LIFE & HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426802

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เป็นได้มากกว่าการติดต่อสื่อสาร ในยุคของโลกเทคโนโลยีและโซเชียลเนตเวิร์กนี้พ่อแม่ยุคใหม่หวังจะใช้แทนของเล่นหรือสื่อการเรียนรู้ให้ลูก ทำให้หลายๆ คนติดกันอย่างงอมแงมไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ แต่เด็กเล็กๆบางคน ที่มักหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมหรือดูคลิปในยูทูบ รวมถึงใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างจดจ่อ และไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณหรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า แม้ว่าโทรศัพท์มือถือเหล่านี้สามารถให้ทั้งความรู้และความบันเทิง แต่หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอนานเกินไปจนกลายเป็นเด็กติดมือถือ หรือ โมโนโฟเบีย (Momophobia) ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวันของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ พัฒนาการ พฤติกรรมตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เช็คพฤติกรรมลูกติดสมาร์ทโฟน

ในฐานะพ่อแม่เคยเช็คพฤติกรรมลูกๆบ้างหรือไม่ ว่าเข้าข่าย “ติดจอเกินพอดี” ให้สังเกตว่าลูกๆ ของคุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ เช่น หมกมุ่นอยู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเลต วันละหลายๆ ชั่วโมงโดยไม่สนใจคนที่อยู่รอบข้าง แยกตัวจากสังคม เลิกทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ มีพฤติกรรมก้าวร้าวและไม่สามารถควบคุมตัวเองให้หยุดเล่นได้ หากไม่ได้เล่นก็จะกระวนกระวาย กระสับกระส่าย หงุดหงิดอารมณ์เสีย โมโหรุนแรง ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือมีอาการต่อต้านแบบอื่นๆ และต้องใช้เวลาเล่นมือถือนานขึ้นเรื่อยๆ จึงจะพอใจ ที่สำคัญคือมีพฤติกรรมแย่ลง

หากลูกติดมือถือส่งผลกระทบ

สุขภาพร่างกายและปัญหาการนอน สัญญาณมือถือเป็นคลื่นวิทยุ ซึ่งส่งผลสมองเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 60 และ “อาจเป็นสารก่อมะเร็ง” ในสมองเด็กที่มีการเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจากมือถือส่งผลกระทบต่อสารเมลาโทนิน ซึ่งทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ เข้านอนไม่ตรงเวลาและระยะเวลาการนอนหลับไม่เพียงพอหากใช้มือถือในช่วงเวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมตามมา

ปัญหาการเจริญเติบโตไม่สมวัย อาจอ้วนเกินไปจากการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยวไปเรื่อยๆ ขณะเล่นมือถือและขาดการออกกำลังกาย หรือผอมเกินไปจากการเล่นมือถือเพลินจนไม่มีเวลาหรือไม่อยากรับประทานอาหาร

พัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าเนื่องจากมือถือเป็นการสื่อสารทางเดียว หรือพูดเลียนแบบภาษาการ์ตูน ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทำให้มีปัญหาการปรับตัว โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ขาดพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส ซึ่งเกิดการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ประสานกับประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

ปัญหาพฤติกรรม ก้าวร้าว เอาแต่ใจตนเอง รอคอยไม่ได้เนื่องจากหน้าจอมือถือมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและตอบสนองอย่างรวดเร็ว แพ้ไม่เป็นจากการเล่นเกมที่ต้องการแต่จะเอาชนะด้วยคะแนนสูงๆ

ปัญหาการเรียน เมื่อลูกสนใจเนื้อหาความบันเทิงและใช้เวลากับมือถือมากกว่าความรับผิดชอบทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียน ทำให้ผลการเรียนแย่ลง

5 เคล็ดลับหยุดลูกติดมือถือ

อย่าปล่อยให้ลูกติดมือถือแล้วค่อยแก้บอกเลยว่า “ยาก” เราจึงควรสร้างพฤติกรรมที่ช่วยให้ลูกไม่ติดมือถือจะดีกว่า เริ่มจาก…

กำหนดเวลาให้ชัดเจน เมื่อหมดเวลาที่ลูกจะดูหน้าจอได้แล้ว ลูกก็ต้องเลิกดู เลิกเล่นอย่างที่ตกลงกันไว้ เช่น ให้ลูกเล่นเกมหรืออินเตอร์เนตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์ ไอแพด เข้านอน และกำหนดเวลาไม่ให้อยู่หน้าจอนานเกินไป อาทิ เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง หรือในแต่ละวันลูกจะเล่นได้ช่วงไหนบ้าง ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัดและยึดถือกับสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีการที่พ่อ-แม่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิทัล คุณควรมีวินัยในตัวเองก่อนหากคุณใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเลตล่อตาล่อใจคุณลูกทุกวี่ทุกวัน เช่น เล่นโทรศัพท์จนดึกดื่นหามรุ่งหามค่ำ ติดเกมต่างๆ ให้ลูกเห็น นอกจากจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูกแล้ว ยังส่งทำให้คุณมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงอีกด้วย

สอดส่อง..ดูแล คุณต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับลูก โดยการสื่อสารพูดคุยกันจะได้ตามลูกให้ทันและรู้ว่ากิจกรรม online ของลูกมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณควรเลือกสรรสิ่งที่ลูกจะดูหรือเล่น ว่าสิ่งไหนเหมาะและไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น การดูยูทูบและเกมบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็กเนื่องจากมีถ้อยคำและภาพที่รุนแรง น่ากลัว เป็นต้น

เวลาของครอบครัว เชื่อไหมว่าการให้ลูกทำกิจกรรมอื่นร่วมกับคุณมีผลดีในระยะยาว คุณควรจัดตารางเวลาสำหรับการใช้เวลาร่วมกันกับลูก ได้พูดคุยกัน สร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ไปออกกำลังกายด้วยกันทุกวันอาทิตย์ อ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอน หรือใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

จัดสมดุลของกิจกรรม ลูกควรได้เล่นและร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ออกไปเล่นกลางแจ้งทำกิจกรรมตามวัย เช่น วาดรูป ระบายสีเล่นต่อภาพ รวมถึงการได้เล่นกับเด็กทั้งต่างวัยและวัยเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ การปรับตัวในสังคม มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมดุล

สำหรับเด็กแล้วเครื่องมือสื่อสารล้วนเป็นดาบสองคมซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษที่คาดไม่ถึง ก่อนจะยื่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลตให้แก่ลูกจงคิดว่าลูกของคุณพร้อมที่จะใช้มันอย่างเหมาะสมหรือไม่ และหากคุณสามารถควบคุมดูแลและสอนให้เขาให้รู้จักแบ่งเวลาได้ เด็กก็จะเติบโตมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจที่สมบูรณ์ต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/425243

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า แม้ว่าโรคมะเร็งในเด็กพบได้น้อย แต่นับเป็นภาระทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการตายที่จะสำคัญขึ้นในประเทศไทย โดยเด็กในวัย 6-18 ปี จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 คนต่อเด็ก 100,000 คน จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน พ.ศ.2553 พบผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กมารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก 127,597 ครั้ง และผู้ป่วยรับไว้ในโรงพยาบาล 19,159 ครั้ง โดย 86.1% ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ โรคมะเร็งในเด็กสามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่า 70% เนื่องจากทีมแพทย์มีความเข้าใจกลไกการทำงานของเซลล์โรคมะเร็งในเด็ก การพัฒนาประสิทธิภาพยาเคมีบำบัด ตลอดจนการรักษาประคับประคองที่ดีขึ้น

ชมรมโรคมะเร็งในเด็กแห่งประเทศไทยได้รวบรวมจำนวนผู้ป่วยจากสถาบันที่ทำการรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกสถาบันทั้งประเทศ ระหว่าง พ.ศ.2546-2549 พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กรายใหม่ ปีละประมาณ 1,000 คน หรือคิดเป็น 75 คนต่อเด็ก 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี โดยช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 2-5 ปี และเป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง

การเกิดโรคมะเร็งในเด็กไทยน้อยกว่าในประเทศตะวันตก โรคมะเร็งเด็กในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปอัตราการเกิดโรคมะเร็งในเด็กไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่ที่พบมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีการวินิจฉัยที่ดีขึ้นมากกว่านั่นเอง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง และเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลูคีเมียสูงถึง 72% ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด โรคมะเร็งระบบประสาทส่วนกลางในประเทศไทยพบน้อยกว่าในประเทศตะวันตกมาก ซึ่งอาจเนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องมือที่ซับซ้อนทางรังสีวินิจฉัยทำให้การวินิจฉัยโรคได้น้อยกว่าความจริง

โรคมะเร็งต่อมหมวกไตพบได้บ่อยในเด็กเล็กช่วงอายุ 0-4 ปี พบเท่ากันทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง โรคมะเร็งตับในประเทศไทยลดลง ภายหลังการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้แก่เด็กแรกเกิดทั้งประเทศทุกรายตั้งแต่ พ.ศ.2535โรคมะเร็งจอตาพบได้บ่อยในกลุ่มอายุน้อยและพบได้น้อยมากหลังอายุ 5 ปี ส่วนโรคมะเร็งกระดูกพบได้ทั้งในกะโหลกศีรษะและตำแหน่งอื่นๆ

ชมรมโรคมะเร็งในเด็กแห่งประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเริ่มจากพัฒนาสูตรการรักษาสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2549 และในพ.ศ. 2557 ได้ขยายสูตร การรักษาให้ครอบคลุมโรคมะเร็งในเด็กทุกชนิด รวมทั้งกำหนดแนวทางในการวินิจฉัย การตรวจสอบและกำหนดปัจจัยความเสี่ยงของโรค รวมทั้งแนวทางการรักษา สนับสนุนอย่างอื่นให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยการสนับสนุนของสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการจัดระบบให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็กเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง และได้รับการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยที่รักษาไม่หายขาดด้วย โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลัก

ข้อมูลจาก รศ.พ.ท.นพ.ปิยะ รุจกิจยานนท์อนุกรรมการฝ่ายวิชาการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเปิดเผยว่า โรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาเป็นมะเร็งก้อนนอกระบบประสาทส่วนกลางที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก ประมาณ 50-70% ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงคือ มีการกระจายของเซลล์ มะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ไขกระดูก กระดูก ปอด ตับ หรือมีความผิดปกติของยีน N-MYC ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่ามีอัตราการรอดชีวิตเพียง20-30% ถึงแม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว ในประเทศไทยผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมีจำนวนผู้ป่วยใหม่40-50 รายต่อปี

การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา ต้องใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการฉายแสงและการผ่าตัด แต่โรคมะเร็งชนิดนี้มีความรุนแรง มีการรุกรานอวัยวะข้างเคียงเป็นอย่างมาก ทำให้การผ่าตัดเป็นไปได้ยาก หรือผ่าตัดก็ไม่สามารถตัดออกได้หมด และยาเคมีบำบัดในประเทศไทยที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นยาขนาดสูง มีความแรง เพื่อต้องการให้โรคหายขาด แต่ผลเสียที่ตามมา คือ ผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ ไตทำงานผิดปกติ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติเป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนเสียชีวิต หรือละทิ้งการรักษาไป

สำหรับยาเคมีบำบัด Topotecan เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในต่างประเทศได้นำเอายาชนิดนี้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาที่กลับมาเป็นซ้ำ หรือโรคดื้อต่อยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน และในปัจจุบันได้นำมาใช้เป็นยามาตรฐานในการรักษามะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา ที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว ด้วยเหตุนี้ทางชมรมโรคมะเร็งในเด็กจึงได้มีความคิดที่จะนำเอายาดังกล่าวมารักษาผู้ป่วยในช่วงแรก หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัย แต่เนื่องจากยามีราคาสูง (ประมาณ 29,000 บาท ต่อคนต่อรอบการรักษา ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย) และไม่สามารถเบิกจ่าย ได้ตามสิทธิ์การรักษาของผู้ป่วย ทำให้โอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงยาได้ค่อนข้างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้ทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็ก รวมทั้งผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงเหล่านี้ จึงได้ประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อสามารถจัดหายาเคมีบำบัดดังกล่าวให้กับผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงทุกราย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ทำให้ผู้ป่วยในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย สามารถได้รับยาดังกล่าวอย่างทั่วถึง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และบางรายหายขาดจากโรคได้

จากผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา กลุ่มเสี่ยงสูงประมาณ 200 ราย ทุกรายที่ได้รับยาดังกล่าว ตอบสนองต่อการรักษาและไม่มีผู้ป่วยรายใดที่เสียชีวิตจากการรักษา จากข้อมูลข้างต้นส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้การรับรองการใช้ยาเคมีบำบัดดังกล่าวในผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูง ในปี พ.ศ.2562 เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ทำให้นับจากนี้เป็นต้นไปผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงทุกรายสามารถเข้าถึงยาได้และได้รับยาอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นับเป็นพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ที่ประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้มาตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมาโดยแท้…ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423713

LFE&HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคมะเร็งเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุและสามารถจะเป็นได้ที่หลากหลายอวัยวะ เช่น ตับ ปอด เต้านม มดลูกเป็นต้น โรคมะเร็งเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับหนึ่งปีละ 70,000 คน หรือเกือบ 200 คนต่อวัน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 ราย การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และการเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูง

มีโรคมะเร็งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามนึกไม่ถึง นั่นคือ มะเร็งศีรษะและลำคอ ซึ่งโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจส่วนบนและบริเวณคอ หรือเรียกว่า มะเร็งของหู คอ จมูก นั่นเอง

ข้อมูลจาก นพ.ณัฐ นิยมอุดมวัฒนา นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า มะเร็งศีรษะและคอที่พบบ่อย คือ มะเร็งช่องปากช่องคอ กล่องเสียง โพรงจมูกและไซนัสโพรงหลังจมูก ต่อมไทรอยด์ และต่อมน้ำลาย จากสถิติทะเบียนมะเร็งไทยปี 2558 พบว่ามะเร็งช่องปากพบมากเป็นอันดับ 6 ของเพศชาย และอันดับ 10 ของเพศหญิง

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งศีรษะและคอ มาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเคี้ยวหมาก การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีหรือมีฟันแหลมคมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งอาการที่ส่งสัญญาณเตือนได้แก่ เป็นแผลที่ลิ้นหรือช่องปากที่ไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ เจ็บคอเสียงแหบ กลืนติด ที่รักษาด้วยยาแต่ไม่ดีขึ้น มีน้ำมูกหรือเสมหะปนเลือดมีก้อนที่คอหรือในบริเวณช่องปาก ช่องคอที่โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากท่านมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกับมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย

โดยการรักษาในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่ใช้การรักษาเพียงวิธีเดียว เช่น การผ่าตัด หรือ การฉายรังสี ส่วนมะเร็งระยะลุกลามใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัด ซึ่งผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองการรักษา และผู้ป่วยที่เป็นระยะลุกลามมีการรักษาหลายวิธีร่วมกันซึ่งมีการใช้ทรัพยากรมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรักษาวิธีเดียวในผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มแรก

การผ่าตัดผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะลุกลาม มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงได้แก่ เทคนิคปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ เพื่อการซ่อมอวัยวะที่ถูกตัดไป เนื่องจากการตัดบริเวณที่เป็นมะเร็งจะตัดห่างจากขอบด้านละ 1-2 ซม. ฉะนั้นหากคนไข้มารักษาในระยะลุกลามก็จะต้องตัดออกพื้นที่มาก หากเป็นที่ลิ้นก็จะต้องมีการตัดลิ้นบางส่วนออกไป ผู้ป่วยเสียปริมาตรลิ้นไปทำให้การพูดและการกลืนลำบาก
จึงมีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา หรือหน้าแข้งแล้วแต่ความเหมาะสม มาแทนเนื้อเยื่อเดิม ที่ตัดออกไป ซึ่งจะอาศัยการต่อเส้นเลือดจากอวัยะที่นำมาปลูกถ่ายต่อกับเส้นเลือดบริเวณศีรษะและคอที่มีอยู่ การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ผู้ป่วยจะต้องมีความแข็งแรงมากพอ ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด 8-10 ชั่วโมง และทีมแพทย์ พยาบาลจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มแรกซึ่งผ่าตัดบริเวณมะเร็งออกแล้วไม่ต้องปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ ใช้ระยะเวลาสั้นกว่า อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน เปรียบเทียบกับเครื่องมืออุปกรณ์ร่วมด้วยดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อรายของผู้ป่วยย่อมมากกว่าหลายเท่า ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยระยะลุกลามที่รับการผ่าตัดและปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ

แต่ทั้งนี้เราสามารถ ป้องกันโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์  นอกจากนั้นการดูแลสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ ได้แก่ การรักษาความสะอาดของช่องปาก การพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน จะช่วยให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งช่องปากลดลงโดยลดสารก่อมะเร็ง ลดการระคายเคืองของฟันแหลมคม และตรวจค้นหามะเร็งช่องปากตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้

โรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอรายใหม่ เข้ามารักษาเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2558 จำนวน 529 คน ปี 2559 จำนวน 600 คน และปี 2560 จำนวน 673 คน ทั้งนี้ในแต่ละปีของโรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะ และคอรายใหม่ รวมถึงมะเร็งอื่นๆ เข้ามารักษาอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีความยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากเป็นศูนย์รับส่งต่อที่ใหญ่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมีศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง (Center of Excellence) ด้านโสต ศอ นาสิก และมะเร็งศีรษะและคอ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ยากไร้ มีฐานะยากจน ถึงแม้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะสามารถใช้สิทธิการรักษาของรัฐได้ เช่น สิทธิประกันสุขภาพ สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ เป็นต้น แต่จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลราชวิถีและมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้จัดตั้ง “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ให้ได้มีโอกาสเข้าถึง และรับการรักษาที่เป็นมาตรฐานรวมทั้งผลการรักษามีประสิทธิภาพ

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ สอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithifondation.com มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษา

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มะเร็งปากมดลูก…ภัยร้าย ใกล้ตัวหญิงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/422126

news_default

Life & Health : มะเร็งปากมดลูก…ภัยร้าย ใกล้ตัวหญิงไทย

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงและด้วยสภาพแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ โรคมะเร็งในผู้หญิงมีเพิ่มมากขึ้น พบว่าโรคมะเร็งที่ได้บ่อยในผู้หญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ  มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ และมะเร็งที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งที่น่าห่วงมากที่สุดในผู้หญิงสมัยนี้นั้นก็คือ มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาได้ทันเวลา ก็อาจเกิดการลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญภายในช่องท้อง เช่น ต่อมน้ำเหลือง ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้ยากแก่การรักษา และมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง

ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่รู้จักโรคมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นโรคร้ายที่น่ากลัว แต่เชื่อว่ายังมีผู้หญิงไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว  ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุและกลุ่มเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มสูงขึ้น

ข้อมูลจาก ผศ.พิเศษ พญ.อรัญญา ยันตพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่าปัจจุบันสถานการณ์มะเร็งในหญิงไทยมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีที่เราสามารถมีวิธีการสืบค้นได้มากขึ้น มีการตรวจพบในระยะต้นๆได้มากขึ้น และพบได้กับคนไข้ในกลุ่มที่อายุน้อยมากขึ้น มะเร็งในผู้หญิงเรามีมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม มักพบในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในคนที่มีอายุน้อย ๆ เช่น 20 ปี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีคู่นอนหรือมีสามีหลายคน หรือมีสามีที่มีความสำส่อนทางเพศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้

จากข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560 ระบุว่าในแต่ละปีจะพบว่าสตรีไทยป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 5,513 ราย และหากลงลึกไปอีกจะพบว่าในแต่ละวันจะมีสตรีป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มถึง 15 ราย และแต่ละปีจะมีสตรีไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกถึง 2,251 ราย หรือเฉลี่ยจะมีสตรีไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกวันละ 6 ราย ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ถึง 8,184 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก

ทั้งนี้ สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากไวรัสเอชพีวีที่ก่อให้เป็นมะเร็งปากมดลูก โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุในอวัยวะสืบพันธุ์ จึงทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปอยู่ที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของปากมดลูก จนกลายเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก
และเป็นมะเร็งในที่สุด

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด และการฉายแสง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และชนิดของเซลที่ทำให้เกิดโรค หากเป็นในระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการผ่าตัด หากเป็น ระยะ 2 และ 3 ขึ้นไป การรักษาเป็นการฉายแสงและหรือ ร่วมกับยาเคมีบำบัด โดยการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 มีการประยุกต์เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องที่ทั่วโลกใช้มานาน เป็นการผ่าตัดแบบไร้แผลให้ผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช แทนการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือส่องกล้องทางหน้าท้องที่ต้องตัดมดลูกออก โดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องคลอดแล้วใช้วิธีการที่พัฒนาขึ้นในการแยกปากมดลูกและท่อปัสสาวะได้ชัดเจน ก่อนจะตัดปากมดลูกที่เป็นมะเร็งออก ทำให้สามารถรักษามดลูกของผู้ป่วยไว้ได้ ซึ่งผู้ป่วยเป็นมะเร็งส่วนใหญ่มักสิ้นหวังกับการมีชีวิต คิดว่าเป็นมะเร็งแล้วจะต้องตายแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งยิ่งรักษาเร็วยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูง และกำลังใจของผู้ป่วยนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

และการป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูก สำหรับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกภายใน 3 ปีหลังการมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เว้นแต่กับผู้ชายที่จะให้เป็นพ่อของลูก และหากยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปโดยการตรวจแปปสเมียร์ (Pap test) ร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9 – 26 ปีควรฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

โดยในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา รพ.ราชวิถีมีผู้ป่วยด้านมะเร็งนรีเวช จำนวน 639 คน อาทิ มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูกและมะเร็งนรีเวชอื่นๆ เป็นต้น และปัจจุบันยังมีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รอรับการรักษา ทั้งด้วยการผ่าตัดการให้ยาเคมีบำบัด หากเขาเหล่านั้นได้รับการรักษาเร็วโอกาสที่จะหายและสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติมากขึ้นจากการที่ รพ.ราชวิถี มีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รอรับการรักษาอยู่จำนวนมากนั้น เนื่องจากรพ.เป็นศูนย์รับส่งต่อที่ใหญ่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงมีการรอคิวในการรักษาที่ค่อนข้างยาวและผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ยากไร้ มีฐานะยากจน ดังนั้นทางรพ.ราชวิถีและมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี จึงได้จัดตั้ง “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี”  เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ให้ได้มีโอกาสรับการรักษาและสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ สอบถามโทร 02-3547997-9หรือ http://www.rajavithifondation.com   มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาอยู่จำนวนมาก

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เลือกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/420663

news_default

Life&Health : เลือกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดคุณ

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้คนสมัยนี้มักพิถีพิถันในการเลือกซื้อและใส่ใจในรายละเอียดคุณภาพของอาหารเพราะมองว่าสิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้นมีผลต่อสุขภาพของตัวเอง คือกินอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเทรนด์การเลือกกินอาหารหลากหลายหนทาง หนึ่งในเทรนด์ที่ผู้รักสุขภาพสนใจก็คือ การรับประทานตาม “กรุ๊ปเลือด” เพราะในแต่ละกรุ๊ปเลือดจะมีสารเคมีซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันไป จากหนังสือEat Right for Your Type ของแพทย์ธรรมชาติบำบัด ดร.Peter J. D’Adamo ประเทศสหรัฐอเมริกา และใน Nutrition Digest, Volume 38, No. 2 ของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้บอกถึงเรื่องการกินตามกรุ๊ปเลือดได้อย่างน่าสนใจทีเดียว กรุ๊ปเลือดไหนต้องกินอย่างไร เราลองมาดูกัน

กรุ๊ป A ส่วนใหญ่คนเลือดกรุ๊ป A จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี จึงอาจมีภาวะอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นได้บ่อย และยังมีความเข้มข้นของเลือดสูง ระบบภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี จึงต้องระวังเรื่องการกินเนื้อสัตว์และไขมันมากเกินไปเพราะจะยิ่งทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ง่ายและยังมีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน รวมไปถึงปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่และหากในผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การกินมังสวิรัติจะช่วยเห็นผลได้เร็วขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป A: ทุกมื้อของชาวกรุ๊ป A จะต้องมีผัก ผลไม้ ธัญพืชเป็นหลักเสมอ เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอและช่วยเรื่องระบบขับถ่าย นอกจากนี้ควรเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาซาดีน รวมถึงเนื้อไก่ เพื่อเพิ่มโปรตีนแต่หากยังต้องการเสริมแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง แทนนมวัว หรือกินเต้าหู้ ธัญพืชต่างๆ ส่วนผลไม้ควรเลือกชนิดที่มีรสเปรี้ยวเพราะให้วิตามินซี เพื่อช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดปัญหากรดในกระเพาะอาหารต่ำ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป A : อาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง เพราะจะย่อยยาก และโปรตีนจากนม ชีส แต่สามารถทดแทนด้วยโยเกิร์ตชนิดไขมันต่ำ และควรหลีกเลี่ยงผลไม้ประเภทมะม่วง มะละกอ กล้วยหอม ส้ม แตงโม และแคนตาลูป เพราะย่อยยากและทำให้ระคายเคืองกระเพาะ รวมถึงลดการดื่มน้ำอัดลม เบียร์ โซดา เพราะจะทำให้มีกรดในกระเพาะมากเกินไป

กรุ๊ป B คนเลือดกรุ๊ปบีเป็นพวกที่อยู่ง่าย กินง่ายมีความยืดหยุ่นทางอาหารสูง สามารถกินอาหารทั้งประเภทเนื้อสัตว์และผักได้อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเพราะเลือดมีความสมดุล คือมีความเข้มข้นอยู่ในระดับพอดี แต่จะเป็นคนอ้วนง่ายและมีความเสี่ยงเรื่องน้ำหนักเกินบางรายอาจมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี เช่น อาการปลายประสาทอักเสบ ปวดตามข้อเป็นประจำ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป B : ควรกินเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ ปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว ซึ่งเป็นอาหารย่อยง่าย บำรุงสมองและระบบประสาท และควรเน้นอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวโอ๊ตและข้าวกล้อง เพื่อจะได้ไม่อ้วนง่ายและไม่มีไขมันสะสม รวมถึงผักใบเขียวชนิดต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันโรคภูมิแพ้ ส่วนผลไม้กินได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะ “สับปะรด” เนื่องจากมีเส้นใยอาหารสูง แถมมีเอนไซม์ช่วยให้ย่อยอาหารได้ง่าย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป B : ควรงดอาหารจำพวกแป้ง ถั่วเปลือกแข็ง งา เมล็ดทานตะวัน เพราะไม่ดีต่อระบบเผาผลาญ ทำให้อ้วนง่ายและส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนเลือด ส่วนเนื้อสัตว์ไม่ควรกินเนื้อไก่ ไข่ อาหารทะเล รวมถึงมะเขือเทศ ข้าวโพด เพราะจะทำให้ระบบการย่อยไม่ดี นอกจากนี้ควรเลี่ยงผลไม้รสหวาน หรือกินให้น้อยลง และควรหลีกเลี่ยงทับทิม ลูกพลับ ลูกแพร์ เพราะมีน้ำตาลสูง

กรุ๊ป O คนเลือดกรุ๊ปโอสามารถกินเนื้อได้เยอะที่สุด เพราะกระเพาะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ย่อยอาหารประเภทเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ตามส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างเต็มที่ แต่จะมีปัญหาเรื่องระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ซึ่งกระทบระบบเผาผลาญโดยตรงจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคนเลือดกรุ๊ป O น้ำหนักจึงขึ้นง่ายกว่าคนอื่น นอกจากนี้ยังมักมีปัญหาเรื่องเลือดแข็งตัวช้า เพราะเลือดของคนกรุ๊ป Oจะมีความเหลวมากที่สุด

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป O : สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด แต่ไม่ควรขาดอาหารทะเลโดยเฉพาะปลา เพราะมีสารไอโอดีนซึ่งช่วยต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนให้คงที่ จะได้ไม่อ้วนง่าย ส่วนผักและผลไม้สามารถกินได้ทุกชนิดโดยเฉพาะบร็อคโคลี่ ผักโขม รวมทั้งตับ ไข่แดง ที่ให้วิตามินเคสูง เพื่อช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็ว และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่จะช่วยปรับสมดุลระดับกรด-ด่างภายในกระเพาะอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป O : ควรระมัดระวังการกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม กุนเชียง หมูยอ รวมทั้งธัญพืชหรือถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งทำให้ระบบเผาผลาญทำงานแย่ลง และควรงดผักประเภทกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เพราะจะส่งผลให้ระบบไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ส่วนผลไม้ควรเลี่ยง ส้มสตรอเบอร์รี่ มะพร้าว แคนตาลูป ซึ่งมีความเป็นกรดสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนม กาแฟ เบียร์ เพราะจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะซึ่งมีมากอยู่แล้ว ส่งผลให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้ง่าย

กรุ๊ป AB เนื่องจากกรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างกรุ๊ป A และ B แต่จะกินเนื้อสัตว์ได้น้อยกว่าคนกรุ๊ป B และไม่จำเป็นต้องกินผักมากเท่ากับคนกรุ๊ป Aที่สำคัญไม่อ้วนง่ายเหมือนคนกรุ๊ปโอแต่ควรกินอาหารให้เหมาะสม แต่จะมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ ดังนั้นจึงควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อไม่ให้ระบบการย่อยต้องทำงานหนัก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและเบาหวานได้ง่าย

อาหารที่เหมาะสมของกรุ๊ป AB : ควรผสมผสานทั้งการกินเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายเข้ากับการกินผักผลไม้เป็นหลักเรียกได้ว่าแม้จะกินได้เกือบทุกอย่างแต่ก็ต้องเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำและย่อยง่ายเอาไว้ก่อน เนื้อสัตว์ที่เหมาะได้แก่ ปลา หรืออาจเลือกกินอาหารประเภทถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและเต้าหู้ ส่วนผักแนะนำให้กินบร็อคโคลี่และผักใบเขียวทุกชนิด ส่วนผลไม้ควรเป็นชนิดที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้มโอ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด เพื่อช่วยสร้างความสมดุลของกรดในกระเพาะอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกรุ๊ป AB : ควรงดอาหารหมักดองทุกชนิด เช่น ผักกาดดอง หนำเลี้ยบ เต้าหู้ยี้ เนื้อสัตว์แปรรูปและผลไม้แปรรูปทุกชนิด ส่วนผลไม้สดควรงดกล้วย มะม่วง ฝรั่งและส้ม และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมกาเฟอีน น้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ ที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

แม้การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะเป็นแนวทางเลือกหนึ่งในการปฏิบัติที่ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย แต่การเลือกกินอาหารเพื่อการมีสุขภาพดี ควรกินอาหารให้หลากหลายครบหมวดหมู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารหวาน เค็ม มัน และไม่รับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ กัน ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำและพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่ไปด้วย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงจะได้อยู่กับเราไปอีกนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก…กัญชาทางการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/419241

LIFE&HEALTH : รู้จัก…กัญชาทางการแพทย์

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคนี้ผู้คนให้ความสนใจในการใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพ และรักษาโรคมากขึ้นโดยเฉพาะกระแสการใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง ข้อมูลจาก อาจารย์เภสัชกรดร.เชาวลิตมณฑล วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า พบว่ามีการนำกัญชามาใช้รักษาตนเองโดยขาดความรู้ความเข้าใจ ส่งผลให้ได้รับอันตรายจากการใช้กัญชาได้ บทความนี้จะให้ความรู้เบื้องต้นสำหรับการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ประชาชนควรรู้ โดยบทความนี้ไม่หมายรวมถึงการนำไปใช้เพื่อการสันทนาการหรือการเสพกัญชาอย่างผิดกฎหมาย

พืชกัญชามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa subsp. indica พืชกัญชามีชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกับ กัญชง (Cannabis sativa subsp.sativa) แต่แตกต่างกันที่สปีชีส์ย่อย ส่วนของพืชกัญชาที่นำมาใช้ทางการแพทย์ คือ ช่อดอกเพศเมีย ประเทศไทยจัดกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สารออกฤทธิ์ที่พบได้ในกัญชาเป็นสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ในกัญชาพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ประมาณ 100 ชนิด และสารอื่นๆ อีกประมาณ 400 ชนิด แต่สารสำคัญของกัญชาที่รู้จักกันทั่วไป จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ เดลต้า-9-เตตระไฮโดรแคนนาบินอลหรือทีเอชซี (THC) และแคนนาบิไดออลหรือซีบีดี (CBD) สารทีเอชซี (THC) เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกเคลิ้มฝัน แก้ปวด แก้คลื่นไส้อาเจียน กระตุ้นความอยากอาหาร ส่วนสารซีบีดี(CBD) มีฤทธิ์คลายกังวล เป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์เสพติด สามารถรักษาอาการทางจิตและประสาท แก้ปวด แก้อักเสบ และต้านการชัก

ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีประโยชน์ในหลายโรค ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากบางชนิดและโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดเส้นประสาท

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง โรคพาร์กินสัน โรคปลอกประสาทอักเสบอื่นๆ และโรควิตกกังวล

ปัจจุบันยังไม่มีขนาดยาเริ่มต้นที่แน่นอนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา แต่ควรเริ่มใช้ในขนาดต่ำและปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นช้าๆ จนได้ขนาดยาที่เหมาะสมที่สุดและเกิดผลข้างเคียงต่ำซึ่งขนาดยาที่ผู้ป่วยแต่ละรายตอบสนองจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับลักษณะของผู้ป่วย โรคที่ผู้ป่วยเป็น และผลิตภัณฑ์ที่ใช้

แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาตามวิธีมาตรฐานไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชาเป็นทางเลือกแรก แต่แนะนำให้ใช้เป็นทางเลือกรองลงมา หรือใช้ควบคู่กับการรักษาตามวิธีมาตรฐาน

น้ำมันกัญชาที่ใช้กันปัจจุบันและซื้อขายในตลาดใต้ดิน มักจะเป็นสารสกัดหยาบของกัญชาในเอทิลแอลกอฮอล์ ที่กำจัดแอลกอฮอล์ออกแล้ว ดังนั้นสารสกัดจึงมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ค่อนข้างสูง การนำมาใช้จะต้องมีการเจือจางก่อน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณสารที่สูงเกินไปจนเกิดอันตรายได้ น้ำมันที่นิยมใช้เพื่อเจือจางสารสกัดกัญชา ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันพืช เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น

การใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบยาหยดใต้ลิ้น ระยะเวลาที่สารสำคัญถึงระดับสูงสุดในเลือด อาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยบางรายเข้าใจผิดว่า ไม่ตอบสนองต่อยาจึงเพิ่มขนาดยาหรือเพิ่มจำนวนหยดของการใช้น้ำมันกัญชา ส่งผลให้เมื่อยาออกฤทธิ์ทำให้ระดับยาในเลือดผู้ป่วยสูงเกินไป จึงเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยาได้

การใช้กัญชาครั้งแรกควรเริ่มใช้ในเวลาก่อนนอนและควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อระมัดระวังการเกิดผลข้างเคียง โดยต้องปรับลดขนาดยาเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ
เสียสมดุล หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตผิดปกติ และจะต้องหยุดยาเมื่อเกิดอาการสับสน กระวนกระวาย ประสาทหลอน วิตกกังวล และโรคจิต ในระหว่างการใช้กัญชาผู้ป่วยไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานกับเครื่องจักรกล เนื่องจากบางรายมีอาการมึนศีรษะและง่วงซึมได้ นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังการใช้ยากัญชาร่วมกับยาแผนปัจจุบัน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น การใช้กัญชาร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาท จะทำให้ฤทธิ์การกดประสาทของยาดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

กัญชามีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้กัญชาหรือส่วนประกอบอื่นๆในผลิตภัณฑ์จากกัญชา ผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่มีอาการโรคจิต โรควิตกกังวล หรืออารมณ์แปรปรวน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร

ยา สมุนไพร หรือกัญชาล้วนแล้วแต่มีประโยชน์และโทษด้วยกันทั้งนั้น การใช้กัญชาภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์จะทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้กัญชาโดยที่เกิดโทษน้อยที่สุด แต่กัญชาที่ใช้จะต้องทราบปริมาณของสารสำคัญ (สารทีเอชซีและซีบีดี) ที่แน่นอนปราศจากการปนเปื้อนของโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง และเชื้อก่อโรค ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน อันจะส่งผลต่อประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ‘ไขมันพอกตับ’ภัยเงียบทำลายสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417794

news_default

LFE&HEALTH : ‘ไขมันพอกตับ’ภัยเงียบทำลายสุขภาพ

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ใครๆ ก็รู้ว่า “ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทในกระบวนการทำงานของร่างกายเพื่อให้ดำรงชีวิตได้เป็นปกติ ทำหน้าที่คัดกรองสิ่งต่างๆ ในร่างกายและปรับสภาพให้เหมาะสำหรับการใช้งานในแต่ละอวัยวะ รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บสะสมพลังงานสำรองของร่างกายด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สยาม ศิรินธรปัญญา กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่าถ้าตับมีความผิดปกติย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุได้หลายประการได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ แบคทีเรีย เชื้อรา สารเคมีหรือสารพิษต่างๆ รวมถึง แอลกอฮอล์และภาวะไขมันพอกตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และภาวะแทรกซ้อนรวมถึงมะเร็งตับ เป็นต้น

หน้าที่สำคัญๆ ของ “ตับ” ที่ช่วยให้เราดำรงชีวิตได้เป็นปกติ คือ

1.เป็นแหล่งเก็บสะสมพลังงานของร่างกายและเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่สะสมไว้มาเป็นพลังงานในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาล เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานเพื่อให้เซลล์ต่างๆ นำไปตามความต้องการของร่างกาย

2.ทำลายสารพิษต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายหรือจากสิ่งที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย

3.สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น

4.สังเคราะห์โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นในร่างกาย

ปัจจุบัน “ไขมันพอกตับ” ถือว่าเป็นโรคตับที่พบมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบอเมริกาและยุโรปซึ่งมีคนอ้วนจำนวนมาก สำหรับในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยแม้ขณะนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยน้อยกว่าฝรั่ง แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีข้อมูลจากการศึกษาต่างๆพบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน 100 คน เป็นไขมันพอกตับประมาณ 50-70 คน ผู้ป่วยโรคอ้วน100 คน พบภาวะไขมันพอกตับถึง 40-90 คน แต่ทั้งนี้ ภาวะไขมันพอกตับเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำร้ายร่างกายเราโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุของการเกิดไขมันพอกตับ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.ภาวะไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอันตรายต่อโดยเกิดการสะสมของไขมันที่ตับ ตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ตับแข็งและเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

2.ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง จนทำให้เกิดไขมันจำนวนมากสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกที่เซลล์ของตับ ซึ่งหากสะสมมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ(เป็นภาวะไขมันพอกตับ) ทำให้ตับเกิดการอักเสบ หรือเซลล์ตับตาย และเกิดพังผืดภายในตับ จนกลายเป็นโรคตับแข็งและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นมะเร็งตับได้

ไขมันพอกตับ เริ่มแรกจะไม่มีอาการ แต่จะเริ่มมีอาการหลังจากที่ไขมันสะสมอยู่ในตับจำนวนมาก โดย อาการที่พบ คือ เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกไม่สบายท้องน้ำหนักลดผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง คลื่นไส้ มึนงง ความสามารถในการตัดสินใจและสมาธิลดลง นอกจากโรคไขมันพอกตับ ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ด้วย เช่น ตับโต เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องด้านบนขวา หรือกลางท้อง และอาจพบรอยปื้นคล้ำที่ผิวหนังบริเวณ คอ หรือใต้รักแร้ ในขณะที่ผู้ป่วยไขมันพอกตับที่มีภาวะบางอย่างร่วมด้วย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี จะมีเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งได้มากกว่าคนปกติ และหากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปโรคตับแข็งและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น

มีของเหลวจำนวนมากในช่องท้อง หรือที่เรียกว่าอาการท้องมาน การติดเชื้อของของเหลวในช่องท้อง ภาวะซึมเนื่องจากของเสียคั่งในกระแสโลหิตและสมอง

ภาวะตับวายระยะสุดท้าย ส่งผลให้ตับหยุดการทำงานโดยสิ้นเชิงและการเกิด มะเร็งตับซึ่งเป็นโรคที่มีความร้ายแรงและรักษาได้ยาก

ดังนั้น หลักปฏิบัติง่ายๆ ที่ทุกท่านควรตระหนักถึงการเกิดไขมันพอกตับ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเรา เพราะปัจจุบันวิถีการกินที่เปลี่ยนแปลงไปใกล้เคียงประเทศตะวันตกมากขึ้นที่เน้นการกินแบบฟาสต์ฟู้ดทำให้มีคนอ้วนมากขึ้นนั่นคือสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้ แต่ท่านสามารถปฏิบัติตัวง่ายๆ ดังนี้

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ธัญพืชชนิดต่างๆ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด ปลาทะเล เป็นต้น

ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นประจำก็จะช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักและกระตุ้นระบบเผาผลาญ

หากเป็นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ต้องควบคุมปริมาณการดื่มแต่พอดี หรืองดดื่มไปเลย

ตรวจสุขภาพเป็นประจำรวมทั้งตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสตับอักเสบและการทำงานของตับเนื่องจากโรคตับในระยะแรกจะยังไม่แสดงอาการออกมา

การป้องกันย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดเป็นโรค ขอให้ทุกท่านร่วมกันดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

ปัจจุบัน รพ.ราชวิถี ยังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากที่รอคอยการรักษา ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถีได้ที่ ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถีหรือสอบถามโทร.02-3548108-37 ต่อ 3032

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ส.ว.(สูงวัย)อย่างมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/416386

news_default

Life & Health : ส.ว.(สูงวัย)อย่างมีคุณภาพ

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ส.ว. (สูงวัย)” เป็นวัยที่ร่างกายของคนเราทั้งในหญิงและชายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ อวัยวะต่างๆ เริ่มทำงานลดลงและเริ่มเสื่อม หรือพูดง่ายๆ ว่าเริ่มชราลงนั่นเอง สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัย ที่มีโครงสร้างประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์อีกไม่ช้า เมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสังคมไทย

ข้อมูล จาก พญ.นัชชา เรืองเกียรติกุลกลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์และประมาณประชากรในปี 2583 ว่าจำนวนผู้สูงอายุในช่วงวัย 60-69 ปี จะเพิ่มสูงขึ้น 14% ช่วงวัย 70-79 ปี เพิ่มขึ้น 12% และช่วงอายุ 80-89 ปี เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนอกจากการเตรียมพร้อมสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว การพัฒนาผู้สูงอายุให้มีศักยภาพสามารถพึ่งตนเองได้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษซึ่งแตกต่างจากวัยผู้ใหญ่ทั่วไป ผู้สูงวัยไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สมอง ความสามารถ ฯลฯ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความตื่นตัว เตรียมการเพื่อรองรับและดูแลประชากรสูงวัยมากขึ้น สำหรับ“ ส.ว.(สูงวัย)” สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุ คือ

1.อายุระหว่าง 60-69 ปี คือผู้ที่เพิ่งเริ่มย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพแข็งแรงดี อาจมีโรคประจำตัวบ้าง เช่น เบาหวาน ความดันดังนั้นการดูแลจะเน้นไปที่การป้องกันหรือประเมินหาความเสี่ยงของโรค เช่น ตรวจภาวะกระดูกพรุน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะทราบว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็อายุ 80 ปีไปแล้ว

2.อายุระหว่าง 70-85 ปี เป็นช่วงอายุที่เริ่มมีโรคประจำตัวมากขึ้นช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ขณะเดียวกันผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก็อยากจะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเป้าหมายของการดูแลจึงเป็นการทำให้ผู้สูงอายุคงคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดูแลสุขภาพร่างกาย เช่น ดูแลกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อไม่ให้ติด ช่วยให้ผู้สูงอายุเดินได้แม้มีภาวะเข่าเสื่อม และได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเพียงเป็นต้น

3. อายุตั้งแต่ 86 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่พึ่งตัวเองได้ลดลงและต้องการการดูแลจากลูกหลานญาติพี่น้อง พยาบาลหรือผู้ดูแลพิเศษ ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุในช่วงวัยนี้จะเป็นการอบรมหรือให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลในเรื่องต่างๆ อาทิ โภชนาการ กายภาพบำบัด และให้ผู้ดูแลเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สมอง ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ฯลฯ จึงเป็นช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่กลัว ดังนั้นการได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆก็จะช่วยให้ผู้สูงวัยได้ปรับตัว และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งบุตรหลานหรือผู้ใกล้ชิดมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยได้อยู่อย่างมีความสุข โดยให้เกียรติและให้ท่านมีความภาคภูมิใจ ท่านจะรู้สึกว่าตนเองยังมีความสำคัญต่อครอบครัวยังมีคนห่วงใยคอยดูแลอยู่ทำให้ท่านรู้สึกอบอุ่นใจ สามารถที่จะต่อสู้กับชีวิตในวัยสูงอายุได้อย่างมีความสุขและสง่างาม…

ผู้สูงวัยจะต้องปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขสมวัย ด้วยการปฏิบัติตัวง่ายๆ คือ…

1.เตรียมใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของวัยนี้ เช่น สูญเสียสมรรถภาพทางกาย ลูกหลานจากไปมีครอบครัว หรือทำงานในเวลากลางวัน บางครั้งต้องอยู่ตามลำพังคนเดียว เป็นต้น

2.ดูแลสุขภาพอนามัยให้ถูกต้องเช่น ดูแลสุขอนามัยของช่องปากรับประทานอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่มีโปรตีนปานกลาง ไขมันน้อย วิตามินมากเน้นผัก ผลไม้ ไฟเบอร์และน้ำ รับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักธงโภชนาการ เป็นต้น

3.เฝ้าระวังและชะลอความเสื่อมของร่างกาย โดยช่วยเหลือตนเองในการประกอบกิจวัตรประจำวันให้ได้มากที่สุด เพิ่มความกระฉับกระเฉง

4.ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย มีความหลากหลาย และเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อชะลอความเสื่อมด้านร่างกายและสมอง

5.ไม่ควรคิดถึงอายุซึ่งล่วงเลยไปหรืออดีตด้วยความวิตกกังวล ควรสร้างความภาคภูมิใจในประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

6.ผู้สูงอายุมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกันตามความรู้ความสามารถและความถนัด ดังนั้นผู้สูงอายุสามารถปรึกษาเรื่องที่ไม่เชี่ยวชาญจากผู้อื่นได้ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายในการปรึกษาปัญหาต่างๆ จากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าตน

7.พยายามเข้าใจสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิด ความเชื่อ หรือหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันอาจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มวัย ซึ่งความเข้าใจนี้จะช่วยให้ลูกหลาน และคนรอบข้างรู้สึกอบอุ่น ครอบครัวมีความสุข

8.ควรมีการพักผ่อนหย่อนใจและทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความเพลิดเพลินใจ ทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ รู้จักสร้างอารมณ์ขันและพัฒนาทักษะการเข้าสังคมเพื่อกระตุ้นสมองและความจำ เช่น ปลูกต้นไม้ เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ ทำกิจกรรมสังคม ไปวัดทำบุญศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นต้น

9.ในขณะที่ยังทำงานมีรายได้ก็ควรจัดการทรัพย์สิน ลงทุนและออมทรัพย์ไว้เพื่อจุนเจือใช้จ่ายในวัยสูงอายุเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

10.ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังภาวะโรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น หากมีโรคประจำตัวควรพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง รับประทานยาสม่ำเสมอ

สังคมไทยต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเข้าสู่ “สังคม ส.ว. ” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเตรียมพร้อมระดับประเทศ ทั้งการออกนโยบายและแผน การจัดสวัสดิการสังคมต่างๆ การปรับมุมมอง การเปลี่ยนความคิดจากผู้สูงวัยที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นมาเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เพื่อจะได้การก้าวสู่การเป็น ส.ว. หรือผู้สูงวัยที่มีคุณภาพและสง่างาม

ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสมทบช่วยเหลือผู้ป่วยสูงวัยด้อยโอกาส โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี”ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หมายเลขบัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้…ชะลอวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414971

LIFE & HEALTH : กินผักผลไม้…ชะลอวัย

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุคนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญขึ้นมากแต่ยังมีวิธีที่สามารถทำได้ไม่ยากและไม่ต้องเสียเงินมากซึ่งเป็นการชะลอวัยโดยใช้วิธีธรรมชาติเน้นการมีสุขภาพที่ดีตลอดอายุของคนเรา วันนี้มีเคล็ดลับจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ มาฝาก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ร่างกายได้สารอาหารเพื่อชะลอวัยอย่างเพียงพอ เพราะทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตเร่งรีบแข่งกับเวลาจนลืมที่จะใส่ใจกับการเลือกสรรการกินที่จะเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย แทนที่จะได้สารอาหารดีๆ บำรุงเลี้ยงเซลล์ในร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ กลับกลายเป็นเติมสารเร่งแก่ให้กับร่างกาย

ความแก่เป็นผลมาจากการที่เซลล์ในร่างกายเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลที่ตามมาคือการทำงานของอวัยวะค่อยๆลดลง และรูปลักษณ์ภายนอกเริ่มเปลี่ยนไป อนุมูลอิสระสารเร่งแก่เร่งโรค อนุมูลอิสระเป็นผลพวงจากการทำงานในระบบเผาผลาญของร่างกายที่ต้องหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใช้ในร่างกาย ปฏิกิริยาเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน ในขณะเดียวกันอนุมูลอิสระจากปัจจัยภายนอกร่างกายอาจมาจากการสูบบุหรี่ หรือหายใจเอาควันบุหรี่ ควันรถเข้าไป ดื่มแอลกอฮอล์กินอาหารไขมันสูง อยู่ในที่มีมลพิษ หรือได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์มากไปเป็นประจำ ทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้นถ้าเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลล์อ่อนแอลงโปรตีนก็แปรเปลี่ยนสภาพยีนหรือดีเอ็นเอ กลายพันธุ์ เซลล์ถูกทำลายหรือตายลง ฉะนั้นอนุมูลอิสระที่สะสมในร่างกายจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แก่ก่อนวัย และมีโรคตามมา เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง กระดูกพรุนอัลไซเมอร์ เป็นต้น

สารแอนติออกซิแดนท์ต้านแก่ ต้านโรค

โชคดีที่ร่างกายเรามีวิธีการรับมือกับอนุมูลอิสระ 2 วิธี คือ วิธีแรก โดยธรรมชาติให้มาโดยที่ร่างกายสามารถสร้างสารแอนติ
ออกซิแดนท์ต่อต้านอนุมูลอิสระเองได้ในรูปเอนไซม์หลายๆ ชนิด สารแอนติออกซิแดนท์จะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังอนุมูลอิสระหรือยับยั้งฤทธิ์อนุมูลอิสระ อีกวิธีหนึ่งโดยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงเพื่อให้เพียงพอกับการต้านอนุมูลอิสระ สารแอนติออกซิแดนท์เป็นศัตรูสำคัญของอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อถูกทำลาย สารแอนติออกซิแดนท์ ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมายในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับวัยที่เพิ่มขึ้น เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อมนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานซึ่งมีผลในการป้องกันโรค และการติดเชื้อ ป้องกันระบบประสาทและสมองจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ทำให้ความจำเสื่อม ช่วยการทำงานของนาฬิกาในร่างกาย ป้องกันหรืออย่างน้อยที่สุดชะลอวัย

งานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยป้องกันไม่ให้เราแก่ก่อนวัย และสารต้านอนุมูลอิสระนั้นมีมากในผัก ผลไม้ ที่เราสามารถกินได้ทุกวันคนที่มีระบบแอนติออกซิแดนท์ในร่างกายดีจะดูอ่อนวัย สุขภาพดี มีความคิดความอ่านไวไม่เฉื่อยชา มีงานวิจัยมากมายที่รายงานว่าผู้ที่กินสารแอนติออกซิแดนท์มาก จะมีระดับสารแอนติออกซิแดนท์ในเลือดสูง และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง ต้อกระจก ข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังแข็งแรงและกระฉับกระเฉงกว่าผู้ที่มีระดับสารแอนติออกซิแดนท์ในเลือดต่ำ

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ สารแคโรทีนอยด์ วิตามินซี วิตามินอี และสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ ผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุนและบิลเบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่ ผักที่มีสารแอนติออกซิแดนท์มากที่สุดตามข้อมูลการวิจัย ได้แก่ บร็อคโคลีกระเทียม ต้นกระเทียม ต้นหอม แรดดิชสปินิช (ผักโขม) หัวหอม บีทรูท อาร์ติโชก เป็นต้น

การเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกาย

เราจะมีวิธีการเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกายได้ไม่ยาก เพียงกินผักผลไม้ให้หลากหลายสี อย่างน้อยที่สุดวันละ 5-8 อุ้งมือ ธัญพืชไม่ขัดสีวันละ 3 อุ้งมือ เราก็จะได้สารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ สีของผักผลไม้บ่งบอกถึงสารอาหารต่างๆ กันที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีข้อแนะนำดังนี้

-กินผักใบเขียวจัดวันละ 1-2 อุ้งมือ เพราะมีกรดโฟลิก (วิตามินบีชนิดหนึ่ง) และสารลูทีนสูง กรดโฟลิกช่วยสร้างเม็ดเลือดป้องกันโลหิตจาง ลดความเสี่ยงโรคหลอดประสาททารกในครรภ์เปิด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สมองเสื่อม สารลูทีนช่วยบำรุงสายตา หัวใจ และป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีสูง ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและชะลอวัย

-กินผักหรือผลไม้สีเหลืองหรือส้มจัด เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ข้าวโพดหวาน คะน้า มะม่วงสุก มะปราง ขนุน แคนตาลูป กล้วยไข่เป็นต้น จะได้สารเบต้าแคโรทีนซึ่งร่างกายเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ บำรุงสายตา ช่วยการมองเห็นในที่มืด บำรุงผิวพรรณ ต้านการติดเชื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน ร่วมเสริมสร้างสุขภาพกระดูก ผักใบเขียวก็ยังมีเบต้าแคโรทีนสูง แต่สีของ
คลอโรฟิลล์จะบดบังสีของเบต้าแคโรทีน เช่นบร็อคโคลี คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น

-กินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงวันละอย่าง เพื่อป้องกันต้อกระจกซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดในผู้สูงวัย โรคหัวใจและมะเร็ง นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยให้แผลหายเร็ว รักษาสุขภาพเหงือกและฟัน ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง สับปะรด กีวี มะขามป้อมส่วนในผัก ได้แก่ พริกหวาน มะเขือเทศ บร็อคโคลี

-กินผักและผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินเข้มเช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ พลัม หรือพรุนสด แบล็คเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หอมแดง มันที่มีเนื้อสีแดง แรดดิช มีสารแอนโธไซยานิดินส์ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของตา เสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือด ช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

-กินผักและผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศหรือผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ พริกหวานสีแดง แตงโม ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ร่างกายจะดูดซึมสารไลโคพีนได้มากขึ้นหากผักดังกล่าวถูกปรุงด้วยความร้อน

เราจะเห็นมหัศจรรย์ในการชะลอวัยจากการบริโภคผักผลไม้ทุกวัน และจะเห็นผลเร็วขึ้นเมื่อเลือกบริโภคธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องลูกเดือย ขนมปังโฮลวีต วันละ 6 อุ้งมือเป็นอย่างน้อยแทนข้าวหรือขนมปังขัดขาว บริโภคอาหารโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันถั่วเมล็ดแห้ง หรือเต้าหู้ รวมวันละ 150-200 กรัมและอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมไขมันต่ำหรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ดื่มน้ำให้มากพออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดละความเครียด เท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายอ่อนกว่าวัย สุขภาพดีอยู่เสมอ แล้วอายุจะเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดูแลชะลอความเสื่อมของหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/412203

LIFE&HEALTH : การดูแลชะลอความเสื่อมของหัวใจ

LIFE&HEALTH : การดูแลชะลอความเสื่อมของหัวใจ

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการป้องกันความเสื่อมหรือความแก่ชราแบบบูรณาการนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องชะลอความชราของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ถึงแม้ว่าอวัยวะทุกอย่างในร่างกายของเราจะมีความสำคัญในแต่ละหน้าที่ แต่การดูแลนั้นคงจะต้องไล่ตามลำดับของความจำเป็นของอวัยวะ ต้องเริ่มชะลอความชราของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยเริ่มตั้งแต่ การดูแลหัวใจไม่ให้แก่ การชะลอวัยกระดูกและการชะลอวัยสมอง เป็นต้น

การดูแลหัวใจไม่ให้แก่

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า หัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อชนิดพิเศษที่จะทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เกิดโดยไม่มีเวลาที่จะหยุดพัก โดยหัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตที่ผ่านการฟอกที่ปอดเพื่อที่จะนำส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังทุกอวัยวะของร่างกายและสูบกลับเลือดจากอวัยวะต่างๆ กลับมาฟอกที่ปอดเพื่อที่จะส่งโลหิตที่ดีออกไปอีกครั้ง ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดต่างๆที่ไปเลี้ยงร่างกายนั้นจะทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเวลา และโลหิตที่ดีที่ไหลเวียนออกจากหัวใจก็จะถูกสูบฉีดเข้าหลอดเลือด อย่างไรก็ตามในการดำรงชีวิตของคนเรานั้นต้องอาศัยพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน เมื่อได้พลังงานแล้วย่อมมีของเสียที่เกิดจากการใช้พลังงานที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งจะมีส่วนในการทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้โดยอนุมูลอิสระทำให้ผิวของไขมันขรุขระและไปเกาะติดกับผนังของหลอดเลือดทำให้เกิดการอักเสบตามมาจากการที่เม็ดเลือดขาวพยายามที่จะกำจัดไขมันที่มาเกาะผนังหลอดเลือดและมีการหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งจะเกาะกันเป็นแพหรือที่เรียกว่า คราบไขมัน (Plague) ที่เมื่อมีมากเข้าก็จะเกิดการตีบตันของหลอดเลือดในระบบต่างๆ ที่สำคัญก็คือถ้าเกิดขึ้นที่หลอดเลือดหัวใจก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนและอาจจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ซึ่งเป็นอันตรายเป็นอย่างมาก

สัญญาณเตือนแรกๆที่จะต้องระวังก็คือ ภาวะความดันโลหิตสูง ที่จะเกิดล่วงหน้าก่อนที่หลอดเลือดจะตีบตัน และถ้ามีปัจจัยเสี่ยงจำพวก ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูงหรือ น้ำหนักเกิน และเป็น โรคอ้วน รวมทั้งการไม่ออกกำลังกายด้วย ยิ่งจะมีโอกาสเกิดปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้มากขึ้น

การดูแลสุขภาพของหัวใจให้แข็งแรงและไม่แก่ชราก่อนวัยนั้น นอกจากการดูแลสุขภาพแบบชะลอวัยโดยรวมแล้ว การรับประทานอาหารที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของโลหิต เช่น น้ำมันปลาที่มีไขมันชนิดดีที่ชื่อ ดีเอชเอและอีพีเอ นั้นนอกจากจะทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีแล้วยังช่วยลดอาการอักเสบที่จะทำให้เกิดคราบไขมันได้อีกด้วย นอกจากนี้การรับประทานกระเทียมก็มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันเช่นเดียวกับการดื่มชาเขียว มีงานศึกษาวิจัยทางการแพทย์มีข้อยืนยันว่าการได้รับโคเอ็นไซม์คิวเท็นในปริมาณ 100-200 มิลลิกรัมต่อวันนั้นมีส่วนช่วยในการเพิ่มพลังงานให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ทำงานหนักและเคร่งเครียดรวมทั้งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

ที่สำคัญที่สุดที่ต้องเน้นการปรับวิถีชีวิตที่จะชะลอความเสื่อมของระบบหัวใจและหลอดเลือดก็คือ ต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและป้องกันความเครียดไม่ว่าจะเป็นจากการพักผ่อนที่พอเพียงหรือมีการสันทนาการที่เหมาะสมกับวัย รวมทั้งการเรียนรู้ที่จะฝึกคิดในทางบวกเป็นประจำ สารอาหารบางชนิดอาจจะช่วยลดความเครียดลงได้เช่น วิตามินบีรวมที่มีประสิทธิภาพและวิตามินซีที่จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่จะทำลายเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อชะลอวัย

การมีน้ำหนักที่เกินและโรคอ้วนนั้นเป็นศัตรูร้ายต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีโดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุง (MetabolicSyndrome) จะมีอันตรายมากกว่า เพราะในไขมันที่พอกพูนอยู่ที่ส่วนกลางลำตัวรวมทั้งภายในผังพืดภายในช่องท้องนั้นจะสร้างสารที่ชื่อ “เลพติน” ที่จะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเพศทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนที่จะลุกลามไปถึงฮอร์โมนตัวอื่นด้วย เช่น ฮอร์โมนอินซูลิน จนเป็นผลทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่จะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์หรือไขมันชั้นเลวที่จะไปอุดตันเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น และมีผลทำให้เกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงตามมาซึ่งเมื่อกระบวนการนี้เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ยิ่งไปกว่านั้นการมีน้ำหนักตัวที่เกินยังมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศและทำให้มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงรวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าหรือข้อสะโพกตามมาได้ ในการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในมาตรฐานจึงมีความสำคัญและเป็นพื้นฐานการมีไลฟ์สไตล์แบบชะลอวัย จึงควรปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ดังนี้

๑.รับประทานมื้อเช้าให้เต็มที่ ซึ่งจะทำให้อิ่มได้นานและไม่หิวโหยในมื้อเย็น อาหารมื้อเย็นนั้นจะต้องมีปริมาณแป้งและน้ำตาลจำนวนน้อยๆ หรือไม่มีเลย แต่ให้เน้นพืชผัก ผลไม้สดและโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ การคุมปริมาณของอาหารนั้นเป็นการลดจำนวนแคลอรี่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของยีนที่กันแก่ ชื่อว่า SIRT1 ที่จะทำให้มีการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราออกมาดีมากขึ้น

๒.ออกกำลังกายแบบที่เรียกว่าคาร์ดีโอ ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าอัตราปกติอย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ถ้าทำได้เป็นประจำจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยเฉพาะไขมันชนิดไม่ดี โดยการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30-45 นาทีทุกวัน

๓.การควบคุมปริมาณของพลังงานจากอาหารและการออกกำลังกายร่วมกัน เรียกว่า Caloric Restriction with Exercise ถ้าทำร่วมกับการรับประทานวิตามินรวมและแร่ธาตุที่จำเป็นเพื่อป้องกันการขาดแคลนสารอาหารแต่ได้พลังงานน้อยนั้น เป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะควบคุมน้ำหนักและยังมีประโยชน์ในการชะลอวัย เพราะไปกระตุ้นยีนที่กันแก่ชราดังกล่าวข้างต้นด้วย

๔.การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ การนอนหลับสนิทก่อนเที่ยงคืนและปิดไฟนอนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่จะช่วยต่อต้านความแก่ชรา

๕.การปรับความสมดุลของฮอร์โมนต่างๆเมื่ออายุมากขึ้นระดับของฮฮร์โมนต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักอันได้แก่ ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่ชื่อ ดีเอชอีเอ ฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรน และฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่ชื่อ GrowthHormone จะลดลงทำให้การเผาผลาญอาหารไม่ดีการปรับสมดุลของฮฮร์โมนทั้งหมดดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเสริมฮอร์โมนธรรมชาติเข้าไปก็จะสามารถทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อชะลอการเสื่อมของหัวใจข้างต้นนี้ ร่วมกับการฝึกคิดในทางบวก ลดความเครียดด้วยวิธีการต่างๆที่จะช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เช่น การนวดผ่อนคลายหรือการหาเวลาเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนสุดสัปดาห์ร่วมกับคนที่รักและครอบครัว เพียงเท่านี้ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของหัวใจที่จะเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ