LIFE & HEALTH : ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายกับการปลูกถ่ายตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/393576

LIFE&HEALTH : ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายกับการปลูกถ่ายตับ

LIFE&HEALTH : ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายกับการปลูกถ่ายตับ

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีผู้ประเมินว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี จัดเป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง เกิดจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ที่มีทั้งชนิดบีและซี ส่วนสาเหตุที่พบมากรองลงมาในประเทศไทย คือ การดื่มสุรา สำหรับสาเหตุของภาวะตับวายเฉียบพลันมักเกิดจากตับอักเสบเฉียบพลันที่รุนแรง นอกจากนั้นอาจเกิดจากการรับประทานยาสมุนไพรบางประเภท หรือการรับประทานยาที่มีพิษกับตับในปริมาณที่มากเกินไป เช่น ยาแก้ปวด (พาราเซตามอล) เป็นต้น

เพราะ “ตับ” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว และสร้างน้ำดี เป็นต้น ซึ่งทำให้ตับมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก ถ้าใครเป็นโรคเกี่ยวกับตับจึงจะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ข้อมูลจาก นายแพทย์สอาด ตรีพงษ์กรุณา หัวหน้ากลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จึงเป็นทางรอดเดียวของผู้ป่วยโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และผู้ป่วยตับวายเฉียบพลัน ซึ่งหากไม่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายให้ทันถ่วงทีนั้น จะมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เพราะตับทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว และสร้างน้ำดี เป็นต้น

ส่วนสำคัญที่สุดในการปลูกถ่ายตับนั้น คือ การได้รับบริจาคอวัยวะจากผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ ณ ขณะนี้คือ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับบริจาคอวัยวะ โดยเป็นผู้ประสานไปยังศูนย์การปลูกถ่ายตับต่างๆ ทั่วประเทศและ จัดลำดับคิวในการรับอวัยวะของแต่ละศูนย์ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยตับวายเฉียบพลันซึ่งเข้าเกณฑ์ที่สภากาชาดกำหนดจะได้จัดลำดับพิเศษเป็นคิวแรก เนื่องจากภาวะดังกล่าวเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตหากไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับทันเวลา

เมื่อมีผู้บริจาคตับเข้ามาที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะจะตรวจสอบข้อมูลของผู้บริจาคและแจ้งไปยังศูนย์ปลูกถ่ายตับลำดับแรกที่มีผู้ป่วยที่เข้ากันได้กับผู้บริจาคตับ จากนั้นทางศูนย์ปลูกถ่ายตับที่ได้รับตับจะแบ่งทีมศัลยแพทย์ออกเป็น2 ทีม และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้

ทีมศัลยแพทย์ทีมแรกจะทำหน้าที่ผ่าตัดนำตับออกจากตัวของผู้บริจาค โดยจะตรวจดูความสมบูรณ์ของอวัยวะว่าสามารถนำมาปลูกถ่ายได้หรือไม่ ถ้าหากอวัยวะมีความสมบูรณ์สามารถนำมาปลูกถ่ายได้ก็จะต้องนำอวัยวะแช่ในน้ำหล่อเลี้ยง แล้วแช่เย็นไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 4 องศา เพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้รอรับอวัยวะ ระยะเวลาระหว่างการนำอวัยวะออกจากร่างผู้บริจาค และนำอวัยวะมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยไม่ควรจะมากกว่า 16-17 ชั่วโมง เนื่องจากตับที่นำออกจากร่างกายของผู้บริจาคไม่สามารถมีชีวิตอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง

ขณะที่ทีมศัลยแพทย์ไปรับอวัยวะจากผู้บริจาค ทางโรงพยาบาลก็จะทำการเรียกตัวผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ มาเตรียมตัวในการผ่าตัด เจาะเลือด เช็คเลือด เตรียมเลือดสำรอง สำหรับใช้ในการผ่าตัด และทำสิ่งที่จำเป็นสำหรับเตรียมการผ่าตัดเปลี่ยนตับ แล้วศัลยแพทย์อีกทีมจะเริ่มทำการผ่าตัดในผู้ที่จะรับอวัยวะโดยจะจัดเวลาให้พอดีกับเวลาที่ตับที่รับบริจาคจะเดินทางมาถึง ทั้งนี้เพื่อให้เวลาที่นำตับออกจากผู้บริจาคจนปลูกถ่ายเสร็จสิ้นทันในเวลา 16-17 ชั่วโมง

เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัดปลูกถ่ายตับผู้ป่วยจะต้องพักฟื้นอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และสังเกตการทำงานของตับที่ได้รับการปลูกถ่ายใหม่ ว่าสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ โดยต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 สัปดาห์ แพทย์จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้หลังจากกลับบ้านไปแล้วนั้นผู้ป่วยจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองดังนี้ คือ

ผู้ป่วยปลูกถ่ายตับต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิต โดยจะสามารถลดขนาดยาได้เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย ดังนั้นภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำกว่าคนทั่วไปจึงต้องระมัดระวังดูแลตัวเองให้ห่างจากการติดเชื้อ

มาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ

หลังจากปลูกถ่ายตับไปแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำงาน และออกกำลังกายได้

โรงพยาบาลราชวิถี นับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่าย 2 อวัยวะพร้อมกัน คือ หัวใจ และปอดสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2532 และต่อมาเริ่มผ่าตัดปลูกถ่าย ตับ ไต รวมถึงเนื้อเยื่อกระจกตา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมากกว่า 400 ราย และปลูกถ่ายกระจกตามากกว่า 1,000 ราย และเป็น 1 ใน 4 ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลราชวิถีมีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้กับผู้ป่วยไปแล้ว 36 ราย ตั้งแต่ปี 2539 โดยในแต่ละรายจะมีค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนบาท ยังไม่รวมค่ายากดภูมิ อีกเดือนละประมาณ 10,000 บาท ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ไม่สามารถที่จะจ่ายค่ารักษาได้ จึงทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยการสนับสนุนของมูลนิธิรพ.ราชวิถี แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัดจึงไม่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยได้มากเท่าที่ควร ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคให้กับ รพ.ราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี (ลดหย่อนภาษีได้2 เท่า) หรือสอบถามโทร.02-3548108-37ต่อ 3032

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เมื่อลูกน้อยทำผิด…ควรลงโทษอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391997

LIFE&HEALTH : เมื่อลูกน้อยทำผิด...ควรลงโทษอย่างไร

LIFE&HEALTH : เมื่อลูกน้อยทำผิด…ควรลงโทษอย่างไร

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบันการอบรมสั่งสอนลูกเป็นเรื่องท้าทายของพ่อแม่ยุคใหม่ ส่วนใหญ่จะไม่หนักใจเรื่องการชมเชยเมื่อลูกทำความดี แต่จะลำบากใจกับการลงโทษเมื่อลูกทำความผิด ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่าการลงโทษที่ไม่เหมาะสมอาจจะส่งผลกับลูกด้านร่างกายจิตใจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว วันนี้ขอยกตัวอย่างการลงโทษที่ไม่เหมาะสมและเคล็ดลับการลงโทษที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยดังนี้

การลงโทษที่ไม่เหมาะสม

การทำร้ายร่างกาย เช่น การเขกหัว การตบหน้า การบิดหู การหยิก การกระชากผม การเตะ การถีบ การตีด้วยความรุนแรงให้เจ็บตัวโดยใช้อารมณ์ การบังคับให้เด็กอยู่ในท่าทางที่ทรมาน การบังคับให้ออกกำลังกายที่มากเกินไป การบังคับให้ทำงานหนัก การจี้หรือลวกด้วยของร้อน การบังคับให้กินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารหรืออาหารที่มีรสชาติที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน เป็นต้น การทำร้ายร่างกายที่รุนแรง ไม่ใช่การลงโทษแต่เข้าข่ายการกระทำทารุณกรรมเด็ก สำหรับบางครอบครัวเข้าใจว่าการตี คือวิธีการลงโทษที่ได้ผลและสามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกได้ (ซึ่งมักจะได้ผลระยะสั้น) แต่การตีนั้นต้องไม่ใช้อารมณ์และอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งขณะที่ผู้ใหญ่โกรธก็มักจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ดังนั้นโดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ทำโทษเด็กด้วยการตี เนื่องจากมีการลงโทษอีกหลายวิธีที่ได้ผลดีกว่าในระยะยาว

ใช้คำพูดไม่เหมาะสม การโต้เถียงกัน การตะคอกข่มขู่ การใช้คำหยาบคาย การประจาน การเยาะเย้ย การเหยียดหยาม การเปรียบเทียบกับเด็กอื่นว่าทำอะไรได้ดีกว่า การเรียกด้วยคำสมญานามที่น่าอับอาย เช่น เด็กเหลือขอ เด็กโง่ เป็นต้น การบ่นไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กเล็กจับประเด็นไม่ได้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ ส่วนเด็กโตก็เบื่อไม่อยากฟัง

การให้งดเว้นปัจจัยสี่ ไม่ให้กินอาหารมื้อหลัก ไม่ให้ใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับ สภาพภูมิอากาศไม่ให้การดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วย การขังให้อยู่นอกบ้าน

การลงโทษโดยใช้ความรุนแรงกับเด็ก ส่งผลถึงร่างกายที่บาดเจ็บ จิตใจที่โกรธแค้น หวาดกลัวรู้สึกผิด อับอาย วิตกกังวล ขาดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด ซึ่งส่งผลให้เด็กรับรู้ว่าการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดาที่ได้รับการยอมรับในสังคม และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบใช้ความก้าวร้าวรุนแรงกับคนในครอบครัวและสังคมในอนาคตต่อไป

การลงโทษที่เหมาะสม

งดสิ่งของหรือกิจกรรมที่เด็กชื่นชอบ เช่น ถ้าลูกเสียงดังจะถูกตัดเวลาในการดูทีวี.หรืออดกินไอศกรีม ทำการบ้านไม่เสร็จงดไปเตะฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกเดือดร้อนและไม่อยากเสียสิทธิ์ตรงนี้ไป เขาก็จะไม่กล้าทำพฤติกรรมที่ไม่ดี

Time out เป็นการแยกเด็กออกจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจจากสิ่งรอบข้างชั่วคราว เด็กจะไม่ได้รับความสนใจจากใครเลย ไม่มีของเล่น ไม่มีอะไรให้ทำ ณ ขณะที่ time out อยู่ แต่ไม่ควรขังให้เด็กอยู่ในห้องคนเดียว เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรเป็นการกักบริเวณของเด็กไม่ว่าจะเป็นมุมห้อง หรือนั่งบนเก้าอี้ จนกว่าจะครบกำหนดเวลา (เวลาที่เหมาะในการให้เด็กอยู่ใน time-out ควรอยู่ระหว่าง 2-5 นาที ถ้าเวลานานเกินไป เด็กเล็กๆ จะลืมว่าทำไมถึงถูก time out) ถ้าลูกลุกก่อนถึงเวลา จะต้องเริ่มต้นใหม่ ทั้งนี้การใช้ time-out ควรเลือกใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปี มักใช้กับพฤติกรรมที่เด็กอาละวาดและควบคุมตนเองไม่ได้จะได้ผลดีต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำทันทีที่เห็นเด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการแก้ไข เช่น เมื่อเด็กทำลายข้าวของเวลาโกรธก็ต้องจับเด็กให้ไปนั่งให้สงบทันที เป็นต้น

ให้รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำ ฝึกให้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำผิดโดยพ่อแม่จะต้องหนักแน่น คงเส้นคงวาด้วยท่าทีและอารมณ์ที่เป็นปกติมั่นคง เช่น เด็กเล็กทำน้ำหกที่พื้นแม่ควรหาผ้ามาให้เขาช่วยเช็ดน้ำที่หก เด็กโตทำแก้วแตกให้เขาเก็บเศษแก้วไปทิ้ง การตัดค่าขนมเพื่อชดเชยกับสิ่งของที่ลูกทำเสียหาย เป็นต้น

สอนและตักเตือนด้วยวาจา เป็นการบอกให้ลูกทราบถึงเหตุและผลว่า สิ่งที่ทำไม่ถูกต้องอย่างไรและแนะนำสิ่งที่ถูกที่ลูกควรทำควรเป็นอย่างไร อาจใช้น้ำเสียงที่เรียบๆ แต่หนักแน่นจริงจัง เพื่อให้ลูกรู้ว่าพฤติกรรมนั้นไม่เหมาะสมควรได้รับการแก้ไข และที่พ่อแม่เตือนก็เพราะไม่อยากเห็นลูกทำผิดไม่ใช่เพราะโกรธหรือไม่รัก ถ้าเป็นเด็กเล็กควรอธิบายสั้นๆ ถ้าเด็กโตหรือวัยรุ่น สามารถแลกเปลี่ยนเหตุผลกับลูกได้ พ่อแม่เองก็สามารถจะเข้าใจและเหตุผลที่ลูกกระทำ ลูกเองก็จะได้เข้าใจในมุมมองของพ่อแม่

ส่งสัญญาณเตือนที่เข้มงวด หากลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พ่อแม่ต้องส่งสัญญาณเตือนให้ลูกหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องมีการจัดการกับพฤติกรรมของเขา โดยการเตือน อาจใช้น้ำเสียงที่เข้มขึ้น เพื่อให้ลูกรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายที่ซ่อนอยู่ ลูกเองก็มีโอกาสแก้ตัวหรือเตรียมตัวเตรียมใจหากต้องถูกลงโทษ สำหรับวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลทุกครั้ง คือ การนับ 1…2..3 ถ้าไม่หยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พ่อแม่ จะลงโทษลูกแล้วนะ หรือใช้สายตาที่เข้มงวดหยุดการกระทำผิดของลูก หากทำเป็นประจำเมื่อลูกทำผิด จะทำให้เขาเรียนรู้ภาษากายที่คุณกำลังสื่อสารเพื่อการหยุดทำสิ่งเหล่านั้นทันที

การลงโทษควรพอเหมาะกับความผิดและการรับรู้ตามวัยของลูก และเมื่อสิ้นสุดการลงโทษลูกควรกลับสู่การยอมรับของครอบครัวได้ตามปกติ ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะลงโทษลูกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม คุณจะต้องทำทันทีหลังจากที่ลูกทำผิดพร้อมกับให้เขาได้เรียนรู้ด้วยว่าทุกสิ่งที่เขากระทำลงไปย่อมมีผลตามมาเสมอ และเมื่อเขาสงบลงก็ถึงเวลาที่พ่อแม่ลูกต้องนั่งพูดคุย อธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจว่าทำไมการกระทำนั้นจึงผิดส่งผลไม่ดีอย่างไร เพราะหากไม่อธิบายเขาจะสับสนและทำผิดซ้ำอีกในครั้งต่อไป ขณะเดียวกันถ้าเด็กมีพฤติกรรมที่ดี ทำตามที่พ่อแม่บอกก็ควรจะมีรางวัลให้ โดยรางวัลนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งของเสมอไป อาจเป็นคำชมเชย การยิ้ม การโอบกอด ลูบหัวนอกจากนี้คุณจะต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กด้วยว่า ลูกของเราเป็นเด็กอย่างไร เช่น ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ หรือเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง จะได้รู้เท่าทันและหาวิธีลงโทษได้ถูก เพราะบางครั้งลูกของเราสองคน ทำผิดเรื่องเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้วิธีการลงโทษแบบเดียวกันแล้วจะได้ผลเหมือนกัน

การเลี้ยงลูกนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปแค่ต้องเลี้ยงเขาด้วยความรักและเหตุผล ไม่ใช่เลี้ยงด้วยอารมณ์ เพียงเท่านี้การลงโทษของคุณก็จะช่วยให้ลูกๆ โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ใช้สีสันมาบาลานซ์อารมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389074

x

LIFE&HEALTH : ใช้สีสันมาบาลานซ์อารมณ์

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงปีใหม่นี้ หลายคนคงได้รับกระเช้า ของขวัญหรือดอกไม้ต่างๆ คุณทราบหรือไม่ว่า สีสันต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความหมายและมีพลังในตัวเอง ขณะเดียวกัน ยังส่งผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของคุณและผู้พบเห็น ข้อมูลจาก พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เปิดเผยว่า สีมีความสัมพันธ์กับร่างกาย จิตใจ อารมณ์ซึ่งสามารถโน้มน้าวชวนให้รู้สึกตื่นเต้น สดชื่นแจ่มใส หรือแม้แต่รู้สึกหดหู่เศร้าหมองได้ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการนำพลังของสีมาปรับใช้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ตั้งแต่การแต่งกายไปจนถึงการตกแต่งสถานที่และการสร้างบรรยากาศให้กับสภาพแวดล้อม ส่วนสีไหนจะสื่อความหมายและให้พลังอย่างไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่า…

l สีแดง สัญลักษณ์ของความร้อนแรง ให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย พลังของสีแดงกระตุ้นให้รู้สึกเข้มแข็ง กล้าหาญ กระฉับกระเฉง รวมถึงช่วยเพิ่มพลังให้กับเรา ขณะเดียวกันแฝงไว้ด้วยความก้าวร้าว รุนแรง เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจสีแดงจะเป็นดั่งพลังแห่งความมั่นใจ กล้าแสดงออก และสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น จึงมักเป็นสีที่ใช้ดึงดูดความสนใจซึ่งจะช่วยให้วัตถุสิ่งของโดดเด่นและสะดุดตา

l สีชมพู เป็นสีที่งดงาม ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน อ่อนโยน ความสดใส พลังสีชมพูช่วยกระตุ้นให้รู้สึกถึงความรัก ความสวยงาม ความน่ารัก รวมถึงช่วยปลอบประโลมให้จิตใจและความรู้สึกต่างๆ สงบลง ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกของการมีน้ำใจดี จิตใจกว้างขวาง อบอุ่นและน่าทะนุถนอม ดูอ่อนเยาว์ และการให้อย่างไม่มีเงื่อนไข

l สีส้ม เป็นสีให้ความสนุกสนาน สดใสมีชีวิตชีวา รู้สึกอิสระและได้รับการปลดปล่อย พลังของสีส้มช่วยให้เกิดความสร้างสรรค์ รู้สึกอบอุ่น มิตรภาพ น่าเชื่อถือ มีสติปัญญา จึงช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า หากต้องการเรียกความพลังความกระตือรือร้นในชีวิตกลับคืนมาสีส้มเป็นสีที่ช่วยได้

l สีเหลือง เป็นสีที่มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ในการสร้างความสมดุลแห่งจิตใจ ซึ่งแสดงถึงความสุข ความฉลาดรอบรู้ ความรุ่งเรืองและความสำเร็จ แต่ถ้าเป็นสีเหลืองหม่นจะให้ความรู้สึกถึงความขี้ขลาด เจ็บป่วยอ่อนแอ พลังของสีเหลืองจะกระตุ้นให้คลื่นสมองคิดอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกเบิกบาน มีพลังแห่งความหวัง คุณธรรม แถมให้ความรู้สึกอบอุ่นและดูเป็นมิตร ซึ่งจะช่วยเยียวยาอาการท้อแท้หดหู่และหมดกำลังใจได้ด้วย

l สีฟ้า เป็นตัวแทนของความสดใส ปลอดโปร่งโล่งสบาย สงบเยือกเย็นสะอาด ปลอดภัย พลังของสีฟ้าให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นและเงียบสงบ ปลอดโปร่งช่วยทำให้ผ่อนคลาย มีสมาธิ ความร่วมมือกัน ความจริงใจ ความซื่อตรง ความอดทนและให้อภัย จึงช่วยระงับความกระวนกระวายในใจได้ มักจะใช้ในการบำบัดในภาวะที่จิตใจหดหู่ หรือรู้สึกเหนื่อยล้า

l สีเขียว สื่อถึงธรรมชาติ ความร่มรื่น ความอุดมสมบูรณ์ สบายตาการพักผ่อน ความปลอดภัย พลังสีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา การเติบโต ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย สดชื่นเย็นสบาย กระปรี้กระเปร่า ลดความเหน็ดเหนื่อย ความตื่นตระหนกและความวิตกกังวลลงไป มักใช้เป็นสีที่ช่วยผ่อนคลายจากความตึงเครียด

l สีม่วง สีสันแห่งเสน่ห์อันแสนลึกลับ แต่ก็เป็นสีที่สื่อถึงความหรูหรา สง่างาม มีเสน่ห์ มีพลังอำนาจแฝงอยู่ พลังสีม่วงช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจช่างคิด ช่างค้นเป็นปริศนา ลึกลับ แต่ก็ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงช่วยให้จิตใจสงบและทนต่อความรู้สึกโศกเศร้าหรือสูญเสียที่มากระทบจิตใจให้กลับมาเป็นปกติ

l สีขาว แทนความบริสุทธิ์ ใสสะอาด ความเรียบง่าย ความดีงามความเยือกเย็นและการแยก หรือปลีกวิเวกก็ได้ พลังของสีขาวช่วยสร้างสมดุลให้กับการตัดสินใจพร้อมรับความคิดเห็น ใจกว้างเปิดเผย ช่วยบรรเทาอารมณ์ตกใจหรือหวาดวิตก มีพลังทางความคิดและจิตใจ

l สีดำ เป็นสีที่มืด ทึบตัน หนักแน่น และมีพลังในตัวเอง สื่อถึงสิ่งที่มองไม่เห็น ความชั่วร้าย รวมถึงให้ความรู้สึกหดหู่ เคร่งขรึม น่ากลัว เงียบเหงา เศร้าโศก แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกหรูหรา มีรสนิยม พลังสีดำจึงเป็นสีที่ดึงดูดพลังงานด้านลบ ทำให้รู้สึกอึมครึมหดหู่ อึดอัด สร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรและการสิ้นสุด

เมื่อการใช้สีเชื่อมโยงระหว่างจิตใจกับร่างกายทั้งในด้านบวกและด้านลบเช่นนี้ เราจึงต้องรู้จักเลือกใช้สีให้เหมาะก็จะบาลานซ์อารมณ์ให้คุณเป็นคนที่มั่นคง สดใส เฉิดฉายได้ทุกวัน

โดย ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/387578

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักแบ่งปัน

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักแบ่งปัน

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เด็กเป็นอนาคตของชาติ อีกไม่กี่วันจะถึงวันเด็กแห่งชาติแล้ว สำหรับคําขวัญวันเด็กปีนี้จากนายกรัฐมนตรีให้ไว้ว่า รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยมักจะเจอปัญหาเรื่องลูกมีพฤติกรรมที่เป็นที่พึงใจโดยเฉพาะเมื่อถึงวัยที่ “ลูกขี้หวงของ”

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า วัยลูกหวงของจะมีพฤติกรรมที่หวงทุกอย่างทั้งตุ๊กตาสุดรัก ของเล่นชิ้นโปรด หรือแม้แต่ขนมและคิดว่าของทุกอย่างนั้นเป็นของตัวเอง ไม่ยอมแบ่งปันให้ใครเลย โดยเฉพาะในเด็กอายุ 1-3 ปีเป็นพัฒนาการตามวัยที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าทุกอย่างเป็นของตนเอง เข้าสู่วัยจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของสิ่งของต่างๆ รอบตัว ประกอบกับเด็กยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นเจ้าของถาวรและชั่วคราวได้ ดังนั้นการที่เด็กไม่อยากแบ่งของเล่นให้พี่น้องหรือคนอื่นๆ นั้นเนื่องจากเข้าใจว่าของที่ให้ไปจะไม่ได้กลับคืนมาอีกนั่นเอง อีกทั้งยังไม่เข้าใจความรู้สึกหรือความต้องการของผู้อื่น และมักจะได้รับการตามใจจากผู้เลี้ยงดู

แม้ว่าการหวงของอาจเป็นพัฒนาการตามวัย แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรละเลยในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะหากเขาเติบโตขึ้นโดยไม่รู้จักการแบ่งปันจะทำให้เกิดปัญหาการเข้าสังคมในอนาคตได้ ดังนั้นการให้ลูกได้เรียนรู้การแบ่งปันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เยาว์วัย จะส่งผลให้เขาจะสามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นต่อสมาชิกในครอบครัว ผู้คนรอบข้าง และสังคมโลกต่อไปในอนาคต

เคล็ดลับในการสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักการแบ่งปัน มีดังนี้

อย่าบังคับ ดุ หรือลงโทษ หากบังคับให้พี่เสียสละของเล่นให้น้อง พี่จะรู้สึกไม่ดีกับน้องและไม่ชอบน้องที่มาแย่งทั้งของเล่นและความรักจากแม่ตลอดเวลา การดุหรือลงโทษที่ลูกไม่แบ่งของเล่นให้เพื่อน เด็กวัยนี้มักจะต่อต้าน ไม่ยอมหรือโวยวายอาละวาด และจะยิ่งหวงของมากขึ้น ควรค่อยๆ สอน อธิบายสั้นๆ ถ้าลูกไม่ยอมแบ่งของเล่นกับเพื่อน อาจให้เพื่อนเอาของเล่นไปนั่งเล่นใกล้ๆ กัน ลองถามว่าอยากเล่นของเล่นของเพื่อนบ้างไหม ถ้าอยากเล่นให้เอาของเล่นที่เด็กมีอยู่มาแลกกันเล่นกับเพื่อน หรือเอาของเล่นมาเล่นด้วยกัน

การปลูกฝังและเป็นแบบอย่างการแบ่งปัน พ่อแม่เป็นแบบอย่างในการนำของที่เหลือใช้ หรือไม่ใช้แล้วในบ้านไปบริจาค และให้ลูกเลือกของใช้ เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้วหรือของเล่นที่ตนเองไม่อยากเล่นแล้วไปร่วมบริจาคให้กับเด็กคนอื่นหรือเด็กด้อยโอกาส โดยชี้ให้ลูกสังเกตว่าเด็กๆ ที่ได้รับของเล่นนั้นยิ้ม แสดงท่าทางดีใจ หรือกล่าวคำขอบคุณที่ได้มีของเล่นชิ้นใหม่ อาจให้ลูกช่วยเก็บกล่องนม UHT เศษกระดาษหรือขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วรวบรวมใส่ถุงเพื่อขายแล้วนำเงินไปร่วมทำบุญ หรือมอบกระดาษหรือขวดน้ำพลาสติกให้คนที่มารับซื้อของเก่าในหมู่บ้าน หากเด็กๆ ได้รับความรู้สึกที่ดีๆ จากการแบ่งปันนี้ เขาจะเฝ้ารอหรือหาโอกาสที่จะได้ให้ผู้อื่นอีกต่อไป

สอนการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ตุ๊กตาหรือของเล่นคือสิ่งที่มีค่าของเด็ก ถ้าเราจะไปหยิบจับสิ่งของที่ลูกหวง ควรบอกลูกเสียก่อน อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าแม่แย่งของเขาไป เช่น น้องหมีของลูกมอมแมมมากแล้ว แม่ขอพาไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ หน่อยนะคะ หรือแม่ขอยืมกระเป๋าใบนี้ของลูกหน่อยนะ แล้วจะคืนให้จ้ะ เป็นต้น ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดีๆ อธิบายเหตุผลให้เขาฟัง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แม้เจ้าตัวเล็กจะทำหน้างอ หรือกระฟัดกระเฟียดบ้างก็ตาม และหากลูกจะมาหยิบของซึ่งเป็นของคุณพ่อคุณแม่ เขาก็ต้องขออนุญาตก่อนเสมอ เพื่อสร้างนิสัยการเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ไปหยิบของเล่นเพื่อนหรือของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต

การทำสัญลักษณ์บนของของลูกนี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกเห็นและแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนที่เป็นของเขาจริงๆ และสามารถแสดงอาการหวงได้ หากสิ่งไหนไม่ใช่ของลูก ลูกจะหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง โดยคุณอาจจะลองให้ลูกนำสติ๊กเกอร์สวยๆ มาแปะลงบนของเล่น ของใช้ส่วนตัวของเขา เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของแทนตัวเอง ส่วนของชิ้นอื่นๆ ก็บอกเขาให้รู้ว่า สิ่งนี้เป็นของแม่ สิ่งนั้นเป็นของพ่อ สิ่งโน้นเป็นของพี่ เรียกว่าแยกแยะสิ่งไหนเป็นของใครให้ชัดเจนไปเลย เพื่อให้ลูกรู้ขอบเขตสิ่งของของเขา

ของบางอย่างต้องแบ่งกันลูกต้องเรียนรู้ด้วยว่า มีของบางอย่างที่ต้องใช้ร่วมกัน หรือของเล่นในที่สาธารณะ เช่น ชิงช้า กระดานลื่นม้าหมุน ในสนามเด็กเล่น เป็นต้นต้องแบ่งกันหรือเล่นด้วยกัน และเขาต้องรู้จักที่จะรอคอยบ้าง ถ้าลูกไม่ยอมรอร้องดิ้นอาละวาด คงต้องบอกให้เขาเลือกว่าจะรอเพื่อที่จะได้เล่น หรือว่าจะอาละวาดต่อก็ได้ แต่แม่จะต้องพากลับบ้าน นั่นคือจะทำให้ลูกอดเล่นนะ และถ้ามีเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันควรให้ลูกไปเล่นกับเพื่อนบ้านบ้าง โดยอาจจัดกิจกรรมหรือเกมต่างๆ ที่ต้องผลัดกันเล่น พร้อมกับนำขนมไปแบ่งเพื่อนๆ หรือของเล่นไปเล่นกับคนอื่น โดยสอนให้ลูกรู้ว่า ถึงเราจะเป็นคนนำมาแต่ก็ให้คนอื่นเล่นด้วยกันได้ลูกจะได้ฝึกเรื่องการแบ่งปัน อดทนและรอคอย

มีโอกาสเป็นต้องชม เมื่อใดที่ลูกยื่นของเล่นชิ้นที่เขากำลังเล่นอยู่ให้เพื่อนหรือชวนเพื่อนมาเล่นของเล่นด้วยกัน หรือจู่ๆ เขาก็ยื่นขนมให้คนอื่นหรือชวนกินขนมโดยไม่ต้องร้องขอ อย่าลืมที่จะชื่นชมที่ลูกแสดงความมีน้ำใจ แบ่งปันกับพ่อแม่และคนอื่น เพื่อเป็นกำลังใจ หรือเมื่อพี่น้องทะเลาะกันเรื่องของเล่น เพราะเด็กๆ จะจดจำว่า “คราวที่แล้วพี่ยังไม่แบ่งหนูเล่นเลย” หรือ “ทีน้องยังไม่ให้หนูกอดตุ๊กตาเขาเลย” คุณอาจจะพูดว่า “เอ…คราวก่อนเห็นพี่เขาแบ่งหนูเล่นแล้วนี่จ๊ะ หนูจำไม่ได้เหรอ” หรือพูดเปรยว่า “แม่จะดีใจมากที่เห็นลูกๆ รักกันและแบ่งของเล่นกันเล่น” เมื่อได้ยินคำชมอยู่บ่อยๆ ไม่นานเจ้าหนูขี้หวงก็จะกลายเป็นหนูน้อยใจกว้างที่รู้จักแบ่งปัน

แม้พฤติกรรมการหวงของในเด็กเล็กจะเป็นเรื่องปกติตามวัย เด็กๆจะเริ่มเข้าใจการแบ่งปันหรือผลัดกันเล่นตอนอายุประมาณ 5-6 ปี แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรละเลยเพราะการสอนให้รู้จักการแบ่งปันเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ลูกรักเติบโตเป็นเด็กดีมีน้ำใจต่อผู้อื่นและสังคมต่อไปในอนาคต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปาร์ตี้ปีใหม่อย่างไรให้สนุก…สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385080

LIFE&HEALTH : ปาร์ตี้ปีใหม่อย่างไรให้สนุก...สุขภาพดี

LIFE&HEALTH : ปาร์ตี้ปีใหม่อย่างไรให้สนุก…สุขภาพดี

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปีๆหนึ่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอไม่นานงานเฉลิมฉลองรับปีใหม่ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว บรรยากาศของความสุข สนุกสนานและเสียงดนตรีในงานปาร์ตี้คริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่เข้าคิวกันมาให้ได้กิน ดื่ม เที่ยวแบบเต็มพิกัด ทั้งกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน ลูกค้า หรือกับครอบครัว ญาติพี่น้อง เชื่อว่าในงานเลี้ยงปาร์ตี้ย่อมมีอาหารหลากหลายมากมายให้เราได้รับประทานกันอย่างอิ่มหนำสำราญ จนยากแก่การห้ามใจในการควบคุมแน่นอน

หลังจากคุณเพลิดเพลินกับอาหารคาว หวาน ขนม เครื่องดื่มต่างๆ จนลืมไปว่าได้กินอะไรไปบ้างแล้วหรืออดใจไม่ไหวกับอาหารหลากชนิดกระทั่งรับประทานมากเกินกว่าปกติ ประกอบกับช่วงนี้มีคนนำขนมเค้กคุกกี้ ช็อกโกแลต ขนมหวานต่างๆ มามอบเป็นของขวัญให้แก่กัน หลายคนจึงมักมีปัญหาสุขภาพตามมา เช่นน้ำหนักเพิ่มขึ้น รอบเอวขยาย น้ำตาลในเลือดสูงเกิน ฯลฯ ดังนั้นเราจึงนำเคล็ดลับง่ายๆ จาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล มาฝากเพื่อให้คุณได้ร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ปีใหม่อย่างมีความสุข และไม่บั่นทอนสุขภาพมาฝากกัน ควรทำตัวดังนี้

รองท้องก่อนไปงานเลี้ยง หลายคนมักชอบอดอาหารก่อนไปงานเลี้ยง หรือปล่อยให้ตัวเองหิวมาก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำส่งผลให้คุณหิวจนขาดสติ อยากรับประทานทุกอย่างโดยไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ทางที่ดีคุณควรรับประทานอาหารรองท้องก่อนไปบ้าง เพื่อไม่ให้หิวและยังช่วยลดปริมาณการรับประทานอาหารในงานเลี้ยงลงได้ ทั้งนี้อาหารที่ควรรองท้องไปก่อน เช่น สลัดผัก ผลไม้ที่ไม่หวาน น้ำเต้าหู้ หรือโยเกิร์ตปราศจากน้ำตาล เมื่อไปถึงงานปาร์ตี้ก็จะได้ไม่หิวจนตาลาย กระหน่ำกินมากเกิน

l เลือกกินผัก ผลไม้ ธัญพืชเป็นหลักอย่างที่เรารู้ๆ กันว่าผักผลไม้เป็นแหล่งรวมของวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ซึ่งช่วยลดการดูดซึมของไขมันและน้ำตาลได้ดี รวมทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในผักผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย คุณจึงควรตักอาหารจำพวกผักสีสันต่างๆ ให้หลากหลาย ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีในจานอาหาร หรือเลือกนำเอาผักต่างๆ มารับประทานคู่กับเมนูโปรด ขณะเดียวกันควรเปลี่ยนจากขนมเค้กและของหวานมาเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ชมพู่ ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่แอปเปิ้ล ฯลฯ จะดีกว่า เพราะนอกจากจะทำให้อิ่มแล้ว เรายังได้รับประโยชน์จากผัก ผลไม้สีสันต่างๆ อย่างเต็มที่อีกด้วย

l เน้นอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อภายในร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อมัดใหม่ๆ การหันมาเน้นรับประทานโปรตีนมากขึ้น มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยยับยั้งความอยากอาหาร แต่ต้องเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีปริมาณกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการมากพอ และมีไขมันต่ำ เช่น ปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้  หรืออาจจะมาจากธัญพืชประเภทถั่วต่างๆ ให้หลากหลาย ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารแปรรูปต่างๆที่เติมเกลือ และควรปรุงด้วยวิธีนึ่ง ย่างอบ หรือต้มแทนวิธีปรุงที่ต้องใช้น้ำมัน

l แบ่งขนาดให้เล็กลง หากคุณเป็นคนที่ชอบตักอาหารแบบไม่ได้คิดอะไร พอตักไปตักมา รู้ตัวอีกทีก็เต็มจานแล้ว ลองหันมาเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีขนาดเล็กลงถือเป็นการควบคุมปริมาณอาหารและช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองรับประทานอาหารมากจนเกินไป นอกจากนี้คุณควรเลือกที่จะตักอาหารแต่ละอย่างที่ต้องการรับประทานทีละน้อยๆ และตัดแบ่งอาหารในจานออกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้พอดีคำ เพื่อเพิ่มจำนวนคำที่จะรับประทาน จะช่วยให้คุณรับประทานแต่พออิ่มและจำกัดปริมาณการรับประทานของตัวเอง

l ใจเย็นๆ เคี้ยวช้าๆ ลองปรับเวลาในการเคี้ยวอาหารให้ช้าๆ ใช้เวลาในการรับประทานอาหารแต่ละคำให้นานขึ้น โดยคุณควรพูดคุยกับคนอื่นบ้างอย่าก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะการเคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียดนั้น นอกจากจะช่วยให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนักและได้ลิ้มรสชาติอาหารจานนั้นอย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยให้เราอยากรับประทานอาหารน้อยลงและทำให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย เนื่องจากสมองต้องการเวลาอย่างน้อย 15-20 นาที ในการส่งสัญญาณเพื่อบอกว่าอิ่มแล้ว

l เลือกเครื่องดื่มอย่างมีสติ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวานเป็นแหล่งให้พลังงานสูงแบบที่เรามักลืมนึกถึง แถมยังมีน้ำตาลส่วนเกินแฝงในปริมาณมาก ทำให้อ้วนลงพุงมากขึ้น เบียร์หรือน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง ให้พลังงานเกือบเท่าข้าว 1 ถ้วย ลองนึกดูว่า หากคุณดื่มเพลินๆ สัก 3-4 กระป๋อง ก็จะได้พลังงานเทียบเท่าข้าวขาหมู 1 จานได้เลยทีเดียว เมื่อทราบอย่างนี้ ลองตั้งเป้าไว้ว่าตลอดช่วงเทศกาล จะดื่มแต่น้ำเปล่า หรือจะเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี เช่น ชาเขียว หรือเครื่องดื่มสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาลก็จะดีกว่าดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะไม่เมาและไม่อ้วนแล้ว ยังช่วยลดพลังงานส่วนเกินที่มาจากเครื่องดื่มต่างๆ ไปได้มากเลยทีเดียว

ขึ้นชื่อว่าปาร์ตี้แล้ว อย่าเน้นแต่รับประทานอย่างเดียว คุณควรเพิ่มการเผาผลาญพลังงานด้วยการเดินไปพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ในมุมอื่นๆ พร้อมหามุมถ่ายรูปกับบรรยากาศชิลๆ ไปด้วยกัน หรือจะลองหากิจกรรมนันทนาการเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์และความสนุกในงานอย่างเช่น การเต้นรำ การเล่นเก้าอี้ดนตรี ร้องคาราโอเกะไปเต้นไป รวมถึงควรลุกขึ้นออกสเต็ปโยกย้ายส่ายสะโพกไปกับเสียงเพลงมันๆร่าเริงให้เต็มที่ เรียกว่าได้ทั้งความสนุก ได้ทั้งออกกำลังกาย และคลายเครียดไปในตัวอีกด้วย

เพียงเท่านี้คุณก็ฉลองปาร์ตี้ปีใหม่ได้อย่างมีความสุข พร้อมรับปีใหม่ด้วยการมีสุขภาพดี

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปลูกถ่ายไต..การรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383695

LIFE&HEALTH : ปลูกถ่ายไต..การรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้าย

LIFE&HEALTH : ปลูกถ่ายไต..การรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้าย

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคไตเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ข้อมูลจาก พญ.กรทิพย์ ผลโภคนายแพทย์ชำนาญการ งานโรคไต กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย นอกจากการรักษาด้วยการฟอกเลือดและล้างไตทางช่องท้องแล้ว การรักษาโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ดีที่สุด คือ การปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้คล้ายคนปกติมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดและอยู่ได้ยาวนานที่สุด โดยผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่ไตที่ได้ปลูกถ่ายยังทำงานอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดการปฏิเสธไตของผู้บริจาค การผ่าตัดปลูกถ่ายไตให้ได้ประสิทธิผลดีต้องพิจารณาถึงความเข้ากันได้ของหมู่เลือดและเนื้อเยื่อของผู้บริจาคและผู้รับไต เพื่อให้ไตใหม่ที่ปลูกถ่ายทำงานทดแทนไตเดิมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่จะได้รับการปลูกถ่ายไตต้องเป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องอยู่แล้ว จำเป็นต้องดูแลสุขภาพและตัวโรคให้ดี ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมสำหรับการปลูกถ่ายไต นอกจากการตรวจติดตามปกติแล้ว ต้องมีการเตรียมตัวเพิ่มเติม ดังนี้

1.การตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นปัญหาต่อการผ่าตัดและภาวะหลังปลูกถ่ายไต ได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ และมีตรวจติดตามเป็นระยะระหว่างรอรับไตเพื่อประเมินและให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต

2.การเตรียมผู้บริจาค กรณีรับไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต ต้องมีการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและปัสสาวะ โดยเฉพาะการทำงานของไต เพื่อประเมินว่าสุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะเป็นผู้บริจาคไตได้

3.ช่วงก่อนทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง รวมถึงปรับการฟอกเลือดให้เหมาะสมก่อนเข้าผ่าตัด แต่ในกรณีที่ได้รับอวัยวะบริจาคจากผู้บริจาคสมองตาย ถือเป็นกรณีเร่งด่วน ผู้ป่วยต้องงดน้ำงดอาหารทันทีที่ได้รับแจ้งอวัยวะ และเข้ารับการประเมินความพร้อมอีกครั้งก่อนผ่าตัด

ซึ่งหลังจากได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตแล้ว ผู้ป่วยจะต้องพักฟื้นในหอผู้ป่วยวิกฤติอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะพักฟื้นในหอผู้ป่วยอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อสังเกตการทำงานของไตใหม่ที่ปลูกถ่าย และเมื่ออาการคงที่แพทย์ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้

หลังปลูกถ่ายไตผู้ป่วยต้องดูแลร่างกาย คือ

1.จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่ไตที่ได้ปลูกถ่ายยังทำงานอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการปฏิเสธไตที่ปลูกถ่าย

2.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสติดเชื้อน้อย โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรกที่ได้รับยากดภูมิขนาดสูง ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อแทรกซ้อนง่าย และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนแออัดพลุกพล่าน

3.ต้องดูแลสุขอนามัยของอาหารที่รับประทาน และระมัดระวังอาหารบางชนิด เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเสี่ยงที่ติดเชื้อจากอาหารที่ไม่สะอาด และยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

4.ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดอาหารเค็มหลีกเลี่ยงการใช้ยาต่างๆ นอกเหนือจากคำสั่งของแพทย์ และตรวจสุขภาพตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

5.หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายต่อไตที่ปลูกถ่าย เช่น การเตะฟุตบอล หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงในการกระแทกช่วงท้อง โดยผู้ป่วยปลูกถ่ายไตสามารถเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ได้เมื่ออาการคงที่แล้วและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ไตบริจาคเพื่อการปลูกถ่ายมี 2 ทางเลือก คือ ไตบริจาคจากผู้มีชีวิต และไตบริจาคจากผู้ป่วยสมองตายข้อมูลจาก นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รองผู้อำนวยการด้านวิชาการ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่าสถานการณ์การบริจาคอวัยวะในประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยสมองตายบริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุด ปีพ.ศ. 2560 ผู้ป่วยสมองตายบริจาคอวัยวะคิดเป็น 4.4 ต่อล้านประชากร ทำให้ผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่เพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่ยังห่างไกลจากจำนวนผู้ที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งมีมากกว่า6,000 คน และยังมีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างรออวัยวะกว่า 200 รายต่อปี การปลูกถ่ายอวัยวะอาจเป็นทางรอดเดียวในผู้ป่วยโรคหัวใจ ตับ ปอด และไตวายระยะสุดท้าย หรือแก้ไขความพิการ เช่น กระจกตา จากข้อมูลวิจัยสนับสนุนชัดเจนว่า การปลูกถ่ายอวัยวะเพิ่มโอกาสและอัตราในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเปรียบเสมือนได้ชีวิตใหม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ กลับมาสร้างประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติได้

ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่จะเกิดขึ้นในอาคารศูนย์การแพทย์ รพ.ราชวิถีประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพที่จะให้การดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะอย่างครบวงจรตามมาตรฐานสากล นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ ในการรักษาแล้ว ยังขาดแคลนงบประมาณที่จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยที่ด้อยโอกาสให้ได้มีโอกาสในการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจากในการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผู้ป่วยหลายรายมีข้อจำกัดในเรื่องสิทธิ์การรักษา เช่น สิทธิ์การรักษาไม่ครอบคลุมการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากสิทธิ์ที่มีอยู่ ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะฯ ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้พร้อมบริการผู้ป่วย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมในแคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิตเติมบุญ คูณ 2” โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของ รพ.ราชวิถี”หมายเลขบัญชี 051-276128-1ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) หรือสอบถามโทร.02-3548108-37 ต่อ 3032

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ดูแลสุขภาพรับไลฟ์สไตล์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/382253

LIFE&HEALTH : ดูแลสุขภาพรับไลฟ์สไตล์4.0

LIFE&HEALTH : ดูแลสุขภาพรับไลฟ์สไตล์4.0

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่หันกลับมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารที่มาจาก ธรรมชาติ อาหารที่ช่วยเพิ่มพลังกายพลังสมอง เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับงานหนัก และเรื่องราวต่างๆ ได้ทุกวัน รวมถึงการมาของเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อการ ใช้ชีวิตของคนเราทุกวันนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและถูกนำมาปรับใช้เพื่อดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมการตรวจสุขภาพ การรักษา ระบบการดูแลสุขภาพองค์รวม เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงต้องการแค่การมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่มุ่งหวังให้คนเราได้มีอายุยืนยาวแบบสุขภาพดีอีกด้วย

ล่าสุดจากงานประชุม TheUltimate Frontier for Smart Aging ข้อมูลจาก อ.วิไลพร ทวีลาภพันทองหุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษาบริษัทPwCConsulting (ประเทศไทย)เปิดเผยว่า จากการประชุมเวทีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพและการรักษาผู้ป่วยในอนาคตมากขึ้น เช่น Internet of Things (IoT) ที่สามารถเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ ทางการแพทย์เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เนต เพื่อควบคุมอุปกรณ์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ในการวินิจฉัยปรับปรุงด้านการให้การรักษาและดูแล ตลอดจนระบุพิกัดของบุคลากรทางการแพทย์รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการรักษาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ จะเห็นว่าเทคโนโลยี AI ที่เมื่อก่อนเราอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่อีกไม่นานมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรา

นอกจากเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบาย ช่วยในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วสิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการมีสุขภาพดีขึ้นก็คือเรื่องอาหารและโภชนาการ การเริ่มต้นด้วยการดูแล ตนเองและคนรอบข้างด้วยการสร้างบริโภคนิสัยที่ดี ฉลาดเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ นับเป็นพื้นฐานที่สาคัญที่สุดในการมีสุขภาพดีไปตลอดชีวิต ปัจจุบันแนวคิดการใช้อาหารในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพเป็นที่ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนเรามากขึ้นมีงานวิจัยมากมายพบว่าสารอาหารมีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายและสมอง และปัจจุบันมีข้อมูลของอาหารเสริมสุขภาพ (functionalfood) มากขึ้นซึ่งได้รับความสนใจที่จะใช้เป็นทางเลือกเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและสมอง โดยในงานประชุมดังกล่าว ศ.นพ.โคกะโยชิฮิโกะ จากภาควิชาประสาทวิทยาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคียวรินประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพสมอง เช่น Krilloil ซึ่งเป็นนํ้ามันที่สกัดมาจากสัตว์ทะเลขนาดจิ๋ว ในกลุ่มเดียวกับพวกกุ้งขนาดเล็ก อุดมด้วยสารแอสตาแซนทีนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งยังมีองค์ประกอบของกรดไขมันเป็นชนิดโอเมก้า 3 ซึ่งการวิจัยพบว่า Krilloilมีส่วนช่วยเสริมสร้างและป้องกันความเสื่อมของเซลส์สมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ

นอกจากนี้ ศ.นพ.โคกะ โยชิฮิโกะได้ทำการศึกษาผลของการดื่มซุปไก่สกัดซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายมายาวนานในแถบเอเชีย โดยสารสำคัญในซุปไกสกัด คือ ไบโอเปปไทด์อะมิโนคอมเพล็กซ์ ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที ผลจากการวิจัยพบว่าซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิด ตัดสินใจได้ดีขึ้น

ข้อมูลจาก ดร.วาลุกา พลายงามวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แนะแนวทางการปฏิบัติตัวโดยทั่วไปเพื่อดูแลสุขภาพสมองด้วยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น นอนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง ออกกำลังกายให้สมํ่าเสมอ การพยายามฝึกให้สมองได้คิดบ่อยๆ ฝึกสมาธิ ลดความเครียด รับประทาน อาหารครบหมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลสูง เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลที่มากยิ่งขึ้น การเลือกเสริมอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤษเคมี และวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองให้เพียงพอ รวมทั้งอาหารฟังก์ชั่นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพสมองเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น เพราะเซลล์สมองประมาณพันล้านเซลล์ต้องการสารอาหารในการเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ประสาท หากขาดสารอาหารเพียงบางชนิดจำนวนเล็กน้อย ก็ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงได้ ก่อนที่ร่างกายจะแสดงอาการขาดสารอาหาร เซลล์สมองทุกๆ ตัวทำงานโดยใช้สารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท ซึ่งต้องการโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในการสร้างสารสื่อสมอง หากสมองได้รับสารอาหาร บำรุงเลี้ยงอย่าง เพียงพอสมํ่าเสมอ ก็จะทำให้สมองของคนเราทำงานได้ดี การเลือกอาหารที่ให้สารอาหารสมดุล จึงมีอิทธิพลต่อการทำงานของสมองโดยตรง

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุดหน้าไม่มีที่สิ้นสุด ก่อเกิด นวัตกรรมที่มีประโยชน์ สร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัว อย่าง สุขภาพ หากทุกคนมีการเตรียมพร้อมและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ได้ ย่อมใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เบาหวานให้ระวัง..สุขภาพตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380981

LIFE&HEALTH : เบาหวานให้ระวัง..สุขภาพตา

LIFE&HEALTH : เบาหวานให้ระวัง..สุขภาพตา

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานของประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนถึง 5 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดว่ามีผู้ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานถึง 1.8 ล้านคน และมีผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานถึง 8.2 ล้านคน คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าโรคเบาหวาน เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเซลล์ร่างกายที่ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปจะมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารมาแล้ว 6 ชั่วโมง ไม่เกิน 126 มก./ดล. ซึ่งหากสูงกว่านี้คุณมีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานได้

การสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานคือ ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน และกลางคืนกระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดลงรู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้า ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อทำการรักษาต่อไป

ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพราะถ้าผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ก็มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามระบบต่างๆของร่างกาย

ข้อมูลจาก นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข แพทย์เชี่ยวชาญโรคจอประสาทตา รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า หนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวของผู้ป่วยเบาหวาน คือ ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาโดยพบว่าภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยศูนย์เสียการมองเห็นเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสามารถป้องกันได้ ถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องได้รับการคัดกรองตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่สูงผิดปกติและส่งผลข้างเคียงต่อจอประสาทตาหากตรวจพบช้า หรือรักษาช้า รุนแรงถึงขั้นศูนย์เสียการมองเห็น โดยภาวะเบาหวานขึ้นตานั้นสามารถเกิดขึ้นได้ถึงร้อยละ 30-40 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โดยผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงที่จะมีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือ

l การเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานและขาดการตรวจหาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

l ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

l ผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูง

l ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง

ซึ่งอาการที่บ่งบอกถึงโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ระยะแรกส่วนมากจะไม่แสดงอาการตามัว และไม่เจ็บปวดทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแต่หากปล่อยไว้จนมีโปรตีนรั่วเข้าไปในจอประสาทตา อาจทำให้มองเห็น ผิดปกติเห็นภาพไม่ชัดเจน และเริ่มมีเลือดออกจะบดบังการมองเห็น และถ้าหากบดบังการมองเห็นทั้งหมด ผู้ป่วยจะมีภาวะตาบอดในที่สุดจึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน มั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตา เป็นประจำทุกปี การตรวจก็ไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อน หากผู้ป่วยมาพบแพทย์โดยแพทย์จะหยอดตาขยายม่านตา รอจนม่านตาขยาย และแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจไปที่จอตา หากตรวจพบมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะที่ยังไม่รุนแรง แพทย์จะทำการรักษาโดยการคุมเบาหวาน คุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเป็อันตรายต่อดวงตา ซึ่งระยะนี้เป็นระยะที่ทำการรักษาได้ง่ายที่สุด แต่หากมีภาวะที่เสี่ยงต่อตาบอด เช่น โปรตีนรั่วเข้าไปในจอตามากแล้ว หรือมีเส้นเลือดผิดปกติ มีเลือดออกในตา มีพังผืดบนจอตา จอตาหลุดลอก ก็จะมีการรักษาอยู่ 3 วิธี

1.การรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ คือการใช้แสงเลเซอร์เพื่อปิดเส้นเลือดรอยรั่วที่จอประสาทตา จะทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นซึ่งอาการข้างเคียงอาจทำให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นที่แคบลง และความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดลง

2.การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าในตา ซึ่งเป็นการรักษาที่นับเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือจะทำให้จุดมองภาพชัดที่บวมยุบลงได้เร็ว การมองเห็นกลับมาฟื้นตัวเร็ว แต่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

3.การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้เมื่อมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาเรื้อรัง มีพังผืดบนจอตาจอตาหลุดลอก

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีใด หลังการรักษาผู้ป่วยต้องดูแลตัวเอง โดยการควบคุมเบาหวานไม่ให้มีน้ำตาลในเลือดสูงต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามอาการหลังการรักษาตามที่แพทย์นัด

ทั้งนี้ในแต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถี ได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถี เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา โดยภายในอาคารศูนย์การแพทย์ รพ.ราชวิถี ที่จะเปิดให้บริการในกลางปี 2562 นี้จะเปิดศูนย์ความเป็นเลิศทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์รับส่งต่อสำหรับโรคตาที่มีความยากซับซ้อน ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งยังมีความต้องการงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์การรักษาที่ทันสมัย ครบครัน เพื่อประโยชน์ในการรักษา จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ สอบถามโทร 02-3548108-37 ต่อ 3032 หรือ http://www.rajavithi.go.th

การป้องกันภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวานที่ดีที่สุดคือ การดูแลสุขภาพคุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง ดูแลควบคุมอาหารการกินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มารับมือกับอาการผู้ชายวัยทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379537

LIFE&HEALTH : มารับมือกับอาการผู้ชายวัยทอง

LIFE&HEALTH : มารับมือกับอาการผู้ชายวัยทอง

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงคำว่า “วัยทอง” คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ชายมีช่วงนี้เหมือนกัน เพียงแต่อาการของชายวัยทองนั้นจะค่อยเป็นค่อยไปไม่แสดงออกอย่างชัดเจนและสังเกตอาการค่อนข้างยากกว่าผู้หญิง

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ตามปกติชายวัย 40 ปีขึ้นไป จะมีระดับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนลดลงประมาณปีละ 1% โดยจะลดลงไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการหยุดทำงาน ซึ่งแตกต่างจากวัยทองในเพศหญิงที่รังไข่จะหยุดผลิตฮอร์โมนเพศหญิงโดยสิ้นเชิง ดังนั้นอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดในชายวัยทองจึงไม่ชัดเจนและรุนแรงเหมือนกับสตรีวัยทอง อย่างไรก็ดี ภาวะพร่องฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในเพศชาย ไม่ได้เกิดกับผู้ชายทุกคน และมีอาการแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยอวัยวะที่มีความสัมพันธ์กับการเริ่มพร่องลงของฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มเสื่อมการทำงานลง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ตามมา โดยมีสัญญาณเตือนภัยให้สังเกตกันดังต่อไปนี้

อาการทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ เช่น เครียดและหงุดหงิดง่าย เฉื่อยชาลง ขาดสมาธิในการทำงาน ความจำระยะสั้นลดลง บางคนหากมีอาการมากๆ ก็จะรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต หรือซึมเศร้าลง

อาการทางด้านระบบไหลเวียนโลหิต เช่น อาจมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก ชีพจรเต้นเร็ว

อาการทางด้านร่างกาย ได้แก่ อ่อนเพลียไม่มีแรง เหนื่อยง่ายขึ้นเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่มีสาเหตุ ไม่กระฉับกระเฉง กล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายนั้นมีลักษณะเล็กและลีบลงในขณะที่ไขมันในร่างกายนั้นเพิ่มพูนได้ง่าย ก่อให้เกิดความอ้วนและลงพุง ภาวะกระดูกพรุน

อาการทางด้านจิตใจและเพศ เช่น อาการนอนไม่หลับ ตื่นตกใจง่าย ความต้องการทางเพศและสมรรถภาพทางเพศเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดีผู้ชายส่วนใหญ่มักปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองเริ่มมีอายุมากขึ้น มักอ้างว่าเป็นผลจากการทำงานหนัก ความเครียดที่ต้องทำงานรับผิดชอบครอบครัว ที่สำคัญผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่เอ่ยปากพูดเรื่องนี้กับใครและไม่ไปพบแพทย์

รับมือปัญหาแห่งวัยอย่างไรดี

การเข้าสู่วัยทองของผู้ชายไม่มีช่วงอายุที่แน่นอน หรือแสดงอาการเด่นชัดเหมือนเพศหญิงแต่เป็นการสะสมความถดถอยในระยะยาว เพราะนอกจากเรื่องของอายุซึ่งเป็นปัจจัยตามธรรมชาติแล้ว การลดลงของระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้ายังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและสภาวะบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก การพักผ่อนน้อย ความเครียด ความวิตกกังวล การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการสูบบุหรี่ และโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ ดังนั้นบางรายอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัย 40 ขณะที่บางคนมักจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นจนอายุ 60 ก็มี ดังนั้นคุณผู้ชายทั้งหลายจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้วยหลักง่ายๆ ดังนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะร่างกายทุกส่วนจะได้พักผ่อนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งช่วยให้สมองปลอดโปร่งแจ่มใส หากใครมีอาการนอนไม่หลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ อยู่บ่อยๆ ควรหลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล เพราะจะส่งผลให้มีปัญหาการนอน ขณะเดียวกันก่อนนอนควรดื่มนมอุ่นๆ หรือชาคาโมมายด์ หรือใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบนวดผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น

สร้างบริโภคนิสัยที่ดี เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์อย่างหลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามสัดส่วนที่ร่างกายต้องการ โดยพยายามเน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ รวมทั้งมีกากใยสูงซึ่งช่วยให้ระบบย่อยและขับถ่ายทำงานได้ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีนที่มากเกินไป ดื่มน้ำสะอาดไม่ต่ำกว่า 8 แก้ว

ขยับกายสบายชีวี หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ลดความเครียด ช่วยให้คุณนอนหลับได้สบายขึ้น การออกกำลังกาย ที่เหมาะสำหรับวัยนี้คือการขี่จักรยาน การเดินเร็ว ว่ายน้ำ เป็นต้น

เตรียมอารมณ์และจิตใจ แม้คุณจะมีเรื่องวุ่นวายใจต้องขบคิดกับปัญหารอบด้าน การสูดลมหายใจลึกๆ หลับตา และนับ 1-10 หรือจะเลือกสวดมนต์ ทำสมาธิ ช่วยสร้างความสงบสุขทางจิตใจและช่วยให้คุณมีสติ พร้อมฝ่าฝันปัญหาและอุปสรรคต่าง ให้ผ่านพ้นไป ขณะเดียวกันควรทำจิตใจให้สงบมองโลกในแง่ดีและละวางจากความเครียด ด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ หรือสนุกกับงานอดิเรก เพื่อความเพลิดเพลินและเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง

หมั่นตรวจสุขภาพประจำ อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้คุณทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในร่างกาย หากเกิดมีสิ่งผิดปกติยังสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้เป็นมากจนมีภาวะแทรกซ้อนจึงจะรักษา คุณจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโปรแกรมการตรวจที่เหมาะสมสำหรับตัวคุณเอง

ทั้งนี้ ถ้าทำความเข้าใจและพร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้น รวมทั้งคนรอบข้างให้การสนับสนุนชายวัยทองก็สามารถมีความสุขไปพร้อมกับการมีสุขภาพดีและยังดูหนุ่มกว่าวัยไปได้อีกด้วย

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เปิดเทอม…ระวังเปิดเทศกาลเด็กป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378097

LIFE&HEALTH ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เปิดเทอม...ระวังเปิดเทศกาลเด็กป่วย

LIFE&HEALTH ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เปิดเทอม…ระวังเปิดเทศกาลเด็กป่วย

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในช่วงเปิดเทอมนี้ พบว่ามีเด็กๆเจ็บป่วยกันทั้งโรคหวัด ท้องร่วง หรือแม้แต่โรคผิวหนังต่างๆ มากกว่าช่วงที่ปิดเทอมอยู่บ้าน เพราะเปิดเทอมจะมีเด็กๆ มาจากหลากหลายสถานที่มารวมตัวกันในสถานศึกษา หรือสถานที่แออัด ไม่ว่าจะเป็น รถโรงเรียน รถประจำทาง รถไฟฟ้า ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (เนอร์สเซอรี่)หรือโรงเรียนอนุบาล อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในเด็กได้ง่าย

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.วีรวรรณ หัตถสิงห์ รองเลขาธิการ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูหนาว ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดจากทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร โดยโรคยอดฮิตในระบบทางเดินหายใจที่เด็กๆ เป็นมากที่สุดก็คือไข้หวัดใหญ่ และ RSV ส่วนโรคจากระบบทางเดินอาหารคือโรคท้องร่วง ท้องเสีย ยิ่งในช่วงเปิดเทอมการแพร่เชื้อต่างๆ จะแพร่กระจายไปรวดเร็วมาก เนื่องจากมีการสัมผัสเชื้อโรคร่วมกันในวงกว้าง ทั้งการไอ จาม รู้หรือไม่ว่าการจาม 1 ครั้ง สามารถแพร่เชื้อโรคได้ไกลถึง 6 เมตรหากอยู่ในห้องเรียนหรือโรงอาหาร อาจมีผู้รับและสัมผัสเชื้อโรคพร้อมกันหลายคน เพราะฉะนั้นการล้างมือก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะช่วยป้องกันให้เด็กรอดพ้นจากเชื้อโรคต่างๆ ได้ทางหนึ่ง

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากา โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และ ผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อทางผิวหนังทุกชนิดสามารถป้องกันได้โดยการล้างมือ ตั้งแต่ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และพาราไซท์ รวมถึงโรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง ได้แก่ โรคแผลพุพอง Impetigo ฝี หนอง เกิดจากการที่สัมผัสเชื้อแบคทีเรีย แล้วผิวหนังมีแผลทำให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังได้

สำหรับโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ กลาก เชื้อกลาก มักอยู่ในสัตว์เลี้ยง พื้นดิน และ ติดต่อจากคนถึงคน ลักษณะผื่นจะเป็นผื่นแดง เป็นตุ่มและลามออกเป็นวงซ้อนๆกัน มีอาการคันมาก ดังนั้นเวลาสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่า สุนัข แมว กระต่าย หรืออื่นๆต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

ส่วนโรคผิวหนังจากเชื้อไวรัสก็พบได้บ่อยเช่นกัน ได้แก่ หูด หูดข้าวสุกมือเท้าเปื่อย เริม โรคสุกใส โดยผื่นแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะ หูดจะเป็นผื่นนูน หนา กดเจ็บ ถ้าเอามีดฝานด้านบนออกจะพบจุดดำๆเป็นจุดเลือดออก มักพบที่นิ้วมือ ฝาเท้า ส่วนหูดข้าวสุก เป็นตุ่มกระจายตามตัวและแขนขา ตุ่มจะมีรอยบุ๋มตรงกลาง ถ้ากดออกจะมีสารสีขาวข้นคล้ายข้าวสุกออกมา จึงมีชื่อว่า หูดข้าวสุก

ส่วนโรคผิวหนังจากพาราไซด์ ทางผิวหนังที่ติดต่อง่ายมาก คือ หิด เป็นโรคที่เกิดจากพาราไซด์ ตัวเล็กๆมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีอาการคันและผื่นแดง อาจสังเกตเห็นเป็นรอยโพรงของตัวหิด ปรากฏเป็นรอยหรือเส้นเล็ก ๆ สีเงินหรือดำบนผิวหนังประมาณ 2-10 มิลลิเมตร โดยมักพบบริเวณง่ามนิ้ว ข้อมือด้านใน และฝ่ามือ ในร่มผ้า อาการเด่นคือคันกลางคืน มากว่า
กลางวัน มักเป็นตามสถานที่มีคนอยู่รวมกันเยอะ เช่น โรงเรียน ทัณฑสถาน เป็นต้น

การล้างมือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดและเสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี ซึ่งการล้างมือที่ถูกอย่างน้อย 20 วินาที วิธีด้วยน้ำและสบู่ มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ฝ่ามือถูกัน (2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว (3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว (4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ (5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ (6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ (7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง

 

การล้างมือบ่อยๆ ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อได้ แต่การที่ล้างมือบ่อยๆบางครั้งจะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบที่มือได้ โดยจะมีผิวแตก แห้ง ที่ปลายนิ้วก่อน บางครั้งแตกเป็นร่อง มีเลือดไหลได้ดังนั้นหลังล้างมือเสร็จควรมีโลชั่นให้ความชุ่มชื่นด้วย ทั้งนี้เราควรล้างมือเมื่อไร ควรล้างเมื่อมีกิจกรรมดังนี้

l ทุกครั้งก่อนและหลังการใช้ห้องน้ำ/ห้องส้วม

l ทุกครั้งก่อนหรือหลัง
รับประทานอาหาร

l หลังจากการจามหรือไอ
หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

l ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร  หรือปอกผลไม้

l หลังทำความสะอาดบ้านและบริเวณบ้าน

l ทำความสะอาดหลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง

l ภายหลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจนอกบ้าน

l ก่อนและหลังการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการออกกำลังกายในสถานฟิตเนสที่ต้องมีการสัมผัสสิ่งของ เครื่องมือ ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์รวมกัน

อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ยังล้างมือไม่ถูกต้อง ข้อมูลจากกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในปี 2560ได้มีการสำรวจพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของนักเรียนในเรื่องของการล้างมือ ในกลุ่มเด็กนักเรียน อายุ 10 ปี และ 12 ปี ล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหารร้อยละ 53.1 และ 45.4 ตามลำดับ ส่วนการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าห้องส้วม เด็กนักเรียน อายุ 10 ปี ร้อยละ 76.6 และ 12 ปี ร้อยละ 76.2 คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นต้องทำอย่างไร ฉะนั้นเราต้องสอนให้เด็กรู้จักการล้างมือตั้งแต่ยังเล็กเพื่อสร้างให้เป็นนิสัย เพราะในแต่ละวันมือเราไปสัมผัสอะไรมามากมายหลายอย่าง รวมถึงหยิบจับอาหารใส่ปากด้วย และที่สำคัญเรื่องความสะอาดของผู้สัมผัสอาหาร ทั้งการปรุง เตรียม และประกอบอาหาร จะต้องรักษาความสะอาดให้มากที่สุดก่อนอาหารจะออกมาสู่ผู้รับ ถ้าความสะอาดเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน เราก็จะมั่นใจได้ว่า เราไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่กระจาย
เชื้อโรค

ล่าสุด มูลนิธิคุณแม่คุณภาพร่วมกับ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กรมอนามัย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ โดยบริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ล้างมือปลอดเชื้อ “หยุดโรคที่มากับเปิดเทอม” ภายใต้แนวคิด “มือสะอาดสร้างสุขภาพดี…มือสะอาดสร้างฝัน” เพื่อกระตุ้นและปลูกฝังเยาวชน คนไทยให้เกิดการล้างมืออย่างถูกวิธีอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความรู้และแนวทางป้องกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนคุณครู และผู้ปกครอง เกี่ยวกับโรคที่มากับเปิดเทอมและโรคที่พบบ่อยในช่วงหน้าหนาว
ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ