LIFE & HEALTH : มารู้จัก…ดัชนีอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364861

LIFE&HEALTH : มารู้จัก...ดัชนีอายุยืน

LIFE&HEALTH : มารู้จัก…ดัชนีอายุยืน

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายคนคงจะคุ้นเคยเรื่องเกี่ยวกับความฉลาดทางปัญญาหรือที่เรียกว่า “ไอคิว (IQ)” และ ความฉลาดทางอารมณ์ที่เรียกว่า “อีคิว (EQ)” รวมทั้งความฉลาดทางการบริการเงินทองที่เรียกว่า “เอ็มคิว (MQ) ” กันมานานแล้ว แต่วันนี้อยากจะแนะนำเรื่องราวของความฉลาดทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมและมีชีวิตชีวาที่เรียกว่า “แอลคิว (LQ)” กันบ้าง

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า LQ (LongevityQuotient) เป็นความฉลาดที่จำเป็นที่สุดในยุคนี้เพราะเป็นยุคของสังคมผู้สูงวัย เช่น เมืองอะคิตะประเทศญี่ปุ่นมีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดแล้ว ขณะที่กรุงโตเกียวกำลังจะตามมาในอีก 2 ปีข้างหน้าซึ่งเป็นปีที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกพอดี เรียกว่า Tokyo 2020 นี้สังคมญี่ปุ่นก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว และประเทศไทยของเราก็กำลังจะก้าวตามทันในเวลาอีกไม่นานนัก

การเตรียมตัวที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่งการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเทคนิคชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพกำลังได้รับความสนใจกันอย่างกว้างขวางทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ มีการสอนในระดับอุดมศึกษาและระดับปริญญาโทในหลายมหาวิทยาลัย จนศาสตร์และศิลปะของการชะลอวัยเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมไปด้วยสมรรถภาพทางกาย และใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันกันอีกต่อไป

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า…เราเริ่มแก่ชราแล้ว

การแก่ชราของมนุษย์นั้นไม่ใช่ดูกันแค่ใบหน้า แต่ต้องดูให้ลึกซึ้งถึงกระบวนการแก่ชรา และการตรวจวัดดูสภาพของร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายว่ายังคงทำงานอยู่ในสภาพที่ดีสักขนาดไหน ส่วนการไปตรวจประจำปีตามมาตรฐานของการตรวจสุขภาพทั่วๆ ไปนั้นเขาจะตรวจว่าเรามีโรคภัยไข้เจ็บอะไรอยู่บ้างเพื่อที่จะได้ทำการรักษาแต่เนิ่นๆ ตามหลักการของการแพทย์ในแนวป้องกัน ซึ่งก็ยังดีกว่ารอป่วยเป็นโรคแล้วค่อยมารักษาเหมือนในอดีต

แต่ทราบกันไหมว่า ถ้าเราไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่า เรามีน้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นเบาหวานแล้ว ตอนนั้นตับอ่อนของเราที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลน่าจะเสื่อมไปแล้วสัก 80 % หรือไปตรวจพบว่าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน โอกาสที่เส้นเลือดจะเสื่อมไปแล้วก็เกือบ 80 % เช่นกัน นี่เป็นกฎที่เรียกกันว่า 80:20

แต่จะดีขึ้นไหมถ้าสามารถที่จะตรวจให้ทราบว่าเรากำลังอยู่ในภาวะเสื่อม รวมทั้งถ้าสามารถที่จะพยากรณ์ล่วงหน้าว่าถ้าเราทราบแล้วว่าเรากำลังอยู่ในภาวะเสื่อม และทราบว่าอวัยวะใดของเราเสื่อมไปก่อนเวลาอันควร เพื่อที่จะได้ปรับปรุงวิถีทางในการดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นการอยู่ การกิน การนอน รวมทั้งการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและการดำเนินชีวิตของเรา

การตรวจวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า การตรวจหาดัชนีอายุยืน

มีการศึกษาวิจัยถึงตัวแปรและปัจจัยต่างๆที่ถ้าได้ปรับปรุงแล้วจะทำให้มีอายุยืนขี้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเป็นการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำมาแล้วหลายปัจจัย

ปัจจัยแรกเป็นระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่พบว่าคนที่มีระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในระดับที่ดีเป็นปกติจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มีระดับฮอร์โมนตัวนี้ในระดับต่ำ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนนั้นมีอยู่ในทั้งผู้ชายและผู้หญิงไม่ใช่เป็นแค่ฮอร์โมนเพศชายอย่างที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจกัน

ปัจจัยต่อๆ มาก็คือ ระดับของน้ำตาลสะสม (ที่เรียกว่า HbA1C) ระดับและสัดส่วนของไขมันชนิดต่างๆในร่างกาย ค่าของความดันโลหิตพฤติกรรมในการดำรงชีวิต ความเครียดในชีวิตประจำวัน ดัชนีมวลกาย สมรรถนะของร่างกายทางด้านกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหว ฯลฯ

เมื่อได้ค่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่จะทำให้อายุยืนยาว แล้ว เราก็ต้องเอามาชั่งน้ำหนักว่าดัชนีย่อยๆรายใดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอายุยืนของเรานั้นมีส่วนมากน้อยในการทำให้เราอายุยืนโดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่มีการตรวจสอบรวบรวมมาแล้ว มาเข้าโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Artificial Intelligence หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ได้ออกมาเป็นค่ามาตรฐานที่สามารถจะตรวจสอบทบทวนได้ และสามารถเทียบเคียงได้ในระยะเวลาต่างๆ ที่ผ่านไปและจะบอกว่าควรจะปรับปรุงพฤติกรรมในการดำรงชีวิตในแต่ละปัจจัยเสี่ยงแบบใดค่าดัชนีที่ชี้บ่งการมีอายุยืนจะดีขึ้นซึ่งเมื่อผู้ที่ได้รับการตรวจทำตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลร่วมกับแนวทางที่ปัญญาประดิษฐ์แนะนำแล้ว ก็จะทำให้ดัชนีที่ชี้บ่งการมีอายุยืนดีขึ้น นับเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่มีดัชนีชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ใช้ความรู้สึกว่าดีขึ้นหรือผู้ดูแลบอกว่าดีขึ้น แต่ไม่มีดัชนีอะไรที่จะชี้วัด

ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีความจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นรากฐาน ในยุคต่อไปนี้การแพทย์ในอนาคตจะเป็นการแพทย์ในแนวทางส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายมีสมรรถภาพดี ลดการเจ็บป่วยน้อยลง ให้มีพลังชีวิตมากขึ้นและทุกคนที่อยากมีอายุยืนยาวอย่างเป็นสุขจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นหมอ หรือ ผู้ดูแลตนเองให้ได้

เช่น การรู้จักการนอนหลับที่สนิทและมีคุณภาพ เพราะการนอนหลับที่ดีนั้นเป็นรากฐานของการมีอายุยืนยาว มีระดับของฮอร์โมนที่ป้องกันการแก่ชราที่ส่วนใหญ่จะผลิตในตอนกลางคืนขณะนอนหลับสนิทในความมืดในระดับที่เหมาะสมและพอเพียง คนที่นอนหลับสนิทจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี มีรูปร่างที่สมดุลทั้งกล้ามเนื้อและไขมันพูดง่ายๆก็คือ มีรูปร่างที่สมส่วน ซึ่งนอกจากจะทำให้สุขภาพดีในระยะยาวแล้วยังทำให้เกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมอีกด้วย

การเรียนรู้ที่จะใช้ดัชนีอายุยืนมาวัดตัวเองว่า ควรจะปรับปรุงแนวทางการดำเนินชีวิตแบบใด กินอยู่นอนหลับและออกกำลังกาย รวมทั้งมีวิธีการผ่อนคลายความเครียดอย่างไร เพื่อที่จะได้เกิดดุลยภาพแห่งชีวิตซึ่งเป็นดัชนีอายุยืน ที่สำคัญที่สุด

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ใช้ยาผิดๆอันตรายกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363507

LIFE&HEALTH : ใช้ยาผิดๆอันตรายกว่าที่คิด

LIFE&HEALTH : ใช้ยาผิดๆอันตรายกว่าที่คิด

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ยาจะเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่ช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพได้ แต่ด้วยยาทุกตัวมีทั้งคุณและโทษควบคู่กันดังนั้นการใช้ยาแต่ละชนิดจึงต้องรู้จักวิธีการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ที่สำคัญควรอ่านฉลากยาให้เข้าใจว่าเป็นยาสำหรับโรคอะไร มีระยะเวลาและปริมาณในการใช้เท่าไร ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ หรือโดยไม่จำเป็น มิฉะนั้นอาจได้โรคใหม่จากการใช้ยา หรือทำให้ต้องรักษาเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุดแก้ปวด แก้อักเสบบ่อยๆ เกินความจำเป็น จะทำให้กระเพาะทะลุได้หรือการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น จนเชื้อดื้อยา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเกิดอันตรายได้

ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมาโยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม ฝ่ายวิชาการ ได้แนะนำว่า ยามีหลายชนิด ให้ระวังยาที่มี “ชื่อพ้อง มองคล้าย” กล่าวคือมียาหลายชนิดที่มีลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบเม็ดยา สียา ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แต่มีสรรพคุณแตกต่างกัน หรือแม้แต่ชื่อยาที่ออกเสียงคล้ายคลึงกันก็มีไม่น้อย การบ่งชี้ด้วยสายตาหรือฟังการออกเสียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงที่อาจได้รับยาผิดชนิดได้ หรือยาที่ใช้รักษาอาการหรือโรคเดียวกัน ก็ยังมีหลายชนิด หลายขนาดความแรงของยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตมีเป็นสิบๆ ชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ซึ่งยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะหรือมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยอีกราย

ดังนั้นการที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงหากไม่ได้รับยาต่อเนื่อง เพราะถ้าผู้ป่วยไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แต่บอกเพียงแค่สรรพคุณยาที่ได้รับอยู่ได้ว่ารักษาอาการอะไร เช่น ยาลดน้ำตาล ยาลดความโลหิตสูง ยาแก้หอบ ยากันชัก เป็นต้น ซึ่งยาที่รักษาโรคดังกล่าวมีอยู่หลายตัวมาก แพทย์เองก็ไม่แน่ใจว่าปกติผู้ป่วยใช้ยาชื่ออะไร จึงเป็นความยากลำบากทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้การรักษา การได้รับยาจึงไม่ต่อเนื่อง หรือต้องให้ยาชนิดใหม่และต้องมีการปรับขนาดยาใหม่อีก ซึ่งอาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.กนกพรนิวัฒนนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงตัวอย่างของปัญหายาตีกันในผู้ป่วยสูงอายุที่อาจพบได้ เช่น การใช้ยาลดไขมันซิมวาสแตติน ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น ซิมเม็กซ์ เบสแตตินถ้าได้รับร่วมกับยาลดไขมันอีกชนิดหนึ่ง ชื่อ เจมไฟโบรซิล ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น โลปิดไฮดิล อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงและเกิดผลเสียต่อไตได้ นอกจากนี้ยาลดไขมัน ซิมวาสแตติน ยังตีกันกับยาอื่นได้อีก เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มอีริโทรมัยซิน ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานที่ชื่อ อิตราโคนาโซล ยาลดอาการอักเสบของเก๊าท์ที่ ชื่อ คอลชิซิน ทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงเช่นเดียวกับเจมไฟโบรซิล ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาซิมวาสแตตินและยาลดไขมันกลุ่มเดียวกันนี้ ต้องระมัดระวังโอกาสเกิดยาตีกันกับยาอื่น

เพื่อความปลอดภัย อ่านฉลากให้เข้าใจ ทุกครั้งก่อนใช้ยา

ฉลากยาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการใช้ยาตามแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยจึงต้องให้ความใส่ใจต่อข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากยา 5 อย่าง ประกอบด้วย

1) ชื่อผู้ป่วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นยาของเราหรือไม่

2) ชื่อสามัญทางยา เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้ป่วย และระหว่างผู้ให้การรักษาด้วยกันเอง ผู้ป่วยอาจจำชื่อยาไม่ได้ ก็ขอให้เภสัชกรช่วยจดหรือบันทึกให้ เก็บไว้กับตัวเพื่อเป็นการส่งต่อข้อมูล หากต้องไปรักษาที่อื่น

3) สรรพคุณยา เช่น เป็นยารักษาเบาหวาน ยาปฏิชีวนะ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

4) ขนาดยา และเวลารับประทาน เช่น ครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหาร

5) ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา เช่น ดื่มน้ำบ่อยๆ ระหว่างที่รับประทานยา หรือ ระวังแสงแดดเพราะอาจทำให้แพ้

ดังนั้นทุกครั้งที่รับยา จึงควรอ่านฉลากเพื่อดูว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ หากไม่เข้าใจและมีข้อสงสัย ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง แต่หากในกรณีที่ซื้อยามารับประทานเอง ควรเลือกร้านที่มีเภสัชกร ไม่ควรซื้อยาจากผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่นำยาผู้อื่นมาใช้ อ่านฉลากก่อนใช้ยา และใช้ยาตามที่ระบุไว้ในฉลาก ทั้งขนาด วิธีใช้ และเวลาที่ใช้ เพื่อลดปัญหาจากการใช้ยาและได้รับผลการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การที่ประชาชนได้รับบริการด้านยาจากเภสัชกรจะมีหลักประกันทางด้านความปลอดภัย เพราะ ปัจจุบันหลักสูตรเภสัชศาสตร์ต้องเรียนและฝึกงานถึง 6 ปี นอกจากนี้แล้ว ยังต้องมีการสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหลังจบการศึกษาโดยใช้ข้อสอบมาตรฐานกลางของทั้งประเทศจากสภาเภสัชกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าได้เภสัชกรที่มีความรู้ด้านยา สมุนไพรและเรื่องสุขภาพอื่นๆเพียงพอต่อการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยด้านยาให้ประชาชน

ทั้งนี้เมื่อเภสัชกรได้ใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมแล้ว ทางสภาเภสัชกรรมมีการกำหนดให้เภสัชกรเหล่านี้ ต้องพัฒนาและติดตามความรู้ด้านยาสมุนไพร และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุกๆ 5 ปีอีกด้วย ทั้งนี้สภาเภสัชกรรมยังได้กำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยจะมีบทลงโทษนอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายอีกด้วย ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมนี้ทำให้เภสัชกรต้องรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพมากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

หากว่า กฎหมาย พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ไม่กำหนดให้จ่ายยาโดยเภสัชกรก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการได้รับยาจากผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ที่สามารถเลือกยาที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และให้คำแนะนำที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยสุ่มเสี่ยงต่อการได้รับยาที่มีประวัติแพ้ซ้ำ เสี่ยงต่อการได้รับยาที่อาจมีผลตีกันเอง เสี่ยงต่อการได้รับยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อน เพิ่มโอกาสการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อการได้รับยาเกินขนาด ผิดขนาด หรือได้รับยาที่ไม่เหมาะสมกับโรค และสุดท้ายเสี่ยงต่อการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย จึงเป็นการก่อให้เกิดความเสี่ยงในความปลอดภัยด้านยาต่อประชาชนขึ้นได้

ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องการใช้ยาและสมุนไพร ให้ขอรับคำปรึกษาจากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้านของคุณได้อย่างมั่นใจ

LIFE & HEALTH : การใช้ยาอย่างปลอดภัยในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362059

LIFE&HEALTH : การใช้ยาอย่างปลอดภัยในผู้สูงอายุ

LIFE&HEALTH : การใช้ยาอย่างปลอดภัยในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ มักเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและถูกวิธีเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการรักษาโรค แต่ปัจจุบันยังพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง ทั้งนี้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ยาหลายรายการ บางครั้งได้มาจากหลายแหล่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหายาซ้ำซ้อนยาตีกัน การปรับเปลี่ยนยาด้วยตนเองหรือการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่สามารถใช้ยาตามแผนการรักษาได้ผู้สูงอายุบางรายมีการนำยาเหลือใช้ของตนไปให้ผู้อื่นใช้โดยขาดความรู้ส่งผลให้เกิดอันตราย นอกจากนี้การมีความเสื่อมของสภาวะร่างกายของผู้สูงอายุอาจส่งผลกับการใช้ยา เช่น ปัญหาด้านสายตาทำให้ไม่สามารถอ่านฉลากยาได้จึงรับประทานยาตามความเคยชิน อาจได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้อมีความอ่อนแรงจนไม่สามารถฉีกแผงยา หรือหยิบยาเข้าปาก บางรายมีปัญหาด้านความจำทำให้ใช้ยาผิด เป็นต้น

ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม ฝ่ายวิชาการ ได้แนะแนวทางดูแลผู้สูงวัยใช้ยาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ดังนี้

l หลังได้รับยาควรตรวจดูยาและอ่านฉลากยาให้เข้าใจทุกครั้ง ถ้ามีข้อสงสัยสอบถามเภสัชกรทันที

l รับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด

l หากผู้ป่วยมีปัญหาในการใช้ยาเช่น กลืนยาลำบาก ต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อจะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น เปลี่ยนเป็นยาน้ำ

l ในระหว่างการใช้ยา หากพบอาการที่ผิดปกติ เช่น ใช้ยาไปแล้วขาบวม ปัสสาวะบ่อย ไอเรื้อรัง เป็นต้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะอาจเกิดจากยาที่ใช้อยู่

l ใช้ยาเท่าที่จำเป็นไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพราะยาบางชนิดมีความเสี่ยงในการใช้ จำเป็นต้องติดตามการใช้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งอาจตีกันกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นแนะนำปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนการใช้ยาใหม่ๆ

l เมื่อต้องไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาล ต้องนำยาทุกชนิด ซึ่งรวมถึงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่ไปแสดงแก่แพทย์หรือเภสัชกร

l หากผู้ป่วยมีปัญหาในการจัดเตรียมยา หรือมีปัญหาในการอ่านฉลากยา ควรให้ญาติหรือผู้ร่วมอาศัยจัดเตรียมยาให้พร้อมต่อการใช้ เช่น การหักครึ่งเม็ด การกดยาเม็ดออกจากฟอยด์ การจัดยาเป็นเวลาเป็นมื้อ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้ยาอย่างถูกต้องครบถ้วน

l กรณีผู้ป่วยหลงลืมการใช้ยาอาจใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น เขียนขนาดและวิธีรับประทานตัวใหญ่ติดบนฉลากยาหรือใช้นาฬิกาปลุก ใช้กล่องใส่ยาชนิดที่รับประทานช่องละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการลืมรับประทานยา หรือรับประทานยาซ้ำซ้อน

l ควรจัดเก็บยาให้ถูกต้องไม่เก็บในที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ หรือในที่ที่ร้อนจัดเช่น ในรถ และไม่เก็บในที่ที่แสงแดดส่องถึงเพราะจะทำให้ตัวยาเสื่อมคุณภาพได้ ที่สำคัญควรเก็บให้ห่างจากมือเด็ก

l หากผู้ป่วยสูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ดูแลควรหยิบยามาให้รับประทานเองกับมือ และดูด้วยว่าผู้ป่วยได้รับประทานยาจริงหรือไม่

ทั้งนี้เพราะเภสัชกรเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาและสมุนไพรเพราะต้องผ่านการเรียนและฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องและพอเพียงถึง 6 ปีในคณะเภสัชศาสตร์ จากสถาบันที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรอง รวมทั้งยังต้องมีคุณสมบัติและผ่านการสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรมอีกด้วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยาแก่ประชาชนทั่วไป

บทบาทของเภสัชกรในการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย ที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ อาทิ

1.งานบริบาลเภสัชกรรม ทั้งในด้านการจ่ายยา พร้อมให้คำปรึกษา ดำเนินการติดตามแก้ปัญหาและดูแลความปลอดภัยด้านยาแก่ผู้ป่วยเฉพาะโรค ได้แก่ โรคหัวใจ มะเร็ง ทารกแรกเกิดจิตเวช ไต โรคติดเชื้อ และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ

2.งานผลิตและเตรียมยา ทั้งในด้านการวิจัย ผลิต ควบคุมคุณภาพยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับอุตสาหกรรม การเตรียมยาเคมีบำบัด สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ตำรับยาพิเศษสำหรับเด็กหรือโรคที่มีความจำเพาะ และการวิจัย ผลิต ควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร

3.งานบริหารเวชภัณฑ์และงานพัฒนาระบบยา ทั้งในด้านการใช้ยาสมเหตุผล การประเมินการใช้ยา การจัดการปัญหาเชื้อดื้อยา การเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา การให้บริการข้อมูลด้านยาแก่ผู้ป่วยและประชาชน การศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรม และการวางระบบการประกันคุณภาพในองค์กรเพื่อให้การจัดการระบบยาเกิดผลที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผู้ป่วย

4.งานเภสัชกรรมปฐมภูมิที่เภสัชกรต้องรับผิดชอบการกระจายและให้บริการยาและวัคซีนที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน พอเพียงและปลอดภัย ไปสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมทั้งงานคัดกรอง ติดตามดูแลและแก้ปัญหาการใช้ยา ลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน

5.งานคุ้มครองผู้บริโภค ตั้งแต่การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านยาและสุขภาพ การสร้างเสริมศักยภาพของชุมชนในการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน การแก้ไขปัญหาจากการบริโภค การคุ้มครองตนเองและชุมชน กำหนดแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงนโยบาย ทั้งในด้านระบบ กฎหมาย และการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ

6.งานสมุนไพร เริ่มจากการจัดการวัตถุดิบสมุนไพร จัดหาคัดเลือก

ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้ยาและสมุนไพร สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้านได้อย่างมั่นใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการสภาเภสัชกรรม

Life & Health : เคล็ดไม่ลับ สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360709

Life&Health : เคล็ดไม่ลับ สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย

Life&Health : เคล็ดไม่ลับ สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ใครๆ ก็อยากดูดี แม้ว่าจะสูงวัยขึ้นถ้าหน้าตายังดูเด็กและมีสุขภาพดีด้วยแล้วก็ยิ่งเสริมให้คุณดูสดใสสวยหล่อและดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง วันนี้มีเคล็ดลับจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพมาแนะนำ มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1.อารมณ์ดี นอกจากช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขแล้ว ยังมีผลต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจด้วยไม่ว่าใครก็อยากได้รอยยิ้มและอยากได้ยินเสียงหัวเราะทั้งนั้น ยิ้มให้กันบ่อยๆ หัวเราะกันให้มากๆ อะไรๆ มันก็มีแต่จะแฮปปี้ แถมยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้ามากยิ่งขึ้น เลิกเอาคิ้วผูกโบ หน้าเครียด ที่มีแต่ผลเสียและทำให้หน้าเรายิ่งดูแก่กว่าวัย รู้แบบนี้แล้วลองหันมาสร้างความมีเสน่ห์ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกันเถอะ

2.อย่าลืมอาหารสำหรับผิว นอกจากการกินอาหารให้หลากหลายครบมื้อครบหมู่ถือเป็นรากฐานของการมีสุขภาพดีและชะลอความเสื่อมของร่างกายแล้ว ควรเน้นอาหารที่มีส่วนในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีมากในผักสด ผลไม้ เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนวิตามินซี และวิตามินอี ทำให้ผิวแข็งแรงและปกป้องผิวจากมลภาวะสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ขณะเดียวกันก็ต้องลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เบคอน เนย นม รวมทั้งของขบเคี้ยวที่มีไขมันทรานส์ เพราะการเผาผลาญอาหารกลุ่มนี้ทำให้เกิดอนุมูลอิสระสูง ซึ่งเป็นตัวการทำลายผิวแถมอาหารไขมันสูงยังทำให้อ้วนอีกด้วย

3.ดื่มน้ำเยอะๆ การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้ว ยังช่วยชะล้างพิษ รวมทั้งทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น และให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านเกิดริ้วรอยได้ง่าย

4.หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตสูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่ม ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที ควรเลือกชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม อาจจำเป็นต้องทาซ้ำหากต้องทำกิจกรรมที่ทำให้ครีมลบเลือนได้ง่าย นอกจากนั้นการหยีตายังเป็นการเพิ่มรอยตีนกาให้มากขึ้น

5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จัดตารางให้ตัวคุณมีโอกาสโยกย้ายส่ายสะโพกออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 3 วัน ด้วยการออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนและมีการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนังได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อได้ จึงช่วยให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด ที่สำคัญคนที่ออกกำลังกายจะมีความกระฉับกระเฉงกว่าคนในวัยเดียวกัน หน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล เจ็บป่วยน้อยลง อีกทั้งยังช่วยรักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐานคงที่

6.เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม การนอนหลับ ถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ยิ่งเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งส่งผลให้หลับลึก และโกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาเพื่อเสริมสร้างโปรตีนในร่างกาย ได้แก่ คอลลาเจนใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง แถมยังช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกายถ้าไม่อยากแก่ อย่านอนดึกจนเกินไป

7.ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ความเครียด มีผลเสียต่อร่างกายและจิตใจรวมทั้งผิวพรรณ การที่คนเราแก่ก่อนวัยกันก็เพราะเครียดกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แถมยังกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายๆ และพลอยทำให้ใบหน้าไม่สดใสไปด้วย หากรู้ตัวว่าเครียดก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์พร้อมหาวิธีผ่อนคลายหรือถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้นค่อยเริ่มต้นกันใหม่ เดี๋ยวทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปเพราะทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ

8.คบเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่า แต่ไม่อ่อนกว่ามากจนเกินไปนั้นจะช่วยให้คุณมีหัวใจวัยรุ่นมีความสดใสน่ารัก มองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก กล้าได้กล้าเสีย ชอบแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน เรียนรู้อยู่เสมอแล้ว ยังได้ทำกิจกรรมแบบเด็กๆ ทำให้ได้สนุกมากขึ้น รับรองว่าคุณจะสามารถย้อนวัยได้หลายปีและมีความคิดอ่านเป็นหนุ่ม-สาวขึ้นตามไปด้วย

9.มีความรัก ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะแฟนเท่านั้น แต่อาจเป็นความรักในครอบครัว รักเพื่อนรักสัตว์เลี้ยง เนื่องจากพลังความรักเป็นพลังบวกที่จะช่วยให้คุณดูสดชื่น สดใส มีความสุขกับชีวิต จึงทำให้คุณดูเปล่งประกาย ไม่ดูเฉาเหมือนคนแก่ นอกจากนี้การทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว อยู่ในสังคมที่ดี มีเพื่อนสนิท มีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาที่ดีที่ได้ทำกิจกรรมและหัวเราะร่วมกัน เมื่อมีสุขภาพจิตดีแล้ว สุขภาพผิวก็จะดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน

10.เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวหลายคนอาจมีสไตล์ที่ตัวเองชอบและก็จะแต่งแบบนี้มาตลอดนานหลายปีแนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแบบใหม่ๆ อินเทรนด์ตามแฟชั่น ลองหาเสื้อผ้าสีสันสดใสมาใส่ มามิกซ์แอนด์แมทช์กับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับน่ารักๆ ซึ่งมันอาจจะเหมาะสมกับคุณยิ่งกว่าแบบเดิมและที่สำคัญยังเป็นการกระชากวัยที่สามารถทำได้อย่างง่ายๆ และไม่ตกยุค แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย คุณก็จะแลดูเด็กลงกว่าอายุจริง

11.ทำความสะอาดผิว การล้างหน้าจะเป็นการขจัดน้ำมัน ครีมกันแดด และสิ่งสกปรกจากการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน ด้วยการใช้โฟมหรือครีมล้างหน้าแบบอ่อนๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่น รูขุมขนจะได้ไม่กว้างเกิน และอย่าถูแรงๆ เพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย ที่สำคัญอย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน เพราะการนอนทั้งที่มีเครื่องสำอางเป็นการทำลายผิวอย่างร้ายแรง นอกจากผิวหน้าจะไม่ได้รับการพักผ่อนและการฟื้นฟูอย่างเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เป็นสิวอุดตัน

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี คุณก็สามารถลดอายุลงได้อย่างง่ายๆที่นอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้ว ยังดูเด็กลงจนใครๆ ต้องร้องว้าว!

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักโรคด่างขาวและการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/359206

Life&Health : รู้จักโรคด่างขาวและการรักษา

Life&Health : รู้จักโรคด่างขาวและการรักษา

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การมีผิวที่เนียนสวย สดใสเป็นเรื่องที่หนุ่มสาวทั้งหลายต่างให้ความสำคัญ แต่ด้วยแสงแดดและมลพิษต่างๆ ที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ทำให้ใบหน้าหมอง คล้ำ ดำ อีกทั้งกระและฝ้า ไหนจะอายุที่มากขึ้น ทำให้การดูแลผิวเป็นไปได้ยากมากขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีโรคผิวหนังต่างๆ ที่อาจมาเยือนโดยไม่ได้เชื้อเชิญอีก เช่น บางคนอาจมีผิวด่างขาว หรือบางคนเป็นคนเผือก หรืออดีตนักร้องผิวสีชื่อดังไมเคิล แจ็คสัน ทำไมถึง
ผิวขาวขึ้นได้

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรโอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่าผิวด่างขาว เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งเรียก โรคด่างขาว หรือ วิทิลิโก (Vitiligo) โรคนี้พบได้ 1-2% ของประชากรโลก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะพบเห็นโรคนี้ ลักษณะโรคนี้ คือ พบรอยด่างสีขาวเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังโดยไม่มีผื่นคันนำมาก่อน ผิวส่วนอื่นมีลักษณะเป็นปกติทุกอย่าง รูปร่างรอยด่างอาจกลมรี หรือเป็นเส้นยาวก็ได้ มีขนาดต่างกันตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ อาจมีวงเดียวหรือหลายวง กระจายได้ทั่วตัว ลักษณะสีผิวจะสีขาวเหมือนชอล์ก บางคนก็ว่าเหมือนน้ำนม ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ ใบหน้า รอบปาก รอบดวงตา คอ มือ ปลายนิ้ว แขน ขา และตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมาก ได้แก่ ข้อพับ เข่า ข้อมือ หลังมือ เป็นต้น นอกจากที่ผิวหนังแล้ว ยังพบรอยด่างได้ตามเยื่อเมือกบุในอวัยวะต่างๆ เช่น ในช่องปาก เหงือก อวัยวะเพศ หัวนม รอยขาวที่หนังศีรษะ หรือตำแหน่งที่มีขนซึ่งจะทำให้ผมและขนบริเวณนั้นเป็นสีขาวไปด้วย

สาเหตุที่เกิดโรคด่างขาว เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสี ( Melanocyte) มีการทำลายเซลล์เม็ดสี ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดในการเกิดโรคด่างขาวมีหลายทฤษฎีที่เกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึ่งทำให้เกิดการทำลายเซลล์เม็ดสีเช่น จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานในร่างกาย จากขบวนการ สร้างสีซึ่งมีการสร้างสารที่เป็นพิษต่อเซลล์เม็ดสี จากกลไกการเกิดอนุมูลอิสระ จากภาวะเซลล์เม็ดสีผิดปกติ หรือจากภาวะทางระบบประสาท ซึ่งกลไกต่างๆเหล่านี้มีผลทำลายเซลล์เม็ดสี ทำให้เกิดรอยด่างขาว นอกจากนี้ เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมถึง 30%ซึ่งทำให้เซลล์สร้างสีผิวอ่อนแอและถูกทำลายได้ง่าย

โรคด่างขาวมีอันตรายหรือไม่โรคนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ภาพลักษณ์ที่ไม่สวยงาม พบว่าคนไข้ส่วนหนึ่งอาจจะสัมพันธ์กับความผิดปกติของอวัยวะอื่นเช่น

l ดวงตา เนื่องจากเยื่อเมือกบุตา มีเซลล์เม็ดสี เป็นส่วนประกอบสำคัญ ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการทางดวงตาร่วมด้วยได้ เช่น ม่านตาอักเสบ

l โรคภูมิต้านตนเอง โรคของต่อมไร้ท่อ (ที่พบบ่อยได้แก่ โรคของต่อมไทรอยด์ โรคเบาหวาน) โรคเลือด และโรคผมร่วงเป็นหย่อมซึ่งมักพบร่วมกับโรคด่างขาวที่เกิดกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ (Nonsegmental Vitiligo) และโรคด่างขาวที่เป็นกรรมพันธุ์

l โรคทางหู เนื่องจากเซลล์เม็ดสี เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างและการทำงานของหูชั้นในและระบบการได้ยิน จึงอาจพบความผิดปกติทางการได้ยินร่วมกับโรคด่างขาวได้

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคด่างขาวหรือไม่ ส่วนใหญ่แพทย์วินิจฉัยโรคด่างขาวได้จากลักษณะรอยด่างขาวที่เป็น แต่อาจต้องแยกโรคที่ทำให้เกิดเป็นรอยขาวอื่นๆ ด้วย เช่น เกลื้อน ปานขาว กลากน้ำนม โรคเรื้อน ที่จะมีอาการชาร่วมด้วย หรือผิวหนังด่างจากที่เคยเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่นๆมาก่อน และเนื่องจากโรคด่างขาวสัมพันธ์กับโรคภูมิต้านตนเองที่เกิดกับอวัยวะ/เนื้อเยื่ออื่นๆ แพทย์จึงอาจตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์

การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ได้ผล 100% การรักษาขึ้นกับตำแหน่ง ความรุนแรง บริเวณที่เป็น ถ้าเป็นน้อยๆ อาจจะให้ครีมทากลบให้สีผิวสม่ำเสมอ และทายากันแดดกันการไหม้แดด ถ้าเป็นบริเวณกว้างมากๆจนเหลือผิวปกติน้อย อาจใช้ยาทาที่ทำลายเม็ดสีฟอกเพื่อทำลายเม็ดสี ให้ผิวเป็นสีขาวหมด (เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยทำ)

สำหรับการรักษาโดยการกระตุ้นเซลล์เม็ดสีให้กลับคืนมา มีหลายวิธี ได้แก่

l ยาทา ในกรณีที่เป็นบริเวณน้อยๆ ประมาณ 5-10% ของผิวหนัง อาจใช้ยาทาเฉพาะที่ เพื่อกระตุ้นเซลล์เม็ดสี ให้กลับมาทำงานปกติ ยากลุ่ม
ที่ใช้ เช่น Corticosteroid, Tacrolimus, และ Vitamin D analogue

l การฉายแสงอัลตราไวโอเลตหรือ แสงยูวี (Ultra violet หรือUV light) เพื่อกระตุ้นเซลล์เม็ดสีใช้ในกรณีรอยโรคมีบริเวณกว้าง ซึ่งผลการรักษา ขึ้นกับตำแหน่งของรอยโรค ซึ่งที่ใบหน้า ลำตัว แขน ขา จะให้ผลดีกว่า ส่วนบริเวณปลายมือ เท้า บริเวณกระดูก และ รอบปาก จะไม่ค่อยได้ผล การรักษาวิธีนี้ ต้องรักษาต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเป็นเวลา นาน เป็นเดือนถึงปีผลข้างเคียงจากการรักษา ที่พบคือ อาจมีอาการผิวไหม้แดด สีผิวคล้ำขึ้น อาจมีกระ ฝ้า จุดด่างดำหลังฉายแสงยูวีไปนานๆ ถึงแม้การรักษาโดยแสงยูวี จะสามารถกระตุ้นเม็ดสีกลับมาได้ แต่สีที่กลับมาอาจไม่ทั้งหมด และไม่ได้เรียบเท่ากับสีผิวปกติ

l การใช้เลเซอร์ เช่น Excimerlaser เป็นแสงเลเซอร์ที่สามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินและด่างขาวได้ดี แต่มีข้อจำกัด คือต้องเป็นบริเวณเล็กๆเท่านั้น และราคายังสูงอยู่ ปัจจุบันมี Excimer light (Therabeam) ซึ่งเป็นแสง UVB ที่มีความยาวคลื่น 308 nm สามารถทำในบริเวณที่กว้าง ใช้เวลาน้อย เนื่องจากมี filter กรองแสงที่เป็นอันตรายออก ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น การรักษาคล้ายการฉายแสงยูวี คือ ต้องทำสัปดาห์ละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง เป็นเวลาต่อเนื่อง และเพื่อประสิทธิภาพดีขึ้นอาจรักษาร่วมกับการทายาด้วย

l การปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี(Melanocyte Graft) แต่การรักษาวิธีนี้จะต้องเป็นรอยโรคที่สงบ ไม่มีการลุกลามแล้วอย่างน้อย 2 ปี โดยหลีกเลี่ยงการปลูกถ่ายผิวในบริเวณที่มีการเคลื่อน ไหวตลอด เช่น ตามข้อพับ หรือ รอบๆปาก

โรคด่างขาวเป็นโรคที่ไม่อันตรายถึงชีวิตและมีทางรักษาได้แต่อาจจะไม่หายขาด อย่างไรก็ตามหากมีอาการดังกล่าวแล้วไม่สบายใจ หรือเป็นบริเวณกว้างและลุกล่ามเร็ว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : กินอยู่กับเบาหวานอย่างง่ายๆเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357758

Life&Health : กินอยู่กับเบาหวานอย่างง่ายๆเป็นสุข

Life&Health : กินอยู่กับเบาหวานอย่างง่ายๆเป็นสุข

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พบว่าปีที่ผ่านมามีคนไทยเป็นเบาหวาน4.2 ล้านคน มีผู้ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานถึง 1.8 ล้านคน และมีผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานถึง 8.2 ล้านคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะพบว่า มีคนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งตัวเองเป็นเบาหวาน หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวาน เมื่อไม่ใช่เรื่องไกลตัว คนส่วนใหญ่ต่างรู้กันดีว่า คนเป็นเบาหวาน หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม แต่อาจจะยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลตัวเองที่ถูกวิธีและดีต่อสุขภาพ

การกินข้าวนอกบ้านไม่ใช่สิ่งต้องห้ามอีกแล้วสำหรับผู้เป็นเบาหวาน การออกไปหาอาหารอร่อยๆ รสชาติถูกปาก ก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้ชีวิตมีความสุขขึ้นได้ หรือแม้แต่ในวันที่ไม่อยากทำอะไรจะเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปตามร้าน หรือสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ด ใช้บริการเดลิเวอรี่มาส่งอาหารโดยไม่ต้องออกไปไหนก็ง่าย และสะดวกดี แค่ต้องเลือกเมนูที่เหมาะสม และมีปริมาณที่พอดีต่อสุขภาพเท่านั้นเอง

มักมีคำถามบ่อยๆ ว่าผู้เป็นเบาหวานกินอาหาร ฟาสต์ฟู้ด จังค์ฟู้ดได้หรือไม่ ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า ผู้เป็นเบาหวานสามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง แต่ต้องมีปริมาณที่เหมาะสมทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และผักครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมในมื้อที่จะกินเน้นการลด หวาน มัน เค็ม ซึ่งปฏิบัติได้ไม่ยากผู้เป็นเบาหวานกินง่ายอยู่ง่าย สามารถกินได้ทั้งบุฟเฟ่ต์ และ ฟาสต์ฟู้ด แต่ไม่ควรกินบ่อยต้องมีสติในการกิน เพราะต้องเข้าใจว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดจะมันจัดและเค็มจัด จะต้องเลือกกินให้ดีโดยยึดหลักโภชนาการที่ดีในปริมาณน้อย เพราะฟาสต์ฟู้ด 1 มื้ออาจให้พลังงานสูงกว่า 1,000 แคลอรีขึ้นไป ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่วนการกินบุฟเฟ่ต์ มีข้อดีคือ มีอาหารให้เลือกหลากหลายและแปลกใหม่ แต่ต้องจำกัดปริมาณ โดยควรเลือกกินผักสลัดต่างๆ ให้มากขึ้น และเลือกน้ำสลัดที่ทำจากไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก เพราะการกินสลัดจะลดการกินเกินขนาดได้ดี ส่วนเมนูหลักควรเลือกเป็นอาหารทะเล เช่น เนื้อกุ้ง ปู ปลาแซลมอน หรือปลาชนิดอื่น และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หากอยากกินขนมหวาน หรือไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ ควรลองกินดูสัก 2-3 คำ แค่พอหายอยาก

สูตรกินอยู่กับเบาหวานง่ายๆ คือ ต้องฝึกนับคาร์บ หรือการนับคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบไปด้วยหมวดข้าว แป้ง ธัญพืช หมวดผลไม้ ผักที่มีแป้งมาก และหมวดนมโดยอาจจะนับเป็นจำนวนกรัม หรือหน่วยคาร์โบไฮเดรต การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมในแต่ละมื้อของแต่ละวัน จะช่วยให้คุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากคาร์โบไฮเดรต จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสได้ 100% ก่อนที่จะถูกร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงาน ต้องมองให้ออกว่าอาหารหมวดไหนบ้างที่มีคาร์บ ได้แก่ ข้าวแป้ง เส้นต่างๆ ผักที่มีแป้ง (เผือก มัน ฟักทอง ถั่วเมล็ดแห้ง) ผลไม้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำตาล ส่วนโปรตีน และไขมันไม่มีคาร์บ โดยการนับคาร์บ เทียบง่าย ๆ คือ “1 คาร์บ มีคาร์บคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม” เช่น ข้าว 1 ทัพพี (1 อุ้งมือ) นับเป็น 1 คาร์บ ส่วนแซนด์วิช 1 คู่ (ขนมปัง 2 แผ่น) เท่ากับ 2 คาร์บ ถ้าเป็นขนมปังแผ่นใหญ่จะนับเป็น 1.5 คาร์บ ในขณะที่โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยตวง นับเป็น 1 คาร์บ (อ่านฉลากอาหาร เพื่อดูปริมาณคาร์บที่ระบุไว้) แอปเปิ้ลขนาดเล็ก 1 ผลเท่ากับ 1 คาร์บ แก้วมังกรครึ่งลูกเท่ากับ 1 คาร์บ กล้วยหอมขนาดกลางครึ่งผลเท่ากับ 1 คาร์บเช่นกัน ทั้งนี้ ควรระวังผลไม้ยิ่งแห้ง ความเข้มข้นของน้ำตาลยิ่งมากขึ้น ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลง อาจดูปริมาณได้จากฉลากอาหาร

โดยทั่วไปในหนึ่งวัน ผู้หญิงควรรับประทานคาร์บ 3-4 คาร์บ/มื้อ หรือประมาณ 12 คาร์บ/วัน ส่วนผู้ชายรับประทานคาร์บ 4-5 คาร์บ/มื้อ หรือประมาณ 15 คาร์บ/วัน ในการรักษาสุขภาพ หากจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก นักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้ลดปริมาณคาร์บลง 1คาร์บ/มื้อ หากเราฝึกนับคาร์บของอาหารที่เรารับประทานแบบนี้บ่อย ๆ จนคล่อง ก็จะสามารถกะปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานต่อมื้อได้แม่นยำมากขึ้น และควบคุมปริมาณน้ำตาลจากอาหารที่เหมาะสมต่อมื้อได้ดีขึ้นตามไปด้วย โดยให้จำง่ายๆว่า เราไม่ควรบริโภคน้ำตาลที่เติมในอาหารเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน

ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเลือกชนิดและปริมาณคาร์บที่เหมาะสมในมื้ออาหารได้ การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองเป็นประจำทุกวันในระยะแรกจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองในหลายเรื่อง สำหรับเรื่องอาหาร ควรตรวจหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง นับจากตอนเริ่มกิน จะบอกให้รู้ว่าเรากินคาร์บมากไปหรือน้อยไป สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นหรือขึ้นไม่สูงมาก หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารที่กินมื้อนั้นคาร์บไม่มากเกินไปสามารถกินได้ แต่ถ้าน้ำตาลสูงเกิน 180 มก./ดล. ก็ต้องพิจารณาลดคาร์บที่มีแต่แป้ง น้ำตาล เราอาจใช้วิธีนี้ทดสอบดูว่าอาหารคาร์บชนิดใด ที่ทำให้น้ำตาลขึ้นสูงและขึ้นเร็ว ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อปรับพฤติกรรมการกินอาหาร จะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจไตเสื่อม รวมทั้งมะเร็งด้วย

ผู้เป็นเบาหวานควรเลือกกินอาหารให้เป็น และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ได้ ก็จะสามารถกินอาหารนอกบ้านได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนปกติ อย่าเครียดจนไม่กล้าออกจากบ้าน แต่ควรวางแผนไปร้านอาหารให้ใกล้เคียงกับเวลาอาหารปกติ เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานจะต้องกินยา หรือฉีดอินซูลินตรงเวลา อย่านัดช่วงที่ร้านคนเยอะ หากจะต้องกินอาหารล่าช้าแนะนำให้กินผลไม้ หรือถั่ว หรือนมรองท้องไปก่อนประมาณ 1 คาร์บ เน้นสั่งอาหารประเภทอบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง หรือยำ เลือกสั่งผลไม้ แทนขนมหวาน สั่งน้ำเปล่า น้ำชา น้ำสมุนไพร หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล รวมทั้งจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรเคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียดในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้เราควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคไต…ตรวจพบเร็วรักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/356346

LIFE&HEALTH : โรคไต...ตรวจพบเร็วรักษาได้

LIFE&HEALTH : โรคไต…ตรวจพบเร็วรักษาได้

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไตของเราโดยปกติจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อกรองของเสียและรักษาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนบางชนิด เพื่อช่วยไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดแดง ฮอร์โมนสำหรับควบคุมความดันโลหิต และฮอร์โมนเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง เมื่อไตทั้ง 2 ข้างทำงานได้น้อยกว่า 20% ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เนื่องจากมีของเสียค้างอยู่ในร่างกาย และมีอาการบวมตามร่างกาย ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ8 ล้านคน เป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 100,000 คนที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างไตทางช่องท้อง

ข้อมูลจาก นพ.กำธร ลีลามะลิ หัวหน้าศูนย์ไตเทียมนายแพทย์เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลราชวิถี แนะว่า โรคไตป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ควบคุมโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงให้ดี ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางตัวที่มีผลเสียต่อไต เช่น การใช้ยาแก้ปวด แก้อักเสบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องได้มาตรฐาน แต่ถ้าเกิดโรคไตขึ้นแล้ว โรคไตหลายอย่างสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าตรวจพบตั้งแต่ในระยะแรกๆ ซึ่งมักจะตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองโรคไตในการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับโรคไตโดยทั่วไปจะมี 2 ประเภทคือโรคไตแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง คือ

(1) โรคไตวายเฉียบพลันเป็นภาวะการศูนย์เสียการทำงานอย่างรวดเร็ว เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะช็อกรุนแรง การเสียเลือดในปริมาณมาก การได้รับสารพิษที่มีผลต่อไต เป็นต้น แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ไตก็สามารถกลับมาทำงานได้ภายใน 1 เดือน

(2) โรคไตแบบเรื้อรัง เป็นภาวะการทำลายไตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยจะไม่แสดงอาการในระยะแรกๆ ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยคือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคทางเดินปัสสาวะอุดตัน และโรคไตอักเสบ โดยไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ซึ่งส่วนมากจะมาแสดงอาการในระยะท้ายๆ การวินิจฉัยโรคไตนั้น ปัจจุบันวินิจฉัยจากอาการและโรคประจำตัวของผู้ป่วย การตรวจจากห้องปฏิบัติการ ทั้งปัสสาวะและเลือด และการอัลตร้าซาวน์ไตว่าผิดปกติหรือไม่ หากพบว่าเป็นโรคไต แพทย์จะหาสาเหตุว่าเกิดจากสาเหตุใด เช่น จากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทางเดินปัสสาวะอุดตัน หรือไตอักเสบ ถ้าทราบสาเหตุและได้รับการรักษาตั้งแต่ในระยะแรก โรคไตที่เป็นอยู่ก็มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าตรวจพบในระยะที่เป็นมากแล้ว เช่น โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 การรักษาให้หายขาดจะยาก แต่จะช่วยชะลอการเสื่อมของไต ลดโอกาสที่ผู้ป่วยต้องล้างไตได้ โดยการคุมน้ำและอาหาร หลีกเลี่ยง การกินยาที่มีผลทำให้ไตเสื่อม เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูกบางชนิด รวมทั้งยาที่ไม่ได้มีการพิสูจน์หรือรับรองว่าปลอดภัยกับไต เช่น ยาสมุนไพรต่างๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียน ไว้ว่ามีความปลอดภัยต่อไตหรือไม่

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ในระยะที่ 5 ที่ต้องทำการรักษาโดยการฟอกเลือดผ่านเครื่องฟอกไตเทียมนั้น จะต้องมีการทำเส้นฟอกเลือด เพื่อใช้ในการนำเลือดออกจากร่างกายของผู้ป่วยไปยังเครื่องฟอกเลือดเพื่อกำจัดพิษ ต่างๆ และนำเลือดที่ฟอกสะอาดแล้วกลับคืนเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยผ่านทางเส้นฟอกเลือดนี้ ข้อเสียของการรักษาด้วยวิธีนี้คือเส้นฟอกเลือดอาจเกิดการตีบและอุดตันได้ ซึ่งทาง รพ.ราชวิถีมีแพทย์ผู้ชำนาญการสามารถแก้ไขเส้นฟอกเลือดที่ตีบหรืออุดตันให้สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องไปทำเส้นใหม่ หรือลดการใส่สายที่คอได้

การรักษาโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ดีที่สุด คือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้คนไข้กลับมามีใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด และอยู่ได้ยาวนานที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือการล้างไตทางช่องท้อง เพียงแต่ปัจจุบันมีการบริจาคไตค่อนข้างน้อย ในอนาคตถ้ามีการบริจาคไตมากขึ้น คนไข้ที่ล้างไตอยู่ก็มีโอกาสที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมากขึ้น แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยากดภูมิต้านทานไปตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้ร่างกายต่อต้านเนื้อไตของผู้บริจาค

สำหรับโรงพยาบาลราชวิถี มีการรักษาผู้ป่วยโรคไตมากว่า 50 ปีมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษากว่า 12,000 คนต่อปี โดยปัจจุบันยังมีผู้ป่วยที่ทำการรักษาที่ศูนย์ไตเทียมโรงพยาบาลราชวิถีกว่า 1,500 คนต่อปี เนื่องจาก รพ.ราชวิถี มีพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ผู้ป่วยโรคไตที่เข้ามารับการรักษาที่ รพ.ราชวิถี ต้องรอรับการรักษาเป็นเวลานาน และปัจจุบันเทคโนโลยีสำหรับการวินิจฉัยและรักษาโรคไตมีการพัฒนาไปมาก ดังนั้นศูนย์โรคไตครบวงจร ที่อาคารศูนย์การแพทย์ราชวิถี แห่งใหม่จึงถูกออกแบบเพื่อตอบปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย 5 หน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยคือ (1) คลินิกโรคไต(Kidney Disease Clinic) ที่ทำการวินิจฉัย รักษาโรคไตให้หาย หรือ ชะลอความเสื่อมในกรณีที่รักษาไม่หายขาด (2) คลินิกล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis Clinic) สำหรับผู้ป่วยไตวาย ที่ต้องรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องซึ่งเป็นการรักษาด้วยตนเองที่บ้านเป็นหลัก จึงต้องมีทีมที่ออกเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านและดูแลให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง (3) หน่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HemodialysisUnit) ที่ทำการฟอกเลือดให้กับผู้ป่วยไตวายทั้งแบบวิกฤติ เฉียบพลัน และ แบบเรื้อรัง (4) คลินิกเส้นฟอกเลือด (Vascular Access Clinic) ที่ทำการเฝ้าติดตามประสิทธิภาพของเส้นฟอกเลือดและสายฟอกเลือด สำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เพื่อดูแลรักษาเส้นฟอกเลือดให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานที่สุด และ (5) ศูนย์ปลูกถ่ายไตให้บริการครบวงจรตั้งแต่ก่อนปลูกถ่ายไต และดูแลต่อเนื่องหลังปลูกถ่ายไต ศูนย์โรคไตครบวงจรนี้จะสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ยังขาดแคลนอุปกรณ์ และต้องการรับการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา

ล่าสุดทางมูลนิธิ รพ.ราชวิถี จะจัดงานโครงการ “เทศน์มหาชาติ เพื่ออาคารศูนย์การแพทย์ราชวิถี” ขึ้น เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ฯ ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ต่างๆ และร่วมฟังเทศน์มหาชาติ เวชสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ (1,000 พระคาถา) ในวันที่ 23-24 สิงหาคม นี้โดยร่วมบริจาคได้ที่ “ศูนย์การแพทย์ราชวิถี ในมูลนิธิ รพ. ราชวิถี” ธ.ไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 051-2-69056-1หรือที่ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เป็นเบาหวาน เลือกกินข้าวนอกบ้านอย่างไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/354831

LIFE&HEALTH : เป็นเบาหวาน  เลือกกินข้าวนอกบ้านอย่างไรดี

LIFE&HEALTH : เป็นเบาหวาน เลือกกินข้าวนอกบ้านอย่างไรดี

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคเบาหวาน ใครได้เป็นแล้วหรือมีคนใกล้ตัวเป็น จะทราบดีถึงความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสมได้ เพราะเป็นงานที่ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันเลยทีเดียว แต่ใช่ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว จะต้องคุมอาหารทุกอย่าง จนอดกินอาหารทุกเมนูอร่อยจนหมดความสุขในชีวิตไปเลย

การกินอาหารนอกบ้านเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ปัจจุบันการกินข้าวนอกบ้านไม่ใช่สิ่งต้องห้ามอีกแล้ว สำหรับผู้เป็นเบาหวาน อย่าเครียดจนไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะปัจจุบันมีร้านอาหารสุขภาพมากมายให้เราเลือกใช้บริการ นอกจากรสชาติถูกปากแล้ว ยังจัดร้านให้มีบรรยากาศที่ดี บ้างอยู่ริมน้ำ วิวป่าเขา และทุ่งนาต่างๆ ให้เลือกมากมาย ถ้าจะไปกินข้าวนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า ผู้เป็นเบาหวานสามารถวางแผนการกินได้เหมือนวางแผนชีวิตหรือวางแผนการทำงาน การกินอาหารนอกบ้านก็ดีต่อสุขภาพได้ ถ้ารู้จักเลือกกินและควบคุมปริมาณ เริ่มต้นจากการเรียนรู้วิธีเลือกอาหารและร้านอาหารที่ดี เพราะปัจจุบันมีร้านอาหารจำนวนมาก ที่ทำอาหารอร่อยและคำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย และหากเป็นคนที่ต้องกินอาหารนอกบ้านบ่อยๆ ต้องพยายามคุมปริมาณการกินและเมนูอาหารให้มากที่สุด และเลือกร้านที่มีเมนูหลากหลาย

ผู้เป็นเบาหวานสามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง แต่จะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และผักครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมในมื้อที่จะกิน เน้นการลด หวาน มัน เค็ม ซึ่งปฏิบัติได้ไม่ยาก คนเป็นเบาหวานควรสั่งเมนูดังนี้

l เน้นอาหารประเภทอบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง หรือยำ

l ลดอาหารประเภททอดน้ำมันท่วม หรืออาหารไขมันสูง อย่างแกงกะทิ แต่ถ้าอยากกินก็สามารถกินได้ ในปริมาณน้อยๆ

l หากสั่งสลัดให้แยกน้ำสลัดแล้วใช้ส้อมจิ้มน้ำสลัด ก่อนที่จะจิ้มสลัดจะเป็นการควบคุมน้ำสลัดไม่ให้มากเกินไป

l เลือกสั่งผลไม้ แทนขนมหวาน

l หากคิดจะสั่งขนมหวาน ต้องกินข้าวมื้อนั้นให้น้อยลง เป็นการแลกเปลี่ยน เพราะในขนมมีทั้งแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ใช้ความรู้ในการนับคาร์โบไฮเดรตแลกเปลี่ยนขนมหวานกับข้าวแป้งก็จะสามารถกินขนมหวานได้ แต่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

l สั่งน้ำเปล่า น้ำชา น้ำสมุนไพร หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล เพื่อประหยัดแคลอรีไว้กินอย่างอื่น

l ลดการกินเค็ม หรือลดปริมาณโซเดียมในอาหาร เรียนรู้การอ่านข้อมูลโภชนาการของอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพร้อมปรุง

l จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะเพิ่มแคลอรีโดยใช่เหตุ และยับยั้งการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ในอาหาร

มักมีคำถามว่า ผู้เป็นเบาหวานกินอาหาร ฟาสต์ฟู้ด จังค์ฟู้ดได้หรือไม่ ต้องบอกว่าผู้เป็นเบาหวานกินง่ายอยู่ง่าย สามารถกินได้ทั้งบุฟเฟ่ต์ และฟาสต์ฟู้ด แต่ไม่ควรกินบ่อย ต้องมีสติในการกิน เพราะต้องเข้าใจว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดจะมันจัดและเค็มจัด จะต้องเลือกกินให้ดีโดยยึดหลักโภชนาการที่ดีในปริมาณน้อย เพราะฟาสต์ฟู้ด 1 มื้อ อาจให้พลังงานสูงกว่า 1,000 แคลอรีขึ้นไป ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่วนการกินบุฟเฟ่ต์ มีข้อดีคือ มีอาหารให้เลือกหลากหลายและแปลกใหม่ แต่ต้องจำกัดปริมาณ โดยควรเลือกกินผักสลัดต่างๆให้มากขึ้น และเลือกน้ำสลัดที่ทำจากไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก เพราะการกินสลัดจะลดการกินเกินขนาดได้ดี ส่วนเมนูหลักควรเลือกเป็นอาหารทะเล เช่น เนื้อกุ้ง ปู ปลาแซลมอน หรือปลาชนิดอื่น และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หากอยากกินขนมหวาน หรือไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ ควรลองกินดูสัก 2-3 คำ แค่พอหายอยาก

นอกจากนี้ การเรียนรู้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเลือกชนิดและปริมาณคาร์บ (หรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบไปด้วยหมวดข้าว แป้ง ธัญพืช หมวดผลไม้ ผักที่มีแป้งมาก และหมวดนม) ที่เหมาะสมในมื้ออาหารได้ การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองเป็นประจำทุกวันในระยะแรกจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองในหลายเรื่อง สำหรับเรื่องอาหาร ควรตรวจหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกิน จะบอกให้รู้ว่าเรากินคาร์บมากไปหรือน้อยไป สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นหรือขึ้นไม่สูงมาก หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารที่กินมื้อนั้นคาร์บไม่มากเกินไปสามารถกินได้ แต่ถ้าน้ำตาลสูงเกิน 180 มก./ดล. ก็ต้องพิจารณาลดคาร์บที่มีแต่แป้ง น้ำตาล เราอาจใช้วิธีนี้ทดสอบดูว่าอาหารคาร์บชนิดใด ที่ทำให้น้ำตาลขึ้นสูง และขึ้นเร็ว ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อปรับพฤติกรรมการกินอาหาร จะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไตเสื่อมรวมทั้งมะเร็งด้วย

ผู้เป็นเบาหวานจะกินข้าวนอกบ้านตอนไหนควรวางแผนเรื่องเวลาไปร้านอาหารให้ใกล้เคียงกับเวลาอาหารปกติ เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานจะต้องกินยาหรือฉีดอินซูลินตรงเวลา อย่านัดช่วงที่ร้านคนมาก หากจะต้องกินอาหารล่าช้าแนะนำให้กินผลไม้ หรือถั่วหรือนมรองท้องไปก่อนประมาณ 1 คาร์บ เมื่อได้อาหารมาแล้วควรกินอย่างมีสติ กินช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้เราควบคุมเบาหวาน ป้องกันโรคแทรกซ้อน มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวได้ ข้อแนะนำสำหรับอาหารเบาหวานในปัจจุบันก็คืออาหารสุขภาพ ผู้ที่เป็นเบาหวานกินเพื่อที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ

จะเห็นว่าผู้เป็นเบาหวานถ้าเลือกกินอาหารให้เป็นและสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ได้ ก็จะไปกินอาหารนอกบ้านได้อย่างมีความสุขเหมือนคนทั่วไป แล้วยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352202

LIFE&HEALTH : การรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

LIFE&HEALTH : การรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคมะเร็ง เป็นกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก สาเหตุของมะเร็งนั้นมีหลากหลาย ซับซ้อนและเข้าใจเพียงบางส่วนเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กซึ่งอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี มีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงกว่า 1,000 ราย โดยโรคมะเร็งเด็กที่พบมากที่สุดคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ร้อยละ 30 รองลงมาคือโรคมะเร็งสมอง ร้อยละ 20 โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองร้อยละ 15 โรคมะเร็งต่อมหมวกไต ร้อยละ 10ส่วนโรคมะเร็งไต โรคมะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆ พบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือร้อยละ 5 แต่พบว่าโรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML)

สำหรับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีอาการซีด ไข้ และเลือดออกง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดออกตามใต้ผิวหนัง โดยจะเห็นได้เป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา และนอกจากนี้ยังพบว่ามีตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งสาเหตุที่มีอาการเหล่านี้เนื่องจากในไขกระดูกตามปกติจะเป็นแหล่งกำเนิดของเซลล์ต่างๆ คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด ไขกระดูกนี้จะอยู่ในโพรงกระดูกโดยสังเกตได้จากเนื้อเยื่อแดงอยู่ในโพรงกระดูก โดยไขกระดูกนี้จะมีอยู่ในกระดูกเกือบทุกชิ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไขกระดูกเหล่านี้จะเต็มไปด้วยเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนั้นทำให้ไขกระดูกนี้ไม่สามารถสร้างเซลเม็ดเลือดปกติได้ เช่น เม็ดเลือดแดงจะมีน้อยลงจะมีอาการซีด เกร็ดเลือดต่ำก็ทำให้เลือดออกได้ง่าย รวมทั้งเม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เพราะเซลเม็ดเลือดขาวที่เป็นมะเร็งไม่สามารถจับกินเชื้อโรคได้นอกจากนี้การที่ตับ ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโตเกิดจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแพร่กระจายไปตามตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลือง ถึงอย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการซีด หรือมีจุดเลือดออกตามเนื้อตามตัวทุกรายไม่ได้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด ทั้งนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซีด เช่น การขาดธาตุเหล็ก โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยที่ทั้งสองโรคนี้ไม่ใช่มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสาเหตุอื่นๆ ทำให้จุดเลือดออกตามตัวจากเกร็ดเลือดต่ำซึ่งมีสาเหตุอื่นๆ อีกมาก

มะเร็งในเด็กโดยทั่วไปมีอัตราการหายขาดและรอดชีวิตประมาณร้อยละ 75 ทั้งนี้คำว่าหายขาดหมายความว่าหลังจากหยุดการรักษาไปอย่างน้อย 5 ปีแล้วไม่มีโรคกลับอีกจึงถือว่าผู้ป่วยหายขาด ซึ่งทั้งนี้อัตราการหายขาดและรอดชีวิตของโรคมะเร็งในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก สำหรับในเรื่องของการรักษาโดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการรักษา ดังนี้

l การผ่าตัด ในรายที่มะเร็งมาด้วยเรื่องก้อน

l การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกรายจำเป็นต้องได้รับ

l การฉายแสง ซึ่งในปัจจุบันเทคนิคการฉายแสงดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดยเครื่องมือการฉายแสงสามารถยิงรังสีลงตรงไปที่ตัวก้อนเนื้องอก โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื้ออวัยวะข้างเคียง

l การปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

ปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด ALL มีได้ประมาณร้อยละ 80 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วนชนิด AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 50 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เช่นเดียวกัน

แต่การปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นเซลล์ตัวอ่อนจากผู้ให้จะต้องมีเนื้อเยื่อ HLA (Human Leukocyte Antigen) ตรงกันกับผู้ป่วย โดยผู้ที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันได้จะต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่โอกาสที่พี่น้องท้องเดียวกันจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าพี่น้องของผู้ป่วยจะมีโอกาสให้ไขกระดูกกับผู้ป่วยได้ทุกราย สำหรับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับบุคคลทั่วๆ ไปมีโอกาสประมาณ 1: 50,000 เท่านั้น ปัจจุบันแพทย์ทางโรคมะเร็งในเด็กได้ค้นคว้าวิจัยเอาไขกระดูกจากแม่ พ่อหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันมาใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกได้สำเร็จ ซึ่งเดิมใช้ไม่ได้เนื่องจากมีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นอย่างมาก แต่การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงรายละ ประมาณ 1 ล้านบาท

ด้วยพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานเงินจำนวน 1 ล้านบาท ในปี 2544 เพื่อสมทบทุนก่อตั้ง “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ยากไร้ทั่วประเทศ ผ่านทางกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและโรคเลือดในโรงพยาบาลต่างๆ กว่า 25 แห่งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กอีกเป็นจำนวนมากที่ขาดโอกาสในการเข้ารับการรักษาเนื่องมาจากความขาดแคลนทุนทรัพย์ กำลังรอรับการช่วยเหลือจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ แต่กองทุนฯยังขาดแคลนปัจจัยสนับสนุนอีกมากและคงเป็นเรื่องที่น่ายินดีหากท่านได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมแบ่งปันน้ำใจช่วยคืนชีวิตใหม่ที่สดใสให้แก่หนูน้อยเหล่านั้น เพียงร่วมบริจาคเข้าบัญชีชื่อ “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอ่อนนุช บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โดยใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.childrencancerfund.org

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : 5 โรคร้าย อันตรายต่อผิวหนังในหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350771

LIFE&HEALTH : 5 โรคร้าย อันตรายต่อผิวหนังในหน้าฝน

LIFE&HEALTH : 5 โรคร้าย อันตรายต่อผิวหนังในหน้าฝน

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงฤดูฝนนี้ชาวเมืองอาจไม่ชอบแต่ชาวสวน ชาวไร่คงจะชอบใจที่ฝนตก ฝนในเมืองใหญ่นั้นมีอันตรายกว่าฝนต่างจังหวัด ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า เพราะเมืองใหญ่มีฝุ่นละออง สารเคมี เชื้อโรคที่อยู่ในบรรยากาศถูกชะล้าง ละลายมาอยู่ในสายฝน เมื่อมาถูกผิวหนังก็ทำให้เกิดโรคได้ ประกอบกับเมื่อฝนตก อากาศที่อับชื้น พื้นที่เปียกแฉะจะเอื้ออำนวยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

มารู้จัก 5 ปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในหน้าฝนซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือโรคที่มากับความชื้น ได้แก่

1.โรคเกลื้อน โรคนี้จะเป็นวงด่างๆ สีขาว หรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาล ร่วมกับมีขุยสีขาวเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นบนผิวหนัง บริเวณหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ นอกจากดูไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกภาพ โรคเกลื้อนเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia furfur สามารถพบได้บนผิวหนังของคนทั่วไป แต่ปกติแล้วไม่ก่อโรค ยกเว้นในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น คนที่ออกกำลังกาย เหงื่อออก หรือตากฝน แล้วไม่ยอมอาบน้ำ ร่างกายชื้นแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดผื่นลักษณะดังกล่าวขึ้น

2.โรคเชื้อราแคนดิดา สำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือคนที่มีน้ำหนักมาก อาจเกิดผื่นสีแดงแฉะขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม ร่วมกับมีอาการคันมาก สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา(Candida) ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ โดยการทายาฆ่าเชื้อราทั่วไปแต่มักเป็นซ้ำได้บ่อย เพราะยีสต์ชนิดนี้พบได้ในร่างกายของคนเราเช่น บริเวณช่องปาก ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด

3.โรคกลาก เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ซึ่งอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว จะเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดีมากในอากาศร้อนชื้น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อกลากได้หลายตำแหน่ง ได้แก่

3.1 โรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่เท้า athlete’s foot ช่วงที่ฝนตกมากๆ บางพื้นที่อาจมีน้ำท่วมขัง หรือเวลาฝนตกนานเป็นชั่วโมง ทำให้ต้องเดินย่ำน้ำ ชื้นแฉะ เป็นเวลานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากยังไม่รีบทำความสะอาดเท้า ผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาวๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะที่ผิว การรักษาโรคราที่เท้า ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นใช้ครีมกันเชื้อราหรือโรยแป้งฝุ่นที่เท้า

3.2 กลากที่ศีรษะ ในฤดูฝนถ้าโดนฝน ผมเปียก นอกจากจะทำให้เป็นหวัดง่าย ยังทำให้ผมหมักหมม ชื้น เป็นเชื้อราที่หนังศีรษะได้ กลากที่หนังศีรษะพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนมากเห็นเป็นวงกลม ขอบเขตชัดเจน มีสะเก็ดหรือขุย บริเวณนั้นอาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆ และจะพบผมหักร่วมด้วย บางครั้งพบลักษณะที่เรียกว่าชันนะตุ ซึ่งเป็นกลากชนิดที่มีการอักเสบมาก อาจพบเป็นก้อนใหญ่แล้วแตกออกมีน้ำเหลืองแห้งกรังได้

3.3 โรคติดเชื้อราที่เล็บ ส่วนมากพบในผู้ใหญ่ เล็บของคนแก่ซึ่งยาวช้าจะมีโอกาสติดเชื้อราได้ง่าย อาจพบที่ตรงปลายเล็บหรือด้านข้าง มีสีขาวหรือเหลืองปนน้ำตาล ต่อมาใต้เล็บจะหนาขึ้นและดันเล็บให้ยกขึ้นหรืออาจจะพบที่ผิวบนของเล็บก็ได้ ลักษณะเป็นดวงสีขาว หรือมีขุยขาวๆ อยู่ที่ส่วนบนของเล็บ ส่วนกลากที่โคนเล็บพบน้อย เริ่มแรกจะมีสีขาวหรือขาวปนน้ำตาลเกิดขึ้นที่ส่วนโคนเล็บ ต่อมาจะขยายออกจนเป็นทั้งเล็บ ต้องรักษาด้วยการรับประทานยาฆ่าเชื้อรา

3.4. สังคัง เป็นเชื้อราที่อวัยวะเพศ ก้น ขาหนีบ จากการที่อับชื้น เปียกฝนแล้วไม่ได้เปลี่ยนกางเกง หรือตากผ้าแล้วไม่แห้งทำให้มีผื่นคันตามที่ลับ ลักษณะผื่นจะเป็นวง มีขุย คันมาก บางทีเอายาแก้แพ้ทาเหมือนจะหาย แล้วกลับเป็นใหม่ เรื้อรัง

4. โรคเท้าเหม็น มักพบในผู้ชายที่เหงื่อเยอะหรือใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนาๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน เวลาถอดรองเท้า บางคนอาจมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า เมื่อก้มดูที่ฝ่าเท้า จะเห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ หรือเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

5.โรคฉี่หนู จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นหนูอย่างเดียวสัตว์อื่นๆ ก็สามารถมีเชื้อ แบคทีเรีย Leptospirochete ได้ ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดกล้ามเนื้อ และเป็นกลุ่มเสี่ยง คือ อยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง เล่นน้ำ หรือย่ำน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้ตรวจและวินิจฉัยอย่างถูกต้อง เนื่องจากผู้ป่วยโรคฉี่หนูส่วนใหญ่ที่เสียชีวิต มักจะไม่ได้รับการรักษาโรคฉี่หนูอย่างทันท่วงที เนื่องจากคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา

การป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำน้ำ หรือตากฝน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงที่พัก ควรรีบถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่หรือสารทำความสะอาดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดพิเศษแต่อย่างใด เสร็จแล้วใช้ผ้าซับหรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ใช้ควรทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ไม่หนาจนเกินไปเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี หน้าฝนผ้ายีนส์ เสื้อผ้าหนังจะแห้งยากทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงควรระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้วการใส่รองเท้าแตะบ้าง ก็ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราที่เท้าได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือ เมื่อเกิดความผิดปกติของผิวหนังควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อทำการวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างเหมาะสม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ