LIFE & HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583834

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีไวรัสระบาดนี้ นอกจากเราจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ได้รับเชื้อแล้ว เรายังต้องฉลาดที่จะรู้จักดูแลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอยู่ตลอดเวลามาเรียนรู้การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ดังนี้

นอนพักผ่อนให้ถูกต้องและพอเพียง การนอนหลับสนิทในที่มืดโดยไม่มีการรบกวนจากแสง เสียง และคลื่นสื่อสารใดๆ นั้นจะทำให้ระบบการผลิตฮอร์โมนที่จะช่วยต่อต้านความแก่ชราได้รับการผลิตออกมาอย่างมากเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนล้า และที่สำคัญยังช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้นกันได้รับการฟื้นฟูจากการทำงานหนักตลอดวันอีกด้วย ควรเข้านอนเป็นประจำให้หลับสนิทก่อนเที่ยงคืน

ได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันอย่างถูกต้องและพอเพียง การรับประทานพืชผักและผลไม้สดตามฤดูกาล โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ได้แก่ พืชที่มีสีสันสดใส รวมทั้งเห็ดทุกชนิด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและมีปริมาณน้ำตาลน้อย สมุนไพรต่างๆ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ สารอาหารที่ให้แร่ธาตุสังกะสีสูง เช่น หอยทะเล และผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม นอกจากสารอาหารแล้ว
การดื่มน้ำสะอาดเป็นระยะๆ อย่างพอเพียงก็จะช่วยเสริมการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันในรูปแบบต่างๆ สามารถที่จะไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอในที่มีอากาศบริสุทธิ์ นอกจากจะช่วยกระตุ้นการผลิตภูมิคุ้มกัน ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ดีขึ้นอีกด้วย และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต่อต้านความแก่ชราจากสมองซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่แก่ชราและกระฉับกระเฉงไปด้วย

การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดเป็นประจำ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าคนที่ทำงานในที่โล่งแจ้งและได้รับแสงแดดอย่างพอเพียงนั้นจะไม่ค่อยป่วยเป็นไข้หวัดเหมือนคนที่ทำงานในสำนักงานและไม่เคยโดนแสงแดดเลยหรือโดนน้อยมาก เคล็ดลับก็คือวิตามินดีนั้นมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคนเรา คนที่ได้รับวิตามินดีเพียงพอจึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น แต่ต้องทราบด้วยว่าแสงแดดที่ส่องลงตั้งฉากกับผิวหนังจึงจะเกิดการสร้างวิตามินดีที่ผิวหนังได้ และต้องไม่ทายากันแดดที่จะยับยั้งการได้รับการกระตุ้นจากแสงแดด แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศหรือชีวิตต้องอยู่ในที่ร่มนั้นก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการเสริมให้พอเพียง

เจริญศีลภาวนาและการทำสมาธิเป็นประจำ มีงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า การทำสมาธิและการเจริญศีลภาวนานั้นจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้นอกจากนี้แล้วการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพุทธศาสนานั้นจะช่วยเพิ่มการมีอายุขัยที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีด้วยตามงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicineลงวันที่ 26 ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา การแผ่เมตตาก่อนนอน รวมทั้งการสวดมนต์เพื่อทำจิตใจให้สงบและนอนหลับสนิทนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และระบบภูมิคุ้มกัน

งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัยใดๆ ที่ออกมาเพื่อที่จะบอกว่าการดื่มสุราในปริมาณไม่มากอาจจะมีส่วนช่วยในการทำให้อายุยืนยาวได้นั้น ไม่ได้มีการพูดถึงผลร้ายของแอลกอฮอล์เลยที่จะไปทำลายระบบเซลล์สมองและเซลล์ประสาท และยังไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่องอีกด้วย ในความเป็นจริงนั้นผู้ที่เว้นจากการดื่มสุราจะนอนหลับสนิทกว่า การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราผลิตออกมาได้ดีกว่า และผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นหลังจากเลิกดื่ม

งดเว้นการอยู่ในที่มีฝูงชนพลุกพล่านและอยู่ในที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การอยู่ในกลุ่มคนนั้นอาจมีบางคนที่อยู่ในกลุ่มที่มีโรคติดเชื้อบางชนิด
ที่สามารถถ่ายทอดได้ทางละอองที่ฟุ้งกระจายมาในอากาศรวมทั้งอาจได้รับการเปื้อนปนสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลายจากการไอจามโดยไม่ปิดปากของผู้อื่นนอกจากนี้ การอยู่ในห้องที่มีแอร์คอนดิชั่นแต่อากาศไม่ได้รับการกรองที่ถูกต้องเหมาะสมและไหลเวียนอยู่ในห้องตลอดเวลา ย่อมจะนำเอาสิ่งเปื้อนปนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะหรือเชื้อโรคที่ถ่ายทอดติดต่อกันได้ทางการหายใจและการสัมผัส เมื่อเป็นดังนี้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเป็นผลทำให้เกิดการอ่อนล้าและอาจจะทำหน้าที่ในการปกป้องตนเองไม่ได้ดีดังเดิม

ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย การลดระดับของน้ำตาลในเลือดให้เหลือน้อยเท่าที่ร่างกายจำเป็นจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ระบบการทำงานได้เป็นปกติ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การงดและละเว้นการบริโภคน้ำตาลในอาหารทุกชนิด รับประทานแป้งและอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบให้น้อยลงโดยเฉพาะมื้อเย็น เดินประมาณ 10 นาทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้งหรือการทำการเว้นระยะการรับประทานอาหารและมีช่วงเวลาในการรับประทานให้น้อยลงที่เรียกว่า Intermittent Fastingก็ได้เช่นกัน

รับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย เรียกว่า โปรไบโอติค ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในลำไส้และทำหน้าที่เป็นหน้าด่านป้องกันเชื้อโรคร้ายจากภายนอกไม่ให้แพร่พันธุ์ และยังช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย อาหารที่มีโปรไบโอติค เช่น โยเกิร์ต ถั่วหมักและกิมจิที่เกิดจากการหมักตามธรรมชาติ ที่สำคัญคือ ไม่ควรจะรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำโดยไม่จำเป็นเพราะอาจไปทำลายแบคทีเรียที่เป็นมิตรของเราอีกด้วย

หาทางผ่อนคลายและลดความเครียด ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย การเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายทั้งการผ่อนคลายร่างกายจากการไปทำสปาอาบน้ำแร่ นวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ การออกกำลังกาย และการทำสมาธิบำบัดหรือการเดินทางเพื่อพักผ่อนในวันหยุดล้วนแล้วแต่มีผลทำให้ความเครียดลดลง และระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นแทบทั้งสิ้น

ถ้าได้ปฏิบัติตนได้ทุกคำแนะนำที่กล่าวมาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้กระตุ้นสมอง…เพิ่มความจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/582132

Life & Health : เรียนรู้กระตุ้นสมอง…เพิ่มความจำ

Life & Health : เรียนรู้กระตุ้นสมอง…เพิ่มความจำ

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็คงอยากมีความจำที่ดีไม่ลืมง่ายๆ หรือเรียกว่าสมาร์ทเบรนนั่นเอง เพราะความจำเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันแต่บ่อยครั้งเราก็มักจะกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ แม้ว่าจะอายุไม่มาก หรือไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง นั่นเพราะเราปล่อยให้ในหัวมีข้อมูลสะเปะสะปะ แถมยังไม่ยอมดูแลสุขภาพสมองเพื่อให้เอื้อต่อการจดจำ ส่วนหนึ่งมาจากการที่สมองไม่ได้รับการฝึกฝนและดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แล้วชีวิตที่เร่งรีบ มีการแข่งขันกดดันสูงและเครียดจัดโดยเฉพาะภาวะวิกฤติโควิดในตอนนี้ อาจดึงเอาพลังกายพลังสมองไปจากเราได้ง่ายๆ โดยสามารถสังเกตได้จากอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย สมองตื้อ ความสามารถในการคิด สมาธิและความจำถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ความจำเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในแต่ละคนจะมีความสามารถในการจดจำแตกต่างกันออกไป บางคนมีความจำ ดีมาก แค่มองเห็นหรือได้ยินเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถจำได้เป็นระยะเวลานาน ในขณะที่อีกคนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อที่จะจดจำได้ทั้งหมด โดยการจดจำของมนุษย์นั้นมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ สภาพร่างกายและจิตใจ หากเรามีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ รู้จักควบคุมจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ จะช่วยเสริมสร้าง
ความจำ และยังมีผลทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้นด้วย รวมถึงสภาพแวดล้อม เพราะเมื่อใดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสุข สนุกสนาน เราก็จะจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้น

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับโครงสร้างความจำของมนุษย์กันก่อน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ

l ความจำจากการรับรู้สัมผัส เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นเนื่องจากการรับรู้ เช่น ภาพ เสียง ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า และจะหายไปในเวลาไม่นาน ถ้าไม่ได้ตั้งใจจดจำหรือทบทวน

l ความจำระยะสั้น เป็นความจำที่เกิดขึ้นเมื่อมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างตั้งใจในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้สามารถจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ในระยะเวลาพอสมควร และจะหายไปถ้าไม่ได้มีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง

l ความจำระยะยาว เป็นความจำที่เราตอบสนองต่อสิ่งเร้าและทบทวนอยู่เสมอ ทั้งจากความตั้งใจ เช่น การทบทวนบทเรียน หรือการท่องจำ หรือการไม่ตั้งใจ เช่น การหวนคิดถึงเรื่องเจ็บปวดในอดีตความจำระยะยาวนี้ เป็นการพัฒนามาจากความจำระยะสั้น ซึ่งอาจอยู่ได้นานเป็นปี หรือตลอดชีวิตก็ได้

จะเห็นได้ว่าความจำที่ดี มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้เราสามารถจดจำสาระและรายละเอียดของข้อมูลหรือเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายและสมองอย่างเต็มที่ ส่วนจะมีวิธีไหนบ้างที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างจำดีมาดูกัน…

เติมอาหารสมอง รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด เน้นการเลือกรับประทานกรดไขมันที่ดีที่มีส่วนช่วยสร้างเซลล์ประสาทในการรับรู้ กรดอะมิโนจากโปรตีนที่มีคุณภาพช่วยสร้างสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท กลูโคสจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยจะเป็นเชื้อเพลิงให้แก่สมองในการสร้างพลังงาน ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผักผลไม้ต่างๆ ก็จะมีส่วนช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย

เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน เช่น เรียนภาษาต่างประเทศ เรียนทำอาหาร คบเพื่อนใหม่ รวมถึงเปลี่ยนความถนัด เช่น กินข้าว เขียนหนังสือ แปรงฟันจากมือขวามาใช้มือซ้ายบ้าง จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และยังทำให้สมองส่วนต่างๆ เกิดการตื่นตัวอยู่เสมอและยังช่วยพัฒนาหน่วยความจำในสมองให้เพิ่มขึ้นด้วย

ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีและช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในสมอง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินที่ทำให้อารมณ์ดี เมื่อสมองปลอดโปร่ง ก็จะกระตุ้นให้เซลล์สมองทำงานด้านการจำได้อย่างเต็มที่

จัดสรรเวลาในการพักผ่อน ควรมีเวลาให้ร่างกายและจิตใจได้หยุดพักและผ่อนคลายเสียบ้างที่สำคัญอย่าอดนอนหรือนอนดึก การนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้สมองได้พักเต็มที่ซึ่งจะช่วยทำให้คุณมีอารมณ์แจ่มใส สมองปลอดโปร่ง สามารถคิดอ่านหรือตัดสินใจได้ดี พร้อมๆ กับมีกระบวนการคิดและจดจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมั่นฝึกฝนความจำ ควรมีกิจกรรมที่ช่วยเสริมความจำ เช่น การฝึกสมาธิ คนเรามักจะเลือกจำในสิ่งที่สนใจ ดังนั้นหากคุณมีสมาธิและสติ อยู่กับสิ่งที่ทำ ก็จะสามารถทำให้มีความจำดีขึ้นได้, การจัดระเบียบความจำ ปกติคนเรามักจะจำข้อมูลระยะสั้นๆ ได้ไม่มากนัก แต่หากสามารถจัดระเบียบความคิด เปรียบเทียบเชื่อมโยงสิ่งที่เราต้องการจดจำกับความจำเดิมของเราได้ ก็จะทำให้สามารถจำได้มากขึ้น, การเล่มเกมก็เป็นการลับสมองที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง เกมยอดฮิตที่ช่วยพัฒนาสมองและความจำ คือ เกมซุโดะกุ เกมครอสเวิร์ด เกมเปิดไพ่จับคู่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงวิธีการที่ทำลายสุขภาพสมอง เช่น ไม่รับประทานอาหารเช้า กินอาหารมากเกินไป มีความเครียดเป็นประจำ สูบบุหรี่ อยู่ในที่ที่มีอากาศไม่บริสุทธิ์หรือเป็นพิษ ฯลฯ ควบคู่กันไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายและสมอง คุณก็จะสามารถดูแลให้สมองฟิต เพื่อเพิ่มพลังความจำให้อยู่คู่กับเราไปนานนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : หลบหลุมพรางความหดหู่..สู่ภาวะหมดไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580461

LIFE&HEALTH : หลบหลุมพรางความหดหู่..สู่ภาวะหมดไฟ

LIFE&HEALTH : หลบหลุมพรางความหดหู่..สู่ภาวะหมดไฟ

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภาวะวิกฤติของสังคมปัจจุบันมาพร้อมกับความเจริญ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่หลากหลายในทุกวงการโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งภาวะวิกฤติทางสุขภาพจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กระทบต่อสภาพการเป็นอยู่ของคนทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ ทุกวัย เป็นเหตุให้ทุกคนต้องปรับตัวกับการดำเนินชีวิตในยุค New Normalความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจเสื่อมถอย ผู้คนมากมายจึงรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้หมดกำลังใจ ซึมเศร้า กลายเป็นบุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤติทางอารมณ์

อารมณ์ที่อ่อนล้า ไม่เห็นค่าในตัวตนเบื่อหน่ายไม่ดิ้นรน หดหู่ ทุกข์ทน จนหมดไฟเป็นอาการภาวะหมดไฟไม่ใช่โรค แต่อาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวลข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรม ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า ภาวะหมดไฟ (Burn Out)คือ ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเบื่อหน่าย ไร้แรงบันดาลใจความเครียดที่ต่อเนื่อง เรื้อรัง จนรู้สึกล้มเหลว สิ้นหวัง อ่อนแรง กระวนกระวายใจโดยเฉพาะในการทำงาน โดยมีอาการหลัก 3 ประการ คือ (1) มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ไร้เรี่ยวแรง รู้สึกหมดพลัง(2) มองความสามารถของตนเองในเชิงลบรู้สึกล้มเหลว ไร้ค่า มองความสัมพันธ์ในที่ทำงาน (หรือในโรงเรียน) ในทางลบ รู้สึกเหินห่างจากคนอื่น อ้างว้าง โดดเดี่ยว(3) ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

องค์การอนามัยโลกได้มีมติจากที่ประชุมพิจารณาให้ภาวะหมดไฟ เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาในทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ II (International Classification of Disorder :ICD-II) เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคและการประกันสุขภาพใหม่ทั่วโลก

วิธีสังเกตอาการจากโรคนี้ คือ อ่อนแรงรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา จึงส่งผลกระทบต่อภาวะทางอารมณ์, ขาดแรงจูงใจ, มองโลกในแง่ร้าย อารมณ์เสียง่าย, ไม่มีสมาธิ, ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง, มีปัญหากับทางบ้านหรือที่ทางาน, ไม่มีเวลาดูแลตนเอง แก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น หมกหมุ่นอยู่กับการทำงาน, มีความสุขน้อยลง, สุขภาพย่ำแย่ หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ระบบการย่อยอาหาร โรคหัวใจ โรคซึมเศร้า เป็นต้น

สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟ โดยเฉพาะภาวะหมดไฟในการทางาน พิจารณาได้จากลักษณะ 3 ด้าน คือ (1) ด้านอารมณ์ จะรู้สึกหดหู่ หงุดหงิด โมโหง่าย อารมณ์แปรปรวนไม่พอใจในงานที่ทำ ซึมเศร้า (2) ด้านความคิดได้แก่ การมองคนอื่นในแง่ร้าย โทษคนอื่นเสมอระแวง หนีปัญหามากกว่าจะจัดการกับปัญหา ไม่เชื่อในความสามารถของตนเอง (3) ด้านพฤติกรรม ได้แก่ การผัดวันประกันพรุ่ง ไม่กระตือรือร้น หุนหันพลันแล่น บริหารจัดการกับเวลาไม่ได้ ไม่อยากตื่นไปทำงานหรือไปโรงเรียนไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเรียน มาสาย ไม่มีความสุขในการทำงานหรือการเรียน

แม้ว่าภาวะหมดไฟในการทางานจะยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์เหมือนโรคอื่นๆ แต่สามารถประเมินได้จากการใช้แบบสอบถาม “Burnout Scale Test”

การป้องกันภาวะหมดไฟ

เพราะความเครียดคือสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะหมดไฟ ดังนั้น การป้องกันก็คือการดูแลจัดการกับความเครียดไม่ให้เกิดการสะสมต่อเนื่อง เรื้อรัง การจะรับมือกับความเครียดก็ต้องรู้จักและเข้าใจกับเรื่องความเครียดเสียก่อน ความแตกต่างของภาวะเครียดและภาวะหมดไฟในการทำงาน

สำหรับภาวะเครียด มีอาการ เช่น จริงจังเกินไป จดจ่อหมกหมุ่นกับการทำงานมากเกินไป,รู้สึกเร่งรีบกับเรื่องต่างๆ แทบทุกเรื่อง, ไม่มีพลังมากพอที่จะทำงานให้สำเร็จ, วิตกกังวล, ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ความดันโลหิตสูง, อาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ส่วนภาวะหมดไฟในการทำงาน มีอาการเช่น รู้สึกเฉยเมยกับสิ่งต่างๆ ทุกสิ่ง, ท้อแท้ สิ้นหวัง หดหู่, ไม่สนใจความช่วยเหลือจากใคร,ขาดแรงจูงใจและความคิดสร้างสรรค์, รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว เศร้าหมอง, รู้สึกคุณค่าในตนเองลดลง, ส่งผลต่ออารมณ์ เช่นเบื่อหน่ายกับสิ่งรอบตัว, รู้สึกเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรง, ไม่อยากทำงาน/มีทัศนคติเชิงลบต่อการทำงาน, ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

การรักษาด้วยตนเอง มีบทความของนักวิชาการหลายๆ สาขา ได้เสนอแนะถึงการดูแลรักษาตนเองเมื่อตกอยู่ในภาวะเครียดและการอยู่ในภาวะหมดไฟ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ คือผ่อนคลายความเครียด, หากิจกรรมอย่างอื่นทำ,งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท,นอนพักผ่อนให้เพียงพอ, จัดระเบียบในชีวิต เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ,ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

สำหรับการรักษาทางจิตวิทยา จากการศึกษาวิจัยในประเทศไทย และต่างประเทศ พบว่า การฝึกความยืดหยุ่นทางอารมณ์จะสามารถช่วยในการปรับตัวได้อย่างดีเมื่อประสบกับความยุ่งยาก เจ็บปวด หรือเครียด ซึ่งความยืดหยุ่นทางอารมณ์ในประเทศไทยมีคำใช้เรียกกันหลายคำ เช่น การฟื้นพลังพลังสุขภาพจิต ความเข้มแข็งทางจิตใจ ฯลฯ คำเหล่านี้มีความหมายเดียวกัน (Resilient)

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวสู่สภาวะปกติหลังเกิดความเครียดซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้คนก้าวพ้นปัญหาและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้ องค์ประกอบความยืดหยุ่นทางอารมณ์มี 3 ระดับ คือ (1) ด้านทนต่อแรงกดดัน คือการดูแลจิตใจให้ทนอยู่ได้ สามารถจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองได้ในสถานการณ์ที่กดดัน (2) ด้านมีกำลังใจมีเรี่ยวแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไปภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน ซึ่งอาจมาจากการสร้างกำลังใจให้ตนเองหรือจากคนรอบข้าง (3) ด้านต่อสู้เอาชนะอุปสรรค มีความมั่นใจและพร้อมเอาชนะปัญหา อุปสรรคที่เกิดมาจากสถานการณ์วิกฤติ คือยังตระหนักในความสามารถของตนว่าทำได้ แก้ปัญหาได้จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาหรือการรักษานั้นจะต้องเกิดในช่วงก่อนก้าวถึงภาวะหมดไฟ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับสร้างอารมณ์แจ่มใสให้ชวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578783

Life & Health : เคล็ดลับสร้างอารมณ์แจ่มใสให้ชวิต

Life & Health : เคล็ดลับสร้างอารมณ์แจ่มใสให้ชวิต

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันในแต่ละวันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รีบเร่ง ของผู้คนในยุคนี้โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีแต่เรื่องท้าทายโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้
ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ต้องหมั่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ รวมทั้งยังต้องวิ่งตามกระแสสังคมที่มีความหลากหลายรออยู่ข้างหน้าและมีการแข่งขันสูง ชีวิตจึงมักถูกกดดันจากภาวการณ์ต่างๆ มากขึ้น จนอาจทำให้ใครหลายๆ คนมีอารมณ์ขุ่นมัวเกิดความเครียดได้ง่ายๆ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพให้ย่ำแย่ลง

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า เราควรหันมาดูแลสุขภาพจิตใจให้เข้มแข็ง เบิกบานแจ่มใสมีสติพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตได้เป็นอย่างดี และยังช่วยจัดการกับความเครียดได้ง่ายขึ้น โดยมีวิธีปฏิบัติตัวดังนี้

l อยู่กับความเป็นจริง ไม่แปลกที่คนเราจะมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็นแต่สิ่งเหล่านั้นทำให้จิตใจเราเป็นทุกข์ ต่างกับการยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความพอดีและพอเพียง นอกจากจะช่วยลดความวิตกกังวลให้น้อยลงแล้ว จิตใจที่สงบสุขก็จะช่วยให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

l รู้จักปล่อยวาง จิตใจที่ไม่เป็นสุข อาจขุ่นมัวเพราะความหวาดกลัว วิตกกังวล คิดเล็กคิดน้อย เก็บทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาคิด หรือเอามาเป็นอารมณ์อยู่บ่อยๆ จนทำให้สมองไม่แจ่มใส ไม่สามารถคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ได้ แต่ถ้ารู้จักปล่อยวาง ยิ้มสู้กับปัญหาและไม่จดจ่ออยู่แต่กับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่สร้างสรรค์ ก็จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ไม่เครียดง่ายแถมยังจะช่วยลดแรงกดดันในชีวิตลงได้อีกด้วย

l มีสติเป็นที่มั่น ชีวิตคนเรามักจะมีปัญหาต่างๆ เข้ามาให้แก้ไขอยู่เสมอ และไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใด เราต้องไม่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ หมั่นเติมพลังแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา การจัดการจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เกิดความพอดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทำอะไรก่อนหลังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร รู้จักใช้เหตุผลและความสุขุมเยือกเย็น เมื่อจิตใจจะมีความเข้มแข็ง ก็จะสามารถจัดการกับปัญหา หรือทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

l มีจิตใจที่ร่าเริง แจ่มใส คนเราควรมองโลกในแง่ดี รู้จักยิ้มและมีอารมณ์ขันบ้าง ไม่เอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งมากเกินไป หากเมื่อต้องพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรค ก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติ โดยอาจจะใช้วิธีพูดกับตัวเอง เช่น ไม่เป็นไรน่า ช่างมันเหอะ เดี๋ยวก็ดีขึ้น ใจเย็นๆ จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและสงบลง รวมถึงช่วยสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นทั้งกับตัวเองและผู้อื่น

l เดินออกจากเหตุการณ์  บางครั้งเราอาจถูกคนในครอบครัว เพื่อน คนในที่ทำงาน คนบนท้องถนน ทำอะไรให้รู้สึกไม่พอใจหรือโกรธ จนรู้สึกอยากตอบโต้กลับไปให้สะใจ แต่การทำเช่นนั้นอาจยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปอีกแต่หากเลือกเดินออกมาจากปัญหานั้นก่อน น่าจะก็ดีกว่ามานั่งโต้เถียงกันแบบไม่รู้จบ เพราะขณะที่อารมณ์ยังไม่ปกตินั้น คนเรามักขาดสติและไม่ค่อยไตร่ตรองถึงสิ่งที่ถูกต้องก่อน ต่างกับการเดินออกมาก่อนซึ่งอาจช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ดีหายไป แถมยังช่วยลดความเครียดและพร้อมที่จะกลับมาเผชิญกับปัญหาและแก้ไขได้อย่างฉลาดด้วยสติอีกครั้ง

l ปลดปล่อย ระบายอารมณ์ บางครั้งการเก็บสะสมแต่ละเรื่องที่เราเจอมารวมกัน อาจจะทำให้ความอดทนที่มีขีดจำกัดหมดลง ลองสำรวจใจตัวเองดูว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่มาทำให้หม่นหมองขุ่นมัว แล้วหาทางกำจัด หรือปลดปล่อยโดยการพูดคุยปรึกษาเพื่อนหรือคนในครอบครัว เพื่อช่วยระบายอารมณ์ ออกมา และลดความเครียดออกจากตัวเองบ้าง หรืออาจใช้วิธีสวดมนต์ ฝึกทำสมาธิ เพื่อสร้างความสงบให้จิตใจ ช่วยเสริมสุขภาพจิต แถมยังผ่อนคลายความเครียดได้ดีทีเดียว

l รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมซึ่งต้องการการยอมรับ ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดังนั้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม การเปิดใจบอกความรู้สึกของตนเองและเข้าใจถึงจิตใจของผู้อื่น รู้จักให้เวลากับตนเองและคนสำคัญในชีวิต จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ประสบปัญหาชีวิต การมีคนที่เราไว้ใจอยู่ข้างๆ และคอยให้กำลังใจ จะช่วยทำให้ก้าวผ่านปัญหาและช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้น

เพียงแค่ใช้ชีวิตด้วยความใส่ใจ และไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น คุณก็จะสามารถสตาร์ทอัพวันใหม่ได้อย่างสดชื่นแจ่มใส มีพลังกาย พลังความคิด พร้อมที่จะลุยงานและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เผยว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกนี้ ส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้โลหิตขาดแคลนหนักวิกฤติทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะจำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงอย่างมากทุกแห่ง ขอเชิญท่านผู้ที่เคยบริจาคโลหิตหรือผู้มีสุขภาพดีที่ตั้งใจจะไปผู้บริจาคโลหิตให้ตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศหรือที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เพื่อช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ สามารถตรวจสอบสถานที่รับบริจาคโลหิตได้ที่ https://bit.ly/2XGCf4l

สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สามารถบริจาคโลหิตได้ดังนี้

l กรณีได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการรับรองจาก อย. เว้น 7 วัน หลังฉีดวัคซีน

l กรณีที่มีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน ขอให้หายดีก่อน เว้น 7-14 วัน ตามความรุนแรงของอาการ

l ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่เดินทางมาบริจาคโลหิต และตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่รับบริจาค

ขอเชิญคนไทยทุกคนรวมพลัง ร่วมใจบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวทางกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/577185

Life & Health : แนวทางกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรัก

Life & Health : แนวทางกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรัก

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พ่อแม่ทุกคนต่างอยากให้ลูกน้อยที่รักเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ฉลาด รอบรู้ เรียนเก่ง เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้พ่อแม่จึงควรส่งเสริมสนับสนุนปัจจัยที่กระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆให้ทันต่อยุคสมัยที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า โดยธรรมชาติสมองของคนเราเริ่มพัฒนาตั้งแต่ตอนแม่ตั้งครรภ์ เด็กเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองหลายพันล้านเซลล์ที่พร้อมเจริญพัฒนาเพื่อทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกจนตลอดชีวิต แต่ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 5-6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สมองมีอัตราการเจริญพัฒนาสร้างจุดเชื่อมต่อของใยประสาทเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายวงจรเพื่อให้สมองแต่ละส่วนทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ผ่านการเลี้ยงดูที่เหมาะสมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการกระตุ้นสมองให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ สำหรับวิธีที่จะช่วยฝึกสมองของลูกนั้น มีดังนี้

l สารอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับความต้องการในเด็กแต่ละวัยวัยทารกสารอาหารส่วนใหญ่ที่ลูกได้รับในแต่ละวันใช้ไปเพื่อการเจริญพัฒนาของสมอง ดังนั้นการได้รับอาหารที่ครบหมู่และสารอาหารที่ครบถ้วนจึงมีความสำคัญอย่างมาก ช่วงแรกของวัยทารกอาหารหลักเป็นนม หลังจากอายุ 1 ปี ข้าวเป็นอาหารหลัก ควรกินสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ สารอาหารที่สำคัญ เช่น ไอโอดีนพบในอาหารทะเล ธาตุเหล็กในสัตว์เนื้อแดง ไข่ ตับ ไขมันจากปลาทะเล โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ วิตามินและแร่ธาตุในผักผลไม้สดเป็นต้น

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ ส่งผลถึงการเจริญเติบโต พัฒนาการของสมอง อารมณ์ พฤติกรรม โดยเด็กแต่ละช่วงวัยต้องการระยะเวลาการนอนที่ไม่เท่ากัน เช่น วัยทารก 13-17 ชั่วโมง และ 11-14ชั่วโมง ในเด็กอายุ 1-5 ปี หลังอายุ 4-5 ปี เด็กส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนกลางวัน ไม่ควรให้เด็กใช้โซเชียลมีเดียหรือสื่อหน้าจอช่วงก่อนเข้านอน 1-2 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อชาร์จพลังกายและคืนความสดชื่นแจ่มใสในเช้าวันใหม่ มีสมองที่ปลอดโปร่งสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ

l การเล่นที่เหมาะสมตามวัย เป็นการผ่อนคลายและเปิดโอกาสการเรียนรู้พัฒนาการในทุกๆ ด้าน นอกจากของเล่นแล้ววิธีการเล่นของผู้ปกครองที่จะเล่นกับเด็กก็มีความสำคัญไม่น้อย ที่จะส่งเสริมให้เด็กได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการ กล้าคิด กล้าทำลองผิดลองถูก เช่น เกมปริศนาอักษรไขว้ เกมหาคำศัพท์ เกมบิงโก เกมต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ นอกจากจะช่วยเพิ่มความจำแล้ว ยังช่วยฝึกสมาธิซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และฝึกความอดทนในการพยายามแก้ไขปัญหาอีกด้วย

l การเล่านิทาน เปิดโอกาสให้ลูกตั้งคำถาม พูดโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นโอกาสที่เด็กจะได้พัฒนาด้านจินตนาการ การเข้าใจและการเลือกใช้ภาษาในการสื่อสารหรือแสดงอารมณ์ความรู้สึก การลำดับเหตุการณ์ นอกจากนี้เนื้อหาในนิทานยังมีความสำคัญในการสอนเรื่องต่างๆ เช่น การมีคุณธรรมจริยธรรม การมีน้ำใจ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ระเบียบวินัย การแก้ไขปัญหา เป็นต้น

l สมองดีใช้ดนตรีช่วยได้ ดนตรีไม่ได้ให้แค่ความเพลิดเพลินหรือผ่อนคลายความเครียดเท่านั้น หากแต่จังหวะและเสียงดนตรี ยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เพิ่มทักษะในด้านความจำของลูกได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อเด็กได้ฟังเพลง ร้องเพลงและเล่นเครื่องดนตรี ซึ่งต้องใช้ความจำในเรื่องของทำนอง เนื้อร้อง จังหวะของแต่ละบทเพลง รวมถึงการฝึกอ่านโน้ตดนตรี ล้วนแล้วแต่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพสมองและยังช่วยพัฒนาความจำให้กับลูก

l การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เด็กๆควรมีโอกาสออกไปเล่นหรือออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง การเจริญเติบโตสมวัย ช่วยให้นอนหลับสบาย เพิ่มความอยากกินอาหาร กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนต่างๆ ที่ทำงานเชื่อมโยงประสานกันของสมองทั้งสองซีก เมื่อเข้าสู่วัยเรียนควรได้เล่นกีฬาที่มีกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เพื่อพัฒนาด้านการควบคุมอารมณ์ การรู้จักยับยั้งชั่งใจ สร้างสัมพันธภาพทางสังคมต่อไป

l สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ทั้งด้านกายภาพ เด็กเล็กระวังเรื่องการพลัดตกหกล้มจากที่สูงหรือสิ่งของหนักที่จะล้มลงมาทับจนเกิดการบาดเจ็บหรือได้รับอันตราย และการจมน้ำจากแหล่งน้ำในบ้าน เช่น ถังน้ำ อ่างอาบน้ำ เด็กโตระวังเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางด้วยยานพาหนะ เช่น การใช้ car seat การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกกันน็อก และการได้รับวัคซีนป้องกันโรค รวมทั้งการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด-19เช่น หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในที่ชุมชน สำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกนอกบ้านล้างมือบ่อยๆ

l การเลี้ยงลูกเชิงบวก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากลูกได้รับการดูแลในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีความสุข ด้วยความรัก ความเมตตา ตั้งแต่แรกเกิดจะทำให้เกิดความรักความผูกพันกับผู้เลี้ยงดูและเกิดความมั่นคงทางอารมณ์ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเห็นคุณค่าของผู้อื่น รวมทั้งพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการไม่ใช้ความรุนแรง เห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ ให้อภัยกัน

เมื่อความสำเร็จในชีวิตของลูกไม่ได้มีสูตรตายตัว หรือเกิดจากความสามารถเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น หากยังต้องมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเป็นองค์ประกอบควบคู่กันไป
“พ่อแม่” จึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดัน รวมทั้งมีพลังสมองพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตเป็นคนเก่งคนดี ที่มีความสุขต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หลักการเลือกแว่นกันแดด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/575534

Life & Health : หลักการเลือกแว่นกันแดด

Life & Health : หลักการเลือกแว่นกันแดด

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนมีที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ได้รับแสงแดดมากตลอดปี แต่ด้วยความที่เราเกิดและใช้ชีวิตอยู่จนคุ้นเคยกับแดดแรงๆ มาตลอด อาจทำให้บางคนละเลยไม่ได้ป้องกันดวงตาจากแสงแดดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสายตาของเรา

ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์ หงษ์หยก จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา ต้อกระจกและการผ่าตัดแก้ไขสายตา เปิดเผยว่า ในความเป็นจริงแล้ว แสงแดดโดยเฉพาะแสงรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (Ultraviolet หรือ UV) ถ้าในระยะยาวสามารถนำมาสู่ความเสื่อมของตาและก่อให้เกิดโรคตาตามมาได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็น ต้อลม ต้อเนื้อ รวมทั้งการเพิ่มอาการของคนที่เป็นโรคตาแห้ง ทำให้เกิดต้อกระจกที่มาเร็วกว่าวัย หรือแม้กระทั่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม

โดยปกติจักษุแพทย์หรือหมอตามักจะแนะนำคนไข้ คนใกล้ตัวให้ใส่แว่นกันแดดเสมอ โดยเฉพาะเวลาออกกลางแจ้ง ออกนอกอาคารเวลากลางวัน เพื่อลดความเสี่ยงโรคตาดังกล่าว อย่างไรก็ตามแว่นกันแดดอย่างเดียวอาจป้องกันไม่ได้ทั้งหมด ถ้าออกกลางแจ้งมากๆ นานๆ การใส่หมวกปีกหรือกางร่มก็จะช่วยได้อีกมาก

แว่นกันแดดที่เหมาะสมควรจะมีลักษณะ ดังนี้

1.เลนส์ที่สามารถกันรังสี UV ได้ดีแว่นสีเข้มสามารถกันแสงในช่วงที่ตามองเห็น แต่ความสามารถในการกันรังสี UV ไม่ได้ขึ้นกับความเข้มของสีแว่นเพราะ UV เป็นรังสีที่ตาเรามองไม่เห็น จึงต้องใช้อุปกรณ์พิเศษวัดความสามารถในการกรองรังสี UV ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อควรวัดดูว่าสามารถกันรังสี UV ได้มากกว่า 99% ซึ่งผู้ขายบางรายมีเครื่องวัดไว้บริการหรือดูจากฉลากของผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ สำหรับแว่นกันแดดที่ไม่กันรังสี UV ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะเมื่อใส่แว่นกันแดดรูม่านตาจะขยาย รังสี UV จะยิ่งเข้าตามากและมีผลเสียกับดวงตายิ่งขึ้น

2.กรอบแว่นควรกว้างและแข็งแรง จะสามารถกันแสงได้มากกว่าแว่นกันแดดขนาดเล็ก เพราะแสงสามารถผ่านด้านบนและล่างของกรอบแว่นได้อีกมาก กรอบบางรุ่นมีลักษณะโค้งด้านข้าง กันลมได้ด้วยยิ่งดี จะช่วยได้มากโดยเฉพาะในคนไข้ที่เริ่มมีปัญหาของผิวกระจกตาแล้ว นอกจากนี้กรอบแว่นที่แข็งแรงจะปกป้องดวงตาจากอุบัติเหตุวัตถุกระแทกดวงตาเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วย ถ้าทำกิจกรรมที่เสี่ยงที่จะมีอะไรโดนตา เช่น ซ่อมแซม ตัดลวด เลื่อยไม้หรือโลหะ ควรเลือกใช้เลนส์ที่เหนียวแข็งแรง กันการกระแทกได้ดี พวก polycarbonate lens

3.กรอบแว่นควรจะใส่สบาย ใส่แล้วมั่นใจ จะได้อยากใส่บ่อยๆ ใส่เป็นประจำ เพราะถึงแว่นจะมีดีอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่ได้ใส่อย่างสม่ำเสมอเวลาออกกลางแจ้ง การที่มีกรอบแว่นมากมายให้เลือก ก็เพราะไม่มีกรอบไหนที่เหมาะกับทุกๆ คน

4.กรณีที่มีค่าสายตา สั้น ยาว เอียงก็สามารถใส่แว่นกันแดดได้ ซึ่งมีหลายทางเลือกมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นใช้คลิปแว่นกันแดดมาติดหรือหนีบเสริมกับแว่นสายตา ตัดแว่นสายตาอีกอันที่เคลือบกันแสงและรังสี UV ไว้ใส่กลางแจ้ง แว่นกีฬารุ่นใหม่จะมีกรอบสองชั้น ซึ่งชั้นในสามารถใส่เลนส์สายตาได้ด้วย การใช้เลนส์พิเศษที่สามารถปรับความเข้มได้ตามระดับของแสง (photochromic lens) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สามารถพิจารณาได้ตามความชอบ หรือ Lifestyle ของแต่ละคนได้

5.คนที่ขับรถหรือออกทะเลมาก แว่นที่เป็น polarized lens ที่สามารถลดแสงสะท้อนแนวราบที่จะรบกวนสายตาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นแสงสะท้อนจากพื้นถนน กระจกรถคันหน้า หรือผิวน้ำจะทำให้เห็นได้ดี และสบายตาขึ้นมาก

จะเห็นได้ว่าราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อแว่นกันแดด แว่นกันแดดคุณภาพดีบางอันราคาไม่แพงเลยก็สามารถช่วยดูแลรักษาดวงตาของเราได้ โรคตาก็เหมือนกับหลายๆโรคของร่างกายที่การป้องกันดีกว่ามาตามแก้ไขรักษา เหมือนคำของ Desiderius Erasmus ที่ว่า“Prevention is better than cure” แค่เพียงคุณหยิบแว่นกันแดดที่คุณภาพดีมาใส่ประจำเวลาออกกลางแจ้ง ก็สามารถดูแลดวงตาและลดความเสี่ยงโรคตาได้หลายโรคเลยทีเดียว

สำหรับในสถานการณ์การระบาดระลอก 3 ของเชื้อโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าเดิมส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจที่ทำท่าจะว่าดีขึ้นกลับตกต่ำอย่างต่อเนื่องลงไปอีก ข้อมูลล่าสุดจาก มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ แจ้งว่า การดำเนินงานของมูลนิธิฯได้รับผลกระทบอย่างหนักถึงขั้นวิกฤติก็ว่าได้เนื่องจากขาดแคลนข้าวสารอาหารและของใช้จำเป็นต่างๆ อย่างหนัก ซึ่งมูลนิธิฯได้บริโภคข้าวสารกว่า 7 หมื่น กก.ต่อปี สืบเนื่องจากมูลนิธิฯ มีนักเรียนและนักศึกษาของสถาบันศึกษาในการดูแลของมูลนิธิฯทั้ง 4 แห่ง ซึ่งเป็นคนพิการที่อาศัยอยู่ประจำรวมบุคลากรและครู ซึ่งอยู่ในความดูแลกว่า 800 คน ซึ่งทั้งหมดนี้มูลนิธิฯดูแลโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือคนพิการในทุกๆ เรื่องเพื่อให้พวกเขาเหล่านี้มีวิชาชีพ สามารถนำไปประกอบอาชีพที่ยั่งยืน มีรายได้เลี้ยงตนเอง ครอบครัว และอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม ดังนั้น มูลนิธิฯจึงต้องพยายามหางบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการ โดยการรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา รวมไปถึงการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

สำหรับเรื่องอาหารการกิน ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ณ เวลานี้ เนื่องจากสต๊อกข้าวสารอาหารแห้งและของใช้จำเป็นของมูลนิธิฯลดลงอย่างมาก เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤติก็ว่าได้ จึงขอความเมตตาของผู้มีจิตศรัทธาหรือพอจะมีกำลังให้ช่วยบริจาคข้าวสาร อาหารและของใช้จำเป็นต่างๆ อาทิ นม ทิชชู่ น้ำมันพืช หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ทั้งแบบเจลและแบบน้ำ เป็นต้น เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ให้ท้องอิ่ม มีแรงสู่ชีวิตต่อไป หรือท่านใดไม่สะดวกสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือผู้พิการเหล่านี้ได้ โดยโอนเงินผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ชื่อบัญชี มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เลขที่บัญชี : 342-3-04066-0 ทั้งนี้นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้หรือสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 02-5724042 ต่อ 8100, 8102 มือถือ 099-3944795, 094-6652223 ขอเชิญทุกท่านมาร่วมบริจาคเพื่อช่วยคนพิการได้ท้องอิ่มมีแรงสู้ชีวิตต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างแฮปปี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573877

LIFE&HEALTH : เตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างแฮปปี้

LIFE&HEALTH : เตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างแฮปปี้

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไม่ว่าคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายจะอยู่วัยไหนๆ 40…45…50 คงไม่มีใครอยากแก่แต่เมื่ออายุมากขึ้น เราคงปฏิเสธไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงอารมณ์ แม้จะเป็นไปตามธรรมชาติแต่ก็มักจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายภายนอก ทั้งรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ อวัยวะต่างๆ เสื่อมถอยลงไปเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย การคิดเล็กคิดน้อย บางคนก็กลับเป็นคนซึมเศร้า หดหู่ รวมถึงก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า ถ้ารู้เท่าทันและรับมืออย่างถูกวิธี จะช่วยให้เราสตรองและสมาร์ทกว่าอายุจริง วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ชีวิตในวัยทองบนโลกใบนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงมีความสุข ก็คือ

หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ เริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกหมู่ มีแคลเซียมสูง ย่อยง่าย ถ้าเป็นอาหารประเภทโปรตีนควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและหนังสัตว์ เน้นผักสดผลไม้ ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มีกากและเส้นใยในปริมาณมากขึ้น เช่น ฝรั่ง ลูกพรุน ส้ม เพื่อช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น ลดการดื่มชากาแฟ แอลกอฮอล์ ดื่มน้ำวันละประมาณ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ และตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน เพราะนอกจากความอ้วนจะนำมา ซึ่งโรคร้ายต่างๆ แล้ว ยิ่งน้ำหนักตัวมากเท่าไร ข้อต่างๆ ในร่างกายก็ยิ่งต้องรับภาระมากขึ้นจึงอาจจะทำให้เสื่อมได้เร็วขึ้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ขนมหวาน ฯลฯ ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดียิ่งขึ้น และควรเป็นการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การวิ่ง การเดิน เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูก และช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

สมองดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถึงจะอายุมากแล้วก็ควรหมั่นฝึกสมอง Brain exercise อยู่เป็นประจำ การบริหารสมองด้วยการหากิจกรรมต่างๆ ที่ใช้ความคิด เช่น อ่านหนังสือ คิดเลขในใจ เล่นเกมครอสเวิร์ด ปริศนาอักษรไขว้ ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้สมองได้ทำงานและพัฒนาอยู่เสมอ เพราะสมองก็เปรียบเสมือนร่างกาย หากได้บริหารและหมั่นใช้งานอยู่ตลอด ก็จะช่วยให้ความจำดีขึ้น ขณะเดียวกันควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน

ยอมรับความเป็นจริง เราต้องไม่ยึดติดนิสัยเดิมๆ หรือความเคยชินเก่าๆ อีกต่อไป เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงและสิ้นสุดได้เสมอ การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าความเป็นหนุ่มสาว ความสวยความงาม หน้าที่การงาน ฯลฯ อันเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน ล้วนแต่นำมาซึ่งความทุกข์ อย่าเสียดายอดีต หวาดกลัวกับปัจจุบัน และวิตกกังวลต่ออนาคต เพราะคุณสามารถทำแต่ละวันให้ดีได้ด้วยตัวคุณเอง

อยู่อย่างมีชีวิตชีวา การแยกตัวไปอยู่ตามลำพังยิ่งจะนำมาซึ่งความรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว ลองเข้าร่วมวงสนทนา ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับรู้ความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในสังคม หรือหางานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ทำบ้าง เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ทำงานฝีมือ ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินใจและคลายความเหงาได้ไม่น้อย

สร้างความสงบให้จิตใจ การใช้ชีวิตอยู่แบบสงบสุข ไปวัดทำบุญ ปฏิบัติธรรม ฝึกทำสมาธิบ้าง ขณะเดียวกันก็ลดความโลภ โกรธ หลง ลงบ้าง พร้อมๆ กับการรู้จักมองโลกในแง่ดี ไม่จู้จี้จุกจิก รู้จักแสดงความยินดีกับผู้อื่น รวมทั้งช่วยสังคม และสาธารณกุศลเมื่อมีโอกาส ดีกว่าจะพกพาอารมณ์โกรธ หงุดหงิดติดตัว เพราะอารมณ์เหล่านี้จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ เช่น ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง กระเพาะอาหารบีบรัดตัวมาก ซึ่งล้วนมีผลเสียต่อสุขภาพและพลอยทำให้ชีวิตในบั้นปลายขาดความสุขไปด้วย

มองหาตัวช่วย การใช้อาหารในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบและไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลเรื่องอาหารการกิน การเสริมอาหารฟังก์ชั่นอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง อาทิ โสม ประกอบด้วยสาร“จินเซนโนไซด์” ช่วยเสริมการทำงานของสารสื่อประสาท น้ำมันปลา ซึ่งประกอบด้วยโอเมก้า 3 ที่จะช่วยลดไขมันในเลือดและป้องกันโรคหัวใจ พรีไบโอติกและโพรไบโอติก ที่ช่วยรักษา สมดุลของระบบทางเดินอาหารที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพและระบบต่างๆ ภายในร่างกาย เป็นต้น

จะเห็นว่าการต้านความชราและชะลอเสื่อมให้กับร่างกายนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่คุณรู้จักหลักปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้ เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่การมีสุขภาพที่ดีและช่วยคืนความอ่อนเยาว์สู่คุณ

สำหรับท่านที่ยังลังเลไม่ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่าสุด 14 พ.ค.นี้ ข้อมูลจาก ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผย ผลการศึกษาประสิทธิผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนโรคโควิด-19 ทั้งสองชนิดที่ฉีดในคนไทย ของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า “ทั้งวัคซีนของซิโนแวค และวัคซีนของแอสตราเซเนกาสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ผู้ได้รับวัคซีนเกือบทุกรายสามารถสร้างแอนติบอดีในระดับสูง โดย 97.26% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเข็มแรกแล้ว 4 สัปดาห์ และ 99.49% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคสองเข็มแล้ว 4 สัปดาห์ สามารถสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้” ฉะนั้นอย่ารอช้ารีบพยายามลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นหรือไลน์ “หมอพร้อม” ให้ได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนรอบข้างที่คุณรัก

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : กินสร้างเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/572206

Life & Health : กินสร้างเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย

Life & Health : กินสร้างเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย

วันพุธ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยจำเป็นต้องบริโภค เพื่อใช้เป็นพลังงานและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่าอาหารเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งในการช่วยให้ภูมิคุ้มกันร่างกายดีซึ่งจะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนเราได้

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า การขาดสารอาหารบางตัวอาจมีผลในการลดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ข้อมูลการวิจัยส่วนใหญ่สนับสนุนการบริโภคอาหารหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับสารอาหารสมดุล เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและพฤกษเคมีอย่างเพียงพอที่จะเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีงานวิจัยชี้ว่า การทำงานของระบบภูมิต้านทานไม่ต้องการวิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณมากอย่างที่เราคิด เพียงแต่เรารับประทานให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการเท่านั้น ถ้ากินมากเกินไปกลับเป็นอันตรายได้

เช่น การได้รับธาตุเหล็กสูงเกินควรอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งแย่พอๆ กับการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ทำนองเดียวกับแร่ธาตุทองแดง ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะก่อให้เกิดปัญหาอนุมูลอิสระในร่างกาย มีผลต่อการทำลายดีเอ็นเอ แม้ว่าแร่ธาตุสังกะสีเป็นอีกตัวหนึ่งในการป้องกันหวัด แต่ถ้าได้รับมากเกินควรก็อาจลดการดูดซึมของแร่ธาตุทองแดงและลดภูมิต้านทานได้ ฉะนั้นอาหารที่หลากหลายและมีสารอาหารที่สมดุลที่เราเลือกกินในชีวิตประจำวันจะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

l ไขมันกับระบบภูมิต้านทาน อาหารไขมันต่ำเกินไปอาจสร้างปัญหาลดภูมิต้านทาน ในขณะที่อาหารไขมันสูงเกินไปสร้างปัญหาโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น ไขมันที่มีบทบาทต่อระบบภูมิต้านทานคือ กรดไขมันจำเป็นไลโนเลอิก (กลุ่มกรดไขมันโอเมก้า 6) และกรดไขมันจำเป็นแอลฟาไลโนเลนิก (กลุ่มโอเมก้า 3) พบมากในปลาทะเล แฟลกซ์ซีด วอลนัทและน้ำมันคาโนลา หากร่างกายได้รับกรดไขมันทั้งสองไม่เพียงพอจะทำให้แผลหายช้า ซึ่งเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกให้รู้ว่าระบบภูมิต้านทานทำงานลดลง คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในปริมาณกรดโอเมก้า 6 เพราะทุกวันนี้ร่างกายได้รับอย่างเกินพอ แต่กรดโอเมก้า 3 ซึ่งเพิ่มภูมิต้านทาน เรามักจะรับประทานกันไม่เพียงพอ

l หวัดกับภูมิต้านทาน เรื่องของการรักษาหวัดเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ปัจจุบันไม่มียาที่จะรักษาหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัส จะรักษาตามอาการ แนะนำให้พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ แต่ถ้าภูมิต้านทานดีหวัดก็จะทำอะไรไม่ได้ สำหรับการรับประทานวิตามินซีในขนาดสูงๆไม่สามารถป้องกันหวัดได้ จากการวิจัยพบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม เพียงลดความรุนแรงของอาการหวัดและระยะเวลาของการเป็นหวัดเท่านั้น แต่ขนาดสูงขนาดนั้นไม่แนะนำสำหรับเด็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และอาจทำให้เกิดอาการถ่ายท้องบ่อยหรือนิ่วในไตกับบางคน กรณีที่รับประทานวิตามินซีขนาดสูงไม่ควรเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และแบ่งเป็น 2 ขนาด ขนาดละไม่เกิน 500 มิลลิกรัม แต่การดื่มน้ำส้มคั้นสดมากๆ จะได้ทั้งน้ำและวิตามินซีที่เพิ่มภูมิต้านทานและลดอาการหวัดได้ สมุนไพรบางชนิดยังได้รับการยอมรับว่าอาจมีส่วนในการเพิ่มภูมิต้านทาน เช่น เอคินาเซียโสม สำหรับเครื่องเทศบางชนิด ได้แก่ ขมิ้น เห็ดหอมญี่ปุ่น และกระเทียม เป็นต้น

l อาหารเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันมีข้อมูลที่แสดงว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุรวม วันละครั้งสามารถเพิ่มระบบภูมิต้านทานได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ และ คนที่มักจะรับประทานอาหารไม่ครบส่วนกรณีที่ต้องการเสริมวิตามินและแร่ธาตุรวม หรือมัลติวิตามินที่ให้สารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินบีประมาณร้อยเปอร์เซ็นต์ของข้อกำหนดประจำวันเสริมเพียงวันละเม็ดก็พอแล้ว ผู้สูงอายุอาจพิจารณาการเสริมวิตามินอีธรรมชาติวันละไม่เกิน 200 ไอยู ทั้งนี้อย่าลืมปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหรือนักโภชนาการถึงปริมาณที่เหมาะสม

ตัวอย่างผลของสารอาหารที่มีต่อภูมิคุ้มกัน เช่น

l วิตามินบี 6 ช่วยเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดี แหล่งจากอาหาร เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสี ไก่ หมู กล้วย

l วิตามินซี ช่วยป้องกันเซลล์เม็ดเลือดนิวโทรฟิล ซึ่งทำหน้าที่ดักจับเชื้อแบคทีเรีย แหล่งจากอาหาร เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี่ พริกหวาน บร็อกโคลี่ มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ

l วิตามินอี ช่วยเพิ่มการสร้างแอนติบอดี ช่วยสร้างเสริมการทำงานของทีเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่หลักในการป้องกันการติดเชื้อร่วมกับบีเซลล์ แหล่งจากอาหาร เช่น ถั่วเปลือกแข็ง
วีทเจิร์ม

l ซีลีเนียม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ที่ทำหน้าที่ภูมิคุ้มกัน แหล่งจากอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารทะเล ถั่วบราซิล

l สังกะสี ช่วยสร้างและเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดนิวโทรฟิล และคิลเลอร์เซลล์ ป้องกันเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายโดยการลดไซโตไคน์ ซึ่งควบคุมการบวมอักเสบ เสริมสร้างบีเซลล์และทีเซลล์ แหล่งจากอาหาร เช่น วีทเจิร์ม ถั่วดำ เนื้อวัวไม่ติดมัน อาหารทะเลโดยเฉพาะปู

l โปรตีน ช่วยผลิตและรักษาปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว แหล่งจากอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์นมขาดไขมัน ถั่วเมล็ดแห้ง เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ถั่วเปลือกแข็ง

l เบต้าแคโรทีน เพิ่มการทำงานของเซลล์ที่ดักจับเชื้อโรค แหล่งจากอาหาร เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ผักใบเขียวจัด แคนตาลูปมะปรางสุก มะม่วงสุก มะละกอสุก

การมีโภชนาการดี นอกจากจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานแล้ว การดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้วจะช่วยทดแทนน้ำที่ร่างกายต้องเสียไปทางเหงื่อและปัสสาวะ และน้ำยังช่วยขจัดของเสียในร่างกายอีกด้วย ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ที่สำคัญคุณควรปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดบุหรี่ ร่วมกับการมีโภชนาการที่ดี ร่างกายก็จะแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ได้

ขอฝากข้อมูลจาก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่ชี้ว่าสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร กำจัดไวรัสได้แต่ยังไม่มีข้อยืนยันว่าใช้ป้องกันโควิด-19 ได้ จึงแนะให้ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ตามสรรพคุณที่ระบุในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/570533

LIFE&HEALTH : เรียนรู้คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต

LIFE&HEALTH : เรียนรู้คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต

วันพุธ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้โลหิตขาดแคลนหนัก วิกฤติทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะจำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงอย่างมากทุกแห่ง หน่วยงานยกเลิกการจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต พนักงานหลายองค์กรต้องทำงานที่บ้าน เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ควบคุมการแพร่ระบาดหรือมีการกักตัว ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเปิดเผยว่า ตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยที่โรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 340 แห่ง มีความต้องการใช้โลหิตวันละ 6,500-7,000 ยูนิต ปัจจุบันปริมาณโลหิตบริจาคทั่วประเทศ ได้เพียงวันละ 2,000 ยูนิตเท่านั้น โรงพยาบาลทุกแห่งขาดเลือด ไม่มีโลหิตเพียงพอในการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วย รวมทั้งผู้ป่วยเด็กโรคเลือด อาทิ โรคธาลัสซีเมียฮีโมฟีเลีย ที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การชะลอและเลื่อนการรักษาด้วยโลหิต อาจส่งผลอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

ขอเชิญท่านผู้ที่เคยบริจาคโลหิตหรือผู้มีสุขภาพดีที่ตั้งใจจะไปผู้บริจาคโลหิตช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้เชื่อมั่นในการทำงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ผู้ทำหน้าที่จัดหาโลหิตบริจาคที่ปลอดภัยให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยยกระดับ มาตรการ 3 ข้อ คือ การคัดกรอง เข้มงวด และครอบคลุม สามารถตรวจสอบสถานที่รับบริจาคโลหิตได้ที่ https://bit.ly/2XGCf4l ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ แนะนำคุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต ไว้ที่ https://bit.ly/2waeyr2 มีดังนี้

l อายุ 17 ปีบริบูรณ์-70 ปี สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ โดยผู้บริจาคโลหิต อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับผู้บริจาคโลหิตประจำสามารถบริจาคได้จนถึงอายุ 70 ปี ถ้าบริจาคโลหิตครั้งแรก อายุไม่เกิน 60 ปี ส่วนผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60 -65 ปี บริจาคได้ทุก 3 เดือน (บริจาคได้ทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตฯและหน่วยเคลื่อนที่) สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65-70 ปี บริจาคได้ทุก 6 เดือน (บริจาคได้เฉพาะที่ศูนย์บริการโลหิตฯ เพราะต้องมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดก่อนการบริจาค)

l รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะบริจาคโลหิต ต้องสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการอ่อนเพลียจากการอดนอน อาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารอื่นๆ

l นอนหลับพักผ่อนเพียงพออย่างน้อย 5 ชั่วโมง

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ภายใน 6 ชั่วโมง เช่น ข้าวมันไก่ข้าวขาหมู จะทำให้พลาสมาของผู้บริจาคโลหิตมีสีขาวขุ่น ซึ่งไม่สามารถนำพลาสมาลักษณะเช่นนี้ไปให้ผู้ป่วยได้ ผู้บริจาคโลหิตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก่อนบริจาคโลหิต

l หากมีโรคประจำตัวต่างๆ ที่พบบ่อยในผู้บริจาคโลหิต เช่น

r โรคเบาหวาน หากควบคุมได้ด้วยการรับประทานยา ไม่มีการฉีดยาอินซูลิน และไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน สามารถบริจาคโลหิตได้

r โรคความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ หากควบคุมระดับความดันโลหิตได้ อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (systolic ไม่เกิน 160 มม.ปรอท diastolic ไม่เกิน 100 มม.ปรอท) และร่างกายปกติดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

r ภาวะไขมันในเลือดสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดในสมอง และหัวใจแตกและอุดตัน

r โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ที่มีสาเหตุ จากมะเร็งหรือโรคทางภูมิคุ้มกัน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร ส่วนผู้ที่สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติโดยแพทย์ให้หยุดยารักษา อย่างน้อย 2 ปี

r โรคลมชัก สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าหยุดยากันชักโดยไม่มีอาการชักมาอย่างน้อย 3 ปี ทั้งนี้ ต้องมีใบรับรองจากแพทย์ผู้รักษามายืนยัน

r โรคมะเร็งทุกชนิด งดบริจาคโลหิตถาวร แม้ได้รับการรักษาหายแล้ว

r โรควัณโรค สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าได้รับการรักษาจนหาย และรับประทานยาครบคอร์ส อย่างน้อย 2 ปี นับจากการรับประทานยาเม็ดสุดท้าย

r โรคหอบหืด สามารถบริจาคโลหิตได้ถ้าควบคุมอาการได้ด้วยยากิน (ยกเว้นยา steroid) หรือยาพ่นเพื่อควบคุมอาการ (controller) และในวันที่มาบริจาคโลหิตไม่มีอาการหอบหืด

l ไม่เจ็บป่วย หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยารักษาโรค เช่น ยาแก้อักเสบ ต้องหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ไม่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี

l ไม่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจโรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก

l ผู้ที่เป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

l ไม่อยู่ในภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา

l ไม่ทำการสัก หรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ภายในระยะเวลา 12 เดือน

l ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ งดบริจาคโลหิต 6 เดือน ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก งดการบริจาคโลหิต7 วัน หากได้รับโลหิตจากการรักษา ให้งดการบริจาคโลหิต 1 ปี

l ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อาทิ มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เป็นต้น

l สตรีหลังคลอด ให้นมบุตร แท้งบุตรต้องเว้นการบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 เดือน (ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์)

l สตรีอยู่ระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรอง)

l สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 สามารถบริจาคโลหิตได้ ดังนี้ กรณีฉีดวัคซีน Sinovac เว้น 1 สัปดาห์ บริจาคโลหิตได้, กรณีฉีดวัคซีน AstraZeneca และ Johnson & Johnson เว้น 4 สัปดาห์บริจาคโลหิตได้หากมีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนขอให้รอหลังหายดีแล้ว เว้น 1 สัปดาห์ บริจาคโลหิตได้

l รายละเอียดดูได้ที่ http://www.blooddonationthai.com หรือโทร.02-2564300

หากได้มีโอกาสบริจาคโลหิตจึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้ลดโรคชะลอวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/568996

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้ลดโรคชะลอวัย

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้ลดโรคชะลอวัย

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคโควิดที่ใครๆ ก็มีชีวิตเคร่งเครียด หรือรู้สึกห่อเหี่ยว ขาดความสดชื่น ไม่เบิกบาน อาจเกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า การกินผัก ผลไม้เป็นประจำ จะทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะผักผลไม้มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างร่างกายของเรามาก ให้ทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี นอกจากจะมีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการย่อยและระบบขับถ่ายแล้ว สีสันสวยงามตามธรรมชาติของผักและผลไม้สีต่างๆ ก็ยังบ่งบอกถึงสารพฤกษเคมีชนิดต่างๆ ที่ให้คุณประโยชน์แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นการช่วยป้องกันโรค กระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมไปถึงการเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย แต่เราอาจจะมีขั้นตอนในการนำมาประกอบอาหารผิดวิธี หรือนำมาใช้ประโยชน์อย่างไม่เต็มที่ เช่น หั่นทิ้งไว้นานเกินไป ปอกเปลือกทิ้ง ลวกนานเกินไป เป็นต้น

ประโยชน์ของการกินผักผลไม้ทุกวันมีมากมายหลากหลาย เช่น

• มีงานวิจัยมากมายยืนยันว่าการบริโภคผัก ผลไม้มากช่วยป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ เพราะผัก ผลไม้เป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ กากใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมี ช่วยป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อมากมาย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหลอดเลือดเส้นเลือดสมองตีบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี อี แคโรทีนอยด์ ซีลีเนียม ช่วยชะลอวัย มีวิตามินเอและวิตามินบีช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส นอกจากนั้นงานวิจัยยังพบว่าการบริโภคผักผลไม้สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เมื่อใช้แทนอาหารที่มีแคลอรี (พลังงาน) และไขมันสูง ทั้งนี้เพราะผักผลไม้มีปริมาณน้ำและใยอาหารมาก นอกจาก จะเพิ่มปริมาณอาหารแล้ว ยังมีพลังงานต่ำอีกด้วย ฉะนั้นสิ่งที่คุณเลือกกินและดื่มทุกวันจะมีผลต่อสุขภาพคุณทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

• ผักผลไม้เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ช่วยให้สุขภาพดีและ
มีพละกำลัง บางชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (ขยะที่เป็นพิษต่อร่างกาย) เช่น วิตามินซี อี แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน
ไลโคพีน ลูทีน ซีแซนทิน) ซีลีเนียม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดโรคแล้วยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและชะลอวัย วิตามินเอ บีและซี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสป้องกันริ้วรอยการเสื่อมก่อนวัยโดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่มีราคาแพง นับว่าช่วยให้สุขภาพดีและสวยจากภายในออกมาภายนอก

• ผักผลไม้มีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ของเสียและสารพิษไม่หมักหมมในร่างกาย ซึ่งเป็นการดีท็อกร่างกายไปในตัว ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสและรูปร่างดี

• ผักผลไม้มีพลังงานต่ำช่วยป้องกันโรคอ้วนงานวิจัยมากมายพบว่า การบริโภคผักผลไม้สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักซึ่งมีแคลอรีต่ำที่สุดในบรรดาอาหารทุกหมู่ เมื่อใช้แทนอาหารที่มีแคลอรีสูงเช่น อาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีไขมันมากขนมหวาน เค้ก คุกกี้ ผักผลไม้จะช่วยลดพลังงานอาหารให้ต่ำลงแต่กลับเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นทำให้อิ่มง่าย ไม่อยากอาหารบ่อย เพราะผักผลไม้มีปริมาณน้ำและใยอาหารมาก ทำให้มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

• ผักผลไม้ช่วยเพิ่มความหลากหลาย สีสันและรสชาติทำให้อาหารน่ากินขึ้นและไม่จำเจ

• ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงไม่ว่าอยู่ในรูปสดแช่แข็งแห้ง และน้ำผักผลไม้

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนเรากินผักผลไม้น้อยลง เหตุผลที่ได้ยินบ่อยมากในปัจจุบันคือ กลัวสารพิษจากยาฆ่าแมลงจนยอมเลิกกินผักผลไม้ แต่ข้อมูลการวิจัยพบว่าผู้ที่กลัวผักผลไม้จนไม่กล้ากินเลยจะมีโรคมากกว่าผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ เพราะปัจจุบันเราสามารถเลือกผักผลไม้ปลอดสารพิษ หรือประเภทแช่แข็ง การล้างผักผลไม้อย่างถูกวิธีและเลือกกินให้หลากหลายสีและหลากหลายชนิด ก็จะช่วยลดสารพิษที่จะสะสมในร่างกายได้ หรืออาจเลือกน้ำผักและผลไม้ธรรมชาติที่ผ่านกรรมวิธีการผลิต ที่สะอาด ได้มาตรฐานจากแหล่งที่เชื่อถือได้แทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เช่น น้ำอัดลม

ชีวิตที่เร่งรีบทำให้ไม่มีเวลาที่จะสนใจกินผักผลไม้และหันไปผูกขาดกับอาหารที่เพิ่มความสะดวกสบาย หรืออาหารที่ส่งตรงถึงบ้านที่เต็มไปด้วยแป้งและไขมันสูงแต่มักมีผักผลไม้น้อยมาก บางคนซื้อผักผลไม้สดเต็มตู้เย็นแต่ไม่มีเวลาทำอาหารหรือแม้กระทั่งปอกผลไม้ ทำให้เน่าทิ้งในตู้เย็นหรือไม่ก็ทิ้งไว้นานจนสูญเสียวิตามินและสารต้านแก่ต้านโรค จึงทำให้สุขภาพนับวันจะทรุดโทรม กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินแก้ไข

ต้องกินผัก ผลไม้วันละเท่าไร ข้อแนะนำในการกินผักผลไม้นั้นในแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นกับพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน กฎในการกินผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย คือ จะต้องกินผักผลไม้หลากหลายชนิดเป็นประจำทุกวันวันละ 5-9 ส่วน แต่อย่างน้อยที่สุดต้อง ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ส่วน ปริมาณ 1 ส่วนเท่ากับ ผลไม้ 1/2 ถ้วยตวง หรือประมาณ 1 อุ้งมือเล็ก เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลเล็ก, ส้ม 1 ผลใหญ่, กล้วย 1 ผลเล็ก, สตรอเบอรี่ 4 ผลใหญ่, องุ่น 16 ผล, กีวี 1 ผล เป็นต้น หรือ ผักสด 1 ถ้วยตวง หรือ ผักสุก 1/2 ถ้วยตวง, น้ำผักหรือน้ำผลไม้ 100% 120 มิลลิลิตร

ไม่ยากเลยในการที่จะกินผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน เพียงกินผักมื้อละส่วน ผลไม้วันละ 2 ส่วน ก็ครบแล้ว มื้อเช้าเป็นมื้อที่คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้กินผักผลไม้เลย น้ำผักผลไม้เพียงส่วนเดียวในมื้อเช้า หรือดื่มน้ำผักผลไม้แทนน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงแต่ไร้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็จะช่วยเติมสารอาหารดีๆ ให้ร่างกายได้ไม่ยากในการชะลอวัยต้านโรค แล้ววันนี้คุณเติมสิ่งดีๆ ให้กับร่างกายแล้วหรือยัง

ในยามสถานการณ์เช่นนี้ จากผลกระทบโควิด-19 พวกเราลำบากแค่ไหน น้องๆ ผู้พิการลำบากเป็น 2 เท่า ช่วยกันปันน้ำใจช่วยเหลือน้องๆ ผู้พิการกว่า 500 คน ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่บัญชี มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เลขที่บัญชี 342-3-04066-0 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง (ใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้) สอบถามโทร. 02-572 4042 ต่อ 8100, 8102 หรือ 099-394-4795, 094 665-2223, http://www.mahatai.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ