เลือกดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เพื่อประโยชน์ที่ใช่ในวัยที่คู่ควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590541

  • วันที่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เลือกดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เพื่อประโยชน์ที่ใช่ในวัยที่คู่ควร

เมื่อนมพร้อมดื่มที่วางขายในท้องตลาดมีหลายประเภท แล้วเราจะเลือกดื่มนมแบบไหน ให้ได้ประโยชน์ตรงใจ แถมเหมาะกับวัยเราที่สุด

นมเป็นแหล่งรวมสารอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข แนะนำคนไทยดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย โดยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและวัยรุ่น ปริมาณที่ควรดื่มคือวันละ 2-3 แก้ว ส่วนผู้ใหญ่ 1-2 แก้ว

แต่นมที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีให้เลือกหลายประเภท แล้วเราควรจะบริโภคชนิดไหน มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

นมสด 100% (whole milk)

คือนมที่รีดจากแม่วัวและจำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยจะผ่านวิธีการพาสเจอไรซ์ หรืออุ่นทำลายเชื้อโรค นมชนิดนี้จะมีไขมันอยู่ประมาณ 3.8% รสชาติจึงเข้มข้นและหอมมัน เป็นนมที่มีสารอาหารสมบูรณ์ เหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต หากสังเกตจากฉลากโภชนาการ จะเห็นว่าเป็นนมโค 100% มีปริมาณแคลเซียม 200-300 มก.ต่อแก้ว แนะนำสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ เด็กวัยเรียน วัยรุ่น

นมพร่องมันเนย (Low Fat)

เป็นนมที่สกัดไขมันออกไปบางส่วน ทำให้มีพลังงานน้อยลง และมีปริมาณไขมันเพียงเล็กน้อย แต่ข้อเสียคือ ไขมันที่น้อยลงก็จะไปลดการได้รับวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A, D, E และ K ไปด้วย

อย่างไรก็ดี นมชนิดนี้ยังมีโปรตีนและแคลเซียมอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับนมสด มีปริมาณแคลเซียม 200-300 มก.ต่อแก้ว เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงรับประทานไขมันไม่ได้ แต่ต้องการเสริมในส่วนของโปรตีนและแคลเซียม ไม่เหมาะกับเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ เนื่องจากไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของสมองของเด็ก

นมขาดมันเนย (Fat Free หรือ Skim milk)

เป็นนมที่แยกไขมันเนยออกเหลือเฉพาะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต มีไขมันน้อยกว่า 0.15% มีแคลเซียมและโปรตีนสูง ส่วนวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ก็ยังมีอยู่ในปริมาณที่ไม่ต่างกับนมสด 100% มากนัก เพียงแต่จะมีความเข้มข้นน้อยและรสชาติไม่หอมมันเหมือนนมสด เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงไขมัน ควบคุมน้ำหนัก และมีระดับไขมันในเลือดสูง มีปริมาณแคลเซียม 200-300 มก.ต่อแก้ว

ภาพ : freepik

7 คำถามจี้ใจ เมื่อไหร่ถึงพร้อมเป็นนายตัวเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590384

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

7 คำถามจี้ใจ เมื่อไหร่ถึงพร้อมเป็นนายตัวเอง?

จริงหรือไม่ที่การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น “พูดง่ายกว่าลงมือทำ” แล้ววันนี้นอกจากการทำงานไปวันวัน เรามีเป้าหมายในชีวิตสูงกันแค่ไหน หากใครคิดอยากเป็นนายตัวเอง มาดูกันเลยว่าจะต้องเจออะไรบ้าง

ความคิดที่ว่าเราจะได้เป็นเจ้านายตัวเอง มีอิสระ สามารถจัดการเวลาชีวิตแบบที่ต้องการได้ และที่สำคัญคือได้เงินเยอะ ดึงดูดคนมากมายให้หันมาทำกิจการของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าที่เราคิดไว้ ข้อเท็จจริงที่ว่า 8 ใน 10 ของธุรกิจมักจะล้มเหลวในช่วงปีแรก ชี้ให้เห็นความจริง 2 อย่าง นั่นคือการก่อตั้งบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักธุรกิจ ดังนั้น ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาในวงการนี้ ลองตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเอง แล้วตรึกตรองดูว่าเราเหมาะกับการเป็นเจ้านายตัวเองแล้วจริงๆ

คำถามที่ 1

พร้อมทำงานแบบไม่มีเงินเดือนหรือยัง?

สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคือ การทำธุรกิจของตัวเองทำให้เราได้ค่าเหนื่อยมากกว่าเป็นพนักงานประจำ แม้ว่าความเข้าใจผิดนี้อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ในช่วงเริ่มต้นกิจการของคุณจะยังไม่สร้างรายได้ และเมื่อมีรายรับเข้ามาแล้ว คุณจะต้องนำกำไรที่ได้มาไปลงทุนต่อยอดอีกทอดหนึ่งเพื่อขยับขยายขนาดธุรกิจ ทีมงานนิตยสาร Inc แนะนำว่า การเป็นเจ้านายตัวเองต้องโฟกัสที่การเติบโตและการลงทุนต่อยอด

คำถามที่ 2

พร้อมนำเงินตัวเองมาลงทุนหรือยัง?

การทำธุรกิจมีค่าใช้จ่ายมากมาย อาทิ ค่าอาคารสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเว็บโฮสติ้ง เป็นต้น ก่อนเริ่มลงมือเปิดกิจการ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าพร้อมจะนำเงินเก็บส่วนตัวมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ หากมีการระดมทุนจากบุคคลภายนอก นักลงทุนเหล่านี้มักจะดูข้อมูลการลงทุนของเจ้าของกิจการประกอบการตัดสินใจด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าเจ้าของเองยังไม่ลงทุนในธุรกิจของตัวเอง แล้วทำไมนักลงทุนจะต้องร่วมลงทุนด้วย

คำถามที่ 3

พร้อมทำงานทุกหน้าที่แล้วหรือยัง?

ความชอบคือตัวจุดชนวนการทำธุรกิจ ความพร้อมในการปรับตัวและรับหน้าที่ใหม่ๆ คือตัวขับเคลื่อน เจ้าของธุรกิจจะต้องสวมหมวกหลายใบไปพร้อมๆ กัน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบริการลูกค้า ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้า

คำถามที่ 4

กล้าไล่พนักงานออกไหม?

แน่นอนว่าการไล่พนักงานออกเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและลำบากใจ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าของกิจการจะต้องเตรียมใจให้พร้อมในกรณีที่ต้องพูดคุยเรื่องเคร่งเครียดนี้กับพนักงาน รวมถึงการต่อรองเงินเดือน ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ

คำถามที่ 5

มีความอดทนเพียงพอไหม?

การทำธุรกิจถือเป็นการทดสอบความอดทนอย่างหนึ่ง บางคนต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปีกว่าจะได้รับงานจากลูกค้ารายแรก การทำธุรกิจไม่มีสูตรลับรวยเร็ว แต่จะต้องใช้ทั้งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าและความมุ่งมั่นทุ่มเทในระยะยาว โดย คริสโตเฟอร์ ไอแซค สโตน หรือ บิซ สโตน นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ เคยกล่าวไว้ว่า “กาลเวลา ความมานะอุตสาหะ และการลองผิดลองถูกนับสิบปี สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณดูเหมือนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน”

คำถามที่ 6

มีความมุ่งมั่นมากพอไหม?

การเป็นเจ้าของกิจการต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอ กิจการประเภทนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณจะต้องใช้พลังในตัวคุณขับเคลื่อนธุรกิจ

คำถามที่ 7

ทนแรงกดดันจากคนรอบข้างได้ไหม?

การทำธุรกิจของตัวเองจะต้องเอาจริงเอาจังและอาจเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับคนรอบข้าง อาทิ ฉันจะออกไปพบปะเพื่อนฝูงที่ร้านอาหารหรือทำงานต่ออีก 2-3 ชม.ดีนะ เพื่อนๆ อาจจะไม่เข้าใจและพยายามกดดันให้คุณออกมาพบ ในที่สุดคุณจะได้เรียนรู้ศิลปะการปฏิเสธไปโดยปริยาย

ภาพ : freepik

7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590388

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

กรมควบคุมโรค เชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี!! เริ่มให้บริการ 1 มิ.ย.นี้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนใน 7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี โดยเป็นวัคซีนแบบ 3 สายพันธุ์ เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้ เริ่มให้บริการ 1 มิ.ย. นี้ ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนใกล้บ้านที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในทุกๆปี กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงฟรี เนื่องจากในช่วงนี้ของทุกปีอากาศมักจะเปลี่ยนแปลงประกอบกับไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ทำให้โรคติดต่อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่มีโอกาสที่จะแพร่กระจายเพิ่มมากขึ้น โดยในปีนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เตรียมวัคซีนไว้จำนวน 4 ล้านโด๊ส เพื่อให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการเกิดโรคและแพร่กระจายสู่ผู้อื่น

สำหรับวัคซีนที่ใช้เป็นวัคซีนที่ป้องกันได้ 3 สายพันธุ์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ

  • A Michigan (H1N1)
  • A Switzerland (H3N2)
  • B Colorado (Victoria lineage)

ซึ่งจากการเฝ้าระวังศึกษาการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อในไทย ปี 2562 ข้อมูลถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แยกเป็น A(H1N1) ร้อยละ 23.51 A(H3N2) ร้อยละ 18.17 และ B ร้อยละ 58.32 โดยการวิเคราะห์สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่แยกได้ในประเทศไทยได้ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2562 โดยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ A(H1N1) พบเป็น A Michigan (H1N1) ร้อยละ 100 , A(H3N2) พบเป็น A Switzerland ร้อยละ 35.00 และ A Singapore ร้อยละ 65.00 สวนเชื้อ B ในปีนี้มีความหลากหลายสายพันธุ์มากกว่าหลายปีที่ผ่านมาคือพบ B Victoria lineage ร้อยละ 99.00 ที่เหลือเป็น B Phuket (Yamagata lineage) ร้อยละ 1.00 ซึ่งพบเชื้อที่ก่อโรคตรงกับสายพันธุ์ในวัคซีน 3 สายพันธุ์ดังกล่าว โดยถือว่ามีความคุ้มค่าและมีความปลอดภัย เพราะมีประสบการณ์การใช้ในประเทศไทยยาวนานกว่า 10 ปี และยังเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลก

โดยวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้ ส่วนวัคซีน 4 สายพันธุ์นั้น มีองค์ประกอบเหมือนกับวัคซีน 3 สายพันธุ์ แต่จะมีสายพันธุ์ B Phuket (Yamagata lineage) เพิ่มเข้ามา จึงสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ในประเทศไทยมักป่วยด้วยเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่บรรจุอยู่ในวัคซีน 3 สายพันธุ์อยู่แล้ว นอกจากนี้วัคซีน 4 สายพันธุ์ยังมีราคาสูงกว่า ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณานำมาใช้เมื่อวัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่า และประเทศมีความพร้อม หากประชาชนมีความต้องการฉีดวัคซีน 4 สายพันธุ์ซึ่งเป็นวัคซีนอีกทางเลือกหนึ่ง สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับการฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ได้ ทั้งนี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ในปีนี้ได้เตรียมวัคซีนไว้จำนวน 4 ล้านโด๊ส แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 4 เดือน
  2. เด็ก อายุ 6 เดือน-2 ปี
  3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค คือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
  4. ผู้สูงอายุ มากกว่า 65 ปี
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  7. โรคอ้วน น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กก./ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อ ตรม.

นอกจากนี้ ได้เตรียมวัคซีนสำหรับบุคลากรกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีความเสี่ยง 4 แสนโด๊ส ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สอบสวนควบคุมโรค เจ้าหน้าที่ทำลายสัตว์ปีก เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ นักศึกษาทางการแพทย์และสาธารณสุข

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน- 31 สิงหาคม 2562 ตามวันและสถานที่ดังกล่าว หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ภาพ : freepik

แพทย์เผยวัคซีนวัยเก๋า รับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590313

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

แพทย์เผยวัคซีนวัยเก๋า รับสังคมผู้สูงอายุ

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ให้ความรู้เรื่องสังคมผู้สูงอายุ “วัคซีนที่ต้องฉีด” แนะฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม บาดทะยัก คอตีบ และงูสวัด ลดความรุนแรงและเสียชีวิตได้ หวังคนในครอบครัวให้ความสำคัญ

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานสังคมผู้สูงอายุ : วัคซีนที่ต้องฉีด ว่าการติดเชื้อในผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ เพราะเมื่อผู้สูงอายุมีการติดเชื้อโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง หรือป่วยเป็นมะเร็งจะมีอาการที่รุนแรงและต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรืออาจเสี่ยงต่อความพิการหรือเสียชีวิตได้

ประกอบกับสังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีประชากรสูงอายุมากกว่าประชากรเด็กและวัยทำงาน ซึ่งหมายถึงว่าจะเกิดภาวะพึ่งพาโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขมากขึ้น ดังนั้น การให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอีกด้วย

ปัจจุบันการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังได้รับการสนับสนุนในหลายประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยยังพบว่าอัตราการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคเรื้อรังอยู่ในอัตราที่ต่ำ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากแพทย์และผู้สูงอายุไม่เข้าใจ ถึงความสำคัญของการป้องกันโรคที่มีความรุนแรง ดังนั้น คนในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยปัจจัยพื้นฐาน และการสนับสนุนการป้องกันโรคติดเชื้อด้วยการฉีดวัคซีนเพียงเท่านี้ สังคมสูงอายุก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

วัคซีนที่แพทย์ควรพิจารณาสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญและพบเป็นสาเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือป่วยหนักทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อที่พบได้ในผู้สูงอายุ เช่น วัคซีนป้องกันบาดทะยัก คอตีบ วัคซีนป้องกันงูสวัด ก็มีความสำคัญเช่นกัน

ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวว่า “โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือหญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้ การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ทำได้โดยการรักษาอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือและการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปอดบวมและลดการเสียชีวิตได้”

โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยฉีดเข้ากล้ามบริเวณต้นแขนปีละ 1 ครั้งทุกปี นอกจากนี้ ยังควรฉีดวัคซีนแก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูงกล่าวข้างต้น เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วย ผู้สูงอายุที่มีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อปอดบวมโดยเฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส มักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและบางรายมีอาการรุนแรง มีการติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือเสียชีวิต ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับป้องกันปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแบคที่เรียนิวโมคอคคัส โดยแนะนำให้ฉีดแก่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อปอดบวมรุนแรงดังกล่าวข้างต้น การฉีดวัคซีนอาจมีผลข้างเคียงแต่มักไม่รุนแรงและมักเป็นอาการเฉพาะที่ เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดและหายได้ภายใน 2-3 วัน

ทั้งนี้ การกระตุ้นภาครัฐและภาคประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพะการป้องกันโรคเป็นสิ่งสำคัญ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยได้ เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำ “แนวทางการให้วัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ” เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับแพทย์และประชาชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังอย่างถูกต้องและเหมาะสม สร้างความตระหนักในการดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยและผู้สูงอายุผู้ในครอบครัว ในด้านการป้องกันโรคและผลักดันภาครัฐ สังคม และเอกชน ให้เห็นความสำคัญในการสนับสนุนการให้วัคซีนแก่ผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันสถานเสาวภา สภากาชาดไทยได้มีการจัดทำโปรแกรม “สถานเสาวภา” เพื่อให้แพทย์และประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่ควรได้รับการฉีดตามคำแนะนำดังกล่าว ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้ที่ http:medschedule.md.chula.ac.th/vaccine

ภาพ : freepik

มากินเพิ่มระบบเผาผลาญกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590294

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

มากินเพิ่มระบบเผาผลาญกันเถอะ

7 สิ่งนี้จำไว้ให้ดี เพราะมันจะช่วยให้เรามีระบบเผาผลาญที่ดีขึ้นและมีหุ่นที่สวยสมใจ

เพราะใครๆ ก็อยากมีหุ่นดี แต่การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เพียงแค่การอดอาหารอย่างเดียว เราต้องเลือกกินอาหารให้ถูกด้วย แล้วอาหารประเภทไหนที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเราทำงานดีขึ้นบ้าง

โปรตีน

พบได้ในเนื้อ นม ไข่ ถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนลดความอ้วน เพราะว่าโปรตีนจะช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ และยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น แถมยังทำให้อิ่มนานอีกต่างหาก

กาแฟ

ใครว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างเดียว กาแฟก็มีข้อดีคือช่วยเพิ่มการเผาผลาญ เครื่องดื่มประเภทที่มีกาเฟอีนจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ถึง 11% ตามการศึกษาวิจัยผู้ที่บริโภคกาเฟอีนอย่างน้อย 270 มก.ต่อวัน หรือเทียบเท่ากาแฟ 3 แก้ว จะเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 100 แคลอรี

ชา

ชาทั่วไปมีส่วนผสมของกาเฟอีน และคาเทชิน สองสารประกอบนี้ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ โดยเฉพาะชาเขียวและชาอู่หลงจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญถึง 4-10% อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายทำไขมันมาใช้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

โกโก้

สารสกัดจากต้นโกโก้ จะไปส่งเสริมยีนที่กระตุ้นการใช้ประโยชน์ไขมันให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และโกโก้ยังป้องกันการทำงานของเอนไซม์ที่ไปดูดซึมไขมันและคาร์โบไฮเดรตระหว่างการย่อยอาหารได้ แถมยังช่วยการดูดซึมแคลอรีบางส่วนอีก

น้ำมันมะพร้าว

มีไตรกลีเซอไรด์ กรดไขมันเหล่านี้จะดูดซึมไปที่ตับและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญมากกว่าไขมันชนิดเดี่ยว นอกจากนี้ นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าว 30 มก. ในแต่ละวัน จะทำให้คนอ้วนน้ำหนักลดลงอีกด้วย

พืชตระกูลถั่ว

ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วพวกนี้เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับอาหารจากพืชอื่นๆ ดังนั้น หนุ่มๆ สาวๆ ที่อยากมีหุ่นดี ก็ต้องเลือกกินพืชตระกูลนี้ที่นอกจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญดีแล้วยังช่วยย่อยอาหารได้ดีอีกด้วย

เครื่องเทศ

เผ็ดร้อนนิดๆ ดีต่อสุขภาพ ดีต่อระบบการเผาผลาญ ยกตัวอย่างเช่น การกินชาขิงร้อนจะช่วยเผาผลาญแคลอรีไปมากกว่า 43 แคลอรี ขณะที่น้ำร้อนธรรมดาเผาผลาญ 26 แคลอรี แถมตัวชาขิงร้อนยังช่วยลดความหิวและกระตุ้นให้อิ่มไวขึ้นได้อีกด้วย

ภาพ : freepik

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ…ทำอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590267

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ...ทำอย่างไร?

เทคนิคจัดการงานเสริมควบคู่งานประจำที่ทำไม่ยากแบบ “เจมส์ ทิว”

เชื่อเลยว่า มีพนักงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วผันตัวไปทำงานที่ตัวเองรัก หรือเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ แต่การลาออกจากงานประจำโดยที่ยังไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสานฝันของตัวเองอย่างเพียงพอแล้ว ต้องค่อยๆ เดินคลำทางในที่มืดอาจจะดูเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หลายคนจึงเลือกทำงานประจำที่ใช่ควบคู่ไปกับงานอดิเรกที่ชอบ

จากผลการศึกษาของ Academy of Management สมาคมนักวิชาการด้านการบริหารและการจัดการจากทั่วโลก ชี้ว่า ธุรกิจที่เจ้าของเริ่มก่อตั้งขณะยังเป็นพนักงานประจำแล้วค่อยผันตัวมาดูแลแบบเต็มตัวมีโอกาสล้มเหลวน้อยกว่าธุรกิจที่เจ้าของเริ่มทำเต็มตัวตั้งแต่แรกถึง 1 ใน 3 แต่สำหรับมือใหม่บางคนอาจจะยังจัดการทำงานทั้งสองหน้าที่ไม่ค่อยลงตัว

มีคำแนะนำของ เจมส์ ทิว ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลียที่ผ่านประสบการณ์การทำงานหลักควบคู่งานเสริมมาแล้วหลายปีมาฝาก ดังนี้

1.โฟกัสกับงาน เนื่องจากเจ้าของธุรกิจประเภทนี้มีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งจากงานประจำและงานเสริมกองอยู่ตรงหน้ามากมาย โอกาสหาเวลาว่างนั่งสะสางงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แนะนำให้เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลังแต่ละสัปดาห์ จากนั้นแบ่งทำวันละ 4-5 งาน เพื่อให้เป้าหมายรายสัปดาห์สำเร็จลุล่วง วิธีนี้ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจบริหารเวลาและงานให้ลงตัว หากวันไหนมีเวลาว่างเพิ่มมาสัก 1 หรือ 2 ชม.

2.สื่อสาร บอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงาน เช่น เป้าหมายธุรกิจของเราให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดฟัง เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าคุณอาจต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน เพื่อที่สุดท้ายงานที่คุณรักจะไม่พรากชีวิตแต่งงานหรือมิตรภาพไปจากคุณ

3.ยอมรับอุปสรรค การพูดว่า “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวสุดท้ายมันจะแก้ไขได้เอง” นั้นง่าย แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ง่ายอย่างที่พูดเสมอไป ระหว่างทางที่คุณกำลังนำพาธุรกิจไปสู่จุดหมาย ย่อมต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่กับขนาดของเป้าหมาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหา ให้พยายามสนุกกับมัน ชื่นชมอุปสรรคที่ช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4.เข้าใจลิมิตตัวเอง และรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง

5.พักผ่อน ต่อให้เป็นคนที่มีพลังล้นเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายย่อมต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ ก่อนจะออกไปเผชิญโลกในวันต่อไป

6.ตั้งเป้าหมาย แนะนำว่าตัวเองจะตั้งเป้าหมายไว้ทุกๆ 12 สัปดาห์ โดยจะทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกสัปดาห์ เพื่อสำรวจว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกหนึ่งวิธีคือ ทิวจะนำเป้าหมายที่เขียนไว้มาวางไว้ใกล้ๆ กับคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้เป็นประจำ เพื่อให้มองเห็นและพยายามทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ

7.ไม่ใช่ทุกคนที่อยากรู้เรื่องงานเสริมของคุณ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานที่สำนักงาน ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลีย แนะนำว่า ให้หาคนสนิทที่ไว้วางใจได้ไว้เป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ หรือลองมองหาชุมชนออนไลน์ที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกับคุณไว้บอกเล่าเรื่องราวและขอคำปรึกษา เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ทำงานหลักและงานเสริมด้วยกันมากที่สุด

ภาพ : freepik / ยูทูบ

วันหยุดสุดสัปดาห์ ใช้ยังไงให้เวิร์ค!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590179

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 09:45 น.

วันหยุดสุดสัปดาห์ ใช้ยังไงให้เวิร์ค!!

รวมเทคนิคบริหารวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อใช้เวลาอันมีค่าไม่ให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นสิ่งที่พนักงานประจำหลายคนตั้งตารอคอย เพื่อจะได้พักผ่อนหย่อนใจหลังจากต้องตรากตรำทำงานมาทั้งอาทิตย์ แต่หลายคนกลับใช้เวลาอันมีค่านี้หมดไปอย่างเปล่าประโยชน์ หรือมัวเหน็ดเหนื่อยกับงานบ้านกองโตที่สะสมมาทั้งอาทิตย์ แทนที่จะใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ในการชาร์จพลัง สร้างความกระปรี้กระเปร่าพร้อมรับกับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะจัดการวันหยุดของตัวเองอย่างไร ลองทำตามวิธีของ ลอลลี่ ดาสคาล ซีอีโอหญิงของ ลีด ฟอร์ม วิทธิน (Lead From Within) บริษัทที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำ และเจ้าของกิจการชื่อดังแห่งหนึ่งของสหรัฐ เธอแนะนำกิจกรรมวันหยุดของคนที่ประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

** วางแผน แม้จะเป็นวันหยุดก็ยังต้องวางแผนไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเป๊ะๆ ชนิดนาทีต่อนาที เพียงแต่กำหนดสิ่งที่ต้องทำไว้คร่าวๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำและบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

** ใช้เวลากับคนสำคัญ การใช้เวลาว่างกับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ลูก คนรัก เพื่อน หรือสัตว์เลี้ยง ถือเป็นการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง อาจเป็นการพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

** ขยับร่างกาย การออกกำลังกายใช่ว่าจะมีประโยชน์เพียงสร้างความแข็งแรงและผ่อนคลายให้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลในการสร้างความสงบและผ่อนคลายให้กับจิตใจที่สำคัญไม่แพ้ร่างกาย แม้การออกกำลังกายเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการทำอย่างสม่ำเสมอ แต่การได้ขยับแขนขาอย่างน้อย 1-2 วันก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย

** ทำสิ่งที่ชอบ ดาสคาล เผยว่า คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่น่าสนใจซึ่งมาพร้อมกับงานอดิเรกที่น่าทึ่ง คนเหล่านี้ตระหนักดีว่า งานอดิเรกหรือกิจกรรมยามว่างอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ทำอยู่สามารถสร้างความผ่อนคลาย และบางครั้งไอเดียธุรกิจอาจมาจากกิจกรรมเหล่านี้

** ท่องเที่ยว แม้แต่คนที่บ้างานที่สุดยังหาเวลาวางมือจากงานบ้างเป็นครั้งคราว การใช้วันหยุดช่วงสั้นๆ ออกเดินทางคือการปลดปล่อยตัวเองจากภาระหน้าที่ และการเริ่มต้นค้นพบและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

** เลิกจ้องหน้าจอ กำหนดช่วง “ปลอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” โดยการปิดสมาร์ทโฟน ทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้มีเวลาว่างกับสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า ทั้งยังเป็นการพักสายตาที่เมื่อยล้าจากการจ้องหน้าจอทั้งอาทิตย์

** เสพงานศิลป์ อาทิ คอนเสิร์ต ละครเวที เทศกาลดนตรี ที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและเติมความมีชีวิตชีวา

** อ่านหนังสือ หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะพาเราไปยังโลกที่แตกต่างหรือพบเจอกับแหล่งข้อมูลใหม่ๆ

** เรียนรู้สิ่งใหม่ นอกจากจะเพิ่มองค์ความรู้แล้วยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน ลองจัดเวลาลงเรียนวิชาที่สนใจ หรือคอร์สพัฒนาศักยภาพ หรือสาขาวิชาที่เราอยากเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง

** ส่งต่อ หาช่องทางแบ่งปันภูมิปัญญาของตัวเองซึ่งอาจทำผ่านการเป็นอาสาสมัคร หรือผู้ให้คำปรึกษา

** วางแผนอีกครั้ง คราวนี้สำหรับต้นสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง สร้างความพร้อมกลับมาทำงานอีกครั้ง

ภาพ  freepik

ผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทย ใช่แค่บำรุงสายตาจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589766

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

ผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทย ใช่แค่บำรุงสายตาจริงหรือ?

“ผักบุ้ง” ผักสวนครัวที่ใครๆ ต่างก็คุ้นเคย เป็นพืชที่ปลูกง่าย ตายยาก ราคาไม่แพง แต่แฝงไปด้วยคุณประโยชน์นานา ทั้งคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยาที่มีดีมากกว่าแค่บำรุงสายตาอย่างแน่นอน

“ผักบุ้ง” ช่วยบำรุงสายตาได้จริงหรือ?

คำตอบคือ จริง!! เนื่องจากผักบุ้งมีสารที่ชื่อ เบต้าแคโรทีนจำนวนมาก (โดยเฉพาะผักบุ้งจีน) ซึ่งเบต้าแคโรทีนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ภายหลัง และสรรพคุณของวิตามินเอ ก็คือการช่วยบำรุงสายตา เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในดวงตา ทำให้ตาไม่แสบ ไม่แห้ง แลดูเป็นประกาย ดังนั้น หากเราต้องเพ่งสายตาอ่านหนังสือ เล่นเกมส์ จิ้มสมาร์ทโฟน หรือต้องนั่งทำงานจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างวิตามินเอให้กับร่างกาย ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารเพื่อบำรุงสายตาโดยตรง

ผักบุ้งจีน-ผักบุ้งไทย อะไรดีกว่ากัน?

สำหรับผักบุ้งไทยเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์จากต่างประเทศ นิยมปลูกขายเพราะมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อนสวยงาม น่ากิน มีดอกดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่า

ผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี ประกอบไปด้วยด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก เป็นต้น

ซึ่งผักบุ้งไทยนั้นจะมีวิตามินซีสูงและมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนน้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานแบบสดๆ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุไม่เสียไปกับความร้อน

ข้อยกเว้นสำหรับคนที่ไม่ควรกินผักบุ้ง

คือผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักบุ้ง เนื่องจากผักบุ้งจะมีคุณสมบัติลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันยิ่งต่ำลงไปอีก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการเป็นตะคริวได้ง่ายขึ้น บ่อยขึ้น และทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอีกด้วย

ประโยชน์อื่นๆ ของผักบุ้ง

  • นอกจากช่วยบำรุงสายตา ยังมีส่วนช่วยในการรักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล
  • ช่วยป้องกันและลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง
  • เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองและเพิ่มความสามารถในการจดจำ
  • มีกากใยมากช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก
  • บำรุงโลหิตและช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
  • สามารถลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน
  • ช่วยให้เจริญอาหาร
  • ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจวาย
  • มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • ช่วยบำรุงธาตุ
  • ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้
  • ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก
  • ช่วยแก้อาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย
  • ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
  • ผักบุ้งมีรสเย็น จึงมีสรรพคุณช่วยถอนพิษเบื่อเมา
  • รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยในการถอนพิษสำแดง
  • ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • ช่วยแก้อาการฟกช้ำ
  • ดอกของผักบุ้งไทยต้นขาวสามารถใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อนได้
  • ใช้ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
  • แก้แผลมีหนองช้ำ ด้วยการใช้ต้นสดมาต้มน้ำให้เดือดนานๆ ทิ้งไว้พออุ่นแล้วนำน้ำมาล้างแผลวันละครั้ง
  • แก้พิษตะขาบกัด ด้วยการใช้ต้นสดเติมเกลือนำมาตำพอกบริเวณที่ถูกกัด
  • ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาวนำมาใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้
  • ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาวจะช่วยลดการอักเสบและอาการปวดบวมได้
  • ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย
  • สามารถใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดหรือผู้ที่ได้รับสารพิษต่างๆ ได้

5 ข้อควรรู้ เมื่อใช้ลิควิดลิปเนื้อแมตต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590032

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

5 ข้อควรรู้ เมื่อใช้ลิควิดลิปเนื้อแมตต์

How to วิธีการทาลิควิดลิปเนื้อแมตต์ให้ปัง ปากไม่พัง เพิ่มความมั่นใจให้เรียวปากสวยตลอดทั้งวัน

หลายคนที่เป็นสาวกผู้ชื่นชอบการทาปากลุคแมตต์คงรู้จักวิธีการทาลิควิดลิปกันดีอยู่แล้ว แต่มีหลายคนที่อาจยังไม่รู้ หรือมองข้ามวิธีการใช้ลิควิดลิปที่ถูกต้องไป ทำให้เกิดความผิดพลาดระหว่างวันได้ ซิสทั้งหลายลองตามวิธีเหล่านี้ดู  รับรองไม่ผิดหวังช้ำใจหรือปากเลอะระหว่างวัน

1.อย่าใช้ทิชชู่ซับ

เมื่อใช้ลิปสติกธรรมดา สาวๆ ผู้รักปากแมตต์ก็จะเอาทิชชู่ซับความมันออก เพื่อทำให้ลิปสติกติดทนนานขึ้น แต่สำหรับลิควิดลิปยิ่งเนื้อแมตต์ด้วยแล้ว ออกแบบมาเพื่อให้เนื้อติดปากยาวนานอยู่แล้ว จึงมีเนื้อที่ค่อนข้างแห้งอยู่แล้ว การซับปากด้วยทิชชู่จะยิ่งซับเอาน้ำมันหรือวิตามินอีที่มีผสมอยู่ในลิควิดลิปออกไปด้วย จะยิ่งทำให้ปากของคุณดูแห้ง และเกิดอาการลิปติดร่องปากได้ ดังนั้นไม่ควรทำเป็นอันขาด

2.อย่าเม้มปาก

เพราะการเผลอทำแบบนั้นบ่อยๆ จะทำให้ปากยิ่งแห้ง เนื่องจากลิควิดจะซึมเข้าปากอยู่แล้ว หลังทาก็เพียงเม้มปากให้สีเข้าที่เพียงครั้งสองครั้งก็เพียงพอแล้ว สาวๆ ที่ชื่นชอบการทาลิควิดลิปจึงควรเตือนตัวเองไว้ตลอดเวลาระหว่างวัน

3.อย่าทาหลายชั้นเกิน

อันที่จริงหากคุณชอบลิปสติกเนื้อครีมการทาซ้ำๆ ระหว่างวัน หรือทาทับเพื่อให้สีเข้มชัดขึ้นก็จะช่วยให้คุณมีลุคเนี้ยบขึ้น แต่ไม่จำเป็นเลยสำหรับลิควิดลิป โดยเฉพาะที่มีเนื้อสีคมชัดและติดทนอยู่แล้วอย่างของ 4U2 Love Me Harder 2 ควรทาแค่รอบเดียวสีก็จะชุ่มชื้นติดอยู่บนปากยาวนานและไม่ทำให้ปากดูมีเนื้อลิปสติกติดอยู่หนาเกินไปด้วย

4.อย่าปาดลิปสติกที่ริมฝีปากใน

อันนี้เป็นข้อห้ามที่ซีเรียสมาก เพราะอาจทำให้ลุคของคุณพังได้ระหว่างวัน เพราะมีลิปสติกติดฟัน โดยเฉพาะลิควิดลิปที่มีเนื้อครีมทาเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง นอกจากการเลือกลิควิดลิปที่มีความบางเบาและแห้งไวติดทนนานแล้ว ก็คือควรเลี่ยงการทาให้ชิดกับฟันหรือขอบปากด้านในมากเกินไป

5.อย่าเช็ดออกเฉยๆ

เนื่องจากลิควิดลิปเนื้อแมตต์จะมีคุณสมบัติติดทนมาก จึงไม่ควรเบิร์นหรือทำร้ายปากตัวเองด้วยการถูไปมาเพื่อหวังจะให้หลุดออก ควรใช้รีมูฟเวอร์ที่มีเบสเป็นน้ำมัน หรือสูตรน้ำซับด้วยสำลีแล้วค้างไว้ประมาณ 30 วิ แล้วค่อยเช็ดออก จะช่วยถนอมปากให้อวบอิ่มไร้ริ้วรอยจากแผลถลอก

พบกับ The Best Liquid Lipstick You Can Get ลิควิดลิปสติกสูตรใหม่ จาก 4U2 Love Me Harder 2 คอลเลคชั่นต่อเนื่องจาก 4U2 Love Me Harder ได้แล้ววันนี้ มีทั้งหมด 15 เฉดสีเพื่อสาวเอเชียโดยเฉพาะ ราคาแท่งละ 199 บาท โปรแรงลดเหลือ 129 บาท มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM และ www.4U2Thailand.com

การตรวจสุขภาพจำเป็นจริงหรือ แล้วอายุเท่าไหร่จึงควรไปตรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589969

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

การตรวจสุขภาพจำเป็นจริงหรือ แล้วอายุเท่าไหร่จึงควรไปตรวจ

คุณหมอไขข้อข้องใจ การตรวจสุขภาพจำเป็นจริงหรือ แล้วควรเริ่มตรวจสุขภาพตั้งแต่อายุเท่าไร

เชื่อว่าหลายท่านคงมีคำถามนี้ในใจ คำตอบก็คือ การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง ถ้าเป็นระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่ถ้าปล่อยไว้ก็จะลุกลามกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก โรคตับแข็ง โรคมะเร็ง ซึ่งโรคเรื้อรังเหล่านี้สามารถป้องกันรักษาหายได้ถ้ารู้ปัญหาตั้งแต่ระยะแรก  แต่คนส่วนใหญ่มักรอให้มีเหตุหรืออาการแสดงก่อนจึงค่อยมาตรวจสุขภาพกัน

การตรวจสุขภาพเป็นการหาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคบางโรคที่มีความผิดปกติซ่อนอยู่ แอบแฝงอยู่เป็นปีๆ แต่ยังไม่แสดงอาการ การที่เราตรวจก่อนก็จะได้รู้ถึงความเสี่ยง หรือโอกาสที่จะเป็น เพื่อจะได้หาทางป้องกัน และบางโรคถ้าตรวจเจอก่อน ก็มีโอกาสรักษาให้หายมากกว่าเจอในขั้นที่รุนแรงแล้ว

แล้วใครบ้างที่ต้องตรวจสุขภาพ?

พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Total Check Up Center ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำว่า ทุกคนควรได้รับการตรวจสุขภาพ โดยทั่วไปเริ่มตรวจสุขภาพได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี ทั้งนี้ ขึ้นกับภาวะสุขภาพ อายุ ประวัติครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพ วัยทำงานซึ่งเครียดพักผ่อนน้อยไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน วัยผู้สูงอายุ เพศหญิง เพศชายมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน หรือบางคนที่มีความเสี่ยงมากก็อาจต้องได้รับการตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติม ซึ่งเหล่านี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินแนะนำโปรแกรมการตรวจที่เหมาะกับแต่ละบุคคล โปรแกรมตรวจสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องตรวจละเอียดเพิ่มเติมตามวัย ร่างกายเสื่อมถอยมากขึ้นความเสี่ยงโรคต่างๆ ก็สูงขึ้น

อายุ 30-40 ปี

เป็นวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร จึงควรรับการตรวจสายตา ความดันลูกตา ระบบเม็ดเลือด น้ำตาล ไขมัน ค่าการทำงานตับ ค่าการทำงานไต กรดยูริก ความยืดหยุ่นหลอดเลือด เอกซเรย์ปอด อัลตราซาวด์ช่องท้อง ตรวจการทำงานหัวใจ เช่น EKG ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ

อายุ 40-50 ปี

ตรวจพื้นฐานเหมือนกับอายุ 30-40ปี และตรวจเพิ่มเติมละเอียดมากขึ้น เช่น ตรวจคัดกรองมะเร็ง ตรวจฮอร์โมน การทำงานของปอด ตรวจการทำงานหัวใจที่ละเอียดมากขึ้น เช่น EXERCISE STRESS TEST, ECHOCARDIOGRAM VO2Max และสำหรับชาย หญิงจะมีการตรวจที่แตกต่างกันและเพิ่มเติมอีกคือ

  • ผู้หญิง ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่อง Mammogram แต่อาจต้องตรวจเร็วกว่านี้ถ้ามีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี ในครอบครัว
  • ผู้ชาย ตรวจต่อมลูกหมากและตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

การตรวจก็จะตรวจพื้นฐานเหมือนกับอายุ 40-50 ปี และตรวจเพิ่มเติมเน้นค้นหาโรค เนื่องจากพบว่าปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง มะเร็ง และภูมิคุ้มกันลดลง เป็นหวัดบ่อย เช่น

  • ตรวจวัดระดับสารอาหารวิตามิน เช่น วิตามินดี
  • CT Heart Calcium Score ตรวจหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  • MRI and MRA Brain ตรวจดูเนื้อสมอง โรคสมองขาดเลือด เนื้อสมองฝ่อ มะเร็งสมอง
  • Low Dose CT Scan Lung ตรวจโรคปอด มะเร็งปอด
  • CT Intra-Abdominal Fat วัดปริมาณไขมันในช่องท้องซึ่งสัมพันธ์กับ(หรือบอกความเสื่ยง)โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคความดันโลหิตสูง
  • Carotid Intima Thickness and Color Doppler ตรวจวัดการอุดตันและการไหลเวียนเลือดของเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคอที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยีน (Gene Testing) เพื่อหาความเสี่ยงการเกิดโรคก็มีความสำคัญ สามารถบอกความเสี่ยงการเกิดโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ต้องรอให้ผลเลือดผิดปกติ ช่วยวางแผนดูแลสุขภาพทั้งการออกกำลังกาย อาหาร การตรวจทางการแพทย์ที่เหมาะสมตามความเสี่ยงทางพันธุกรรม

อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพเราควรคำนึงถึงสถานที่ตรวจสุขภาพ ควรเป็นสถานที่สะอาด ปลอดเชื้อ ไม่เสี่ยงต่อการติดโรค เพราะเมื่อตรวจสุขภาพแล้ว เราก็จะได้ทราบถึงสุขภาพโดยรวม เพื่อจะได้หาวิธีดูแลและป้องกัน ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดีและปราศจากโรคภัย