Life & Health : ชวนไปไหว้พระรับปีใหม่ที่วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่ ญี่ปุ่น

https://www.naewna.com/lady/849490

Life & Health : ชวนไปไหว้พระรับปีใหม่ที่วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่ ญี่ปุ่น

Life & Health : ชวนไปไหว้พระรับปีใหม่ที่วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่ ญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 05.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของปี 2568 การท่องเที่ยวไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อไหว้พระและศาลเจ้าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นวิธีที่ดีในการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสงบและมงคล โปรแกรมที่เป็นที่นิยมของคนไทย ณ มหานครโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นก็น่าจะเป็น วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji Temple) หรือ วัดอาซากุสะ นับเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรม คุณสามารถเริ่มต้นการเที่ยวของคุณด้วยการไหว้พระขอพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและโชคดีตลอดปี ต่อด้วย ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) เป็นศาลเจ้าชินโตขนาดใหญ่ ที่สำคัญในโตเกียว สร้างขึ้นเพื่อเพื่ออุทิศถวายแด่ สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็น ที่นี่สามารถสัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติที่เงียบสงบและขอพรให้ชีวิตมีความสุขสมหวัง

เมืองเกียวโต ก็เป็นอีกเมืองที่คนไทยนิยมไปเที่ยว ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซซึ่งอยู่บนเกาะฮนชู เกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ก็มี วัดคินคะคุจิ
(Kinkaku-ji) 
หรือ วัดทองคำ เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยอาคารที่ปิดทองคำตั้งอยู่กลางน้ำ เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การไหว้พระและถ่ายรูป รวมทั้ง วัดคิโยมิซุ (Kiyomizu-dera) เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขา มีระเบียงไม้ที่สามารถชมวิวของเมืองเกียวโตได้อย่างงดงาม ที่นี่คุณสามารถขอพรให้มีความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต

ส่วนเมืองนารา เป็นเมืองเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ โดยอยู่ห่างจากเมืองเกียวโตไปทางทิศใต้ประมาณ 40 กม. และห่างจากนครโอซาก้าไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. ที่เมืองนารา จะมี วัดโทไดจิ (Todai-ji) เป็นวัดพุทธที่มีพระพุทธรูปไดบุตสึขนาดใหญ่ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนา คุณสามารถไหว้พระขอพรเพื่อความสงบและการเจริญรุ่งเรือง รวมทั้ง วัดคาซูกะ (Kasuga Taisha) เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงในเมืองนารา มีโคมไฟนับพันดวงที่สร้างบรรยากาศที่งดงามและเงียบสงบ เหมาะสำหรับการไหว้พระและขอพร ส่วนใครที่ไป นครโอซาก้า ก็ต้องไปไหว้ที่ วัดชิเทนโนจิ (Shitenno-ji) เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น ที่นี่คุณสามารถไหว้พระขอพรให้มีความสุขและความเจริญรุ่งเรือง

นากาโน่…หลังคาแห่งญี่ปุ่น

สำหรับการท่องเที่ยวไหว้พระรับปีใหม่ 2568 ที่จังหวัด นากาโน่ (Nagano) ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนรักการผจญภัย ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือเพียงแค่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศเงียบสงบ

เมืองนากาโน่เป็นที่รู้จักในฐานะ “หลังคาแห่งญี่ปุ่น” เนื่องจากมีภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ รวมถึงภูเขาแอลป์ญี่ปุ่น ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักปีนเขาและนักสกี ในฤดูหนาว คุณสามารถเพลิดเพลินกับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่รีสอร์ทชั้นนำ เช่น โนริคุระ และ ฮาคุบะ ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน นากาโน่ มีแหล่งออนเซ็น (Onsen) หรือบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น โนโซวะ ออนเซ็น (Nozawa Onsen) ที่มีบรรยากาศเงียบสงบและธรรมชาติที่งดงาม การแช่ออนเซ็นไม่เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่ยังเป็นการสัมผัสวัฒนธรรมการผ่อนคลายแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ นากาโน่ ยังมีอาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น โซบะ (Soba) ที่ทำจากบัควีท และ อุเมะโบชิ (Umeboshi) หรือบ๊วยดอง นอกจากนี้ยังสามารถลองสาเกญี่ปุ่นที่ผลิตในท้องถิ่นซึ่งมีรสชาติที่หลากหลายและนุ่มนวล

เมืองนากาโน่ยังมีวัดและศาลเจ้าที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ วัดเซนโคจิ (Zenko-ji Temple) เป็นหนึ่งในวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการขอพรในเรื่องต่างๆ ผู้คนมักจะมาไหว้พระเพื่อขอพรในช่วงปีใหม่ นอกจากนี้ยังมี ศาลเจ้าซุวะ (Suwa Taisha) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปี ศาลเจ้าชิกะ (Shiga Shrine) ตั้งอยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติโจชิเน็ตสุ-โคเก็น ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเพื่อขอพรเรื่องความปลอดภัยและการเดินทาง

เมืองนากาโน่ เป็นเมืองที่พัฒนาขึ้นโดยมีวัดเซนโคจิเป็นศูนย์กลาง แม้ในปัจจุบันความเจริญรุ่งเรืองที่แผ่ขยายออกมาจากวัดก็ยังหลงเหลือให้เห็นจากบรรยากาศคึกคักรื่นรมย์บนถนนหน้าวัด ที่ตลอดสายเรียงรายไปด้วยร้านอาหารและขนมอร่อย ร้านของฝากของที่ระลึกมากมาย มีร้านขายสินค้าท้องถิ่น รวมถึงคาเฟ่เก๋ๆให้นั่งเล่นเย็นใจ นอกจากนี้บริเวณถนนหน้าวัดยังเป็นสถานที่จัดเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น งานทศกาลโคมไฟ (นากาโน่โทเมียวมัตสึริ) งานเทศกาลดอกไม้ (ฮานะไคโร) และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางวัฒนธรรม

วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่

ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบในวัฒนธรรม ศาสนาและความเก่าแก่ต้องมาที่ วัดเซนโคจิ (Zenko-ji Temple) ข้อมูลจาก เว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวประจำจังหวัดนากาโน่ประเทศญี่ปุ่นโดยสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนากาโน่ แสดงว่าวัดเซนโคจิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของนากาโน่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น ในฐานะที่ เป็นวัดพุทธเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 7 (หรือประมาณ 1,400 ปีก่อน) และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์แรกที่เข้ามาในประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกนำเข้ามาจากอินเดีย เนื่องจากเป็นวัดที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น นิกายและไม่จำกัดความศรัทธาของสตรีในพุทธศาสนา วัดเซนโคจิจึงเป็นสถานที่ที่ดึงดูดสาธุชนผู้เลื่อมใสจากทั่วสารทิศในประเทศญี่ปุ่น จนมีคำกล่าวโบราณของญี่ปุ่นที่ว่า “เป็นวัดที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต”

วัดเซนโคจิมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีพระอมิตาพุทธสามพระองค์เป็นพระประธานของวัด เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์แรกที่เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นและน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยพระพุทธรูปของจริงนั้นจะเปิดให้ชมทุกๆ 6 ปี ในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งในรอบถัดไปที่จะเปิดเป็นปี ค.ศ.2027

นอกจากวัดเซนโคจิจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว วัดเซนโคจิ ยังมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากในปี ค.ศ.1937 ประเทศไทยได้มอบพระพุทธรูปปางมารวิชัยให้แก่ประเทศญี่ปุ่นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยญี่ปุ่น โดยได้นำมาประดิษฐาน ณ วัดเซนโคจิแห่งนี้ และได้กลายมาเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนไทยในนากาโน่มาจนถึงปัจจุบัน

พระอารามหลักของวัดเซนโคจิได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในช่วงกลางสมัยเอโดะ เป็นอารามไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตะวันออก ภายในตกแต่งประณีตงดงาม เคร่งขรึมแต่โอ่อ่าน่าเลื่อมใส ลึกเข้าไปด้านในบนกรอบวงกบด้านบนมีรูปพระผู้มารับวิญญาณ 25 องค์ และแท่นบูชาซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานที่สวยงามตระการตา เมื่อสักการะพระพุทธรูปจนอิ่มเอมใจกันแล้ว ขอแนะนำให้ท่านเดินลงไปชั้นใต้อาคารหลักเพื่อนำไปสู่เส้นทางที่มืดมาก (มืดยิ่งกว่าหลับตา) เวลาเดินต้องใช้มือคลำไปตามผนัง ระหว่างทางจะมีสลักประตู ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “กุญแจสู่สวรรค์” (key to paradise) หากคลำพบกุญแจนี้ ว่ากันว่าจะสามารถไปสู่สวรรค์ได้

ทางเดินจะสิ้นสุดลงทางอีกฝั่งหนึ่งของห้องโถง ทางฝั่งเหนือของโถงกลางมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของวัดเซนโคจิ จัดแสดงพระพุทธรูปและเอะมะเก่าแก่หลายชิ้น รวมถึงรูปสลักของ100 สาวกราคัง (Rakan)

ส่วนบริเวณรอบๆ พระอารามหลัก จะมีสวนหย่อม รอบๆ รวมทั้งเจดีย์จูเรอิเด็น (Chureiden)หอระฆังโชโร (Shoro) พระจิโซหินทั้งหก (Roku-Jizo) เป็นต้น โดยหอพระอารามหลักนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ และมีสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญถูกเก็บรักษาอยู่มากมาย เช่น ประตูซันมง หอพระคัมภีร์ ประตูนีโอมอน เป็นต้น

บริเวณลานด้านหน้าพระอารามหลัก จะมีร้านขายเครื่องรางของวัดหรือที่เรียกว่า โอมาโมริ ซึ่งมีหลากหลายตามความจำเป็นของผู้ซื้อ เช่น เครื่องรางเพื่อป้องกันอันตรายในการเดินทาง เครื่องรางเพื่อให้สอบผ่าน เครื่องรางให้สมหวังในความรัก หรือเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง นักท่องเที่ยวไทยนิยมซื้อหาเป็นของฝากให้แก่ญาติมิตรทางบ้าน

นอกจากนี้ ประตูซัมมง (Sanmon ) หรือประตูทางเข้าออกหลักของวัด ก็ถือเป็นอีกอาคารที่สำคัญของวัดเซนโคจิ ด้านบนนั้นจะมีพระพุทธรูปไม้สลักอยู่ 5 องค์ ปกติจะไม่เปิดให้ขึ้นไปชมนอกจากถึงพิธีกรรมเซนโคจิ โกไคโจ

ถ้าจะมาไหว้พระทำบุญ ณ วัดเซนโคจิ ขอแนะนำให้มาในตอนเช้าช่วงเวลา 06.00 น. เพราะช่วงนี้ ทางวัดจะมีพิธีที่ปฎิบัติมาตลอด 1,400 ปีคือ การทำวัตรเช้า ที่เป็นพิธีที่ปฏิบัติมาตลอดทั้งวัดฝั่งผู้ชายคือ วัด Zenkoji Daikanji และวัดฝั่งผู้หญิง Zenkoji Daihongan โดยวัดฝั่งผู้หญิง (Zenkoji Daihogan) จะมีภิกษุณี เจ้าอาวาสซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ได้จะเป็นผู้ที่ต้องสืบเชื้อสายมาจากพระราชวงศ์เท่านั้น ภายในวัดมีเครื่องรางที่ใช้มือกำได้แน่น เรียกว่า “พระกษิดิครรภ์โพธิสัตว์ที่กำได้” ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ด้วย ส่วนทางวัดฝั่งผู้ชาย (Zenkoji Daikaiji) จะมีพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส คือ การใช้ไฟเผาแผ่นป้ายไม้คำอธิษฐาน ที่ประชาชนทุกคนได้ขอพรไว้ด้วย

พิธีเซนโคจิโกไคโจ..พิธีฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทุก 6 ปี

พระประธานหลักซึ่งประดิษฐานในวัดเซนโคจินั้นว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกในประเทศญี่ปุ่น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พระประธานหลักองค์นี้ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นพระพุทธรูปลับอย่างเด็ดขาด (เซตไตฮิบุสึ) ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนนานเป็นพันปี ภายหลังจึงมีการสร้างพระพุทธรูปองค์จำลองที่เหมือนองค์จริงทุกอย่างเรียกว่า “มาเอดะจิ ฮงซอน” (Maedachi Honzon) ขึ้นเพื่อให้สาธารณชนได้สักการบูชาในพิธีใหญ่ที่จัดขึ้นทุกๆ 6 ปี (หรือ 7 ตามการคำนวณเวลาแบบญี่ปุ่น) คืองานพิธี “เซนโคจิ โกไคโจ” โดยในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือน ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม งานพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะมีผู้คนหลั่งไหลมาวัดเซนโคจิมากกว่า 7 ล้านคนเลย ซึ่งครั้งต่อไปกำหนดจัดในปี ค.ศ.2027 (พ.ศ.2570)

การท่องเที่ยวไหว้พระรับปีใหม่ที่เมืองนากาโน่เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการเริ่มต้นปี 2568 ด้วยความมงคลและความสงบสุข นอกจากการไหว้พระแล้ว นากาโน่ยังมีธรรมชาติที่งดงามและสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าจดจำ

LIFE & HEALTH : การดูแลเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาว

https://www.naewna.com/lady/846619

LIFE & HEALTH : การดูแลเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาว

LIFE & HEALTH : การดูแลเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาว

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาวันหยุดยาวที่หลายคนรอคอย เพราะเป็นโอกาสพิเศษในการเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดไปพบปะครอบครัวและเฉลิมฉลองกับคนที่เรารัก แต่การเดินทางในช่วงเทศกาลมักมาพร้อมกับความท้าทาย เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เส้นทางที่คับคั่ง การจราจรติดขัดหนาแน่นดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การเดินทางกลับบ้านในช่วงปีใหม่นี้ปลอดภัยและราบรื่น

ในการเตรียมตัวก่อนเดินทางไกลนั้น นอกจากต้องเตรียมตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมเดินทางให้พร้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ควรมองข้ามคือการดูแลตรวจเช็คสภาพรถยนต์ให้พร้อม เพราะรถยนต์เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่จะพาทุกคนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย การละเลยตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางอาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น การเสียหายกลางทาง หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งนอกจากการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นด้วยตนเองแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้รถต้องรู้และให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการตรวจเช็คสภาพช่วงล่างรถยนต์

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำว่า การเช็คสภาพช่วงล่างของรถยนต์ก่อนเดินทางไกลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่และช่วยยืดอายุการใช้งาน โดยเทคนิคการดูแล-เช็คสภาพช่วงล่างรถยนต์ที่ผู้ใช้รถต้องรู้ ได้แก่

1.ตรวจสอบยาง :

● เช็คความดันลมยางให้ตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนด

● ตรวจสอบดอกยางว่าหมดหรือไม่โดยใช้เหรียญ 1 บาท ทดสอบความลึกของดอกยาง

● มองหารอยฉีกขาด หรือวัตถุแปลกปลอมในยาง

2.ตรวจสอบโช้คอัพ:

● ตรวจดูว่าโช้คอัพไม่มีน้ำมันรั่ว และไม่มีรอยสนิม

● ทดสอบการตอบสนองโดยการกดลงบนรถแล้วปล่อยดูว่ารถยกตัวกลับมาเร็วแค่ไหน

3.เช็คระบบเบรก :

● ตรวจสอบน้ำมันเบรกว่ามีระดับเพียงพอหรือไม่

● ฟังเสียงเบรกขณะขับขี่ เพื่อหาสัญญาณที่บ่งบอกว่าเบรกอาจมีปัญหา

● ตรวจสอบจานเบรกว่ามีการสึกหรอหรือไม่

4. ตรวจสอบระบบพวงมาลัย :

● ทดสอบการหมุนพวงมาลัยว่ามีการตอบสนองที่ดีหรือไม่

● ตรวจสอบว่าไม่มีเสียงผิดปกติเมื่อหมุนพวงมาลัย

5.ตรวจสอบช่วงล่าง :

● มองหาสัญญาณการสึกหรอหรือความเสียหายที่จุดเชื่อมต่อของช่วงล่าง

● เช็คข้อต่อและบูชต่างๆ ว่ายังอยู่ในสภาพดี

6.ตรวจสอบสายพาน:

● ตรวจสอบสายพานที่เกี่ยวข้องกับระบบช่วงล่างว่ามีการสึกหรอหรือรั่วหรือไม่

7.ดูแลระบบขับเคลื่อน :

● หากเป็นรถที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ควรตรวจสอบน้ำมันในระบบขับเคลื่อน

8.ตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง :

● ตรวจสอบว่ามีรอยแตกหรือสัญญาณการเสียหายที่โครงสร้างของรถ

ทำไมต้องดูแลช่วงล่างรถยนต์ ?

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถหลายคนอาจสงสัยว่า ช่วงล่างรถยนต์สำคัญอย่างไร ทำไมต้องให้ความสำคัญใส่ใจดูแลช่วงล่างรถยนต์ ชวิศยงเห็นเจริญ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดูแลและเช็คสภาพช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์เดินทางได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากช่วงล่างของรถยนต์มีส่วนประกอบหลักหลายอย่างที่สำคัญต่อการควบคุมและความปลอดภัยของรถ อาทิ

● ด้านความปลอดภัย : ช่วงล่างมีบทบาทสำคัญในการหยุดรถและควบคุมทิศทาง ช่วงล่างที่ดีช่วยให้การควบคุมรถมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ แต่หากช่วงล่างมีปัญหา อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

● เพิ่มการขับขี่ที่สะดวกสบาย : โช้คอัพและสปริง ช่วยดูดซับแรงกระแทก ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและลดความเมื่อยล้าในขณะขับขี่ โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกล

● เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ : ช่วงล่างที่ดีจะช่วยให้รถมีการควบคุมที่ดี เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้งยังช่วยลดการสึกหรอของยางรถยนต์และระบบเบรก

● ยืดอายุการใช้งานของรถ : ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถและประหยัดค่าใช้จ่าย การดูแลช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสียหายรุนแรงต่อชิ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นในการซ่อมแซม

หากผู้ใช้รถไม่ใส่ใจให้ความสำคัญกับการดูแลช่วงล่าง อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีผลต่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการขับขี่และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอีกด้วย ดังนั้น ผู้ใช้รถยนต์ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพของรถยนต์ในระยะยาวการดูแลช่วงล่างรถยนต์อย่างละเอียดและรอบคอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้รถยนต์ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกลกลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

สำหรับ “POP” แบรนด์ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ลูกปืนรองรับเพลากลาง บูชปีกนก และชิ้นส่วนอื่นๆ ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ช่วงปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางมากขึ้นและมีอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ทำให้ความต้องการโลหิตในการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นด้วย ในช่วงก่อนหยุดยาวนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต,โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com

LIFE & HEALTH : ตรวจสุขภาพรับปีใหม่ ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพ

https://www.naewna.com/lady/845328

LIFE & HEALTH : ตรวจสุขภาพรับปีใหม่ ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพ

LIFE & HEALTH : ตรวจสุขภาพรับปีใหม่ ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพ

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ในทุกๆ ช่วงปลายปี หลายคนมักใช้เวลาในการวางแผนเป้าหมายสำหรับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ออกกำลังกาย หรือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามคือการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานในการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความมั่นใจในสุขภาพที่ดี

การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่างๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก ศูนย์ตรวจสุขภาพโรงพยาบาลเวชธานี แนะนำว่า การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุ ซึ่งนอกจากควรเลือกโปรแกรมตรวจที่เหมาะสมตามช่วงอายุแล้วยังต้องพิจารณาจากความเสี่ยงส่วนตัวร่วมด้วย เช่น อายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงประวัติครอบครัว

โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ ดังนี้  

l วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ  เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ 

l วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต, การวัดชีพจร, การวัดอัตราการหายใจ, วัดส่วนสูง, ชั่งน้ำหนัก, การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับ ไต, ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง, การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น

l กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมากและอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ, การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง, การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา

l สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพื่อให้ได้ผลการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด โดยมีสิ่งที่ควรรู้ได้แก่

1.การอดอาหารก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ

ก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นดังนี้

l ผู้ที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

l ผู้ที่ต้องการตรวจไขมันในเลือด อาทิ คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์, HDL หรือ LDL ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

โดยเฉพาะการงดอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากอาจทำให้กระทบถึงผลการตรวจบางอย่างของแพทย์ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

2.การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตของเรามีค่าสูงกว่าปกติ ดังนั้น ควรนอนไม่น้อยกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนอกจากร่างกายจะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาอีกด้วย

3.สุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน

สุภาพสตรีไม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพในช่วงระหว่างก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อผลปัสสาวะได้ ดังนั้นหากกำลังมีประจำเดือนขณะการตรวจก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อน หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสุขภาพในช่วงนั้น

4.สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตรวจสุขภาพข้อต่อมา คือ การสวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย เนื่องจากอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้า-ออกก่อนการได้รับเอกซเรย์ และที่สำคัญสุภาพสตรีควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก และงดใส่เครื่องประดับทุกประเภทที่เป็นโลหะ

5.หลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานหรือการดื่มน้ำหวาน

ก่อนการเข้าตรวจสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานและรับประทานของหวานจัด เพราะอาจส่งผลให้มีปริมาณในน้ำตาลปนในปัสสาวะค่อนข้างสูงกว่าปกติ

6.งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม.

งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลแก่การตรวจปัสสาวะ แต่ถ้าหากลืมงดก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อนการตรวจสุขภาพในครั้งนั้น

การตรวจสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การดูแลตัวเองในช่วงสั้นๆ เพราะสุขภาพที่ดีของคุณจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว มาเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความมั่นใจผ่านการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ เพื่อให้ทุกเป้าหมายในปีใหม่ของคุณเป็นไปได้ด้วยพลังจากร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่สมบูรณ์

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิดโดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายาค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ขอเชิญทุกท่านร่วมบริจาคช่วยผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ ได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

https://www.naewna.com/lady/843792

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีมีผลดีต่อสุขภาพหลายประการ ไม่เพียงแต่ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืนควรเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามยังมีหลายคนใช้ยาระบายมาควบคุมน้ำหนักซึ่งมีผลอย่างไรต่อสุขภาพ ลองมาดูกัน

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภก.ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ยาระบาย (laxatives) คือ ยาที่ช่วยให้อุจจาระนุ่มและมีน้ำมากขึ้น ส่งผลเพิ่มการทำงานของลำไส้ใหญ่จนทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ยาระบายจึงใช้เพื่อช่วยบรรเทาหรือรักษาภาวะท้องผูก (constipation) จากสาเหตุต่างๆ เช่น ท้องผูกในสตรีมีครรภ์ ท้องผูกหลังผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ยาระบายอย่างถูกต้องภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรจัดว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการใช้ยาระบายเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมน้ำหนักกันอย่างกว้างขวางทั้งที่เป็นการใช้ในทางที่ผิด (laxative abuse) บทความนี้จึงเรียบเรียงขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1.ยาระบายไม่ช่วยลดการดูดซึมสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่รับประทานไม่ว่าจะเป็นไขมัน คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) โปรตีน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุส่วนมาก ล้วนถูกย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็กเป็นหลัก มีเพียงกากอาหาร น้ำ วิตามินและแร่ธาตุเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เดินทางสู่ลำไส้ใหญ่ การใช้ยาระบายซึ่งออกฤทธิ์ลดการดูดซึมน้ำที่ลำไส้ใหญ่เพื่อทำให้น้ำอยู่ในกากอาหารและกลายเป็นอุจจาระเพิ่มมากขึ้น จึงแทบจะไม่ส่งผลลดการดูดซึมสารอาหารทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นไปแล้วที่ลำไส้เล็ก ดังนั้นการกินอาหารแล้วตามด้วยการใช้ยาระบายจึงไม่ช่วยลดปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับ และไม่ช่วยควบคุมน้ำหนัก

2.น้ำหนักตัวที่ลดลงจากยาระบายเกิดจากการเสียน้ำ ไม่ใช่ไขมันหรือพลังงานส่วนเกินแม้ว่าผู้ที่ใช้ยาระบายจะมีน้ำหนักตัวลดลงเล็กน้อยอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับอุจจาระ โดยน้ำหนักที่ลดลงไปจะกลับสู่ค่าปกติหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ ดังนั้นน้ำหนักที่ลดลงจึงไม่เกี่ยวข้องกับการสลายไขมันหรือพลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายเลย แต่กลับเป็นผลจากการสูญเสียน้ำซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของทุกระบบในร่างกาย

3.น้ำและแร่ธาตุที่เสียไปจากการใช้ยาระบาย อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากเมื่อมีการสูญเสียน้ำ ร่างกายจะมีกลไกในการหลั่งฮอร์โมนควบคุมให้ระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป เช่น กระตุ้นให้ไตทำงานเพื่อเพิ่มน้ำในเลือดมากขึ้น เมื่อหยุดใช้ยาระบาย ระบบชดเชยนี้จะยังคงทำงานอยู่ จนทำให้ร่างกายบวมน้ำ (edema)พร้อมกับน้ำหนักตัวที่อาจจะกลับมาหนักกว่าเดิม รวมถึงผู้ที่ใช้ยาระบายเป็นเวลานานอาจมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (hypokalemia) เนื่องจากสูญเสียโพแทสเซียมไปพร้อมกับน้ำในอุจจาระ ซึ่งภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำอาจทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ รวมถึงไตผิดปกติ นอกจากนั้นการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุยังสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร (dysbiosis) ซึ่งอาจนำไปสู่การทำงานของร่างกายที่ผิดปกติตามมา ทั้งนี้ยังมีข้อมูลว่าการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักสัมพันธ์กับการเกิดพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ (eating disorder) จากความรู้สึกเกี่ยวกับอาหารและร่างกายของผู้ใช้ยา

4.เลิกยาระบาย ไม่ใช่เรื่องง่าย การใช้ยาระบายสามารถเสพติดได้ (laxative addiction) เนื่องจากหลังหยุดใช้ยาระบาย น้ำหนักมักจะกลับมาเท่ากับหรือมากกว่าที่เคย ผู้ที่ใช้ยาระบายจึงต้องการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมน้ำหนักในระยะยาวจนไม่สามารถหยุดยาได้รวมทั้งหลังใช้ยาระบายเป็นเวลานาน ลำไส้ใหญ่จะเคยชินกับผลของยา เมื่อหยุดใช้ยาจึงเกิดภาวะท้องผูก ถ่ายไม่ออก และจะกลับมาถ่ายได้อีกครั้งด้วยการใช้ยาระบาย เกิดเป็นวงจรของการเสพติดยาระบายในที่สุด 

5.Bisacodyl และ senna เป็นยาระบายที่มีโอกาสเสพติดและผลข้างเคียงสูงเนื่องจากยาทั้งสองชนิดให้ผลค่อนข้างเร็วและชัดเจน ผู้ใช้จึงมักรู้สึกพึงพอใจและเลือกใช้ยาเหล่านี้ซ้ำ ๆ แต่ยาทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นยาระบายชนิดกระตุ้น (stimulant laxatives) ซึ่งมีข้อมูลว่าทำให้เกิดการติดยามากที่สุด รวมทั้งการเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย มักมากกว่ายาระบายชนิดอื่นๆ ทั้งนี้เมื่อลำไส้ใหญ่ถูกกระตุ้นเมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่การตายเซลล์ประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ดังนั้น ขนาดยาเดิมที่เคยใช้จึงมักให้ผลน้อยลง ผู้ใช้ยาจึงต้องเพิ่มขนาดการใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งทำให้เลิกยาได้ยากมากขึ้นไปอีก กลายเป็นภาวะท้องผูกเรื้อรังในที่สุด

6.ยาระบายมักเป็นหนึ่งในส่วนผสมของสูตรยาควบคุมน้ำหนักที่ผิดกฎหมาย โดยในสูตรยามักใช้ยาระบายร่วมกับยาอื่นๆ ที่อาจมีผลช่วยควบคุมน้ำหนักตัวเพียงชั่วคราว เช่น ยาขับปัสสาวะ (เพิ่มการขับน้ำออกจากร่างกาย) ยาลดการย่อยและดูดซึมสารอาหาร (อาจทำให้ท้องเสียและเสี่ยงขาดสารอาหาร) ยาลดความอยากอาหาร (มักมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและทำให้นอนไม่หลับ) เมื่อใช้ยาเหล่านี้ร่วมกันจึงทำให้ผู้ใช้ยารู้สึกว่าสูตรยาที่ใช้มีประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนักที่ดี แต่ผลที่ได้จากการใช้ยาจะไม่ยั่งยืน และอาจส่งเสริมให้ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น เช่น ยาขับปัสสาวะส่งเสริมให้ขาดน้ำและแร่ธาตุผิดปกติมากยิ่งขึ้น ยาลดการย่อยและดูดซึมทำให้ท้องเสียและปวดท้องมากขึ้น ยาลดความอยากอาหารทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย และส่งผลต่อระบบประสาทในระยะยาว 

7.การควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและยั่งยืนเกิดจากการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ยาระบาย การรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการ โดยเลือกชนิดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เป็นวิธีการที่ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีและยั่งยืนที่สุด ส่วนการใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์เท่านั้น

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่านอกจากผลควบคุมน้ำหนักในระยะสั้นแล้ว การใช้ยาระบายไม่ได้ช่วยควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งยังทำให้เกิดผลเสียได้อีกมากมายเมื่อใช้ในระยะยาว ดังนั้นควรเลือกใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสมไม่พึ่งพาการใช้ยาระบาย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเป็นโรคที่พบมากที่สุด ซึ่งมีอัตราการเกิดโรคต่ำกว่าในผู้ใหญ่ แต่ก็ยังควรตรวจสอบอาการผิดปกติ เช่น ตัวซีด มีอาการเลือดออกตามตัว หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการตรวจเช็คและรักษาให้ทันเวลา ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุชเลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

https://www.naewna.com/lady/842364

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.05 น.

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ความรุนแรงสามารถทำให้มีภาวะอัมพฤกษ์-อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ข้อมูลจาก นายแพทย์พงศกร พงศาพาสประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stoke) เกิดจากการหลอดเลือดสมองมีการอุดตัน ตีบ หรือแตก ส่งผลให้สมองบริเวณดังกล่าวเกิดการบาดเจ็บ หรือขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เซลล์สมองเสียหาย ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ ตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อนแขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก หรือเดินเซ เป็นต้น โดยสามารถเกิดในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป และพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมตามวัยและหลายปัจจัย

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ จากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดจากหัวใจไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ซึ่งทั้งสองแบบทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองเสียไป เกิดสมองภาวะขาดเลือดแบบเฉียบพลัน และเนื้อสมองตายขึ้น

2.หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางจากภาวะความดันเลือดสูง หรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น จากความเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้แตกง่าย ส่งผลทำให้เกิดเลือดออกในสมอง และมีภาวะเนื้อสมองบริเวณดังกล่าวบาดเจ็บ

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง คือคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไขมันโลหิตสูงโรคอ้วน รวมไปถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

นายแพทย์พงศกร พงศาพาส

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพความละเอียดของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ชัดมากกว่า โดยที่โรงพยาบาลเวชธานี มีเครื่องตรวจด้วย MRI รุ่นใหม่ที่มีขนาดอุโมงค์ใหญ่กว่าเดิม, เสียงรบกวนลดน้อยลง มีเทคโนโลยี Free Breathingไม่ต้องกลั้นหายใจนานเท่าเดิม จึงทำให้คนไข้ไม่รู้สึกอึดอัดขณะตรวจ และให้การตรวจสามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีการตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler : TCD), และการตรวจหลอดเลือดคอ (Carotid Doppler) ซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำจะสามารถช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองแบบเฉียบพลัน ต้องทำการรักษารวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายต่อเซลล์ของสมอง โดยการรักษาที่ทำให้เลือดกลับไปไหลเวียนได้เหมือนปกติโดยเร็ว จะสามารถทำให้เนื้อสมองที่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้โดยในระยะแรกที่เกิดอาการ แพทย์จะทำการประเมินผู้ป่วย หากมีข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดและไม่มีข้อห้าม แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตันแพทย์จะรักษาโดยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือข้อมือขึ้นไปยังเส้นเลือดสมอง เพื่อนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดออกมา (Mechanical thrombectomy) การรักษาที่สามารถทำได้รวดเร็ว ส่งผลให้การบาดเจ็บของสมองที่เกิดขึ้นน้อยลง และได้ผลลัพธ์การทำงานของสมองที่ดี

ปัจจุบันมีห้องผ่าตัดไฮบริด (Hybrid Operating Room) ที่ช่วยให้แพทย์สามารถรักษาโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นห้องผ่าตัดที่รวมอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ด้วยกัน เช่น เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือด ระบบนำทางด้วยคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือผ่าตัดส่องกล้อง โดยเทคโนโลยีการรักษาด้วยเครื่องเอกซเรย์สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดชนิดสองระนาบ Biplane Digital Subtraction Angiographyหรือ Biplane DSA สามารถถ่ายภาพหลอดเลือดได้สองระนาบในเวลาเดียวกัน คือ ด้านหน้า และด้านข้าง ภาพที่ได้ออกมาจึงมีความคมชัดช่วยให้แพทย์มองเห็นสายสวนหลอดเลือดที่ขนาดเล็กมากได้อย่างชัดเจน เปรียบเสมือนเห็นภาพเป็น 3 มิติ โดยสามารถทำการวัด คำนวณ และประเมินตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ช่วยลดปริมาณสารทึบรังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับ ลดเวลาที่ใช้ในการรักษา และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น

Biplane DSA จะช่วยให้แพทย์สามารถใส่สายสวนหลอดเลือดขนาดเล็กได้ถึงจุดที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เช่น ในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอุดตันในสมอง แพทย์ทำการใส่สายสวนไปที่บริเวณลิ่มเลือดอุดตันและฉีดยาละลายลิ่มเลือดในปริมาณเล็กน้อยเพื่อละลายลิ่มเลือดที่อุดตันได้โดยตรง หรือในกรณีที่ลิ่มเลือดอุดตันมีขนาดใหญ่ ก็สามารถใส่เครื่องมือพิเศษที่ใช้เกี่ยวดึงลิ่มเลือดออกจากจุดที่อุดตันได้ ทำให้เลือดกลับไหลเวียนสมองได้เป็นปกติ

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ที่อาจทำให้เกิดอาการ ตีบ อุดตัน หรือแตก คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมอาการของโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการดื่มสุราและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ควรสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้าง หากมีอาการเข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมองให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพราะจะเพิ่มโอกาสการทำงานของสมองให้กลับมาเป็นปกติและลดความเสี่ยงการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ http://www.blooddonationthai.com

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : พลิกเกมธุรกิจจากวิกฤตสู่ความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีข้อมูล

https://www.naewna.com/lady/841014

Life & Health : พลิกเกมธุรกิจจากวิกฤตสู่ความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีข้อมูล

Life & Health : พลิกเกมธุรกิจจากวิกฤตสู่ความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีข้อมูล

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในปี 2025 ที่กำลังจะมาถึงพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ การเตรียมตัวให้พร้อมและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นี่คือแนวทางในการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว, การปรับตัวกับเศรษฐกิจโลก, การสร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาทักษะและความสามารถจะช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการวิกฤตเป็นทักษะที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมี การเตรียมตัวล่วงหน้า การฝึกทีมงาน และการมีแผนฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ การใช้เทคโนโลยี เช่น AI และ Social Listening Tools ช่วยตรวจจับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะลุกลาม เป็นต้น

การเตรียมตัวให้พร้อมและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่ๆ ในปี 2025 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจาก
อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด และผู้บริหาร เรียล สมาร์ท อะคาเดมี่ (Real Smart Academy) เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานนี้ ทาง บจ.เรียล สมาร์ท ได้จัดงานสัมมนาร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ เรื่อง The Art of Brand Protection เพื่อร่วมแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการปกป้องแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย จุดประกายไอเดียแนะกลยุทธ์การตอบสนองเมื่อเผชิญวิกฤต และการจัดการกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นกับแบรนด์ได้อย่างมืออาชีพ

บทความนี้ตั้งใจสรุปไฮไลท์ พลิกเกมธุรกิจ จากวิกฤตสู่ความสำเร็จ ด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลและกลยุทธ์โมเดล 4R ที่นักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรต้องรู้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

หากถามว่า “วิกฤตคืออะไร” หลายคนอาจนึกถึงภาพเหตุการณ์ใหญ่โต เสียหายรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว วิกฤตอาจเริ่มจากประเด็นเล็กๆ ที่ไม่ได้คาดคิด เช่น การสื่อสารผิดพลาด ความเข้าใจไม่ตรงกัน หรือเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่กลับขยายตัวกลายเป็นประเด็นใหญ่เพียงชั่วพริบตา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสาร
แพร่กระจายรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง การจัดการวิกฤตจึงไม่ใช่เรื่องของการ “แก้ปัญหา” เท่านั้น แต่คือการควบคุมไม่ให้เรื่องเล็กๆ บานปลายไปสู่ความเสียหายที่ใหญ่กว่า

ในปี 2025 ที่จะถึงนี้ การจัดการวิกฤตจะกลายเป็นทักษะที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมีติดตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจเล็กหรือองค์กรใหญ่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆที่เกิดขึ้น เช่น ความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาข้อมูลหลุดรั่วข่าวปลอม หรือแม้แต่คำวิจารณ์จากชาวเนต หรือผู้บริโภคที่อาจไม่ถูกต้องในโลกโซเชียล

วิกฤต..เพื่อนหรือศัตรู

หลายครั้งเราเห็นแบรนด์ที่กำลังไปได้สวยต้องสะดุดเพราะวิกฤตเล็กๆ ที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน เราก็เคยเห็นธุรกิจที่กลับมาสดใสได้เพราะการจัดการวิกฤตที่ชาญฉลาด เช่น ร้านกาแฟที่ขอโทษลูกค้าและเสนอโปรโมชั่นคืนกำไรให้ชุมชน หรือบริษัทใหญ่ที่ใช้เหตุการณ์วิกฤตมาเป็นโอกาสในการแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม คำถามคือ เราเลือกจะมอง “วิกฤต” เป็นศัตรูที่ทำลายความสำเร็จ หรือเป็นเพื่อนที่ทดสอบความแข็งแกร่งของเรากันแน่?

การจัดการวิกฤต..แค่ดับไฟหรือวางแผนเพื่ออนาคต?

ในเมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ เราจะรับมือกับมันยังไง การจัดการวิกฤตไม่ได้หมายความว่าเราต้องคอย “ดับไฟ” ทุกครั้งที่มันลุกขึ้นมา แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า การฝึกทีมงาน การมีแผนฉุกเฉิน และที่สำคัญคือการเฝ้าระวัง (Monitoring) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถจับปัญหาได้ตั้งแต่ต้น

ลองนึกดูว่า หากวันหนึ่งสินค้าของคุณได้รับรีวิวเชิงลบจากลูกค้าบนโซเชียลมีเดีย สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่แค่การออกมาขอโทษเท่านั้น แต่คือการสร้างกระบวนการรับมือที่มีระบบ เช่น การมีทีมตอบคำถามอย่างมืออาชีพ รวบรวมข้อมูลเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และเสนอทางเลือกใหม่ให้ลูกค้า การตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีแผนเชิงรุกจะทำให้คุณสามารถควบคุมสถานการณ์และลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีตัวเปลี่ยนเกมในปี 2025 ส่งผลต่อการจัดการวิกฤต

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการจัดการวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ช่วยตรวจจับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการสืบค้นข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย หรือการใช้ Social Listening Tools เพื่อเฝ้าระวังแนวโน้มและความคิดเห็นที่อาจเป็นตัวจุดประกายวิกฤต การใช้เทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจมีโอกาส “ตรวจจับ” วิกฤตได้ก่อนที่มันจะลุกลาม

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจในปี 2025 จำเป็นต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อตอบคำถามลูกค้าอย่างทันท่วงที หรือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคและรับมือกับแนวโน้มที่อาจกลายเป็นวิกฤตได้

โซเชียลมีเดีย จุดเล็กๆ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้วิกฤตส่วนใหญ่เกิดจากโซเชียลมีเดีย ข่าวสาร กระแส หรือคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นบนออนไลน์สามารถแพร่กระจายได้เร็วอย่างน่าทึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ ร้านอาหารที่ถูกลูกค้าโพสต์ตำหนิเรื่องบริการ ลูกค้าคนหนึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าเกิดเรื่องนี้ถูกแชร์และมีคอมเมนต์มากมาย มันสามารถลุกลามเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่าที่เราคิดได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง การจัดการกับโซเชียลมีเดียคือการเตรียมตัวและการตอบสนองอย่างมีสติ แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดได้ในโลกออนไลน์ไม่ใช่แบรนด์ที่ไม่เคยโดนวิจารณ์แต่เป็นแบรนด์ที่รู้วิธีจัดการกับคำวิจารณ์นั้นอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์

โมเดล 4R แผนการจัดการวิกฤต เตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ

โมเดล 4R จะช่วยกำหนดกรอบการทำงานที่ชัดเจน ทำให้คุณพร้อมรับมือกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.Readiness (ความพร้อม) การเตรียมพร้อมทีมงานและระบบการจัดการตั้งรับเชิงรุกก่อนเกิดวิกฤตอยู่เสมอ

2.Radar (เรดาร์) การเฝ้าระวัง ตรวจจับสัญญาณ ติดตามสถานการณ์ในสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างใกล้ชิด

3.Response (การตอบสนอง) การตอบสนองต่อประเด็นปัญหาและสถานการณ์วิกฤตได้อย่างรวดเร็วตามแบบฉบับมืออาชีพ

4.Recovery (การฟื้นฟู) การรวบรวมรายงานเพื่อออกแบบกลยุทธ์ และแนวทางการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของแบรนด์ให้กลับมาอยู่ในสถานการณ์ปกติให้เร็วที่สุดโดยดำเนินงานตามแผนงานและติดตามประเมินผลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

การก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในโลกที่ไม่แน่นอน สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ “การเปลี่ยนแปลง” และการเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนั้น การยอมรับว่าวิกฤตสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และการสร้างแผนรองรับอย่างดีเป็นการป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นจุดจบของธุรกิจเรา และอย่าลืมว่า การจัดการวิกฤตไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเรียนรู้เพื่อเติบโตในอนาคตด้วยติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/realsmartacademy

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงาน…สื่อแห่งรัก

https://www.naewna.com/lady/839549

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงาน...สื่อแห่งรัก

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงาน…สื่อแห่งรัก

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การเลือกแหวนแต่งงานอาจเป็นกระบวนการที่ท้าทาย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าจดจำความสำคัญของ “แหวนแต่งงาน” ที่คู่รักมักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เมื่อถึงวันสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยแหวนเพชรแต่งงานได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ที่คู่รักมอบให้กันเป็นรักนิรันดร์ที่จะคงอยู่ตลอดไปเป็นสัญญาเป็นตัวแทนของกันละกันที่พร้อมจะก้าวเดินเคียงข้างกันไปตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิตไม่ว่าจะสุขต้องผ่านเจอเรื่องท้าทายต่างๆ ก็ตามแหวนแต่งงานจึงเป็นมากกว่าสิ่งของ และเป็นบทกวีแห่งความรัก ที่คู่รักต่างขับขานให้คงอยู่ด้วยกันตลอดไป

ดังนั้น การเลือกแหวนเพชรแต่งงานให้รักยืนยง คงนิรันดร ที่คู่รักทุกคู่ต้องรู้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คู่รักต้องรู้ ข้อมูลจาก ปัญจรัตน์ ทรัพย์หิรัญกุลบจ.เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ อาณาจักรเครื่องประดับแท้ของขวัญจากธรรมชาติรวมศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องประดับทั้งเพชร ทองคำ อัญมณี และนาฬิกา ได้รับความไว้วางใจและอยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี จะมาเผยแนวทางที่คู่รักทุกคู่ต้องรู้ ถึง 4 ทริคง่ายๆ ในการเลือกแหวนเพชรแต่งงานอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้แหวนที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเป็นตัวแทนของความรักอันลึกซึ้งที่คุณจะเก็บรักษาไว้ตลอดไปเป็นสัญลักษณ์แห่งรักที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ดังนี้

1.ตั้งงบประมาณ เป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำคือการกำหนดงบประมาณสำหรับการซื้อแหวนแต่งงาน โดยคู่รักควรกำหนดวงเงินที่พอเหมาะและเป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเกินกำลัง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แหวนแต่งงานมีราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับวัสดุ ดีไซน์ และแบรนด์ที่เลือกนั่นเอง

2.เลือกคุณภาพของเพชร การเลือกคุณภาพของเพชรเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก เพราะคุณภาพของเพชรจะตรงกับความต้องการและราคาที่คุณต้องการจะจ่าย มีหลายปัจจัย 4Cs ที่ควรพิจารณา เช่น

2.1 การเจียระไน (Cut) ส่งผลโดยตรงต่อความงามและความเปล่งประกายของเพชร เพชรที่ถูกเจียระไนดีจะสะท้อนแสงสวยงามมากที่สุด ซึ่ง GIA (Gemological Institute of America) ซึ่งเป็นองค์การทางวิชาการที่เกี่ยวกับเพชรและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ได้จัดระดับการเจียระไนตั้งแต่ Excellent (เยี่ยมที่สุด) ไปจนถึง Poor (ต่ำที่สุด)

2.2 สี (Color) GIA ได้จัดระดับสีเพชรจาก D ถึง Z โดยเพชรเกรด D คือเพชรที่ไร้สี ซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุด ยิ่งเพชรมีสีใสบริสุทธิ์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามาก

2.3 ความสะอาด (Clarity) ความสะอาดของเพชรวัดจากการมีตำหนิภายใน (Inclusions) หรือตำหนิภายนอก (Blemishes) GIA จัดระดับความสะอาด ยิ่งเพชรมีตำหนิน้อยเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามาก

2.4 น้ำหนักกะรัต (Carat) มีผลต่อขนาดและมูลค่า ยิ่งน้ำหนักมาก เพชรก็ยิ่งมีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง แต่ไม่ใช่ว่าน้ำหนักมากจะดีกว่าเสมอต้องพิจารณาร่วมกับการเจียระไน สี และความสะอาดด้วย

นอกจากหลัก 4Cs แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ความเป็นธรรมชาติของเพชร หรือเป็นเพชรธรรมชาติ ไม่ใช่เพชรสังเคราะห์ เนื่องจาก เพชร คือ แร่ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอน ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เกิดภายใต้ความร้อนและแรงดันที่สูง ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ใช้ในการแยกแยะเพชรธรรมชาติจากเพชรสังเคราะห์ ทั้งเครื่องมือขนาดเล็กที่มีผลบอกว่าเพชรเม็ดนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งเครื่องเหล่านั้นจะมีความแม่นยำของผลอยู่ที่ไม่เกิน 90% แต่เครื่องมือที่ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีของ NGG JEWELLERY ใช้นั้นเป็นเครื่องมือเฉพาะเจาะจงในการดูลักษณะร่องรอยการเจริญเติบโตของผลึกเพชรที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนได้ผลการตรวจสอบ 100% แต่การตรวจสอบนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะเพื่อดูถึงโครงสร้างและจำเป็นที่จะต้องใช้นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญโดยเฉพาะถึงจะสามารถแยะแยะได้ ซึ่งเครื่องมือชนิดนี้ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี ของ NGG จะตรวจสอบเพชรทุกเม็ดทุกกะรัต เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า เพชรทุกเม็ดได้ผ่านเครื่องมือ และนักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญทุกเม็ด จึงทำให้เพชรของ NGG มีคุณภาพที่ตรงและทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าเป็นเพชรธรรมชาติอย่างแน่นอน

3.เลือกคอลเลคชั่น และดีไซน์ที่เหมาะสม

l Type IIa Diamond Collection แหวนเพชรสุดพิเศษที่ใช้เพชร Type IIa ซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงสุดและหายากเพียง 1% บนโลก สะท้อนถึงความรักที่คงทนและนิรันดร์ แหวนในคอลเลคชั่นนี้ยังมีความพิเศษด้วยการฝัง Pink Diamond ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรักที่อบอุ่นและโรแมนติก การผสานกันระหว่างเพชร Type IIa และ Pink Diamond ทำให้แหวนนี้เป็นเครื่องประดับล้ำค่าที่สะท้อนความรักที่ไม่มีวันจางหาย เหมาะสำหรับการครอบครองเพื่อสื่อถึงความรักที่สวยงามและเหนือกาลเวลา

l Infinity Love Diamond Collection คอลเลคชั่นแหวนเพชรเม็ดยอดที่ออกแบบอย่างประณีตด้วยเพชร 88 เหลี่ยม หรือ Infinity Diamondเปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเพชรทั่วไป ความงดงามของเพชรนี้ซ่อนความพิเศษด้วยการฝังเพชร Rose Cut ไว้ใต้เม็ดยอด เสมือนตัวแทนความรักไม่มีวันสิ้นสุด ออกแบบให้เพชรเม็ดล่างสัมผัสนิ้วมือของผู้สวมใส่เพื่อให้รับพลังงานแห่งความรักอันอบอุ่น

l The Love Diamond Collection แหวนเพชรที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบและความรักอันมั่นคงตลอดกาล เพชรเม็ดยอดที่มี Heart & Arrow ผ่านการเจียระไนอย่างพิถีพิถัน ได้รับการประเมิน 3 Excellent คือ การเจียระไน (Cut), ความสมมาตร (Symmetry) และการขัดเงา (Polish) ที่สมบูรณ์แบบ เป็นเหลี่ยมลูกศร 8 ดอกและหัวใจ เสมือนคิวปิดที่ยิงลูกศรแห่งรักเข้าสู่หัวใจ ช่วยให้เพชรเปล่งประกายงดงามเหนือกว่าเพชรทั่วไป ตัวเรือนโดดเด่นด้วยการผสมผสาน White Gold และ Rose Gold เพิ่มความหรูหรา พร้อมกิมมิกหัวใจเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกดีไซน์ เป็นสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาแห่งรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

4.เลือกร้านที่เชื่อถือได้ การเลือกซื้อแหวนแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า ที่ NGG Jewellery มีความมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ทองด้วยเครื่อง XRF มาตรฐานเยอรมนี ไปจนถึงการเจียระไนเพชรและพลอยโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เครื่องประดับทุกชิ้นได้รับการผลิตและรังสรรค์ด้วยความพิถีพิถันในโรงงานของเรา ก่อนที่จะผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากห้องแล็บ GID Lab ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากลที่มีทีมงานอัญมณีศาสตร์ผู้ชำนาญการและเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัย ทำให้มั่นใจได้ว่าอัญมณีทุกชิ้นเป็นของแท้และคุณภาพสูงสุด ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nggjewellery.com และ LINE OA : @nggjewellery

เพียงแค่นี้คู่รักที่กำลังมองหาแหวนเพชรแต่งงาน ก็ได้แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงานเป็นสื่อแห่งรัก เพื่อตอบโจทย์ในการเลือกแบบแหวนแต่งงานที่หลากหลาย ทั้งสวย หรู มีคุณภาพครบจบในที่เดียวด้วยมาตรฐานระดับโลก เพื่อให้เป็นตัวแทนของความรักอันบริสุทธิ์ของคู่รักทุกคู่

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

https://www.naewna.com/lady/836880

LIFE & HEALTH : ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

LIFE & HEALTH : ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 07.10 น.

สุขภาพที่ดีของเด็กไม่ได้มาจากการปกป้องโรคเท่านั้น แต่ยังมาจากโภชนาการที่เหมาะสมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาร่างกายและจิตใจ โภชนาการที่ดีเริ่มต้นจากการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพราะสุขภาพของเด็กมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพวกเขา หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของเด็กคืออาหารที่ได้รับ การให้อาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้ปกครองควรใส่ใจในการเลือกอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและหลากหลายให้เด็กได้รับ เพื่อให้เด็กเติบโตแข็งแรงและมีสุขภาพดีตลอดไป

การแพ้อาหารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่เด็กเป็นกลุ่มที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการแพ้อาหารอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของเด็ก ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นแดง คัน ลมพิษ หน้าบวม ปากบวมและในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์สุรวัช หอมวิเศษกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) คือภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อส่วนประกอบในอาหารทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นลมพิษ หน้าบวมปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาเจียน ถ่ายเหลว และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งอาหารที่มักเป็นสาเหตุการแพ้อาหาร ได้แก่ นม ไข่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย หมึก ถั่วเปลือกแข็ง เช่น มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ วอลนัท แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ

ภูมิแพ้อาหาร เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่

1. ภูมิแพ้อาหาร ชนิดเฉียบพลัน (IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 2-4 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร โดยจะมีอาการหลักคือ ผื่นลมพิษ หน้าบวมปากบวม ปวดท้อง อาเจียน ในบางกรณีอาจเกิดอาการรุนแรง (Anaphylaxis) อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด และหมดสติ

2.ภูมิแพ้อาหาร ชนิดไม่เฉียบพลัน (non-IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากรับประทานอาหาร อาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เช่น ผื่นแดงเรื้อรัง คัน ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ปัจจุบันสาเหตุของภูมิแพ้ทางอาหารยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

l พันธุกรรม : เด็กที่มีพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้อาหารมากขึ้น

l ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก : เด็กที่มีปัญหาผิว เช่น ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร

l การงดอาหารที่มากเกินไป : การงดอาหารบางชนิด หรือเริ่มกินอาหารเสริมช้าเกินไปในวัยเด็ก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหารเช่นกัน

การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้การเจาะเลือด เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ (specific IgE)ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร และจากทางอากาศ โดยไม่ต้องงดยาแก้แพ้ก่อนเจาะเลือด และสามารถทราบผลได้ภายในวันเดียว นอกจากนั้น ยังมีการตรวจยืนยันการแพ้อาหารด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่สงสัย (oral food challenge) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ต้องทำภายใต้การดูแลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้

ในปัจจุบัน การรักษาภูมิแพ้อาหารไม่ได้จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้เท่านั้น แต่ยังมีการรักษาด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่แพ้ (oral immunotherapy) โดยแพทย์จะให้รับประทานอาหารที่แพ้ ในระดับที่ปลอดภัย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลารักษา 3-5 ปี วิธีนี้ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ และโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการแพ้จากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน ทำให้ไม่ต้องเลี่ยงอาหารที่แพ้ตลอดไป และอาจหายขาดจากการแพ้อาหารได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับการแพ้อาหารสูง และมีโอกาสหายได้เองยาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารรุนแรง

เมื่อก่อนเราเคยมีความเชื่อว่าหากแพ้อาหารชนิดไหนก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นไปตลอด เพราะอย่างไรก็ไม่มีทางหาย แต่ในปัจจุบันเราเชื่อว่า ยิ่งเลี่ยงอาหารที่แพ้ยิ่งไม่หาย แต่ถ้าเรากินอาหารที่แพ้ในปริมาณที่ปลอดภัย สุดท้ายร่างกายจะกินอาหารที่แพ้ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจหายขาดจากอาการแพ้อาหารได้

ทั้งนี้ หากสงสัยว่าตัวเอง หรือบุตรหลานมีอาการแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการประเมิน และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเป็นโรคที่พบมากที่สุด ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งรูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811201

LIFE&HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

LIFE&HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คุณผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อายุมากกว่า 45 ปีแล้ว พบอาการ เช่น ปวดศีรษะปวดกล้ามเนื้อ และความรู้สึกร้อนบริเวณใบหน้าและลำตัว (hot flashes) ผิวหนังอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น แห้ง ซีด หรือมีรอยเส้น เป็นต้น อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

ข้อมูลจาก รศ.ดร.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Menopause
มีรากศัพท์มาจาก “men” (month) และ “pausis”(cessation) หมายถึง การขาดหายไปของเลือดประจำเดือนติดต่อกันนาน 12 เดือน ภาวะหมดประจำเดือนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในที่เกิดตามธรรมชาติตามอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความเสื่อมของรังไข่ในการผลิตฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ซึ่งพบในหญิงอายุเฉลี่ยประมาณ 48-52 ปี และ ปัจจัยภายนอก เช่น การผ่าตัดเอารังไข่ออก การใช้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิดที่อาจทำลายรังไข่ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงชนิดเอสโตรเจน เป็นต้น ปัจจุบันทั่วโลกพบว่าผู้หญิงมากกว่า
ร้อยละ 45 หรือประมาณ 1.5 ล้านคนประสบปัญหาอาการอันเนื่องมาจากภาวะหมดประจำเดือนที่กระทบคุณภาพชีวิตเฉลี่ยราว 2-5 ปี โดยบางรายอาการสามารถหายได้เองแต่บางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการใช้ยา

ภาวะหมดประจำเดือนส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย

ภาวะหมดประจำเดือนมีลักษณะเฉพาะเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของวัยหมดประจำเดือน ก่อให้เกิดอาการแสดงหลายอย่าง เช่น อาการที่ทางการแพทย์มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “vasomotor symptoms (VMS)” ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ (hot flush) โดยเฉพาะบริเวณลำตัวส่วนบน เช่น ใบหน้า ลำคอ และหน้าอกมักเกิดช่วงกลางคืนนานประมาณ 1-5 นาที ร่วมกับอาการอื่น เช่น เหงื่อออก หนาวสั่นลำตัวเย็นชื้น วิตกกังวล หรือใจสั่นได้ อาการเหล่านี้อาจรบกวนการนอนหลับได้ และส่งผลถึงการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง ติดเชื้อและคันในช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และกระดูก เป็นต้น นอกจากนั้นผลสืบเนื่องระยะยาวจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงหมดประจำเดือน ได้แก่ ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ที่ทำให้กระดูกเปราะหักง่าย แม้เพียงอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย นอกจากนั้นอาจเกิดโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

ยาชนิดใดใช้รักษาอาการที่เกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน

การรักษาสามารถแบ่งเป็นการรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การทำจิตบำบัด และการรักษาแบบใช้ยา ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

l การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน (hormone replacement therapy : HRT) ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้เฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงและไม่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนเท่านั้น

l กลุ่มยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศหญิง เช่น clonidine, fluoxetine, tamoxifen,raloxifene, tibolone และ androgen เป็นต้น

ผลของฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในการรักษาอาการที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน

ฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือนจัดว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการรักษาอาการซึ่งเป็นผลจากภาวะหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบโดยเฉพาะเวลากลางคืนอารมณ์แปรปรวน ปัญหาช่องคลอดแห้ง เป็นต้น โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ฮอร์โมนชนิดรวมประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ในผู้ที่มีมดลูก และใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะในผู้ที่ผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบแล้ว ยังมีช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอันเนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จะมีทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมได้ลดลงอีกด้วย เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนมีหลายรูปแบบ เช่น เม็ดรับประทานที่ต้องรับประทานทุกวัน แผ่นแปะผิวหนัง เจลหรือครีมใช้ทาเฉพาะที่ช่วยบรรเทาอาการช่องคลอดแห้งและคัน เป็นต้น แพทย์จะเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด

ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนจำเป็นสำหรับใคร

ในผู้ที่มีอาการแสดงเล็กน้อยและมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกสมาธิ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน และไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนเพราะร่างกายจะค่อยๆปรับตัวและอาการแสดงต่างๆ จะทุเลาลงไปได้เอง บุคคลที่ควรใช้ยาได้แก่หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการแสดงรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยเคยเป็นหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งชนิดที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งเต้านมรวมทั้งผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคตับอักเสบรุนแรง มีภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด

สิ่งที่สำคัญคือฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน มีทั้งประโยชน์และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อฮอร์โมนทดแทนมาใช้เอง ต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายและวินิจฉัยเลือกชนิดของฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละรายเท่านั้น

ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือนก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างไร

อาการที่พบส่วนใหญ่ได้แก่ คลื่นไส้คัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลัง เป็นต้น โดยกรณีใช้ฮอร์โมนแบบแปะผิวหนังอาจพบการระคายเคืองได้ นอกจากนั้นอาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องระวังซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงที่แม้มีโอกาสเกิดได้น้อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายมาก ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นต้น

วิธีปฏิบัติตนขณะที่ได้รับการรักษาโดยฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน

ขณะใช้ยาควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญระหว่างรับประทานยาต้องมีการตรวจสุขภาพอย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อติดตามผลการรักษาและเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยาร่วมด้วย

มีวิธีการอื่นในการรักษาอาการแสดงจากภาวะหมดประจำเดือนหรือไม่

นอกจากการใช้ยาชนิดที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศหญิงแล้ว สามารถรักษาอาการได้โดยไม่ใช้ยา โดยทำการปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา พักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกสมาธิทำจิตใจให้แจ่มใส ควบคุมและเลือกชนิดการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง การสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ เพื่อให้ได้รับวิตามิน ดี อย่างน้อย 800-1,000 U ต่อวัน ควรรับประทานแคลเซียม ในปริมาณ 1,000-1,200 มก. และการพยายามไม่ให้หกล้มเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก เป็นต้น

ผู้สนใจเรื่องการใช้ยาและสุขภาพ สามารถหาข้อมูลได้ เพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809941

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.52 น.

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เนื่องจากนมและผลิตภัณฑ์จากนมนั้นมีความสำคัญต่อโภชนาการตลอดทุกช่วงชีวิตของคนเรา

ข้อมูลจาก อ.ดร.จันทร์จิรา โพธิ์สัตย์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโต โดยสารอาหารสำคัญที่ประกอบอยู่ในนม เช่น น้ำตาลแล็กโตสซึ่งเป็นกลุ่มสารอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีนเวย์และเคซีนซึ่งมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการ โดยนมที่ได้จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว มักจะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนมากกว่าผลิตภัณฑ์นมจากพืชและสารอาหารหลักอีกประเภทที่พบในนม ได้แก่ ไขมัน ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และคอเลสเตอรอล

นอกจากนี้ นมยังประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น วิตามินเอ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการมีบทบาทในการดูแลรักษาสุขภาพตา ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน ช่วยบำรุงรักษาผิวหนัง เส้นผม เล็บ ป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน วิตามินบี 12 มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อมโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ป้องกันการเกิดอาการโลหิตจาง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สำหรับแร่ธาตุสำคัญที่ประกอบอยู่ในนม เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาท มีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
ช่วยให้กล้ามเนื้อบีบและคลายตัวได้อย่างเหมาะสม ลดการบีบรัดตัวของเส้นเลือดส่งผลให้ความดันเลือดปกติ มีบทบาทในกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อภายในร่างกาย และยังช่วยรักษาสมดุลกรด-เบส ภายในร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานของเซลล์ต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติ และที่สำคัญแร่ธาตุเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า นมเป็นแหล่งอาหารที่ควรบริโภคเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญอย่างครบถ้วนและหลากหลาย เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างสมวัยและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการบริโภคนมควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำการดื่มนมในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

n หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรดื่มนมรสจืดทุกวัน วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกและช่วยการในเจริญเติบโตของทารก โดยหากดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาจปรับโดยดื่มทีละน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมประเภทอื่นๆ แทน เช่น โยเกิร์ตชนิดธรรมดาที่ไม่มีการปรุงแต่งรสมีปริมาณน้ำตาลน้อย

n เด็กอายุ 1-3 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) เสริมจากนมแม่ และเด็กอายุ 4-5 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) หลีกเลี่ยงนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติเพื่อลดความเสี่ยงการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคตได้

n เด็กวัยเรียน อายุ 5-18 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) ซึ่งอาจจัดเป็นอาหารว่างให้เด็กทุกวัน วันละ 2 มื้อเนื่องจากนมจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม ไม่หวานจัด ไม่เค็มจัด และไม่มีไขมันสูง และควรให้ดื่มก่อนอาหารมื้อหลัก 90-120 นาที

n ผู้ใหญ่ ควรเลือกดื่มนมรสจืด พร่องมันเนยหรือขาดมันเนย (ไขมัน 0%) วันละ 1-2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) หลีกเลี่ยงการดื่มนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น

n ผู้สูงอายุ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) โดยเลือกดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย หรือในบางรายที่ไม่สามารถดื่มผลิตภัณฑ์นมจากสัตว์ได้ อาจเลือกดื่มนมถั่วเหลืองที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพ ลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันกล้ามเนื้อลีบ ลดการได้รับปริมาณไขมันและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย ป้องกันการเกิดภาวะอ้วนและความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ ป้องกันภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย

n ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูงโรคเบาหวาน ควรเลือกดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่มีการปรุงแต่งรสชาติและมีปริมาณไขมันต่ำ

สำหรับการเลือกนมและผลิตภัณฑ์จากนมในการบริโภคเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ผู้บริโภคควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อทุกครั้งหรืออาจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์อาหารไทยหัวใจดี ที่ส่งเสริมให้ลดความหวาน ความเค็ม และไขมัน จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ได้

สำหรับ ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทยหัวใจดี ของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ข่าวประชาสัมพันธ์จาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ และหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99ต่อ 1101, 1760, 1761

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ