Life & Health : ส.ว.(สูงวัย)อย่างมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/416386

news_default

Life & Health : ส.ว.(สูงวัย)อย่างมีคุณภาพ

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ส.ว. (สูงวัย)” เป็นวัยที่ร่างกายของคนเราทั้งในหญิงและชายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ อวัยวะต่างๆ เริ่มทำงานลดลงและเริ่มเสื่อม หรือพูดง่ายๆ ว่าเริ่มชราลงนั่นเอง สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัย ที่มีโครงสร้างประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์อีกไม่ช้า เมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสังคมไทย

ข้อมูล จาก พญ.นัชชา เรืองเกียรติกุลกลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์และประมาณประชากรในปี 2583 ว่าจำนวนผู้สูงอายุในช่วงวัย 60-69 ปี จะเพิ่มสูงขึ้น 14% ช่วงวัย 70-79 ปี เพิ่มขึ้น 12% และช่วงอายุ 80-89 ปี เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนอกจากการเตรียมพร้อมสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว การพัฒนาผู้สูงอายุให้มีศักยภาพสามารถพึ่งตนเองได้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษซึ่งแตกต่างจากวัยผู้ใหญ่ทั่วไป ผู้สูงวัยไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สมอง ความสามารถ ฯลฯ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความตื่นตัว เตรียมการเพื่อรองรับและดูแลประชากรสูงวัยมากขึ้น สำหรับ“ ส.ว.(สูงวัย)” สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุ คือ

1.อายุระหว่าง 60-69 ปี คือผู้ที่เพิ่งเริ่มย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพแข็งแรงดี อาจมีโรคประจำตัวบ้าง เช่น เบาหวาน ความดันดังนั้นการดูแลจะเน้นไปที่การป้องกันหรือประเมินหาความเสี่ยงของโรค เช่น ตรวจภาวะกระดูกพรุน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะทราบว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็อายุ 80 ปีไปแล้ว

2.อายุระหว่าง 70-85 ปี เป็นช่วงอายุที่เริ่มมีโรคประจำตัวมากขึ้นช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ขณะเดียวกันผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก็อยากจะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเป้าหมายของการดูแลจึงเป็นการทำให้ผู้สูงอายุคงคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดูแลสุขภาพร่างกาย เช่น ดูแลกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อไม่ให้ติด ช่วยให้ผู้สูงอายุเดินได้แม้มีภาวะเข่าเสื่อม และได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเพียงเป็นต้น

3. อายุตั้งแต่ 86 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่พึ่งตัวเองได้ลดลงและต้องการการดูแลจากลูกหลานญาติพี่น้อง พยาบาลหรือผู้ดูแลพิเศษ ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุในช่วงวัยนี้จะเป็นการอบรมหรือให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลในเรื่องต่างๆ อาทิ โภชนาการ กายภาพบำบัด และให้ผู้ดูแลเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สมอง ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ฯลฯ จึงเป็นช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่กลัว ดังนั้นการได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆก็จะช่วยให้ผู้สูงวัยได้ปรับตัว และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งบุตรหลานหรือผู้ใกล้ชิดมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยได้อยู่อย่างมีความสุข โดยให้เกียรติและให้ท่านมีความภาคภูมิใจ ท่านจะรู้สึกว่าตนเองยังมีความสำคัญต่อครอบครัวยังมีคนห่วงใยคอยดูแลอยู่ทำให้ท่านรู้สึกอบอุ่นใจ สามารถที่จะต่อสู้กับชีวิตในวัยสูงอายุได้อย่างมีความสุขและสง่างาม…

ผู้สูงวัยจะต้องปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขสมวัย ด้วยการปฏิบัติตัวง่ายๆ คือ…

1.เตรียมใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของวัยนี้ เช่น สูญเสียสมรรถภาพทางกาย ลูกหลานจากไปมีครอบครัว หรือทำงานในเวลากลางวัน บางครั้งต้องอยู่ตามลำพังคนเดียว เป็นต้น

2.ดูแลสุขภาพอนามัยให้ถูกต้องเช่น ดูแลสุขอนามัยของช่องปากรับประทานอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่มีโปรตีนปานกลาง ไขมันน้อย วิตามินมากเน้นผัก ผลไม้ ไฟเบอร์และน้ำ รับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักธงโภชนาการ เป็นต้น

3.เฝ้าระวังและชะลอความเสื่อมของร่างกาย โดยช่วยเหลือตนเองในการประกอบกิจวัตรประจำวันให้ได้มากที่สุด เพิ่มความกระฉับกระเฉง

4.ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย มีความหลากหลาย และเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อชะลอความเสื่อมด้านร่างกายและสมอง

5.ไม่ควรคิดถึงอายุซึ่งล่วงเลยไปหรืออดีตด้วยความวิตกกังวล ควรสร้างความภาคภูมิใจในประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

6.ผู้สูงอายุมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกันตามความรู้ความสามารถและความถนัด ดังนั้นผู้สูงอายุสามารถปรึกษาเรื่องที่ไม่เชี่ยวชาญจากผู้อื่นได้ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายในการปรึกษาปัญหาต่างๆ จากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าตน

7.พยายามเข้าใจสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิด ความเชื่อ หรือหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันอาจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มวัย ซึ่งความเข้าใจนี้จะช่วยให้ลูกหลาน และคนรอบข้างรู้สึกอบอุ่น ครอบครัวมีความสุข

8.ควรมีการพักผ่อนหย่อนใจและทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความเพลิดเพลินใจ ทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ รู้จักสร้างอารมณ์ขันและพัฒนาทักษะการเข้าสังคมเพื่อกระตุ้นสมองและความจำ เช่น ปลูกต้นไม้ เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ ทำกิจกรรมสังคม ไปวัดทำบุญศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นต้น

9.ในขณะที่ยังทำงานมีรายได้ก็ควรจัดการทรัพย์สิน ลงทุนและออมทรัพย์ไว้เพื่อจุนเจือใช้จ่ายในวัยสูงอายุเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

10.ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังภาวะโรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น หากมีโรคประจำตัวควรพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง รับประทานยาสม่ำเสมอ

สังคมไทยต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเข้าสู่ “สังคม ส.ว. ” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเตรียมพร้อมระดับประเทศ ทั้งการออกนโยบายและแผน การจัดสวัสดิการสังคมต่างๆ การปรับมุมมอง การเปลี่ยนความคิดจากผู้สูงวัยที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นมาเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เพื่อจะได้การก้าวสู่การเป็น ส.ว. หรือผู้สูงวัยที่มีคุณภาพและสง่างาม

ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสมทบช่วยเหลือผู้ป่วยสูงวัยด้อยโอกาส โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี”ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หมายเลขบัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้…ชะลอวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414971

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้…ชะลอวัย

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุคนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญขึ้นมากแต่ยังมีวิธีที่สามารถทำได้ไม่ยากและไม่ต้องเสียเงินมากซึ่งเป็นการชะลอวัยโดยใช้วิธีธรรมชาติเน้นการมีสุขภาพที่ดีตลอดอายุของคนเรา วันนี้มีเคล็ดลับจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ มาฝาก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ร่างกายได้สารอาหารเพื่อชะลอวัยอย่างเพียงพอ เพราะทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตเร่งรีบแข่งกับเวลาจนลืมที่จะใส่ใจกับการเลือกสรรการกินที่จะเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย แทนที่จะได้สารอาหารดีๆ บำรุงเลี้ยงเซลล์ในร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ กลับกลายเป็นเติมสารเร่งแก่ให้กับร่างกาย

ความแก่เป็นผลมาจากการที่เซลล์ในร่างกายเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลที่ตามมาคือการทำงานของอวัยวะค่อยๆลดลง และรูปลักษณ์ภายนอกเริ่มเปลี่ยนไป อนุมูลอิสระสารเร่งแก่เร่งโรค อนุมูลอิสระเป็นผลพวงจากการทำงานในระบบเผาผลาญของร่างกายที่ต้องหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใช้ในร่างกาย ปฏิกิริยาเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน ในขณะเดียวกันอนุมูลอิสระจากปัจจัยภายนอกร่างกายอาจมาจากการสูบบุหรี่ หรือหายใจเอาควันบุหรี่ ควันรถเข้าไป ดื่มแอลกอฮอล์กินอาหารไขมันสูง อยู่ในที่มีมลพิษ หรือได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์มากไปเป็นประจำ ทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้นถ้าเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลล์อ่อนแอลงโปรตีนก็แปรเปลี่ยนสภาพยีนหรือดีเอ็นเอ กลายพันธุ์ เซลล์ถูกทำลายหรือตายลง ฉะนั้นอนุมูลอิสระที่สะสมในร่างกายจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แก่ก่อนวัย และมีโรคตามมา เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง กระดูกพรุนอัลไซเมอร์ เป็นต้น

สารแอนติออกซิแดนท์ต้านแก่ ต้านโรค

โชคดีที่ร่างกายเรามีวิธีการรับมือกับอนุมูลอิสระ 2 วิธี คือ วิธีแรก โดยธรรมชาติให้มาโดยที่ร่างกายสามารถสร้างสารแอนติ
ออกซิแดนท์ต่อต้านอนุมูลอิสระเองได้ในรูปเอนไซม์หลายๆ ชนิด สารแอนติออกซิแดนท์จะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังอนุมูลอิสระหรือยับยั้งฤทธิ์อนุมูลอิสระ อีกวิธีหนึ่งโดยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงเพื่อให้เพียงพอกับการต้านอนุมูลอิสระ สารแอนติออกซิแดนท์เป็นศัตรูสำคัญของอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อถูกทำลาย สารแอนติออกซิแดนท์ ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมายในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับวัยที่เพิ่มขึ้น เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อมนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานซึ่งมีผลในการป้องกันโรค และการติดเชื้อ ป้องกันระบบประสาทและสมองจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ทำให้ความจำเสื่อม ช่วยการทำงานของนาฬิกาในร่างกาย ป้องกันหรืออย่างน้อยที่สุดชะลอวัย

งานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยป้องกันไม่ให้เราแก่ก่อนวัย และสารต้านอนุมูลอิสระนั้นมีมากในผัก ผลไม้ ที่เราสามารถกินได้ทุกวันคนที่มีระบบแอนติออกซิแดนท์ในร่างกายดีจะดูอ่อนวัย สุขภาพดี มีความคิดความอ่านไวไม่เฉื่อยชา มีงานวิจัยมากมายที่รายงานว่าผู้ที่กินสารแอนติออกซิแดนท์มาก จะมีระดับสารแอนติออกซิแดนท์ในเลือดสูง และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง ต้อกระจก ข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังแข็งแรงและกระฉับกระเฉงกว่าผู้ที่มีระดับสารแอนติออกซิแดนท์ในเลือดต่ำ

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ สารแคโรทีนอยด์ วิตามินซี วิตามินอี และสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ ผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุนและบิลเบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่ ผักที่มีสารแอนติออกซิแดนท์มากที่สุดตามข้อมูลการวิจัย ได้แก่ บร็อคโคลีกระเทียม ต้นกระเทียม ต้นหอม แรดดิชสปินิช (ผักโขม) หัวหอม บีทรูท อาร์ติโชก เป็นต้น

การเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกาย

เราจะมีวิธีการเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกายได้ไม่ยาก เพียงกินผักผลไม้ให้หลากหลายสี อย่างน้อยที่สุดวันละ 5-8 อุ้งมือ ธัญพืชไม่ขัดสีวันละ 3 อุ้งมือ เราก็จะได้สารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ สีของผักผลไม้บ่งบอกถึงสารอาหารต่างๆ กันที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีข้อแนะนำดังนี้

-กินผักใบเขียวจัดวันละ 1-2 อุ้งมือ เพราะมีกรดโฟลิก (วิตามินบีชนิดหนึ่ง) และสารลูทีนสูง กรดโฟลิกช่วยสร้างเม็ดเลือดป้องกันโลหิตจาง ลดความเสี่ยงโรคหลอดประสาททารกในครรภ์เปิด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สมองเสื่อม สารลูทีนช่วยบำรุงสายตา หัวใจ และป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีสูง ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและชะลอวัย

-กินผักหรือผลไม้สีเหลืองหรือส้มจัด เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ข้าวโพดหวาน คะน้า มะม่วงสุก มะปราง ขนุน แคนตาลูป กล้วยไข่เป็นต้น จะได้สารเบต้าแคโรทีนซึ่งร่างกายเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ บำรุงสายตา ช่วยการมองเห็นในที่มืด บำรุงผิวพรรณ ต้านการติดเชื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน ร่วมเสริมสร้างสุขภาพกระดูก ผักใบเขียวก็ยังมีเบต้าแคโรทีนสูง แต่สีของ
คลอโรฟิลล์จะบดบังสีของเบต้าแคโรทีน เช่นบร็อคโคลี คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น

-กินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงวันละอย่าง เพื่อป้องกันต้อกระจกซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดในผู้สูงวัย โรคหัวใจและมะเร็ง นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยให้แผลหายเร็ว รักษาสุขภาพเหงือกและฟัน ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง สับปะรด กีวี มะขามป้อมส่วนในผัก ได้แก่ พริกหวาน มะเขือเทศ บร็อคโคลี

-กินผักและผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินเข้มเช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ พลัม หรือพรุนสด แบล็คเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หอมแดง มันที่มีเนื้อสีแดง แรดดิช มีสารแอนโธไซยานิดินส์ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของตา เสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือด ช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

-กินผักและผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศหรือผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ พริกหวานสีแดง แตงโม ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ร่างกายจะดูดซึมสารไลโคพีนได้มากขึ้นหากผักดังกล่าวถูกปรุงด้วยความร้อน

เราจะเห็นมหัศจรรย์ในการชะลอวัยจากการบริโภคผักผลไม้ทุกวัน และจะเห็นผลเร็วขึ้นเมื่อเลือกบริโภคธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องลูกเดือย ขนมปังโฮลวีต วันละ 6 อุ้งมือเป็นอย่างน้อยแทนข้าวหรือขนมปังขัดขาว บริโภคอาหารโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันถั่วเมล็ดแห้ง หรือเต้าหู้ รวมวันละ 150-200 กรัมและอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมไขมันต่ำหรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ดื่มน้ำให้มากพออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดละความเครียด เท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายอ่อนกว่าวัย สุขภาพดีอยู่เสมอ แล้วอายุจะเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดูแลชะลอความเสื่อมของหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/412203

LIFE&HEALTH : การดูแลชะลอความเสื่อมของหัวใจ

LIFE&HEALTH : การดูแลชะลอความเสื่อมของหัวใจ

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการป้องกันความเสื่อมหรือความแก่ชราแบบบูรณาการนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องชะลอความชราของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ถึงแม้ว่าอวัยวะทุกอย่างในร่างกายของเราจะมีความสำคัญในแต่ละหน้าที่ แต่การดูแลนั้นคงจะต้องไล่ตามลำดับของความจำเป็นของอวัยวะ ต้องเริ่มชะลอความชราของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยเริ่มตั้งแต่ การดูแลหัวใจไม่ให้แก่ การชะลอวัยกระดูกและการชะลอวัยสมอง เป็นต้น

การดูแลหัวใจไม่ให้แก่

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า หัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อชนิดพิเศษที่จะทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เกิดโดยไม่มีเวลาที่จะหยุดพัก โดยหัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตที่ผ่านการฟอกที่ปอดเพื่อที่จะนำส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังทุกอวัยวะของร่างกายและสูบกลับเลือดจากอวัยวะต่างๆ กลับมาฟอกที่ปอดเพื่อที่จะส่งโลหิตที่ดีออกไปอีกครั้ง ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดต่างๆที่ไปเลี้ยงร่างกายนั้นจะทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเวลา และโลหิตที่ดีที่ไหลเวียนออกจากหัวใจก็จะถูกสูบฉีดเข้าหลอดเลือด อย่างไรก็ตามในการดำรงชีวิตของคนเรานั้นต้องอาศัยพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน เมื่อได้พลังงานแล้วย่อมมีของเสียที่เกิดจากการใช้พลังงานที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งจะมีส่วนในการทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้โดยอนุมูลอิสระทำให้ผิวของไขมันขรุขระและไปเกาะติดกับผนังของหลอดเลือดทำให้เกิดการอักเสบตามมาจากการที่เม็ดเลือดขาวพยายามที่จะกำจัดไขมันที่มาเกาะผนังหลอดเลือดและมีการหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งจะเกาะกันเป็นแพหรือที่เรียกว่า คราบไขมัน (Plague) ที่เมื่อมีมากเข้าก็จะเกิดการตีบตันของหลอดเลือดในระบบต่างๆ ที่สำคัญก็คือถ้าเกิดขึ้นที่หลอดเลือดหัวใจก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนและอาจจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ซึ่งเป็นอันตรายเป็นอย่างมาก

สัญญาณเตือนแรกๆที่จะต้องระวังก็คือ ภาวะความดันโลหิตสูง ที่จะเกิดล่วงหน้าก่อนที่หลอดเลือดจะตีบตัน และถ้ามีปัจจัยเสี่ยงจำพวก ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูงหรือ น้ำหนักเกิน และเป็น โรคอ้วน รวมทั้งการไม่ออกกำลังกายด้วย ยิ่งจะมีโอกาสเกิดปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้มากขึ้น

การดูแลสุขภาพของหัวใจให้แข็งแรงและไม่แก่ชราก่อนวัยนั้น นอกจากการดูแลสุขภาพแบบชะลอวัยโดยรวมแล้ว การรับประทานอาหารที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของโลหิต เช่น น้ำมันปลาที่มีไขมันชนิดดีที่ชื่อ ดีเอชเอและอีพีเอ นั้นนอกจากจะทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีแล้วยังช่วยลดอาการอักเสบที่จะทำให้เกิดคราบไขมันได้อีกด้วย นอกจากนี้การรับประทานกระเทียมก็มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันเช่นเดียวกับการดื่มชาเขียว มีงานศึกษาวิจัยทางการแพทย์มีข้อยืนยันว่าการได้รับโคเอ็นไซม์คิวเท็นในปริมาณ 100-200 มิลลิกรัมต่อวันนั้นมีส่วนช่วยในการเพิ่มพลังงานให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ทำงานหนักและเคร่งเครียดรวมทั้งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

ที่สำคัญที่สุดที่ต้องเน้นการปรับวิถีชีวิตที่จะชะลอความเสื่อมของระบบหัวใจและหลอดเลือดก็คือ ต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและป้องกันความเครียดไม่ว่าจะเป็นจากการพักผ่อนที่พอเพียงหรือมีการสันทนาการที่เหมาะสมกับวัย รวมทั้งการเรียนรู้ที่จะฝึกคิดในทางบวกเป็นประจำ สารอาหารบางชนิดอาจจะช่วยลดความเครียดลงได้เช่น วิตามินบีรวมที่มีประสิทธิภาพและวิตามินซีที่จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่จะทำลายเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อชะลอวัย

การมีน้ำหนักที่เกินและโรคอ้วนนั้นเป็นศัตรูร้ายต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีโดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุง (MetabolicSyndrome) จะมีอันตรายมากกว่า เพราะในไขมันที่พอกพูนอยู่ที่ส่วนกลางลำตัวรวมทั้งภายในผังพืดภายในช่องท้องนั้นจะสร้างสารที่ชื่อ “เลพติน” ที่จะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเพศทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนที่จะลุกลามไปถึงฮอร์โมนตัวอื่นด้วย เช่น ฮอร์โมนอินซูลิน จนเป็นผลทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่จะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์หรือไขมันชั้นเลวที่จะไปอุดตันเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น และมีผลทำให้เกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงตามมาซึ่งเมื่อกระบวนการนี้เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ยิ่งไปกว่านั้นการมีน้ำหนักตัวที่เกินยังมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศและทำให้มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงรวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าหรือข้อสะโพกตามมาได้ ในการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในมาตรฐานจึงมีความสำคัญและเป็นพื้นฐานการมีไลฟ์สไตล์แบบชะลอวัย จึงควรปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ดังนี้

๑.รับประทานมื้อเช้าให้เต็มที่ ซึ่งจะทำให้อิ่มได้นานและไม่หิวโหยในมื้อเย็น อาหารมื้อเย็นนั้นจะต้องมีปริมาณแป้งและน้ำตาลจำนวนน้อยๆ หรือไม่มีเลย แต่ให้เน้นพืชผัก ผลไม้สดและโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ การคุมปริมาณของอาหารนั้นเป็นการลดจำนวนแคลอรี่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของยีนที่กันแก่ ชื่อว่า SIRT1 ที่จะทำให้มีการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราออกมาดีมากขึ้น

๒.ออกกำลังกายแบบที่เรียกว่าคาร์ดีโอ ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าอัตราปกติอย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ถ้าทำได้เป็นประจำจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยเฉพาะไขมันชนิดไม่ดี โดยการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30-45 นาทีทุกวัน

๓.การควบคุมปริมาณของพลังงานจากอาหารและการออกกำลังกายร่วมกัน เรียกว่า Caloric Restriction with Exercise ถ้าทำร่วมกับการรับประทานวิตามินรวมและแร่ธาตุที่จำเป็นเพื่อป้องกันการขาดแคลนสารอาหารแต่ได้พลังงานน้อยนั้น เป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะควบคุมน้ำหนักและยังมีประโยชน์ในการชะลอวัย เพราะไปกระตุ้นยีนที่กันแก่ชราดังกล่าวข้างต้นด้วย

๔.การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ การนอนหลับสนิทก่อนเที่ยงคืนและปิดไฟนอนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่จะช่วยต่อต้านความแก่ชรา

๕.การปรับความสมดุลของฮอร์โมนต่างๆเมื่ออายุมากขึ้นระดับของฮฮร์โมนต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักอันได้แก่ ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่ชื่อ ดีเอชอีเอ ฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรน และฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่ชื่อ GrowthHormone จะลดลงทำให้การเผาผลาญอาหารไม่ดีการปรับสมดุลของฮฮร์โมนทั้งหมดดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเสริมฮอร์โมนธรรมชาติเข้าไปก็จะสามารถทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อชะลอการเสื่อมของหัวใจข้างต้นนี้ ร่วมกับการฝึกคิดในทางบวก ลดความเครียดด้วยวิธีการต่างๆที่จะช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เช่น การนวดผ่อนคลายหรือการหาเวลาเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนสุดสัปดาห์ร่วมกับคนที่รักและครอบครัว เพียงเท่านี้ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของหัวใจที่จะเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังผิดรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/410986

Life & Health : การผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังผิดรูป

Life & Health : การผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังผิดรูป

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปกติแล้วกระดูกสันหลังของคนเราจะตรงแต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคดจะมีแนวกระดูกที่โค้งช่วงเดียวหรือเป็นรูปตัว “C” หรือมีแนวกระดูกโค้งสองช่วงหรือเป็นรูปตัว “S” โดยจะคดไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาก็ได้ ส่วนอาการของโรคกระดูกสันหลังคด เช่น ไหล่ไม่เท่ากัน กระดูกสะบักนูนไม่เท่ากัน เอวไม่เสมอกัน สะโพกสองข้างสูงต่ำไม่เท่ากัน ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้น กระดูกสันหลังนอกจากจะโค้งไปทางด้านใดด้านหนึ่งแล้ว ยังอาจหมุนหรือบิดตัว ทำให้ซี่โครงด้านหนึ่งยื่นออกมามากกว่าอีกด้านหนึ่ง เห็นเป็นก้อนนูนทางด้านหลังได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์อธิคม เมธาเธียรนายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่ากลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลราชวิถี ได้พัฒนาเทคนิคการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังผิดรูป คือ

1.กระดูกสันหลังคดอย่างรุนแรงในเด็กด้วยวิธี Full Vertebral Column Resection และ

2.การรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด AS (Ankylosing Spondylitis)

โดยกรณีที่ 1 กระดูกสันหลังคดในเด็กมีสาเหตุมาจากโรคระบบประสาทท้าวแสนปม และผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดดามเหล็ก แต่เกิดการหักของเหล็กที่ยึดตรึงกระดูกไว้ ทำให้กระดูกไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลังคดโก่งอีกครั้งอย่างรุนแรง และผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขซ้ำอีกครั้ง

ผู้ป่วยได้ถูกส่งต่อมารับการรักษาที่รพ.ราชวิถีผู้ป่วยได้รับการ ผ่าตัดด้วยวิธี Full Vertebral Column Resection คือการตัดปล้องกระดูกสันหลังออกทั้งระดับ เพื่อให้สามารถจัดกระดูกสันหลังส่วนอื่นเข้าหาแนวปกติได้มากที่สุด

จุดเด่นความสำเร็จในการผ่าตัดครั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับผลการรักษาจากต่างประเทศ คือสามารถใช้เวลาผ่าตัดสั้นกว่า คนไข้เสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อยกว่า และประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากการผ่าตัดแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีพิเศษที่มีราคาสูง ซึ่งหลังผ่าตัดคนไข้จะมีกระดูกสันหลังอยู่ในแนวปกติ และหลังตรงขึ้นมีส่วนสูงเพิ่มมากขึ้น ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เป็นการรายงานการผ่าตัดที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในประเทศไทย

ส่วนกรณีที่ 2 คือ การรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังค่อมยึดติด AS (Ankylosing Spondylitis) ด้วยเทคนิคแผลเล็ก โดยคนไข้ที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อมยึดติด เป็นโรคกระกดูกสันหลังอักเสบที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันตัวเองชนิดหนึ่ง โดยผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังอักเสบ จะมีอาการปวดสะโพก ปวดหลังเมื่อปล่อยไว้เป็นระยะเวลานาน ข้อกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกที่อักเสบจะยึดติดและเชื่อมกันเป็นกระดูกแท่งเดียวกันแนว ทำให้คนไข้มีอาการหลังค่อมอย่างรุนแรง ไม่สามารถเงยหน้าหรือยืดตัวได้

โดยในอดีตการรักษากระดูกสันหลังยึดติดที่มีภาวะหลังค่อมยึดติด จะผ่าตัดรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกเพื่อปรับมุมใหม่ โดยการตัดกระดูกออก
บางส่วน และปรับมุมกระดูกให้แนวกระดูกสันหลังตรงการผ่าตัดจะเปิดแผลยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อตัดกระดูกสันหลัง และวางเหล็กเส้นตามแนวกระดูกสันหลัง ใช้เวลาผ่าตัดยาวกว่า 8-10 ชั่วโมง การผ่าตัดจะเสียเลือดมาก และพักฟื้นนาน 1-3 เดือน กว่าคนไข้จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลราชวิถี ได้พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กขึ้น ซึ่งเป็นการผ่าตัดเปิดแผลเพียง 7-8 เซนติเมตร เพื่อทำการตัดกระดูกสันหลังออกบางส่วนและปรับมุมกระดูก ร่วมกับการใส่สกรูผ่านผิวหนังเพื่อยึดตรึงกระดูกสันหลัง ทำให้ลดเวลาการผ่าตัดเหลือเพียง 3-5 ชั่วโมง การผ่าตัดด้วยวิธีแผลเล็กลงมาก คนไข้เสียจะเลือดน้อยลง และการพักฟื้นภายหลังผ่าตัดเพียง 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกตินับเป็นการรายงานความสำเร็จในการผ่าตัดแผลเล็กแก้ไขโรคกระดูกสันหลังค่อมยึดติดสำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเชีย

ปัจจุบันกลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลราชวิถี โดยนายแพทย์อธิคม เมธาเธียร ได้ทำการผ่าตัดรักษาคนไข้เกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังผิดรูปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่มาแล้วมากกว่า 500 ราย อีกทั้งยังได้พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคนิคการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังผิดรูป จนกลายเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

นับว่าการพัฒนาเทคนิคการรักษาโรคกระดูกสันหลังผิดรูป 2 กรณีของโรงพยาบาลราชวิถี เป็นนวัตกรรมการผ่าตัดเพื่อคุณภาพในการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย

ขณะนี้ รพ.ราชวิถี กำลังสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับ และรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาล เสร็จก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้

ดังนั้น ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ อาคารศูนย์การแพทย์ราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือบริจาคเข้าบัญชี “ศูนย์การแพทย์ราชวิถี ในมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หมายเลขบัญชี 051-2-69056-1โทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดีอายุยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/409663

Life&Health : ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดีอายุยืนยาว

Life&Health : ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดีอายุยืนยาว

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกยุคทุกสมัยคนเราอยากมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวพบว่าการมีสุขภาพดีเป็นรากฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุขัยที่ยืนยาว ปัจจุบันหลายคนจะไม่รอให้ป่วยเป็นโรคแล้วค่อยไป พบแพทย์เพื่อที่จะรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ แต่มักจะไปปรึกษาแพทย์ เพื่อที่จะทำอย่างไรจึงจะดูแลให้มีร่างกายที่อ่อนเยาว์กว่าวัยและมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้เนิ่นนานด้วยสุขภาพที่ดี

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้มี การแพทย์ที่ผสมผสานการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร (Integrated Longevity Medicine) โดยตั้งแต่การคาดคะเนว่าจะเกิดโรคอะไรที่ทำให้มีผลต่อร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการหาทางที่จะป้องกันไม่ให้โรคร้ายใดๆที่เกิดจากการเสื่อมชราก่อนวัยเกิดขึ้นเท่าที่สามารถจะกระทำได้โดยอาศัยศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอวัยและซ่อมแซมฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ในการที่จะบูรณาการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้มีอายุที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีนั้นเราไม่ได้ตั้งใจที่จะ ยืดอายุขัยเพียงอย่างเดียวแต่ตั้งใจที่จะยืดช่วงเวลาที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีให้ยืนยาวด้วย ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายนี้จำต้องอาศัยการเริ่มต้นที่ดีและถูกช่วงเวลาของชีวิต คือ ต้องเริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบชะลอวัยแบบครบวงจรหรือบูรณาการ ควรตั้งแต่วัยเด็กหรืออย่างน้อยก็ต้องเริ่มต้นก่อนที่การเสื่อมชราจะเกิดขึ้น

ร่างกายของคนเรานั้นมีอวัยวะต่างๆที่ทำงานประสานสอดคล้องกัน ส่วนที่เล็กที่สุดของอวัยวะเราเรียกว่า “เซลล์” พบว่าเมื่อคนเราอายุมากกว่า 35 ปี การแบ่งเซลล์ใหม่จะลดลง เราจะมีเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพไปตามเวลาน้อยลงและนั่นเป็นการเริ่มต้นของการแก่ชราตามวัย

ในแต่ละวันคนเราจะได้พลังงานจากอาหารและน้ำที่กินเข้าไปผสมกับออกซิเจนที่หายใจเข้าไปทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ออกซิเดชั่น” เพื่อให้เกิดพลังงานในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการนี้จะเกิดของเสียจากการใช้พลังงานที่เรียกว่า “อนุมูลอิสระ” ที่จะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ เสื่อมก่อนวัยถ้าไม่ได้รับการกำจัดออกไป ซึ่งตามธรรมชาติในเวลาที่เรานอนหลับสนิทในความมืดนั้นจะเกิดการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ออกมาเพื่อที่จะให้อวัยวะต่างๆทำงานได้เป็นปกติ โดยมีฮอร์โมนบางชนิดก็ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระไปด้วย ในสภาพที่ร่างกายเป็นปกตินั้นระบบนี้ก็จะทำงานเพื่อป้องกันการแก่ชราของคนเราไม่ให้เกิดการแก่ชราก่อนวัย

เพื่อให้กระบวนการป้องกันการแก่ชรานี้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงต้องมีวิธีการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติและสามารถป้องกันการแก่ชราตามกระบวนการต่างๆเหล่านี้ได้ ดังนี้

1.การกินอาหารที่ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ คือกินให้หลากหลายครบถ้วน ไม่กินอาหารที่เค็มจัดและหวานจัด กินอาหารที่ให้พลังงานมากจำพวกแป้ง น้ำตาลและไขมันในตอนเช้า และกินอาหารที่มีส่วนซ่อมแซมและต่อต้านอนุมูลอิสระอันได้แก่ โปรตีนและพืชผัก ผลไม้สดที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงในตอนเย็น ให้กินอาหารแต่พออิ่มซึ่งแนวทางการจำกัดพลังงานจากอาหารนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากแม้จะยังไม่มีการศึกษาวิจัยถึงประโยชน์โดยตรงในมนุษย์ แต่พบว่าในสัตว์ทดลองการจำกัดพลังงานจากอาหารที่บริโภคสามารถยืดอายุขัยออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่จำเป็นจะต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน

2.การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและช่วยในการไหลเวียนของโลหิตแล้ว มีการศึกษาวิจัยพบว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 45 นาที จะช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต่อต้านความแก่ชราที่เรียกว่า Growth Hormone อีกด้วย โดยในการออกกำลังกายรูปแบบนี้ควรที่จะออกวันเว้นวัน อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันที่คนเราต้องทำงานหนักและหาเวลาออกกำลังกายยากนั้นก็พบว่า การออกกำลังกายในวันหยุดสุดสัปดาห์ วันละ 75 นาทีเป็นเวลา 2 วัน ในทุกสัปดาห์ ก็ให้ผลในการช่วยลดความดันโลหิตปริมาณของน้ำตาลสะสมในร่างกาย และไขมันส่วนเกินลงได้เช่นกัน นอกจากนี้มีการศึกษาวิจัยพบว่าการเดินเป็นเวลา 10 นาทีหลังจากกินอาหารทุกมื้อนั้นมีส่วนช่วยลดระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดลง ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดจากการเผาผลาญของน้ำตาลที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ และอาจจะมีผลทางอ้อมในการเพิ่มระดับของ Growth Hormone ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่จะป้องกันการแก่ชรา

3.การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ตามหลักการนั้นฮอร์โมนต่างๆ ที่ร่วมมือกันต่อต้านการแก่ชราจะหลั่งในตอนกลางคืนขณะนอนหลับสนิทในความมืด โดยเริ่มผลิตประมาณเที่ยงคืนและจะหยุดการผลิตเมื่อแสงอาทิตย์ส่องมา การเข้านอนให้หลับสนิทก่อนเที่ยงคืน จึงเป็นรากฐานสำคัญของการชะลอวัย และควรจะมีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายนอกให้เอื้อต่อการนอนหลับสนิท และไม่มีคลื่นสัญญาณใดๆ ที่จะมารบกวนคลื่นสมองที่กำลังจะเข้าสู่โหมดของการพักผ่อนอย่างแท้จริง

4.การมีอารมณ์ที่แจ่มใสอยู่เสมอ โดยการฝึกคิดในทางบวก และการมองโลกในแง่ดีจะทำให้เกิดการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า “เอ็นโดฟินส์” ออกมาที่จะทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้เต็มที่รวมทั้งมีการผลิตฮอร์โมนต้านความชราและทำให้การย่อยอาหารสมบูรณ์มีผลทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารดีขึ้น

5.การดำรงชีวิตด้วยความรัก คนเรานั้นเมื่อมีความรักเป็นเครื่องชี้นำในชีวิตแล้วย่อมจะเกิดความเมตตา อยากให้คนที่เรารักมีความสุข จิตใจจะเปี่ยมไปด้วยความกรุณา อยากทำให้คนที่เรารักพ้นจากความทุกข์ มีความมุทิตา ยินดีเมื่อคนที่เรารักมีความสุขปราศจากความอิจฉาริษยา รวมทั้งมีความอุเบกขาหรือการวางเฉยในบางเรื่องบางราวและการยอมรับในความแตกต่างของมนุษยชาติทั้งทางความคิดและการกระทำ รวมทั้งเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขด้วยรากฐานของความรักที่มีอยู่ในใจ

6.การต่อต้านความแก่ชราแบบเป็นวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยความรู้ทางด้านการป้องกันการแก่ชราที่มีการศึกษาวิจัยและมีการยอมรับทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แบบบูรณาการ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องชะลอความชราของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยเริ่มตั้งแต่ ดูแลหัวใจไม่ให้แก่ ต้องระวังคือ ภาวะความดันโลหิตสูงที่มักจะเกิดล่วงหน้าก่อนที่หลอดเลือดจะตีบตันและถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูงหรือน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน รวมทั้งเป็นคนไม่ออกกำลังกายด้วยแล้วจะยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้มาก การชะลอวัยกระดูก ด้วยการได้สารอาหารที่จำเป็น การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก การตรวจหาระดับของฮฮร์โมนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และการงดสูบบุหรี่ การชะลอวัยสมอง ด้วยการฝึกสมองให้คิดในทางบวกรวมทั้งการทำ Brain Exercise ต่างๆ การได้รับสารอาหารที่จำเป็นและการออกกำลังกายอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ เป็นต้น

การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบชะลอวัยแบบบูรณาการตั้งแต่วันนี้ จะได้มีสุภาพที่ดีอยู่ไปกับเรานานนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรื่องควรระวัง..ช่วงหยุดหน้าร้อนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/408106

Life&Health : เรื่องควรระวัง..ช่วงหยุดหน้าร้อนนี้

Life&Health : เรื่องควรระวัง..ช่วงหยุดหน้าร้อนนี้

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงวันหยุดหน้าร้อนนี้ หลายคนคงจะวางแผนท่องเที่ยวพาครอบครัวไปทะเล แต่อาจกังวลว่า แดดจะทำให้ผิวเสีย ผิวไหม้ ผิวคล้ำได้ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผิวหนังเกิดจากการอยู่กลางแจ้งตลอดวัน ดังนั้นก่อนออกไปเล่นน้ำทะเลหรือไปภายนอกอาคาร จึงควรเลือกทายากันแดดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต

ข้อมูลจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า เนื่องจากแสงอาทิตย์มีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งให้ทั้งคุณประโยชน์และโทษแก่ร่างกาย การได้รับแสงอาทิตย์ในเวลาและปริมาณที่เหมาะสม จะเป็นตัวกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดีจากเซลล์ผิวหนัง ในขณะเดียวกันแสงอาทิตย์ก็สามารถทำอันตรายต่อผิวหนังของคนได้เช่นกัน ทั้งในแบบอันตรายเฉียบพลัน เช่น การแผดเผาผิวหนังจนไหม้ (sunburn) และอันตรายแบบเรื้อรัง ซึ่งมีผลถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพของผิวหนังทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดฝ้า จุดดำ มีการหนาตัวของผิว อันอาจก่อให้เกิดมะเร็งของผิวหนังได้ในระยะต่อไป

ผลิตภัณฑ์กันแดด ประกอบด้วยสารที่ทำหน้าที่ดูดแสงอัลตราไวโอเลตไว้ ปกป้องผิวจากอันตรายของแสงอาทิตย์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปครีม น้ำมัน หรือโลชั่นทาผิว หรือเป็นสารที่ทำหน้าที่ปกป้องผิว โดยการสะท้อนแสงให้กระจายออกไปจากผิวและบดบังรังสีแสงแดด ซึ่งสารกลุ่มหลังนี้จะช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในบางคนได้

ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น ค่า SPF จะเป็นตัวกำหนดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดว่า เมื่อทาผลิตภัณฑ์นั้นแล้ว จะสามารถทนต่อแสงแดดได้เป็นกี่เท่าของขณะที่ไม่ได้ทา โดยค่า SPF มีตั้งแต่ 2 ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพในการกันแดดน้อยที่สุดไปจนถึง 15 หรือบางชนิดมีถึง SPF 50 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแผดเผาผิวหนังสูงขึ้น ควรเลือกยากันแดดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB (broad – spectrum coverage) โดยดูที่ค่า SPF และ PA สำหรับ SPF เป็นค่าที่บอกความสามารถในการป้องกัน UVB ที่ทำให้ผิวไหม้ขึ้นไป ส่วน PA หรือ UVA protection factor (UVA-PF) เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพการปกป้องผิวคล้ำผิวไหม้จากแสง UVA ควรเลือกใช้ยากันแดดที่มีค่า PA ++ถึง PA +++ ไม่ว่าจะอยู่ในที่กลางแจ้ง หรือที่ร่มเพราะแสง UVA สามารถทะลุผ่านกระจกรถ กระจกตามอาคารบ้านเรือนได้ด้วย สำหรับข้อแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด มีดังนี้

l ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากทาก่อน 1 หรือ 1/2 ชั่วโมง ก่อนออกไปกลางแจ้งเพื่อให้สารกันแดดได้ซึมเข้าสู่ผิว

l ควรทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซ้ำ 1-2 ชั่วโมง ต่อครั้ง หลังจากลงว่ายน้ำ ออกกำลังกายเหงื่อออกมาก แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะระบุว่าป้องกันน้ำได้ก็ตาม

l ถ้าต้องการให้ผิวสีคล้ำขึ้น ควรเริ่มต้นด้วยการตากแดดชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อน แล้วตามด้วยการทาผลิตภัณฑ์กันแดด โดยเลือกตามค่า SPF

l ผู้ที่แพ้แสงแดด ผิวหนังอักเสบปวดแสบปวดร้อนง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูง และไม่ตากแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรังสีจากแสงแดดที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหนังไหม้จะถูกส่งมายังผิวโลกในปริมาณสูงสุด

โดยสรุปการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ จะป้องกันการเกิด sunburn และช่วยลดอันตรายในระยะยาวของแสงแดดด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์และค่า SPF ที่ถูกต้องด้วย

นอกจากนี้เรื่องอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระวัง ข้อมูลจาก พญ.ณธิดา สุเมธโชติเมธา แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์กู้ชีพนเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่อุบัติเหตุอันดับ 1 เกิดจากการเมาแล้วขับ การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรและความประมาทจากการใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ การไม่นำตนเองเข้าไปเสี่ยงในอุบัติเหตุหรือภัยต่างๆ การรู้จักระวังตนเองให้ดี เรียนรู้วิธีการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างถูกต้อง เพราะเราไม่สามารถควบคุมผู้อื่นไม่ให้ประมาทหรือทำตามกฎจราจรได้เลย ดังนั้นสิ่งง่ายๆ ที่เราทำได้คือต้องเตรียมความพร้อมของตัวเราเอง เช่น การเช็คสภาพรถ การศึกษาเส้นทาง การหาข้อมูลเบอร์ฉุกเฉิน การมีสติอยู่เสมอ การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากเหนื่อยหรือง่วงให้แวะพัก ไม่เล่นมือถือระหว่างขับรถ รวมทั้งต้องไม่ประมาท คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกนิรภัย และเคารพกฎจราจรอย่าเคร่งครัด ทั้งนี้การขับขี่ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ควรจะมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทางเสมอ รวมทั้งสภาพอากาศก็เป็นส่วนสำคัญซึ่งเราก็ไม่ควรที่จะร้อนตามสภาพอากาศของบ้านเรา

ยิ่งไปกว่านั้นสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมักจะทำให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย หนึ่งในอาการป่วยที่คนส่วนใหญ่มักจะเป็นกัน ก็คงหนีไม่พ้น “โรคอาหารเป็นพิษ” เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นเหตุให้อาหารมีโอกาสบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้นเชื้อโรคสารพัดชนิดสามารถเติบโตได้ดี โดยเฉพาะแบคทีเรียที่เป็นเชื้อก่อโรคท้องเสียอุจจาระร่วง หากมีการปนเปื้อนในอาหารก็จะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว หลายคนไปพักผ่อนในฤดูร้อนนี้ บางครั้งการกินอาหารและน้ำดื่มนอกบ้านที่ไม่สะอาดหรือปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก็มักจะเป็นเหตุให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ง่ายๆ ซึ่งไม่เพียงแค่การถ่ายท้อง ท้องเสีย แบบทั่วไปเท่านั้น แต่มักมีอาการอื่นที่ทำให้ยิ่งทรมานร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจะกินอะไรก็ต้องระวังให้ดี

ข้อมูลจาก นพ.มิ่งเมือง วรวัฒนะกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร เปิดเผยว่า อาหารเป็นพิษ (food Poisoning) เป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่พบได้บ่อย เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย รองลงมาคือ เชื้อไวรัส นอกจากนี้ที่อาจพบได้บ้าง คือ การปนเปื้อนปรสิต เช่น อะมีบา (Amoeba) ส่วนการปนเปื้อนสารพิษอื่นๆ (สารเคมี พืชพิษ สัตว์พิษ) ที่ไม่ใช่จากเชื้อโรค ที่พบได้บ่อยคือ เห็ดพิษ อาหารทะเล สารหนู สารตะกั่ว เป็นต้น เชื้อโรคหลายชนิดสามารถปล่อยพิษ (Toxin) ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอาหารต่างๆ ได้ เช่น น้ำดื่ม เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ อาหารทะเล ข้าว ขนมปัง เนย นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ สลัด เป็นต้น นอกจากนี้อาจพบในอาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็นไว้ ถ้าไม่ได้อุ่นให้ร้อนพอก่อนรับประทานก็จะทำให้เป็นโรคนี้ได้ สาเหตุของอาหารเป็นพิษมีมากมายและอาการของอาหารเป็นพิษก็มีหลากหลายตามไปด้วย วิธีดูแลตัวเองเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ เมื่อมีอาการปวดท้อง ท้องเดิน ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายบ่อย คุณสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

l หากมีอาการไม่รุนแรงมากนัก ให้ดื่มเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป (ควรสังเกตข้างซองเกลือแร่ให้ดีก่อนดื่มว่าเป็นเกลือแร่สำหรับอาการ “ท้องร่วงหรือท้องเสีย” ไม่ใช่เกลือแร่สำหรับผู้เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย) เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่

l ขณะปวดท้องหรือคลื่นไส้ อาเจียน ไม่ควรกินอาหาร หรือดื่มน้ำเพราะอาการจะรุนแรงขึ้น แต่เมื่ออาการบรรเทาลง ควรรับประทานอาหารอุ่นๆ ที่อ่อนย่อยง่ายและมีรสจืด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำซุปครั้งละน้อยๆ ก่อน

l ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายท้อง เพราะการที่ท้องเสียจะช่วยขับเชื้อและสารพิษออกจากร่างกาย

l หลีกเลี่ยงการดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารรสจัด กาแฟ แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำยิ่งกว่าเดิม

l หากมีอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยมากกว่าเดิม เช่น มีไข้สูง อุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะไม่ออก ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ช่วงอากาศร้อนให้ระมัดระวังเรื่องอาหารให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ผลไม้ควรปอกใหม่หรือปอกเอง หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่กินอาหารที่มีแมลงวันตอม ควรกินอาหารให้หมดภายในครั้งเดียวเพราะการเก็บข้ามมื้อหรือค้างคืน จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้ หรือถ้าจำเป็นจะต้องกินอาหารที่เก็บข้ามมื้อจริงๆ ก็จะต้องนำไปอุ่นร้อนก่อนทุกครั้ง รวมทั้งใช้ช้อนกลาง การล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อสุขอนามัยที่ดี เพียงเท่านี้คุณก็จะห่างไกลภัยที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้อย่างสบายๆ

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ช่วยเพิ่มศักยภาพสมองได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/404146

Life&Health : ช่วยเพิ่มศักยภาพสมองได้อย่างไร

Life&Health : ช่วยเพิ่มศักยภาพสมองได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่ากันว่า สมองของมนุษย์ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ เมื่อใช้นานวันเข้าก็ยิ่งทำงานช้าลงและมีการเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ของสมองชิ้นใหม่ได้ดังใจนึก บ่อยครั้งเราอาจมีพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้โรคสมองเสื่อมเข้ามาใกล้เรามากยิ่งขึ้น เช่น การงดอาหารเช้าการบริโภคเกินพอดี การมีความเครียดตลอดเวลา เป็นต้น

การเริ่มต้นดูแลสมองของคุณด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบมื้อ ครบหมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น และยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟินที่ทำให้จิตใจสบาย คลายความกังวล เสริมภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ ด้วยการมองโลกในด้านบวก เพื่อช่วยหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ และสามารถเอาชนะความเครียดได้ดี ขณะเดียวกันควรให้สมองได้ผ่อนคลายด้วยการฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบ จัดสรรเวลาในการพักผ่อน เพื่อช่วยให้สมองปลอดโปร่ง สดชื่น สดใส พร้อมกับมีกระบวนการคิดและจดจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ในงานประชุมวิชาการสัญจรของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยังมีความเข้าใจผิดว่าสมองของคนเราจะพัฒนาเฉพาะในช่วงวันเด็กแล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคนเรายังสามารถพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาและเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะเส้นใยของสมองนั้นสร้างใหม่ได้ในทุกวัน ซึ่งศักยภาพของสมองประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความจำ ด้านสมาธิในการจดจ่อ ด้านภาษา ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น และด้านการตัดสินใจ ดังนั้นการส่งเสริมศักยภาพสมองจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนยุคดิจิทัลนี้

วิธีที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองแบบ Brain exercise ด้านต่างๆ ทั้งด้านความจำ ด้านสมาธิในการจดจ่อ ด้านภาษาและด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น ทำได้ดังนี้

l ด้านความจำ ให้ลองฟังเพลงที่ไม่รู้จักแล้วหัดจำเนื้อเพลง หรือใช้มือที่ไม่ถนัดแปรงฟัน หรือแต่งตัวในที่มืด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นระดับของอะซีทิสโคลีน (Acetylcholine) สารเคมีในสมองที่มีผลต่อการควบคุมความทรงจำและการเรียนรู้

l ด้านสมาธิในการจดจ่อ ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันหรือเปลี่ยนเส้นทางขับรถไปทำงาน หรือลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยปลุกเราจากความเคยชินเดิมๆ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานที่หลากหลายให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

l ด้านภาษา ลองอ่านหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์ในเนื้อหาอื่นๆ ที่เราไม่ได้สนใจอ่านเป็นประจำ จะได้รู้จักคำใหม่ๆ และได้ฝึกเชื่อมโยงความหมาย และความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่าน วิธีการนี้จะช่วยให้สมองของเรามีความสามารถในการจำแนก จดจำและเข้าใจคำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

l ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น ฝึกได้โดยลองจำสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าสัก 5 ชิ้น และเมื่อเดินออกมาจากตรงนั้นให้ลองพยายามนึกถึงตำแหน่งของสิ่งของแต่ละชิ้นให้ได้ หรือถ้าง่ายไปก็ให้ลองทิ้งเวลาให้นานขึ้น และลองกลับไปนึกถึงตำแหน่งของสิ่งของต่างๆ อีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้เราบังคับสมองให้ฝึกความสนใจกับองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว

การดูแลสุขภาพสมองแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องที่สำคัญคือการรับประทานอาหารให้หลากหลายครบทุกหมวดหมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขอนามัยเป็นประจำ นอกจากนี้อาหารฟังก์ชั่น เป็นเทรนด์ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

สมาคมนักกำหนดอาหารของสหรัฐอเมริกา (ADA) ให้นิยามอาหารฟังก์ชั่นไว้ว่า อาหารที่คงไว้ซึ่งส่วนประกอบเดิมตามธรรมชาติ หรืออาหารที่มีการเติมแต่งสารอาหารให้มากขึ้น เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในชีวิตประจำวัน ในปริมาณที่เพียงพอต่อสุขภาพ สำหรับอาหารฟังก์ชั่นที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง เช่น อาหารที่เป็นแหล่งของโพรไบโอติกส์ น้ำมันปลา ซุปไก่ เบอร์รี่ โสม และข้าวกล้องงอก เป็นต้น

น้ำมันปลา ในน้ำมันปลามี DHA หรือกรดไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มของสารโอเมก้า 3 ที่ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันสมองเสื่อม รวมทั้งช่วยบำรุงสายตา แต่การบริโภคน้ำมันปลา นอกจากนี้ยังมี EPA สูงมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือดอีกด้วย

ซุปไก่ เป็นหนึ่งในอาหารฟังก์ชั่นที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยเฉพาะในแถบเอเชียมีผลการวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพสมอง โดยระบุว่าสาระสำคัญในซุปไก่สกัดคือ ไบโอเปปไทด์อะมิโนคอมเพล็กซ์ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที ผลจากการทดลองพบว่า ซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิดตัดสินใจได้ดีขึ้น

โสม มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ สารจินเซนโนไซด์ ช่วยเสริมการทำงานของสารสื่อประสาท ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทของระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ปรับกระบวนการคิดและวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยคลายความปวดเมื่อย ซึ่งจะช่วยทำให้หลับสนิท

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีสารแอนโทไซยานินนอกจากมีประโยชน์ด้านการบำรุงสายตาแล้ว มีการศึกษาวิจัยพบว่า ยังช่วยชะลอภาวะเสื่อมในผู้สูงอายุได้อีกด้วย ช่วยเรื่องความจำ และช่วยให้เซลล์สมองซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี

ข้าวกล้องงอก เป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเนื่องจากเป็นข้าวกล้องที่ต้องผ่านกระบวนการงอกตามปกติในข้าวกล้องจะมีสารอาหารจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองคือกาบา (GABA) ช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล บำรุงสมอง และเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย

จะเห็นว่าการดูแลและเพิ่มศักยภาพสมองเป็นเรื่องไม่ได้ยากเกินไป เพียงแค่ใส่ใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เท่านี้เราก็จะมีสุขภาพสมองที่ดีต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ตรวจสุขภาพตาห่างไกลภัยเงียบ…ต้อหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/402601

Life & Health : ตรวจสุขภาพตาห่างไกลภัยเงียบ...ต้อหิน

Life & Health : ตรวจสุขภาพตาห่างไกลภัยเงียบ…ต้อหิน

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“โรคต้อหิน” (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของขั้วประสาทตาที่มีเส้นใยประสาทนับล้านเส้นเกิดความเสียหาย
และความดันในลูกตาสูงผิดปกติ จนส่งผลทำลายเส้นใยประสาท ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการมองเห็นจากลูกตาไปยังสมองเพื่อทำการประมวลเป็นภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียลานตาและการมองเห็นได้

ข้อมูลจาก นพ.บุญส่ง วนิชเวชารุ่งเรืองนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจักษุวิทยาฯโรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคต้อหินและโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหินในประเทศไทย มีผู้ป่วยแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ใหญ่มากที่สำคัญ คือ มากกว่า 80% ของผู้ป่วยที่เป็นต้อหินไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองเป็นโรคต้อหิน และนอกจากนี้ ผู้ป่วย 9 ใน 10 ราย มักไม่มีอาการแสดง กว่าจะรู้ตัวและตรวจพบ เส้นประสาทตาก็ถูกทำลายไปมากแล้ว ส่วนมากพบในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ขึ้นไป มากกว่าผู้ชาย 3 เท่า ควรตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน คือ

1.อายุที่มากกว่า 40 ปี

2.ความดันในลูกตาสูง

3.ประวัติครอบครัวที่เคยเป็นโรคต้อหิน

4.สายตาสั้นมากหรือยาวมาก

5.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

6.ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

7.ผู้เคยได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน

โรคต้อหินชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ต้อหินชนิดเรื้อรัง (Chronic glaucoma) หรือ ต้อหินปฐมภูมิ (Primary glaucoma) โดยจะสูญเสียการมองเห็นบริเวณรอบนอกของลานสายตา การมองเห็นจะแคบลงจนเสมือนมองผ่านท่อ เมื่อเกิดจุดบอดขึ้นในลานสายตาของผู้ป่วยและขยายตัวขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีขอบเขตในการมองเห็นแคบลงหากรักษาไม่ทันการณ์ ผู้ป่วยอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

และต้อหินอีกชนิดที่พบได้น้อยกว่า คือ ต้อหินชนิดเฉียบพลัน (Acute angle closureglaucoma) ซึ่งจะทำให้ตามัวลง ตาแดงมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เนื่องจากความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

การรักษาโรคต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากโรคนี้ทำให้ประสาทตาถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจึงทำได้เพียงประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิม และคงการมองเห็นของผู้ป่วยในนานที่สุด

ปัจจุบันวิธีการรักษาโรคต้อหินมีด้วยกัน3 วิธี คือ

l การรักษาด้วยยา เพื่อลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นโดยผู้ป่วยจำเป็นต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และตรวจอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผล และป้องกันผลข้างเคียงจากยา

l การรักษาด้วยการใช้เลเซอร์ โดยประเภทของเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินและระยะของโรคที่เป็นของผู้ป่วย

l การรักษาด้วยการผ่าตัด เป็นการผ่าตัดทำทางระบายสำหรับน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาใหม่เพื่อลดความดันในตา ใช้รักษาในกรณีที่การรักษาด้วย 2 วิธีแรกไม่สามารถควบคุมความดันของดวงตาได้

การดูแลตัวเอง หลังจากทำการรักษาแล้วผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองด้วยการใช้ผ้าปิดตาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ด้วยการให้ญาติหรือผู้ดูแลเช็ดตาข้างที่ผ่าตัดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ขณะอาบน้ำระวังไม่ให้น้ำเข้าตาระมัดระวังไม่ให้ให้ฝุ่นละอองเข้าตาและห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด และมาตรวจติดตามผลการรักษาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เมื่อสามารถเปิดผ้าปิดแผลได้แล้วควรดูแลตัวเองด้วยการสวมแว่นตากันแดดเมื่อออกกลางแจ้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้สีต่างๆ โดยเปลี่ยนชนิดของอาหารให้หลากหลายอยู่เสมอ หรืออาจรับประทานวิตามินบีรวมในรายที่ไม่สามารถทานผักผลไม้ได้ต้องป้องกันและควบคุมโรคประจำตัวให้ดีโดยเฉพาะโรคที่จะสร้างปัญหาให้กับตา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ไขมันในเลือดสูง และหากมีความผิดปกติกับดวงตา ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

โดยศูนย์จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตาประมาณ 700 ราย/เดือน ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถี เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปีอบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา เป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent center) ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์รับส่งต่อสำหรับโรคตาที่มีความยากซับซ้อนจากทั่วประเทศของกระทรวงสาธารณสุข แต่ทั้งนี้ทางศูนย์จักษุ โรงพยาบาลราชวิถี ยังมีเครื่องมืออุปกรณ์ค่อนข้างจำกัด และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการรักษา

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ อาคารศูนย์การแพทย์ ราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ บริจาคเข้าบัญชี “ศูนย์การแพทย์ราชวิถี ในมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หมายเลขบัญชี 051-2-69056-1 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักปวดหัวไมเกรน..โรคฮิตคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401015

LIFE&HEALTH : รู้จักปวดหัวไมเกรน..โรคฮิตคนเมือง

LIFE&HEALTH : รู้จักปวดหัวไมเกรน..โรคฮิตคนเมือง

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันชีวิตคนเมืองใหญ่ทั้งหลายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีการดำเนินชีวิตที่คล้ายกันคือต้องเผชิญกับการแข่งขัน เร่งรีบอดนอน ภาวะกดดันต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความเครียดรวมทั้งสภาพมลพิษที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่บั่นทอนสุขภาพทั้งสิ้น

จึงพบว่าอาการยอดฮิตของคนทำงานในเมือง คือ “ปวดหัว”ไม่ว่าจะปวดแบบตุ๊บตุ๊บ ปวดจี๊ด หรือปวดจนหัวแทบระเบิด ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ทรมานจากอาการปวดหัวซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไป แต่ล้วนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจจนบางครั้งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานเลยก็ว่าได้

ยิ่งเจออากาศที่ร้อนอบอ้าวและร้อนระอุด้วยแล้ว ไม่ใช่แค่สร้างความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวให้กับคนเราเท่านั้น หากยังทำให้หลายต่อหลายคนปวดหัว ประกอบกับภาระหน้าที่การงานที่อัดแน่นในแต่ละวันก็ยิ่งเพิ่มดีกรีของอาการปวดหัวให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นไมเกรน ซึ่งนับวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแล้ว อุณหภูมิความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นและชีวิตที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดต่างเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ไมเกรนกำเริบได้ง่ายและมีอาการรุนแรงขึ้น ฉะนั้นใครที่เป็นไมเกรนจึงไม่ควรออกไปผจญอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง หรือสถานที่ที่มีอากาศอุดอู้ เช่น ห้องที่คับแคบไม่มีอากาศถ่ายเทเป็นดีที่สุด

เมื่อพูดถึงอาการปวดหัว “ไมเกรน” เชื่อว่าหลายๆ คนอาจยังสงสัยและไม่แน่ใจว่าอาการปวดศีรษะที่กำลังประสบอยู่นั้นจะใช่ไมเกรนหรือเป็นแค่อาการปวดประเภทอื่นกันแน่

ข้อมูลจาก นพ.เอกวีร์ศรีปริวุฒิ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า ไมเกรน(migraine) เป็นอาการปวดหัวที่ทุกข์ทรมานซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้หลอดเลือดแดงในสมองเกิดการบีบและคลายตัวมากกว่าปกติจนเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง และไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดธรรมดาๆ ส่วนสาเหตุและกลไกของอาการปวดไมเกรนจะยังไม่ทราบชัดเจน แต่สันนิษฐานได้ว่าสมองของคนที่เป็นไมเกรนมีความไวต่อการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่คุณทำ สิ่งที่คุณรับประทาน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัว ฯลฯ ซึ่งในแต่ละคนจะมีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป

โดยทั่วไปการปวดศีรษะไมเกรนจะมีลักษณะอาการที่สำคัญคือ ปวดตุ๊บๆ ที่บริเวณขมับข้างเดียว หรือสองข้างพร้อมๆ กันก็ได้ บางคนอาจเริ่มจากปวดแบบตื้อๆ จี๊ดๆ แล้วจึงค่อยมีอาการปวดปานกลางจนถึงขั้นรุนแรง ขณะปวดไมเกรนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รวมถึงรู้สึกไวมากต่อเสียงและแสง

นอกจากนี้บางคนก่อนจะมีอาการปวดไมเกรนอาจมีสัญญาณเตือนให้รู้ล่วงหน้า เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตาพร่ามัวมองไม่เห็นชั่วขณะ หรือหัวหมุนจนทรงตัวไม่อยู่ มีเสียงกังวานหรือหูอื้อ หรืออาการปวดตานำมาก่อนที่จะเริ่มปวดศีรษะ ฯลฯ

สำหรับตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน ได้แก่

l อาหารบางชนิด เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องเทศ ช็อกโกแลต เป็นต้น

l เครื่องดื่มบางชนิด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น

l พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การอดอาหาร การอดนอน ทำงานหนัก ความเครียด

l สิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นตัวกระตุ้นเช่น อากาศร้อน การอยู่ท่ามกลางแสงแดด กลิ่นหอมจัด ฉุนจัด อยู่ในสถานที่แออัด มีควันบุหรี่ นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เป็นต้น

l การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของผู้หญิง เช่น การมีประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดก็มีส่วนด้วยเช่นกัน

ผู้ที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จึงควรหมั่นสังเกตว่า มีอะไรเป็นสิ่งที่กระตุ้น เพื่อจะได้หาทางหลีกเลี่ยงและป้องกันไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันหากกำลังปวดศีรษะจนแทบจะระเบิดอยู่นั้น สามารถที่จะลดความถี่และความรุนแรงลงได้ด้วยการใช้ยา แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับคำแนะนำในการใช้ยาที่เหมาะสมและปลอดภัย

อย่างไรก็ตามแม้ว่าอาการปวดหัวไมเกรนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับคนที่กำลังปวดศีรษะไมเกรน ควรปลีกตัวไปหาที่เงียบสงบ ไม่มีแสงจ้า หาน้ำแข็งมาประคบที่ศีรษะ จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้มาก หรือรับประทานยาแก้ปวดไมเกรนแล้วนอนพักสักครู่ ขณะเดียวกันควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการกำเริบได้ด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่กระตุ้นอาการไมเกรน เช่น ช็อกโกแลต ชีส ไวน์ อาหารปรุงแต่งต่างๆ อาทิ อาหารที่มีไนเตรท หรือผงชูรสมากๆ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส ไม่เครียดและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะช่วยให้โอกาสเกิดไมเกรนหรือระดับความรุนแรงที่เกิดลดลงได้

หากเตรียมตัวตั้งรับด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พร้อมกับพยายามดูแลสุขภาพให้ดีควบคู่กันไป คุณก็จะสามารถตั้งรับและบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนที่เข้ามาจู่โจมได้ไม่ยาก

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาปฏิวัติสุขภาพกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/397962

LFE&HEALTH : มาปฏิวัติสุขภาพกันเถอะ

LFE&HEALTH : มาปฏิวัติสุขภาพกันเถอะ

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยวิถีชีวิตของคนทุกวันนี้ที่เร่งรีบมากขึ้น มีความเครียดสะสม ขาดการพักผ่อนและการออกกำลังกาย

เผชิญกับมลภาวะเป็นพิษ ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ทั้งมะเร็ง หัวใจ ความดัน ไขมันสูง เส้นเลือดอุดตัน ฯลฯ แต่ยังไม่สายเกินไปหากเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่เพราะการป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษา ข้อมูลจาก ภญ.อินทิรา วงศ์อัญมณีกุล แนะนำให้ทุกคนมาร่วมปฏิวัติสุขภาพตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ดังนี้…

ปรับเปลี่ยนเมนูซะบ้าง

ร่างกายเราต้องการสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่หลากหลาย การกินอาหารแต่เมนูเดิมๆ หรือฝากท้องไว้กับร้านประจำ นอกจากจะได้รับสารอาหารไม่หลากหลายและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหารสะสมมากขึ้นๆ เช่น สารเคมีจากยาฆ่าแมลง สารตะกั่ว เชื้อรา ฯลฯมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะเข้ามาคุกคามคุณได้ง่าย เช่น หวัด ภูมิแพ้ ฯลฯ

ควรปรับเปลี่ยนอาหารประจำวันให้หลากหลายอย่ากินแต่ของที่ชอบ โดยให้เน้นอาหารสุขภาพ เช่น ข้าวซ้อมมือและอาหารที่มีโปรตีนสูงไขมันต่ำอย่างเช่น ปลาและถั่ว รวมถึงผักผลไม้หลากหลายสีให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มันและเค็ม เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอสำคัญ

หากคุณเป็นหวัดบ่อยๆ ตลอดปีสาเหตุอาจเนื่องมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะถ้าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นระยะเวลานานๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดมากขึ้น มีภาวะน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงขึ้นหรือภูมิต้านทานของร่างกายลดลง แก่เร็วหรืออาจจะเป็นโรคร้ายๆ เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ ฯลฯ

ในทางกลับกันหากเรานอนหลับเพียงพอก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพราะการนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเกิดสมดุลภายใน ทำให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอได้เต็มที่

เพิ่มการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว

ทุกวันนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราใช้แรงในการทำสิ่งต่างๆ ลดลง เช่น การใช้บันไดเลื่อนแทนการเดินขึ้น-ลงบันได หรือแม้แต่งานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็มีเครื่องทุ่นแรงอย่าง เครื่องซักผ้าเครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ แถมการพักผ่อนหย่อนใจ หน้าทีวี ก็พ่วงการรับประทานขนมขบเคี้ยวและอาหารเข้าไปอีก ทำให้รับประทานได้มากขึ้นผลก็คือมีภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ฯลฯการนั่งๆ นอนๆ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายอ่อนแอ และส่งผลกระทบทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายล้มเหลว เช่น ระบบการหายใจ ระบบเลือด สมอง หัวใจ ฯลฯ และยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ

การหันมาออกกำลังกาย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อเอนดอร์ฟินและส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนจะทำงานดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ระบบการทำงานต่างๆ จะเกิดภาวะสมดุลสดชื่น กระปรี้กระเปร่าไม่เจ็บป่วยง่าย

จัดการกับความเครียด

จากปัญหาการเรียน การทำงาน ความรัก เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ทำให้ผู้คนในยุคนี้ทุกเพศทุกวัยต่างมีความรู้สึกเครียด ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายๆ ด้าน เพราะทุกครั้งที่เราอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด โกรธ เศร้า กลัว ฯลฯ ร่างกายของเราจะทำงานผิดปกติและหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่นโรคกระเพาะอาหาร โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และบางคนก็เกิดอาการที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดหัวบ่อยๆ นอนไม่หลับ ฉุนเฉียวง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดีตามมา เช่น การสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารมากเกินไปน้อยเกินไป ฯลฯ

วิธีแก้ความเครียดที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายให้เหงื่อออกมากๆ ฟังเพลง นอนหลับให้เพียงพอวันละ 8 ชั่วโมง ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ ลดน้ำตาล ลดเกลือ และก็ต้องรู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่นนั่งสมาธิ เล่นโยคะ สูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ

เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแกร่ง

เมื่อเราเข้าสู่ช่วงอายุ 40-50 ปีร่างกายจะเริ่มดึงแคลเซียมจากกระดูกออกมาใช้เพิ่มมากขึ้น แต่การสะสมแคลเซียมของร่างกายลดลง นั่นหมายถึงเริ่มมีกระดูกเปราะบางหักได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเกิดได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง แต่ผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากโครงสร้างของกระดูกและภาวะขาดฮอร์โมนก็จะมีการสูญเสียแคลเซียมมากขึ้น

การเสริมแคลเซียมจากอาหารซึ่งมีมากใน นม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว หรือในรูปแบบเม็ดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการยับยั้งกระดูกพรุน ควรออกไปสัมผัสกับแสงแดดบ้างอย่างน้อยวันละ 10-15 นาทีช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี และไปเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในแต่ละวันที่เราต้องเจอะเจอนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นคุณจึงควรใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความพอดีคือสายกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน การออกกำลังกายและไม่ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความเครียด เพียงแค่นี้คุณก็จะมีความสุขและสุขภาพดีแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ