Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/788401

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy เกิดจากสมองได้รับความเสียหายจากสาเหตุต่างๆ ในช่วงทารกหรือเด็กเล็กส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้า โดยเฉพาะการเคลื่อนไหว การสื่อสาร การเรียนรู้ และพฤติกรรม ทำให้เด็กมีความผิดปกติที่พบได้บ่อยได้แก่ การยืนเดินทรงตัวผิดปกติ แขนขาเกร็ง หรือการกลืนสำลัก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเข้าสู่สังคมอย่างมาก

ข้อมูลจาก นายแพทย์ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า การรักษาเด็กสมองพิการมีความจำเป็นต้องใช้การรักษาหลากหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การรักษาด้วยยาการทำกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด และการกระตุ้นพัฒนาการ และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดโรงพยาบาลเวชธานีได้มีการใช้ห้อง Snoezelen ซึ่งเป็นห้องบำบัดที่จำลอง
สิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสหลากหลายด้านของร่างกาย ได้แก่ การมองเห็นการได้ยิน การสัมผัส การดมกลิ่น และยังสามารถใช้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ในการทรงตัว ยืนเดิน ที่จะช่วยให้เด็กสมองพิการมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น

การกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยห้อง Snoezelen สามารถใช้บำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กสมองพิการ เด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรม รวมทั้งเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น ที่ส่งผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตในอนาคต

ภายในห้อง Snoezelen เป็นห้องที่จำลองสิ่งแวดล้อมให้มีสิ่งเร้าที่จะสามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสได้หลากหลายตามหลักการmulti-sensory stimulation ประกอบไปด้วย แสง สี เสียง กลิ่นหอม และสัมผัส ทำให้การกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น และใช้เวลาในการรักษาลดลง โดยการใช้ห้อง Snoezelen ในการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ สามารถทำได้อย่างหลากหลาย ดังนี้

l การเคลื่อนไหว เด็กสมองพิการมักมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ จากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเกร็ง และการเคลื่อนไหวที่ไม่ประสานกัน การใช้ห้อง Snoezelen สามารถช่วยฟื้นฟูปัญหาดังกล่าวได้โดยการใช้อุปกรณ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวด้วยกระดานสัมผัส การทรงตัวบนเตียงน้ำการใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวตามแสงไฟ เป็นต้น

l การสื่อสาร เด็กสมองพิการมักมีปัญหาด้านการสื่อสาร พูดช้า พูดไม่ชัด หรือพูดติดขัด ซึ่งห้อง Snoezelen สามารถช่วยพัฒนาการสื่อสารของเด็กสมองพิการได้ เช่น การร้องเพลงตามเสียงดนตรี หรือเกมการออกเสียงผ่านไมโครโฟนเพื่อให้เกิดแสงไฟเป็นต้น

l การเรียนรู้และปัญหาพฤติกรรมเด็กสมองพิการหลายๆ คน มีปัญหาการเรียนรู้ช้าและปัญหาด้านพฤติกรรม ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเอง หรือทำลายข้าวของ ห้อง Snoezelen สามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กสมองพิการ และเด็กกลุ่มออทิสติกได้ เช่น กิจกรรมบำบัดในการฟังเสียงดนตรี การจำลองสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสงบผ่อนคลายหรือการใช้ interactive playground เพื่อเพิ่มการจดจ่อและสมาธิของเด็ก

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฟื้นฟูเด็กโรงพยาบาลเวชธานี ยังมีห้อง Adventure room และ Interactive room ที่จะช่วยเติมเต็มการฝึกพัฒนาการของเด็กที่มีปัญหาด้านสมองพิการและพัฒนาการช้าได้เป็นอย่างดี

“Adventure room” เป็นห้องขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยพื้นที่และสิ่งของที่มีรูปทรงหลากสีสัน เป็นห้องที่ออกแบบไว้สำหรับการผจญภัยของเด็ก เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว และการกระตุ้นประสาทสัมผัสผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมปีนป่าย กิจกรรมเดินข้ามสิ่งกีดขวาง หรือกิจกรรมเล่นน้ำในบ่อบอล โดยอุปกรณ์ทุกชิ้นผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ

“Interactive room” เป็นห้องบำบัดที่เน้นการบำบัดด้วยเกมส์ผ่าน interactive projector หรือ interactive playground ซึ่งมีเกมส์การฝึกที่หลากหลาย ทั้งเกมส์ที่เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว การประสานงานของกล้ามเนื้อ การจดจ่อ และการคิดคำนวณ

จากการใช้เกมส์การฝึก เทคโนโลยีที่หลากหลาย ทำให้เด็กรู้สึกสนุก เพลิดเพลินและจดจ่ออยู่กับการฝึก โดยจะมีนักกายภาพบำบัดที่เปรียบเสมือนเพื่อนคอยให้การดูแลการฝึกอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เด็กอยากมาฝึกที่โรงพยาบาล จึงสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เด็กจะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบังคับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกเด็กให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามเป้าหมายที่ร่วมกันตั้งไว้ระหว่างทีมรักษาและผู้ปกครอง

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษาเด็กสมองพิการ พัฒนาการล่าช้า เด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรม ที่จะช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์ การเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตัวเอง โดยเน้นการรักษาที่มีความเป็นส่วนตัว มีนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดคอยฝึกอย่างใกล้ชิด และมีกล้องวงจรปิดให้กับพ่อแม่คอยดูการบำบัดฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-2 ชั่วโมง/session ระยะเวลาการรักษาประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค นอกจากนี้ยังมีการบำบัดฟื้นฟูด้วย หุ่นยนต์ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินและการทรงตัวของร่างกาย (Robotic-assisted gait and balance training) เช่น C-Mill machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริง, Lokomat machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัวและการยืนเดิน, Armeo spring หุ่นยนต์ฝึกการเคลื่อนไหวของแขน

ท้ายนี้ ขอให้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพัฒนาการของลูก หากพบว่ามีพัฒนาการช้า หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อประเมินและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อมูลจาก อ.วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เปิดเผยว่าศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษ และโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ในมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดการศึกษาและฝึกอาชีพเด็กพิเศษที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุ 7-30 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้มีทักษะด้านวิชาชีพและทักษะทางสังคม ปัจจุบันมีเด็กพิเศษที่มารับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพกว่า170 คน เพื่อหารายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษฯ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ได้ที่ ธ.กรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786916

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.00 น.

เลือด หรือ โลหิต เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในร่างกายของมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญในการรักษาชีวิตและควบคุมสภาวะสมดุล การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องจำเป็น และยังไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ ผู้ป่วยต้องการโลหิตทุกวินาที การบริจาคโลหิต 1 ถุง ช่วยผู้ป่วยได้อย่างน้อย 3 ชีวิต

การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วยโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละคนมีโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โดยสามารถบริจาคได้ทุกๆ 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไป ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาตามระบบของร่างกาย เช่น ทางปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โลหิตยังคงเป็นยารักษาโรคที่ยังไม่มีนวัตกรรมใดๆ มาทดแทนได้ จึงจำเป็นต้องมีการรับบริจาคโลหิตจากเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยโลหิตที่ได้รับบริจาคร้อยละ 23 นำไปใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย เกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงต้องได้รับโลหิตในการรักษาเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ยูนิต หากไม่ได้รับโลหิตผู้ป่วยจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อีกร้อยละ 77 นำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่สูญเสียโลหิตเฉียบพลันจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดตกเลือดหลังคลอดบุตร เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น ต้องมีโลหิตสำรองไว้ระหว่างการผ่าตัด 2-3 ยูนิต ในกรณีที่มีอาการรุนแรง 5-10 ยูนิต ถ้าโลหิตไม่เพียงพอต้องเลื่อนการผ่าตัด อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

จากสถิติความถี่การบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2566 จากจำนวนผู้บริจาคโลหิตทั้งหมด 1,606,743 คน พบว่ามีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง มีปริมาณมากถึง 1,057,894 คนคิดเป็นร้อยละ 65.84 ในขณะที่ ผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง มีจำนวนเพียง 73,770 คนคิดเป็นร้อยละ 4.59 และยังมีผู้บริจาคโลหิตปีละ 2 ครั้ง จำนวน 313,029 คน คิดเป็นร้อยละ 19.48 บริจาคโลหิตปีละ 3 ครั้ง จำนวน 156,052 คน คิดเป็นร้อยละ 9.71 ส่วนผู้บริจาคโลหิตมากกว่า 4 ครั้ง (รวมกับบริจาคส่วนประกอบโลหิตอื่นๆ) จำนวน 5,998 คิดเป็นร้อยละ 0.37 หากมี ผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

ทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ “ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ Give Blood ,Give lives, Give forever” เป็นโครงการหลักประจำปี 2567 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการบริจาคโลหิตให้แก่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ และเหล่ากาชาดจังหวัดต่างๆ ในการรณรงค์ส่งเสริม
ให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการบริจาคโลหิต จากปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง จากปีละ 2 ครั้ง เพิ่มเป็นปีละ 3 ครั้ง จากปีละ 3 ครั้ง เพิ่มเป็น 4 ครั้งต่อปี ก็จะทำให้โลหิตมีปริมาณเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยได้ การเพิ่มจำนวนผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ให้มีจำนวนมากขึ้นส่งผลให้เกิดการบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ใครสามารถบริจาคเลือดได้บ้าง

เพราะโลหิตที่บริจาคจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ต้องการ ดังนั้นเลือดที่ได้รับการบริจาคจะต้องมีคุณภาพเพียงพอ และต้องมาจากผู้ที่มีสุขภาพที่พร้อมสำหรับการบริจาคเลือด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อทั้งคุณภาพของเลือดและสุขภาพของผู้บริจาค โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้มีดังนี้

● ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี

● น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์

● คืนก่อนบริจาคเลือดต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

● ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ

● ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด

● สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

อย่างไรก็ตาม หลังจากบริจาคเลือดควรนั่งพัก รับประทานขนมหรืออาหารว่างเล็กน้อย และดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนศีรษะ ฯลฯ แล้วจึงกลับบ้าน เมื่อกลับไปแล้วสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักคะน้า บรอกโคลีหน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปจากการบริจาคเลือด พร้อมทั้งรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

● ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

● หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

● ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

● โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยโทร.02-2564300, 02-2639600-99ต่อ 1101, 1760, 1761

LIFE & HEALTH : ปาร์ตี้หนักปีใหม่อาจเสี่ยงโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783989

LIFE&HEALTH : ปาร์ตี้หนักปีใหม่อาจเสี่ยงโรค

LIFE&HEALTH : ปาร์ตี้หนักปีใหม่อาจเสี่ยงโรค

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในช่วงต้นปีใหม่นี้มักเต็มไปด้วยบรรยากาศการเฉลิมฉลองแห่งความสุข เช่น การจับฉลาก จัดปาร์ตี้กินอาหาร ขนมและดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกัน ซึ่งบางคนอาจฉลองต่อเนื่องกันหลายคืน ทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนน้อย จนอาจนำไปสู่โรค Holiday Heart Syndrome หรืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้โดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคหัวใจมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น กว่าจะรู้ตัวอาจจะสายเกินไป ซึ่งโรค Holiday Heart Syndrome หรือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเฉียบพลันเป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน เป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนให้รู้ตัวก่อน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกคนโดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว ที่พักผ่อนน้อย อดนอน สังสรรค์ปาร์ตี้หนักติดต่อกันหลายคืน คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก หรือติดต่อกันเป็นเวลานานหลายวัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไม่สดชื่น ไม่มีแรง รู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอก เวียนหัวหน้ามืด หัวใจเต้นรัวและเร็วกว่าปกติ หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ซึ่งหากพบว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการต่างๆ เหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

สาเหตุของ Holiday Heart Syndrome เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก ซึ่งจะไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วและเต้นผิดจังหวะ, การอดนอนในช่วงเทศกาลวันหยุด, ร่างกายขาดน้ำจากการดื่มแอลกอฮอล์, ความเครียดจากการสังสรรค์ในช่วงเทศกาลวันหยุด

ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองในช่วงปาร์ตี้เทศกาลปีใหม่ห่างไกลโรค ไม่ใช่เรื่องยาก โดยจะต้องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีลิมิต หาเวลาพักผ่อนหรือไปทำกิจกรรมอื่นแทนการดื่ม หลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทที่มีโซเดียมและไขมัน เพราะหากไม่ควบคุมการกินอาหารจะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจรวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอเพราะในช่วงเทศกาลปีใหม่ควรหาเวลาพักผ่อนเพราะถ้าหากพักผ่อนน้อยและนอนดึกติดต่อกันอาจทำให้เกิดความง่วงและความเหนื่อยล้าสะสม จนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานหลังวันหยุดและอาจมีภาวะเสี่ยงต่อ Holiday Heart Syndrome

ทั้งนี้ การรักษา Holiday Heart Syndrome ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์อาจให้ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ และแนะนำให้ผู้ป่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด ดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ และเว้นอาหารที่มีไขมันสูงหรือมีรสเค็มจัด

สำหรับช่วงปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองกับครอบครัว เพื่อนและคนรัก ซึ่งมีหลายคนตั้งตารอมาสังสรรค์กัน แต่สำหรับบางคนปีใหม่คือช่วงเวลาที่ไม่อยากให้มาถึงเลยเพราะไม่อยากออกไปไหน รู้สึกไม่มีความสุข โดยอาการแบบนี้เรียกว่า New Year’s Blues หรือ ภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital เปิดเผยว่า New Year’s Blues หรือ ภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะหลายคนต่างคาดหวังให้ปีใหม่เป็นปีที่ดี แต่สำหรับบางคนช่วงเวลานี้อาจนำมาซึ่งความเศร้า เบื่อหน่าย รู้สึกไร้ค่า ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือความเครียดสะสมจากการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน

สาเหตุของภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่ในปัจจุบันอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

● ความคาดหวังที่สูงเกินไป หลายคนมักตั้งเป้าหมายหรือความคาดหวังไว้สูงสำหรับปีใหม่ เมื่อพบว่าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อาจทำให้เกิดความผิดหวังและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

● การทบทวนเหตุการณ์ ในช่วงปีใหม่หลายคนมักมีโอกาสได้ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าหรือเสียใจ

● ความเครียดจากการใช้ชีวิต ในช่วงปีใหม่หลายคนอาจต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงาน การเรียน หรือปัญหาส่วนตัว ซึ่งอาจสะสมเป็นความเครียดและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

อาการของภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่อาจคล้ายกับอาการของโรคซึมเศร้าทั่วไป แต่อาการจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ ได้แก่ รู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย, ท้อแท้ รู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง, ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง, มีปัญหาเรื่องการนอน, มีปัญหาเรื่องการกิน, คิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย

สำหรับการรักษาภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่มีทั้งการรักษาด้วยยา ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ซึมเศร้าหรือยาคลายกังวลและการรักษาด้วยจิตบำบัด ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของอาการซึมเศร้าและเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยภาวะนี้พบได้บ่อยในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นเดือนมกราคม อาการจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ถึงแม้ช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องเป็นโรคนี้ ซึ่งทุกคนสามารถป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าช่วง
ปีใหม่ได้ โดยเริ่มตั้งเป้าหมายและวางแผนสำหรับปีใหม่ เรียนรู้ที่จะยอมรับและปล่อยวางกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หาเวลาพักผ่อนและผ่อนคลายความเครียดอย่างสม่ำเสมอรวมไปถึงดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

สำหรับในช่วงปีใหม่นี้ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคกับโครงการ ออมบุญ ปันสุขให้น้องผู้พิการรับปีใหม่ ช่วยเหลือน้องๆ คนพิการที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ กว่า 900 คน โดยร่วมบริจาคเงิน สิ่งของเครื่องใช้ ข้าวสารอาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีๆ ให้กับผู้พิการได้ที่มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ด้วยการโอนเงินผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ชื่อบัญชีมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เลขที่บัญชี 342-3-04066-0นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ โทรศัพท์ 02-5724042 ต่อ 8300 มือถือ 089-9367598เพื่อปันสุขให้น้องๆ ช่วยต่อลมหายใจ พร้อมร่วมสร้างพลังงานบวกให้คนพิการ ให้มีกำลังใจที่ดีในการใช้ชีวิตในสังคมต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มารู้จักการบริจาคส่วนประกอบโลหิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782604

Life & Health : มารู้จักการบริจาคส่วนประกอบโลหิต

Life & Health : มารู้จักการบริจาคส่วนประกอบโลหิต

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 05.30 น.

การบริจาคโลหิต เป็นการที่ผู้บริจาคจะบริจาคโลหิตของตนเองเพื่อให้ผู้อื่น เพื่อนำไปใช้รักษาโรคหรือช่วยชีวิตผู้ป่วย การบริจาคโลหิตสามารถบริจาคได้ทั้งโลหิตรวม (whole blood) และนำไปแยกเป็นส่วนประกอบเลือด ได้แก่ เกล็ดเลือด พลาสมา และเม็ดโลหิตแดง และอีกรูปแบบหนึ่งการบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน (Apheresis) โดยใช้เครื่องแยกส่วนประกอบของเลือด การบริจาคเลือด คือ การเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค โดยโลหิตนั้นนำไปใช้สำหรับการถ่ายเลือด และ/หรือการเยียวยาทางชีวเภสัชวิทยาโดยกระบวนการ
ที่เรียกว่าการแยกส่วน (การแยกองค์ประกอบของเลือดครบ) การบริจาคอาจบริจาคเลือดครบหรือเฉพาะองค์ประกอบหนึ่งของเลือดโดยตรง ก็ได้

ข้อมูลจาก ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ทำหน้าที่ในการจัดหาโลหิต กำหนดมาตรฐานงานบริการโลหิตของประเทศไทย โดยมีภารกิจในการส่งเสริมการบริจาคโลหิตและส่งเสริมการใช้โลหิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริจาคโลหิต หรือการบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน เช่น การบริจาคเม็ดเลือดแดง การบริจาคเกล็ดเลือด และการบริจาคพลาสมา

การบริจาคเม็ดเลือดแดง (Single Donor Red Cells)

เม็ดเลือดแดง (Red Cells) เป็นส่วนประกอบชนิดหนึ่งของโลหิต มีหน้าที่ส่งถ่ายออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย อายุการทำงานในกระแสโลหิต ประมาณ 120 วัน ซึ่งผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการบริจาคเม็ดเลือดแดงคือ ผู้ป่วยโรคเลือดที่สร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยเช่น ธาลัสซีเมีย ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น รวมทั้งผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดจากการผ่าตัดหัวใจ อุบัติเหตุ ตกเลือดในการคลอด

สำหรับคุณสมบัติผู้สามารถบริจาคเม็ดเลือดแดง คือ อายุ 18 ปีบริบูรณ์-60 ปี ถ้าบริจาคครั้งแรก อายุไม่เกิน 50 ปี, ผู้บริจาคชายน้ำหนักเท่ากับหรือมากกว่า 59 กิโลกรัมส่วนสูงมากกว่า 155 เซนติเมตร, ผู้บริจาคหญิงน้ำหนักเท่ากับหรือมากกว่า 70 กิโลกรัมส่วนสูงมากกว่า 165 เซนติเมตร, เป็นผู้ที่มาบริจาคโลหิตชนิดโลหิตรวม ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี,มีเส้นเลือดที่ข้อพับแขนมองเห็นชัดเจน,หลีกเลี่ยง อาหารที่มีไขมันสูงก่อนมาบริจาค เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่เป็นต้น, มีค่าความเข้มข้นโลหิต หรือค่า Hct มากกว่า 40%, มีค่าเข้มข้นของโลหิต Hb มากกว่า 14.0 g/dl มีค่า Body Mass Index คือ ค่าอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักต่อส่วนสูง น้อยกว่า 25

การบริจาคเม็ดเลือดแดง บริจาคด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood Cell Separator Device) จะแยกเก็บเฉพาะเม็ดเลือดแดงไว้ โดยคืนส่วนอื่นกลับสู่ร่างกาย และชดเชยส่วนที่บริจาคออกมาด้วยน้ำเกลือ 400 มิลลิลิตร ให้แก่ผู้บริจาค ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที บริจาคได้ทุก 4 เดือน ให้ผู้ป่วยได้ 2 ราย

การบริจาคเกล็ดเลือด (Single Donor Platelets)

เกล็ดเลือด (Platelets) คือ ส่วนประกอบของเลือดช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และช่วยอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือด เกล็ดเลือดมีอายุสั้นเก็บได้เพียง 7 วัน ในร่างกายของคนเราจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 1-5 แสนตัว/ลูกบาศก์มิลลิลิตร ผู้ป่วยที่ต้องใช้เกล็ดเลือดในการรักษา ได้แก่ ไขกระดูกสร้างได้น้อย เช่น โรคไขกระดูกฝ่อ ลูคีเมีย ผู้สูญเสียเกล็ดเลือดจำนวนมากจากการเสียเลือด เช่น ไข้เลือดออก ผ่าตัดใหญ่ ตกเลือดในการคลอดบุตร อุบัติเหตุ เป็นต้น

สำหรับคุณสมบัติผู้บริจาคเกล็ดเลือด คือ เพศชาย, อายุ 18-60 ปี ถ้าบริจาคครั้งแรก อายุไม่เกิน 50 ปี, น้ำหนักมากกว่า 55 กิโลกรัมขึ้นไป, มีค่าเกล็ดเลือด มากกว่า2 แสนตัว ต่อโลหิต 1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร, เป็นผู้ที่มาบริจาคโลหิตชนิดโลหิตรวม ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี, มีเส้นเลือดที่ข้อพับแขน มองเห็นชัดเจน, ไม่กินยาแก้ปวดแอสไพรินก่อนบริจาค 3 วัน

วิธีการบริจาค การบริจาคเกล็ดเลือด (Single Donor Platelets) สามารถบริจาคได้ทุก 1 เดือน โดยผู้บริจาคจะต้องบริจาคด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood Cell Separator Device) เครื่องจะปั่นแยกเกล็ดเลือดไว้ โดยคืนส่วนอื่นกลับสู่ร่างกายใช้เวลาในการบริจาคแต่ละครั้งประมาณ 2 ชั่วโมง

การบริจาคพลาสมา (Single Donor Plasma)

พลาสมา (Plasma) คือ ส่วนประกอบของโลหิตที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีเหลืองใสซึ่งประกอบไปด้วยสารโปรตีน ได้แก่ อัลบูมิน โกลบูลิน อิมมูโนโกลบูลิน ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาปริมาณน้ำภายในหลอดเลือด ต่อต้านเชื้อโรค และช่วยในการแข็งตัวของเลือด ตามลำดับ

ผู้ป่วยที่ต้องใช้พลาสมาในการรักษา ได้แก่ ผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือด โดยพลาสมา จะถูกนำไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ 3 ชนิด

-แฟคเตอร์ VIII (Factor VIII) รักษาโรคฮีโมฟีเลีย เอ

-อิมมูโนโกลบูลิน รักษาโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง

-อัลบูมิน (Albumin) รักษาไฟไหม้น้ำร้อนลวก และโรคตับ

-ผลิตเซรุ่มป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในโครงการ บริจาคพลาสมาเพื่อทำเซรุ่ม

สำหรับคุณสมบัติผู้บริจาคพลาสมาเพื่อทำเซรุ่ม คือ อายุ 18-60 ปี ถ้าบริจาคครั้งแรก อายุไม่เกิน 50 ปี, มีน้ำหนักมากกว่า 55 กิโลกรัม ขึ้นไป, เป็นผู้ที่มาบริจาคโลหิตชนิดโลหิตรวม ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อย่างน้อย1 ครั้ง ภายใน 6 เดือน, เส้นเลือดที่ข้อพับแขนมองเห็นชัดเจน, หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงก่อนมาบริจาค เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ เป็นต้น, ผู้บริจาคต้องอยู่ในโครงการอย่างน้อย 3 ปี

ทั้งนี้ ผู้ที่เคยบริจาคโลหิตอยู่แล้วสามารถเปลี่ยนเป็นผู้บริจาคพลาสมาได้โดยเว้นระยะเวลา 3 เดือน และต้องสมัครเข้าโครงการฉีดวัคซีนก่อน และสามารถกลับมาเป็นผู้บริจาคโลหิตได้ โดยให้เว้นระยะเวลาหลังจากบริจาคพลาสมา 2 สัปดาห์

สำหรับวิธีการบริจาคพลาสมา จะบริจาคด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood Cell Separator Device) ใช้เวลาในการบริจาค ประมาณ 45 นาที
ครั้งละ 500 ซีซี บริจาคได้ทุก 14 วัน

หากได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่ และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขรายละเอียดดูได้ที่ www.blooddonationthai.com หรือโทร.02-2564300

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การศึกษาเรื่องของถั่วและสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779710

Life & Health : การศึกษาเรื่องของถั่วและสุขภาพ

Life & Health : การศึกษาเรื่องของถั่วและสุขภาพ

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ถั่วเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ถั่วมีไขมันดีและมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และช่วยลดความดันโลหิต เป็นต้น ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล กรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อถั่วได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือในตลาด มีทั้งในรูปแบบของที่ผลิตอยู่ในบรรจุซองหรือแบบที่ตักชั่งน้ำหนัก ซึ่งหากซื้อแบบบรรจุซองก็จะสามารถทราบได้ว่าระยะเวลาการเก็บก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพไป หรือช่วยป้องกันแมลงที่จะขึ้นได้ หากไม่มีเวลาที่จะนำเอาถั่วมาต้มหรือนึ่งได้เอง ก็สามารถใช้ในรูปแบบของถั่วต้มสุกในกระป๋องได้ ซึ่งก็มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ และหลายประเภททั้งในน้ำมัน และน้ำเกลือ ข้อแนะนำหากใช้ถั่วที่ต้มสุกบรรจุกระป๋องนั้นควรที่จะเอาน้ำเกลือทิ้งและล้างถั่วอีก 1-2 ครั้ง เพราะในน้ำเกลือนั้นจะมีปริมาณของโซเดียมที่สูง ไม่ดีต่อผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต และเบาหวาน โดยปกติ 1 ถ้วยของถั่วต้มสุกกระป๋องจะมีปริมาณของโซเดียมอยู่ที่ 720 มิลลิกรัม หากเราล้างน้ำออก 2 ครั้ง จะสามารถลดปริมาณโซเดียมมาที่ 220 มิลลิกรัม หากรับประทานถั่วแล้วมีอาการปวดท้อง หรือลมขึ้นควรที่เริ่มจากการรับประทานถั่วในปริมาณน้อยๆ ก่อนเพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัว และรับประทานถั่วที่ต้มสุกออกนิ่มก็จะช่วยลดการเกิดลมในท้องได้ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการลมในท้องจะดีขึ้นหลังจากที่มีการบริโภคถั่วเป็นประจำ 4-8 อาทิตย์ขึ้นไป และที่สำคัญเนื่องจากถั่วเป็นแหล่งที่มาที่ดีของใยอาหาร ดังนั้นจึงควรที่จะดื่มน้ำให้เพียงพอ 8 แก้วขึ้นไป สำหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องในเรื่องของถั่วและสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เบาหวาน มีดังนี้

• โรคอ้วน โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ซึ่งสามารถดูได้จากค่าของไขมันที่ไม่ดีสูง ได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ อีกทั้งมีคอเลสเตอรอลตัวดีหรือเอชดีแอลต่ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองในอนาคต นอกจากนี้โรคอ้วนยังเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม โรคของถุงน้ำดี เช่น การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โรคเก๊าท์ และเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จากการศึกษาทางระบาดวิทยาและทางคลินิกหลายการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารประเภทถั่วเป็นประจำจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถั่ว ถั่วมีไขมันต่ำ ใยอาหารสูง เป็นแหล่งของโปรตีนที่มาจากพืช ทำให้เพิ่มความอิ่มและทำให้รู้สึกอิ่มได้นาน ส่งผลให้การรับประทานอาหารอื่นๆ น้อยลง ทำให้พลังงานที่ร่างกายได้รับลดลง

• โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน การไม่ออกกำลังกายการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว การเพิ่มขึ้นของระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) และ แอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol)ในเลือด ร่วมกับการลดลงของเอชดีแอล (HDL-cholesterol)ในเลือดนั้น ส่งผลโดยตรงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคไขมันในหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ในทางกลับกัน การลดลงทุกๆ ร้อยละ 1 ของระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจประมาณร้อยละ 2-3 ดังนั้น การควบคุมระดับ Total cholesterol และLDL-cholesterol ในเลือดจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา การกินพืชกลุ่มถั่วจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ จากข้อแนะนำของ Dietary Reference Intakes (DRIs) หรือปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน เป็นค่าเฉลี่ยของสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพดี ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง แนะนำให้บริโภคถั่วกลุ่ม Legumes 1.5 ถ้วยต่อสัปดาห์เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

• โรคมะเร็ง โรคมะเร็งทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่เป็นผลมาจากอาหารที่ได้รับเข้าไป จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ และผู้ชายที่กิน Legumes เป็นประจำคืออาทิตย์ที่ 2-3 ครั้ง ครั้งละ ½ ถ้วย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้บริโภค เนื่องจากในถั่วนอกจากจะมีใยอาหารสูงแล้วยังมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงและสารพฤกษเคมีสูงด้วย ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระจะเป็นตัวช่วยในการลดการเกิดการร้ายของสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์และเป็นที่มาที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง

• โรคเบาหวาน อาหารที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานคือ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic Index or GI) ค่าดัชนีน้ำตาลคือค่าที่บอกถึงความสามารถของอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและดีว่าอาหารนั้นจะมีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้รวดเร็วเพียงใดในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง ภายหลังจากการบริโภคอาหารประเภทนั้นเข้าไป กลุ่มของพวกถั่วนี้มีค่าของดัชนีน้ำตาลต่ำส่งผลทำให้ร่างกายจะค่อยๆได้รับน้ำตาลจากอาหารประเภทถั่ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ไม่ขึ้นลงเร็วซึ่งจะเป็นผลเสียต่อร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวาน และใยอาหารที่มีอยู่ในถั่วจะเป็นอีกทางที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมชะลอการดูดซึมน้ำตาลและจับกับกลูโคสทำให้ควบคุมเบาหวานได้ดี

• โรค Celiac disease หรือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อกลูเตน โดยที่กลูเต็นเป็นโปรตีนที่พบในกลุ่มข้าวสาลี ข้าวโพดข้าวบาร์เลย์ อาการแพ้คือการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยกลูเตนได้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย และส่งผลให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ ทำให้การทำงานในการดูดซึม วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ ได้ลดลง กลุ่มของถั่ว Legumes นี้จะไม่มีกลูเตนผสมอยู่ดังนั้น จึงเป็นแหล่งที่มาที่ดีของใยอาหารและโปรตีนที่ปราศจากกลูเตน และปลอดภัยสำหรับผู้ที่เป็นโรค Celiac disease

จะเห็นได้ว่าถั่วมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก สำหรับคนที่ไม่ชอบหรือยังไม่ค่อยได้ลองนำถั่วมาปรุงประกอบอาหาร ลองค้นหาเมนูง่ายๆ อร่อยๆ ที่หลากหลายจากถั่ว ไม่ว่าจะเป็นนำมาทำเป็นนมถั่ว สมู้ทตี้ถั่ว นำมาต้ม นึ่ง ใส่สลัด ใส่ยำใส่ข้าวผัด หรือจะนำมาทำเป็นขนมหวาน เช่น นำถั่วแดงมาทำเป็นบราวนี่ หรือไอศกรีมก็อร่อยไม่แพ้กัน เมื่อลองกินถั่วเป็นประจำก็จะชอบและชินกับการกินถั่วและจะอร่อยพร้อมกับมีสุขภาพดีในระยะยาวไปด้วย

สำหรับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดีได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตามในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการดูแลสุขภาพรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/777432

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการดูแลสุขภาพรับปีใหม่

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการดูแลสุขภาพรับปีใหม่

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การดูแลสุขภาพรับปีใหม่และหน้าหนาว เป็นเรื่องสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ดังนั้น คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อรักษาสุขภาพให้ดีดังนี้

-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ และสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย เช่น มะนาว ขิง กระเจี๊ยบ และเห็ด เป็นต้น

-ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันหรือดื่มน้ำอุ่น น้ำสมุนไพร เพื่อช่วยการไหลเวียนของโลหิต และลดอาการหนาว

-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

-นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู และลดความเครียด

-สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศ ควรใส่เสื้อผ้าหลายชั้น และสวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าที่ใส่สบาย เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย

-ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว วันละหลายๆครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและผิวแห้ง

-หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น

-หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลีกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อยๆ

-ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ คุณยังควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และหากมีอาการผิดปกติใดๆควรปรึกษาแพทย์ทันที ขอให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และสนุกสนานกับการเข้าสู่ปีใหม่กัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้เราดูสูงวัยขึ้นอาจไม่ใช่อายุเท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวการเร่งความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ให้เร็วขึ้นโดยที่เราเองอาจคาดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้

l เลือกกินตามใจปาก โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น ของทอด ของหวาน อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัว (ไขมันจากสัตว์ กะทิ) คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนที่ให้แคลอรีสูง ฯลฯ ไม่เพียงแต่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการร้ายทำลายผิวและอวัยวะต่างๆ เสื่อมก่อนวัยและทำลายคอลลาเจนที่อยู่ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับและอาจเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสด ผลไม้หลากสีซึ่งมีวิตามินแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลดีต่อร่างกายและผิวพรรณโดยตรง

l การนอนน้อย พักผ่อนไม่พอการนอนน้อยหรืออดนอน ไม่เพียงทำให้เรารู้สึกเพลีย ไม่สดใสเท่านั้น ยังส่งผลให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ ภูมิคุ้มกันลด เจ็บป่วยง่าย แถมผิวพรรณเหี่ยวย่นริ้วรอยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครอยากหน้าเด็กควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่มถึงตี 2 จะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่ทำให้หลับลึก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แถมในช่วงที่เราหลับลึกร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แต่อย่างไรการนอนคว่ำหรือตะแคง อาจมีส่วนทำให้เกิดตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

l การสูบบุหรี่ & ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นตัวการร้ายที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผลาญวิตามินสำคัญ โดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งกระตุ้นการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายแล้ว ยังเป็นวายร้ายทำลายผิวพรรณให้แห้งกร้าน สูญเสียความตึงตัว เกิดริ้วรอย รวมถึงยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนังไม่ดี ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส หยาบกร้านที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลง และเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอีกด้วย จึงควรเลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มแอลกอฮอล์กัน

l การเครียดบ่อย ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งถ้ามีฮอร์โมนตัวนี้มากเกินไปเซลล์ต่างๆ จะเสื่อมสภาพเร็ว อีกทั้งยังทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวน ซึ่งไม่เพียงทำให้ร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรมลงเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะความเครียดสัมพันธ์กับโรคต่างๆ แทบทุกโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่าเครียดต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ ปล่อยวางความคิด หรือหยุดจากงานตรงหน้าไปทำกิจกรรมอย่างอื่นสักระยะ โดยหากิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง เดินไปพูดคุยกับเพื่อน ฯลฯ เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้นจึงค่อยเริ่มต้นกันใหม่

l การไม่ทากันแดด แสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว ที่ส่งผลต่อความหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย แต่ส่วนใหญ่คนจะทาครีมกันแดดเฉพาะเวลาไปเที่ยว โดยไม่สนใจว่าระหว่างวันขณะทำงานนั้น ผิวหนังและผิวหน้าก็จะถูกรังสียูวีทำลายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่มหรือกลางแจ้ง สภาพอากาศจะเป็นแบบไหนก็ไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30-50 เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. หากจำเป็นควรกางร่มหรือสวมหมวก และสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง

l การเมคอัพจัดเต็ม การประโคมเมคอัพแบบจัดเต็มอยู่บ่อยๆ สุขภาพผิวหน้าเราก็จะอ่อนแอลงทุกวันเพราะฤทธิ์ของสารเคมีในเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ จะส่งผลให้ผิวหน้าเราเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ยิ่งถ้าล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดจะทำให้รูขุมขนทำงานไม่สะดวก เกิดการอุดตัน เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดความหมองคล้ำ เกิดสิว ริ้วรอยและเกิดความเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว ควรต้องใส่ใจกับการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด

ย่างเข้าปีใหม่นี้ใครที่อยากสวย ใส หน้าเด็ก ไม่ดูแก่กว่าวัย จึงต้องลด ละ เลิกพฤติกรรมที่บอกเหล่านี้ พร้อมกับเริ่มต้นดูแลตัวเองเสียแต่เนิ่นๆช่วยยืดเวลาให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจนหลายคนต้องอิจฉา

ปีใหม่นี้ สำหรับผู้อยากทำบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ศ.นพ.สุรเดชหงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุชเลขที่บัญชี 133-2-08742-3ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ โทร.02-7183800 ต่อ 123 รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

Life & Health : มารู้จักกับพืชตระกูลถั่ว (Beans) และประโยชน์ต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776069

Life & Health : มารู้จักกับพืชตระกูลถั่ว (Beans) และประโยชน์ต่อสุขภาพ

Life & Health : มารู้จักกับพืชตระกูลถั่ว (Beans) และประโยชน์ต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คนไทยเรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “ถั่ว” ซึ่งนำมารับประทานเป็นทั้งอาหารคาว อาหารหวานอาหารว่างนานาชนิด ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล กรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำว่า โดยทั่วไปที่คนไทยเราเรียกรวมพืชหลายชนิดว่าถั่ว แต่ทางโภชนาการแล้วพืชตระกูลถั่ว หรือ Legumes นั้นแบ่งออกเป็นพืชที่มาจากหลากหลายกลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่ม Beans มีลักษณะเป็นฝักเมล็ดไม่กลมสามารถกินได้ทั้งฝัก เช่น ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ถั่วพู และกลุ่มที่กินเฉพาะเมล็ด เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว

2.กลุ่ม Pea เป็นถั่วที่กลมอยู่ในฝัก มีเมล็ดกลม เช่น ถั่วลันเตา ชิกพี

3.กลุ่ม Lentils เลนทิลมีลักษณะแบนมีสีเขียว น้ำตาล แดง เหลือง ดำ

นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มคือ นัท (Nuts) ซึ่งไม่ได้อยู่ในตระกูล Legumes แต่จัดเป็นถั่วเปลือกแข็งซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างจากพวก Legumes มีสารอาหารหลัก คือ ในถั่วเปลือกแข็ง
จะมีไขมันสูง โปรตีนปานกลาง มีคาร์โบไฮเดรตต่ำใยอาหารสูง ถั่วเปลือกแข็งเป็นส่วนเมล็ดของผลที่มีเพียง 1 เมล็ด และมีเปลือกแข็งห่อหุ้มเมล็ด ถั่วเปลือกแข็งที่เป็นที่นิยมรับประทาน เช่น อัลมอนด์ บราซิลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์พีแคน แมคาเดเมีย ฮาเซลนัท ไพน์นัท พิสตาชิโอวอลนัท และดาวอินคา เป็นต้น

รู้จักกลุ่มของถั่วบีน (Bean)

กลุ่มของพวกถั่วบีน (Bean) จะเป็นแหล่งที่ดีของสารอาหาร เช่น โปรตีน ใยอาหาร โพแทสเซียม ในการจัดหมวดหมู่อาหารกลุ่มของถั่วนี้สามารถจัดได้ทั้งในกลุ่มของผักและกลุ่มของโปรตีน สำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติก็สามารถกินถั่วเหล่านี้เพื่อให้ได้โปรตีนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในกลุ่มถั่วเหล่านี้จะมีไขมันต่ำและที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอล ใยอาหารสูงซึ่งมีทั้งใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำที่ช่วยในเรื่องการขับถ่าย เพิ่มปริมาณอุจจาระและลดระยะเวลาการหมักในลำไส้ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนใยอาหารชนิดละลายน้ำมีประโยชน์คือช่วยจับกับคอเลสเตอรอลขับออกนอกร่างกายและทำให้อิ่มท้องนาน ในกลุ่มถั่วชนิดนี้เมื่อกินแบบสุก
ครึ่งถ้วยจะได้รับใยอาหารประมาณ 7 กรัม ถือเป็น 1/3 ของปริมาณใยอาหารที่แนะนำในแต่ละวัน (25 กรัม) นอกจากนี้ในถั่วยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่ดี เช่น โฟเลต เหล็ก ที่ช่วยการทำงานของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง และทำให้ระบบเมตาโบลิกต่างๆ ของร่างกายทำงานปกติ โพแทสเซียม แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทำงานดี เรามารู้จักถั่วแต่ละชนิดกันดีกว่า เช่น

l ถั่วดำ เป็นถั่วที่มีความนิยมมายาวนานตั้งแต่ในประเทศจีนที่นิยมนำเอาถั่วดำมาต้มผสมกับสมุนไพรนานาชนิดเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยา ทางแพทย์แผนจีนถือว่าถั่วดำนั้นสามารถรักษาความร้อนในร่างกายได้ดีช่วยกำจัดความร้อน ขจัดพิษจากตับ แก้ร้อนในและรักษาอาการปวดต่างๆ ได้ดี ช่วยให้ระบบทางเดินโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น สารสำคัญที่มีอยู่ในถั่วดำที่ก่อให้เกิดสีดำ คือ สารแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวเดียวกันกับที่มีอยู่ในองุ่น บลูเบอร์รี่ สารนี้เป็นตัวที่ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหารได้ดี การรับประทานถั่วดำเป็นประจำจะทำให้ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับของเสีย ช่วยทำให้ลดการดูดซึมของสารพิษ
เข้าสู่ร่างกาย

l ถั่วเขียวหรือถั่วทอง ซึ่งเรานิยมนำมาทำขนม เช่น ถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือนำมาทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์เทียม โดยมีส่วนผสมถั่วเหลืองเป็นหลักกับแป้ง ถั่วเขียวให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ให้โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตปานกลาง ไขมันต่ำ แร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิดในปริมาณที่เหมาะสม เช่น มี วิตามินเค, วิตามินซี, วิตามินเอ, วิตามินบีรวม,โฟเลต และเหล็ก ในถั่วเขียวยังมีใยอาหารสูงซึ่งเป็นส่วนที่ดีเพราะทำให้อิ่มเร็วและดูดซึมไขมันและน้ำตาลได้ ถั่วเขียวมีน้ำตาลต่ำจึงเหมาะสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการได้รับโปรตีนสูงควรที่จะรับประทานถั่วเขียวเป็นประจำ เพราะในถั่วเขียวมีโปรตีนที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์แต่มีราคาที่ถูกกว่าและไม่มีโคเลสเตอรอลซึ่งเป็นตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ในถั่วเขียวอาจจะไม่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นทุกชนิด แต่การรับประทานถั่วเขียวรวมกับธัญพืชตัวอื่นๆ เช่น ข้าว เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน หรือถั่วประเภทอื่นๆ ก็จะทำให้ได้กรดอะมิโนที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ

l ถั่วเหลือง จัดได้ว่าเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก มีการนำเอาถั่วเหลืองมาทำงานวิจัยหลากหลายทั่วโลก ในสมัยก่อนกลุ่มผู้ที่นิยมบริโภคถั่วเหลือง คือ ประชากรในแถบเอเชีย แต่ในปัจจุบันนี้เนื่องจากความนิยมและคุณประโยชน์ต่อร่างกายจึงทำให้มีการบริโภคถั่วเหลืองในทุกที่ทั่วโลก ถั่วเหลืองมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ตัวหนึ่ง
ที่โดดเด่นและน่าสนใจคือ กลุ่มไอโซฟลาโวนส์ Isoflavones ตัวอย่างเช่น geistein, daidzein ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองจึงมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะที่มีภาวะหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักที่ควบคุมการเสริมสร้างกระดูกของร่างกาย และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นของผิวหนัง การดื่มน้ำนมถั่วเหลืองหรือเต้าหู้ก็เป็นอีกหนทางที่ดีที่จะช่วยคุณสุภาพสตรีลดหรือบรรเทาอาการข้างเคียงจากภาวะหมดประจำเดือน อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองจะมีประโยชน์สำหรับหัวใจ และยังลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ มีรายงานถึงผลดีของถั่วเหลืองในการลดอัตราการเกิด องค์การอาหารและยาของอเมริกาแนะนำว่าให้รับประทานโปรตีนที่ทำจากถั่วเหลืองวันละ 25 กรัม ร่วมกับอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงใกล้เคียงกันกับนมแต่มีไขมันอิ่มตัวที่น้อยกว่านมทำให้ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติสามารถดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวได้ และได้ประโยชน์จากสารพฤกษาเคมีตัวอื่นๆ ร่วมด้วย ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้ออาหารที่ผลิตมาจากถั่วเหลืองได้หลากหลาย เช่น เต้าหู้ทั้งชนิดนิ่ม แข็ง หลอด และอื่นๆ เต้าหู้ยี้ โปรตีนเกษตร ไอศกรีม เต้าเจี้ยว ซอสปรุงรสต่างๆ หรือจะนำมาเพาะงอกให้กลายเป็นถั่วงอกหัวโต ก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกหลากหลาย

l ถั่วแดง เป็นถั่วที่นิยมรับประทานกันมากโดยการนำถั่วแดงมาปรุงอาหารนั้นมีหลายวิธี เช่น ซุปถั่วแดง ถั่วแดงต้มน้ำตาลทรายแดง ขนมปังไส้ถั่วแดง หรือถั่วแดงต้มโรยสลัด โดยเฉพาะเป็นขนมหวานในประเทศญี่ปุ่นและจีน มีการใช้ถั่วแดงเป็นหลัก ซึ่งทำให้ถั่วแดงได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศทางแถบเอเชีย และสำหรับถั่วแดงนั้น แพทย์จีนถือว่าช่วยบำรุงหัวใจ ประเภทอาการใจสั่น ช่วยในการบำรุงระบบประสาท บำรุงลำไส้ ลดอาการบวมน้ำช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการปวดบวม ปรับสภาพเลือด ขับพิษ บำบัดอาการประจำเดือนมาผิดปกติ นอกจากนั้น ถั่วแดงยังมีทั้งสารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามีนเอ บี ซี และเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากโดยเมื่อเทียบกับผักและผลไม้แล้วถือว่าถั่วแดงมีเส้นใยอาหารในปริมาณที่มากกว่า ดังนั้นจึงช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี ทั้งยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองปริแตก นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ และยังประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ polyphenolics ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วย จากการวิจัยพบว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในถั่วแดงนั้นมีปริมาณใกล้เคียงหรือมากกว่ากับผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ และแคลนเบอร์รี่

l ถั่วขาว หรือ White Kidney Bean เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีต้นกำเนิดในบริเวณพื้นที่สูงในแถบประเทศแม็กซิโก กัวเตมาลา เป็นพืชที่ต้องการอยู่ในอากาศหนาวเย็นในช่วงที่เจริญเติบโต ถั่วขาวนิยมบริโภคในรูปของการประกอบอาหารประเภทซุปและบริโภคกับเนื้อสัตว์ มีการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากถั่วขาวเพื่อนำมาเป็นอาหารเสริมควบคุมน้ำหนักเนื่องมาจากสารสำคัญที่มีอยู่ในถั่วขาวที่ชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มีคุณสมบัติทำให้เอนไซม์อะไมเลสเป็นกลาง มีผลทำให้แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนจากเเป้งกลายเป็นน้ำตาลได้ถึงร้อยละ 50-66 นั่นหมายความว่า หากเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งเข้าไป 1 จาน แต่ร่างกายเพียงสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็น Glucose และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน ได้เพียงครึ่งจานเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งจานจะอยู่ในรูป Carbohydrate ที่ไม่ดูดซึม แล้วขับถ่ายออกมาในรูปของเส้นใยแทน เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ดังนั้น ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมออกมาใช้มากยิ่งขึ้นร่วมไปถึงยังลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายด้วยจึงทำให้น้ำหนักลดลงได้ มีคำแนะนำให้รับประทานสารสกัดจากถั่วขาวในปริมาณวันละ 500 มิลลิกรัม จะสามารถลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก และควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้
ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดีได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774746

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเองก็เช่นกัน เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศทรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทเรียล สมาร์ท จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2024แนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลที่คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ได้แก่

● Digital Transformation การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หมายถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติขององค์กร ทั้งในด้านการดำเนินงาน การจัดการ และการให้บริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและองค์กร

● Artificial Intelligence (AI) ปัญญาประดิษฐ์ หมายถึงเทคโนโลยีที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ สามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ทำงานอัตโนมัติ และสร้างสรรค์ผลงาน และนวัตกรรมใหม่ๆ

● 5G เครือข่าย ช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบายสื่อสารไร้สายความเร็วสูงใหม่ๆ

Digital Transformation ก้าวสำคัญสู่อนาคต

Digital Transformation เป็นเทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็มีการส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ เร่งดำเนินการ Digital Transformation เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับในปี 2024 คาดว่า Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในไทย โดยองค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตัวอย่างการนำ Digital Transformation มาใช้ในไทย ได้แก่

● ภาคธุรกิจ : การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ Supply Chain และการให้บริการลูกค้า เช่น การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการตรวจจับสินค้าเสื่อมสภาพ การนำระบบคลาวด์มาใช้ในการจัดการข้อมูล และการนำโซเชียลมีเดียมาใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า

● ภาครัฐ : การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการประชาชน เช่น การนำแอปพลิเคชั่นมาใช้ในการให้บริการประชาชน การนำบิ๊กดาต้ามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการให้บริการต่างๆ

AI เทคโนโลยีแห่งอนาคต

AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมและปฏิวัติทุกวงการ ตั้งแต่เมื่อ 1 ปีที่แล้วที่บริษัท OpenAI ได้เปิดตัว ChatGPT ทำให้โลกได้รู้จัก AI และ Generative AI อย่างแพร่หลาย และทุกๆ บริษัทด้านเทคโนโลยีตื่นตัวเรื่อง AI กันมากขึ้น ในประเทศไทยเองก็มีการนำ AI มาใช้ในหลากหลายภาคส่วน เช่น

● ภาคอุตสาหกรรม : การนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และการจัดการ Supply Chain เช่น การนำ AI มาใช้ในการควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติ การนำ AI มาใช้ในการตรวจจับสินค้าเสื่อมสภาพ และการนำ AI มาใช้ในการจัดเส้นทางขนส่ง

● ภาคบริการ : การนำ AI มาใช้ในการให้บริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขายสินค้า เช่น การนำ AI มาใช้ในตอบคำถามลูกค้า การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และการนำ AI มาใช้ในแนะนำสินค้า รวมถึงการสร้างสรรค์ Content รูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง

● ภาคสาธารณสุข : การนำ AI มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการพัฒนายารักษาโรค เช่น การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ การนำ AI มาใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม และการนำ AI มาใช้ในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

5G เครือข่ายแห่งอนาคต

5G เป็นเครือข่ายสื่อสารไร้สายความเร็วสูง ช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ5G รองรับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ เช่น

● เทคโนโลยี AR/VR : เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกเสมือนจริง สามารถใช้ในการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการทำงาน

● เทคโนโลยี IoT : เทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ การเกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

● เทคโนโลยี Cloud Computing : เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้จากทุกที่ในโลก สามารถใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และให้บริการต่าง ๆ

ปัจจุบันในประเทศไทยเองมีเครือข่าย 5G ครอบคลุมมากกว่า 80% แล้วทั่วประเทศ สมมุติว่าคนไทย 10 คน จะมี 8 คน อยู่ในเครือข่ายที่รองรับ 5G แต่จะมีคนใช้งานจริงอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น แต่ภายในปี 2025 คนไทยจะใช้งาน 5G มากขึ้นถึง 50% ด้วยกัน อ้างอิงโดยคุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดลูกค้าองค์กรและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท AIS

โดยสรุป Digital Transformation, AI, และ 5G เป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยในปี 2024 องค์กรต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เร็วมากขึ้นในทุกวันนี้

ทั้งนี้ ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด เองก็เล็งเห็นถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยที่กำลังก้าวไปอย่างรวดเร็ว บริษัทฯได้เข้าช่วยให้บริการด้านการจัดการ Big Data และ Digital Transformation ให้กับบริษัทหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงการใช้ AI เข้าพัฒนาต่อยอดหรือส่งเสริมด้านการดำเนินธุรกิจและการตลาดให้กับลูกค้าสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ อาจารย์ คำพันธุ์ราชดา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดเผยว่าวิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา สถานศึกษาเพื่อคนพิการ ชวนทำบุญรับเทศกาลปีใหม่กับ โครงการ “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มบุญ สุขคูณสอง” เพื่อให้น้องนักศึกษาผู้พิการได้ท้องอิ่ม ได้มีการศึกษาพร้อมฝึกทักษะวิชาชีพ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เป็นภาระต่อสังคม ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สถานประกอบการร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ด้วยการมอบทุนอาหาร ทุนการศึกษา สิ่งของเครื่องใช้แก่น้องๆ นักศึกษาคนพิการที่อยู่ในความดูแลของวิทยาลัยฯ กว่า 160 คน ให้ได้อิ่มท้องครบ 3 มื้อ เริ่มต้นเพียงมื้อละ 5,000-20,000 บาท นับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในสิ่งดีๆ ด้วยการทำบุญช่วยเหลือผู้พิการ สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ออมทรัพย์เลขที่บัญชี 3424736274นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ โทร.038-196494

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักอีกทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ..การตรวจ Genetic Screening

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772030

Life & Health : รู้จักอีกทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ..การตรวจ Genetic Screening

Life & Health : รู้จักอีกทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ..การตรวจ Genetic Screening

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดีเอ็นเอ ย่อมาจาก deoxyribonucleic acid (DNA) คือสารพันธุกรรมที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรม ซึ่งกำหนดลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต DNA ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์
4 ชนิด คือ A, T, C, G ซึ่งเข้าคู่กันตามกฎความเข้ากันได้ของเบส โดย DNA มีลักษณะเป็นเกลียวคู่ ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อกันของนิวคลีโอไทด์ 2 สาย ทั้งนี้ DNA มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ การถ่ายแบบตัวเอง และการถ่ายทอดข้อมูลผ่านอาร์เอ็นเอ ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถสืบทอดลักษณะประจำพันธุ์และดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ นอกจากนี้ DNA ยังเป็นหลักฐานทางพันธุกรรมที่ใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต และการแก้ไขปัญหาทางการแพทย์

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงอัญชลี ศรีมโนทิพย์ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยWellness Center โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ทุกๆ คนเกิดมาพร้อมกับ DNA ที่ได้จากพ่อแม่ ซึ่ง DNA จะมียีนเป็นตัวกำหนดลักษณะทางกายภาพและพันธุกรรมของมนุษย์ เช่น สีผิว ผม ตา รูปร่าง น้ำหนัก รวมถึง โรคทางพันธุกรรมบางชนิด หลายคนกว่าจะรู้ว่าตัวเองมีโรคทางพันธุกรรมแฝงอยู่ในร่างกายก็มีอาการรุนแรงแล้ว ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีวิธีตรวจที่เรียกว่า Genetic Screening เพื่อค้นหาโรคที่แฝงมากับพันธุกรรม รู้ก่อน รักษาทัน

ในแต่ละคนมีพันธุกรรมที่แตกต่างกันไปซึ่งพันธุกรรมนี้เป็นตัวกำหนด ลักษณะต่างๆ เช่น รูปร่าง หน้าตา สีผม สีตา สีผิว รวมถึงการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย สุขภาพ และความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ด้วยเช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดโรคสมอง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมต่างๆ เช่นโรคทาลัสซีเมีย เป็นต้น

เดิมทีการตรวจหาความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม จะพิจารณาการตรวจในคนที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ จากประวัติครอบครัว หรือจะตรวจเมื่อมีการแสดงออกถึงความผิดปกติ หรืออาการต่างๆ ที่อาจบ่งชี้ถึงโรคทางพันธุกรรม เช่น พัฒนาการล่าช้า ลักษณะภายนอกผิดปกติ ปัญหาทางสุขภาพ นอกจากนี้ จะมีการตรวจความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันการตรวจทางพันธุกรรมgenetic screening นอกจากจะบอกถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคสมองเสื่อม, โรคไมเกรน, ไขมันในเลือดสูง รวมถึงความไวต่อการติดเชื้อต่างๆ และภาวะซึมเศร้า ซึ่งจะช่วยในการวางแผนดูแลสุขภาพได้ระยะยาว เนื่องจากตรวจ เพียงครั้งเดียว สามารถใช้ผลตรวจได้ตลอดชีวิต โดยในกระบวนการตรวจ genetic screening สามารถตรวจได้โดยการเจาะเลือด โดยไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร สามารถตรวจเวลาใดก็ได้ โดยจะใช้ระยะเวลารอรับผลตรวจประมาณ 3-4 สัปดาห์

นอกจากผลตรวจ genetic screening สามารถบอกความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ แล้ว ยังสามารถบอกถึงการตอบสนองต่อยาต่างๆ ความต้องการวิตามินแร่ธาตุ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม ความเสี่ยงการแพ้อาหารต่างๆ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่น และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย เพื่อการวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น บางคนอาจจะเหมาะ กับเวทเทรนนิ่ง บางคนอาจจะเหมาะกับการออกกำลังกายแบบอื่นมากกว่า

ประโยชน์ของการตรวจ Genetic Screening ที่จะได้รับ ได้แก่ ช่วยการวางแผนการดูแลสุขภาพ จากผลการตรวจจะช่วยให้เราเข้าใจสุขภาพร่างกายเรามากขึ้น และ สามารถช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุดและเหมาะสมในแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะรวมถึงการปรับเปลี่ยน lifestyle พฤติกรรม และการใช้ยารักษาต่างๆ

ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค การตรวจสามารถช่วยบอกความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง โรคมะเร็ง ทำให้สามารถวางแผนในการตรวจสุขภาพให้เหมาะสม เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค รวมถึงการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นด้วย ช่วยวางแผนการมีบุตร การตรวจนี้ช่วยคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดโรคทางพันธุกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

การตรวจ genetic screening เป็นอีกทางเลือกใหม่ที่จะช่วยให้เราวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามก่อนตรวจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะสอบถามประวัติโดยละเอียดและอธิบายรายละเอียดต่างๆ ก่อนเริ่มตรวจ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ย่างเข้าปลายปีรับเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้อมูลจากอาจารย์คำพันธุ์ ราชดา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา สถานศึกษาเพื่อคนพิการ ได้ดำเนินงานด้านการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพและการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ นอกจากนั้นยังรณรงค์และผลักดัน เพื่อการเข้าถึงสวัสดิการ การปรับสภาพแวดล้อม และบริการสาธารณะที่มีต่อคนคนพิการ รวมไปถึงการสร้างเจตคติเชิงสร้างสรรค์ของสังคมที่มีต่อคนพิการผ่านสื่อทุกรูปแบบ โดยตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี ของการดำเนินงาน สามารถช่วยเหลือคนพิการมาแล้วมากกว่า 5,000 คนซึ่งการดำเนินงานของวิทยาลัยจำเป็นต้องดูแลทั้งในเรื่องที่พัก อาหาร งานพยาบาล การจัดการศึกษา และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากคนพิการ

ขอเชิญชวนทำบุญรับเทศกาลปีใหม่กับโครงการ “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มบุญ สุขคูณสอง” เพื่อให้น้องนักศึกษาผู้พิการได้ท้องอิ่ม ได้มีการศึกษาพร้อมฝึกทักษะวิชาชีพ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เป็นภาระต่อสังคม ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สถานประกอบการร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ด้วยการมอบทุนอาหาร ทุนการศึกษา สิ่งของเครื่องใช้แก่น้องๆ นักศึกษาคนพิการที่อยู่ในความดูแลของวิทยาลัย กว่า 160 คน ให้ได้อิ่มท้องครบ 3 มื้อ เริ่มต้นเพียงมื้อละ 5,000-20,000 บาทนับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในสิ่งดีๆ ด้วยการทำบุญช่วยเหลือผู้พิการ สามารถบริจาคได้ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ออมทรัพย์เลขที่บัญชี 3424736274 นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770580

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื้อสัตว์ที่เรานิยมรับประทานมีสารอาหารที่แตกต่างกัน บางชนิดอาจจะมีปริมาณไขมันสูงบางชนิดอาจจะมีโปรตีนสูง ซึ่งร่างกายของแต่ละคนก็มีความต้องการสารอาหารที่ไม่เหมือนกัน จึงควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ และเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ การที่ผู้บริโภคจะมีสุขภาพดีได้ ยังต้องคำนึงถึงการบริโภคอาหารชนิดต่างๆ ในปริมาณที่เหมาะสมตามเพศ วัย และกิจกรรม นอกจากนี้ผู้บริโภคควรต้องพิจารณาในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารและควรใส่ใจในเรื่องของการเลือกซื้อหรือวิธีการปรุงประกอบที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสารต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้าโครงการอาหารไทย หัวใจดี ของ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า เนื้อสัตว์ชนิดเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื้อสัตว์มีหลายชนิด ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อสัตว์ปีก มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อแดง (lean meat) มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 75% เนื้อของสัตว์ที่มีอายุน้อยกว่า เช่น เนื้อลูกวัว (veal) มีปริมาณน้ำสูงกว่าเนื้อสัตว์ที่มีอายุมากขึ้น โปรตีน เป็น สารอาหารที่ให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนเป็นโครงสร้างหลักของเนื้อสัตว์ โปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง คือ มีกรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายมนุษย์ กรดอะมิโนที่พบมากในโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อ เป็นประเภท branched-chain amino acid ได้แก่ leucineisoleucine และ valine ในเนื้อสัตว์มีไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เป็นส่วนประกอบหลัก มีฟอสโฟลิพิด (phospholipid) คอเลสเตอรอล (cholesterol) และมีวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน กรดไขมันส่วนใหญ่จะเป็นกรดไขมัน อิ่มตัว (saturated fatty acid) เช่น กรดปาลมิติก (palmitic acid) กรดสเทียริก (stearic acid) และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) เช่น กรดโอลิอิก (oleic acid) ในปริมาณน้อย ในเนื้อสัตว์มีคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 1% โดยอยู่ในรูปของไกลโคเจน เนื้อสัตว์เป็นแหล่งของวิตามินบีรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และไนอะซิน สารสำคัญที่ทำให้เกิดสีของเนื้อสัตว์ คือ ไมโอโกลบิน (myoglobin) เนื้อวัวยังมีวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย

จากธงโภชนาการของประเทศไทยจะเห็นว่าเนื้อสัตว์นั้นอยู่บนด้านปลายธง มีข้อแนะนำให้บริโภควันละ 6-12 ช้อนกินข้าว ดังนี้

l เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าวต่อวัน (มื้อละ 2 ช้อนกินข้าว) สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบ ถึง  13 ปี,ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

l เนื้อสัตว์  9 ช้อนกินข้าวต่อวัน (มื้อละ3 ช้อนกินข้าว) สำหรับวัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14-25 ปีและชายวัยทำงาน อายุ 25-60 ปี

l เนื้อสัตว์ 12 ช้อนกินข้าวต่อวัน(มื้อละ 4 ช้อนกินข้าว) สำหรับหญิงและชายที่ใช้พลังงานมากๆ เช่น นักกีฬา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน

เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและมีประโยชน์ควรรับประทานให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 0.8-1 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวันสำหรับเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว 30 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 7 กรัม ทั้งนี้ ควรเลือกประเภทของเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไม่ติดหนัง เน้นรับประทานเนื้อปลาและเนื้อไก่สลับกับเนื้อหมูและเนื้อวัว เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดีย่อยง่าย เหมาะสมเป็นอาหารของเด็กและผู้สูงอายุปลาส่วนใหญ่มีไขมันต่ำ ไขมันในปลาประกอบด้วยกรดไขมันที่ให้ประโยชน์ที่ดี 2 ชนิด คือ EPA(Eicosapentaenoic acid) ให้คุณประโยชน์ในด้านการลดระดับของไขมันในเลือด และ DHA (Docosahexaenoic acid) ให้คุณประโยชน์ในการเป็นส่วนประกอบของเซลล์สมอง การรับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่นเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด และหากเลือกรับประทานปลาเล็กปลาน้อยหรือปลากระป๋องจะได้แคลเซียม ซึ่งช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แต่การบริโภคปลาก็ยังต้องคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน ไม่ได้มีข้อยกเว้นว่า จะบริโภคได้มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ สำหรับเนื้อแดง (เนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด เช่น หมู วัว แกะ แพะ) แนะนำให้บริโภคไม่เกิน 5 ช้อนกินข้าวต่อวัน หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อสัปดาห์ คือน้ำหนักเนื้อสัตว์สุกไม่เกิน 350-500 กรัม หรือน้ำหนักเนื้อดิบ 700-750 กรัม

ควรเลือกวิธีการปรุงประกอบอาหารด้วยวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น มากกว่าการย่าง ผัด หรือทอด เนื่องจากการปรุงประกอบโดยใช้ความร้อนสูง (การย่างหรือการทอด) ที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) และ HAC(Heterocyclic Aromatic Amines) ได้ สาร PAH จะเกิดได้มากกับเนื้อสัตว์ที่มีส่วนของไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย อาหารที่จะพบสาร PAH ได้มาก ได้แก่ หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนที่มีมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันจะหยดลงไปบนเตาไฟแล้วเกิดการเผาไหม้จนเกิดควันและเขม่าซึ่งจะลอยขึ้นมาเกาะติดกับชิ้นของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือมีไขมันน้อย เช่น ปลาย่าง เนื้อย่าง หากมีการหมักโดยการเติมน้ำตาลลงไปด้วยก็จะส่งเสริมการเกิดสาร HAC เพิ่มขึ้น ซึ่งสารชนิดนี้ทำให้อาหารมีสีน้ำตาล นอกจากนี้ ความร้อนจากการปิ้งย่างจะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้เป็นไนโตรเจนออกไซด์ แล้วจึงทำปฏิกิริยากับเอมีน (amine) ที่ระเหยจากเนื้อสัตว์พร้อมกันได้เป็นสารกลุ่มไนโตรซามีนและตกลงมาเกาะที่ผิวของอาหารปิ้งย่างเหล่านั้น

ในส่วนของเนื้อสัตว์ที่มีการแปรรูปโดยและเพิ่มอายุการเก็บรักษาโดยการเติมดินปะสิว หรือ สารไนเตรตและสารไนไตรต์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum และช่วยทำให้เนื้อสัตว์มีสีชมพูที่เสถียร และมีรสชาติดีผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่จะมีการใช้สารไนเตรตหรือไนไตรต์ ได้แก่ เนื้อกระป๋อง แหนม กุนเชียง หมูแฮม เบคอน ไส้กรอก เป็นต้น สารไนเตรตหรือไนไตรต์ และเกลือของไนเตรตหรือไนไตรต์ เป็นสารที่อยู่ในการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเนื่องจากสารไนเตรตจะถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรต์ และสารก่อมะเร็งชนิดไนโตรซามีน (nitrosamine) ได้เมื่อทำปฏิกิริยากับสารเอมีนที่อยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จึงต้องใช้ตามปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดเพื่อให้มีปริมาณไนไตรต์ตกค้างในผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด เมื่อนำเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารไนเตรตหรือไนไตรต์มาปรุงให้สุกด้วยความร้อนที่สูงหรือความร้อนต่ำแต่เวลานานก็อาจทำให้มีปริมาณของไนโตรซามีนเพิ่มมากขึ้น แต่ในปัจจุบันการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารไนเตรตหรือไนไตรต์จะสามารถลดการเกิดสารประกอบไนโตรซามีนในผลิตภัณฑ์ได้ โดยการเติมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี (ascorbicacid) กรดอิริทรอบิก (erythorbic acid) และ วิตามินอี (alpha-tocopherol) ในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ การปรุงประกอบที่ใช้น้ำมันในปริมาณมาก (การผัดหรือการทอด) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง

เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมักเกลือ การบ่ม การรมควัน หรือกระบวนการอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหรือการปรับปรุงการเก็บรักษา ดังนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถึง 18% และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีปริมาณไขมันและโซเดียมสูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่รายงานว่า การรับประทานเนื้อแดงมีผลในการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถึง 17%

สำหรับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดีถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ สามารถมองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่บรรจุภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ