Life & Health : ดนตรีและการพัฒนาสมอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/799409

Life & Health : ดนตรีและการพัฒนาสมอง

Life & Health : ดนตรีและการพัฒนาสมอง

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ดนตรี มีบทบาทที่สำคัญในชีวิตของเราในหลายด้าน เช่น การเสริมสร้างสุขภาพทางกายโดยการฟังดนตรีช่วยลดความเครียด ควบคุมความดันโลหิต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งการเล่นดนตรีเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนาน ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น และเสริมสร้างกล้ามเนื้อทั้งนี้ ดนตรียังช่วยการลดความวิตกกังวลและเสริมสร้างอารมณ์ดีโดยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมน รู้สึกดีตามธรรมชาติของร่างกาย การฟังดนตรีที่คุณชอบช่วยสร้างความสุขและความสนุกในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะดนตรียังมีบทบาทในการพัฒนาสมองช่วยเสริมสร้างสมองให้มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับปรุงโครงสร้างตลอดเวลาด้วย

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ยิ่งรัก (บุญดำ) ช่วยบุญ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ดนตรีเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่ใช้เสียงในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกไปยังผู้ฟัง โดยเสียงที่เกิดขึ้นนั้นอาจมาจากเสียงที่เราเปล่งออกมาให้เกิดเป็นท่วงทำนองเพลงหรือเกิดจากเครื่องบรรเลงที่ทำให้เกิดเสียงสูงต่ำประกอบกันเป็นเสียงเพลง การเล่นดนตรีนอกจากจะทำให้ร่างกายและจิตใจของเรารู้สึกผ่อนคลายแล้วนั้นยังส่งผลต่อการทำงานของสมองในทุกช่วงวัยอีกด้วย

ในขณะที่เราเล่นดนตรีนั้นจะต้องอาศัยการทำงานของสมองหลายส่วน ทั้งส่วนที่ควบคุมการได้ยิน การมองเห็น การเคลื่อนไหว และสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดขั้นสูง ยกตัวอย่างเช่น การเล่นเปียโนในวงดนตรีผู้เล่นต้องทำการเคลื่อนไหวนิ้วมือทั้งสองข้างลงบนแป้นเปียโนให้ประสานสัมพันธ์กันตามโน้ตเพลง รวมถึงต้องถ่ายทอดอารมณ์ไปยังผู้เล่นดนตรีอื่นและผู้ฟัง ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดังนี้

1.การเล่นดนตรีช่วยให้สมองเกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลอดเวลา (neuroplasticity)

ดังคำกล่าวของ Hebbian ที่ว่า “neuron that fire together, wire together-เซลล์ประสาทที่ทำงานร่วมกัน จะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นไปด้วยกัน” ซึ่งในการฝึกฝนเล่นดนตรีซ้ำๆ เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อวงจรประสาทในสมองอย่างหนึ่ง โดยเราต้องอาศัยการทำงานของสมองหลายส่วน ได้แก่

l การอ่านโน้ตเพลงและตีความตัวโน้ตอาศัยการทำงานของสมองส่วนท้ายทอย (occipital lobe)

l การฟังและวิเคราะห์เสียงอาศัยการทำงานของสมองส่วนขมับ (temporal lobe)

l การเคลื่อนไหวนิ้วมือและวางแผนการเคลื่อนไหวอาศัยการทำงานของสมองส่วนหน้า (frontal lobe)

l การรวบรวมข้อมูลประสาทสัมผัสทั้งหมดที่เข้ามาอาศัยการทำงานของสมองส่วนกลีบข้างกระหม่อม (parietal lobe)

l การวางแผนการเคลื่อนไหวและเรียนรู้การเคลื่อนไหวอาศัยการทำงานของสมองส่วนเบซัล แกงเกลีย (basal ganglia) ทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวมือได้อย่างอัตโนมัติ

l การเคลื่อนไหวมือทั้ง 2 ข้างให้ประสานสัมพันธ์กันและเรียนรู้การเคลื่อนไหว อาศัยการทำงานของสมองส่วนซีรีเบลลัม (cerebellum)

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าการเล่นดนตรีส่งผลให้สมองเกิด neuroplasticity ในทุกส่วน

2.การเล่นดนตรีช่วยเพิ่มความสามารถในการรู้คิด (cognitive ability)

ในการเล่นดนตรีนั้นเราจะต้องจดจำตัวโน้ต มีใจจดจ่อกับดนตรีที่เรากำลังเล่น และมีการสื่ออารมณ์ของเพลงออกไปอย่างเหมาะสม การแสดงออกดังกล่าวเป็นเพิ่มความสามารถของสมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความจำขณะทำงาน การจดจ่อกับสิ่งที่กำลังกระทำการยับยั้งกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม การคิดเชิงตรรกะ การแก้ปัญหาและวิเคราะห์โครงสร้างเพลง เพิ่มความสามารถของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ในการสร้างความจำระยะยาว ทำให้เราจดจำโน้ตเพลงได้ และเพิ่มความสามารถของสมองส่วนลิมบิค (limbic system) ในการถ่ายทอดอารมณ์ให้เหมาะกับเพลงที่เรากำลังเล่นอยู่ในขณะนั้น จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้งานวิจัยพบว่านักดนตรีจะมีความสามารถของทักษะการรู้คิดที่ดีกว่าคนทั่วไป และในเด็กที่มีการฝึกฝนดนตรีนั้นจะมีความสามารถด้านภาษา และคณิตศาสตร์ที่ดีกว่าเด็กทั่วไป

3.การเล่นดนตรีช่วยพัฒนาทักษะการบริหารจัดการของสมอง (executive function ; EF)

ผลการวิจัยพบว่าเด็กที่เล่นดนตรีนั้นจะมีทักษะด้าน EF ที่ดีกว่าเด็กทั่วไป โดยทักษะ EF นั้นเป็นความสามารถของสมองส่วนหน้าสุดที่ใช้ในการบริหารจัดการชีวิต ครอบคลุมถึงการวางแผน ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกการแก้ปัญหา ความจำขณะทำงาน และความยืดหยุ่นทางความคิดจากการศึกษาดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การเล่นดนตรีช่วยในการพัฒนาทักษะ EF ในช่วงต้นของการเจริญเติบโต เนื่องจากขณะที่เราเล่นดนตรีนั้น สมองส่วนหน้าสุดจะต้องทำงานเพื่อใช้ในการจดจำตัวโน้ตที่กำลังเล่นรวมถึงเนื้อเพลงที่เพิ่งเล่นจบไปก่อนหน้า และในช่วงฝึกฝนการเล่นเพลงต่างๆ นั้น สมองส่วนหน้าสุดต้องทำงานเพื่อช่วยวิเคราะห์โครงสร้างของเพลง วางแผนการเล่น รวมถึงแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นขณะเล่นดนตรี

ซึ่งนอกจากประโยชน์ต่อสมองทั้ง 3 ข้อข้างต้นแล้วนั้น การเล่นดนตรียังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะความจำเสื่อมเพิ่มทักษะการเคลื่อนไหวละเอียด (การเคลื่อนไหวของนิ้วมือ) ในผู้ใหญ่ ผู้สูงวัย รวมถึงผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มความสามารถด้านการฟังในผู้สูงวัย ส่งผลให้ผู้สูงวัยฟังเสียงและแยกแยะเสียงได้ชัดเจนมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการจดจ่อของผู้สูงวัยได้ดี

กล่าวโดยสรุปก็คือ การเล่นดนตรีนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสมองในทุกช่วงวัย และยังช่วยส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพได้อีกด้วย หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้ทันเรื่องโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/798293

Life & Health : รู้ทันเรื่องโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis)

Life & Health : รู้ทันเรื่องโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis)

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรคที่มาจากนกและส่งผลต่อสุขภาพของคนมีหลายชนิดเช่น โรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis) ที่เกิดจากเชื้อรา Cryptococcus neoformans ที่พบในมูลนกพิราบ สามารถส่งผลกระทบต่อปอดและอาจลุกลามไปยังสมอง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ที่สามารถเกิดจากการสูดดมละอองของมูลนกพิราบชนิดแห้ง อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โรคไข้หวัดนก โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งสามารถติดต่อจากนกสู่คนได้ มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป และ โรคซิตตาโคซิส (Psittacosis) หรือโรคไข้นกแก้ว เป็นต้น เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสนกและมูลนกโดยตรง และใช้หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ใกล้นกหรือทำความสะอาดพื้นที่ที่นกอาศัยอยู่

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคไข้นกแก้วหรือโรคซิตตาโคซีส (Psittacosis) มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าคลามัยเดีย ซิตตาซี (Chlamydia psittaci) (ชื่อใหม่ของเชื้อนี้คือ คลามัยโดฟิล่า ซิตตาซี (Chlamydophila psittaci) เนื่องจากเชื้อชนิดนี้พบครั้งแรกในนกแก้วจึงเรียกโรคที่เกิดขึ้นว่า “โรคไข้นกแก้ว” โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อในนกชนิดต่างๆ เช่น นกแก้วนกพาราคีท นกพิราบ นกกระจอกและ นกคีรีบูน นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อนี้ได้ในสัตว์ปีกชนิดอื่นๆ เช่น เป็ดและไก่งวง รวมถึงพบในสัตว์ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก เช่น สุนัข แมว ม้า และหมู ในปัจจุบันพบรายงานการระบาดของโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) ในประเทศแถบยุโรป เช่น ออสเตรีย เดนมาร์ก เยอรมนี สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงมีรายงานผู้เสียชีวิตในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยเคยมีรายงานการระบาดของโรคไข้นกแก้วครั้งแรกในปี 2539 และจากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (9 มีนาคม 2567) พบว่าปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้นกแก้วในประเทศไทย ในบทความฉบับนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลในการเฝ้าระวังและดูแลตนเองต่อไป

การติดต่อและกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคไข้นกแก้ว

การติดเชื้อไข้นกแก้วพบได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่ทำงานหรือมีพฤติกรรมใกล้ชิดกับนกและสัตว์ปีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เลี้ยงนกเป็นสัตว์เลี้ยง รวมถึงผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับนกและสัตว์ปีก เช่น ผู้ที่เลี้ยงนกหรือให้อาหารนก พนักงานในร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงนก ผู้ที่ทำงานในร้านค้าจำหน่ายสัตว์เลี้ยง ผู้ที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก สัตวแพทย์และผู้ช่วยสัตวแพทย์ คนได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสมูลนกหรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจของนกที่ติดเชื้อ รวมถึงการสูดดมเอาละอองของมูลนกแห้งหรือขนนกที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป นอกจากนี้คนอาจมีโอกาสได้รับเชื้อจากการสัมผัสกับปากของนกหรือถูกนกกัดโดยตรง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการแพร่เชื้อจากคนสู่คนรวมถึงการติดต่อผ่านการรับประทานเนื้อของสัตว์ปีกที่ติดเชื้อซึ่งโอกาสดังกล่าวพบได้น้อยมาก

อาการของโรคไข้นกแก้ว

เชื้อก่อโรคไข้นกแก้วมีระยะฟักตัว 5-14 วันซึ่งอาการของผู้ป่วยโดยทั่วไปจะคล้ายกับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ โดยอาการมักไม่รุนแรงหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย อาการที่พบบ่อยได้แก่ มีไข้ หนาวสั่นปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อและไอแห้ง

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจพบอาการรุนแรงหรืออาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่นปอดอักเสบ เยื่อบุหัวใจและลิ้นหัวใจอักเสบ ตับอักเสบและการติดเชื้อในระบบประสาทรวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้มีน้อยมาก (น้อยกว่าร้อยละ 1)

การวินิจฉัยโรคไข้นกแก้ว

เนื่องจากอาการของผู้ป่วยโรคนี้คล้ายกับอาการของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคจึงอาศัยอาการแสดงทางคลินิกร่วมกับประวัติเสี่ยงหรือประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับนก ที่เลี้ยงหรือสัตว์ปีกชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ อาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อ เช่น การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อจากเลือด การเพาะเชื้อ การตรวจหาสารพันธุกรรมหรือชิ้นส่วนโปรตีน (แอนติเจน) ของเชื้อจากตัวอย่างที่เก็บจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย เช่น เสมหะ รวมถึงตัวอย่างตรวจที่เก็บจากคอหอยส่วนจมูก (nasopharynx) หรือคอหอยหลังช่องปาก (oropharynx)

การรักษาโรคไข้นกแก้ว

โรคนี้รักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม macrolides หรือ tetracyclines รวมถึงการรักษาตามอาการที่พบในผู้ป่วย นอกจากนี้การได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หายจากโรคนี้มีโอกาสติดเชื้อหรือเป็นโรคนี้ซ้ำอีกครั้งได้

การป้องกันโรคไข้นกแก้ว

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้นกแก้ว แต่มีวิธีการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัสนกรวมถึงสัตว์ปีกที่ป่วย หากต้องปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดกับนกและสัตว์ปีก ควรสวมเสื้อผ้าและเครื่องป้องกันให้มิดชิดรวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยและสวมถุงมือให้เหมาะสม ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งภายหลังการปฏิบัติงานหรือสัมผัสใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก รวมถึงหมั่นคอยสังเกตอาการของตนเองและสัตว์อยู่เสมอ นอกจากนี้ถ้ามีอาการสงสัยว่าจะติดเชื้อดังกล่าว เช่น มีไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับมีประวัติในการสัมผัสนกหรือสัตว์ปีก ควรรีบพบแพทย์ทันที หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

LIFE & HEALTH : รู้จักการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจด้วยเทคนิคไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796899

LIFE & HEALTH : รู้จักการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจด้วยเทคนิคไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม

LIFE & HEALTH : รู้จักการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจด้วยเทคนิคไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.47 น.

โรคหลอดเลือดหัวใจจัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ที่พบได้ตั้งแต่คนวัยหนุ่มสาวไปจนถึงผู้สูงอายุ เป็นโรคที่มักพบได้มากขึ้นตามอายุ โดย โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD/Coronary Heart Disease: CHD) เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่างๆ ภายในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือด ผู้ป่วยจึงมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจติดขัด หรือรุนแรงถึงขั้นหัวใจวาย หากหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบทำให้ร่างกายไม่สามารถส่งกระแสเลือดและออกซิเจนไปยังหัวใจได้โดยเฉพาะในขณะที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างออกกำลังกาย เป็นต้น

ข้อมูลจาก นายแพทย์ชวกร เหลี่ยมไพรบูรณ์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือการที่หลอดเลือดหัวใจมีการตีบหรือตันเลือดจึงไม่สามารถไหลผ่านได้สะดวก ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลงซึ่งการตีบหรือตันเกิดจากการที่มีไขมันหรือหินปูนเกาะในหลอดเลือด โดยมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น โรคไขมันในหลอดเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น สูบบุหรี่

ทั้งนี้ เมื่อเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จะก่อให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หากเป็นมากขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ เพราะฉะนั้นหากเริ่มมีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีหลายวิธี ตั้งแต่การรับประทานยา, การทำบอลลูนหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือด, ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจมีการตีบตันหลายตำแหน่งหรือหลายเส้น แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ เป็นการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจเพื่อให้เลือดได้ไหลผ่านแทนหลอดเลือดเดิมที่ตีบตัน

การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจวิธีที่ทำกันมานาน และยังทำเป็นมาตรฐานอยู่ เป็นการผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On-Pump CABG) ร่วมกับทำให้หัวใจหยุดเต้น แพทย์จะสามารถผ่าตัดได้อย่างสะดวก แต่จากการศึกษาพบว่าเครื่องปอดและหัวใจเทียมอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกาย อาจทำให้การฟื้นตัวและการทำงานของหัวใจลดลง อีกทั้งยังส่งผลต่อเกล็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติหลังผ่าตัดได้

ในปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดที่เรียกว่า การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ใช่เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump CABG) เป็นวิธีผ่าตัดที่หัวใจไม่หยุดเต้นในระหว่างการผ่าตัด โดยแพทย์จะนำเครื่องมือเข้ามาเกาะยึดหัวใจให้หยุดนิ่งในตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัด โดยที่หัวใจยังเต้นอยู่ สามารถผ่าตัดได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม

การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม มีข้อดีหลายประการ ดังนี้

l ลดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม

l เสียเลือดน้อยกว่า ลดอัตราการเติมเลือดในขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด

l ลดระยะเวลาการผ่าตัดและดมยาสลบสั้นลง

l ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว ระยะพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง

l ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย ดังนี้

1.รับประทานอาหารและยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

2.งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด

3.การหยุดยาต้านเกล็ดเลือดในผู้ป่วยแต่ละราย จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

4.เข้าพักที่โรงพยาบาล 1 วันก่อนการผ่าตัดเพื่อเตรียมความพร้อมร่างกาย

5.ประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัดโดยศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก และวิสัญญีแพทย์

หลังการผ่าตัดผู้ป่วย ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และติดตามผลการรักษากับแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงอาหารที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงหรือน้ำตาลในเลือดสูง

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจด้วยเทคนิคไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม เป็นทางเลือกการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย แต่จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการใช้เทคนิคนี้ จึงจะช่วยให้การผ่าตัดรวดเร็ว เกิดประโยชน์สูงสุด และปลอดภัยกับตัวผู้ป่วยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา

โดยสรุป โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภาวะที่หลอดเลือดหัวใจเกิดการตีบแคบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ ซึ่งหากหลอดเลือดมีการตีบตันหลายตำแหน่งหรือหลายเส้น แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ ปัจจุบันมีเทคนิคที่เรียกว่าการผ่าตัดบายพาสหัวใจด้วยเทคนิค “โดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม” (Off-Pump CABG) ทำให้ลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาจากการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม ลดอัตราการเสียเลือดลดลง ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

ขอประชาสัมพันธ์การช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่านับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พักเวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ผิวแพ้ง่ายและผื่นแพ้ผิวหนังกับการดูแล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/795492

Life & Health : ผิวแพ้ง่ายและผื่นแพ้ผิวหนังกับการดูแล

Life & Health : ผิวแพ้ง่ายและผื่นแพ้ผิวหนังกับการดูแล

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin) เป็นภาวะที่ผิวมีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ง่าย เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สารกันแดด เนื้อผ้าที่สวมใส่บางชนิด น้ำ หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศที่แห้งและเย็น นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบว่าอาการระคายเคืองที่เกิดขึ้นในผิวแพ้ง่ายยังสัมพันธ์กับรอบประจำเดือนของสุภาพสตรีอีกด้วย อาการที่มักแสดงถึงการระคายเคืองในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ได้แก่ การเกิดผดผื่นคัน ตึงผิว แสบร้อน และผิวไหม้ ซึ่งลักษณะของผื่นที่พบอาจมีลักษณะเป็นรอยแดง แห้งลอก หรือเกิดเป็นผื่นนูนขึ้นมาได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกวัยทั้งเพศชายและหญิง

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภญ.บุญธิดา มระกูล ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นโรคที่เกิดจากผิวหนังมีการอักเสบเรื้อรัง จากปฏิกิริยาทางภูมิแพ้ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่โรคติดต่อหรือเกิดจากความสกปรก แต่เกิดมาจากร่างกายของผู้ป่วยมีภูมิที่ไวต่อการตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นต่างๆ มากเกินไป โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ผิวหนัง อาจจะมีอาการภูมิแพ้อื่นๆร่วมด้วย เช่น แพ้อากาศ เยื่อบุจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ และหอบหืด เป็นต้น ซึ่งภาวะการดำเนินของโรคที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ คือ มีช่วงที่ภาวะโรคกำเริบ คือเกิดผื่นผิวหนังเห่อแดงและมีอาการคัน สลับกับช่วงที่มีภาวะโรคสงบ สาเหตุของการเกิดโรคผื่นแพ้ผิวหนังยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดมาจากหลายสาเหตุร่วมกัน โดยสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมของตัวผู้ป่วยเองหรือจากบุคคลในครอบครัวที่มีประวัติภูมิแพ้ซึ่งมีภูมิที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ร่วมกับปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผื่นที่เห่อมากขึ้น การกำเริบของผื่นที่เห่อลุกลามส่วนใหญ่จะมาจากการเกาของผู้ป่วย เนื่องจากผื่นที่เกิดขึ้นจะมีอาการเด่นคืออาการคัน เมื่อมีการเกาจะทำให้โรคเกิดการลุกลามและเห่อของผื่นมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นมีความรุนแรงมากขึ้น ได้แก่

l สภาพอากาศ ยกตัวอย่างเช่น อากาศร้อน อากาศเย็น การอาบน้ำร้อนและสภาพอากาศที่แห้ง ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นเกิดการเห่อรุนแรงขึ้นได้

l อาหารบางชนิด ได้แก่ นม ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ซึ่งพบว่าอาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบางรายที่มีการแพ้อาหารดังกล่าว

l สารระคายเคือง และสารชำระล้างทำความสะอาด เช่น น้ำหอม สบู่ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น

l เนื้อผ้าบางชนิดที่ระคายเคืองต่อผิว

l สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยในอากาศ เช่น ตัวไรฝุ่น

l การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ผิวหนัง จากการเกาของผู้ป่วย

l การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และความวิตกกังวล

อาการที่มักเกิดขึ้นของโรคผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบ คือ ผู้ป่วยจะมีผิวที่ค่อนข้างแห้ง หรือแห้งมาก และมีอาการคันอย่างมากเป็นอาการเด่น ลักษณะการอักเสบของผิวหนังอาจแบ่งได้เป็นหลายระยะ ตั้งแต่ระยะเฉียบพลันจนถึงระยะเรื้อรัง ในระยะเฉียบพลันมักมีรอยโรคที่มีลักษณะเห่อแดงคัน อาจมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ หรือมีน้ำเหลืองเยิ้มซึมซึ่งมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมด้วย ในระยะรองจากเฉียบพลันรอยโรคจะมีลักษณะเป็นขุยแห้งหรือมีสะเก็ด และระยะเรื้อรังซึ่งรอยโรคจะมีลักษณะเป็นปื้นนูน คันมีขุย และมีการหนาตัวของผิวหนัง

สำหรับบริเวณหรือตำแหน่งที่มีการเกิดรอยโรคจะมีความแตกต่างกันตามวัยของผู้ป่วย ยกตัวอย่างเช่น ในวัยทารกผื่นที่เกิดขึ้นมักจะเกิดบริเวณแก้ม และด้านนอกของแขนขา ข้อมือ ข้อเท้า ขณะที่วัยเด็กโตและผู้ใหญ่มักพบผื่นที่มีความหนาขึ้นที่บริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ข้อพับแขนขา บริเวณลำคอ หรือหากมีการเกาอาจเป็นปื้นลามไปทั่วร่างกายได้การป้องกันและรักษาผื่นแพ้ผิวหนัง และการดูแลผิวที่แพ้ง่าย มีหลักการที่สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดการกำเริบของผื่นแพ้ดังที่กล่าวมาข้างต้น

2.หลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวจะทำให้ร่างกายมีเหงื่อออก และสภาพอากาศที่เย็นจัดซึ่งมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดผื่นคันได้

3.รักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง โดยการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น หรือการอาบน้ำที่บ่อยจนเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิดผิวแห้งได้ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่มีภาวะผิวแพ้ง่ายและผิวแห้ง การป้องกันความแห้งของผิวโดยการใช้สารเคลือบผิวเป็นสิ่งที่แนะนำ สารเคลือบผิวดังกล่าวอาจเป็นครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวที่มีความอ่อนโยนกับผิวแพ้ง่ายและปราศจากน้ำหอม หรือในกรณีที่ผิวมีความแห้งมากอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นน้ำมันเคลือบผิว ซึ่งผลิตภัณฑ์เคลือบผิวเหล่านี้มีการแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์หลังการอาบน้ำและซับผิวหรือเช็ดตัวภายในระยะเวลา 3-5 นาที เพื่อให้เกิดการปกคลุมผิวในช่วงที่ผิวยังมีความชุ่มชื้นอยู่

4.ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้เพื่อการทำความสะอาดผิวและบำรุงผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังและปราศจากน้ำหอม

5.ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เนื้อโปร่งสบาย ระบายอากาศได้ง่าย เช่น ผ้าฝ้ายและหลีกเลี่ยงผ้าที่มีเนื้อหนาและหยาบ

6.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส หลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล รักษาสุขอนามัยส่วนตัวโดยการตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการเกาบริเวณที่มีผื่นคัน

7.เมื่อเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังขึ้นแล้ว การรักษาสามารถทำได้โดยการให้ยาทาเฉพาะที่ ได้แก่ ยากลุ่มสเตียรอยด์ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีและทำให้ผื่นยุบได้เร็วมาก อย่างไรก็ตาม การใช้ยากลุ่มนี้จะต้องมีความระมัดระวังในการใช้ และต้องเลือกชนิดของยาให้เหมาะสมกับตำแหน่งบริเวณที่ใช้ยานั้น เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาตามมาได้หากใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น ผิวหนังบางแผลแตก เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และยาอาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก่อให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ต่างๆ เช่นเซลล์ต่อมหมวกไต ดังนั้น ก่อนการใช้ยากลุ่มนี้จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้การใช้ยามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคันมากๆ อาจมีการให้ยาแก้แพ้กลุ่ม anti-histamine ชนิดรับประทานร่วมกับการใช้ยาทาเฉพาะที่ ซึ่งยากลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดการง่วงนอนได้ นอกจากนี้ ยังมียากลุ่มใหม่คือกลุ่มยากดภูมิคุ้มกัน calcineurin inhibitors สามารถควบคุมการอักเสบและการกำเริบของผื่น ซึ่งถูกนำมาใช้ทดแทนยากลุ่มสเตียรอยด์เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามยากลุ่มดังกล่าวยังค่อนข้างมีราคาแพงในปัจจุบัน

8.เมื่อมีผื่นเกิดขึ้นควรมีการระวังป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนังบริเวณที่เกิดผื่น โดยหลีกเลี่ยงการเกาซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเปิด และหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว เช่น มีหนองหรือคราบน้ำเหลืองผู้ป่วยควรดูแลแผลโดยการประคบด้วยผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือล้างแผล ซับหมาดๆ และประคบลงบนผื่น 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง และมีการให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาทาร่วมด้วย หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : แนวทางการปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794153

LIFE & HEALTH : แนวทางการปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์

LIFE & HEALTH : แนวทางการปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จากข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการตั้งครรภ์นั้นเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน โดยปกติแล้วหญิงตั้งครรภ์จะทราบว่าตนเองมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นจะเป็นช่วงเวลาสัปดาห์แรกหลังจากที่เกิดการปฏิสนธิขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะสำคัญๆ กำลังสร้างหรือเกิดการพัฒนาขึ้นแล้วดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการตั้งครรภ์คือการเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์ เพื่อให้เกิดทารกที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีความปลอดภัยต่อทั้งทารก และมารดาตลอดการตั้งครรภ์ บทความนี้ ผศ.ภญ.ศยามล สุขขา ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำถึงสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเตรียมตัวตั้งครรภ์ พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง และการปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเตรียมตัวตั้งครรภ์

การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่ก่อนเริ่มการตั้งครรภ์จะช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของมารดา และลดความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารก โดยสารอาหารที่แนะนำ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ลดความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิด และเพื่อให้มารดามีสุขภาพที่ดีมีดังนี้

l กรดโฟลิก ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรรับประทานกรดโฟลิกในขนาด 0.4 มิลลิกรัม/วัน และอาจพิจารณาในขนาดที่สูงขึ้นหากมีความเสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิกที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น หญิงที่มีภาวะเบาหวาน สูบบุหรี่ ภาวะอ้วน (BMI > 35 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรับประทานยากันชัก โดยกรดโฟลิกนี้ควรรับประทานเสริมก่อนการวางแผนตั้งครรภ์ 1 เดือน และควรรับประทานต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก

l ธาตุเหล็ก มีส่วนสำคัญในการเพิ่มปริมาณของเม็ดเลือดแดง การเพิ่มปริมาณสารน้ำ และจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ในหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีเหล็กอย่างเพียงพอ ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อปลา ถั่วตระกูลนัท หรือผัก และควรได้รับธาตุเหล็กเสริม รวมทั้งการค้นหาว่ามีภาวะขาดเหล็กร่วมด้วยหรือไม่

กรมอนามัยได้ส่งเสริมวิตามินให้หญิงวัยเจริญพันธุ์รับประทานก่อนการตั้งครรภ์ คือวิตามินที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก ขนาด 60 มิลลิกรัม และกรดโฟลิก ขนาด 2.8 มิลลิกรัม โดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก่อนการตั้งครรภ์ 1-3 เดือน และเมื่อเริ่มตั้งครรภ์สามารถรับประทานทั้งธาตุเหล็กกรดโฟลิกต่อได้ และให้ร่วมกับการเสริมไอโอดีนเพิ่มเติมเมื่อมีการตั้งครรภ์

l แคลเซียม ในระหว่างการตั้งครรภ์ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก ทั้งในหญิงตั้งครรภ์ และทารก จากคำแนะนำการรับประทานแคลเซียมในหญิงอายุ 19-50 ปี อยู่ที่ 800 มิลลิกรัม/วัน โดยแหล่งของแคลเซียมนั้นมาจากผลิตภัณฑ์จำพวกนม กะหล่ำปลี บร็อคโคลี เป็นต้น

l อาหารทะเล และเนื้อปลา เนื่องจาก omega-3 fatty acid นั้นมีความจำเป็นในช่วงตั้งครรภ์ โดยเสริมสร้างการพัฒนาของสมองของทารก หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารทะเลอย่างสม่ำเสมอ และควรระวังอาหารทะเลบางประเภทที่อาจพบการปนเปื้อนของสารปรอทซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ สำหรับอาหารทะเลที่พบว่ามีการปนเปื้อนของสารปรอทน้อย ได้แก่ กุ้ง ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาดุก ปลาบึก เป็นต้น

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงในหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์

จำกัดการดื่มคาเฟอีน แม้ข้อมูลของคาเฟอีนต่อผลของทารกในครรภ์ยังไม่แน่ชัดและมีความแปรปรวนในงานวิจัยที่ทำการศึกษา อย่างไรก็ตามคาเฟอีนนั้นสามารถผ่านไปยังทารก และทำให้ทารกได้รับผลจากสารคาเฟอีนไปด้วย คำแนะนำปริมาณคาเฟอีนที่สามารถรับประทานได้ในหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์คือไม่เกิน200 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับกาแฟปริมาณ 350 มิลลิลิตร) นอกจากนี้ต้องระวังคาเฟอีนที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังเช่นเดียวกัน

l การหยุดสูบบุหรี่ มีหลักฐานชี้ชัดว่าการสูบบุหรี่จะทำให้การตั้งครรภ์เกิดได้ช้า หรือนำมาสู่ภาวะการมีบุตรยาก และเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้วแต่ยังคงมีการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องนั้นจะเกิดผลเสียต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ และเกิดความเสียหายต่อระบบสมอง ระบบประสาท ระบบหัวใจของทารก วิธีการที่ดีที่สุดคือการหยุดสูบบุหรี่ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ (อย่างน้อย 3 เดือน) ดังนั้น หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรขอรับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เพื่อการหยุดบุหรี่อย่างเหมาะสม

l หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ จากข้อมูลหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์และมีการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณ 5 drinks/สัปดาห์จะส่งผลเสียต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์ดังนั้นหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ไปจนถึงช่วงที่มีการตั้งครรภ์

การปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์

สิ่งสำคัญมากของหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์คือการขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ ซึ่งประโยชน์ของการวางแผนตั้งครรภ์มีดังนี้

l แพทย์จะทำการซักประวัติโรคประจำตัวผู้ป่วยที่อาจมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวาน ไทรอยด์ ฟีนิลคีโตนูเรีย และโรคชัก โดยผู้ป่วยควรควบคุมอาการได้คงที่ก่อนการตั้งครรภ์ อีกทั้งแพทย์จะทำการค้นหาโรคทางพันธุกรรมทั้งสามี และภรรยา ที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

l ยาบางชนิดควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นหากหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์มีโรคประจำตัว และมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัวอย่างสม่ำเสมอต้องรีบปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เนื่องจากยาบางชนิดต้องหยุดก่อนการตั้งครรภ์เป็นเวลานาน ยกตัวอย่างยาที่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ ได้แก่ (1) ยาลดความดันกลุ่มangiotensin converting enzyme inhibitors/angiotensin receptor blockers (2) ยาวาร์ฟาริน ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด(3) ยาไขมันกลุ่มสแตติน (4) ยากันชัก เช่น valproic acid, phenytoin, carbamazepine,topiramate (5) ยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ (isotretinoin) (6) ยารักษาโรคทางภูมิคุ้มกัน methotrexate เป็นต้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรทุกชนิด

l ป้องกันโรคติดเชื้อที่อาจส่งผลต่อทารกเมื่อมีการตั้งครรภ์ โดยแพทย์จะทำการค้นหาว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่เนื่องจากอาจมีการถ่ายทอดจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ร่วมกับการพิจารณาวัคซีนที่ควรได้รับก่อนการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ควรมีการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น การรับประทานอาหารปรุงสุกและสะอาด ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาดก่อนการรับประทาน การหลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน หรืออุจจาระของสัตว์เลี้ยงโดยตรง เลี่ยงการใช้ช้อนส้อม แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น

l วางแผนวิธีในการคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากช่วงเวลาที่ต้องการให้เกิดการตั้งครรภ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีระยะเวลาออกฤทธิ์นานเกินไป

โดยสรุป การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และมีสุขภาพที่ดีนั้น เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ ดังนั้น หญิงวัยเจริญพันธุ์จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งการรับประทานสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่างเนื่องจากอาจส่งผลลัพธ์ต่อการตั้งครรภ์ และเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เพื่อการวางแผนตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ฝ้า กระ ปัญหาผิวที่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792661

Life & Health : ฝ้า กระ ปัญหาผิวที่ไม่ควรมองข้าม

Life & Health : ฝ้า กระ ปัญหาผิวที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ฝ้า กระ จุดด่างดำ เป็นหนึ่งในปัญหาผิวหน้าที่พบได้บ่อยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดอันตราย แต่เป็นเรื่องของความสวยงาม จึงส่งผลต่อความมั่นใจ และบุคลิกภาพ 

การดูแลผิวหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาความสวยงามและสุขภาพของผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพูดถึงโรคฝ้า (Melasma) กระ (Freckles) หรือ จุดด่างดำ ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่ส่งผลต่อความมั่นใจของคนหลายคน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ฝ้า กระ เป็นปัญหาผิวหน้าที่พบบ่อยในคนไทยพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย  ซึ่งตำแหน่งที่พบฝ้า กระ ได้บ่อย คือ บริเวณใบหน้าที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดมากๆ เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว และบริเวณเหนือริมฝีปาก 

ฝ้า เกิดจากการที่เม็ดสีเมลานิน (Melanin)ทำงานมากเกินไป จึงทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยแสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า และความหมองคล้ำบนใบหน้า ผู้ที่ตากแดดเป็นประจำ เช่น ทำงานกลางแจ้ง เล่นกีฬากลางแดด มีโอกาสที่จะเป็นฝ้าได้มาก, รังสีอันตรายในแสงแดด ไม่ว่าจะเป็น UVA, UVB แสงที่มองเห็นได้ (Visible light) และรังสี Infrared หรือแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า ความหมองคล้ำ และริ้วรอยบนใบหน้าได้ นอกจากนี้ การใช้เครื่องสำอางบางชนิด การกินยาบางตัว เช่น ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนสำหรับวัยทอง ยากันชักกลุ่มฟีไนโทอิน (Phenytoin) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ พันธุกรรม ล้วนส่งผลต่อการเกิดฝ้าเช่นกัน 

ประเภทของฝ้า 

1.ฝ้าชนิดตื้น จะอยู่ในระดับชั้นผิวกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล หรือดำ ขอบเขตชัดเจน เกิดขึ้นได้ง่าย ใช้เวลาไม่นานในการรักษา

2.ฝ้าแบบลึก จะอยู่ในระดับที่ลึกกว่าชั้นผิวกำพร้า อยู่ในชั้นหนังแท้ ฝ้าชนิดนี้มีขอบเขตไม่ชัดเจน มักเป็นสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเทาสีน้ำตาลอมม่วง ฝ้าชนิดนี้รักษาได้ยาก 

3. ฝ้าผสม (Mixed Type) คือมีการผสมกันทั้งฝ้าชนิดตื้น และชนิดลึก เป็นชนิดที่พบมากที่สุด 

กระ มีลักษณะการเกิดคล้ายกับฝ้าคือ เม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานผิดปกติ จึงทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีน้ำตาลหรือสีดำเป็นจุดเล็กๆ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวขาว ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่ผิวสัมผัสแสงแดดบ่อย ๆ  เช่น ใบหน้า หลังมือและแขน 

ประเภทของกระ

1. กระตื้น มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล ขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร กระจายอยู่ทั่วใบหน้า และร่างกาย

2.กระลึก มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เกิดขึ้นบนชั้นผิวหนังชั้นแท้ ซึ่งอยู่ลึกกว่ากระตื้น

3.กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ สีน้ำตาลไปจนถึงสีดำ สามารถเกิดขึ้นได้บนทุกส่วนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ลำคอ ไปจนถึงลำตัว

4.กระแดด มีลักษณะเป็นวงกลมสีน้ำตาล และเรียบแนบกับผิว

การรักษา ฝ้า กระ และรอยดำบนใบหน้ามี 5 วิธีดังนี้ 

1.การรักษาด้วยยา ได้ผลดีในฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก การใช้ยาอย่างต่อเนื่องถึง 6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ส่วนฝ้าลึกนั้นรักษาค่อนข้างยาก โดยมากต้องรักษาด้วยวิธีการอย่างอื่นร่วมด้วย สำหรับยาทาที่ใช้ในการรักษาฝ้า เช่น

l ยากลุ่มไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาฝ้าเป็นหลัก โดยยาชนิดนี้จะเป็นตัวลดการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง โดยไปยับยั้ง เอนไซม์ที่ช่วยในการสร้างเม็ดสี (Tyrosinase) แต่มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ การใช้ยากลุ่มไฮโดรควิโนนต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

l ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (Retinoic Acid) สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ดี แต่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ เช่น ผิวแห้งลอก แดง จึงควรเริ่มด้วยการใช้ยาในปริมาณน้อยๆ หรือใช้คืนเว้นคืนก่อน

l ยากลุ่มทรานซามิก (Tranexamic Acid) ซึ่งมีทั้งแบบรับประทาน และยาทา โดยออกฤทธิ์ผ่านกลไกลดการอักเสบใต้ผิวหนัง ทำให้การสร้างเม็ดสีของผิวหนังลดลง ฝ้าจึงจางลดลง

l ยาทาในกลุ่มกรดผลไม้ เช่น Glycolic Acid และ Whitening cream เช่น กรดอะเซเลอิก (Azelaic acid), อาร์บูติน Arbutin,วิตามิน C, Licorice , วิตามิน B3 (Niacinamide),Kojic Acid (กรดโคจิก) 

2.การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) ต้องทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะสามารถก่อให้เกิดแผลเป็นถาวรได้ จากการลอกชั้นผิวที่ลึกเกินไป หลังการลอกผิวควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

3.การผลัดเซลล์ผิว ทั้งจากการใช้แรงดันจากผงคริสตัล (Micro Peel) การผลัดเซลล์ผิวด้วยการใช้หัวขัดผิว Diamond (Diamond Peel) รวมถึงการผลักยาเข้าสู่ชั้นผิวหนังด้วยการใช้คลื่นเสียง หรือกระแสไฟฟ้า

4.การใช้เทคโนโลยีในเรื่องของเลเซอร์ และแสงที่มีความเข้มข้นสูง ที่ช่วยในการรักษากระ ฝ้า รอยดำ และรอยแดง เช่น Q-switched Nd : YAG laser, Q-switched ruby laser, Picosecond Laser และแสงที่มีความเข้มข้นสูง IPL (Intense pulsed light)  เป็นเทคโนโลยีเพื่อความงามด้านผิวพรรณ ด้วยการใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูง ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวสวยใส ดูอ่อนวัย พร้อมทำลายเฉพาะเม็ดสีส่วนเกินในชั้นหนังกำพร้า เราสามารถใช้ IPL ในการรักษากระ กระแดด รอยดำ และรอยแดงหลังหายจากสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น สำหรับการจะเลือกใช้เลเซอร์ชนิดใดควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยโรค และเลือกเลเซอร์ชนิดที่เหมาะกับปัญหามากที่สุด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

5. การทาครีมกันแดด เราควรทาครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA, UVB, Visible Light และ Infrared ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ รอยดำ และริ้วรอยต่างๆ ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และทาก่อนออกโดนแดดอย่างน้อย 30 นาที การทาครีมกันแดดควรทาให้ปริมาณที่เพียงพอ โดยมีหลักง่ายๆ คือทาทั่วหน้าจะใช้ครีมกันแดดประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ แต่หากทาทั่วหน้า และลำคอ จะใช้ครีมกันแดดประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นฝ้า หรือต้องโดนแสงแดดมาก ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อยประมาณ 30 ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. เพราะเป็นเวลาที่แสงแดดแรงที่สุด แต่หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง นอกจากการทาครีมกันแดดเพื่อการปกป้องผิวแล้ว ควรใส่หมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ร่มกันแดด และสวมใส่แว่นกันแดด ในการป้องกันผิวจากแสงแดดให้ได้มากที่สุด 

หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคฝ้าหรือผิวหน้า ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม การดูแลผิวหน้าเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ไม่เพียงแต่เพื่อความสวยงาม แต่ยังเพื่อสุขภาพผิวที่ดีและควบคุมโรคฝ้าอย่างเหมาะสม

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

l ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

l หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

l ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

l โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761

Life & Health : รู้จักเทคนิคการเลือกซื้อเพชรและตรวจสอบแบบง่ายๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/791238

Life & Health : รู้จักเทคนิคการเลือกซื้อเพชรและตรวจสอบแบบง่ายๆ

Life & Health : รู้จักเทคนิคการเลือกซื้อเพชรและตรวจสอบแบบง่ายๆ

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

“เพชร” เป็นอัญมณีล้ำค่า คุณค่าสูงส่ง ความหมายดี มีมูลค่าสูง หายาก และด้วยเพชรเป็นสิ่งหายากจึงมีค่าและราคาแพง การที่มีเพชรไว้ครอบครองยังได้บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมของชนชั้นสูง ความมั่นคง มั่งคั่ง มีฐานะและรสนิยมที่ดีของเจ้าของอีกด้วย อีกทั้งเพชรยังมีความหมายดีๆ ส่งเสริมพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้สวมใส่อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงมีทั้งเพชรแท้และเพชรปลอมออกมาวางขายกันมากมาย เราในฐานะผู้บริโภคก็ต้องการที่จะได้เพชรแท้น้ำงามๆ ไว้สวมใส่เสริมราศีให้ดูเลอค่า แต่ก็เกรงว่าจะได้เพชรปลอมไม่สมราคาที่จ่ายไป จะทำอย่างไรดี วันนี้เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านเพชรที่จะมาเผยเทคนิคการเลือกซื้อเพชร และวิธีการตรวจสอบเพชรง่ายๆ ให้เราเข้าใจด้วยหลัก 4Cs เพื่อให้ได้เพชรแท้น้ำงามมาฝากกัน

ข้อมูลจาก ชเนนทร์กันต์ จักรวาลวิบูลย์ Head of Gems Laboratory บริษัท เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด “NGG JEWELLERY” อาณาจักรเครื่องประดับแท้จากธรรมชาติรวมศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องประดับทั้ง เพชร ทองคำ อัญมณี และนาฬิกา ที่ได้รับความไว้วางใจและอยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี เผยเทคนิคการเลือกซื้อเพชร และการตรวจสอบให้ได้เพชรแท้น้ำงาม ว่า เพชรถือว่าเป็นอัญมณีที่มีมูลค่าสูง มีความหายาก และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จากองค์ประกอบทางเคมีของ เพชร ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นธาตุ คาร์บอน ที่เกิดภายใต้แรงดันและความร้อนที่สูงจากใต้โลก การประเมินราคาของเพชรนั้นจึงใช้หลักง่ายๆ คือ 4Cs คือ 1.Clarity (ความสะอาด) 2. Color (สี) 3. Cut (การเจียระไน) 4. Carat (น้ำหนัก)

1) Clarity (ความสะอาด) เป็นที่ทราบกันดีว่าเพชรเป็นอัญมณีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีแร่ชนิดอื่นเกิดขึ้นร่วมกัน หรือมีรอยแตกต่างๆ ซึ่งจะถูกเรียกว่า
Inclusions เพชรที่มี Inclusions น้อยจะยิ่งมีความหายาก และราคาสูง โดยการจัดระดับความสะอาดจะมีชื่อเรียกต่างๆ ตามระดับความสะอาด เช่น Flawless, internal flawless, VVS1, VS1 เป็นต้น ซึ่งชื่อเหล่านี้จะเป็นตัวบอกถึงปริมาณ และตำแหน่งของ Inclusions ของเพชรเม็ดนั้นๆ การจัดระดับความสะอาดนั้นจำเป็นจะต้องใช้นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญในการจัดระดับ เพื่อให้ได้มาตรฐานจะใช้นักอัญมณีศาสตร์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปในการจัดระดับและจะต้องให้เกรดตรงกัน สองในสาม จึงจะถือว่าเกรดนั้นถูกต้อง

2) Color (สี) การจัดระดับสีเพชร เป็นการจัดระดับสีของเพชรว่า เพชรมีสีใสไม่มีสี ถึงสีเหลืองมากน้อยเพียงใด เพชรที่มีเกรดดีที่สุดคือ สี D หรือ น้ำร้อย คือเป็นเพชรที่ใสไม่มีสีมากที่สุด การจัดระดับสีเพชร นักอัญมณีศาสตร์ จะนำเพชรสีมาตรฐานมาเปรียบเทียบกับเพชรที่ต้องการจัดระดับว่าตรงกับช่วงสีใดภายใต้แสงไฟ และสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมเพื่อให้ได้สีที่ถูกต้อง จะถูกทำการจัดระดับเช่นเดียวกับการจัดระดับความสะอาด คือต้องให้นักอัญมณีศาสตร์ทำการจัดระดับสีเพชรให้ตรงกันอย่างน้อยสองในสามสี จึงจะถือว่าเกรดนั้นถูกต้อง

3) Cut (การเจียระไน) เหลี่ยมเจียระไนที่เป็นที่นิยมมากสำหรับเพชรนั้นคือการเจียระไนแบบ Brilliant cut หรือเหลี่ยมเกสร และรูปร่างที่เป็นที่นิยมคือรูปร่างกลม การเจียระไน คือการทำให้เพชรที่คุณค่ามากขึ้น ทำให้เพชรได้ส่องประกายได้อย่างสวยงาม การที่จะทำให้เพชรมีประกายสวยงามได้ จะต้องมีการเจียระไนที่มีสัดส่วน สมมุติ และการขัดเงาที่ถูกต้อง การจัดระดับการเจียระไน จะเป็นการวัดสัดส่วน องศา ของเหลี่ยมต่างๆ การใช้นักอัญมณีศาสตร์ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ จึงมีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์หาสัดส่วน ตรวจสมมุติต่างๆ ของเพชร จากนั้นนักอัญมณีศาสตร์ จะมาตรวจดูความเรียบร้อยของการขัดเงา ซึ่งได้ผลการจัดระดับที่ถูกต้อง จะทำเช่นเดียวกับการจัดระดับของความสะอาด และสี

4) Carat (น้ำหนัก) คำว่า กะรัตมาจากเมล็ดพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Carob เป็นพืชที่มีอยู่ในแถบตะวันออกกลาง ในสมัยก่อนที่จะมีเครื่องชั่งที่เป็นมาตรฐาน เมล็ด Carob ถูกนำมาใช้แทนตุ้มน้ำหนักในการชั่งอัญมณีน้ำหนัก 1 กะรัตเท่ากับ 0.2 กรัม การซื้อขายเพชรนอกเหนือจากเรื่องคุณภาพความสะอาด และสี น้ำหนักถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อด้านราคาเช่นกัน เนื่องจากราคาของเพชรที่มีน้ำหนักมาก เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้วจะมีราคาที่สูงกว่าเพชรที่มีน้ำหนักน้อย สมมุติว่าเพชรน้ำหนัก 1 กะรัต มีราคาสามแสนบาทต่อกะรัต เพชร 2 กะรัตที่มีคุณภาพเท่ากัน ราคาสี่แสนบาทต่อกะรัต เนื่องจากยิ่งเพชรที่มีน้ำหนักมาก ยิ่งหายาก ราคาต่อหน่วยจึงยิ่งสูง จึงทำให้หลายๆ คนชอบเพชรที่มีน้ำหนัก 0.97-0.99 กะรัต เนื่องจากจะมีขนาดใกล้เคียงกับเพชรน้ำหนัก 1 กะรัตแต่ได้ราคาที่ถูกลง

นอกจากหลัก 4Cs แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ความเป็นธรรมชาติของเพชร หรือเป็นเพชรธรรมชาติ ไม่ใช่เพชรสังเคราะห์ อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า เพชร คือ แร่ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอน ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เกิดภายใต้ความร้อนและแรงดันที่สูง

สำหรับเพชรปลอม หรือที่เราเรียกว่า เพชรสังเคราะห์ คือเพชรที่มีองค์ประกอบหลักคือธาตุคาร์บอนเช่นเดียวกับธรรมชาติ แต่การเกิดมีมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวทำให้เกิดเป็นผลึกขึ้นมา มีวิธีการสังเคราะห์หลักอยู่สองวิธี คือ HPHT และ CVD เพชรสังเคราะห์มีชื่อเรียกได้หลากหลายชื่อ เช่น เพชร HPHT, เพชร CVD, Synthetic diamond, Lab grown diamond, Laboratory grown diamond, Vegan diamond เพชรสังเคราะห์จะมีการเกิดที่ไม่เหมือนกับเพชรธรรมชาติ การแยกแยะเพชรธรรมชาติกับเพชรสังเคราะห์ออกจากกัน ไม่สามารถที่จะใช้ตาเปล่า หรือกล้องส่องกำลังขยาย 10 เท่าที่เรียกกันว่า ลูป แม้กระทั้งกล้องไมโครสโคปกำลังขยาย 45-60 เท่า ไม่สามารถที่จะเห็นความแตกต่างของเพชรธรรมชาติกับเพชรสังเคราะห์ ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ใช้ในการแยกแยะ ทั้งเครื่องมือขนาดเล็กที่มีผลบอกว่าเพชรเม็ดนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งเครื่องเหล่านั้นจะมีความแม่นยำของผลอยู่ที่ไม่เกิน 90% แต่เครื่องมือที่ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี ของ “NGG JEWELLERY” ใช้นั้นเป็นเครื่องมือเฉพาะเจาะจงในการดูลักษณะร่องรอยการเจริญเติบโตของผลึกเพชรที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนได้ผลการตรวจสอบ 100% แต่การตรวจสอบนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะเพื่อดูถึงโครงสร้างและจำเป็นที่จะต้องใช้นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญโดยเฉพาะถึงจะสามารถแยะแยะได้ ซึ่งเครื่องมือชนิดนี้ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี ของ NGG JEWELLERY จะตรวจสอบเพชรทุกเม็ดทุกกะรัต เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า เพชรทุกเม็ดได้ผ่านเครื่องมือ และนักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญทุกเม็ด จึงทำให้เพชรของ NGG มีคุณภาพที่ตรงและทำให้ผู้ชื้อมั่นใจได้ว่าเป็นเพชรธรรมชาติอย่างแน่นอน

เพียงนำเทคนิคง่ายๆ นี้ ไปลองใช้กัน ต่อไปเราก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าโดนหลอกให้ซื้อเพชรปลอมหรือจะให้แน่ใจ ก็เลือกซื้อจากร้านที่มีใบเซอร์ฯ GIA เชื่อถือได้และมีห้องแล็บที่มีเครื่องมือที่ทันสมัย ผสานเทคโนโลยีที่แม่นยำ และยิ่งมีนักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญมาช่วยตรวจสอบทุกเม็ด พร้อมใบรับประกันคุณภาพ แค่นี้เราก็จะได้เพชรแท้ น้ำงาม มาสวมใส่ ได้อย่างเชิดฉาย ไม่อายใคร

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เตรียมตัวอย่างไร ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789757

Life & Health : เตรียมตัวอย่างไร ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

Life & Health : เตรียมตัวอย่างไร ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การเรียนต่อในต่างประเทศถือเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและคุ้มค่าอย่างมาก แต่การที่จะเรียนให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนั้นผู้เรียนต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบท ความคาดหวังและข้อกำหนดของระบบการศึกษาในประเทศนั้นๆ ด้วย

นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมการศึกษาโลก เพราะด้วยระบบการศึกษาพื้นฐานที่แข็งแกร่งได้รับการยอมรับในระดับสากล สภาพแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัย ธรรมชาติสวยงาม มีความเป็นพหุวัฒนธรรมโอบรับความหลากหลายในประเทศ และอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานต่อได้สูงสุดถึง 3 ปี หลังเรียนจบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นหมุดหมายสำคัญทางด้านการศึกษาของนักศึกษานานาชาติจากทั่วโลก

ข้อมูลจาก ช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand ; ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เปิดกว้างทางการศึกษาและต้อนรับนักเรียน นักศึกษาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกเปิดโอกาสให้พบกับผู้คนจากเกือบทั่วทุกมุมโลก ในแต่ละปีมีนักเรียนต่างชาติเดินทางไปเรียนต่อนิวซีแลนด์เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงนักเรียนไทยกว่า 1,800 คน ซึ่งมีทั้งระดับมัธยมศึกษา เรียนภาษาอังกฤษ และการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ มุ่งเน้นสอนนักเรียนให้คิดเชิงวิเคราะห์ เน้นฝึกการแก้ปัญหาและสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานในอนาคต โดยการศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งของนิวซีแลนด์ ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มท็อป 1% ของโลก ทุกมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับการความทุ่มเทในการเรียนการสอนเพื่อผลลัพธ์อันเยี่ยมยอด

อย่างไรก็ตาม การเรียนในมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นักเรียนต่างชาติควรมีการเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ให้ดีก่อน โดยมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี่ (University of Canterbury)ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของนิวซีแลนด์ ที่มี UC Business School ติดอันดับท็อป 1% ของโลก ได้ให้คำแนะนำแนวทางการเตรียมตัวสู่ความสำเร็จดังนี้

• ทำความเข้าใจวัฒนธรรมและการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์และมหาวิทยาลัยในประเทศไทย พร้อมศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความคาดหวัง วิธีการทำงาน และข้อกำหนดเงื่อนไขของระบบมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ถือเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จในการศึกษาในมหาวิทยาลัยของนิวซีแลนด์

• เตรียมพร้อม ปรับตัว และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม และด้านการศึกษา เปิดมุมมองใหม่และยอมรับประสบการณ์ใหม่ๆ อย่าเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์

• กำหนดเป้าหมายระยะยาวเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพราะการศึกษาในมหาวิทยาลัยมีความท้าทาย ต้องใช้เวลานานและอาจเผชิญกับความเครียดและกดดันในการทำงานและปฏิบัติตามกำหนดเวลา ดังนั้น การมีเป้าหมายจะช่วยให้เรามีแรงผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย

• เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนแบบอิสระ การศึกษาในมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์อาจมีความอิสระมากกว่าที่เราคิด ผู้เรียนต้องทำเองตั้งแต่การเลือกคอร์สเองจนถึงการรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย ผู้เรียนต้องรู้จักศึกษาและพัฒนากลยุทธ์สำหรับการเรียนรู้อิสระ เป็นความรับผิดชอบของผู้เรียนที่จะส่งงานตรงตามเวลา ไม่มีใครช่วยตรวจสอบถ้าไม่ทำตามกำหนด หากต้องการขยายเวลาผู้เรียนต้องหารือเรื่องนี้กับครูก่อนวันกำหนดเอง

• ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ : การลอกเลียนและการอ้างอิง มหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์มีความเข้มงวดเรื่องการลอกเลียนแบบไอเดีย การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ต้องมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นกล่าวอ้างหรือเขียนเป็นผลงานของตนเอง

• เตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ การศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และต้องมีการพัฒนาภาษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเทคนิค ดังนี้

หาพจนานุกรมภาษาอังกฤษที่ดีเพื่อหาความหมาย การสะกดและออกเสียงอย่างถูกต้อง

ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้มากที่สุด พูดคุยกับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอย่างสม่ำเสมอและมีส่วนร่วมในการสนทนาในชั้นเรียนเพื่อช่วยพัฒนาและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการเขียนทางวิชาการ แต่อาจเป็นการเขียนไดอารีเกี่ยวกับสิ่งที่ทำในวันนั้นๆหรือข้อความส่งถึงเพื่อน หรือเขียนบันทึกข้อความบางสิ่งเพื่อเตือนตัวเอง

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษและสังเกตว่าภาษาอังกฤษถูกใช้อย่างไรในหนังสือและบทความทางวิชาการ โดยอ่านครั้งแรกเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา และอ่านอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจกับโครงสร้างภาษาที่เฉพาะเจาะจง

บันทึกสมุดคำศัพท์ใหม่ๆ จดคำศัพท์ใหม่ที่พบขณะอ่านพร้อมกับความหมาย (จากพจนานุกรม) ส่วนที่เป็นประธาน (นามกริยา ฯลฯ) และวิธีการใช้คำนั้นในประโยค

• นอกจากนี้ เนื่องจากนิวซีแลนด์มีลักษณะทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีนักศึกษาและบุคลากรที่มาจากทั่วโลก นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีภาษาท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ที่เรียกว่า Te Reo Māori เป็นภาษาทางการอีกหนึ่งภาษา ซึ่งบางครั้งนักศึกษาอาจพบเจอการใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่นในการกล่าวต้อนรับ บนป้ายชื่อ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ รอบรั้วมหาวิทยาลัย ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติควรทำความเข้าใจและคุ้นเคยกับภาษาท้องถิ่นเบื้องต้นด้วย

• รู้จักพัฒนาเครือข่ายทางสังคม เพราะการเรียนต่อในต่างประเทศทำให้เราอยู่ห่างจากครอบครัว เพื่อนและวัฒนธรรมบ้านเกิด การพัฒนาเครือข่ายทางสังคมจะช่วยสนับสนุนให้เรามีตัวช่วยมากขึ้น

• รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น รวมถึงการจัดสรรสมดุลเรื่องสุขภาพ จัดการเวลา ให้สามารถออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี สนุกสนานกับทิวทัศน์ที่สวยงามของนิวซีแลนด์ และใช้เวลากับเพื่อนใหม่นอกเหนือจากการทำงานที่มีต่อการศึกษาของคุณ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษานิวซีแลนด์ดูได้ที่ http://www.studywithnewzealand.govt.nz

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/788401

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy เกิดจากสมองได้รับความเสียหายจากสาเหตุต่างๆ ในช่วงทารกหรือเด็กเล็กส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้า โดยเฉพาะการเคลื่อนไหว การสื่อสาร การเรียนรู้ และพฤติกรรม ทำให้เด็กมีความผิดปกติที่พบได้บ่อยได้แก่ การยืนเดินทรงตัวผิดปกติ แขนขาเกร็ง หรือการกลืนสำลัก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเข้าสู่สังคมอย่างมาก

ข้อมูลจาก นายแพทย์ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า การรักษาเด็กสมองพิการมีความจำเป็นต้องใช้การรักษาหลากหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การรักษาด้วยยาการทำกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด และการกระตุ้นพัฒนาการ และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดโรงพยาบาลเวชธานีได้มีการใช้ห้อง Snoezelen ซึ่งเป็นห้องบำบัดที่จำลอง
สิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสหลากหลายด้านของร่างกาย ได้แก่ การมองเห็นการได้ยิน การสัมผัส การดมกลิ่น และยังสามารถใช้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ในการทรงตัว ยืนเดิน ที่จะช่วยให้เด็กสมองพิการมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น

การกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยห้อง Snoezelen สามารถใช้บำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กสมองพิการ เด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรม รวมทั้งเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น ที่ส่งผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตในอนาคต

ภายในห้อง Snoezelen เป็นห้องที่จำลองสิ่งแวดล้อมให้มีสิ่งเร้าที่จะสามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสได้หลากหลายตามหลักการmulti-sensory stimulation ประกอบไปด้วย แสง สี เสียง กลิ่นหอม และสัมผัส ทำให้การกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น และใช้เวลาในการรักษาลดลง โดยการใช้ห้อง Snoezelen ในการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ สามารถทำได้อย่างหลากหลาย ดังนี้

l การเคลื่อนไหว เด็กสมองพิการมักมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ จากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเกร็ง และการเคลื่อนไหวที่ไม่ประสานกัน การใช้ห้อง Snoezelen สามารถช่วยฟื้นฟูปัญหาดังกล่าวได้โดยการใช้อุปกรณ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวด้วยกระดานสัมผัส การทรงตัวบนเตียงน้ำการใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวตามแสงไฟ เป็นต้น

l การสื่อสาร เด็กสมองพิการมักมีปัญหาด้านการสื่อสาร พูดช้า พูดไม่ชัด หรือพูดติดขัด ซึ่งห้อง Snoezelen สามารถช่วยพัฒนาการสื่อสารของเด็กสมองพิการได้ เช่น การร้องเพลงตามเสียงดนตรี หรือเกมการออกเสียงผ่านไมโครโฟนเพื่อให้เกิดแสงไฟเป็นต้น

l การเรียนรู้และปัญหาพฤติกรรมเด็กสมองพิการหลายๆ คน มีปัญหาการเรียนรู้ช้าและปัญหาด้านพฤติกรรม ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเอง หรือทำลายข้าวของ ห้อง Snoezelen สามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กสมองพิการ และเด็กกลุ่มออทิสติกได้ เช่น กิจกรรมบำบัดในการฟังเสียงดนตรี การจำลองสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสงบผ่อนคลายหรือการใช้ interactive playground เพื่อเพิ่มการจดจ่อและสมาธิของเด็ก

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฟื้นฟูเด็กโรงพยาบาลเวชธานี ยังมีห้อง Adventure room และ Interactive room ที่จะช่วยเติมเต็มการฝึกพัฒนาการของเด็กที่มีปัญหาด้านสมองพิการและพัฒนาการช้าได้เป็นอย่างดี

“Adventure room” เป็นห้องขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยพื้นที่และสิ่งของที่มีรูปทรงหลากสีสัน เป็นห้องที่ออกแบบไว้สำหรับการผจญภัยของเด็ก เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว และการกระตุ้นประสาทสัมผัสผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมปีนป่าย กิจกรรมเดินข้ามสิ่งกีดขวาง หรือกิจกรรมเล่นน้ำในบ่อบอล โดยอุปกรณ์ทุกชิ้นผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ

“Interactive room” เป็นห้องบำบัดที่เน้นการบำบัดด้วยเกมส์ผ่าน interactive projector หรือ interactive playground ซึ่งมีเกมส์การฝึกที่หลากหลาย ทั้งเกมส์ที่เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว การประสานงานของกล้ามเนื้อ การจดจ่อ และการคิดคำนวณ

จากการใช้เกมส์การฝึก เทคโนโลยีที่หลากหลาย ทำให้เด็กรู้สึกสนุก เพลิดเพลินและจดจ่ออยู่กับการฝึก โดยจะมีนักกายภาพบำบัดที่เปรียบเสมือนเพื่อนคอยให้การดูแลการฝึกอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เด็กอยากมาฝึกที่โรงพยาบาล จึงสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เด็กจะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบังคับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกเด็กให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามเป้าหมายที่ร่วมกันตั้งไว้ระหว่างทีมรักษาและผู้ปกครอง

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษาเด็กสมองพิการ พัฒนาการล่าช้า เด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรม ที่จะช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์ การเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตัวเอง โดยเน้นการรักษาที่มีความเป็นส่วนตัว มีนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดคอยฝึกอย่างใกล้ชิด และมีกล้องวงจรปิดให้กับพ่อแม่คอยดูการบำบัดฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-2 ชั่วโมง/session ระยะเวลาการรักษาประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค นอกจากนี้ยังมีการบำบัดฟื้นฟูด้วย หุ่นยนต์ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินและการทรงตัวของร่างกาย (Robotic-assisted gait and balance training) เช่น C-Mill machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริง, Lokomat machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัวและการยืนเดิน, Armeo spring หุ่นยนต์ฝึกการเคลื่อนไหวของแขน

ท้ายนี้ ขอให้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพัฒนาการของลูก หากพบว่ามีพัฒนาการช้า หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อประเมินและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อมูลจาก อ.วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เปิดเผยว่าศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษ และโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ในมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดการศึกษาและฝึกอาชีพเด็กพิเศษที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุ 7-30 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้มีทักษะด้านวิชาชีพและทักษะทางสังคม ปัจจุบันมีเด็กพิเศษที่มารับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพกว่า170 คน เพื่อหารายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษฯ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ได้ที่ ธ.กรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786916

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.00 น.

เลือด หรือ โลหิต เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในร่างกายของมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญในการรักษาชีวิตและควบคุมสภาวะสมดุล การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องจำเป็น และยังไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ ผู้ป่วยต้องการโลหิตทุกวินาที การบริจาคโลหิต 1 ถุง ช่วยผู้ป่วยได้อย่างน้อย 3 ชีวิต

การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วยโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละคนมีโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โดยสามารถบริจาคได้ทุกๆ 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไป ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาตามระบบของร่างกาย เช่น ทางปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โลหิตยังคงเป็นยารักษาโรคที่ยังไม่มีนวัตกรรมใดๆ มาทดแทนได้ จึงจำเป็นต้องมีการรับบริจาคโลหิตจากเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยโลหิตที่ได้รับบริจาคร้อยละ 23 นำไปใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย เกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงต้องได้รับโลหิตในการรักษาเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ยูนิต หากไม่ได้รับโลหิตผู้ป่วยจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อีกร้อยละ 77 นำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่สูญเสียโลหิตเฉียบพลันจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดตกเลือดหลังคลอดบุตร เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น ต้องมีโลหิตสำรองไว้ระหว่างการผ่าตัด 2-3 ยูนิต ในกรณีที่มีอาการรุนแรง 5-10 ยูนิต ถ้าโลหิตไม่เพียงพอต้องเลื่อนการผ่าตัด อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

จากสถิติความถี่การบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2566 จากจำนวนผู้บริจาคโลหิตทั้งหมด 1,606,743 คน พบว่ามีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง มีปริมาณมากถึง 1,057,894 คนคิดเป็นร้อยละ 65.84 ในขณะที่ ผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง มีจำนวนเพียง 73,770 คนคิดเป็นร้อยละ 4.59 และยังมีผู้บริจาคโลหิตปีละ 2 ครั้ง จำนวน 313,029 คน คิดเป็นร้อยละ 19.48 บริจาคโลหิตปีละ 3 ครั้ง จำนวน 156,052 คน คิดเป็นร้อยละ 9.71 ส่วนผู้บริจาคโลหิตมากกว่า 4 ครั้ง (รวมกับบริจาคส่วนประกอบโลหิตอื่นๆ) จำนวน 5,998 คิดเป็นร้อยละ 0.37 หากมี ผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

ทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ “ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ Give Blood ,Give lives, Give forever” เป็นโครงการหลักประจำปี 2567 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการบริจาคโลหิตให้แก่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ และเหล่ากาชาดจังหวัดต่างๆ ในการรณรงค์ส่งเสริม
ให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการบริจาคโลหิต จากปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง จากปีละ 2 ครั้ง เพิ่มเป็นปีละ 3 ครั้ง จากปีละ 3 ครั้ง เพิ่มเป็น 4 ครั้งต่อปี ก็จะทำให้โลหิตมีปริมาณเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยได้ การเพิ่มจำนวนผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ให้มีจำนวนมากขึ้นส่งผลให้เกิดการบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ใครสามารถบริจาคเลือดได้บ้าง

เพราะโลหิตที่บริจาคจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ต้องการ ดังนั้นเลือดที่ได้รับการบริจาคจะต้องมีคุณภาพเพียงพอ และต้องมาจากผู้ที่มีสุขภาพที่พร้อมสำหรับการบริจาคเลือด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อทั้งคุณภาพของเลือดและสุขภาพของผู้บริจาค โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้มีดังนี้

● ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี

● น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์

● คืนก่อนบริจาคเลือดต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

● ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ

● ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด

● สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

อย่างไรก็ตาม หลังจากบริจาคเลือดควรนั่งพัก รับประทานขนมหรืออาหารว่างเล็กน้อย และดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนศีรษะ ฯลฯ แล้วจึงกลับบ้าน เมื่อกลับไปแล้วสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักคะน้า บรอกโคลีหน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปจากการบริจาคเลือด พร้อมทั้งรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

● ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

● หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

● ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

● โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยโทร.02-2564300, 02-2639600-99ต่อ 1101, 1760, 1761