LIFE & HEALTH : เรียนรู้คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/570533

LIFE&HEALTH : เรียนรู้คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต

LIFE&HEALTH : เรียนรู้คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต

วันพุธ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้โลหิตขาดแคลนหนัก วิกฤติทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะจำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงอย่างมากทุกแห่ง หน่วยงานยกเลิกการจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต พนักงานหลายองค์กรต้องทำงานที่บ้าน เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ควบคุมการแพร่ระบาดหรือมีการกักตัว ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเปิดเผยว่า ตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยที่โรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 340 แห่ง มีความต้องการใช้โลหิตวันละ 6,500-7,000 ยูนิต ปัจจุบันปริมาณโลหิตบริจาคทั่วประเทศ ได้เพียงวันละ 2,000 ยูนิตเท่านั้น โรงพยาบาลทุกแห่งขาดเลือด ไม่มีโลหิตเพียงพอในการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วย รวมทั้งผู้ป่วยเด็กโรคเลือด อาทิ โรคธาลัสซีเมียฮีโมฟีเลีย ที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การชะลอและเลื่อนการรักษาด้วยโลหิต อาจส่งผลอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

ขอเชิญท่านผู้ที่เคยบริจาคโลหิตหรือผู้มีสุขภาพดีที่ตั้งใจจะไปผู้บริจาคโลหิตช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้เชื่อมั่นในการทำงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ผู้ทำหน้าที่จัดหาโลหิตบริจาคที่ปลอดภัยให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยยกระดับ มาตรการ 3 ข้อ คือ การคัดกรอง เข้มงวด และครอบคลุม สามารถตรวจสอบสถานที่รับบริจาคโลหิตได้ที่ https://bit.ly/2XGCf4l ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ แนะนำคุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต ไว้ที่ https://bit.ly/2waeyr2 มีดังนี้

l อายุ 17 ปีบริบูรณ์-70 ปี สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ โดยผู้บริจาคโลหิต อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับผู้บริจาคโลหิตประจำสามารถบริจาคได้จนถึงอายุ 70 ปี ถ้าบริจาคโลหิตครั้งแรก อายุไม่เกิน 60 ปี ส่วนผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60 -65 ปี บริจาคได้ทุก 3 เดือน (บริจาคได้ทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตฯและหน่วยเคลื่อนที่) สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65-70 ปี บริจาคได้ทุก 6 เดือน (บริจาคได้เฉพาะที่ศูนย์บริการโลหิตฯ เพราะต้องมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดก่อนการบริจาค)

l รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะบริจาคโลหิต ต้องสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการอ่อนเพลียจากการอดนอน อาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารอื่นๆ

l นอนหลับพักผ่อนเพียงพออย่างน้อย 5 ชั่วโมง

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ภายใน 6 ชั่วโมง เช่น ข้าวมันไก่ข้าวขาหมู จะทำให้พลาสมาของผู้บริจาคโลหิตมีสีขาวขุ่น ซึ่งไม่สามารถนำพลาสมาลักษณะเช่นนี้ไปให้ผู้ป่วยได้ ผู้บริจาคโลหิตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก่อนบริจาคโลหิต

l หากมีโรคประจำตัวต่างๆ ที่พบบ่อยในผู้บริจาคโลหิต เช่น

r โรคเบาหวาน หากควบคุมได้ด้วยการรับประทานยา ไม่มีการฉีดยาอินซูลิน และไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน สามารถบริจาคโลหิตได้

r โรคความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ หากควบคุมระดับความดันโลหิตได้ อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (systolic ไม่เกิน 160 มม.ปรอท diastolic ไม่เกิน 100 มม.ปรอท) และร่างกายปกติดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

r ภาวะไขมันในเลือดสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดในสมอง และหัวใจแตกและอุดตัน

r โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ที่มีสาเหตุ จากมะเร็งหรือโรคทางภูมิคุ้มกัน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร ส่วนผู้ที่สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติโดยแพทย์ให้หยุดยารักษา อย่างน้อย 2 ปี

r โรคลมชัก สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าหยุดยากันชักโดยไม่มีอาการชักมาอย่างน้อย 3 ปี ทั้งนี้ ต้องมีใบรับรองจากแพทย์ผู้รักษามายืนยัน

r โรคมะเร็งทุกชนิด งดบริจาคโลหิตถาวร แม้ได้รับการรักษาหายแล้ว

r โรควัณโรค สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าได้รับการรักษาจนหาย และรับประทานยาครบคอร์ส อย่างน้อย 2 ปี นับจากการรับประทานยาเม็ดสุดท้าย

r โรคหอบหืด สามารถบริจาคโลหิตได้ถ้าควบคุมอาการได้ด้วยยากิน (ยกเว้นยา steroid) หรือยาพ่นเพื่อควบคุมอาการ (controller) และในวันที่มาบริจาคโลหิตไม่มีอาการหอบหืด

l ไม่เจ็บป่วย หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยารักษาโรค เช่น ยาแก้อักเสบ ต้องหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ไม่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี

l ไม่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจโรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก

l ผู้ที่เป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

l ไม่อยู่ในภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา

l ไม่ทำการสัก หรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ภายในระยะเวลา 12 เดือน

l ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ งดบริจาคโลหิต 6 เดือน ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก งดการบริจาคโลหิต7 วัน หากได้รับโลหิตจากการรักษา ให้งดการบริจาคโลหิต 1 ปี

l ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อาทิ มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เป็นต้น

l สตรีหลังคลอด ให้นมบุตร แท้งบุตรต้องเว้นการบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 เดือน (ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์)

l สตรีอยู่ระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรอง)

l สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 สามารถบริจาคโลหิตได้ ดังนี้ กรณีฉีดวัคซีน Sinovac เว้น 1 สัปดาห์ บริจาคโลหิตได้, กรณีฉีดวัคซีน AstraZeneca และ Johnson & Johnson เว้น 4 สัปดาห์บริจาคโลหิตได้หากมีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนขอให้รอหลังหายดีแล้ว เว้น 1 สัปดาห์ บริจาคโลหิตได้

l รายละเอียดดูได้ที่ http://www.blooddonationthai.com หรือโทร.02-2564300

หากได้มีโอกาสบริจาคโลหิตจึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้ลดโรคชะลอวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/568996

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้ลดโรคชะลอวัย

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้ลดโรคชะลอวัย

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคโควิดที่ใครๆ ก็มีชีวิตเคร่งเครียด หรือรู้สึกห่อเหี่ยว ขาดความสดชื่น ไม่เบิกบาน อาจเกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า การกินผัก ผลไม้เป็นประจำ จะทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะผักผลไม้มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างร่างกายของเรามาก ให้ทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี นอกจากจะมีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการย่อยและระบบขับถ่ายแล้ว สีสันสวยงามตามธรรมชาติของผักและผลไม้สีต่างๆ ก็ยังบ่งบอกถึงสารพฤกษเคมีชนิดต่างๆ ที่ให้คุณประโยชน์แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นการช่วยป้องกันโรค กระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมไปถึงการเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย แต่เราอาจจะมีขั้นตอนในการนำมาประกอบอาหารผิดวิธี หรือนำมาใช้ประโยชน์อย่างไม่เต็มที่ เช่น หั่นทิ้งไว้นานเกินไป ปอกเปลือกทิ้ง ลวกนานเกินไป เป็นต้น

ประโยชน์ของการกินผักผลไม้ทุกวันมีมากมายหลากหลาย เช่น

• มีงานวิจัยมากมายยืนยันว่าการบริโภคผัก ผลไม้มากช่วยป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ เพราะผัก ผลไม้เป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ กากใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมี ช่วยป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อมากมาย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหลอดเลือดเส้นเลือดสมองตีบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี อี แคโรทีนอยด์ ซีลีเนียม ช่วยชะลอวัย มีวิตามินเอและวิตามินบีช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส นอกจากนั้นงานวิจัยยังพบว่าการบริโภคผักผลไม้สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เมื่อใช้แทนอาหารที่มีแคลอรี (พลังงาน) และไขมันสูง ทั้งนี้เพราะผักผลไม้มีปริมาณน้ำและใยอาหารมาก นอกจาก จะเพิ่มปริมาณอาหารแล้ว ยังมีพลังงานต่ำอีกด้วย ฉะนั้นสิ่งที่คุณเลือกกินและดื่มทุกวันจะมีผลต่อสุขภาพคุณทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

• ผักผลไม้เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ช่วยให้สุขภาพดีและ
มีพละกำลัง บางชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (ขยะที่เป็นพิษต่อร่างกาย) เช่น วิตามินซี อี แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน
ไลโคพีน ลูทีน ซีแซนทิน) ซีลีเนียม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดโรคแล้วยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและชะลอวัย วิตามินเอ บีและซี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสป้องกันริ้วรอยการเสื่อมก่อนวัยโดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่มีราคาแพง นับว่าช่วยให้สุขภาพดีและสวยจากภายในออกมาภายนอก

• ผักผลไม้มีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ของเสียและสารพิษไม่หมักหมมในร่างกาย ซึ่งเป็นการดีท็อกร่างกายไปในตัว ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสและรูปร่างดี

• ผักผลไม้มีพลังงานต่ำช่วยป้องกันโรคอ้วนงานวิจัยมากมายพบว่า การบริโภคผักผลไม้สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักซึ่งมีแคลอรีต่ำที่สุดในบรรดาอาหารทุกหมู่ เมื่อใช้แทนอาหารที่มีแคลอรีสูงเช่น อาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีไขมันมากขนมหวาน เค้ก คุกกี้ ผักผลไม้จะช่วยลดพลังงานอาหารให้ต่ำลงแต่กลับเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นทำให้อิ่มง่าย ไม่อยากอาหารบ่อย เพราะผักผลไม้มีปริมาณน้ำและใยอาหารมาก ทำให้มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

• ผักผลไม้ช่วยเพิ่มความหลากหลาย สีสันและรสชาติทำให้อาหารน่ากินขึ้นและไม่จำเจ

• ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงไม่ว่าอยู่ในรูปสดแช่แข็งแห้ง และน้ำผักผลไม้

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนเรากินผักผลไม้น้อยลง เหตุผลที่ได้ยินบ่อยมากในปัจจุบันคือ กลัวสารพิษจากยาฆ่าแมลงจนยอมเลิกกินผักผลไม้ แต่ข้อมูลการวิจัยพบว่าผู้ที่กลัวผักผลไม้จนไม่กล้ากินเลยจะมีโรคมากกว่าผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ เพราะปัจจุบันเราสามารถเลือกผักผลไม้ปลอดสารพิษ หรือประเภทแช่แข็ง การล้างผักผลไม้อย่างถูกวิธีและเลือกกินให้หลากหลายสีและหลากหลายชนิด ก็จะช่วยลดสารพิษที่จะสะสมในร่างกายได้ หรืออาจเลือกน้ำผักและผลไม้ธรรมชาติที่ผ่านกรรมวิธีการผลิต ที่สะอาด ได้มาตรฐานจากแหล่งที่เชื่อถือได้แทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เช่น น้ำอัดลม

ชีวิตที่เร่งรีบทำให้ไม่มีเวลาที่จะสนใจกินผักผลไม้และหันไปผูกขาดกับอาหารที่เพิ่มความสะดวกสบาย หรืออาหารที่ส่งตรงถึงบ้านที่เต็มไปด้วยแป้งและไขมันสูงแต่มักมีผักผลไม้น้อยมาก บางคนซื้อผักผลไม้สดเต็มตู้เย็นแต่ไม่มีเวลาทำอาหารหรือแม้กระทั่งปอกผลไม้ ทำให้เน่าทิ้งในตู้เย็นหรือไม่ก็ทิ้งไว้นานจนสูญเสียวิตามินและสารต้านแก่ต้านโรค จึงทำให้สุขภาพนับวันจะทรุดโทรม กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินแก้ไข

ต้องกินผัก ผลไม้วันละเท่าไร ข้อแนะนำในการกินผักผลไม้นั้นในแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นกับพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน กฎในการกินผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย คือ จะต้องกินผักผลไม้หลากหลายชนิดเป็นประจำทุกวันวันละ 5-9 ส่วน แต่อย่างน้อยที่สุดต้อง ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ส่วน ปริมาณ 1 ส่วนเท่ากับ ผลไม้ 1/2 ถ้วยตวง หรือประมาณ 1 อุ้งมือเล็ก เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลเล็ก, ส้ม 1 ผลใหญ่, กล้วย 1 ผลเล็ก, สตรอเบอรี่ 4 ผลใหญ่, องุ่น 16 ผล, กีวี 1 ผล เป็นต้น หรือ ผักสด 1 ถ้วยตวง หรือ ผักสุก 1/2 ถ้วยตวง, น้ำผักหรือน้ำผลไม้ 100% 120 มิลลิลิตร

ไม่ยากเลยในการที่จะกินผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน เพียงกินผักมื้อละส่วน ผลไม้วันละ 2 ส่วน ก็ครบแล้ว มื้อเช้าเป็นมื้อที่คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้กินผักผลไม้เลย น้ำผักผลไม้เพียงส่วนเดียวในมื้อเช้า หรือดื่มน้ำผักผลไม้แทนน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงแต่ไร้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็จะช่วยเติมสารอาหารดีๆ ให้ร่างกายได้ไม่ยากในการชะลอวัยต้านโรค แล้ววันนี้คุณเติมสิ่งดีๆ ให้กับร่างกายแล้วหรือยัง

ในยามสถานการณ์เช่นนี้ จากผลกระทบโควิด-19 พวกเราลำบากแค่ไหน น้องๆ ผู้พิการลำบากเป็น 2 เท่า ช่วยกันปันน้ำใจช่วยเหลือน้องๆ ผู้พิการกว่า 500 คน ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่บัญชี มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เลขที่บัญชี 342-3-04066-0 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง (ใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้) สอบถามโทร. 02-572 4042 ต่อ 8100, 8102 หรือ 099-394-4795, 094 665-2223, http://www.mahatai.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : โควิด-19 กับปัญหาทางตาและผิวหนัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/567234

Life & Health : โควิด-19 กับปัญหาทางตาและผิวหนัง

Life & Health : โควิด-19 กับปัญหาทางตาและผิวหนัง

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโรคระบาดที่ทุกคนหวาดกลัวกันในปัจจุบัน อย่างที่เราทราบกันว่าทำให้มีอาการทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เช่น จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส น้ำมูก ไอ เจ็บคอ ไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และถ้าลงไปที่ปอดก็จะทำให้มีอาการไอ เหนื่อย หายใจลำบากได้ เพราะปอดอักเสบ แต่หลายๆ คนก็สามารถมีอาการทางตาได้ 0.8-31.6%

“ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” ที่คำโบราณกล่าวไว้ อาจจะมีส่วนจริงหลายอย่าง ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์หงษ์หยก จักษุแพทย์ ให้ข้อมูลว่า ในกรณีโควิดนี้ ดวงตาก็เป็นเหมือน “หน้าต่าง” ให้ไวรัสร้าย เข้ามาหาเราได้เพราะเยื่อบุตาอันแสนบอบบางนักเมื่อเทียบกับปราการทางผิวหนังที่หนากว่า ทำให้เชื้อโรคร้ายแทรกเข้าไปได้ยากกว่า

คนที่เอามือไม่สะอาดมาจับตา ขยี้ตา จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคทางตา ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะ “ตาแดง” (ที่ฝรั่งเรียก pink eye) หรือที่หมอตาเรียกว่า “เยื่อบุตาอักเสบ” ซึ่งพบได้หลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อยที่สุดและติดต่อได้ง่าย คือ เยื่อบุตาอักเสบจากไวรัส ปกติจะเป็น adenovirus ที่พบได้บ่อยแต่ช่วงนี้อย่างที่เราตระหนักกันว่าโควิดระบาด เชื้อ coronavirus ก็ทำให้ตาแดงได้เช่นกัน ซึ่งอาจเป็นแค่อาการเดียวของผู้ป่วยโควิด หรือเป็นอาการนำของโรคก็ได้ มักเป็นทั้ง 2 ตาหลังอาการทางระบบทางเดินหายใจ 2-21 วัน โดยจะมีอาการตาแดง น้ำตาไหล ระคายเคืองหรือคันตาอาจมีขี้ตาร่วมด้วยได้บ้างโดยเฉพาะตอนเช้า แล้วโดยที่แดงค่อนข้างห่างจากตาดำ ที่เยื่อบุตาขาวหมอตาจะพบตุ่มใสๆ หรือ follicle ร่วมด้วยได้

สำหรับการรักษา ประคับประคองตามอาการ ตาแดงมักจะหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ อาจประคบเย็นถ้ามีอาการมาก ให้รักษาความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น ผ้าหรือปลอกหมอนที่โดนน้ำตาอย่าใช้ร่วมกับคนอื่น ถ้าน้ำตาไหลให้ซับด้วยทิชชู่ ทิ้งลงถังขยะ แล้วไปล้างมือสะอาด ไม่เอาน้ำตาไปป้ายสู่พื้นผิวอื่นๆ งดการใส่คอนแทคเลนส์ งดว่ายน้ำ ถ้าจะมาตรวจตาแนะนำให้ปรึกษาทาง Telemedicine ก่อนได้ ซึ่งมีใช้กันหลายโรงพยาบาลทั้งรัฐบาลและเอกชน หมอตาจะสามารถแยกได้ว่าเป็นตาแดง ที่น่าจะหายเองได้ หรือตาแดงจากภาวะที่อันตรายกับการมองเห็นจำเป็นต้องมาตรวจที่โรงพยาบาล

การป้องกันเยื่อบุตาอักเสบจากไวรัส ด้วยการสร้างสุขนิสัยที่ดีถ้ามือไม่สะอาดห้ามเอามาจับหน้าหรือดวงตา ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง สำหรับคนที่มีภูมิแพ้ที่ตาควรได้รับรักษา ให้ควบคุมภูมิแพ้ที่ตาให้ดีโดยการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ขยี้ตา ประคบเย็นเมื่อมีอาการคันตาแทนการขยี้ตา หยอดน้ำตาเทียม พบหมอตา และปรึกษาหมอภูมิแพ้ช่วยดูแลรักษา เพราะการที่ภูมิแพ้ไม่ได้ดูแลควบคุม จะมีโอกาสเอามือมาจับตาได้บ่อยขึ้น และก่อโรคตาตามมาได้หลายอย่าง ส่วนการใส่แว่นอาจจะปกป้องดวงตาได้ ในหลายสถานการณ์และป้องกันมือที่ไม่สะอาดเผลอมาโดนตาได้บางส่วนด้วย แต่ในทางตรงข้ามการใส่คอนแทคเลนส์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเยื่อบุตาอักเสบเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมถูไถที่ตา และเพิ่มโอกาสพาเชื้อโรคจากมือมาสู่ตาได้ง่ายขึ้น

ในคนไข้โรคโควิด-19 นอกจากมีอาการทางตาแล้วยังมีอาการทางผิวหนังเป็นผื่นได้ด้วย ข้อมูลจาก พญ.แพรวพรรณ บุณยรัตพันธุ์ แพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันบำราศนราดูร เปิดเผยว่า ผื่นในกลุ่มคนไข้โควิด เริ่มมีรายงานครั้งแรกจากทางประเทศอิตาลีในปีที่แล้วช่วงเดือนมีนาคม และเริ่มมีรายงานออกมาเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทางประเทศยุโรปกับทางอเมริกาเป็นหลัก อุบัติการของผื่นในแต่ละประเทศก็ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเช่น ประเทศจีนรายงานเพียง 0.2% ประเทศอิตาลีรายงานถึง 20% ส่วนในประเทศอินเดียอยู่ที่ 7% ส่วนที่สถาบันบำราศนราดูร ช่วงปีที่แล้วเราพบคนไข้ 5 รายจาก 200 กว่าราย (2.5%) มีผื่นช่วงที่เป็นโควิดแต่ผื่นส่วนใหญ่เราสงสัยจากการแพ้ยา

ผื่นที่มีรายงานออกมาก็ค่อนข้างหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นผื่นที่เราเจอได้ในกลุ่มคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัส ได้แก่

l ผื่นที่มีรายงานมากที่สุดก็คือผื่น “COVID-toe” ซึ่งมีลักษณะเป็นปื้นแดงบางทีออกม่วงคล้ำบริเวณปลายมือปลายเท้าผื่นชนิดนี้มีรายงานออกมามากที่สุดแต่มักพบมากที่ทางยุโรปกับอเมริกา ในประเทศเอเชียมีรายงานรวบรวมไว้ว่าพบรายงานคนไข้เพียงแค่หนึ่งคนจากอินเดีย ส่วนตัวที่คุณหมอได้ดูแลคนไข้ที่สถาบันบำราศนราดูรและได้รายงานตีพิมพ์ไม่ได้พบผื่นชนิดนี้ และรายงานจากทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ ก็ไม่พบผื่นชนิดนี้เช่นกัน

l ผื่นที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดงผสมกับจุดแดงรวมกัน หรือMaculopapular rash (MP rash)ผื่นชนิดนี้จริงๆ พบได้ในการติดเชื้อไวรัสตัวอื่นๆ มีตั้งแต่ไม่มีอาการถึงมีอาการคันร่วมด้วย

l ผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ(Vesicular rash) โดยพบแบบที่พบในโรคสุกใสคือค่อยๆ ขึ้นมา ทำให้ตุ่มน้ำมีหน้าตาหลายแบบ หรือแบบขึ้นพร้อมกันก็ได้

l ผื่นแบบลมพิษ (Urticarial rash) ลักษณะนูนแดง บวมๆ ยุบๆมีอาการคันร่วมได้

l ผื่นร่างแหแบบที่ต่อกันไม่ครบวง (Livedo racemose) และครบวง (Livedo reticularis)

l Retiform purpura และกลุ่ม vasculitis ที่เกิดจากหลอดเลือดอักเสบ มักเจอในคนไข้ที่ป่วยหนักๆ

l นอกจากนี้ ยังมีผื่นอีกหลายแบบที่มีรายงาน แต่เป็นการรายงานคนไข้เพียง 1 ราย หรือไม่กี่ราย

การรักษา เน้นรักษาตัวโรคโควิด-19 และผื่นนั้นจะรักษาตามอาการ ไข้ อาการทางระบบทางเดินหายใจ และ “ความเสี่ยง” ยังเป็นอาการหลักและปัจจัยหลัก ถ้าหากมีอาการดังกล่าวและมีประวัติเสี่ยงร่วมกับมีผื่น แนะนำให้ไปพบแพทย์

ในช่วงวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ ขอให้ทุกท่านสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ตรวจคัดกรองอุณหภูมิ สแกนไทยชนะหากต้องเดินทางไปนอกบ้าน และถ้าไม่จำเป็นก็ให้ล็อกดาวน์ตัวเองอยู่บ้านในช่วงนี้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปัญหาสายตาที่มาพร้อมกับอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565820

LIFE&HEALTH : ปัญหาสายตาที่มาพร้อมกับอายุ

LIFE&HEALTH : ปัญหาสายตาที่มาพร้อมกับอายุ

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และมี “ดอกลำดวน” เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุ หมายถึงบุคคลทั้งเพศชายและเพศหญิง
ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เราทุกคนควรเห็นตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุและไม่ลืมที่จะดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ที่เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ ร่มไทรของบ้าน

“ดวงตา” แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ จัดเป็นอวัยวะที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างมาก เพราะดวงตานอกจะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติแล้ว ยังเปิดโลกกว้างให้เราได้เรียนรู้ จดจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

เมื่อพออายุมากขึ้น สิ่งที่ตามมาพร้อมกับวัยไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขที่เปลี่ยนไปเท่านั้น หากยังนำปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมโทรมของร่างกายตามมา สายตาก็เช่นกัน ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์ หงษ์หยก จักษุแพทย์ ให้ข้อมูลว่า เมื่ออายุเริ่มจะแตะเลขสี่เท่านั้น ถึงจะมองไกลได้ดีอยู่ แต่หลายคนก็จะเริ่มมองเห็นวัตถุระยะใกล้ได้ไม่ชัดเจนเหมือนก่อน อ่านหนังสือได้ไม่นานก็จะล้า หรือปวดหัวปวดตาง่าย ต้องเหยียดแขนยืดสิ่งที่อ่านออกไปถึงจะอ่านได้ดีขึ้น นั่นแสดงว่า สายตาคุณกำลังจะเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว หรือที่เรียกว่า“สายตายาวตามวัย หรือสายตายาวตามอายุ” (Presbyopia) ซึ่งต่างกับสายตายาวตั้งแต่กำเนิดที่เกิดจากขนาดของลูกตาที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้เวลาแสงเข้าไปในตาแล้วจุดรวมแสงของภาพตกเลยจอประสาทตาไป ทำให้มองไม่ชัดทั้งไกลและใกล้ จึงเป็นสาเหตุของการปวดตา
และมองเห็นไม่คมชัด

สำหรับสายตายาวตามวัยเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของดวงตาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะเริ่มแสดงอาการหลังจากอายุ 40 ปี และจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากปกติเวลามองใกล้ ภาพจะตกเลยจอประสาทตาไป กล้ามเนื้อในตามัดเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ เลนส์ตาจะหดตัว ทำให้เลนส์โค้งป่องมากขึ้น เพื่อดึงให้ภาพเลื่อนมาตกโฟกัสพอดีที่จอประสาทตา ความสามารถในการปรับดึงภาพมาโฟกัสของคนเราจะเก่งมากตอนอายุน้อยๆ แต่พออายุมากขึ้นเลนส์ตาของเราก็มีการเสื่อมสภาพลงตามวัย และเลนส์ตาที่เคยยืดหยุ่นได้ดีก็เริ่มแข็งตัวขึ้น ยืดหยุ่นได้น้อยลง จึงไม่สามารถเปลี่ยนรูปเพื่อปรับโฟกัสภาพให้ชัดเจนตามการทำงานของกล้ามเนื้อภายในลูกตาได้ ทำให้มองใกล้ไม่ชัดเจนเหมือนก่อน

ทั้งนี้ หลายคนเข้าใจว่า พอมีปัญหาสายตาสั้น เมื่อถึงวัยที่สายตายาว ค่าสายตาสั้นและสายตายาวก็จะหักลบกันจนกลายเป็นค่าสายตาปกติ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะการวัดว่าเรามีค่าสายตาสั้นเอียงหรือยาวโดยกำเนิด จะวัดกันที่การมองไกล ให้มองวัตถุที่วางอยู่ในระยะไกลและแก้ปัญหาด้วยการใส่ค่าสายตาที่ทำให้มองไกลชัด แต่สายตายาวตามวัยนั้นส่งผลต่อการมองใกล้ที่เกิดจากความเสื่อมของการโฟกัส ไม่ใช่ความเสื่อมที่เกิดจากแสงโฟกัสที่อยู่ในระยะไกล ฉะนั้นปัญหาสายตายาวตามวัยและปัญหาสายตาอื่นๆ จึงเป็นคนละเรื่องกัน ฉะนั้นจึงไม่สามารถนำค่าสายตามาหักลบกันได้

อาการของสายตายาวตามอายุ ไม่ว่าคุณจะมีค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาปกติมาก่อนก็ตาม เมื่อถึงวัยก็จะมีอาการสายตายาวตามอายุเกิดขึ้น ส่วนจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้สายตามากน้อยแค่ไหนของแต่ละคน วิธีสังเกตได้ง่ายๆ คือ

  • อ่านหนังสือในระยะห่างจากตา 1 ฟุต หรือระยะที่เคยอ่านเห็นกลับอ่านไม่ชัด จะมองได้ชัดขึ้นถ้ายื่นมือถอยห่างออกจากระยะเดิมที่เคยอ่านได้ออกไปไกลอีกหน่อย หรือร้อยด้ายเข้าเข็มไม่ได้เนื่องจากไม่เห็นรูเข็ม อาจทำให้ต้องหรี่ตาเพื่อมองเห็นได้ชัดเจน
  • ขณะอ่านหนังสือหรือทำงานบนโต๊ะนานๆ มักเกิดอาการไม่สบายตา รู้สึกตาพร่าเป็นพักๆ ต้องขยี้ตาหรือกะพริบตาถี่ๆ อยู่เสมอเพื่อปรับสายตาเป็นระยะๆ
  • บางคนอาจมีอาการปวดเมื่อยตา รู้สึกตาล้าๆแสบตาหรือตาสู้แสงไม่ได้ เคืองตาอยู่บ่อยๆ ถ้าใช้สายตาเพ่งมองวัตถุใกล้ๆ เป็นเวลานาน จนบางครั้งอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ
  • หากมีสายตาสั้นอยู่เดิม จะต้องถอดแว่นตาออกถึงจะมองใกล้ชัดเจน

ปัญหาสายตายาวตามวัยนับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และวิธีแก้ไขที่ช่วยได้ก็คือ การตรวจวัดสายตาและตัดแว่นสายตายาวสำหรับอ่านหนังสือ หรือถ้าเป็นคนที่มีภาวะสายตาสั้นมาก่อนค่าแว่นที่ใช้มองไกล กับที่ใช้มองใกล้ก็จะเป็นคนละค่ากัน อาจจะต้องใช้แว่น 2 อัน หรือ แว่น Bifocal หรือไม่ก็แว่นชนิดโปรเกรสซีฟ (Progressive) ที่ช่วยปรับการมองเห็นได้ทั้งระยะใกล้-ไกล อย่างไรก็ตาม คุณควรดูแลและถนอมสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารที่มี วิตามินเอ เช่น ตับ ไข่ ผักบุ้ง ฟักทอง และผักใบเขียวจัด หากคร่ำเคร่งกับการใช้สายตาเป็นเวลานาน ควรพักสายตาด้วยการมองไปไกลๆ สักระยะ รวมถึงหลีกเลี่ยงทำงานที่ต้องใช้สายตาในที่มีแสงน้อย และเมื่ออยู่ท่ามกลางแดดจ้าควรสวมแว่นกันแดด ที่สำคัญควรตรวจวัดสายตาปีละครั้ง ถ้าเมื่อใดก็ตามที่พบว่าสายตาเริ่มเปลี่ยนแปลงควรรีบแก้ไข เพื่อการดำเนินชีวิตที่มีความสุขและสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์

อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ ขอให้ทุกท่านสวมหน้ากากอนามัยตลอด ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ตรวจคัดกรองอุณหภูมิ และสแกนไทยชนะหากต้องเดินทางไปนอกบ้าน และในสงกรานต์เทศกาลปีใหม่ไทยนี้ ขอให้มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงกันทุกท่าน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หน้าร้อนนี้ระวัง..โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/561135

Life & Health : หน้าร้อนนี้ระวัง..โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

Life & Health : หน้าร้อนนี้ระวัง..โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

วันพุธ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงอากาศร้อนให้ระมัดระวังเรื่องอาหารให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ผลไม้ควรปอกใหม่หรือปอกเอง หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่กินอาหารที่มีแมลงวันตอม ควรกินอาหารให้หมดภายในครั้งเดียวเพราะการเก็บข้ามมื้อหรือค้างคืน จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้ หรือถ้าจำเป็นจะต้องกินอาหารที่เก็บข้ามมื้อจริงๆ ก็จะต้องนำไปอุ่นร้อนก่อนทุกครั้งรวมทั้งใช้ช้อนกลาง การล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมักจะทำให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในฤดูร้อนคือโรคอุจจาระร่วง ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ฯผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า อุจจาระร่วง (Acute Diarrhea) ทางการแพทย์หมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป ภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง หรือมากกว่า

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป มักจะเกิดจากรับประทานอาหารที่ปรุงไว้ล่วงหน้านานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการห่อหรือรัดถุงอาหารแน่นเกินไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ปนเปื้อนในอาหารเจริญเติบโตได้ดี และเพิ่มจำนวนได้เร็วในอุณหภูมิที่พอเหมาะและภาวะที่ไม่มีออกซิเจน

อาการส่วนใหญ่มักเกิดประมาณ 2 ถึง 12 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป จะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ หรือมีมูกเลือดปน ปวดท้องแบบบิดเป็นพักๆ บางครั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และเวียนศีรษะร่วมด้วย อาจพบภาวะขาดน้ำรุนแรงได้จากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในกรณีที่ถ่ายอุจจาระหรืออาเจียนในปริมาณมาก มักจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรงหน้ามืด ใจสั่น ตาโหล เป็นตะคริว ปัสสาวะออกน้อยและสีเข้ม ซึ่งภาวะดังกล่าวเป็นอันตรายและควรสังเกตอาการโดยเฉพาะในผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มวัยอื่น เนื่องจากร่างกายผู้สูงอายุมีความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลงและภูมิคุ้มกันต่ำกว่าวัยอื่นทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุหลายท่านอาจมีโรคร่วมซึ่งอาจเพิ่มอันตรายจากโรคอุจจาระร่วงมากขึ้น เช่น โรคไต เพราะโรคไตทำให้ร่างกายปรับตัวต่อสภาพเกลือแร่ผิดปกติได้น้อยลง และหากอุจจาระร่วงรุนแรงจนร่างกายขาดสารน้ำและเกลือแร่อย่างมากอาจทำให้ไตที่ทำงานแย่อยู่แล้วแย่ลงจนเกิดไตวายได้ การขาดสารน้ำและเกลือแร่รุนแรงอาจทำให้โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง กำเริบรุนแรงขึ้นมาได้และอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด หกล้มกระดูกหักตามมาอีกด้วย

การป้องกัน ได้แก่ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ควรรับประทานภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ, ใช้ช้อนกลาง, ควรแยกกับออกจากข้าว, อาหารเหลือต้องเก็บในตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง, ล้างผัก ผลไม้ ด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างผัก หลายๆ ครั้ง,หลีกเลี่ยงการใช้มีด เขียง หั่นอาหารดิบและอาหารสุกร่วมกัน, ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังใช้ห้องน้ำ

สำหรับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นโรคอุจจาระร่วงส่วนใหญ่เป็นโรคที่หายได้เอง ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) รักษาตามอาการ การรักษาที่สำคัญ ได้แก่ การให้น้ำและเกลือแร่ ทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียทางอุจจาระและจากการอาเจียน ในคนไข้ที่มีอาการไม่มากอาจให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือ “โอ-อาร์-เอส (ORS)” จิบแทนน้ำบ่อยๆ แต่ต้องทำความเข้าใจ คือ โอ-อาร์-เอส จะทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปเท่านั้นไม่ได้ทำให้หยุดถ่ายอุจจาระ แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคไต หรือโรคหัวใจ การดื่มโอ-อาร์-เอส ต้องระมัดระวังการดื่มมากเกินไปอาจเกิดอันตราย ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ผู้ที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการ ดังนี้ มีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระบ่อยและปริมาณมากหรือมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่รุนแรง โดยสังเกตจากมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด ใจสั่น ปากแห้ง ตาโหล เป็นตะคริว ปัสสาวะออกน้อยและสีเข้ม หรือมีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือเป็นนานเกิน 1 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะฝากท้องไว้กับร้านอาหารนอกบ้านแทบทุกมื้อ ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า ในเฉพาะช่วงล็อกดาวน์ มีให้สั่งแบบจัดส่งให้ที่บ้าน โดยอาจลืมนึกไปว่าอาหารแต่ละอย่างนั้นผ่านการผลิตมาอย่างไร เบื้องหลังครัวสะอาดไหม วิธีการล้างผักผลไม้สะอาดหรือไม่ รสชาติหวาน มัน หรือเค็มไปหรือเปล่า แถมยังอาจมีสารพิษปนเปื้อนมาพร้อมกับรสชาติความอร่อยและการปรุงแต่งที่มีสีสันสดใสสวยงามน่ากินอีกด้วย

สำหรับการเลือกรับประทานอาหาร ต้องคำนึงถึงคุณค่าทางอาหารและปริมาณอาหาร รวมทั้งความปลอดภัยของอาหาร เพราะอาหารที่ไม่สะอาดอาจมีการปนเปื้อนของสารเคมี เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมายโดยเฉพาะช่วงนี้ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับเมื่อต้องกินอาหารนอกบ้านมาฝาก ดังนี้

คุณภาพวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผักสด ต้องสดใหม่และล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุง ส่วนเครื่องปรุงต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ไม่มีการปนเปื้อนหรือเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิม เช่น มีกลิ่นหืนหรือเหม็นเปรี้ยว มีเชื้อรารวมถึงไม่ใช้สารเคมีและวัตถุสังเคราะห์ใส่ในอาหาร เช่น สารกันบูด สารฟอกขาว สารบอแรกซ์ หรือลดต้นทุนโดยใช้ของปลอม เช่น กรดน้ำส้ม น้ำปลาปลอม ฯลฯ ทั้งยังต้องจัดอย่างเหมาะสม เพื่อรักษารสชาติของวัตถุดิบให้คงที่และยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น

ระวังเครื่องปรุงรส อาหารนอกบ้านเกือบทั้งหมด อุดมไปด้วยน้ำมัน เกลือ และน้ำตาลซึ่งอาจถูกซ่อนไว้ในรูปซอส เครื่องปรุงรส และ เครื่องปรุงต่างๆ อยู่แล้ว จึงควรชิมก่อนปรุงเพิ่ม

เน้นอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ ควรเลือกกินอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงค้างคืน หรืออาหารที่ไม่มีภาชนะปกปิด มีฝุ่นหรือแมลงวันตอม อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ที่สำคัญควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจแฝงตัวอยู่ในอาหาร

เลือกร้านที่มีเมนูหลากหลายที่ปรุงอย่างดีต่อสุขภาพ เช่น การต้ม ยำ ย่าง อบ นึ่ง แทนการทอด หรือผัดที่ใช้น้ำมันในปริมาณมากได้อีกด้วย

ความสะอาดของคนในร้าน ไม่ว่าผู้ปรุงอาหาร คนขาย คนเสิร์ฟ ควรแต่งกายให้เรียบร้อย สะอาดสะอ้านและมิดชิดโดยเฉพาะพ่อครัว แม่ครัว หรือผู้ช่วยเกี่ยวข้องกับการปรุงอาหารโดยตรงควรใส่หมวกหรือเน็ตคลุมผม เพื่อป้องกันเส้นผม เหงื่อหรือสิ่งอื่นที่อาจจะหลุดร่วงลงไปในอาหารได้ และควรใส่หน้ากากอนามัยปิดปากขณะปรุงอาหาร จัดอาหาร หรือเสิร์ฟอาหาร เพื่อป้องกันการไอ จามลงไปในอาหาร

ใส่ใจอุปกรณ์เครื่องใช้และภาชนะต่างๆ ให้ถูกสุขอนามัย ดูตั้งแต่การล้างถึงการเก็บ ให้สังเกตง่ายๆ เช่น จานชาม ช้อนส้อม ตะเกียบ แก้วน้ำฯ ต้องสะอาดไม่มีคราบสกปรก ไม่มีกลิ่นเหม็น ภาชนะที่ใส่อาหารต่างๆ ก็ต้องสะอาด คงทนต่อความร้อน ไม่ละลายง่าย ไม่เจือสีซึ่งมีโลหะหนักผสม ในส่วนของเครื่องปรุงรสบนโต๊ะอาหารควรมีฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกันแมลงวัน หรือฝุ่นอากาศจากภายนอก

แม้การฝากท้องไว้กับร้านอาหารนอกบ้านจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากในยุคนี้ แต่ถ้าเรารู้จักเลือก ก็จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

Life & Health : โรคลมแดด..โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในหน้าร้อนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/559528

Life & Health : โรคลมแดด..โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในหน้าร้อนนี้

Life & Health : โรคลมแดด..โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในหน้าร้อนนี้

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยมีสมาชิกในสังคมที่เป็นผู้สูงวัยมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงการเก็บตัวอยู่กับบ้านป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานติดต่อกันหลายเดือน อาจส่งผลให้สภาพร่างกายและสมองของผู้สูงอายุถดถอยลงจนเกิดภาวะพึ่งพิงในระยะยาว รวมทั้งเกิดความเครียด ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบกับทั้งครอบครัวทั้งในระยะสั้นและยาว โดยเฉพาะช่วงนี้ได้ย่างเข้าฤดูร้อน มีอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบทั่วไป และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความร้อนและแสงแดดแรงๆ อาจทำให้เราเหนื่อยเพลียง่าย แถมยังพ่วงท้ายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิดด้วย

ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันเวชศาสตร์ฯ ผู้สูงอายุกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคลมแดด (heat stroke) พบบ่อยในผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถไปหาน้ำกินเองได้ โดยเฉพาะผู้ที่สื่อสารกับผู้อื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็สามารถพบได้ในผู้สูงอายุทั่วไปได้ในกรณีที่ออกไปทำกิจกรรมในที่ร้อนจัดและดื่มน้ำไม่เพียงพอ

ลมแดด เกิดจากร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ทัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด กลไกระบายความร้อนออกจากร่างกายผิดปกติ โดยมีปัจจัยส่งเสริมคือการขาดน้ำ หรือมีไข้อยู่ก่อน คนที่รับประทานยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงกับระบบระบายความร้อนของร่างกาย โดยปกติร่างกายคนเรามีการเผาผลาญอาหารและสร้างความร้อนจากภายในตัวตลอดเวลา จึงต้องมีการระบายความร้อนออก เช่น การระบายออกทางลมหายใจ การระบายออกทางปัสสาวะ การขยายตัวของหลอดเลือดตามผิวเพื่อให้เลือดไหลเวียนมาที่ผิว และระบายความร้อนออกทางผิวหนัง ร่วมกับต่อมเหงื่อที่ผิวหนังสร้างเหงื่อออกมามากขึ้น เมื่อเหงื่อระเหยจะพาความร้อนออกไปจากผิวหนังได้เร็วขึ้นด้วย ดังนั้น เมื่ออยู่ในที่มีอากาศร้อนจัดการระบายความร้อนออกจากร่างกายจะเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้เสียเหงื่อมากขึ้นทำให้ขาดน้ำ หากไม่ได้รับน้ำทดแทนที่เพียงพอจะเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ปัสสาวะจะออกน้อยลง และร่างกายสร้างเหงื่อได้น้อยลง และอาจทำให้เกิดภาวะ shockยิ่งทำให้การระบายความร้อนเป็นไปได้ยากขึ้น

อาการเด่นของลมแดด คือ ตัวร้อนจัดซึม สับสน อาจมีชักเกร็ง ไม่มีเหงื่อ หากแก้ไขไม่ทันจะเสียชีวิตได้ ซึ่งในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต จึงจะทนต่อการภาวะลมแดดได้น้อยลง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น

เมื่อมีอาการลมแดด เราสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

l นำเข้าพักในที่ร่ม หรือนำออกจากที่มีอุณหภูมิสูง อากาศถ่ายเทได้สะดวก

l ถอดเสื้อผ้าที่หนาออก คลายเสื้อผ้าให้หลวม

l ถ้าใบหน้าผู้เป็นลมขาวซีดให้นอนศีรษะต่ำ ถ้าใบหน้ามีสีแดงให้นอนศีรษะสูง

l ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็น (แต่ไม่เย็นจัด) เช็ดตามหน้าผาก มือ เท้า ซอกคอ ซอกแขน ข้อพับต่างๆ

l ใช้พัด หรือพัดลมเป่าช่วยระบายความร้อน

l ห้ามให้กินน้ำจนกว่าจะรู้สึกตัวดีเสียก่อน

l หากมีอาการชักเกร็งตรวจดูในปากว่ามีสิ่งอุดตันทางเดินหายใจหรือไม่ถ้ามีต้องรีบนำออกโดยเร็ว จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่เหมาะสม โดยให้ผู้ป่วยนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อป้องกันการสำลัก

l ถ้ามีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

l สำหรับการการป้องกันไม่ให้เกิดลมแดดทำได้ดังนี้

l สวมเสื้อผ้าสีอ่อนเช่น สีขาว เพราะจะดูดความร้อนน้อยกว่าสีเข้ม ไม่หนา และระบายอากาศได้ดี

l หากต้องอยู่ในที่อุณหภูมิสูงควรเป่าด้วยพัดลม เพื่อช่วยระบายความร้อน

l ไม่ปล่อยผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงไว้ในที่อุณหภูมิสูง

l ดื่มน้ำให้เพียงพอ 1.5-2 ลิตรต่อวันโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ และดื่มเพิ่มทันทีเมื่อรู้สึกกระหาย (ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ ให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์)

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแลควรเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านให้มากที่สุด แต่ญาติหรือผู้ดูแลที่ยังต้องออกไปนอกบ้านด้วยเหตุผลความจำเป็นต่างๆก็ไม่ควรเข้าไปคลุกคลีกับผู้สูงอายุ รักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร และควรใส่หน้าการอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่เข้าไปพูดคุยกับผู้สูงอายุ ให้หมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และพยายามไม่เอามือไปสัมผัสใบหน้าของตัวเองหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ ฯลฯ รวมถึงการพกเจลล้างมือแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรคที่มองไม่เห็น เป็นต้น

เมื่อรู้เท่าทันและรู้จักวิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคลมแดดในฤดูร้อนกันแล้ว คุณก็จะไม่เครียดและสามารถใช้ชีวิตในฤดูร้อนได้อย่างสุขกายสบายใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สร้างสุขนิสัยที่ดี..ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557963

LIFE&HEALTH : สร้างสุขนิสัยที่ดี..ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพดี

LIFE&HEALTH : สร้างสุขนิสัยที่ดี..ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันการตื่นตัวเรื่องของสุขภาพเพิ่มมาก เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รอบตัว รวมทั้งเรื่องของโรคระบาดต่างๆ ดังนั้นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการสร้างสุขนิสัยที่ดี เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ มาฝากกัน ดังนี้

รับประทานอาหารเช้าทุกวัน ผู้ที่บริโภคอาหารเช้าทุกวันคือ จะได้ผลตอบแทนด้วยการมีสุขภาพดี การวิจัยชี้แนะว่าผู้ที่บริโภคอาหารเช้ามักจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพิ่มขึ้น มีไขมันและคอเลสเทอรอลน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคอาหารเช้า ผลที่ตามมาคือ ระดับคอเลสเทอรอลไม่เกินพิกัด และโอกาสที่จะบริโภคเกินอัตรานั้นก็มีน้อย จึงทำให้มีรูปร่างดี ไม่อ้วนง่าย อาหารเช้าช่วยไม่หิวก่อนเวลาอาหารเที่ยง ทำให้ไม่กินอาหารมื้อต่อๆมามาก และโอกาสกินอาหารที่มีแคลอรีสูงลดลง โอกาสที่จะอ้วนและเกิดเบาหวานน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่มีนิสัยไม่กินอาหารเช้า อาหารเช้าที่มีคุณภาพ (ที่ไม่ใช่กาแฟ ปาท่องโก๋ หรือโดนัท) ยังช่วยให้ตื่นตัว มีสมาธิในการเรียนการทำงาน เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ อาหารเช้าควรมีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเล็กน้อย จึงจะให้สารอาหารครบถ้วน การบริโภคอาหารหลากหลายจึงมีความสำคัญต่อการมีสุขภาพดีของร่างกาย

รับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไปเนื่องจากปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง มีไขมันต่ำโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว มีกรดโอเมกา 3 ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ บำรุงสมอง ปลาทะเลที่มีโอเมกา 3 สูง มีให้เลือกมากมาย เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน เป็นต้น อาหารพืชอื่นที่เป็นแหล่งของกรดไขมันอัลฟาลิโนเลนิคสามารถเปลี่ยนไปเป็นโอเมกา 3 ในร่างกายได้ ได้แก่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง เมล็ดปอ เป็นต้น

นอนให้เพียงพอ ร่างกายต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดได้ ปัญหานอนน้อยมักจะพบในผู้สูงอายุ วัยเรียน วัยทำงานและผู้บริหาร มีรายงานว่า คนที่นอนไม่พอมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางจิตได้มากกว่าคนที่นอนเพียงพอ การอดนอนเสมอๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบการทำงานของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือด และโรคอ้วน นอกจากนี้ยังมีผลทางลบต่ออารมณ์ ความจำ การเรียนรู้ และความเป็นเหตุเป็นผล เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหากเกิดอาการหลับใน ข้อแนะนำก็คือ พยายามนอนให้ได้วันละ 7-10 ชั่วโมง

มีสังคมไม่เก็บตัว การมีกิจกรรมในสังคม ช่วยให้ได้พบปะผู้คนมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการมีมิตรสหายใหม่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ผลดีต่อสภาพจิตใจและหน้าที่การงาน

ออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การออกกำลังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้กระดูก กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรง ส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง เป็นต้น ผลดีระยะสั้น คือช่วยให้ความคิด ร่างกายเคลื่อนไหวดีขึ้น ลดความเครียด เสริมสร้างอารมณ์ดี ทำให้กระชุ่มกระชวย มีพละกำลังมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำงานได้ตลอดทั้งวัน

 การเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ง่ายที่สุดคือ การเดินบ่อยๆ จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน โดยทุกๆ 20 ก้าวร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน 1 แคลอรี จากการวิจัยในอาสาสมัคร 13,000 คนเป็นเวลา 8 ปี พบว่าผู้ที่เดินวันละ 30 นาที ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตเร็วกว่าเวลาอันควร เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว การใช้โอกาสที่เคลื่อนไหวตัวเองให้มากขึ้นได้มีหลายวิธี เช่น เดินขึ้นบันไดแทนใช้ลิฟท์ เดินไปซื้อของแทนการใช้รถ เดินช็อปปิ้งลดการใช้รีโมทคอนโทรล เป็นต้น

ดูแลสุขภาพฟัน มีคำแนะนำว่า การทำความสะอาดฟันด้วยไหมขัดฟันทุกวัน ร่วมกับการออกกำลังกายและงดบุหรี่จะทำให้อายุยืนขึ้น 6.4 ปี เพราะช่องปากเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ฟันที่เราใช้เคี้ยวต้องมีเลือดมาเลี้ยง และเลือดนั้นก็จะมาจากหัวใจ นักวิจัยเชื่อว่า แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิ่งสกปรกสะสมที่ฟันจะเข้าไปในกระแสเลือด และมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดการบวมอักเสบ ทำให้หลอดเลือดอุดตันก่อให้เกิดโรคหัวใจได้ ยังพบว่า แบคทีเรียในช่องปากมีความสัมพันธ์กับการเกิดหลอดเลือดตีบ เบาหวานในเด็กคลอดก่อนกำหนด และเด็กที่เกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย ดังนั้นการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันประจำจะช่วยขจัดจุดและรอยด่างบนฟัน ทำให้เคี้ยวอาหารได้ดี พูดชัดเจนและยิ้มอย่างมั่นใจ

มีงานอดิเรก โดยเลือกงานอดิเรกที่ชอบถ้าเป็นงานที่มีการเคลื่อนไหวมากจะช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และยังช่วยให้ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีงานอดิเรก

ให้ดูแลผิวพรรณ เพราะผิวหนังของคนเราเสื่อมลงตามวัยและตามการรับแสงแดด วิธีที่ดีที่สุดก็คือ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ซึ่งอาจจะทำได้ยากในบางคนจึงควรสวมหมวกมีปีกและใส่เสื้อแขนยาว เลี่ยงการอาบแดด เลี่ยงการรับแสงแดดในช่วง 10.00- 15.00 น. และใช้ครีมกันแดดที่มีสาร SPF 15 ขึ้นไป

บริโภคผักและผลไม้วันละประมาณ 1/2 กิโล องค์การอนามัยโลกแนะอาหารที่จะช่วยป้องกันโรคจะต้องมีผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมขึ้นไป อาหารจากพืชจะให้ประโยชน์มากมาย วิธีที่จะบริโภคผักผลไม้มากขึ้นคือ รับประทานเป็นอาหารว่าง ซึ่งจะให้พลังงานต่ำ และมีสารอาหารสูงกว่าขนมหวานหรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ เช่น แครอท โยเกิร์ต ผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย ถั่วเปลือกแข็ง (เล็กน้อย) เวลาการบริโภคอาหารว่าง คือช่วงเวลาที่รู้สึกหิวระหว่างมื้อ แต่ควรแยกความหิวและความอยากโดยเฉพาะในคนที่ลดน้ำหนัก ผู้บริหารที่จะต้องประชุมบ่อยๆควรเลือกอาหารว่างเป็นผลไม้หรือสลัด หรือเครื่องดื่มแคลอรีต่ำๆแทนขนมหวาน ดื่มน้ำผลไม้ น้ำดื่มสมุนไพร แทนการดื่ม ชา กาแฟจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นและยังได้แคลอรีต่ำช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัวอีกด้วย

เลือกเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ได้แก่น้ำเครื่องดื่มสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล น้ำผลไม้ และผลิตภัณฑ์นม ร่างกายต้องการน้ำในชีวิตประจำวันในปริมาณแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และกิจกรรม

นอกจากนี้ ในช่วงเวลานี้ ขอให้ทุกท่านสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างตรวจคัดกรองอุณหภูมิ และสแกนไทยชนะเป็นประจำ เพื่อการหลีกเลี่ยงการมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนให้มีสุขนิสัยที่ดีตามที่แนะนำมาก็จะช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน…แต่ไม่อ่อนแอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/556314

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน...แต่ไม่อ่อนแอ

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน…แต่ไม่อ่อนแอ

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พ่อแม่หลายคนรู้ดีว่าการจะเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดี เป็นเด็กเก่ง ฉลาดรอบรู้และสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ที่ดูเหมือนจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน…ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมักดูแลเอาใจใส่และเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และทักษะด้านต่างๆ ตลอดจนโภชนาการที่ดีควบคู่กันไป เพื่อให้ลูกรักได้เติบโตอย่างมีศักยภาพ ควบคู่กับจิตใจที่อ่อนโยน ดีงาม และแข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข วันนี้มีคำแนะนำจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยแนวทางการเลี้ยงลูกให้เป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอมาฝากกัน ดังนี้

ให้เวลากับลูก แม้เวลาส่วนใหญ่ของคุณจะหมดไปกับการทำงาน การแบ่งเวลาคุณภาพสำหรับลูก ในการพูดคุย รับฟัง ชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำความดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติ และแสดงความรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรักความผูกพัน ความมั่นคงทางอารมณ์และการรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูก เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าคุณรักและห่วงใยลูกเสมอ พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างทุกเมื่อ

คำพูดและน้ำเสียงที่อ่อนโยน การพูดจากับลูกมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากพ่อแม่พูดจา กับลูกด้วยความโมโห ขึ้นเสียง ตวาดใส่ ด้วยอารมณ์รุนแรงบ่อยๆ ลูกก็จะซึมซับอารมณ์ที่ว่านี้ไป เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นเด็กที่มีอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดง่าย ก้าวร้าว ไม่อ่อนน้อมกับคนอื่น ฉะนั้นพ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คำพูดที่ให้กำลังใจ ชื่นชม จะช่วยให้ลูกมีพลังบวก คิดดี พูดดีและทำแต่สิ่งดีๆ

พูดขอบคุณและขอโทษเสมอ สอนให้ลูกรู้จักกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” เมื่อมีผู้อื่นให้ความช่วยเหลือหรือให้สิ่งของ และ “ขอโทษ” เมื่อตนเองกระทำผิด รวมทั้งการกล่าว “ชื่นชม” เมื่อผู้อื่นทำความดีหรือประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกกันเป็นประจำตั้งแต่ในบ้านและการดำเนินชีวิตประจำวันลูกก็จะซึมซับ จดจำพฤติกรรมเหล่านี้จนคุ้นชิน และนำไปปรับใช้กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นการแสดงมารยาทการเข้าสังคมอย่างอ่อนน้อม

โลกสวยด้วยน้ำใจ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการฝึกให้ลูกรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันของตนเองก่อน และการทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยการฝึกให้ลูกช่วยเหลืองานบ้าน จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกสามารถทำได้ เช่น ช่วยเก็บของเล่นทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ ช่วยเก็บจาน ช่วยกันทำกับข้าว ปลูกต้นไม้ เก็บสิ่งของเหลือใช้ไปบริจาค การมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในครอบครัว ด้วยความรักและความเอื้ออาทร จะช่วยหล่อหลอมให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีน้ำใจ มีจิตใจที่เมตตา เอาใจใส่และชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่นต่อไป

สอนให้ลูกเข้าใจตัวเองและเคารพผู้อื่น การปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสเล่นกับเพื่อนอย่างอิสระหรือการเล่นกีฬา เป็นการฝึกการเข้าสังคมตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ลูกรู้เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นในสถานการณ์ต่างๆ ฝึกการอดทนรอคอย การช่วยเหลือซึ่งกัน รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการให้อภัย ลูกก็จะมีภูมิต้านทาน รู้สึกเข้มแข็ง มีความมั่นใจในตนเองในการตัดสินใจ พร้อมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ไม่ย่อท้อหรือพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค

การมีสัมมาคารวะ กับผู้ที่มีอายุมากกว่า โดยการยกมื้อไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” ทักทาย หรือกล่าว “ขอบคุณครับ/ค่ะ” เมื่อผู้ใหญ่ให้สิ่งของหรือความช่วยเหลือ หรือกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ” เมื่อมีคำพูดหรือกระทำการล่วงเกินท่าน การโค้งตัวลงเมื่อต้องเดินผ่านผู้ใหญ่ การให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ท่านในสิ่งที่ลูกช่วยได้ เช่น ลุกให้นั่ง ช่วยถือสิ่งของช่วยยกอาหารไปเสิร์ฟ เป็นการแสดงความเคารพ และการมีน้ำใจให้เกียรติผู้ที่มีอายุมากกว่า โดยเริ่มแสดงออกจากคนในครอบครัวและคนรอบข้าง เช่น สอนให้ลูกการยกมื้อไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” คุณพ่อคุณแม่ก่อนไปและกลับจากโรงเรียนเป็นประจำทุกวัน สอนลูกกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ”เมื่อเดินชนเพื่อน เป็นต้น

ให้ลูกใช้สื่ออย่างเหมาะสม การให้ลูกเล่นมือถือ ดูโทรทัศน์ เล่นเกม คุณต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับลูก โดยการสื่อสารพูดคุย คอยอธิบายเนื้อหาในสื่อนั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อสอนและป้องกันการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันคุณควรเลือกสรรสิ่งที่ลูกจะดูหรือเล่น ว่าสิ่งไหนเหมาะและไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น การดูยูทูบและเกมบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก เนื่องจากมีถ้อยคำและภาพพฤติกรรมที่รุนแรง น่ากลัว เป็นต้น พร้อมกำหนดเวลาที่ลูกจะดูหน้าจออย่างชัดเจน หากหมดเวลาแล้วลูกก็ต้องเลิกดู เลิกเล่นตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อลูกจะได้มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นบ้าง

การเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นการสอนที่สำคัญที่สุด เพราะเด็กจะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีในช่วงที่อายุยังน้อย พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างในการทำดี พูดดี คิดดี มีจิตใจดี มีเมตตาอ่อนโยน มีมารยาทการเข้าสังคมให้ลูกเห็นเป็นประจำสม่ำเสมอก่อน จนลูกจดจำและปฏิบัติตาม เช่น หมั่นพาลูกไปเยี่ยมเยียนดูแลปู่ย่าตายายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกได้ซึมซับเรื่องของการแสดงความรัก ความกตัญญู ความมีน้ำใจ การช่วยเหลือดูแลและการเอาใจใส่ต่อผู้อื่น ถือเป็นการฝึกให้ลูกเป็นคนมีจิตใจที่เมตตา เอาใจใส่และชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่นไปเองโดยไม่รู้ตัวแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะเป็นนิสัยติดตัวลูกไปจนโต

เพียงแค่คุณเข้าใจพัฒนาการตามวัยและเปิดโอกาสให้เด็กได้รับผิดชอบดูแลตัวเอง กล้าคิด กล้าทำผ่านการเรียนรู้กับทุกๆ สถานการณ์รอบตัว ลูกรักวัยซนก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เป็นเด็กดี เป็นที่รักและเอ็นดูของคนรอบข้างในสังคมที่กว้างขึ้น

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบนี้ ทั้งธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ล้วนประสบความยากลำบากทั้งสิ้น รวมทั้งองค์กรสาธารณกุศลด้วย มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้ช่วยเหลือผู้พิการให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมากว่า 30 ปีโดยเป็นสถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูคนพิการ ช่วยการฝึกอาชีพ การจัดหางานรวมทั้งการส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยให้ช่วยคนพิการทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วงโควิด-19 นี้ มูลนิธิประสบปัญหาเรื่องของการบริจาคลดลงอย่างมากไม่เพียงพอช่วยเหลือผู้พิการในอุปถัมภ์ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 342-3-04066-0 สาขาบางละมุง ใบเสร็จหักภาษีได้ รายละเอียด http://www.mahatai.org/โทรศัพท์ : 02-5724042

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ไม่อยากอ้วน น้ำหนักขึ้น ทำอย่างไรดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554761

Life & Health : ไม่อยากอ้วน น้ำหนักขึ้น ทำอย่างไรดี

Life & Health : ไม่อยากอ้วน น้ำหนักขึ้น ทำอย่างไรดี

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ คนส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้าน ดูแลลูกๆ ที่โรงเรียนให้เรียนที่บ้าน หรือต้องทำงานที่บ้านแทนไปที่ทำงาน เป็นเวลานาน จนหลายคนบ่นเรื่องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเรียกว่าได้โรคอ้วนมาแทน ปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ทำให้เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิดแล้วจะเกิดอาการรุนแรงและการรักษาได้ผลไม่ดีและอาจจะเกิดอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิดจนถึงเสียชีวิตได้ก็คือ ความอ้วน

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ(สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า การคำนวณค่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ที่นิยมใช้วัดค่าความอ้วน มีสูตร คือ สำหรับคุณผู้หญิง = ความสูง (เซนติเมตร) -110, สำหรับผู้ชาย = ความสูง (เซนติเมตร)-100 เมื่อได้ผลการคำนวณออกมาแล้วให้คุณลองเทียบน้ำหนักตัวปกติของคุณดูว่าเกิน 20% ของค่าที่คำนวณได้หรือไม่ เช่น ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่มีความสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนักที่ควรจะเป็นของคุณควรอยู่ที่ 50 (160-110) ฉะนั้น น้ำหนักที่มาตรฐานของคุณก็จะอยู่ระหว่าง 50-60 กิโลกรัม แต่ถ้าเกินกว่านี้นั่นก็แสดงว่าคุณมีน้ำหนักเกินมาตรฐานแล้ว

สามารถจำแนกลักษณะของความอ้วน เป็น 2 ลักษณะ คือ อ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล และอ้วนแบบลูกแพร์

l อ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล หรืออ้วนลงพุง (Visceral Obesity)โดยลองวัดเส้นรอบเอว และสะโพกดู ถ้าคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเส้นรอบสะโพก แสดงว่าคุณอ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล ซึ่งคนอ้วนที่อ้วนแบบนี้มักจะมีไขมันสะสมตามหน้าท้อง หรือกระจายอยู่แถวๆ กลางลำตัว ซึ่งการมีไขมันกระจุกอยู่กลางลำตัวนี้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพค่อนข้างสูงเพราะเป็นที่มาของโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

l อ้วนแบบลูกแพร์ หรืออ้วนทั้งตัว (Overall Obesity) คนอ้วนในกลุ่มนี้มักจะมีไขมันทั้งตัวมากกว่าปกติ และไขมันที่สะสมอยู่นั้นจะกระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยรอบ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และน่อง ซึ่งยาก
ต่อการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้หญิงเนื่องจากบริเวณสะโพก และน่องเป็นตำแหน่งที่ร่างกายใช้เตรียมน้ำนมจึงมีการสะสมไขมันอยู่เสมอ

ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล หรือลูกแพร์ ถ้าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะควบคุมหรือลดน้ำหนัก โอกาสที่รูปร่างที่สวยสมจะกลับมาเป็นของคุณอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป เมื่อคุณมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่เพียงทรวดทรงองเอวที่หายไป หรือความรู้สึกอึดอัด และสิ่งที่ตามมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่มากขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งเท่านั้น แต่ความอ้วนยังนำพาโรคร้ายมากมายมาฝากคุณด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูงโรคกระดูกและข้อเสื่อม โรคมะเร็งโรคเกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นต้น ซึ่งโรคร้ายเหล่านี้คุณหลีกเลี่ยงได้ถ้าเพียงแต่หันมาใส่ใจกับการควบคุมน้ำหนักตัวสักนิด สนใจออกกำลังกายกันอีกหน่อย คุณก็ไม่ต้องทรมานแบกทั้งน้ำหนัก และเจอโรคร้ายเหล่านี้

กินแบบไหนไม่มีอ้วน สำหรับคุณสาวๆ ที่อยากจะควบคุมน้ำหนักให้คงที่ หรือลดน้ำหนักลงให้มีรูปร่างและสุขภาพที่ดี การเตรียมตัวและเตรียมใจก่อนนับเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการเตรียมตัวเตรียมใจในเรื่องของอาหารการกิน ที่ต้องปฏิวัติการกินแบบตามใจปากให้ได้แผนที่จะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จก็คือ

l กำหนดแผนการลดความอ้วนโดยสัปดาห์หนึ่ง ควรลดปริมาณพลังงานให้ได้ 3,500-7,000 แคลอรีต่อสัปดาห์ หรือวันละประมาณ 500 แคลอรี เพราะการลดน้ำหนักที่ถูกต้องไม่ควรหักโหมมาก เพราะอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้

l สร้างทัศนคติที่ว่า “เรากินอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น” ให้เกิดกับตัวเอง

l คุณควรหัดดื่มน้ำก่อนกินข้าวเพื่อถ่วงกระเพาะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้ หรือกินเม็ดแมงลักควบคู่ไปด้วยก่อนกินข้าวสักครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้รู้สึกอิ่มและทำให้กินข้าวได้น้อยลง

l เลี่ยงอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูป

l เตรียมภาชนะขนาดเล็กไว้เพื่อกินอาหาร เพื่อที่คุณจะได้ตักข้าวได้น้อยลง

l เพิ่มอาหารเผ็ดในมื้ออาหารเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนของพริกจะช่วยให้ร่างกายคุณเพิ่มการใช้พลังงานในการเผาผลาญ และยังทำให้คุณดื่มน้ำมากเป็นการลดแคลอรีทางหนึ่ง

l สั่งอาหารกับแกล้มแทนอาหารจานใหญ่ หากคุณต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน พยายามสั่งอาหารที่เป็นประเภทกับแกล้มมากิน ไม่ใช่อาหารจานใหญ่ เพราะมีแคลอรีน้อยกว่า แต่ต้องไม่ใช่อาหารประเภททอดเด็ดขาด

l หยุดทันทีที่อิ่ม เมื่อกินข้าวไปได้ครึ่งจานแล้วรู้สึกอิ่มให้หยุดกินทันที เพราะการกินอาหารด้วยความเสียดายทำให้น้ำหนักคุณเพิ่ม

l ลดปริมาณข้าวลงครึ่งหนึ่งของที่เคยตัก และพยายามนั่งกินให้ไกลจากหม้อข้าว และหม้อแกง เพื่อที่คุณจะได้ลำบากในการเดินไปตักใหม่หลายๆ รอบ

l เปลี่ยนนิสัยในการตักอาหารเข้าปาก ตักให้ช้าลง รวมถึงเคี้ยวให้ช้าลง และนานขึ้นด้วย เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

l กินซีเรียลชิ้นใหญ่ๆ เพราะมันจะทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และหนักท้องกว่าซีเรียลชิ้นเล็กๆ

l นั่งกินเป็นที่ การนั่งกินที่โต๊ะอาหารนั้นดีที่สุด เพราะการเดินกินไม่เป็นที่ จะทำให้คุณกินมากแบบไม่รู้ตัว

อันที่จริงการเตรียมตัวเพื่อลดน้ำหนักนั้นไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร เพียงแต่คุณมีความตั้งใจจริงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการมีหุ่นดีก็จะสำเร็จลงได้ ทั้งนี้ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆ ด้วยการพักผ่อนอย่างพอเพียง การออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส หัดมองโลกในแง่ดี เป็นต้น อย่าลืมว่าต้องปฏิบัติให้ได้ตามขั้นตอนที่คุณเตรียมไว้ด้วย เพราะไม่งั้นสิ่งที่ทำไปทั้งหมดก็สูญเปล่าและคุณก็ยังคงอ้วนเช่นเดิม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ออกกำลังกาย ฟิตร่างกายเตรียมสุขภาพต้านโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/553128

Life & Health : ออกกำลังกาย ฟิตร่างกายเตรียมสุขภาพต้านโควิด

Life & Health : ออกกำลังกาย ฟิตร่างกายเตรียมสุขภาพต้านโควิด

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยามนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งกับทุกคน การดูแลเรื่องโภชนาการ การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดและสิ่งเสพติดเป็นการสร้างสุขภาพดีเพื่อสู้โรคภัยต่างๆ ได้ นอกจากนี้ การออกกำลังกายก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการสร้างสุขภาพที่ดี ปีใหม่นี้หลายคนอาจตั้งใจออกกำลังกายเพื่อสร้างสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น สร้างกล้ามเนื้อให้ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม หรือลดน้ำหนักตัวให้รูปร่างดี

ข้อมูลจาก ดร.คุณัตว์ พิธพรชัยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา มาแนะนำให้รู้จักกับการออกกำลังกายแบบ “คาร์ดิโอ” และ “เวทเทรนนิ่ง”กันว่าต่างกันอย่างไร รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างถูกต้องได้อย่างไร

เรามักพูดสั้นๆ ว่า คาร์ดิโอ(Cardio) ซึ่งย่อมาจาก Cardiovascular Endurance Exercise เป็นการฝึกความอดทนในการออกกำลังกายหรือแอโรบิกที่เน้นให้มีอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจเพิ่มมากขึ้นจะมีการส่งออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจและปอดให้แข็งแรง ปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ ที่สำคัญยังช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายให้สูงขึ้น ช่วยลดไขมันในร่างกาย รวมถึงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียด เสริมภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ชะลอความเสื่อมของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งลดน้ำหนักตัว ได้ความฟิตทั้งร่างกาย หัวใจและสมองไปพร้อมๆ กัน

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ คาร์ดิโอแบบแรงกระแทกต่ำ เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ควรออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยาน
ว่ายน้ำ เดิน สำหรับ คาร์ดิโอแบบแรงกระแทกสูง เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกระดูก หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปควรวิ่งเหยาะๆ วิ่งไกล เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิกหรือกระโดดเชือกไม่ว่าจะเลือกวิธีการออกกำลังกายแบบไหน ขอให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที ในความหนักระดับต่ำหรือเบาก่อน และความยากที่เหมาะสมกับตัวเอง

เวทเทรนนิ่ง (Weight Training) หรือการยกน้ำหนัก เป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้น้ำหนักหรือแรงต้านจากอุปกรณ์ต่างๆ หรือน้ำหนักของตัวเอง เมื่อฝึกเป็นประจำจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น สามารถต้านทานกับแรงหรือน้ำหนักต่างๆได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่าการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวัน (RMR) สูงขึ้น เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงมีรูปร่างกระชับสมส่วน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการบริหารร่างกายให้ฟิตและเฟิร์ม มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง อย่างมีสุขภาพดี และหนุ่มๆ ที่ต้องการซิคแพ็คสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ และลดไขมันส่วนต่างๆ ได้อย่างเห็นผล

 ในช่วงแรกอาจจะเริ่มจากแค่การใช้น้ำหนักตัวก่อนได้ เช่น การวิดพื้น สควอท หรือการโหนบาร์ เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น แล้วจึงค่อยเพิ่มแรงต้านให้กับกล้ามเนื้อ ด้วยการใช้อุปกรณ์เวทเทรนนิ่ง เช่น ดัมเบล บาร์เบล ตุ้มน้ำหนัก และเครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเล่นเวทเทรนนิ่งให้ได้ผลจะมีเทคนิคและหลักการต่างๆ ตั้งแต่การเลือกน้ำหนักให้เหมาะสม จำนวนเซทที่เล่น การจัดตารางการเล่น และความถูกต้องของท่าในการฝึก ในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที และเล่นแค่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากการใช้น้ำหนักเบาๆ ก่อน เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักในการฝึกให้มากขึ้นมิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือกระดูกหักได้

ออกกำลังกายกับการดูแลสุขภาพ

การออกกำลังกายให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเล่นคาร์ดิโอควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระชับสัดส่วนของร่างกาย แต่การที่จะเลือกประเภทหรือชนิดของการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความชอบ รวมถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพของแต่ละคน ขณะเดียวกันการออกกำลังกายเป็นประจำ โดยไม่มีการพักฟื้นก็อาจทำให้ร่างกายทรุดโทรม และเกิดภาวะอักเสบได้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า จึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลายดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะในร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึงร้อยละ 70 รวมถึงช่วยป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ

ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายประเภทไหนและช่วงเวลาใดจะต้องอบอุ่นร่างกาย (Warm Up)ก่อนออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ลดการบาดเจ็บเมื่อออกกำลังกายเสร็จ เราก็ควรผ่อนคลายร่างกาย (Cool Down) โดยเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ปรับการทำงานของร่างกายให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ใช้เวลาอย่างน้อย 5-15 นาที

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารอช้า หมั่นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง หุ่นดี มีกล้าม ฟิตแอนด์เฟิร์ม ตั้งแต่ต้นปี ถ้าพร้อมกันแล้ว เริ่มออกกำลังกายเพื่อเตรียมสุขภาพที่ดีต้านโควิดกันดีกว่า

เพิ่งจะผ่านเทศกาลตรุษจีนไปไม่นาน หากใครอยากจะทำบุญช่วยเหลือผู้พิการให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ องค์กรสาธารณกุศลประเภทสถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูคนพิการ รวมทั้งช่วยการฝึกอาชีพ การจัดหางาน การส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยให้ช่วยคนพิการทั่วประเทศมากว่า 30 ปีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในช่วงสถานการณ์วิฤกติโควิด-19 นี้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ประสบปัญหาเรื่องของการบริจาคลดลงอย่างมากส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนผู้พิการให้มีอาชีพ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันบริจาคสิ่งของจำเป็นหรือเงินได้ที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 342-3-04066-0สาขาบางละมุง ใบเสร็จนำหักภาษีได้โทรศัพท์ 02-5724042

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ