LIFE & HEALTH : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใชชีวิต

LIFE&HEALTH : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใชชีวิต

LIFE&HEALTH : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใชชีวิต

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงฤดูหนาว หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยร้ายต่อสุขภาพอย่างฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งในปัจจุบันค่าฝุ่นในหลายพื้นที่เริ่มเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้และเยื่อบุจมูกอักเสบที่อาจมีอาการกำเริบได้ ฝุ่นพิษเหล่านี้ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ การจาม คันจมูก น้ำมูกไหล เสมหะลงคอ และในบางรายอาจเกิดอาการเยื่อบุจมูกอักเสบจนเป็นแผลเล็กๆ ทำให้เลือดกำเดาไหลนอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบรุนแรงกับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรังหรือภาวะคัดจมูกเรื้อรังอีกด้วย

ข้อมูลจาก นพ.นัทพล ธรรมสิทธิ์บูรณ์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า PM2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่หลายคนคงเคยได้ยิน หากใครที่มีการสัมผัสกับฝุ่นละอองชนิดนี้ อาจส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและยาวได้ ดังนี้

ผลกระทบในระยะสั้น

l ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดวงตา, จมูก, คอ และทางเดินหายใจ

l ทำให้เกิดอาการแสบตา ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย

l ทำให้สมรรถภาพปอดแย่ลง

l ทำให้โรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจกำเริบ

ผลกระทบในระยะยาว

l ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

l สมรรถภาพปอดลดลง

l เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง

นอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 จะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการต่างๆ ของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้เรื้อรัง กำเริบขึ้นได้ ซึ่งการดูแลสุขภาพในสถานการณ์ PM2.5 กลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้เรื้อรังอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ ควรล้างจมูกเพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนผนังจมูก ออกไป ใช้ยารักษาภูมิแพ้ที่รักษาอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก หรือการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นทางปากสำหรับโรคหอบหืด เป็นต้น

หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาหรือมีอาการคัดจมูกที่เกิดจากเยื่อบุจมูกส่วนล่างโต ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า“RF (Radiofrequency) หรือการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ” โดยแพทย์จะใช้เข็มลักษณะพิเศษใส่เข้าไปในเยื่อบุโพรงจมูกของผู้ป่วย จากนั้นคลื่นวิทยุจะเปลี่ยนเป็นความร้อน จนเยื่อบุโพรงจมูกมีการหดตัวลง ส่งผลให้ช่องขนาดโพรงจมูกกลับมามีพื้นที่ว่างมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้โล่งและสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 10-15 นาที โดยจะเห็นผลการรักษาภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยเกิดอาการคัดจมูกเนื่องจากเยื่อบุจมูกบวมโตอีกครั้ง สามารถรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวซ้ำได้

การเตรียมตัวก่อนการรักษาด้วยคลื่นวิทยุ RF ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการรักษา สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนล่วงหน้า 7-10 วัน

ทั้งนี้ หลังทำ RF 24-48 ชั่วโมงแรก ให้หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา หรือกระทบกระเทือนบริเวณจมูก งดออกกำลังกายหักโหม ยกของหนัก หรือการออกแรงมาก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกหากมีเลือดออกให้นอนศีรษะสูง อมและประคบน้ำแข็งจนกระทั่งเลือดหยุด หากเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่านับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พักเวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวทางรักษาและการดูแลโรคงูสวัดในผู้สูงอายุ

Life & Health : แนวทางรักษาและการดูแลโรคงูสวัดในผู้สูงอายุ

Life & Health : แนวทางรักษาและการดูแลโรคงูสวัดในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคงูสวัดมีผลกระทบต่อสุขภาพหลายด้าน เช่น อาการปวด ภาวะแทรกซ้อนทางประสาท การติดเชื้อแบคทีเรีย ผลกระทบต่อสุขภาพจิต เป็นต้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากคุณมีอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นโรคงูสวัด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

ข้อมูลจาก ภญ.กชรัตน์ ชีวพฤกษ์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคงูสวัด (Shingles) จัดเป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนัง
ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster) หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 (Human Herpes Virus Type 3) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากการหายใจหรือการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น สัมผัสที่ตุ่มน้ำใสหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วยจนทำให้เกิดเป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว ไวรัสชนิดนี้จะไปแฝงตัวซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายได้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ จนกระทั่งเมื่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลง เชื้อไวรัสนี้จะถูกกระตุ้น แบ่งตัวและกระจายอยู่ตามเส้นประสาทและก่อให้เกิดโรคงูสวัดได้

อาการของโรคงูสวัดมีอะไรบ้าง

อาการของโรคงูสวัดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรกของโรค ผู้ป่วยจะเริ่มจากมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังหรืออาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย หลังจากนั้น 2-3 วัน จะเข้าสู่ระยะหลักของโรค ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นแล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส โดยผื่นแดงนี้มักจะขึ้นเรียงกันเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวตามแนวเส้นประสาท ในระยะนี้ผิวหนังของผู้ป่วยอาจจะไวต่อการสัมผัส คือจะรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนไฟช็อตหรือปวดแสบปวดร้อนแม้เพียงมีการสัมผัสเล็กน้อยหรือแค่สัมผัสโดนเสื้อผ้า ต่อมาตุ่มน้ำใสจะแตกออกเป็นแผลและตกสะเก็ดจนหายได้เองภายในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ ระยะหลังจากที่ผื่นหาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลงเหลืออยู่ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไปและมากกว่าร้อยละ 70 ในผู้ป่วยอายุ 70 ปีขึ้นไป และระยะเวลาของอาการปวดนี้อาจจะเป็นเดือนหรือเป็นปีขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้มีอะไรบ้าง

l การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง เมื่อตุ่มน้ำใสแตกออก หากผู้ป่วยดูแลรักษาความสะอาดของแผลไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อ Staphylococcus aureus ได้

l การติดเชื้อที่ตา ภาวะนี้เกิดจากเชื้อที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทคู่ที่ 5 ทำให้เกิดอาการตาแดง ตาอักเสบ กระจกตาอักเสบ และอาจมีอาการปวดตามเส้นประสาทรอบดวงตา
หากอักเสบเรื้อรังอาจส่งผลให้การมองเห็นลดลงหรือสูญเสียการมองเห็นได้

l การติดเชื้อที่หู อาจทำให้เกิดการอักเสบที่หู ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหู วิงเวียนศีรษะ ได้ยินเสียงลดลง ไปจนถึงมีภาวะใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก (Ramsay Hunt Syndrome) เนื่องจากมีการอักเสบของเส้นประสาทกล้ามเนื้อใบหน้าได้

l การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือไขสันหลังอักเสบ

l ภาวะแทรกซ้อนของระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคงูสวัดอาจก่อให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคงูสวัดมีอะไรบ้าง

แนวทางของการรักษาโรคงูสวัดโดยเฉพาะในผู้สูงอายุมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการลดระยะเวลาการเกิดผื่น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยกลุ่มยาที่นิยมใช้ในการรักษา มีดังนี้

1.ยาต้านไวรัส การรับประทานยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่นจะได้ประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสส่งผลให้ลดการแพร่กระจายเชื้อบนผิวหนังและอวัยวะภายใน ทำให้ลดความรุนแรงของผื่น ลดการเกิดผื่นใหม่ ลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดได้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสในรูปแบบของยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง

2.ยาบรรเทาอาการปวด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดระดับเบาถึงปานกลางสามารถรับประทานยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen หรือ Naproxen เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ หากมีอาการปวดที่รุนแรงอาจใช้ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของ opioids เช่น Tramadol หรือ Oxycodone ซึ่งขนาดยาที่ใช้จะต้องปรับตามคำแนะนำของแพทย์ที่ทำการรักษา

3.ยาลดอาการปวดตามแนวประสาท ยาที่สามารถลดอาการปวดตามเส้นประสาทได้ คือ ยาต้านซึมเศร้าในกลุ่ม Tricyclic antidepressants เช่นAmitriptyline และยากันชัก (Anticonvulsants)เช่น Gabapentin

4.ยาสเตียรอยด์ การให้ยาสเตียรอยด์เช่น prednisolone ร่วมกับการได้รับยาต้านไวรัส พบว่าสามารถช่วยลดอาการปวดจากโรคและความรุนแรงของอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้

การดูแลรักษาแผลตุ่มน้ำจากโรคงูสวัด

ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (0.9% normal saline solution, NSS) ล้างทำความสะอาดแผลหรือใช้ประคบแผล ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง จากนั้นใช้ผ้าก๊อซซับให้แห้งและใช้แผ่นปิดแผลที่ระบายอากาศได้ดี ไม่ทำให้แผลระคายเคือง และช่วยทำให้แผลแห้งไวขึ้น กรณีที่แผลมีการติดเชื้อแบคทีเรียอาจใช้ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ เช่น mupirocin หรือ fusidic acid ทาแผลก่อนปิดแผลได้

การป้องกันโรคงูสวัด

l การรักษาสุขภาพทั่วไป ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ

l การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือสัมผัสผู้ป่วยโรคงูสวัด หรือโรคอีสุกอีใสโดยตรง

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสการเกิดโรค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและมีประวัติเคยเป็นโรคอีสุกอีใส วัคซีนยังสามารถลดภาวะปวดเรื้อรังหรือลดความเจ็บปวดจากโรคงูสวัดเมื่อผื่นงูสวัดหายไปแล้ว (ในกรณีได้รับวัคซีนแล้วยังเกิดโรคงูสวัด)
แต่วัคซีนดังกล่าวไม่สามารถใช้เพื่อการรักษาโรคงูสวัดได้ ผู้ที่ต้องการจะฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับวัคซีน เพราะอาจมีผลข้างเคียงหรืออาการแพ้วัคซีนใน
ผู้ป่วยบางรายได้

โดยสรุป หากผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติโดยเฉพาะมีผื่นหรือตุ่มบริเวณผิวหนังร่วมกับอาการปวด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพราะโรคนี้หากได้รับยาต้านไวรัสเร็วจะสามารถลดความรุนแรงของโรคและความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนลงได้ ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/

รับปีใหม่นี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com

LIFE & HEALTH : ธุรกิจจะรับมือกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปี 2025 อย่างไร

LIFE & HEALTH : ธุรกิจจะรับมือกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปี 2025 อย่างไร

LIFE & HEALTH : ธุรกิจจะรับมือกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปี 2025 อย่างไร

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2568 ธุรกิจจะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยจัดงานวันนักการตลาด Thailand Marketing Day 2025 “The Next Marketing Battle จัดทัพฝ่าสมรภูมิการตลาดยุคใหม่” สุดยอดฟอรั่มการตลาดแห่งปีซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของผู้นำระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะมาเผยกลยุทธ์การรับมือทุกความท้าทายในปี 2025

ข้อมูลจาก ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ท่ามกลางสภาวการณ์ปัจจุบันที่โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ สภาพคล่องทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยและหนี้ครัวเรือนที่สูง ภัยพิบัติทางธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศและในประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าและต้นทุนต่ำกว่า ล้วนทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเตรียมตัว ปรับตัวป้องกันผลกระทบอันจะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมซ้ำเติมเข้าไปอีก

นอกจากนี้ โลกกำลังเข้าสู่ยุคการเติบโตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ Gen Z จะกลายเป็นกำลังหลักของคนทำงาน ส่วน Gen Alpha กำลังก้าวพ้นวัยเด็ก เข้าสู่วัยรุ่นและวัยทำงาน ขณะที่ 2025 เป็นปีเริ่มต้นของ Gen Beta ที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับ AI ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในภาวะเช่นนี้ หลายคนอาจจะเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนและอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดสงครามทางการตลาด ที่เป็นจังหวะในการต่อสู้ ช่วงชิง แสวงหา จุดต่างและสร้างจุดร่วม ปรับตัว สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ทั้งแบรนด์ที่เป็นผู้นำและผู้ตาม จำเป็นจะต้องเปลี่ยน ปรับตัว โดยผสมผสานระหว่างการวางตำแหน่งสินค้า การกำหนดเลือกส่วนตลาดกำหนดยุทธศาสตร์ที่ยืดหยุ่นและจำเป็น โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ ปรับเข้าหาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่national branding , corporate branding and product branding

ถ้าการตลาดคือสงคราม “หัวใจสำคัญของสงคราม คือลูกค้า” การเข้าใจความต้องการที่แท้จริงเป็นสิ่งที่จะต้องช่วงชิงมาให้ได้ ขณะเดียวกันการใช้กำลังก็คือการใช้ทรัพยากร และบุคลากร ต้องรู้จักรุกในเวลาควรจะรุก รู้จักถอยในเวลาที่จำเป็นต้องถอย รู้จักรอคอยในเวลาที่โอกาสไม่เอื้ออำนวย เพื่อให้สามารถต่อสู้ได้นานขึ้น และเป็นกลุ่มคนที่อยู่รอด

ธุรกิจยังจำเป็นต้องปรับแนวคิดจาก Conventional Brand เป็น Sustainable Brand โดยกำหนดเป้าหมายของแบรนด์ให้เกิด Net Positive Impact ด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และใช้หลัก Regenerative Marketing ในการปรับปรุง ฟื้นฟู ใช้นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ธุรกิจเข้มแข็ง โลกและสังคมน่าอยู่ขึ้น

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โดยอุปนายกสมาคมฯ คือ ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ได้เปิดเผยผลสำรวจ “Marketing Trends : 2025 Way Forward” ซึ่งสะท้อนมุมมองและแนวโน้มสำคัญในแวดวงการตลาดไทยปี 2025 โดยรวบรวมข้อมูลจาก MAT CMO COUNCIL เครือข่ายผู้บริหารระดับสูงในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการตลาดจำนวน 111 ท่าน

ภาพรวมเศรษฐกิจและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตลาดไทยในปี 2025

จากผลสำรวจพบว่า 55% ของผู้บริหารมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2025 จะไม่เติบโต และโดยรวมผู้บริหารระดับสูงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตเพียง 1.65% ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในภาพรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการตลาดไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เศรษฐกิจโลก ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล และความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนั้นผู้บริหารถึง 77.6% เห็นว่าปีนี้จะไม่เพิ่มงบประมาณการตลาด โดยจะมุ่งเน้นการใช้งบไปในด้าน Content Platform เป็นหลัก ควบคู่ไปกับ Commerce Platform ซึ่งสมาคมฯ เน้นย้ำว่าการใช้งบประมาณการตลาดต้องทำ Content และ Commerce ไปพร้อมๆ กันเนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคเสพ Contentไปพร้อมๆ กับการจับจ่ายซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Commerce Platforms ต่างๆ

นอกจากนี้ ผู้บริหารมองว่าผู้บริโภคในปี 2025 จะให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลักได้แก่ สุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล คุณภาพของสินค้าและบริการตามลำดับ

สำหรับหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในปี 2025 สมาคมฯ สรุปคาถาการตลาดออกมาในแนวคิด “ABCD” ประกอบด้วย

l AI : ใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ยกระดับ Customer Experience ผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์และ Personalized Marketing สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าและคู่ค้า

l Balance : ช้า-เร็ว ระวังหลัง สร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วและความรอบคอบในการดำเนินกลยุทธ์และลงทุนกับการจัดการความเสี่ยง ทั้งนี้ต้องเร็วและอยู่บนความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง

l Clear : ชัดเจน ไม่สะเปะสะปะวางแผนการใช้งบการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่หว่าน

l Data : ชิงชัยด้วยข้อมูล เก็บ วิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์และความรู้สึกกับลูกค้า เพื่อที่ลูกค้าจะได้รู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเขาอย่างแท้จริง

มุมมองด้าน 3P : People, Planet, Profit

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจคือความสำคัญของ 3P สิ่งที่นักการตลาดและผู้บริหารให้ความสำคัญขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในปี 2025 คือ “Profit” หรือผลกำไร รองลงมาคือ “People” สังคม ชุมชน และลูกค้า ซึ่งลดลงมาจากอันดับ 1 เมื่อปีก่อน และสุดท้ายคือ “Planet” สิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยย้ำว่าการตลาดในปี 2025 นั้นไม่ง่าย เพราะต้องการทั้งความยืดหยุ่น ความพร้อมรับมือ ความชัดเจน การปรับตัวอย่างรวดเร็ว แต่ระมัดระวัง เพื่อสร้างความได้เปรียบในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง และธุรกิจที่สามารถผสาน 3P เข้าด้วยกันอย่างสมดุลจึงจะมีโอกาสอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหารสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

Life & Health : แนวปฏิบัตให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์และอายุยืนยาว รับปีใหม่

Life & Health : แนวปฏิบัตให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์และอายุยืนยาว รับปีใหม่

Life & Health : แนวปฏิบัตให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์และอายุยืนยาว รับปีใหม่

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบัน การรักษาสุขภาพให้ดีและดูอ่อนวัยแม้ในวัยสูงอายุเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีและดูอ่อนวัยช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก ปีใหม่นี้ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหารมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ให้คำแนะนำในการรักษาสุขภาพให้ดีและดูอ่อนวัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

l รักษาอารมณ์ดี การศึกษาเชิงลึกยาวนาน 75 ปี จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าการรักษาอารมณ์ดีสามารถช่วยยืดอายุขัยได้ โดยมีผลต่อสุขภาพกายและจิตใจ การมีอารมณ์ที่ดีไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกเป็นสุข แต่ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณแลดูสดใส นอกจากนี้การเลิกเอาคิ้วผูกโบและทำหน้าเครียดที่มีแต่ผลเสียยังช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย การหัวเราะและยิ้มยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้า ทำให้เราดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

l ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วนอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้วยังช่วยชะล้างพิษและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านและเกิดริ้วรอยได้ง่าย

l หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่มหรือใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที และควรเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม นอกจากนี้การหยีตายังเพิ่มรอยตีนกาได้ ดังนั้น ควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกัน การออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาแดดอ่อนตอนเช้าหรือตอนเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาทีก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน

l ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วันจะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้นและส่งผลดีต่อสุขภาพผิว การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายและผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่ง การออกกำลังกายยังช่วยขับของเสียออกทางเหงื่อ ช่วยให้ร่างกายมีความกระชับและมีน้ำมีนวล มีการศึกษาวิจัยว่าการออกกำลังกายในวันเสาร์อาทิตย์วันละ 75 นาทีก็ให้ผลใกล้เคียงกับการออกกำลังกายทุกวัน หรือการเดินหลังอาหารทุกมื้อครั้งละ 10 นาทีก็ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมน Growth Hormone ได้ดีเช่นกัน

l เข้านอนสี่ทุ่มและหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักผ่อนและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ การนอนตั้งแต่สี่ทุ่มและหลับสนิทในห้องมืดที่ปราศจากแสงหรือคลื่นสัญญาณรบกวนช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลฮอร์โมน ลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ยิ่งเข้านอนในช่วงเวลานี้ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนซึ่งช่วยให้หลับลึกและซ่อมแซมร่างกายอย่างเต็มที่ การหลับสนิทยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังและช่วยให้ร่างกายมีพลังงานพร้อมสำหรับกิจกรรมในวันถัดไป

l ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ความเครียดมีผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ การจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ การหาวิธีผ่อนคลายเช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบสามารถช่วยลดความเครียดได้ การเดินเล่นในสวน อ่านหนังสือฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายก็มีผลดีต่อจิตใจและช่วยให้ผิวพรรณแลดูสดใส ลดการเกิดสิวและริ้วรอยที่เกิดจากความเครียด

l ดูแลสุขภาพผิว การรักษาความสะอาดและความชุ่มชื้นของผิวเป็นพื้นฐานของการดูดี การล้างหน้าด้วยโฟมหรือครีมที่เหมาะกับสภาพผิวช่วยขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันที่สะสมอยู่บนผิว การใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่นช่วยให้รูขุมขนไม่กว้างเกินและอย่าถูแรงๆเพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย อย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน จะทำลายผิวหน้าเพราะนอกจากผิวจะไม่ได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน อาจทำให้เป็นสิวอุดตันด้วย

l คบเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่าส่งผลให้เรามีมุมมองที่สดใสและกระปรี้กระเปร่า การทำกิจกรรมร่วมกับคนรุ่นใหม่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้
สิ่งใหม่ๆ การมีเพื่อนที่มีมุมมองเชิงบวกและรักการทำกิจกรรมช่วยให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและมีความสุขกับชีวิต การคบเพื่อนที่มีกิจกรรมและความสนใจที่หลากหลายยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

l ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรัก ความรักเป็นพลังบวกที่ช่วยให้เรารู้สึกมีความหมายและมีความสุขความรักไม่จำเป็นต้องเป็นความรักในเชิงโรแมนติกเท่านั้น แต่รวมถึงความรักในครอบครัว เพื่อนสัตว์เลี้ยง หรือการมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม การมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดีช่วยให้สุขภาพจิตดีและมีอายุยืนยาว การมีครอบครัวและเพื่อนที่รักใคร่
กลมเกลียวช่วยให้เรามีที่พึ่งพิงและสามารถแบ่งปันความสุขและความทุกข์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

l เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว การเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวให้ดูสดใสและทันสมัยช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เรารู้สึกอ่อนวัย การทดลองเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เหมาะกับบุคลิกภาพช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น การเลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสและสวมใส่สบายช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความมั่นใจ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เช่น การเปลี่ยนทรงผมหรือการแต่งหน้าในสไตล์ใหม่ๆ ก็ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นและไม่ตกยุค

การดูแลสุขภาพรับปีใหม่และหน้าหนาวนี้ ด้วยอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อรักษาสุขภาพให้ดี ดังนี้

l รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่โดยเน้นผัก ผลไม้ และสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย เช่น มะนาว ขิง กระเจี๊ยบ และเห็ด เป็นต้น

l ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือดื่มน้ำอุ่น น้ำสมุนไพร เพื่อช่วยการไหลเวียนของโลหิต และลดอาการหนาว

l ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู และลดความเครียด

l สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศ ควรใส่เสื้อผ้าหลายชั้น และสวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าที่ใส่สบาย เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย

l ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและผิวแห้ง

l หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น

l หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลีกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

l ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ ยังควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และหากมีอาการผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงและสนุกสนานกับการเข้าสู่ปีใหม่กัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ชวนไปไหว้พระรับปีใหม่ที่วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่ ญี่ปุ่น

https://www.naewna.com/lady/849490

Life & Health : ชวนไปไหว้พระรับปีใหม่ที่วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่ ญี่ปุ่น

Life & Health : ชวนไปไหว้พระรับปีใหม่ที่วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่ ญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 05.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของปี 2568 การท่องเที่ยวไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อไหว้พระและศาลเจ้าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นวิธีที่ดีในการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสงบและมงคล โปรแกรมที่เป็นที่นิยมของคนไทย ณ มหานครโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นก็น่าจะเป็น วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji Temple) หรือ วัดอาซากุสะ นับเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรม คุณสามารถเริ่มต้นการเที่ยวของคุณด้วยการไหว้พระขอพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและโชคดีตลอดปี ต่อด้วย ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) เป็นศาลเจ้าชินโตขนาดใหญ่ ที่สำคัญในโตเกียว สร้างขึ้นเพื่อเพื่ออุทิศถวายแด่ สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็น ที่นี่สามารถสัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติที่เงียบสงบและขอพรให้ชีวิตมีความสุขสมหวัง

เมืองเกียวโต ก็เป็นอีกเมืองที่คนไทยนิยมไปเที่ยว ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซซึ่งอยู่บนเกาะฮนชู เกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ก็มี วัดคินคะคุจิ
(Kinkaku-ji) 
หรือ วัดทองคำ เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยอาคารที่ปิดทองคำตั้งอยู่กลางน้ำ เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การไหว้พระและถ่ายรูป รวมทั้ง วัดคิโยมิซุ (Kiyomizu-dera) เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขา มีระเบียงไม้ที่สามารถชมวิวของเมืองเกียวโตได้อย่างงดงาม ที่นี่คุณสามารถขอพรให้มีความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต

ส่วนเมืองนารา เป็นเมืองเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ โดยอยู่ห่างจากเมืองเกียวโตไปทางทิศใต้ประมาณ 40 กม. และห่างจากนครโอซาก้าไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. ที่เมืองนารา จะมี วัดโทไดจิ (Todai-ji) เป็นวัดพุทธที่มีพระพุทธรูปไดบุตสึขนาดใหญ่ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนา คุณสามารถไหว้พระขอพรเพื่อความสงบและการเจริญรุ่งเรือง รวมทั้ง วัดคาซูกะ (Kasuga Taisha) เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงในเมืองนารา มีโคมไฟนับพันดวงที่สร้างบรรยากาศที่งดงามและเงียบสงบ เหมาะสำหรับการไหว้พระและขอพร ส่วนใครที่ไป นครโอซาก้า ก็ต้องไปไหว้ที่ วัดชิเทนโนจิ (Shitenno-ji) เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น ที่นี่คุณสามารถไหว้พระขอพรให้มีความสุขและความเจริญรุ่งเรือง

นากาโน่…หลังคาแห่งญี่ปุ่น

สำหรับการท่องเที่ยวไหว้พระรับปีใหม่ 2568 ที่จังหวัด นากาโน่ (Nagano) ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนรักการผจญภัย ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือเพียงแค่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศเงียบสงบ

เมืองนากาโน่เป็นที่รู้จักในฐานะ “หลังคาแห่งญี่ปุ่น” เนื่องจากมีภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ รวมถึงภูเขาแอลป์ญี่ปุ่น ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักปีนเขาและนักสกี ในฤดูหนาว คุณสามารถเพลิดเพลินกับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่รีสอร์ทชั้นนำ เช่น โนริคุระ และ ฮาคุบะ ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน นากาโน่ มีแหล่งออนเซ็น (Onsen) หรือบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น โนโซวะ ออนเซ็น (Nozawa Onsen) ที่มีบรรยากาศเงียบสงบและธรรมชาติที่งดงาม การแช่ออนเซ็นไม่เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่ยังเป็นการสัมผัสวัฒนธรรมการผ่อนคลายแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ นากาโน่ ยังมีอาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น โซบะ (Soba) ที่ทำจากบัควีท และ อุเมะโบชิ (Umeboshi) หรือบ๊วยดอง นอกจากนี้ยังสามารถลองสาเกญี่ปุ่นที่ผลิตในท้องถิ่นซึ่งมีรสชาติที่หลากหลายและนุ่มนวล

เมืองนากาโน่ยังมีวัดและศาลเจ้าที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ วัดเซนโคจิ (Zenko-ji Temple) เป็นหนึ่งในวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการขอพรในเรื่องต่างๆ ผู้คนมักจะมาไหว้พระเพื่อขอพรในช่วงปีใหม่ นอกจากนี้ยังมี ศาลเจ้าซุวะ (Suwa Taisha) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปี ศาลเจ้าชิกะ (Shiga Shrine) ตั้งอยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติโจชิเน็ตสุ-โคเก็น ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเพื่อขอพรเรื่องความปลอดภัยและการเดินทาง

เมืองนากาโน่ เป็นเมืองที่พัฒนาขึ้นโดยมีวัดเซนโคจิเป็นศูนย์กลาง แม้ในปัจจุบันความเจริญรุ่งเรืองที่แผ่ขยายออกมาจากวัดก็ยังหลงเหลือให้เห็นจากบรรยากาศคึกคักรื่นรมย์บนถนนหน้าวัด ที่ตลอดสายเรียงรายไปด้วยร้านอาหารและขนมอร่อย ร้านของฝากของที่ระลึกมากมาย มีร้านขายสินค้าท้องถิ่น รวมถึงคาเฟ่เก๋ๆให้นั่งเล่นเย็นใจ นอกจากนี้บริเวณถนนหน้าวัดยังเป็นสถานที่จัดเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น งานทศกาลโคมไฟ (นากาโน่โทเมียวมัตสึริ) งานเทศกาลดอกไม้ (ฮานะไคโร) และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางวัฒนธรรม

วัดเซนโคจิ..แสงแห่งศรัทธาในเมืองนากาโน่

ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบในวัฒนธรรม ศาสนาและความเก่าแก่ต้องมาที่ วัดเซนโคจิ (Zenko-ji Temple) ข้อมูลจาก เว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวประจำจังหวัดนากาโน่ประเทศญี่ปุ่นโดยสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนากาโน่ แสดงว่าวัดเซนโคจิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของนากาโน่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น ในฐานะที่ เป็นวัดพุทธเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 7 (หรือประมาณ 1,400 ปีก่อน) และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์แรกที่เข้ามาในประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกนำเข้ามาจากอินเดีย เนื่องจากเป็นวัดที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น นิกายและไม่จำกัดความศรัทธาของสตรีในพุทธศาสนา วัดเซนโคจิจึงเป็นสถานที่ที่ดึงดูดสาธุชนผู้เลื่อมใสจากทั่วสารทิศในประเทศญี่ปุ่น จนมีคำกล่าวโบราณของญี่ปุ่นที่ว่า “เป็นวัดที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต”

วัดเซนโคจิมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีพระอมิตาพุทธสามพระองค์เป็นพระประธานของวัด เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์แรกที่เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นและน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยพระพุทธรูปของจริงนั้นจะเปิดให้ชมทุกๆ 6 ปี ในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งในรอบถัดไปที่จะเปิดเป็นปี ค.ศ.2027

นอกจากวัดเซนโคจิจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว วัดเซนโคจิ ยังมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากในปี ค.ศ.1937 ประเทศไทยได้มอบพระพุทธรูปปางมารวิชัยให้แก่ประเทศญี่ปุ่นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยญี่ปุ่น โดยได้นำมาประดิษฐาน ณ วัดเซนโคจิแห่งนี้ และได้กลายมาเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนไทยในนากาโน่มาจนถึงปัจจุบัน

พระอารามหลักของวัดเซนโคจิได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในช่วงกลางสมัยเอโดะ เป็นอารามไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตะวันออก ภายในตกแต่งประณีตงดงาม เคร่งขรึมแต่โอ่อ่าน่าเลื่อมใส ลึกเข้าไปด้านในบนกรอบวงกบด้านบนมีรูปพระผู้มารับวิญญาณ 25 องค์ และแท่นบูชาซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานที่สวยงามตระการตา เมื่อสักการะพระพุทธรูปจนอิ่มเอมใจกันแล้ว ขอแนะนำให้ท่านเดินลงไปชั้นใต้อาคารหลักเพื่อนำไปสู่เส้นทางที่มืดมาก (มืดยิ่งกว่าหลับตา) เวลาเดินต้องใช้มือคลำไปตามผนัง ระหว่างทางจะมีสลักประตู ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “กุญแจสู่สวรรค์” (key to paradise) หากคลำพบกุญแจนี้ ว่ากันว่าจะสามารถไปสู่สวรรค์ได้

ทางเดินจะสิ้นสุดลงทางอีกฝั่งหนึ่งของห้องโถง ทางฝั่งเหนือของโถงกลางมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของวัดเซนโคจิ จัดแสดงพระพุทธรูปและเอะมะเก่าแก่หลายชิ้น รวมถึงรูปสลักของ100 สาวกราคัง (Rakan)

ส่วนบริเวณรอบๆ พระอารามหลัก จะมีสวนหย่อม รอบๆ รวมทั้งเจดีย์จูเรอิเด็น (Chureiden)หอระฆังโชโร (Shoro) พระจิโซหินทั้งหก (Roku-Jizo) เป็นต้น โดยหอพระอารามหลักนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ และมีสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญถูกเก็บรักษาอยู่มากมาย เช่น ประตูซันมง หอพระคัมภีร์ ประตูนีโอมอน เป็นต้น

บริเวณลานด้านหน้าพระอารามหลัก จะมีร้านขายเครื่องรางของวัดหรือที่เรียกว่า โอมาโมริ ซึ่งมีหลากหลายตามความจำเป็นของผู้ซื้อ เช่น เครื่องรางเพื่อป้องกันอันตรายในการเดินทาง เครื่องรางเพื่อให้สอบผ่าน เครื่องรางให้สมหวังในความรัก หรือเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง นักท่องเที่ยวไทยนิยมซื้อหาเป็นของฝากให้แก่ญาติมิตรทางบ้าน

นอกจากนี้ ประตูซัมมง (Sanmon ) หรือประตูทางเข้าออกหลักของวัด ก็ถือเป็นอีกอาคารที่สำคัญของวัดเซนโคจิ ด้านบนนั้นจะมีพระพุทธรูปไม้สลักอยู่ 5 องค์ ปกติจะไม่เปิดให้ขึ้นไปชมนอกจากถึงพิธีกรรมเซนโคจิ โกไคโจ

ถ้าจะมาไหว้พระทำบุญ ณ วัดเซนโคจิ ขอแนะนำให้มาในตอนเช้าช่วงเวลา 06.00 น. เพราะช่วงนี้ ทางวัดจะมีพิธีที่ปฎิบัติมาตลอด 1,400 ปีคือ การทำวัตรเช้า ที่เป็นพิธีที่ปฏิบัติมาตลอดทั้งวัดฝั่งผู้ชายคือ วัด Zenkoji Daikanji และวัดฝั่งผู้หญิง Zenkoji Daihongan โดยวัดฝั่งผู้หญิง (Zenkoji Daihogan) จะมีภิกษุณี เจ้าอาวาสซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ได้จะเป็นผู้ที่ต้องสืบเชื้อสายมาจากพระราชวงศ์เท่านั้น ภายในวัดมีเครื่องรางที่ใช้มือกำได้แน่น เรียกว่า “พระกษิดิครรภ์โพธิสัตว์ที่กำได้” ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ด้วย ส่วนทางวัดฝั่งผู้ชาย (Zenkoji Daikaiji) จะมีพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส คือ การใช้ไฟเผาแผ่นป้ายไม้คำอธิษฐาน ที่ประชาชนทุกคนได้ขอพรไว้ด้วย

พิธีเซนโคจิโกไคโจ..พิธีฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทุก 6 ปี

พระประธานหลักซึ่งประดิษฐานในวัดเซนโคจินั้นว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกในประเทศญี่ปุ่น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พระประธานหลักองค์นี้ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นพระพุทธรูปลับอย่างเด็ดขาด (เซตไตฮิบุสึ) ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนนานเป็นพันปี ภายหลังจึงมีการสร้างพระพุทธรูปองค์จำลองที่เหมือนองค์จริงทุกอย่างเรียกว่า “มาเอดะจิ ฮงซอน” (Maedachi Honzon) ขึ้นเพื่อให้สาธารณชนได้สักการบูชาในพิธีใหญ่ที่จัดขึ้นทุกๆ 6 ปี (หรือ 7 ตามการคำนวณเวลาแบบญี่ปุ่น) คืองานพิธี “เซนโคจิ โกไคโจ” โดยในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือน ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม งานพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะมีผู้คนหลั่งไหลมาวัดเซนโคจิมากกว่า 7 ล้านคนเลย ซึ่งครั้งต่อไปกำหนดจัดในปี ค.ศ.2027 (พ.ศ.2570)

การท่องเที่ยวไหว้พระรับปีใหม่ที่เมืองนากาโน่เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการเริ่มต้นปี 2568 ด้วยความมงคลและความสงบสุข นอกจากการไหว้พระแล้ว นากาโน่ยังมีธรรมชาติที่งดงามและสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าจดจำ

LIFE & HEALTH : การดูแลเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาว

https://www.naewna.com/lady/846619

LIFE & HEALTH : การดูแลเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาว

LIFE & HEALTH : การดูแลเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาว

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาวันหยุดยาวที่หลายคนรอคอย เพราะเป็นโอกาสพิเศษในการเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดไปพบปะครอบครัวและเฉลิมฉลองกับคนที่เรารัก แต่การเดินทางในช่วงเทศกาลมักมาพร้อมกับความท้าทาย เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เส้นทางที่คับคั่ง การจราจรติดขัดหนาแน่นดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การเดินทางกลับบ้านในช่วงปีใหม่นี้ปลอดภัยและราบรื่น

ในการเตรียมตัวก่อนเดินทางไกลนั้น นอกจากต้องเตรียมตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมเดินทางให้พร้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ควรมองข้ามคือการดูแลตรวจเช็คสภาพรถยนต์ให้พร้อม เพราะรถยนต์เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่จะพาทุกคนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย การละเลยตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางอาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น การเสียหายกลางทาง หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งนอกจากการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นด้วยตนเองแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้รถต้องรู้และให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการตรวจเช็คสภาพช่วงล่างรถยนต์

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำว่า การเช็คสภาพช่วงล่างของรถยนต์ก่อนเดินทางไกลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่และช่วยยืดอายุการใช้งาน โดยเทคนิคการดูแล-เช็คสภาพช่วงล่างรถยนต์ที่ผู้ใช้รถต้องรู้ ได้แก่

1.ตรวจสอบยาง :

● เช็คความดันลมยางให้ตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนด

● ตรวจสอบดอกยางว่าหมดหรือไม่โดยใช้เหรียญ 1 บาท ทดสอบความลึกของดอกยาง

● มองหารอยฉีกขาด หรือวัตถุแปลกปลอมในยาง

2.ตรวจสอบโช้คอัพ:

● ตรวจดูว่าโช้คอัพไม่มีน้ำมันรั่ว และไม่มีรอยสนิม

● ทดสอบการตอบสนองโดยการกดลงบนรถแล้วปล่อยดูว่ารถยกตัวกลับมาเร็วแค่ไหน

3.เช็คระบบเบรก :

● ตรวจสอบน้ำมันเบรกว่ามีระดับเพียงพอหรือไม่

● ฟังเสียงเบรกขณะขับขี่ เพื่อหาสัญญาณที่บ่งบอกว่าเบรกอาจมีปัญหา

● ตรวจสอบจานเบรกว่ามีการสึกหรอหรือไม่

4. ตรวจสอบระบบพวงมาลัย :

● ทดสอบการหมุนพวงมาลัยว่ามีการตอบสนองที่ดีหรือไม่

● ตรวจสอบว่าไม่มีเสียงผิดปกติเมื่อหมุนพวงมาลัย

5.ตรวจสอบช่วงล่าง :

● มองหาสัญญาณการสึกหรอหรือความเสียหายที่จุดเชื่อมต่อของช่วงล่าง

● เช็คข้อต่อและบูชต่างๆ ว่ายังอยู่ในสภาพดี

6.ตรวจสอบสายพาน:

● ตรวจสอบสายพานที่เกี่ยวข้องกับระบบช่วงล่างว่ามีการสึกหรอหรือรั่วหรือไม่

7.ดูแลระบบขับเคลื่อน :

● หากเป็นรถที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ควรตรวจสอบน้ำมันในระบบขับเคลื่อน

8.ตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง :

● ตรวจสอบว่ามีรอยแตกหรือสัญญาณการเสียหายที่โครงสร้างของรถ

ทำไมต้องดูแลช่วงล่างรถยนต์ ?

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถหลายคนอาจสงสัยว่า ช่วงล่างรถยนต์สำคัญอย่างไร ทำไมต้องให้ความสำคัญใส่ใจดูแลช่วงล่างรถยนต์ ชวิศยงเห็นเจริญ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดูแลและเช็คสภาพช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์เดินทางได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากช่วงล่างของรถยนต์มีส่วนประกอบหลักหลายอย่างที่สำคัญต่อการควบคุมและความปลอดภัยของรถ อาทิ

● ด้านความปลอดภัย : ช่วงล่างมีบทบาทสำคัญในการหยุดรถและควบคุมทิศทาง ช่วงล่างที่ดีช่วยให้การควบคุมรถมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ แต่หากช่วงล่างมีปัญหา อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

● เพิ่มการขับขี่ที่สะดวกสบาย : โช้คอัพและสปริง ช่วยดูดซับแรงกระแทก ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและลดความเมื่อยล้าในขณะขับขี่ โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกล

● เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ : ช่วงล่างที่ดีจะช่วยให้รถมีการควบคุมที่ดี เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้งยังช่วยลดการสึกหรอของยางรถยนต์และระบบเบรก

● ยืดอายุการใช้งานของรถ : ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถและประหยัดค่าใช้จ่าย การดูแลช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสียหายรุนแรงต่อชิ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นในการซ่อมแซม

หากผู้ใช้รถไม่ใส่ใจให้ความสำคัญกับการดูแลช่วงล่าง อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีผลต่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการขับขี่และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอีกด้วย ดังนั้น ผู้ใช้รถยนต์ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพของรถยนต์ในระยะยาวการดูแลช่วงล่างรถยนต์อย่างละเอียดและรอบคอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้รถยนต์ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกลกลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

สำหรับ “POP” แบรนด์ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ลูกปืนรองรับเพลากลาง บูชปีกนก และชิ้นส่วนอื่นๆ ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ช่วงปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางมากขึ้นและมีอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ทำให้ความต้องการโลหิตในการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นด้วย ในช่วงก่อนหยุดยาวนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต,โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com

LIFE & HEALTH : ตรวจสุขภาพรับปีใหม่ ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพ

https://www.naewna.com/lady/845328

LIFE & HEALTH : ตรวจสุขภาพรับปีใหม่ ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพ

LIFE & HEALTH : ตรวจสุขภาพรับปีใหม่ ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพ

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ในทุกๆ ช่วงปลายปี หลายคนมักใช้เวลาในการวางแผนเป้าหมายสำหรับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ออกกำลังกาย หรือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามคือการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานในการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความมั่นใจในสุขภาพที่ดี

การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่างๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก ศูนย์ตรวจสุขภาพโรงพยาบาลเวชธานี แนะนำว่า การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุ ซึ่งนอกจากควรเลือกโปรแกรมตรวจที่เหมาะสมตามช่วงอายุแล้วยังต้องพิจารณาจากความเสี่ยงส่วนตัวร่วมด้วย เช่น อายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงประวัติครอบครัว

โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ ดังนี้  

l วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ  เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ 

l วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต, การวัดชีพจร, การวัดอัตราการหายใจ, วัดส่วนสูง, ชั่งน้ำหนัก, การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับ ไต, ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง, การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น

l กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมากและอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ, การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง, การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา

l สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพื่อให้ได้ผลการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด โดยมีสิ่งที่ควรรู้ได้แก่

1.การอดอาหารก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ

ก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นดังนี้

l ผู้ที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

l ผู้ที่ต้องการตรวจไขมันในเลือด อาทิ คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์, HDL หรือ LDL ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

โดยเฉพาะการงดอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากอาจทำให้กระทบถึงผลการตรวจบางอย่างของแพทย์ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

2.การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตของเรามีค่าสูงกว่าปกติ ดังนั้น ควรนอนไม่น้อยกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนอกจากร่างกายจะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาอีกด้วย

3.สุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน

สุภาพสตรีไม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพในช่วงระหว่างก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อผลปัสสาวะได้ ดังนั้นหากกำลังมีประจำเดือนขณะการตรวจก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อน หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสุขภาพในช่วงนั้น

4.สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตรวจสุขภาพข้อต่อมา คือ การสวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย เนื่องจากอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้า-ออกก่อนการได้รับเอกซเรย์ และที่สำคัญสุภาพสตรีควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก และงดใส่เครื่องประดับทุกประเภทที่เป็นโลหะ

5.หลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานหรือการดื่มน้ำหวาน

ก่อนการเข้าตรวจสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานและรับประทานของหวานจัด เพราะอาจส่งผลให้มีปริมาณในน้ำตาลปนในปัสสาวะค่อนข้างสูงกว่าปกติ

6.งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม.

งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลแก่การตรวจปัสสาวะ แต่ถ้าหากลืมงดก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อนการตรวจสุขภาพในครั้งนั้น

การตรวจสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การดูแลตัวเองในช่วงสั้นๆ เพราะสุขภาพที่ดีของคุณจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว มาเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความมั่นใจผ่านการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ เพื่อให้ทุกเป้าหมายในปีใหม่ของคุณเป็นไปได้ด้วยพลังจากร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่สมบูรณ์

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิดโดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายาค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ขอเชิญทุกท่านร่วมบริจาคช่วยผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ ได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

https://www.naewna.com/lady/843792

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีมีผลดีต่อสุขภาพหลายประการ ไม่เพียงแต่ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืนควรเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามยังมีหลายคนใช้ยาระบายมาควบคุมน้ำหนักซึ่งมีผลอย่างไรต่อสุขภาพ ลองมาดูกัน

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภก.ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ยาระบาย (laxatives) คือ ยาที่ช่วยให้อุจจาระนุ่มและมีน้ำมากขึ้น ส่งผลเพิ่มการทำงานของลำไส้ใหญ่จนทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ยาระบายจึงใช้เพื่อช่วยบรรเทาหรือรักษาภาวะท้องผูก (constipation) จากสาเหตุต่างๆ เช่น ท้องผูกในสตรีมีครรภ์ ท้องผูกหลังผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ยาระบายอย่างถูกต้องภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรจัดว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการใช้ยาระบายเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมน้ำหนักกันอย่างกว้างขวางทั้งที่เป็นการใช้ในทางที่ผิด (laxative abuse) บทความนี้จึงเรียบเรียงขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1.ยาระบายไม่ช่วยลดการดูดซึมสารอาหาร เนื่องจากอาหารที่รับประทานไม่ว่าจะเป็นไขมัน คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) โปรตีน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุส่วนมาก ล้วนถูกย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็กเป็นหลัก มีเพียงกากอาหาร น้ำ วิตามินและแร่ธาตุเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เดินทางสู่ลำไส้ใหญ่ การใช้ยาระบายซึ่งออกฤทธิ์ลดการดูดซึมน้ำที่ลำไส้ใหญ่เพื่อทำให้น้ำอยู่ในกากอาหารและกลายเป็นอุจจาระเพิ่มมากขึ้น จึงแทบจะไม่ส่งผลลดการดูดซึมสารอาหารทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นไปแล้วที่ลำไส้เล็ก ดังนั้นการกินอาหารแล้วตามด้วยการใช้ยาระบายจึงไม่ช่วยลดปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับ และไม่ช่วยควบคุมน้ำหนัก

2.น้ำหนักตัวที่ลดลงจากยาระบายเกิดจากการเสียน้ำ ไม่ใช่ไขมันหรือพลังงานส่วนเกินแม้ว่าผู้ที่ใช้ยาระบายจะมีน้ำหนักตัวลดลงเล็กน้อยอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับอุจจาระ โดยน้ำหนักที่ลดลงไปจะกลับสู่ค่าปกติหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ ดังนั้นน้ำหนักที่ลดลงจึงไม่เกี่ยวข้องกับการสลายไขมันหรือพลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายเลย แต่กลับเป็นผลจากการสูญเสียน้ำซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของทุกระบบในร่างกาย

3.น้ำและแร่ธาตุที่เสียไปจากการใช้ยาระบาย อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากเมื่อมีการสูญเสียน้ำ ร่างกายจะมีกลไกในการหลั่งฮอร์โมนควบคุมให้ระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป เช่น กระตุ้นให้ไตทำงานเพื่อเพิ่มน้ำในเลือดมากขึ้น เมื่อหยุดใช้ยาระบาย ระบบชดเชยนี้จะยังคงทำงานอยู่ จนทำให้ร่างกายบวมน้ำ (edema)พร้อมกับน้ำหนักตัวที่อาจจะกลับมาหนักกว่าเดิม รวมถึงผู้ที่ใช้ยาระบายเป็นเวลานานอาจมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (hypokalemia) เนื่องจากสูญเสียโพแทสเซียมไปพร้อมกับน้ำในอุจจาระ ซึ่งภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำอาจทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ รวมถึงไตผิดปกติ นอกจากนั้นการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุยังสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร (dysbiosis) ซึ่งอาจนำไปสู่การทำงานของร่างกายที่ผิดปกติตามมา ทั้งนี้ยังมีข้อมูลว่าการใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักสัมพันธ์กับการเกิดพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ (eating disorder) จากความรู้สึกเกี่ยวกับอาหารและร่างกายของผู้ใช้ยา

4.เลิกยาระบาย ไม่ใช่เรื่องง่าย การใช้ยาระบายสามารถเสพติดได้ (laxative addiction) เนื่องจากหลังหยุดใช้ยาระบาย น้ำหนักมักจะกลับมาเท่ากับหรือมากกว่าที่เคย ผู้ที่ใช้ยาระบายจึงต้องการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมน้ำหนักในระยะยาวจนไม่สามารถหยุดยาได้รวมทั้งหลังใช้ยาระบายเป็นเวลานาน ลำไส้ใหญ่จะเคยชินกับผลของยา เมื่อหยุดใช้ยาจึงเกิดภาวะท้องผูก ถ่ายไม่ออก และจะกลับมาถ่ายได้อีกครั้งด้วยการใช้ยาระบาย เกิดเป็นวงจรของการเสพติดยาระบายในที่สุด 

5.Bisacodyl และ senna เป็นยาระบายที่มีโอกาสเสพติดและผลข้างเคียงสูงเนื่องจากยาทั้งสองชนิดให้ผลค่อนข้างเร็วและชัดเจน ผู้ใช้จึงมักรู้สึกพึงพอใจและเลือกใช้ยาเหล่านี้ซ้ำ ๆ แต่ยาทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นยาระบายชนิดกระตุ้น (stimulant laxatives) ซึ่งมีข้อมูลว่าทำให้เกิดการติดยามากที่สุด รวมทั้งการเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย มักมากกว่ายาระบายชนิดอื่นๆ ทั้งนี้เมื่อลำไส้ใหญ่ถูกกระตุ้นเมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่การตายเซลล์ประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ดังนั้น ขนาดยาเดิมที่เคยใช้จึงมักให้ผลน้อยลง ผู้ใช้ยาจึงต้องเพิ่มขนาดการใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งทำให้เลิกยาได้ยากมากขึ้นไปอีก กลายเป็นภาวะท้องผูกเรื้อรังในที่สุด

6.ยาระบายมักเป็นหนึ่งในส่วนผสมของสูตรยาควบคุมน้ำหนักที่ผิดกฎหมาย โดยในสูตรยามักใช้ยาระบายร่วมกับยาอื่นๆ ที่อาจมีผลช่วยควบคุมน้ำหนักตัวเพียงชั่วคราว เช่น ยาขับปัสสาวะ (เพิ่มการขับน้ำออกจากร่างกาย) ยาลดการย่อยและดูดซึมสารอาหาร (อาจทำให้ท้องเสียและเสี่ยงขาดสารอาหาร) ยาลดความอยากอาหาร (มักมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและทำให้นอนไม่หลับ) เมื่อใช้ยาเหล่านี้ร่วมกันจึงทำให้ผู้ใช้ยารู้สึกว่าสูตรยาที่ใช้มีประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนักที่ดี แต่ผลที่ได้จากการใช้ยาจะไม่ยั่งยืน และอาจส่งเสริมให้ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น เช่น ยาขับปัสสาวะส่งเสริมให้ขาดน้ำและแร่ธาตุผิดปกติมากยิ่งขึ้น ยาลดการย่อยและดูดซึมทำให้ท้องเสียและปวดท้องมากขึ้น ยาลดความอยากอาหารทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย และส่งผลต่อระบบประสาทในระยะยาว 

7.การควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและยั่งยืนเกิดจากการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ยาระบาย การรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการ โดยเลือกชนิดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เป็นวิธีการที่ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีและยั่งยืนที่สุด ส่วนการใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์เท่านั้น

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่านอกจากผลควบคุมน้ำหนักในระยะสั้นแล้ว การใช้ยาระบายไม่ได้ช่วยควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งยังทำให้เกิดผลเสียได้อีกมากมายเมื่อใช้ในระยะยาว ดังนั้นควรเลือกใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสมไม่พึ่งพาการใช้ยาระบาย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเป็นโรคที่พบมากที่สุด ซึ่งมีอัตราการเกิดโรคต่ำกว่าในผู้ใหญ่ แต่ก็ยังควรตรวจสอบอาการผิดปกติ เช่น ตัวซีด มีอาการเลือดออกตามตัว หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการตรวจเช็คและรักษาให้ทันเวลา ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุชเลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

https://www.naewna.com/lady/842364

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคหลอดเลือดสมอง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.05 น.

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ความรุนแรงสามารถทำให้มีภาวะอัมพฤกษ์-อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ข้อมูลจาก นายแพทย์พงศกร พงศาพาสประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stoke) เกิดจากการหลอดเลือดสมองมีการอุดตัน ตีบ หรือแตก ส่งผลให้สมองบริเวณดังกล่าวเกิดการบาดเจ็บ หรือขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เซลล์สมองเสียหาย ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ ตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อนแขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก หรือเดินเซ เป็นต้น โดยสามารถเกิดในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป และพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมตามวัยและหลายปัจจัย

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ จากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดจากหัวใจไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ซึ่งทั้งสองแบบทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองเสียไป เกิดสมองภาวะขาดเลือดแบบเฉียบพลัน และเนื้อสมองตายขึ้น

2.หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางจากภาวะความดันเลือดสูง หรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น จากความเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้แตกง่าย ส่งผลทำให้เกิดเลือดออกในสมอง และมีภาวะเนื้อสมองบริเวณดังกล่าวบาดเจ็บ

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง คือคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไขมันโลหิตสูงโรคอ้วน รวมไปถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

นายแพทย์พงศกร พงศาพาส

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพความละเอียดของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ชัดมากกว่า โดยที่โรงพยาบาลเวชธานี มีเครื่องตรวจด้วย MRI รุ่นใหม่ที่มีขนาดอุโมงค์ใหญ่กว่าเดิม, เสียงรบกวนลดน้อยลง มีเทคโนโลยี Free Breathingไม่ต้องกลั้นหายใจนานเท่าเดิม จึงทำให้คนไข้ไม่รู้สึกอึดอัดขณะตรวจ และให้การตรวจสามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีการตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler : TCD), และการตรวจหลอดเลือดคอ (Carotid Doppler) ซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำจะสามารถช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองแบบเฉียบพลัน ต้องทำการรักษารวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายต่อเซลล์ของสมอง โดยการรักษาที่ทำให้เลือดกลับไปไหลเวียนได้เหมือนปกติโดยเร็ว จะสามารถทำให้เนื้อสมองที่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้โดยในระยะแรกที่เกิดอาการ แพทย์จะทำการประเมินผู้ป่วย หากมีข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดและไม่มีข้อห้าม แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตันแพทย์จะรักษาโดยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือข้อมือขึ้นไปยังเส้นเลือดสมอง เพื่อนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดออกมา (Mechanical thrombectomy) การรักษาที่สามารถทำได้รวดเร็ว ส่งผลให้การบาดเจ็บของสมองที่เกิดขึ้นน้อยลง และได้ผลลัพธ์การทำงานของสมองที่ดี

ปัจจุบันมีห้องผ่าตัดไฮบริด (Hybrid Operating Room) ที่ช่วยให้แพทย์สามารถรักษาโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นห้องผ่าตัดที่รวมอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ด้วยกัน เช่น เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือด ระบบนำทางด้วยคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือผ่าตัดส่องกล้อง โดยเทคโนโลยีการรักษาด้วยเครื่องเอกซเรย์สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดชนิดสองระนาบ Biplane Digital Subtraction Angiographyหรือ Biplane DSA สามารถถ่ายภาพหลอดเลือดได้สองระนาบในเวลาเดียวกัน คือ ด้านหน้า และด้านข้าง ภาพที่ได้ออกมาจึงมีความคมชัดช่วยให้แพทย์มองเห็นสายสวนหลอดเลือดที่ขนาดเล็กมากได้อย่างชัดเจน เปรียบเสมือนเห็นภาพเป็น 3 มิติ โดยสามารถทำการวัด คำนวณ และประเมินตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ช่วยลดปริมาณสารทึบรังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับ ลดเวลาที่ใช้ในการรักษา และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น

Biplane DSA จะช่วยให้แพทย์สามารถใส่สายสวนหลอดเลือดขนาดเล็กได้ถึงจุดที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เช่น ในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอุดตันในสมอง แพทย์ทำการใส่สายสวนไปที่บริเวณลิ่มเลือดอุดตันและฉีดยาละลายลิ่มเลือดในปริมาณเล็กน้อยเพื่อละลายลิ่มเลือดที่อุดตันได้โดยตรง หรือในกรณีที่ลิ่มเลือดอุดตันมีขนาดใหญ่ ก็สามารถใส่เครื่องมือพิเศษที่ใช้เกี่ยวดึงลิ่มเลือดออกจากจุดที่อุดตันได้ ทำให้เลือดกลับไหลเวียนสมองได้เป็นปกติ

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ที่อาจทำให้เกิดอาการ ตีบ อุดตัน หรือแตก คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมอาการของโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการดื่มสุราและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ควรสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้าง หากมีอาการเข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมองให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพราะจะเพิ่มโอกาสการทำงานของสมองให้กลับมาเป็นปกติและลดความเสี่ยงการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ http://www.blooddonationthai.com

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : พลิกเกมธุรกิจจากวิกฤตสู่ความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีข้อมูล

https://www.naewna.com/lady/841014

Life & Health : พลิกเกมธุรกิจจากวิกฤตสู่ความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีข้อมูล

Life & Health : พลิกเกมธุรกิจจากวิกฤตสู่ความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีข้อมูล

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในปี 2025 ที่กำลังจะมาถึงพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ การเตรียมตัวให้พร้อมและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นี่คือแนวทางในการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว, การปรับตัวกับเศรษฐกิจโลก, การสร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาทักษะและความสามารถจะช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการวิกฤตเป็นทักษะที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมี การเตรียมตัวล่วงหน้า การฝึกทีมงาน และการมีแผนฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ การใช้เทคโนโลยี เช่น AI และ Social Listening Tools ช่วยตรวจจับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะลุกลาม เป็นต้น

การเตรียมตัวให้พร้อมและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่ๆ ในปี 2025 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจาก
อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด และผู้บริหาร เรียล สมาร์ท อะคาเดมี่ (Real Smart Academy) เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานนี้ ทาง บจ.เรียล สมาร์ท ได้จัดงานสัมมนาร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ เรื่อง The Art of Brand Protection เพื่อร่วมแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการปกป้องแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย จุดประกายไอเดียแนะกลยุทธ์การตอบสนองเมื่อเผชิญวิกฤต และการจัดการกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นกับแบรนด์ได้อย่างมืออาชีพ

บทความนี้ตั้งใจสรุปไฮไลท์ พลิกเกมธุรกิจ จากวิกฤตสู่ความสำเร็จ ด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลและกลยุทธ์โมเดล 4R ที่นักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรต้องรู้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

หากถามว่า “วิกฤตคืออะไร” หลายคนอาจนึกถึงภาพเหตุการณ์ใหญ่โต เสียหายรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว วิกฤตอาจเริ่มจากประเด็นเล็กๆ ที่ไม่ได้คาดคิด เช่น การสื่อสารผิดพลาด ความเข้าใจไม่ตรงกัน หรือเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่กลับขยายตัวกลายเป็นประเด็นใหญ่เพียงชั่วพริบตา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสาร
แพร่กระจายรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง การจัดการวิกฤตจึงไม่ใช่เรื่องของการ “แก้ปัญหา” เท่านั้น แต่คือการควบคุมไม่ให้เรื่องเล็กๆ บานปลายไปสู่ความเสียหายที่ใหญ่กว่า

ในปี 2025 ที่จะถึงนี้ การจัดการวิกฤตจะกลายเป็นทักษะที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมีติดตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจเล็กหรือองค์กรใหญ่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆที่เกิดขึ้น เช่น ความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาข้อมูลหลุดรั่วข่าวปลอม หรือแม้แต่คำวิจารณ์จากชาวเนต หรือผู้บริโภคที่อาจไม่ถูกต้องในโลกโซเชียล

วิกฤต..เพื่อนหรือศัตรู

หลายครั้งเราเห็นแบรนด์ที่กำลังไปได้สวยต้องสะดุดเพราะวิกฤตเล็กๆ ที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน เราก็เคยเห็นธุรกิจที่กลับมาสดใสได้เพราะการจัดการวิกฤตที่ชาญฉลาด เช่น ร้านกาแฟที่ขอโทษลูกค้าและเสนอโปรโมชั่นคืนกำไรให้ชุมชน หรือบริษัทใหญ่ที่ใช้เหตุการณ์วิกฤตมาเป็นโอกาสในการแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม คำถามคือ เราเลือกจะมอง “วิกฤต” เป็นศัตรูที่ทำลายความสำเร็จ หรือเป็นเพื่อนที่ทดสอบความแข็งแกร่งของเรากันแน่?

การจัดการวิกฤต..แค่ดับไฟหรือวางแผนเพื่ออนาคต?

ในเมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ เราจะรับมือกับมันยังไง การจัดการวิกฤตไม่ได้หมายความว่าเราต้องคอย “ดับไฟ” ทุกครั้งที่มันลุกขึ้นมา แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า การฝึกทีมงาน การมีแผนฉุกเฉิน และที่สำคัญคือการเฝ้าระวัง (Monitoring) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถจับปัญหาได้ตั้งแต่ต้น

ลองนึกดูว่า หากวันหนึ่งสินค้าของคุณได้รับรีวิวเชิงลบจากลูกค้าบนโซเชียลมีเดีย สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่แค่การออกมาขอโทษเท่านั้น แต่คือการสร้างกระบวนการรับมือที่มีระบบ เช่น การมีทีมตอบคำถามอย่างมืออาชีพ รวบรวมข้อมูลเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และเสนอทางเลือกใหม่ให้ลูกค้า การตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีแผนเชิงรุกจะทำให้คุณสามารถควบคุมสถานการณ์และลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีตัวเปลี่ยนเกมในปี 2025 ส่งผลต่อการจัดการวิกฤต

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการจัดการวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ช่วยตรวจจับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการสืบค้นข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย หรือการใช้ Social Listening Tools เพื่อเฝ้าระวังแนวโน้มและความคิดเห็นที่อาจเป็นตัวจุดประกายวิกฤต การใช้เทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจมีโอกาส “ตรวจจับ” วิกฤตได้ก่อนที่มันจะลุกลาม

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจในปี 2025 จำเป็นต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อตอบคำถามลูกค้าอย่างทันท่วงที หรือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคและรับมือกับแนวโน้มที่อาจกลายเป็นวิกฤตได้

โซเชียลมีเดีย จุดเล็กๆ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้วิกฤตส่วนใหญ่เกิดจากโซเชียลมีเดีย ข่าวสาร กระแส หรือคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นบนออนไลน์สามารถแพร่กระจายได้เร็วอย่างน่าทึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ ร้านอาหารที่ถูกลูกค้าโพสต์ตำหนิเรื่องบริการ ลูกค้าคนหนึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าเกิดเรื่องนี้ถูกแชร์และมีคอมเมนต์มากมาย มันสามารถลุกลามเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่าที่เราคิดได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง การจัดการกับโซเชียลมีเดียคือการเตรียมตัวและการตอบสนองอย่างมีสติ แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดได้ในโลกออนไลน์ไม่ใช่แบรนด์ที่ไม่เคยโดนวิจารณ์แต่เป็นแบรนด์ที่รู้วิธีจัดการกับคำวิจารณ์นั้นอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์

โมเดล 4R แผนการจัดการวิกฤต เตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ

โมเดล 4R จะช่วยกำหนดกรอบการทำงานที่ชัดเจน ทำให้คุณพร้อมรับมือกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.Readiness (ความพร้อม) การเตรียมพร้อมทีมงานและระบบการจัดการตั้งรับเชิงรุกก่อนเกิดวิกฤตอยู่เสมอ

2.Radar (เรดาร์) การเฝ้าระวัง ตรวจจับสัญญาณ ติดตามสถานการณ์ในสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างใกล้ชิด

3.Response (การตอบสนอง) การตอบสนองต่อประเด็นปัญหาและสถานการณ์วิกฤตได้อย่างรวดเร็วตามแบบฉบับมืออาชีพ

4.Recovery (การฟื้นฟู) การรวบรวมรายงานเพื่อออกแบบกลยุทธ์ และแนวทางการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของแบรนด์ให้กลับมาอยู่ในสถานการณ์ปกติให้เร็วที่สุดโดยดำเนินงานตามแผนงานและติดตามประเมินผลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

การก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในโลกที่ไม่แน่นอน สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ “การเปลี่ยนแปลง” และการเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนั้น การยอมรับว่าวิกฤตสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และการสร้างแผนรองรับอย่างดีเป็นการป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นจุดจบของธุรกิจเรา และอย่าลืมว่า การจัดการวิกฤตไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเรียนรู้เพื่อเติบโตในอนาคตด้วยติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/realsmartacademy

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ