LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงาน…สื่อแห่งรัก

https://www.naewna.com/lady/839549

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงาน...สื่อแห่งรัก

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงาน…สื่อแห่งรัก

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การเลือกแหวนแต่งงานอาจเป็นกระบวนการที่ท้าทาย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าจดจำความสำคัญของ “แหวนแต่งงาน” ที่คู่รักมักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เมื่อถึงวันสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยแหวนเพชรแต่งงานได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ที่คู่รักมอบให้กันเป็นรักนิรันดร์ที่จะคงอยู่ตลอดไปเป็นสัญญาเป็นตัวแทนของกันละกันที่พร้อมจะก้าวเดินเคียงข้างกันไปตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิตไม่ว่าจะสุขต้องผ่านเจอเรื่องท้าทายต่างๆ ก็ตามแหวนแต่งงานจึงเป็นมากกว่าสิ่งของ และเป็นบทกวีแห่งความรัก ที่คู่รักต่างขับขานให้คงอยู่ด้วยกันตลอดไป

ดังนั้น การเลือกแหวนเพชรแต่งงานให้รักยืนยง คงนิรันดร ที่คู่รักทุกคู่ต้องรู้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คู่รักต้องรู้ ข้อมูลจาก ปัญจรัตน์ ทรัพย์หิรัญกุลบจ.เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ อาณาจักรเครื่องประดับแท้ของขวัญจากธรรมชาติรวมศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องประดับทั้งเพชร ทองคำ อัญมณี และนาฬิกา ได้รับความไว้วางใจและอยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี จะมาเผยแนวทางที่คู่รักทุกคู่ต้องรู้ ถึง 4 ทริคง่ายๆ ในการเลือกแหวนเพชรแต่งงานอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้แหวนที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเป็นตัวแทนของความรักอันลึกซึ้งที่คุณจะเก็บรักษาไว้ตลอดไปเป็นสัญลักษณ์แห่งรักที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ดังนี้

1.ตั้งงบประมาณ เป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำคือการกำหนดงบประมาณสำหรับการซื้อแหวนแต่งงาน โดยคู่รักควรกำหนดวงเงินที่พอเหมาะและเป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเกินกำลัง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แหวนแต่งงานมีราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับวัสดุ ดีไซน์ และแบรนด์ที่เลือกนั่นเอง

2.เลือกคุณภาพของเพชร การเลือกคุณภาพของเพชรเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก เพราะคุณภาพของเพชรจะตรงกับความต้องการและราคาที่คุณต้องการจะจ่าย มีหลายปัจจัย 4Cs ที่ควรพิจารณา เช่น

2.1 การเจียระไน (Cut) ส่งผลโดยตรงต่อความงามและความเปล่งประกายของเพชร เพชรที่ถูกเจียระไนดีจะสะท้อนแสงสวยงามมากที่สุด ซึ่ง GIA (Gemological Institute of America) ซึ่งเป็นองค์การทางวิชาการที่เกี่ยวกับเพชรและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ได้จัดระดับการเจียระไนตั้งแต่ Excellent (เยี่ยมที่สุด) ไปจนถึง Poor (ต่ำที่สุด)

2.2 สี (Color) GIA ได้จัดระดับสีเพชรจาก D ถึง Z โดยเพชรเกรด D คือเพชรที่ไร้สี ซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุด ยิ่งเพชรมีสีใสบริสุทธิ์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามาก

2.3 ความสะอาด (Clarity) ความสะอาดของเพชรวัดจากการมีตำหนิภายใน (Inclusions) หรือตำหนิภายนอก (Blemishes) GIA จัดระดับความสะอาด ยิ่งเพชรมีตำหนิน้อยเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามาก

2.4 น้ำหนักกะรัต (Carat) มีผลต่อขนาดและมูลค่า ยิ่งน้ำหนักมาก เพชรก็ยิ่งมีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง แต่ไม่ใช่ว่าน้ำหนักมากจะดีกว่าเสมอต้องพิจารณาร่วมกับการเจียระไน สี และความสะอาดด้วย

นอกจากหลัก 4Cs แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ความเป็นธรรมชาติของเพชร หรือเป็นเพชรธรรมชาติ ไม่ใช่เพชรสังเคราะห์ เนื่องจาก เพชร คือ แร่ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอน ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เกิดภายใต้ความร้อนและแรงดันที่สูง ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ใช้ในการแยกแยะเพชรธรรมชาติจากเพชรสังเคราะห์ ทั้งเครื่องมือขนาดเล็กที่มีผลบอกว่าเพชรเม็ดนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งเครื่องเหล่านั้นจะมีความแม่นยำของผลอยู่ที่ไม่เกิน 90% แต่เครื่องมือที่ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีของ NGG JEWELLERY ใช้นั้นเป็นเครื่องมือเฉพาะเจาะจงในการดูลักษณะร่องรอยการเจริญเติบโตของผลึกเพชรที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนได้ผลการตรวจสอบ 100% แต่การตรวจสอบนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะเพื่อดูถึงโครงสร้างและจำเป็นที่จะต้องใช้นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญโดยเฉพาะถึงจะสามารถแยะแยะได้ ซึ่งเครื่องมือชนิดนี้ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี ของ NGG จะตรวจสอบเพชรทุกเม็ดทุกกะรัต เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า เพชรทุกเม็ดได้ผ่านเครื่องมือ และนักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญทุกเม็ด จึงทำให้เพชรของ NGG มีคุณภาพที่ตรงและทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าเป็นเพชรธรรมชาติอย่างแน่นอน

3.เลือกคอลเลคชั่น และดีไซน์ที่เหมาะสม

l Type IIa Diamond Collection แหวนเพชรสุดพิเศษที่ใช้เพชร Type IIa ซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงสุดและหายากเพียง 1% บนโลก สะท้อนถึงความรักที่คงทนและนิรันดร์ แหวนในคอลเลคชั่นนี้ยังมีความพิเศษด้วยการฝัง Pink Diamond ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรักที่อบอุ่นและโรแมนติก การผสานกันระหว่างเพชร Type IIa และ Pink Diamond ทำให้แหวนนี้เป็นเครื่องประดับล้ำค่าที่สะท้อนความรักที่ไม่มีวันจางหาย เหมาะสำหรับการครอบครองเพื่อสื่อถึงความรักที่สวยงามและเหนือกาลเวลา

l Infinity Love Diamond Collection คอลเลคชั่นแหวนเพชรเม็ดยอดที่ออกแบบอย่างประณีตด้วยเพชร 88 เหลี่ยม หรือ Infinity Diamondเปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเพชรทั่วไป ความงดงามของเพชรนี้ซ่อนความพิเศษด้วยการฝังเพชร Rose Cut ไว้ใต้เม็ดยอด เสมือนตัวแทนความรักไม่มีวันสิ้นสุด ออกแบบให้เพชรเม็ดล่างสัมผัสนิ้วมือของผู้สวมใส่เพื่อให้รับพลังงานแห่งความรักอันอบอุ่น

l The Love Diamond Collection แหวนเพชรที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบและความรักอันมั่นคงตลอดกาล เพชรเม็ดยอดที่มี Heart & Arrow ผ่านการเจียระไนอย่างพิถีพิถัน ได้รับการประเมิน 3 Excellent คือ การเจียระไน (Cut), ความสมมาตร (Symmetry) และการขัดเงา (Polish) ที่สมบูรณ์แบบ เป็นเหลี่ยมลูกศร 8 ดอกและหัวใจ เสมือนคิวปิดที่ยิงลูกศรแห่งรักเข้าสู่หัวใจ ช่วยให้เพชรเปล่งประกายงดงามเหนือกว่าเพชรทั่วไป ตัวเรือนโดดเด่นด้วยการผสมผสาน White Gold และ Rose Gold เพิ่มความหรูหรา พร้อมกิมมิกหัวใจเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกดีไซน์ เป็นสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาแห่งรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

4.เลือกร้านที่เชื่อถือได้ การเลือกซื้อแหวนแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า ที่ NGG Jewellery มีความมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ทองด้วยเครื่อง XRF มาตรฐานเยอรมนี ไปจนถึงการเจียระไนเพชรและพลอยโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เครื่องประดับทุกชิ้นได้รับการผลิตและรังสรรค์ด้วยความพิถีพิถันในโรงงานของเรา ก่อนที่จะผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากห้องแล็บ GID Lab ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากลที่มีทีมงานอัญมณีศาสตร์ผู้ชำนาญการและเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัย ทำให้มั่นใจได้ว่าอัญมณีทุกชิ้นเป็นของแท้และคุณภาพสูงสุด ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nggjewellery.com และ LINE OA : @nggjewellery

เพียงแค่นี้คู่รักที่กำลังมองหาแหวนเพชรแต่งงาน ก็ได้แนวทางการเลือกแหวนเพชรแต่งงานเป็นสื่อแห่งรัก เพื่อตอบโจทย์ในการเลือกแบบแหวนแต่งงานที่หลากหลาย ทั้งสวย หรู มีคุณภาพครบจบในที่เดียวด้วยมาตรฐานระดับโลก เพื่อให้เป็นตัวแทนของความรักอันบริสุทธิ์ของคู่รักทุกคู่

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

https://www.naewna.com/lady/836880

LIFE & HEALTH : ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

LIFE & HEALTH : ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 07.10 น.

สุขภาพที่ดีของเด็กไม่ได้มาจากการปกป้องโรคเท่านั้น แต่ยังมาจากโภชนาการที่เหมาะสมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาร่างกายและจิตใจ โภชนาการที่ดีเริ่มต้นจากการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพราะสุขภาพของเด็กมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพวกเขา หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของเด็กคืออาหารที่ได้รับ การให้อาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้ปกครองควรใส่ใจในการเลือกอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและหลากหลายให้เด็กได้รับ เพื่อให้เด็กเติบโตแข็งแรงและมีสุขภาพดีตลอดไป

การแพ้อาหารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่เด็กเป็นกลุ่มที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการแพ้อาหารอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของเด็ก ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นแดง คัน ลมพิษ หน้าบวม ปากบวมและในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์สุรวัช หอมวิเศษกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) คือภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อส่วนประกอบในอาหารทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นลมพิษ หน้าบวมปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาเจียน ถ่ายเหลว และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งอาหารที่มักเป็นสาเหตุการแพ้อาหาร ได้แก่ นม ไข่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย หมึก ถั่วเปลือกแข็ง เช่น มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ วอลนัท แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ

ภูมิแพ้อาหาร เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่

1. ภูมิแพ้อาหาร ชนิดเฉียบพลัน (IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 2-4 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร โดยจะมีอาการหลักคือ ผื่นลมพิษ หน้าบวมปากบวม ปวดท้อง อาเจียน ในบางกรณีอาจเกิดอาการรุนแรง (Anaphylaxis) อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด และหมดสติ

2.ภูมิแพ้อาหาร ชนิดไม่เฉียบพลัน (non-IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากรับประทานอาหาร อาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เช่น ผื่นแดงเรื้อรัง คัน ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ปัจจุบันสาเหตุของภูมิแพ้ทางอาหารยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

l พันธุกรรม : เด็กที่มีพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้อาหารมากขึ้น

l ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก : เด็กที่มีปัญหาผิว เช่น ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร

l การงดอาหารที่มากเกินไป : การงดอาหารบางชนิด หรือเริ่มกินอาหารเสริมช้าเกินไปในวัยเด็ก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหารเช่นกัน

การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้การเจาะเลือด เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ (specific IgE)ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร และจากทางอากาศ โดยไม่ต้องงดยาแก้แพ้ก่อนเจาะเลือด และสามารถทราบผลได้ภายในวันเดียว นอกจากนั้น ยังมีการตรวจยืนยันการแพ้อาหารด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่สงสัย (oral food challenge) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ต้องทำภายใต้การดูแลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้

ในปัจจุบัน การรักษาภูมิแพ้อาหารไม่ได้จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้เท่านั้น แต่ยังมีการรักษาด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่แพ้ (oral immunotherapy) โดยแพทย์จะให้รับประทานอาหารที่แพ้ ในระดับที่ปลอดภัย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลารักษา 3-5 ปี วิธีนี้ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ และโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการแพ้จากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน ทำให้ไม่ต้องเลี่ยงอาหารที่แพ้ตลอดไป และอาจหายขาดจากการแพ้อาหารได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับการแพ้อาหารสูง และมีโอกาสหายได้เองยาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารรุนแรง

เมื่อก่อนเราเคยมีความเชื่อว่าหากแพ้อาหารชนิดไหนก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นไปตลอด เพราะอย่างไรก็ไม่มีทางหาย แต่ในปัจจุบันเราเชื่อว่า ยิ่งเลี่ยงอาหารที่แพ้ยิ่งไม่หาย แต่ถ้าเรากินอาหารที่แพ้ในปริมาณที่ปลอดภัย สุดท้ายร่างกายจะกินอาหารที่แพ้ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจหายขาดจากอาการแพ้อาหารได้

ทั้งนี้ หากสงสัยว่าตัวเอง หรือบุตรหลานมีอาการแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการประเมิน และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

โรคมะเร็งในเด็กพบได้ในเด็กทุกวัยตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเป็นโรคที่พบมากที่สุด ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งรูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811201

LIFE&HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

LIFE&HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คุณผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อายุมากกว่า 45 ปีแล้ว พบอาการ เช่น ปวดศีรษะปวดกล้ามเนื้อ และความรู้สึกร้อนบริเวณใบหน้าและลำตัว (hot flashes) ผิวหนังอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น แห้ง ซีด หรือมีรอยเส้น เป็นต้น อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

ข้อมูลจาก รศ.ดร.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Menopause
มีรากศัพท์มาจาก “men” (month) และ “pausis”(cessation) หมายถึง การขาดหายไปของเลือดประจำเดือนติดต่อกันนาน 12 เดือน ภาวะหมดประจำเดือนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในที่เกิดตามธรรมชาติตามอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความเสื่อมของรังไข่ในการผลิตฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ซึ่งพบในหญิงอายุเฉลี่ยประมาณ 48-52 ปี และ ปัจจัยภายนอก เช่น การผ่าตัดเอารังไข่ออก การใช้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิดที่อาจทำลายรังไข่ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงชนิดเอสโตรเจน เป็นต้น ปัจจุบันทั่วโลกพบว่าผู้หญิงมากกว่า
ร้อยละ 45 หรือประมาณ 1.5 ล้านคนประสบปัญหาอาการอันเนื่องมาจากภาวะหมดประจำเดือนที่กระทบคุณภาพชีวิตเฉลี่ยราว 2-5 ปี โดยบางรายอาการสามารถหายได้เองแต่บางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการใช้ยา

ภาวะหมดประจำเดือนส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย

ภาวะหมดประจำเดือนมีลักษณะเฉพาะเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของวัยหมดประจำเดือน ก่อให้เกิดอาการแสดงหลายอย่าง เช่น อาการที่ทางการแพทย์มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “vasomotor symptoms (VMS)” ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ (hot flush) โดยเฉพาะบริเวณลำตัวส่วนบน เช่น ใบหน้า ลำคอ และหน้าอกมักเกิดช่วงกลางคืนนานประมาณ 1-5 นาที ร่วมกับอาการอื่น เช่น เหงื่อออก หนาวสั่นลำตัวเย็นชื้น วิตกกังวล หรือใจสั่นได้ อาการเหล่านี้อาจรบกวนการนอนหลับได้ และส่งผลถึงการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง ติดเชื้อและคันในช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และกระดูก เป็นต้น นอกจากนั้นผลสืบเนื่องระยะยาวจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงหมดประจำเดือน ได้แก่ ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ที่ทำให้กระดูกเปราะหักง่าย แม้เพียงอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย นอกจากนั้นอาจเกิดโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

ยาชนิดใดใช้รักษาอาการที่เกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน

การรักษาสามารถแบ่งเป็นการรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การทำจิตบำบัด และการรักษาแบบใช้ยา ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

l การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน (hormone replacement therapy : HRT) ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้เฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงและไม่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนเท่านั้น

l กลุ่มยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศหญิง เช่น clonidine, fluoxetine, tamoxifen,raloxifene, tibolone และ androgen เป็นต้น

ผลของฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในการรักษาอาการที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน

ฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือนจัดว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการรักษาอาการซึ่งเป็นผลจากภาวะหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบโดยเฉพาะเวลากลางคืนอารมณ์แปรปรวน ปัญหาช่องคลอดแห้ง เป็นต้น โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ฮอร์โมนชนิดรวมประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ในผู้ที่มีมดลูก และใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะในผู้ที่ผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบแล้ว ยังมีช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอันเนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จะมีทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมได้ลดลงอีกด้วย เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนมีหลายรูปแบบ เช่น เม็ดรับประทานที่ต้องรับประทานทุกวัน แผ่นแปะผิวหนัง เจลหรือครีมใช้ทาเฉพาะที่ช่วยบรรเทาอาการช่องคลอดแห้งและคัน เป็นต้น แพทย์จะเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด

ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนจำเป็นสำหรับใคร

ในผู้ที่มีอาการแสดงเล็กน้อยและมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกสมาธิ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน และไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนเพราะร่างกายจะค่อยๆปรับตัวและอาการแสดงต่างๆ จะทุเลาลงไปได้เอง บุคคลที่ควรใช้ยาได้แก่หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการแสดงรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยเคยเป็นหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งชนิดที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งเต้านมรวมทั้งผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคตับอักเสบรุนแรง มีภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด

สิ่งที่สำคัญคือฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน มีทั้งประโยชน์และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อฮอร์โมนทดแทนมาใช้เอง ต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายและวินิจฉัยเลือกชนิดของฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละรายเท่านั้น

ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือนก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างไร

อาการที่พบส่วนใหญ่ได้แก่ คลื่นไส้คัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลัง เป็นต้น โดยกรณีใช้ฮอร์โมนแบบแปะผิวหนังอาจพบการระคายเคืองได้ นอกจากนั้นอาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องระวังซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงที่แม้มีโอกาสเกิดได้น้อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายมาก ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นต้น

วิธีปฏิบัติตนขณะที่ได้รับการรักษาโดยฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน

ขณะใช้ยาควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญระหว่างรับประทานยาต้องมีการตรวจสุขภาพอย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อติดตามผลการรักษาและเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยาร่วมด้วย

มีวิธีการอื่นในการรักษาอาการแสดงจากภาวะหมดประจำเดือนหรือไม่

นอกจากการใช้ยาชนิดที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศหญิงแล้ว สามารถรักษาอาการได้โดยไม่ใช้ยา โดยทำการปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา พักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกสมาธิทำจิตใจให้แจ่มใส ควบคุมและเลือกชนิดการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง การสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ เพื่อให้ได้รับวิตามิน ดี อย่างน้อย 800-1,000 U ต่อวัน ควรรับประทานแคลเซียม ในปริมาณ 1,000-1,200 มก. และการพยายามไม่ให้หกล้มเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก เป็นต้น

ผู้สนใจเรื่องการใช้ยาและสุขภาพ สามารถหาข้อมูลได้ เพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809941

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.52 น.

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เนื่องจากนมและผลิตภัณฑ์จากนมนั้นมีความสำคัญต่อโภชนาการตลอดทุกช่วงชีวิตของคนเรา

ข้อมูลจาก อ.ดร.จันทร์จิรา โพธิ์สัตย์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโต โดยสารอาหารสำคัญที่ประกอบอยู่ในนม เช่น น้ำตาลแล็กโตสซึ่งเป็นกลุ่มสารอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีนเวย์และเคซีนซึ่งมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการ โดยนมที่ได้จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว มักจะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนมากกว่าผลิตภัณฑ์นมจากพืชและสารอาหารหลักอีกประเภทที่พบในนม ได้แก่ ไขมัน ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และคอเลสเตอรอล

นอกจากนี้ นมยังประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น วิตามินเอ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการมีบทบาทในการดูแลรักษาสุขภาพตา ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน ช่วยบำรุงรักษาผิวหนัง เส้นผม เล็บ ป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน วิตามินบี 12 มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อมโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ป้องกันการเกิดอาการโลหิตจาง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สำหรับแร่ธาตุสำคัญที่ประกอบอยู่ในนม เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาท มีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
ช่วยให้กล้ามเนื้อบีบและคลายตัวได้อย่างเหมาะสม ลดการบีบรัดตัวของเส้นเลือดส่งผลให้ความดันเลือดปกติ มีบทบาทในกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อภายในร่างกาย และยังช่วยรักษาสมดุลกรด-เบส ภายในร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานของเซลล์ต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติ และที่สำคัญแร่ธาตุเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า นมเป็นแหล่งอาหารที่ควรบริโภคเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญอย่างครบถ้วนและหลากหลาย เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างสมวัยและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการบริโภคนมควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำการดื่มนมในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

n หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรดื่มนมรสจืดทุกวัน วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกและช่วยการในเจริญเติบโตของทารก โดยหากดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาจปรับโดยดื่มทีละน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมประเภทอื่นๆ แทน เช่น โยเกิร์ตชนิดธรรมดาที่ไม่มีการปรุงแต่งรสมีปริมาณน้ำตาลน้อย

n เด็กอายุ 1-3 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) เสริมจากนมแม่ และเด็กอายุ 4-5 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) หลีกเลี่ยงนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติเพื่อลดความเสี่ยงการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคตได้

n เด็กวัยเรียน อายุ 5-18 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) ซึ่งอาจจัดเป็นอาหารว่างให้เด็กทุกวัน วันละ 2 มื้อเนื่องจากนมจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม ไม่หวานจัด ไม่เค็มจัด และไม่มีไขมันสูง และควรให้ดื่มก่อนอาหารมื้อหลัก 90-120 นาที

n ผู้ใหญ่ ควรเลือกดื่มนมรสจืด พร่องมันเนยหรือขาดมันเนย (ไขมัน 0%) วันละ 1-2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) หลีกเลี่ยงการดื่มนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น

n ผู้สูงอายุ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) โดยเลือกดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย หรือในบางรายที่ไม่สามารถดื่มผลิตภัณฑ์นมจากสัตว์ได้ อาจเลือกดื่มนมถั่วเหลืองที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพ ลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันกล้ามเนื้อลีบ ลดการได้รับปริมาณไขมันและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย ป้องกันการเกิดภาวะอ้วนและความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ ป้องกันภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย

n ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูงโรคเบาหวาน ควรเลือกดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่มีการปรุงแต่งรสชาติและมีปริมาณไขมันต่ำ

สำหรับการเลือกนมและผลิตภัณฑ์จากนมในการบริโภคเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ผู้บริโภคควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อทุกครั้งหรืออาจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์อาหารไทยหัวใจดี ที่ส่งเสริมให้ลดความหวาน ความเค็ม และไขมัน จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ได้

สำหรับ ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทยหัวใจดี ของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ข่าวประชาสัมพันธ์จาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ และหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99ต่อ 1101, 1760, 1761

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวทางการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808537

Life & Health : แนวทางการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

Life & Health : แนวทางการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การลดน้ำหนัก เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในชีวิตที่ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะต้องใช้เวลาและความตั้งใจแล้ว คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ หลักการที่ถูกต้อง วิธีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม รวมถึงมีความเร่งรีบในการลดน้ำหนักและทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หรือลดน้ำหนักไม่สำเร็จ จนรู้สึกเหนื่อยท้อหมดกำลังใจ ฯลฯ และยังทำให้กลับมาอ้วนขึ้นมากกว่าเดิม

ข้อมูลจาก ดร.ไบรอัน สภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) เปิดเผยว่า สำหรับการลดน้ำหนักควรทำอย่างมีวินัยและค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการวางแผน กำหนดเป้าหมายและเลือกวิธีการลดน้ำหนักที่เหมาะสมโดยไม่ต้องควบคุมอาหารหรืออดอาหารอย่างเคร่งครัดเกินไปแต่ต้องมีความเข้าใจเรื่องหลักการสร้างสมดุลพลังงาน โดยมีหลักเกณฑ์อยู่ที่การรับพลังงานจากอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายใช้ไปในกิจกรรมประจำวัน เพื่อให้ร่างกายดึงเอาพลังงานสำรองที่สะสมไว้ในรูปของไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้ ดังนั้น จึงควรเลือกและควบคุมปริมาณอาหารแต่ละประเภทให้เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานตามที่ต้องการในแต่ละวันในปริมาณที่ไม่ขาดหรือมากเกินไปจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานที่เหมาะสม และช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีรูปแบบการลดน้ำหนักมากมายให้ได้เลือกใช้ในการลดน้ำหนัก เช่น Ketogenic diet, Intermittent Fasting diet (IF), low carbohydrate diet, Atkins diet จากงานวิจัยพบว่าช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีในช่วงแรก จากนั้นน้ำหนักที่ลดลงไม่ต่างจากการลดน้ำหนักแบบ balance diet ซึ่งจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืนกว่า สิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับการกินเพื่อลด หรือควบคุมน้ำหนัก ก็คือ การที่ไม่ศูนย์เสียกล้ามเนื้อระหว่างลดน้ำหนัก ทักษะที่สำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอและความชอบ ในรูปแบบอาหารที่กิน เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้เราทำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และที่ลืมไปไม่ได้ก็คือ การรู้ช่วงเวลาที่ต้องอด หรือ Fasting นั่นเอง เพราะการ Fasting เป็นแนวทางสำคัญในการปรับสมดุลอินซูลินในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ร่างกายดึงเอาไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น

หลักการกินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

l รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างหลากหลายที่ไม่แปรรูป ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเจ็บป่วยที่เกิดจากการขาดสารอาหาร หากขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งไป

l เน้นอาหารโปรตีนให้ได้มากขึ้นในแต่ละวัน เพราะมีคุณสมบัติช่วยควบคุมความอยากอาหาร และช่วยให้รู้สึกอิ่มไวขึ้นนอกจากนี้ โปรตีนยังทำหน้าที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และลดไขมันได้อีกด้วย ทานโปรตีนให้ครบ 1.2-1.5 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเพราะว่าโปรตีนจะสร้างกล้ามเนื้อ การที่ศูนย์เสียกล้ามเนื้อจะทำให้ร่างกายใช้พลังงานได้น้อยลงและเปิดโอกาสให้ไขมันมาทดแทนพื้นที่

l ลดการกินแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง มีส่วนช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้น

l เลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวแป้งไม่ขัดสีธัญพืช ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้อิ่มนานกว่า

นอกจากนี้ การคำนวณแคลอรี่ในแต่ละวันถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานในปริมาณที่เหมาะสมโดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายควรได้รับพลังงานวันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ส่วนผู้หญิงควรได้รับพลังงานวันละประมาณ 1,600 กิโลแคลอรี่อย่างไรก็ตาม ร่างกายแต่ละคนต้องการปริมาณพลังงานแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอย่างน้ำหนัก อายุ และกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน โดยสัปดาห์หนึ่ง ควรลดปริมาณพลังงานให้ได้ 3,500-7,000 แคลอรี่ต่อสัปดาห์ หรือวันละประมาณ 500 แคลอรี่เพื่อให้การลดน้ำหนักที่ถูกต้องไม่ควรหักโหมมาก ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนชัดเจนและไม่หักโหมจนเกินไปจึงจะช่วยให้สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องที่ยาก อีกทั้งยังต้องมีวินัยและความตั้งใจ แนวทางการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) จึงเข้ามามีบทบาทในการควบคุมน้ำหนัก และลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ถูกออกแบบมาให้สามารถบริโภคแทนมื้ออาหารหลัก โดยมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงมีแคลอรี่ต่ำกว่าอาหารปกติ ส่วนมากมีรสชาติหลากหลายและสามารถชงดื่มได้ทันที จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคแคลอรี่ หรือไม่มีเวลาทำอาหาร ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา ความยุ่งยากในการวางแผนและจัดเตรียมวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารทุกวัน จากผลการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบระหว่างการควบคุมน้ำหนักด้วยการใช้ทดแทนมื้ออาหารกับการควบคุมปริมาณอาหารเพียงอย่างเดียว พบว่า การบริโภคอาหารทดแทนมื้ออาหารมากกว่าหรือเทียบเท่า 60% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน ในระยะเวลา 3 เดือน และ 1 ปี ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และยังช่วยควบคุมปริมาณการบริโภคอาหารได้ดี ดังนั้น การใช้อาหารทดแทนมื้ออาหารจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ อีกทั้งยังมีส่วนผสมและองค์ประกอบของสารอาหารที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนจะซื้อควรศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนและอ่านฉลากให้ดีก่อนซื้อ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารต้องมีมาตรฐานตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ด้วย

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการมีสุขภาพดี เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารจากประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถเติมเต็มพลังงานให้แก่ร่างกายแต่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ มาเปิดตัวในบ้านเรา เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก ซึ่งมีพลังงานเพียง 200 กิโลแคลอรี่/มื้อมีรสชาติให้เลือกอิ่มอร่อยทั้งรสกาแฟลาเต้และโกโก้ อีกทั้งยังไม่เติมน้ำตาล จึงช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปอย่างสมดุล ไม่กระทบการทำงานของสุขภาพร่างกาย เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว โดยผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารจากประเทศญี่ปุ่นนี้ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการในปริมาณเหมาะสมกับการรับประทาน 1 มื้อ เช่น มีโปรตีนสูง ถึง 22 กรัม/มื้อมีวิตามินและแร่ธาตุ ที่จำเป็น 21 ชนิด ช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ มีใยอาหารสูง 10 กรัมช่วยเพิ่มความอิ่ม ลดความต้องการในการบริโภคพลังงานเพิ่มเติมและช่วยเพิ่มกากอาหาร นอกจากนี้ ยังเสริมสารแอลคาร์นิทีน (L-Carnitine) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

Meal Replacement Product และ Protein Shake ต่างกันอย่างไร

ปัจจุบันอาจมีความเข้าใจสับสนระหว่างผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) และผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง (Protein Shake) ที่เกิดจากความคล้ายคลึงกันในบางด้านของสองผลิตภัณฑ์นี้ อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างที่สำคัญในการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ ตาม ตารางที่ 1 แสดงความแตกต่างระหว่าง Meal Replacement Product และ Protein Shake

โดยสรุป Meal Replacement มุ่งเน้นที่การให้สารอาหารครบถ้วนเพื่อทดแทนมื้ออาหาร มีแคลอรี่ต่ำ จึงช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปอย่างสมดุล ในขณะที่ Protein Shakeเน้นการเสริมโปรตีนเพื่อบำรุงร่างกายหรือเพิ่มกล้ามเนื้อโดยเฉพาะดังนั้น ก่อนจะเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทใดมาบริโภคควรดูที่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของตนเองเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ทั้งเวลา แรงกาย แรงใจ ความสม่ำเสมอ รวมถึงต้องมีวินัยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่สำคัญหลังจากที่ลดน้ำหนักได้แล้ว ต้องรักษาน้ำหนักไว้ให้คงที่และไม่กลับไปอ้วนอีก สำหรับคุณผู้หญิงอายุ 25-40 ปี ที่มีปัญหาน้ำหนักเกินมาตรฐาน ขอเชิญสมัครเข้าร่วมโครงการ “SUNTORY ชวนฟิต พิชิตหุ่น” ตัวช่วยควบคุมน้ำหนัก โดยไม่ต้องอด ได้สารอาหารครบถ้วน สมัครได้ถึง 15 มิ.ย.นี้ (รับจำนวนจำกัด เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) สมัครเข้าร่วมโครงการและดูรายละเอียดได้ที่ @ LINE ID : @mrp2024 การมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมจะมีความสำคัญต่อสุขภาพดีของเรา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : กลิ่นตัว ปัญหากวนใจที่แก้ไขได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807234

LIFE & HEALTH : กลิ่นตัว ปัญหากวนใจที่แก้ไขได้

LIFE & HEALTH : กลิ่นตัว ปัญหากวนใจที่แก้ไขได้

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะเมืองไทยในขณะนี้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส หลายคนอาจสังเกตได้ว่า เราเองและคนรอบข้างมีกลิ่นตัวที่แรงมากขึ้น ซึ่งตามธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีกลิ่นตัวโดยเป็นกลิ่นจางๆ แต่เมื่อมีสิ่งกระตุ้นบางอย่างก็จะทำให้กลิ่นตัวนั้นแรงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กวนใจใครหลายคน ทำให้บั่นทอนความมั่นใจในการเข้าสังคมไปด้วย 

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภญ.จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าในผิวหนังของมนุษย์ประกอบไปด้วยต่อมเหงื่อที่สำคัญ 2 ต่อม คือ ต่อมเอกไครน์(eccrine gland) และต่อมอะโพไครน์(apocrine gland) ซึ่งแต่ละต่อมมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ต่อมเอกไครน์ เป็นต่อมที่อยู่บนผิวหนัง มีหน้าที่ผลิตเหงื่อเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเพื่อคลายความร้อนในร่างกาย ในเหงื่อจะมีน้ำและเกลือเป็นส่วนประกอบหลัก และจะระเหยเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเย็นตัวลง โดยปกติแล้วเหงื่อที่ออกมานั้นจะไม่มีกลิ่น แต่ในบางกรณี เช่น การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม เครื่องเทศ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้เหงื่อมีกลิ่นซึ่งส่งผลต่อกลิ่นตัวได้

2.ต่อมอะโพไครน์หรือต่อมกลิ่น เป็นต่อมที่อยู่ในบริเวณที่มีขนขึ้นมาก เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือหัวหน่าว เป็นต้น ต่อมกลิ่นพบได้ตั้งแต่เกิด แต่จะเริ่มทำงานในช่วงวัยรุ่น มีหน้าที่ในการสร้างกลิ่นซึ่งเป็นลักษณะทางเพศแบบหนึ่ง สารที่หลั่งจากต่อมกลิ่นประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด (fatty acid, sulfanylalkanols และ steroid) มีลักษณะเหลวข้นไม่มีกลิ่น เมื่อหลั่งออกมาด้านนอกของผิวหนัง สารดังกล่าวจะถูกเชื้อแบคทีเรีย (Corynebacteria spp.) เปลี่ยนให้เป็นสารที่มีกลิ่นซึ่งคือแอมโมเนียและกรดไขมันสายสั้น

จากข้อมูลข้างต้น “กลิ่นตัว” เป็นกลิ่นที่ร่างกายขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ซึ่งสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัวนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.สาเหตุภายนอก คือ ปัจจัยความร้อนกระตุ้นเชื้อแบคทีเรีย หรือการเป็นเชื้อราที่ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมกลิ่น

2.สาเหตุภายในร่างกาย คือ มีการขับสารบางอย่างออกมาจากต่อมกลิ่นและต่อมเหงื่อเช่น ความเครียด การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การกินอาหารที่มีกลิ่นแรง รสจัดไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรืออาหารที่มีเครื่องเทศเยอะๆ ผักและผลไม้ที่มีสารกำมะถันอย่างทุเรียน สะตอ ชะอม หัวหอมผักตระกูลกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง กระเทียม เป็นต้น การดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะถูกเผาผลาญในตับและแตกตัวเป็นแอซีทาลดีไฮด์ (acetaldehyde) การใช้ยาบางชนิด ได้แก่ มอร์ฟีน ยาแก้ไข้ และยารักษาภาวะซึมเศร้า เป็นต้น ภาวะร่างกายหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ หรือภาวะสุขภาพบางอย่างก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นตัวที่แตกต่างกันออกไปได้เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ หรือโรคไต เป็นต้น

การรักษาและป้องกันการมีกลิ่นตัว 

การกำจัดกลิ่นตัวให้หมดจากร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เนื่องจากกลิ่นตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี อย่างไรก็ตาม เรามีแนวทางการป้องกันและดูแลตัวเองเพื่อลดกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

l การรักษาสุขอนามัยให้สะอาด การล้างทำความสะอาดบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ จะลดปริมาณสารก่อกลิ่นที่หลั่งจากต่อมกลิ่นได้ การล้างด้วยสบู่ฆ่าเชื้อจะช่วยลดปริมาณแบคทีเรีย แต่ไม่ควรล้างบ่อยเพราะอาจทำให้ผิวแห้งและเกิดการระคายเคืองได้

l หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่ร้อนจัด อบอ้าว อับชื้น อากาศไม่ถ่ายเทหรือถ่ายเทไม่สะดวก

l หลีกเลี่ยงความเครียดและเรื่องตื่นเต้น โดยเมื่อร่างกายเกิดความเครียดจะหลั่งฮอร์โมนออกมา ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกและทำให้รักแร้มีเหงื่อออกมา ทั้งนี้ เหงื่อที่ออกมาจากความเครียดจะมีความแตกต่างจากเหงื่อทั่วไป เพราะเหงื่อจากความเครียดจะมีปริมาณของโปรตีนและไขมันมากเป็นพิเศษ เมื่อเหงื่อประเภทนี้ทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียจะทำให้เกิดกลิ่นตามมาได้

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและผลไม้บางชนิดที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย ตับ ถั่ว ซึ่งเป็นแหล่งของสาร trimethylamine โดยจะถูกขับออกมาพร้อมกัน

l การใช้ผลิตภัณฑ์ยาระงับเหงื่อ (antiperspirants) โดยองค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ คือ น้ำหอม แต่จะมีสารเคมีที่ทำหน้าที่อุดต่อมเหงื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อออกมาจากรูขุมขน เมื่อไม่มีเหงื่อ ก็จะไม่เกิดกลิ่นสารเคมีที่นิยมใช้คือ เกลือของโลหะหนักอะลูมิเนียมชนิดต่างๆ เช่น อะลูมิเนียมคลอไรด์(aluminium chloride) ที่มีประสิทธิภาพในการจับกับเกลือของน้ำเหงื่อให้กลายเป็นเจล มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว จากนั้นจะไปอุดต่อมเหงื่อไม่ให้เหงื่อออก เมื่อสะสมมากๆ ร่างกายจะกำจัดออกโดยการผลัดเซลล์ผิว

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารบางชนิดที่ช่วยกระตุ้นการขับเหงื่อ เช่น อาหารรสเผ็ด อาหารแปรรูปที่มีไขมัน เนื้อสัตว์ และกาเฟอีนเนื่องจากอาหารเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้เหงื่อออกได้

l แนะนำให้รับประทานอาหารที่ช่วยลดการผลิตเหงื่อ ได้แก่ อาหารที่มีแคลเซียม นอกจากนี้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอจะช่วยแก้ปัญหากลิ่นตัวได้

l การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (deodorants) ทำหน้าที่หลักในการลดกลิ่นของร่างกายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยองค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ คือ น้ำหอมและยากำจัดเชื้อแบคทีเรีย มีแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย โดยเมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย เหงื่อจะยังคงออกตามปกติ

l การใช้น้ำหอมฉีดพ่นเพื่อกลบกลิ่นตัวแต่ต้องระวังอาการผื่นแพ้น้ำหอม หรือส่วนประกอบในน้ำหอมที่อาจเกิดขึ้นได้

l เลือกใช้เครื่องแต่งกายที่ระบายอากาศและความร้อนได้ดี เช่น เครื่องแต่งกายที่เนื้อผ้าทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ ได้แก่ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน เป็นต้น

l การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินกำหนด ยิ่งน้ำหนักตัวเยอะ ก็ทำให้มีกลิ่นตัวมาก อาจจะเกิดจากการที่ร้อนง่ายเหนื่อยง่าย รวมทั้งบริเวณซอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผิวหนังที่ย้อยไปปิด ทำให้อับชื้น ต้องดูแลดีๆ เพราะเกิดเชื้อราได้ง่ายมาก

l การโกนขนบริเวณรักแร้หรือทำเลเซอร์กำจัดขน เพื่อป้องกันแบคทีเรียและการสะสมของสารก่อกลิ่น

l การฉีดสารโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum toxin) ที่ใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้ เพื่อลดการสร้างสารก่อกลิ่น เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่มีราคาสูง อีกทั้งไม่ใช่การรักษาปัญหากลิ่นตัวแบบถาวร เนื่องจากจะมีฤทธิ์อยู่แค่ 3-6 เดือนทำให้ต้องฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

l การผ่าตัดเอาต่อมกลิ่นออก เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่อาจมีผลข้างเคียงหลังการรักษา เช่น มีแผลเป็น เกิดการติดเชื้อ เป็นต้น และต้องทำการรักษาโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

โดยสรุป กลิ่นตัวเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากต่อมเหงื่อและต่อมกลิ่นในร่างกาย กลิ่นตัวแรงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งต่อตัวเองและผู้คนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่ควรเร่งหาสาเหตุ รวมไปถึงหาแนวทางแก้ไขและป้องกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเล็กๆ หรือจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ กลายไปเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นในอนาคตได้ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/686

ผศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ภัยเงียบอันตราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804598

LIFE & HEALTH : โรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ภัยเงียบอันตราย

LIFE & HEALTH : โรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ภัยเงียบอันตราย

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

โรคหัวใจ เป็นปัญหาที่ทุกคนควรตระหนัก เนื่องจากมีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดโรคหัวใจมักเกิดจากหลายปัจจัย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หรือโรคอื่นๆ ที่นำไปสู่อาการโรคหัวใจ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจหาภาวะความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และระมัดระวังเพื่อป้องกันและรักษาโรคทันเวลา

สำหรับโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมีด้วยกันหลายประเภท ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งผู้ป่วยมากกว่า 50% มักไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้เข้าถึงการรักษาล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป 1.5 – 3.5 เท่า

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เฉพาะทางด้านสรีระไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจห้องบน ส่งผลให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ ซึ่งบ่อยครั้งทำให้หัวใจเต้นเร็วมากกว่าปกติ

ทั้งนี้ มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งถือนำไปสู่การรักษาที่ล่าช้าได้ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของโรค ได้แก่ ใจสั่น เพลีย วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก และเกิดความวิตกกังวลระหว่างที่มีหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มีได้ตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อยที่ไม่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน จนถึงกระทั่งรุนแรงจนไม่สามารถทำกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่พบได้บ่อย ประกอบไปด้วย อายุที่มากขึ้น ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยที่สุด, โรคความดันโลหิตสูง, น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจล้มเหลว, โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน, โรคนอนกรน, โรคไตวายเรื้อรัง, การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

การคัดกรองโรคมีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ โดยนอกจากการเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอแล้ว การตรวจโดยใช้เทคโนโลยีสวมใส่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรืออุปกรณ์เฉพาะ สามารถตรวจจับการทำงานของหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ

การวินิจฉัยโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย ประวัติทางการแพทย์ ตรวจร่างกาย ตรวจชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ อื่นๆ เช่น ตรวจหาภาวะโลหิตจาง ไตวาย ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ และอาจมีแนวทางในการวินิจฉัยการตรวจคัดกรองเพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24 ชั่วโมงโดยใช้ Holter Monitor

หลักการในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ประกอบไปด้วย การดูแลรักษาโรคร่วมและกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ, ลดโอกาสการเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาต ด้วยการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด, ลดหรือป้องกันอาการของโรค ด้วยการควบคุมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจและจังหวะหัวใจให้เป็นปกติ

ในส่วนของการรักษา ปัจจุบันนิยมใช้วิธีจี้ไฟฟ้าหัวใจเพื่อทำให้จังหวะหัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติ โดยแพทย์จะใช้สายสวนชนิดพิเศษ ใส่ไปในตำแหน่งที่มีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ และใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่สูงเท่ากับคลื่นวิทยุจี้ไปยังตำแหน่งที่มีความผิดปกติ ขณะทำการรักษาผู้ป่วยจะได้รับยาระงับความรู้สึก จึงช่วยลดอาการเจ็บขณะทำหัตถการได้ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีจี้ไฟฟ้าหัวใจไม่เพียงลดอาการของโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยได้เท่านั้น แต่ยังช่วยชะลอการดำเนินโรค ซึ่งอาจช่วยให้ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของโรคได้เช่นกัน

การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการจี้ไฟฟ้าหัวใจ

ก่อนการทำหัตถการจี้ไฟฟ้าหัวใจผู้ป่วยจะต้องงดรับประทานยาต้านการเต้นของหัวใจผิดจังหวะอย่างน้อย 3 วัน หรืออยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ และให้นำยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำมาด้วยในวันทำหัตถการ งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง นอกจากนี้ผู้ป่วยจะได้รับการเตรียมผิวหนังบริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง หรือคอด้านขวาขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์จะใส่สายสวน รวมทั้งจะได้รับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำบางรายจะได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะด้วย

การปฏิบัติตัวหลังการทำหัตถการจี้ไฟฟ้าหัวใจ

หลังทำการรักษาเสร็จเรียบร้อยผู้ป่วยจะต้องพักอยู่ที่ห้องพักฟื้น 1 คืนเพื่อรับการติดตามดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจและสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อถึงห้องพักต้องนอนราบห้ามงอขาข้างที่ทำอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการมีเลือดออกและมีก้อนเลือดใต้ผิวหนัง หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ เวียนศีรษะ มีไข้และรู้สึกอุ่นๆ หรือพบว่ามีเลือดออกหรือมีก้อนเลือดใต้ผิวหนังบริเวณแผลขาหนีบ ควรแจ้งให้แพทย์พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทราบทันที

แม้ผู้ป่วยส่วนมากของโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะไม่มีอาการผิดปกติ แต่โรคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมเพราะเป็นโรคที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติราว 1.5-3.5 เท่า รวมถึงยังพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมากกว่าร้อยละ 60 มีโอกาสสูญเสียคุณภาพชีวิตที่ดี, ร้อยละ 30 จะมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย, ร้อยละ 20 มีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า, และมีความเสี่ยงเกิดโรคสมองเสื่อมราว 1.4 – 1.6 เท่า นอกจากนี้ จากสถิติพบผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์อัมพาตมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมากถึงร้อยละ 30 โดยผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วยังมีความเสี่ยงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึงร้อยละ 10-40 ต่อปี

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300,
02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้เรื่อง หยก อัญมณียอดนิยม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803296

Life & Health : เรียนรู้เรื่อง หยก อัญมณียอดนิยม

Life & Health : เรียนรู้เรื่อง หยก อัญมณียอดนิยม

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“หยก” เป็นอัญมณียอดนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณนับพันปี โดยชาวจีนเชื่อว่าหยกเป็นอัญมณีมงคลโดยเฉพาะจักรพรรดิและได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะหยกสีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ที่นำมาซึ่งสิริมงคลความเจริญรุ่งเรืองความร่ำรวยความมีโชคแก่ผู้ครอบครองมีอายุยืนด้วย รวมทั้งการพกหยกติดตัวไว้เสมอ ทั้งนี้ ตลาดอัญมณีมีการชื้อขายกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางชิ้นน้ำงาม สีสวย ก็ส่งผลให้ราคาสูงตามไปด้วย แต่เราจึงยังเห็นมีหยกปลอมหรือคุณภาพต่ำมาขายกันทั่วไป ในการเลือกซื้อเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้หยกแท้คุณภาพดีสมตามราคาที่เราจ่ายไป วันนี้กูรูมาแนะนำทริคง่ายๆ ในการดูหยกและวิธีการตรวจสอบหยกง่ายๆ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพียง 3 ขั้นตอน

ข้อมูลจาก ชเนนทร์กันต์ จักรวาลวิบูลย์ Head of gems laboratory บริษัท เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด “NGG JEWELLERY” ได้ให้ความรู้เรื่องหยกว่าอย่างน่าสนใจ คือ หยก หรือภาษาจีนกลางเรียกว่า เฝ่ยฉุ้ย (Fei cui) 翡翠 ซึ่งเป็นอัญมณีอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องการความสวยงาม และการนำโชคลาภต่างๆ มาให้แก่ผู้สวมใส่หยก (เฝ่ยฉุ้ย) เป็นตัวแทนของความเมตตา กรุณา ความสงบสุข นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมากมาย เช่น ช่วยส่งเสริมโชคลาภและความร่ำรวย ป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุต่างๆ ความสวยที่น่าหลงใหล กับโชคลาภต่างๆ จะนำมาให้แก่ผู้สวมใส่ จึงทำให้ความนิยมตลอด

ถ้าย้อนกลับไปถึงการนำหยกมาเป็นเครื่องประดับจากหลักฐานที่ค้นพบชาวจีนได้นำหยกมาใช้ตั้งแต่ช่วงยุคหิน แต่หยกตัวแรกที่คนจีนนำมาใช้ ยังไม่ใช่ เฝ่ยฉุ้ย คนจีนจะรู้จักหยก Nephrite (HeTian Yu) กับ Serpentine (LanTien Yu) กันก่อน เนื่องจากสามารถพบเจอได้ในประเทศ ส่วนเฝ่ยฉุ้ยนั้นพบว่ามีการใช้คำว่า เฝ่ยฉุ้ย ในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ.25-220) ในหนังสือชื่อ Xijing Fu และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในราชวงศ์ซิง (ค.ศ. 1636-1912) โดยเฝ่ยฉุ้ยเป็นที่โปรดปรานของพระนางซูสีไทเฮา จนทำให้ชนชั้นสูงของจีนพยายามหา เฝ่ยฉุ้ยมาครอบครอง

มีหลายปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเพื่อให้ได้เฝ่ยฉุ้ยที่มีคุณภาพและคุ้มค่ากับการลงทุนค่ะ ต่อไปนี้คือปัจจัยหลักๆ ที่ควรพิจารณา :

1.สี (colour) เป็นปัจจัยหลักในการประเมินค่าของหยก สีของหยก ไม่ได้มีเพียงแค่สีเขียว หยกมีได้หลายสี เช่น สีม่วงหรือลาเวนเดอร์เจดสีน้ำตาลหรือหยกน้ำผึ้ง ใสไม่มีสีหรือไอซ์เจด และสีเขียวซึ่งเป็นสีที่นิยมมากที่สุด โดยเฉพาะอิมพีเรียลเจด จะเป็นหยกสีเขียวที่หายากและมีมูลค่าสูง โดยสีจะเป็นสีเขียวสด ไม่เหลือง ไม่ดำ เนื้อสะอาด แสงสามารถส่องผ่านได้

2.ความโปร่งแสง (Transparency) เป็นคุณภาพที่บ่งบอกถึงมลทินภายในของหยก โดยปกติหยกจะมีระดับความโปร่งแสงอยู่ระดับทึบแสงถึงกึ่งโปร่งแสง แต่จะมีหยกบางเม็ดที่เป็นระดับพิเศษที่สีต้องสวย และมีความโปร่งแสงในระดับโปร่งแสง เช่น ไอซ์เจด และอิมพีเรียลเจด

3.การเจียระไน (Cut) เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงคุณภาพการเจียระไน ที่ต้องมีการขัดเงาที่ดีไม่มีรอยขนแมว หยกที่แกะสลักจะต้องมีลายที่ชัดเจนรายละเอียดครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าหยกที่กำลังจะซื้อนั้นเป็นหยกแท้ ซื้อหยกจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

สำหรับการตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการอัญมณี (LAP) ของ NGG ได้ใช้การตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานสากลโดยนำเครื่องมือมาใช้ในการช่วยวิเคราะห์เพื่อให้ได้ผลการตรวจสอบที่ถูกต้อง 100% ถึง 3 ขึ้นตอน คือ

1.กล้องไมโครสโคป นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญของ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีของ NGG ใช้กล้องไมโครสโคปตรวจสอบความเป็นธรรมชาติของสี

2.Laser Raman Spectroscope นำหยก (เฝ่ยฉุ้ย) มาตรวจสอบด้วยเครื่อง Laser Raman Spectroscope เพื่อดูว่ามีแร่ชนิดไหนเป็นแร่อะไรบ้าง เพราะแร่บางชนิดมีลักษณะทางกายภาพคล้ายหยกมาก เช่น Hydrogrossular Garnet

3.เครื่อง FTIR เป็นเครื่องมือที่ใช้แสงอินฟาเรดในตรวจวิเคราะห์โดยไม่ทำอันตรายใดๆกับหยก(เฝ่ยฉุ้ย) เพื่อจะตรวจสอบว่าหยกชิ้นนี้มีการใส่สารโพลิเมอร์หรือไม่

ทั้งนี้ NGG JEWELLERY จะคัดหยกที่เป็น A jade เท่านั้น การจะได้หยกธรรมชาติที่มีสีสวย เนื้อดีต้องอาศัย จังหวะและดวง ถึงจะได้พบกับหยกที่เรียกว่า สี Imperial ไม่ได้มีดีที่สีเขียวสวยงามคล้ายมรกต เนื้อต้องละเอียด แสงสามารถส่องผ่านได้ จึงจะเป็น Imperial jade หรือจักรพรรดิแห่งหยกเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์วางขายในร้าน NGG JEWELLERY เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้เมื่อซื้อหยก (เฝ่ยฉุ้ย)

การตรวจสอบหยกมีมากมายหลายวิธี เช่น

l การนำเส้นผมพันหยก (เฝ่ยฉุ้ย) แล้วลนไฟ ถ้าเป็นหยกแท้ผมจะไม่ขาด วิธีนี้เป็นความเชื่อแบบ ผิดๆ ความจริงนั้นไม่ว่าจะเป็นแร่ชนิดไหน ก็ทำให้ผมไม่ขาดเพราะการลนไฟ ไม่ได้จ่อไปที่ผมโดยตรง ส่วนมากจะแค่ลนๆ แกว่งไป-มา และไม่ว่าจะเป็นอัญมณีชนิดไหน ก็ทำให้ผมไม่ขาดเหมือนกัน

l หยกเย็น การตรวจสอบอัญมณี เรียกว่า “worm in touch, cold in touch” ช่วยแยกแยะได้ว่าอัญมณีชิ้นนี้เป็นแร่ แก้ว หรือพลาสติก ซึ่งวิธีนี้ไม่สามารถ ใช้ตรวจสอบหยกได้ เนื่องจากมีอัญมณีหลายชนิดที่นิยมนำมาหลอกขายว่าเป็นหยกแต่ราคาต่างกันมาก เช่น ควอทซ์ย้อมสี เป็นต้น

ปัจจุบันวงการหยก โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และไทย เปลี่ยนการเรียกชื่อกันเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบอัญมณีที่มีเครื่องมือทันสมัยมากขึ้น เช่น เครื่อง Laser Raman Spectroscope เป็นเครื่องที่ใช้เลเซอร์ในการวิเคราะห์ว่าเป็นพลอย แร่ชนิดใดอย่างละเอียด ซึ่งเครื่องนี้ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีของ NGG ก็ใช้เช่นกัน พบว่า หยก Jadeite ในอดีตที่ใช้กันมา ไม่ได้มีแร่ Jadeite อยู่เพียงชนิดเดียว พบว่ามีแร่ตัวอื่นอีกสองชนิดปนอยู่ด้วยกัน นั้นคือ Omphacite และ Kosmochlor โดยทั้งสามชนิดนี้เมื่อดูด้วยตาเปล่า หรือใช้กล้องไมโครสโคปที่มีกำลังขยาย 60 เท่า มาส่องก็ไม่พบความแตกต่าง มีเพียงเครื่องมือ Laser Raman Spectroscopeที่จะแยกแยะได้ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อเรียกกันใหม่ จากหยกพม่า หยก Jadeite เป็น หยกเฝ่ยฉุ้ยเพื่อป้องกันการสับสนในการซื้อขาย

ทั้งนี้ หยก (เฝ่ยฉุ้ย) ที่มีคุณภาพดี สีสวย ไม่ได้เป็นที่พบได้ตามปกติ เพราะมีการนำเฝ่ยฉุ้ยที่เนื้อและสีที่ไม่สวยมาปรับปรุงคุณภาพ เช่น ย้อมสี ใส่โพลิเมอร์เข้าไปทำให้สีสวย เนื้อดีขึ้นมาได้ หรือที่เรียกกันว่า หยกอาบน้ำ หรือ B+ , C jade ซึ่ง B jade หมายถึง (หยก) เฝ่ยฉุ้ยที่ใส่โพลิเมอร์เข้าไปให้เนื้อใสขึ้น C jade หมายถึง เฝ่ยฉุ้ยที่ย้อมสีส่วนเฝ่ยฉุ้ยธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรับปรุงใดๆ จะเรียกว่า A jade

สำหรับการดูแลรักษาหยกเพื่อให้คงความสวยงามและคุณค่านั้นมีขั้นตอนดังนี้

1.ทำความสะอาด ใช้น้ำผสมน้ำยาล้างจาน ชโลมให้ทั่วหยก แล้วใช้แปรงสีฟันขนนุ่มๆ ขัดอย่างทะนุถนอม

2.ล้างน้ำ หลังจากทำความสะอาดแล้ว ให้ล้างหยกด้วยน้ำสะอาดที่มีอุณหภูมิห้อง แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาดและนุ่ม

3.เก็บรักษา เมื่อหยกแห้งสนิทแล้ว ควรเก็บไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงการเก็บในที่ที่มีความชื้นสูง

ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ผ้าที่ไม่สะอาดหรือมีฝุ่นมาเช็ดหยก เพราะอาจทำให้หยกเกิดรอยขีดข่วนได้ การดูแลรักษาหยกอย่างถูกวิธีจะช่วยให้หยกของคุณคงความงามและคุณค่าไปได้อีกนาน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801990

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาและจิตใจ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองและพฤติกรรมเสี่ยง ในช่วงนี้สมองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของกลีบหน้าสมอง (Prefrontal cortex) ที่มีบทบาทในการควบคุมการตัดสินใจและการยับยั้งพฤติกรรม ความไม่สมดุลระหว่างการทำงานของสมองส่วน limbic ที่มีการทำงานอย่างมาก กับสมองส่วน PFC ที่กำลังค่อยๆ พัฒนา ทำให้วัยรุ่นมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การชกต่อยการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการเสพยาและติดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ที่สมองส่วน PFC มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์

การเข้าใจพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถนำทางชีวิตของตนไปในทิศทางที่ดี การสนับสนุนจากครอบครัว โรงเรียน และสังคม สามารถช่วยให้วัยรุ่นมีทักษะในการตัดสินใจที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ยิ่งรัก บุญดำ ช่วยบุญ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ในทุกๆ วัน สมองของมนุษย์เราต้องทำงานอย่างซับซ้อนเพื่อที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้ โดยการที่เราจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องอาศัยความสามารถพิเศษของสมองที่เรียกว่า Executivefunctions (EFs) คำว่า “Executive” มีความหมายสัมพันธ์กับคำกริยา “to execute” ซึ่งแปลว่า กระทำ หรือปฏิบัติ ดังนั้น EFs เปรียบเหมือนวิธีการที่เราจำเป็นต้องลงมือกระทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของเรา เช่นเดียวกับการที่เราต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้นั่นเอง EFs จึงเป็นทักษะที่ช่วยให้มนุษย์เรามีความต้องการ ความปรารถนา และสามารถลงมือทำจนบรรลุเป้าหมาย โดยการที่เราจะจัดระเบียบความคิด วางแผน และลงมือทำจนสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักของ EFs คือ

l การยับยั้งไตร่ตรอง (inhibition) เป็นความสามารถของสมองในการควบคุมความสนใจ พฤติกรรม ความคิด และอารมณ์รวมถึงการป้องกันการตอบสนองที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ตรงหน้า การยับยั้งจะช่วยพาเราออกห่างจากการกระทำที่หุนหันพลันแล่นหรือสุ่มเสี่ยง ส่งผลให้เรารับรู้ว่าการกระทำใดเหมาะสมและจำเป็นที่สุด ณ ขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเรากำลังข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทันใดนั้นเรามองเห็นรถขับมาเร็วและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เราจะหยุดข้ามถนนทันที การแสดงออกที่เกิดขึ้นนั้นจัดเป็นการยับยั้งพฤติกรรม แต่หากเป็นสถานการณ์ที่เราต้องการออมเงินให้ถึงเป้า แต่ดันไปเจอกระเป๋าที่อยากได้ ผลลัพธ์สุดท้ายคือเราไม่ซื้อกระเป๋า เพื่อต้องการให้เป้าหมายการออมเงินสำเร็จลุล่วง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจัดเป็นการยับยั้ง หรือควบคุมความคิด เป็นต้น

l การแก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (updating) เป็นความสามารถของสมองในการจดจำและแก้ไขข้อมูล ณ ขณะนั้น ให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่องานที่กำลังลงมือทำอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราถามทางไปตลาด เราจะต้องจดจำเส้นทางตามคำบอกเล่า และเมื่อเราเดินทางผ่านทางแยกแรก เราจะต้องนึกไว้เสมอว่าแยกต่อไปอยู่ตรงไหน และต้องเดินเลี้ยวทิศทางใด เป็นต้น

l การปรับเปลี่ยนหรือยืดหยุ่นทางความคิด (shifting) เป็นความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ด้วยการเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ไปยังกิจกรรมใหม่ที่มีความสำคัญมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่เรากำลังพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ แล้วมีเพื่อนเดินมาคุยด้วย เราจะหยุดความสนใจจากโทรศัพท์ และพุ่งความสนใจไปพูดคุยกับเพื่อนแทน เป็นต้นวัยรุ่น ช่วงวัยของการพัฒนาสมองและแสดงพฤติกรรมเสี่ยง

การยับยั้ง การแก้ไขข้อมูล และการปรับเปลี่ยนความคิด เป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับความสามารถในการวางแผนต่างๆ (เช่น วางแผนการทำกิจกรรม) การใช้เหตุผล (เช่น การถกเถียงกันโดยใช้ข้อโต้แย้งที่ดี) และ การแก้ปัญหา (เช่น การหาคำตอบในสมการเลขคณิต) ของมนุษย์ โดยทักษะ EFs จะเริ่มพัฒนาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสมบูรณ์เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งการพัฒนาทักษะดังกล่าวจะสอดคล้องกับการพัฒนาการทำงานของสมองกลีบหน้าส่วนต้น (Prefrontal cortex หรือ PFC) โดยสมองส่วน PFC เปรียบเหมือนเจ้านายของ EFs มีหน้าที่หลักทำให้มนุษย์เรามีความสามารถในการใช้เหตุผล วางแผน และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ร่วมกับการทำงานของสมองส่วนอื่นๆ

ถึงแม้ว่าสมองส่วน PFC จะมีการพัฒนาตลอดเวลา แต่การพัฒนาของสมองส่วนนี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ เมื่อเปรียบเทียบกับสมองส่วนอื่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมองส่วน Limbic หรือ สมองส่วนอารมณ์ที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น สมองส่วน limbic จะเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางอารมณ์ การตอบสนองต่ออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น การแสวงหาความสุขความพึงพอใจ รวมถึงการแสวงหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ โดยในช่วงวัยรุ่นนั้น สมองส่วน limbic จะเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมของเราให้เข้าหาตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความพึงพอใจมากกว่าตัวกระตุ้นชนิดอื่น เช่น อาหาร เพศ การพนัน และยาเสพติดเป็นต้น ดังนั้น ในช่วงเวลานี้สมองส่วน limbicจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหนือกว่าสมองส่วน PFC

ในทางกลับกัน ช่วงวัยผู้ใหญ่เป็นช่วงวัยที่สมองส่วน PFC มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ดังนั้น เมื่อผู้ใหญ่มีความต้องการที่จะทำพฤติกรรมบางอย่างที่สุ่มเสี่ยง เช่น การกระโดดจากที่สูง การเดิมพัน การขับรถเร็ว ผู้ใหญ่จะสามารถพิจารณาถึงผลที่จะตามมาและใช้สติในการตัดสินใจว่าจะทำตามความต้องการเหล่านั้นหรือไม่ ซึ่งในวัยรุ่นความสามารถในการควบคุมแรงกระตุ้นและความต้องการเหล่านี้มีน้อยกว่า เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างการทำงานของสมองส่วน limbic (ที่มีการทำงานอย่างมาก) กับสมองส่วน PFC (ที่กำลังค่อยๆ พัฒนา) ด้วยสาเหตุดังกล่าว จึงส่งผลให้วัยรุ่นมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การชกต่อย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการเสพยาและติดแอลกอฮอล์ ได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ที่สมองส่วน PFC มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อจะลดโอกาสในการแสดงพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง การพัฒนาทักษะ EFs ผ่านทางการฝึกการยับยั้งไตร่ตรอง เสริมสร้างความจำ ควบคุมความสนใจ รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นทางความคิด จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการส่งเสริมให้วัยรุ่นสามารถใช้สติในการขับเคลื่อนชีวิตประจำวันได้ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://
pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้จักโรคลมชัก..โรคที่รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800669

Life & Health : เรียนรู้จักโรคลมชัก..โรคที่รักษาได้

Life & Health : เรียนรู้จักโรคลมชัก..โรคที่รักษาได้

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

อาการแสดงของโรคลมชัก อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ขับรถ ว่ายน้ำ หรือทำภารกิจสำคัญ ซึ่งหากเกิดขึ้นก็อาจก่อให้เกิดอันตราย ปัจจุบันมีการพัฒนาตัวยารักษาโรคลมชักที่ทันสมัย ผู้ป่วยโรคลมชักที่เข้ารับการรักษากว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์จึงสามารถหายได้ด้วยการเลือกและปรับยากันชักให้เหมาะสม

โดยส่วนใหญ่อาการชักสามารถหยุดเองได้ในระยะเวลา 1-2 นาที เพราะฉะนั้นหากพบเห็นผู้ป่วยมีอาการชักแบบเกร็งกระตุก สิ่งที่คนทั่วไปจะช่วยได้คือจับผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อไม่ให้เกิดการสำลัก และที่สำคัญคือห้ามใส่อะไรก็ตามเข้าไปในช่องปากของผู้ป่วย ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายทั้งกับผู้ป่วยและผู้ปฐมพยาบาลเอง

สำหรับการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคลมชักสามารถทำได้ดังนี้

l รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ยาเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอาการชัก ควรรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์และห้ามหยุดยาด้วยตนเอง

l รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และควรเลือกอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพสมอง เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีน

l การพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับที่เพียงพอช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

l การออกกำลังกาย ออกกำลังกายเป็นประโยชน์ในการควบคุมอาการชัก แต่ควรปฏิบัติอย่างระมัดระวัง หากมีอาการชักเกิดขึ้นในช่วงการออกกำลังกาย ควรหยุดทันทีและปรึกษาแพทย์

l หลีกเลี่ยงความเครียด ควรลดความเครียดในชีวิตประจำวัน อาจใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น โยคะ การหายใจลึกๆหรือการทำสมาธิ

l หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด แอลกอฮอล์อาจเป็นส่วนที่เสี่ยงทำให้อาการชักกำเริบ

l หากมีไข้สูง ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็วที่สุด ไข้สูงอาจเป็นส่วนที่เสี่ยงทำให้อาการชักกำเริบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

ข้อมูลจาก นายแพทย์ชูศักดิ์ ลิโมทัย อายุรแพทย์ระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคลมชัก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคลมชัก (Epilepsy) เกิดจากการที่เซลล์สมองปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมามากผิดปกติ โดยแบ่งประเภทของโรคลมชักเป็น 2 ประเภท คือ โรคลมชักที่มีจุดกำเนิดชักเฉพาะที่หรือเกิดขึ้นกับสมองบางส่วน (Focal epilepsy) และโรคลมชักที่กระจายไปทั่วสมอง 2 ข้างอย่างรวดเร็ว (Generalized epilepsy) ซึ่งสาเหตุของโรคลมชักจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เช่นในกลุ่มเด็ก พบว่าอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม ความผิดปกติของสมองที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือมีการติดเชื้อในสมองและจากไข้สูง เป็นต้น,ในกลุ่มผู้ใหญ่ พบว่ามีสาเหตุจากอุบัติเหตุทางสมอง เนื้องอกสมอง เป็นต้น, ในกลุ่มผู้สูงอายุ มักมีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคลมชักมักไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด

ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถมีอาการชัก (seizures) โดยไม่มีเหตุกระตุ้น ขณะที่ผู้ป่วยบางส่วนอาจเกิดอาการชักเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น เมื่อมีการอดนอน มีความเครียด

รูปแบบอาการชัก (seizure) จะแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบง่ายๆ ได้แก่

1.อาการชักแบบเกร็ง กระตุก

2.อาการชักแบบเหม่อลอย ผู้ป่วยอาจทำอะไรไม่รู้ตัว มีการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ เช่น มีการเคี้ยวปาก มือคลำสิ่งของหรือเสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งคนทั่วไปมักไม่ทราบว่าลักษณะนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของอาการชัก

ทั้งนี้ พบว่าหากผู้ป่วยมีอาการชักบ่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก อาจส่งผลต่อพัฒนาการที่ล่าช้า ไม่เป็นไปตามช่วงอายุ ในขณะที่ผู้ใหญ่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการชักบ่อยส่งผลต่อเซลล์สมองอย่างไร แต่พบว่าในช่วงหลังจากเกิดอาการชักใหม่ๆ ภายใน 5 นาที-1 ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจทำอะไรช้าลง สับสน ซึ่งจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

การตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก แพทย์จะต้องใช้เวลาในการซักประวัติทั้งจากผู้เห็นเหตุการณ์หรือครอบครัว และตัวผู้ป่วยเอง โดยผู้ป่วยจะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการนำก่อนชัก เช่น แน่นท้อง ใจสั่น ใจหวิว เห็นแสงแปลกๆ หรือหูแว่ว ส่วนผู้เห็นเหตุการณ์จะบอกลักษณะอาการในขณะที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ได้ว่าเกิดจากความผิดปกติจากสมองส่วนใด นอกจากนี้ ยังสามารถวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography : EEG) เพื่อช่วยยืนยันว่ามีคลื่นที่บ่งชี้ในการเป็นโรคลมชัก และช่วยแยกประเภทของอาการชักซึ่งมีผลต่อการเลือกใช้ยาในการรักษาอย่างเหมาะสม

โรคลมชักเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายด้วยการควบคุมไม่ให้มีอาการชักด้วยยากันชักได้ถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น วิธีการรักษาโดยทั่วไปจะเริ่มจากการใช้ยากันชักเป็นหลัก แต่ในกลุ่มผู้ป่วยลมชักที่เกิดเฉพาะที่ (Focal epilepsy) หากได้ยาไปแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาจุดกำเนิดชักเพื่อวางแผนผ่าตัด นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยทั้งกลุ่มโรคลมชักแบบเฉพาะที่ (Focal epilepsy) และแบบกระจายทั้งสมอง (Generalized epilepsy) ยังสามารถใช้รักษาได้ด้วยการใช้คลื่นกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) หรือเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve stimulation : VNS) เพื่อควบคุมอาการชัก ในกลุ่มที่สามารถให้ความร่วมมือด้านโภชนาการได้ ยังสามารถใช้วิธีการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิค (Ketogenic Diet) เพื่อช่วยลดอาการชักได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคลมชักจะเน้นไปที่การป้องกันตามสาเหตุ เช่น ในเด็กควรป้องกันไม่ให้เกิดไข้สูงบ่อยๆ ในผู้ใหญ่ควรป้องกันหรือระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่จะกระทบต่อสมอง และในผู้สูงอายุ ควรป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้งการบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

l ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

l หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิสาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

l ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

l โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการ โลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ