากเราได้ง่ายๆ โดยสามารถสังเกตได้จากอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย สมองตื้อ ความสามารถในการคิด สมาธิและความจำถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ความจำเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในแต่ละคนจะมีความสามารถในการจดจำแตกต่างกันออกไป บางคนมีความจำ ดีมาก แค่มองเห็นหรือได้ยินเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถจำได้เป็นระยะเวลานาน ในขณะที่อีกคนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อที่จะจดจำได้ทั้งหมด โดยการจดจำของมนุษย์นั้นมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ สภาพร่างกายและจิตใจ หากเรามีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ รู้จักควบคุมจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ จะช่วยเสริมสร้าง
ความจำ และยังมีผลทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้นด้วย รวมถึงสภาพแวดล้อม เพราะเมื่อใดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสุข สนุกสนาน เราก็จะจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้น

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับโครงสร้างความจำของมนุษย์กันก่อน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ

l ความจำจากการรับรู้สัมผัส เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นเนื่องจากการรับรู้ เช่น ภาพ เสียง ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า และจะหายไปในเวลาไม่นาน ถ้าไม่ได้ตั้งใจจดจำหรือทบทวน

l ความจำระยะสั้น เป็นความจำที่เกิดขึ้นเมื่อมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างตั้งใจในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้สามารถจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ในระยะเวลาพอสมควร และจะหายไปถ้าไม่ได้มีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง

l ความจำระยะยาว เป็นความจำที่เราตอบสนองต่อสิ่งเร้าและทบทวนอยู่เสมอ ทั้งจากความตั้งใจ เช่น การทบทวนบทเรียน หรือการท่องจำ หรือการไม่ตั้งใจ เช่น การหวนคิดถึงเรื่องเจ็บปวดในอดีตความจำระยะยาวนี้ เป็นการพัฒนามาจากความจำระยะสั้น ซึ่งอาจอยู่ได้นานเป็นปี หรือตลอดชีวิตก็ได้

จะเห็นได้ว่าความจำที่ดี มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้เราสามารถจดจำสาระและรายละเอียดของข้อมูลหรือเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายและสมองอย่างเต็มที่ ส่วนจะมีวิธีไหนบ้างที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างจำดีมาดูกัน…

เติมอาหารสมอง รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด เน้นการเลือกรับประทานกรดไขมันที่ดีที่มีส่วนช่วยสร้างเซลล์ประสาทในการรับรู้ กรดอะมิโนจากโปรตีนที่มีคุณภาพช่วยสร้างสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท กลูโคสจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยจะเป็นเชื้อเพลิงให้แก่สมองในการสร้างพลังงาน ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผักผลไม้ต่างๆ ก็จะมีส่วนช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย

เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน เช่น เรียนภาษาต่างประเทศ เรียนทำอาหาร คบเพื่อนใหม่ รวมถึงเปลี่ยนความถนัด เช่น กินข้าว เขียนหนังสือ แปรงฟันจากมือขวามาใช้มือซ้ายบ้าง จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และยังทำให้สมองส่วนต่างๆ เกิดการตื่นตัวอยู่เสมอและยังช่วยพัฒนาหน่วยความจำในสมองให้เพิ่มขึ้นด้วย

ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีและช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในสมอง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินที่ทำให้อารมณ์ดี เมื่อสมองปลอดโปร่ง ก็จะกระตุ้นให้เซลล์สมองทำงานด้านการจำได้อย่างเต็มที่

จัดสรรเวลาในการพักผ่อน ควรมีเวลาให้ร่างกายและจิตใจได้หยุดพักและผ่อนคลายเสียบ้างที่สำคัญอย่าอดนอนหรือนอนดึก การนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้สมองได้พักเต็มที่ซึ่งจะช่วยทำให้คุณมีอารมณ์แจ่มใส สมองปลอดโปร่ง สามารถคิดอ่านหรือตัดสินใจได้ดี พร้อมๆ กับมีกระบวนการคิดและจดจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมั่นฝึกฝนความจำ ควรมีกิจกรรมที่ช่วยเสริมความจำ เช่น การฝึกสมาธิ คนเรามักจะเลือกจำในสิ่งที่สนใจ ดังนั้นหากคุณมีสมาธิและสติ อยู่กับสิ่งที่ทำ ก็จะสามารถทำให้มีความจำดีขึ้นได้, การจัดระเบียบความจำ ปกติคนเรามักจะจำข้อมูลระยะสั้นๆ ได้ไม่มากนัก แต่หากสามารถจัดระเบียบความคิด เปรียบเทียบเชื่อมโยงสิ่งที่เราต้องการจดจำกับความจำเดิมของเราได้ ก็จะทำให้สามารถจำได้มากขึ้น, การเล่มเกมก็เป็นการลับสมองที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง เกมยอดฮิตที่ช่วยพัฒนาสมองและความจำ คือ เกมซุโดะกุ เกมครอสเวิร์ด เกมเปิดไพ่จับคู่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงวิธีการที่ทำลายสุขภาพสมอง เช่น ไม่รับประทานอาหารเช้า กินอาหารมากเกินไป มีความเครียดเป็นประจำ สูบบุหรี่ อยู่ในที่ที่มีอากาศไม่บริสุทธิ์หรือเป็นพิษ ฯลฯ ควบคู่กันไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายและสมอง คุณก็จะสามารถดูแลให้สมองฟิต เพื่อเพิ่มพลังความจำให้อยู่คู่กับเราไปนานนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : หลบหลุมพรางความหดหู่..สู่ภาวะหมดไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580461

LIFE&HEALTH : หลบหลุมพรางความหดหู่..สู่ภาวะหมดไฟ

LIFE&HEALTH : หลบหลุมพรางความหดหู่..สู่ภาวะหมดไฟ

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภาวะวิกฤติของสังคมปัจจุบันมาพร้อมกับความเจริญ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่หลากหลายในทุกวงการโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งภาวะวิกฤติทางสุขภาพจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กระทบต่อสภาพการเป็นอยู่ของคนทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ ทุกวัย เป็นเหตุให้ทุกคนต้องปรับตัวกับการดำเนินชีวิตในยุค New Normalความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจเสื่อมถอย ผู้คนมากมายจึงรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้หมดกำลังใจ ซึมเศร้า กลายเป็นบุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤติทางอารมณ์

อารมณ์ที่อ่อนล้า ไม่เห็นค่าในตัวตนเบื่อหน่ายไม่ดิ้นรน หดหู่ ทุกข์ทน จนหมดไฟเป็นอาการภาวะหมดไฟไม่ใช่โรค แต่อาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวลข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรม ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า ภาวะหมดไฟ (Burn Out)คือ ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเบื่อหน่าย ไร้แรงบันดาลใจความเครียดที่ต่อเนื่อง เรื้อรัง จนรู้สึกล้มเหลว สิ้นหวัง อ่อนแรง กระวนกระวายใจโดยเฉพาะในการทำงาน โดยมีอาการหลัก 3 ประการ คือ (1) มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ไร้เรี่ยวแรง รู้สึกหมดพลัง(2) มองความสามารถของตนเองในเชิงลบรู้สึกล้มเหลว ไร้ค่า มองความสัมพันธ์ในที่ทำงาน (หรือในโรงเรียน) ในทางลบ รู้สึกเหินห่างจากคนอื่น อ้างว้าง โดดเดี่ยว(3) ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

องค์การอนามัยโลกได้มีมติจากที่ประชุมพิจารณาให้ภาวะหมดไฟ เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาในทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ II (International Classification of Disorder :ICD-II) เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคและการประกันสุขภาพใหม่ทั่วโลก

วิธีสังเกตอาการจากโรคนี้ คือ อ่อนแรงรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา จึงส่งผลกระทบต่อภาวะทางอารมณ์, ขาดแรงจูงใจ, มองโลกในแง่ร้าย อารมณ์เสียง่าย, ไม่มีสมาธิ, ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง, มีปัญหากับทางบ้านหรือที่ทางาน, ไม่มีเวลาดูแลตนเอง แก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น หมกหมุ่นอยู่กับการทำงาน, มีความสุขน้อยลง, สุขภาพย่ำแย่ หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ระบบการย่อยอาหาร โรคหัวใจ โรคซึมเศร้า เป็นต้น

สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟ โดยเฉพาะภาวะหมดไฟในการทางาน พิจารณาได้จากลักษณะ 3 ด้าน คือ (1) ด้านอารมณ์ จะรู้สึกหดหู่ หงุดหงิด โมโหง่าย อารมณ์แปรปรวนไม่พอใจในงานที่ทำ ซึมเศร้า (2) ด้านความคิดได้แก่ การมองคนอื่นในแง่ร้าย โทษคนอื่นเสมอระแวง หนีปัญหามากกว่าจะจัดการกับปัญหา ไม่เชื่อในความสามารถของตนเอง (3) ด้านพฤติกรรม ได้แก่ การผัดวันประกันพรุ่ง ไม่กระตือรือร้น หุนหันพลันแล่น บริหารจัดการกับเวลาไม่ได้ ไม่อยากตื่นไปทำงานหรือไปโรงเรียนไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเรียน มาสาย ไม่มีความสุขในการทำงานหรือการเรียน

แม้ว่าภาวะหมดไฟในการทางานจะยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์เหมือนโรคอื่นๆ แต่สามารถประเมินได้จากการใช้แบบสอบถาม “Burnout Scale Test”

การป้องกันภาวะหมดไฟ

เพราะความเครียดคือสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะหมดไฟ ดังนั้น การป้องกันก็คือการดูแลจัดการกับความเครียดไม่ให้เกิดการสะสมต่อเนื่อง เรื้อรัง การจะรับมือกับความเครียดก็ต้องรู้จักและเข้าใจกับเรื่องความเครียดเสียก่อน ความแตกต่างของภาวะเครียดและภาวะหมดไฟในการทำงาน

สำหรับภาวะเครียด มีอาการ เช่น จริงจังเกินไป จดจ่อหมกหมุ่นกับการทำงานมากเกินไป,รู้สึกเร่งรีบกับเรื่องต่างๆ แทบทุกเรื่อง, ไม่มีพลังมากพอที่จะทำงานให้สำเร็จ, วิตกกังวล, ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ความดันโลหิตสูง, อาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ส่วนภาวะหมดไฟในการทำงาน มีอาการเช่น รู้สึกเฉยเมยกับสิ่งต่างๆ ทุกสิ่ง, ท้อแท้ สิ้นหวัง หดหู่, ไม่สนใจความช่วยเหลือจากใคร,ขาดแรงจูงใจและความคิดสร้างสรรค์, รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว เศร้าหมอง, รู้สึกคุณค่าในตนเองลดลง, ส่งผลต่ออารมณ์ เช่นเบื่อหน่ายกับสิ่งรอบตัว, รู้สึกเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรง, ไม่อยากทำงาน/มีทัศนคติเชิงลบต่อการทำงาน, ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

การรักษาด้วยตนเอง มีบทความของนักวิชาการหลายๆ สาขา ได้เสนอแนะถึงการดูแลรักษาตนเองเมื่อตกอยู่ในภาวะเครียดและการอยู่ในภาวะหมดไฟ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ คือผ่อนคลายความเครียด, หากิจกรรมอย่างอื่นทำ,งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท,นอนพักผ่อนให้เพียงพอ, จัดระเบียบในชีวิต เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ,ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

สำหรับการรักษาทางจิตวิทยา จากการศึกษาวิจัยในประเทศไทย และต่างประเทศ พบว่า การฝึกความยืดหยุ่นทางอารมณ์จะสามารถช่วยในการปรับตัวได้อย่างดีเมื่อประสบกับความยุ่งยาก เจ็บปวด หรือเครียด ซึ่งความยืดหยุ่นทางอารมณ์ในประเทศไทยมีคำใช้เรียกกันหลายคำ เช่น การฟื้นพลังพลังสุขภาพจิต ความเข้มแข็งทางจิตใจ ฯลฯ คำเหล่านี้มีความหมายเดียวกัน (Resilient)

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวสู่สภาวะปกติหลังเกิดความเครียดซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้คนก้าวพ้นปัญหาและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้ องค์ประกอบความยืดหยุ่นทางอารมณ์มี 3 ระดับ คือ (1) ด้านทนต่อแรงกดดัน คือการดูแลจิตใจให้ทนอยู่ได้ สามารถจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองได้ในสถานการณ์ที่กดดัน (2) ด้านมีกำลังใจมีเรี่ยวแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไปภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน ซึ่งอาจมาจากการสร้างกำลังใจให้ตนเองหรือจากคนรอบข้าง (3) ด้านต่อสู้เอาชนะอุปสรรค มีความมั่นใจและพร้อมเอาชนะปัญหา อุปสรรคที่เกิดมาจากสถานการณ์วิกฤติ คือยังตระหนักในความสามารถของตนว่าทำได้ แก้ปัญหาได้จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาหรือการรักษานั้นจะต้องเกิดในช่วงก่อนก้าวถึงภาวะหมดไฟ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับสร้างอารมณ์แจ่มใสให้ชวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578783

Life & Health : เคล็ดลับสร้างอารมณ์แจ่มใสให้ชวิต

Life & Health : เคล็ดลับสร้างอารมณ์แจ่มใสให้ชวิต

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันในแต่ละวันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รีบเร่ง ของผู้คนในยุคนี้โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีแต่เรื่องท้าทายโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้
ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ต้องหมั่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ รวมทั้งยังต้องวิ่งตามกระแสสังคมที่มีความหลากหลายรออยู่ข้างหน้าและมีการแข่งขันสูง ชีวิตจึงมักถูกกดดันจากภาวการณ์ต่างๆ มากขึ้น จนอาจทำให้ใครหลายๆ คนมีอารมณ์ขุ่นมัวเกิดความเครียดได้ง่ายๆ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพให้ย่ำแย่ลง

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า เราควรหันมาดูแลสุขภาพจิตใจให้เข้มแข็ง เบิกบานแจ่มใสมีสติพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตได้เป็นอย่างดี และยังช่วยจัดการกับความเครียดได้ง่ายขึ้น โดยมีวิธีปฏิบัติตัวดังนี้

l อยู่กับความเป็นจริง ไม่แปลกที่คนเราจะมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็นแต่สิ่งเหล่านั้นทำให้จิตใจเราเป็นทุกข์ ต่างกับการยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความพอดีและพอเพียง นอกจากจะช่วยลดความวิตกกังวลให้น้อยลงแล้ว จิตใจที่สงบสุขก็จะช่วยให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

l รู้จักปล่อยวาง จิตใจที่ไม่เป็นสุข อาจขุ่นมัวเพราะความหวาดกลัว วิตกกังวล คิดเล็กคิดน้อย เก็บทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาคิด หรือเอามาเป็นอารมณ์อยู่บ่อยๆ จนทำให้สมองไม่แจ่มใส ไม่สามารถคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ได้ แต่ถ้ารู้จักปล่อยวาง ยิ้มสู้กับปัญหาและไม่จดจ่ออยู่แต่กับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่สร้างสรรค์ ก็จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ไม่เครียดง่ายแถมยังจะช่วยลดแรงกดดันในชีวิตลงได้อีกด้วย

l มีสติเป็นที่มั่น ชีวิตคนเรามักจะมีปัญหาต่างๆ เข้ามาให้แก้ไขอยู่เสมอ และไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใด เราต้องไม่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ หมั่นเติมพลังแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา การจัดการจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เกิดความพอดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทำอะไรก่อนหลังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร รู้จักใช้เหตุผลและความสุขุมเยือกเย็น เมื่อจิตใจจะมีความเข้มแข็ง ก็จะสามารถจัดการกับปัญหา หรือทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

l มีจิตใจที่ร่าเริง แจ่มใส คนเราควรมองโลกในแง่ดี รู้จักยิ้มและมีอารมณ์ขันบ้าง ไม่เอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งมากเกินไป หากเมื่อต้องพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรค ก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติ โดยอาจจะใช้วิธีพูดกับตัวเอง เช่น ไม่เป็นไรน่า ช่างมันเหอะ เดี๋ยวก็ดีขึ้น ใจเย็นๆ จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและสงบลง รวมถึงช่วยสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นทั้งกับตัวเองและผู้อื่น

l เดินออกจากเหตุการณ์  บางครั้งเราอาจถูกคนในครอบครัว เพื่อน คนในที่ทำงาน คนบนท้องถนน ทำอะไรให้รู้สึกไม่พอใจหรือโกรธ จนรู้สึกอยากตอบโต้กลับไปให้สะใจ แต่การทำเช่นนั้นอาจยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปอีกแต่หากเลือกเดินออกมาจากปัญหานั้นก่อน น่าจะก็ดีกว่ามานั่งโต้เถียงกันแบบไม่รู้จบ เพราะขณะที่อารมณ์ยังไม่ปกตินั้น คนเรามักขาดสติและไม่ค่อยไตร่ตรองถึงสิ่งที่ถูกต้องก่อน ต่างกับการเดินออกมาก่อนซึ่งอาจช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ดีหายไป แถมยังช่วยลดความเครียดและพร้อมที่จะกลับมาเผชิญกับปัญหาและแก้ไขได้อย่างฉลาดด้วยสติอีกครั้ง

l ปลดปล่อย ระบายอารมณ์ บางครั้งการเก็บสะสมแต่ละเรื่องที่เราเจอมารวมกัน อาจจะทำให้ความอดทนที่มีขีดจำกัดหมดลง ลองสำรวจใจตัวเองดูว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่มาทำให้หม่นหมองขุ่นมัว แล้วหาทางกำจัด หรือปลดปล่อยโดยการพูดคุยปรึกษาเพื่อนหรือคนในครอบครัว เพื่อช่วยระบายอารมณ์ ออกมา และลดความเครียดออกจากตัวเองบ้าง หรืออาจใช้วิธีสวดมนต์ ฝึกทำสมาธิ เพื่อสร้างความสงบให้จิตใจ ช่วยเสริมสุขภาพจิต แถมยังผ่อนคลายความเครียดได้ดีทีเดียว

l รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมซึ่งต้องการการยอมรับ ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดังนั้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม การเปิดใจบอกความรู้สึกของตนเองและเข้าใจถึงจิตใจของผู้อื่น รู้จักให้เวลากับตนเองและคนสำคัญในชีวิต จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ประสบปัญหาชีวิต การมีคนที่เราไว้ใจอยู่ข้างๆ และคอยให้กำลังใจ จะช่วยทำให้ก้าวผ่านปัญหาและช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้น

เพียงแค่ใช้ชีวิตด้วยความใส่ใจ และไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น คุณก็จะสามารถสตาร์ทอัพวันใหม่ได้อย่างสดชื่นแจ่มใส มีพลังกาย พลังความคิด พร้อมที่จะลุยงานและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เผยว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกนี้ ส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้โลหิตขาดแคลนหนักวิกฤติทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะจำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงอย่างมากทุกแห่ง ขอเชิญท่านผู้ที่เคยบริจาคโลหิตหรือผู้มีสุขภาพดีที่ตั้งใจจะไปผู้บริจาคโลหิตให้ตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศหรือที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เพื่อช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ สามารถตรวจสอบสถานที่รับบริจาคโลหิตได้ที่ https://bit.ly/2XGCf4l

สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สามารถบริจาคโลหิตได้ดังนี้

l กรณีได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการรับรองจาก อย. เว้น 7 วัน หลังฉีดวัคซีน

l กรณีที่มีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน ขอให้หายดีก่อน เว้น 7-14 วัน ตามความรุนแรงของอาการ

l ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่เดินทางมาบริจาคโลหิต และตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่รับบริจาค

ขอเชิญคนไทยทุกคนรวมพลัง ร่วมใจบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวทางกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/577185

Life & Health : แนวทางกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรัก

Life & Health : แนวทางกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรัก

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พ่อแม่ทุกคนต่างอยากให้ลูกน้อยที่รักเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ฉลาด รอบรู้ เรียนเก่ง เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้พ่อแม่จึงควรส่งเสริมสนับสนุนปัจจัยที่กระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆให้ทันต่อยุคสมัยที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า โดยธรรมชาติสมองของคนเราเริ่มพัฒนาตั้งแต่ตอนแม่ตั้งครรภ์ เด็กเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองหลายพันล้านเซลล์ที่พร้อมเจริญพัฒนาเพื่อทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกจนตลอดชีวิต แต่ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 5-6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สมองมีอัตราการเจริญพัฒนาสร้างจุดเชื่อมต่อของใยประสาทเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายวงจรเพื่อให้สมองแต่ละส่วนทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ผ่านการเลี้ยงดูที่เหมาะสมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการกระตุ้นสมองให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ สำหรับวิธีที่จะช่วยฝึกสมองของลูกนั้น มีดังนี้

l สารอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับความต้องการในเด็กแต่ละวัยวัยทารกสารอาหารส่วนใหญ่ที่ลูกได้รับในแต่ละวันใช้ไปเพื่อการเจริญพัฒนาของสมอง ดังนั้นการได้รับอาหารที่ครบหมู่และสารอาหารที่ครบถ้วนจึงมีความสำคัญอย่างมาก ช่วงแรกของวัยทารกอาหารหลักเป็นนม หลังจากอายุ 1 ปี ข้าวเป็นอาหารหลัก ควรกินสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ สารอาหารที่สำคัญ เช่น ไอโอดีนพบในอาหารทะเล ธาตุเหล็กในสัตว์เนื้อแดง ไข่ ตับ ไขมันจากปลาทะเล โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ วิตามินและแร่ธาตุในผักผลไม้สดเป็นต้น

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ ส่งผลถึงการเจริญเติบโต พัฒนาการของสมอง อารมณ์ พฤติกรรม โดยเด็กแต่ละช่วงวัยต้องการระยะเวลาการนอนที่ไม่เท่ากัน เช่น วัยทารก 13-17 ชั่วโมง และ 11-14ชั่วโมง ในเด็กอายุ 1-5 ปี หลังอายุ 4-5 ปี เด็กส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนกลางวัน ไม่ควรให้เด็กใช้โซเชียลมีเดียหรือสื่อหน้าจอช่วงก่อนเข้านอน 1-2 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อชาร์จพลังกายและคืนความสดชื่นแจ่มใสในเช้าวันใหม่ มีสมองที่ปลอดโปร่งสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ

l การเล่นที่เหมาะสมตามวัย เป็นการผ่อนคลายและเปิดโอกาสการเรียนรู้พัฒนาการในทุกๆ ด้าน นอกจากของเล่นแล้ววิธีการเล่นของผู้ปกครองที่จะเล่นกับเด็กก็มีความสำคัญไม่น้อย ที่จะส่งเสริมให้เด็กได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการ กล้าคิด กล้าทำลองผิดลองถูก เช่น เกมปริศนาอักษรไขว้ เกมหาคำศัพท์ เกมบิงโก เกมต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ นอกจากจะช่วยเพิ่มความจำแล้ว ยังช่วยฝึกสมาธิซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และฝึกความอดทนในการพยายามแก้ไขปัญหาอีกด้วย

l การเล่านิทาน เปิดโอกาสให้ลูกตั้งคำถาม พูดโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นโอกาสที่เด็กจะได้พัฒนาด้านจินตนาการ การเข้าใจและการเลือกใช้ภาษาในการสื่อสารหรือแสดงอารมณ์ความรู้สึก การลำดับเหตุการณ์ นอกจากนี้เนื้อหาในนิทานยังมีความสำคัญในการสอนเรื่องต่างๆ เช่น การมีคุณธรรมจริยธรรม การมีน้ำใจ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ระเบียบวินัย การแก้ไขปัญหา เป็นต้น

l สมองดีใช้ดนตรีช่วยได้ ดนตรีไม่ได้ให้แค่ความเพลิดเพลินหรือผ่อนคลายความเครียดเท่านั้น หากแต่จังหวะและเสียงดนตรี ยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เพิ่มทักษะในด้านความจำของลูกได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อเด็กได้ฟังเพลง ร้องเพลงและเล่นเครื่องดนตรี ซึ่งต้องใช้ความจำในเรื่องของทำนอง เนื้อร้อง จังหวะของแต่ละบทเพลง รวมถึงการฝึกอ่านโน้ตดนตรี ล้วนแล้วแต่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพสมองและยังช่วยพัฒนาความจำให้กับลูก

l การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เด็กๆควรมีโอกาสออกไปเล่นหรือออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง การเจริญเติบโตสมวัย ช่วยให้นอนหลับสบาย เพิ่มความอยากกินอาหาร กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนต่างๆ ที่ทำงานเชื่อมโยงประสานกันของสมองทั้งสองซีก เมื่อเข้าสู่วัยเรียนควรได้เล่นกีฬาที่มีกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เพื่อพัฒนาด้านการควบคุมอารมณ์ การรู้จักยับยั้งชั่งใจ สร้างสัมพันธภาพทางสังคมต่อไป

l สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ทั้งด้านกายภาพ เด็กเล็กระวังเรื่องการพลัดตกหกล้มจากที่สูงหรือสิ่งของหนักที่จะล้มลงมาทับจนเกิดการบาดเจ็บหรือได้รับอันตราย และการจมน้ำจากแหล่งน้ำในบ้าน เช่น ถังน้ำ อ่างอาบน้ำ เด็กโตระวังเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางด้วยยานพาหนะ เช่น การใช้ car seat การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกกันน็อก และการได้รับวัคซีนป้องกันโรค รวมทั้งการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด-19เช่น หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในที่ชุมชน สำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกนอกบ้านล้างมือบ่อยๆ

l การเลี้ยงลูกเชิงบวก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากลูกได้รับการดูแลในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีความสุข ด้วยความรัก ความเมตตา ตั้งแต่แรกเกิดจะทำให้เกิดความรักความผูกพันกับผู้เลี้ยงดูและเกิดความมั่นคงทางอารมณ์ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเห็นคุณค่าของผู้อื่น รวมทั้งพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการไม่ใช้ความรุนแรง เห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ ให้อภัยกัน

เมื่อความสำเร็จในชีวิตของลูกไม่ได้มีสูตรตายตัว หรือเกิดจากความสามารถเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น หากยังต้องมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเป็นองค์ประกอบควบคู่กันไป
“พ่อแม่” จึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดัน รวมทั้งมีพลังสมองพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตเป็นคนเก่งคนดี ที่มีความสุขต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ