มีหัวหน้าดี เป็น ‘ศรี’ แก่ลูกน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584520

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

มีหัวหน้าดี เป็น 'ศรี' แก่ลูกน้อง

เช็ก 8 คุณสมบัติพึงมี ของคนที่คิดจะเป็น ‘หัวหน้า’

ภาพจาพ : https://scontent-iad3-1.cdninstagram.com

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 นิยามคำว่า “ศรี” หมายถึง มิ่ง, สิริมงคล, ความรุ่งเรือง, ความสว่างสุกใส, ความงาม, ความเจริญ, เช่น ศรีบ้าน ศรีเรือน ศรีเมือง, ใช้นำหน้าคำบางคำเป็นการยกย่อง เช่น พระศรีรัตนตรัย วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ส่วนในชีวิตการทำงาน นอกจากการมีเพื่อนร่วมงานดีจะนับเป็นความโชคดีแล้ว การได้ “หัวหน้าที่ดี” นับเป็นศรีแก่บรรดาลูกน้อง ก็เป็นอีกหนึ่งในความโชคดีทวีคูณของชีวิตการทำงานที่กินเวลา 1 ใน 3 ของวัน แล้วการจะได้พิจารณาว่าเป็นหัวหน้าที่ดีควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง มาดูกัน

Leadership

คุณสมบัติโดยรวมของหัวหน้า ข้อแรกที่ขาดไม่ได้คือ “ความเป็นผู้นำ” การกล้าที่จะตัดสินใจ มีความเด็ดขาด และสิ่งสำคัญคือ ความรับผิดชอบ ทั้งต่องานตัวเองและผลงานที่ลูกน้องทำ เมื่อเกิดความผิดพลาดต้องกล้าที่จะยอมรับผิด และปกป้องลูกน้องตัวเองได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความศรัทธาและเป็นที่น่าเคารพนับถือ

Fair

“ความยุติธรรม” คืออีกข้อสำคัญของผู้นำ เพราะผู้นำที่ดีจะไม่ให้ความสำคัญกับลูกน้องคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเห็นความสำคัญของทุกคน โดยเชื่อว่าทุกคนล้วนมีศักยภาพและมีความสามารถในแต่ละด้านที่ต่างกัน ผู้นำที่ดีจะเลือกใช้คนได้เหมาะสมกับงาน อย่างคำกล่าวที่ว่า “Put the right man on the right job.”

Open Mind

“การเปิดใจรับฟัง” เปิดกว้างทางความคิด ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มีความจริงใจและรับฟังความคิดเห็นจากลูกน้อง เพราะต่างคนต่างความคิดและทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น ซึ่งหัวหน้าที่ดีจะเปิดใจรับฟัง และเชื่อมั่นว่าผลงานที่ดีต้องเกิดจากการระดมสมอง ช่วยกันคิดและแสดงความคิดเห็นจากทุกคนในทีม ไม่ใช่ความคิดจากใครคนใดเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สำคัญหัวหน้าที่ดีต้องมีความสามารถที่จะโน้มน้าวจิตใจของทุกคนในทีมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างเต็มใจ พร้อมทั้งช่วยสนับสนุน เป็นกำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับลูกน้อง

System

ผลงานจะดีได้จำเป็นต้องมีทีมที่ดี และทีมที่ดีมักมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งต้องอาศัย “การทำงานอย่างเป็นระบบ” ผู้นำที่ดีควรมีการจัดระบบการทำงานที่ดีให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างสอดคล้องกัน รวมถึงการวางแผนขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ ป้องกันการเกิดปัญหา หรือเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถจัดการได้อย่างมืออาชีพ

Capability

อีกสิ่งสำคัญของการจะเป็นผู้นำคนอื่นได้คือ ควรจะเป็นบุคคลที่ “มีความสามารถ” โดยนำความรู้ที่มีมาสร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นให้กับองค์กร และมีความสามารถอันเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะจบด้านไหน สาขาใดก็ตาม ควรมีความเชี่ยวชาญ รู้ลึก รู้จริง และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ดีๆ ให้กับลูกน้องได้

Plan well

หัวหน้าที่ดีต้องมีคุณสมบัติด้านกลยุทธ์ “วางแผนเก่ง” ซึ่งเป็นการบริหารคนและงานควบคู่กัน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้ลูกน้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อบริษัท เพราะบางครั้งความคลุมเครือ การไม่พูดตรงๆ โดยคาดว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้ว่าต้องทำอะไรนั้นไม่เกิดประโยชน์และลูกน้องไม่ชอบ เพราะไม่รู้ว่างานที่ทำผิดตรงไหนหรือเจ้านายต้องการให้งานเป็นอย่างไร

Creative

ในยุคแห่งการแข่งขันที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องก้าวให้ทันยุคสมัยและเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้นำยุคนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำตัวให้ทันกับโลกอยู่เสมอ “มีความคิดสร้างสรรค์” ในการสร้างผลงานใหม่ๆ ให้กับองค์กรอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำพาทีมและองค์กรสู่ความสำเร็จ

Respect

การเป็นผู้นำที่ดี ถึงจะมีอำนาจ แต่ย่อมไม่ถือตัว ปฏิบัติกับลูกน้องอย่าง “เคารพ”สิทธิของความเป็นคน โดยเริ่มจากเห็นคุณค่าของความเป็นคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งโดยมากผู้ที่เป็นหัวหน้า ควรผ่านจุดที่เคยเป็นลูกน้องมาก่อน ก็จะสามารถเข้าใจถึงความต้องการของลูกน้องได้เป็นอย่างดี

…วันนี้ทำงานเสร็จแล้ว ลองแอบสำรวจดูซิว่า หัวหน้าของเราเข้าข่ายคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ เพราะคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่มีหัวหน้าเป็น “ศรี” ก็เป็นได้

ภาพ highlight จาก http://www.weser-kurier.de

ยึดหลัก ‘3 อ’ เริ่มต้นชีวิตดีๆ ด้วยวิธีง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584532

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 18:10 น.

ยึดหลัก ‘3 อ’ เริ่มต้นชีวิตดีๆ ด้วยวิธีง่ายๆ

เนสท์เล่ เผยเคล็ดลับ “ชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ เริ่มที่ 3 อ” พร้อมนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยให้คนไทยแข็งแรงด้วยของใกล้ตัว

วันนี้ใครเข้าใจว่าตัวเองสุขภาพดีแล้วเพราะไม่เจ็บป่วย อาจต้องคิดใหม่ เพราะมีข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของนีลเส็นประเทศไทย รายงานว่า คนไทย 92% คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แต่จริงๆ แล้ว 53% กลับมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และยังเชื่อว่าการจะมีสุขภาพดีเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องใช้เงินและเวลา รวมทั้งขาดวินัยในตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ เนสท์เล่ จึงได้จัดแคมเปญ “เนสท์เล่ คนไทยแข็งแรง (Nestlé Active Thailand)” ขึ้น เพื่อขานรับนโยบายภาครัฐด้านสาธารณสุข และส่งเสริมให้คนไทยใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงทุกวัน ภายใต้หลัก “3 อ”  ได้แก่ อาหาร-ออกกำลังกาย-อารมณ์ โดยเริ่มง่ายๆ ได้ทุกวันจากที่บ้านด้วยเคล็ด (ไม่) ลับ ดังต่อไปนี้

 

อ อาหาร

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เจอกับปัญหาน้ำหนักตัวดีดขึ้นตามอายุ วิธีรักสุขภาพง่ายๆ ที่เนสท์เล่นำเสนอ คือการใช้ตัวช่วยมหัศจรรย์อย่าง “กระทะลดน้ำมันออโตมือติก” นวัตกรรมกระทะลดน้ำมันด้วยกระทะใบไหนก็ได้ที่บ้าน แล้วลดน้ำมันจากที่เคยใช้ลงครึ่งหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นสุขภาพดีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เริ่มทำได้ง่ายๆ แต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้มากขึ้น และควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตามสูตร 2:1:1 ตามที่กรมอนามัยแนะนำ ได้แก่ ผัก 2 ส่วน หรือประมาณ 400 กรัม หรือ 6 ทัพพี เนื้อสัตว์ 1 ส่วนไม่ติดมัน และข้าวหรือแป้งไม่ขัดสี 1 ส่วน

 

อ ออกกำลังกาย

ต้องบอกไว้ก่อนว่าการออกกำลังกายไม่ได้นับเฉพาะในฟิตเนส เพียงแค่ใช้อุปกรณ์รอบตัวที่หาได้ในบ้านมาเป็นตัวช่วยในออกกำลังกาย เช่น

  • นวัตกรรมไม้ถูพื้นเอวเอส เพียงใช้ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดมาออกกำลังกายด้วยการถูบ้าน 30 นาที แล้วสควอท 5 เซ็ต ยืดเส้นยืดสายระหว่างการถูบ้าน หรือถูสลับข้างซ้ายขวาให้สุดแขน ทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เท่านี้ก็สามารถมีสุขภาพดีและห่างไกลโรคได้ไม่ยาก
  • นวัตกรรมขวดน้ำกล้ามแน่น โดยใช้ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตรเป็นดัมเบลในการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแขนวันละ 60 ครั้งระหว่างดูโทรทัศน์ หรือทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ
  • นวัตกรรมแกว่งลดพุง แกว่งแขนระหว่างเดินเล่น วันละ 30 นาที เพื่อลดพุง โดยสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองว่าอยู่ในเกณฑ์ ‘ภาวะอ้วนลงพุง’ หรือไม่ง่ายๆ เพียงนำสายวัดมาวัดบริเวณรอบเอว โดยเส้นรอบเอวจะต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง

อ อารมณ์

สร้างอารมณ์แจ่มใสด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมีทุกบ้าน ด้วยนวัตกรรมพัดลมสะบัดอารมณ์ เพียงแค่ปรับระดับความแรงของพัดลมตามอารมณ์ที่คุกรุ่น แล้วเปล่งเสียงออกมา คลื่นเสียงที่ผ่านใบพัดธรรมดาๆ แต่สามารถทำให้หลั่งสารแห่งความสุข ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น หรือปรับเปลี่ยนเป็นโหมดพัดลมลูกเอื้อน ด้วยการร้องเพลงหน้าพัดลม ก็สามารถแบ่งปันความสุข สร้างเสียงหัวเราะในครอบครัวได้แล้ว

นางสาวณัชชา แสงสวัสดิ์ นักโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด แนะนำเคล็ดลับด้านอารมณ์เพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ติดโทรศัพท์มือถือกันมาก เลยทำให้เกิดภาวะที่เราไม่สามารถทำสมาธิได้ ซึ่งสมาธิจะมีผลในเรื่องของอารมณ์ค่อนข้างมาก การฝึกสมาธิบริหารสมองนั้นทำได้ไม่ยาก ลองวางโทรศัพท์ลงแค่ 1 นาทีแล้วบริหารสมองด้วยท่าง่ายๆ เพียงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมา ให้มือข้างหนึ่งทำท่าจีบ คือนิ้วชี้แตะนิ้วโป้ง เหยียดนิ้วที่เหลือตรง ส่วนมืออีกข้าง ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ทำเป็นรูปตัวแอล (L) และค่อยๆ เปลี่ยนข้างที่จีบเป็นนิ้วรูปตัว L และข้างที่ทำตัว L ให้เปลี่ยนเป็นจีบนิ้วแทน โดยทำสลับกันไปมาจำนวน 10 ครั้ง ก็เป็นการฝึกสมาธิง่ายๆ ทำได้ทุกวัน ให้ผู้ใหญ่ทำที่บ้านได้ หรือเวลาเราเครียด ขับรถรถติดก็ทำได้”

รู้เคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้แข็งแรงและกระฉับกระเฉงขึ้นทุกวันอย่าง 3 อ แล้ว ต้องอย่าลืมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย พร้อมบอกต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้างเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นและแข็งแรงยิ่งขึ้นไปด้วยกัน เพราะชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ ได้ที่คุณและที่บ้านของคุณ ติดตามข้อมูลด้านสุขภาพและโภชนาการที่ดีและนวัตกรรมต่างๆ ในแคมเปญ “เนสท์เล่ คนไทยแข็งแรง (Nestlé Active Thailand)” ที่จะทำให้คนไทยมีชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ ได้ทาง

Facebook: https://www.facebook.com/goodfoodgoodlifebyNestleThailand

YouTube: https://www.youtube.com/user/NestleThailand

Website: https://www.nestle.co.th

เมื่อเยาวชนรวมใจ ผืนป่าจึงยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584515

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

เมื่อเยาวชนรวมใจ ผืนป่าจึงยั่งยืน

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

ความสมบูรณ์ของป่าเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากวิธีการปลูกต้นไม้และสร้างเขตพื้นที่อนุรักษ์แล้ว การสร้าง “ฝาย” ก็เป็นหนึ่งในวิธีรักษาธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ช่วยกักเก็บน้ำและชะลอการไหลเวียนของน้ำ ป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำลำธารได้ดี และยังช่วยรักษาแหล่งน้ำตามพื้นที่ต่างๆ ในฤดูแล้ง

ทำให้นักศึกษาเครือข่ายสิงห์อาสาภาคเหนือ 10 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย กว่า 100 คน พร้อมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสมบูรณ์ของผืนป่าเชียงราย

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผืนป่าอย่างยั่งยืน ในโครงการ “สิงห์อาสากับภารกิจสร้างฝายชะลอน้ำ รักษาความสมบูรณ์ของผืนป่าเชียงรายอย่างยั่งยืน” เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำโดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำลาว จ.เชียงราย และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ลงพื้นที่พร้อมกันที่ชุมชนป่าต้นน้ำบ้านห้วยมะเกลี้ยง ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เพื่อสร้างฝายชะลอน้ำ

วีระยุทธ บุญพยา ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงการร่วมโครงการนี้ว่า “ผมเป็นคนเชียงราย พบเห็นในหลายๆ พื้นที่มีน้ำแห้งบ้าง หรือน้ำท่วมบ้าง ฝายมีความจำเป็นสำหรับทุกพื้นที่ เพราะฝายเป็นตัวกักเก็บน้ำ หากที่ไหนน้ำแห้ง ฝายก็จะทำให้ที่แห่งนั้นมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันถ้าที่แห่งนั้นเกิดน้ำป่าไหลหลาก ฝายก็สามารถกักกันเศษไม้ไม่ให้ไปสู่พื้นที่ของหมู่บ้านได้ด้วย ซึ่งครั้งนี้มีชาวบ้านมาร่วมด้วย นับว่าเป็นการชักจูงทำให้ชาวบ้านมองเห็นค่าของน้ำในพื้นที่ของเขาเอง และใช้น้ำอย่างมีคุณค่าที่สุด

การรวมพลังสร้างฝายครั้งใหญ่นี้ เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสา 10 สถาบันในเขตภาคเหนือตอนบน ที่ได้นำนักศึกษาชั้นปีต่างๆ จำนวนกว่า 100 คน มาวางแผนการทำงานร่วมกันเพื่อกระจายไปสร้างฝายชะลอน้ำตามแหล่งต้นน้ำ เมื่อมีน้ำอยู่ในพื้นที่ต่างๆความชุ่มชื้นของป่าและผืนดินจะกลับมา เพราะฝายชะลอน้ำนี้ก็จะช่วยรักษา ชะลอน้ำ และสร้างความชุ่มชื้นอย่างยั่งยืนให้กับป่าได้

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่พวกเราทำเป็นประจำทุกปี และมีพี่ๆ น้องๆ เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยกันทำภารกิจนี้ และช่วยกันรักษาความสมบูรณ์ให้ผืนป่า จ.เชียงราย

ในขั้นตอนการทำ นอกจากนักศึกษาแล้วยังมีชาวบ้านในพื้นที่อีกหลายร้อยคนมาร่วมกันสร้าง ภาพที่เห็นแล้วรู้สึกประทับใจมากที่สุดคือการที่ได้เห็นทุกคนต่อแถวเพื่อเป็นเส้นทางในการลำเลียงวัสดุที่ใช้ในการสร้างฝายลงสู่ลำห้วยป่าต้นน้ำบ้านห้วยมะเกลี้ยง โดยวัสดุที่ใช้หาได้จากธรรมชาติในพื้นถิ่น

เริ่มจากการตีไม้และปักเสาระบุตำแหน่ง ใช้หินวางเรียงตัวกันเป็นแนวฝาย แม้จะต้องเหน็ดเหนื่อย เสื้อผ้าเปียกปอน และมีเหงื่อไหลท่วมกาย แต่เหล่านักศึกษาเครือข่ายสิงห์อาสาและชาวบ้านก็ไม่ย่อท้อ เดินหน้าสร้างฝายกันอย่างแข็งขัน เป็นภาพของความช่วยเหลือเกื้อกูลต่อมนุษย์และธรรมชาติ โดยมีเจ้าบ้านที่ได้รับประโยชน์อย่างชาวบ้านมาช่วยเหลือและเป็นกำลังใจอยู่ตลอดเวลา

เราสร้างฝายแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน จำนวน 15 ฝาย ตลอดระยะทางประมาณ 100 เมตร ซึ่งในพื้นที่ชุมชนป่าต้นน้ำบ้านห้วยมะเกลี้ยง ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่มีประชากรอาศัยกว่า 70 ครัวเรือน จำนวนทั้งหมด 200 คน จะได้รับประโยชน์ของการชะลอน้ำและเก็บกักน้ำ คือ รักษาความชุ่มชื้นของผืนป่าต้นน้ำและเพื่อใช้บริโภคและอุปโภคยามขาดแคลนช่วงหน้าแล้ง”

ในขณะที่ นิติรัฐ สิทธิชัยวงค์ หนึ่งในสมาชิกที่ร่วมกันสร้างฝาย จากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ เล่าว่า “น้ำคือชีวิต การสร้างฝายจึงมีความจำเป็นมาก ฝายช่วยในการกักเก็บน้ำ สร้างความชุ่มชื้น ในฐานะคนในพื้นที่ภาคเหนือ จะเห็นตลอดว่า ภาคเหนือมีปัญหาเรื่องน้ำไม่น้อย ทั้งน้ำท่วมจากฝนที่ตกมากเกินไป หรือปัญหาภัยแล้ง ทำให้ไม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในการเกษตร กิจกรรมการสร้างฝายนี้ทำให้เรารู้ว่าน้ำมีประโยชน์แค่ไหน

อีกอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างฝาย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้มาทำแล้วทำให้เราเห็นประโยชน์ และเปิดโลกใหม่ให้กับเราเองด้วย โดยเฉพาะปัญหาของคนในพื้นที่ต่างๆ ที่มีความต้องการฝาย เราเองที่อยู่พื้นที่ด้านล่างที่มีการใช้น้ำจากท่อประปา แต่คนที่นี่ใช้น้ำจากฝาย หากน้ำแห้งจริงๆ ชาวบ้านก็จะไม่มีน้ำใช้ อยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ รู้ถึงผลกระทบอย่างแท้จริงหากเราไม่มีน้ำใช้”

อภิลักษณ์ บุญสูง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หนึ่งในตัวแทนเล่าเสริมเพื่อนๆ ว่า ปัจจุบันโลกของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดภัยแล้งมากยิ่งขึ้น บางพื้นที่ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ครอบครัวทำการเกษตรพบปัญหาภัยแล้ง น้ำที่ใช้ในการเกษตรไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีผลผลิตเพื่อจำหน่าย ซึ่งการสร้างฝายจะช่วยกักเก็บน้ำ เกษตรกรมีน้ำใช้ในฤดูร้อนและฤดูแล้ง อยากให้มีการสร้างฝายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ต่อไป รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติมากยิ่งขึ้นด้วย

ผมได้มีโอกาสไปออกค่ายกับสิงห์อาสาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาสร้างฝาย รู้สึกดีใจที่ได้มาสร้างฝาย ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ต่อไป ได้ประสบการณ์ในการทำงานใหม่ๆ พบปะกับเพื่อนต่างสถาบัน รู้จักการเข้าสังคม ทำให้ผมเดินออกจากกรอบของตัวเองได้”

ปิดท้ายที่ สุวัฒน์ สิทธิบุญ ชาวบ้านห้วยมะเกลี้ยง พูดถึงสิ่งที่น้องๆ ทำให้กับพวกเขาว่า “เมื่อก่อนป่าต้นน้ำที่ชุมชนป่าต้นน้ำบ้านห้วยมะเกลี้ยงมีน้ำไม่พอใช้ในการอุปโภคและบริโภคในหน้าแล้ง ปลายังไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกปี ผมและชาวบ้านรู้สึกดีใจที่มีน้องๆ เยาวชนเหล่านี้ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมการสร้างฝาย รวมถึงคณะอาจารย์ หน่วยงาน และนักศึกษาทุกท่าน ที่มาร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งป่าต้นน้ำยังต้องการหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนอีกมาก

เมื่อมีฝายจะช่วยชะลอความชุ่มชื้นของน้ำให้กับต้นไม้และลำห้วยในหมู่บ้านได้ ในหลายๆ ชุมชนต้องการฝายเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ทำการเกษตรเกี่ยวกับกาแฟและชา ทำให้ต้องใช้น้ำจำนวนมาก หากมีการชะลอน้ำ ชาวบ้านก็จะมีน้ำใช้ในหน้าแล้ง ซึ่งชุมชนเราเป็นคนต้นน้ำ เราดูแลป่าจากต้นน้ำด้วย เพื่อให้คนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีน้ำใช้ได้ต่อไป

9 ซอฟต์สกิล ที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584512

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 16:50 น.

9 ซอฟต์สกิล ที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ เอเอฟพี

การทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างดีเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรคนทำงานต้องมีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่ทำอยู่ที่เรียกกันว่าฮาร์ด สกิล (Hard Skills) ซึ่งเป็นทักษะที่ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งงานหรืออาชีพนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าทักษะที่เกี่ยวกับสายงานโดยตรงอย่างเดียวอาจไม่พอต่อการทำงานในปัจจุบัน เพราะบริษัทต่างๆ ยังมองไปถึงซอฟต์สกิล (Soft Skills) ของพนักงานด้วย ซึ่งซอฟต์สกิลคือทักษะที่ค่อยๆ พัฒนามาจากการใช้ชีวิต การเข้าสังคม และการทำงาน ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถเอาไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะทำงานสายงานไหนก็ตาม

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ ได้เผยถึง 9 ซอฟต์สกิลที่คนทำงานในยุคปัจจุบันควรต้องมี เพื่อที่จะช่วยทำให้คุณกลายเป็นพนักงานที่โดดเด่นเข้าตาองค์กร

1.การบริหารเวลาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย โดยเฉพาะคนทำงานในยุคนี้ที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาและต้องทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทักษะการบริหารเวลาจึงสำคัญ ซึ่งการทำงานในแต่ละวันควรมีการวางแผน ควบคุม กำหนดระยะเวลาและจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน เพื่อทำให้งานสําเร็จตามเป้าหมายในเวลาที่กำหนด

2.การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรมและอาชีพใหม่ๆ ตลอดจนวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การทำงานยุคนี้ใช้ความรู้ในสาขาวิชาเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป จึงต้องมีการเตรียมพร้อมในการเรียนรู้อยู่เสมอ สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในยุคนี้คือ วิธีการอ่านจับใจความสำคัญ การสรุปประเด็นและการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งสามารถวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างจากสิ่งที่เรียนรู้มาได้ ทักษะนี้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

3.ความฉลาดทางอารมณ์ ในองค์กรหรือแม้แต่คนที่ทำงานอิสระ ล้วนต้องมีการติดต่อประสานงานกับผู้อื่น ดังนั้น ความฉลาดทางอารมณ์ จึงเป็นทักษะสำคัญและส่งผลอย่างมากต่อการทำงาน คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์คือผู้ที่มีความสามารถในการสังเกต ทำความเข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเองได้อย่างดี รวมถึงสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นด้วย ทักษะนี้จะช่วยให้คนทำงานสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการกับความเครียด ซึ่งส่งผลให้การสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ

4.ความสามารถในการปรับตัว โลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะรูปแบบการติดต่อสื่อสาร เครื่องมือและวิธีการทำงาน เป็นต้น ความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นทางความคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยคนที่มีทักษะในการปรับตัวและเปลี่ยนมุมมองความคิดจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และสามารถพลิกแพลงหาวิธีเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

5.การทำงานร่วมกับผู้อื่น ทุกวันนี้เราต้องทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย ทั้งในแง่สายงาน ช่วงวัย หรือรูปแบบการทำงาน องค์กรต่างๆ จึงต้องการคนที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันภายในทีมตัวเอง การทำงานร่วมกับคนอื่นๆ รวมไปถึงทักษะในการบริหารคน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนทำงานระดับหัวหน้าอีกต่อไป

6.การสื่อสาร ในที่ทำงานต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่านำเสนองาน การเสนอความคิดเห็นทั้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงาน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ยังรวมไปถึงทักษะการประสานงานและการเจรจาต่อรองด้วยว่าจะใช้การเจรจาอย่างไรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีทางออกแบบวินวินทั้งสองฝ่าย

7.การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าองค์กรต่างๆ ถูกผลกระทบจากเทคโนโลยีและความหลากหลายของธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้รอบด้าน ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างไปจากอดีตและมีความซับซ้อนมากขึ้น องค์กรต่างๆ จึงต้องอาศัยคนที่สามารถมองเห็นและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านั้น ทักษะนี้ต้องอาศัยหลายทักษะย่อยๆ เช่น การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระบุปัญหาและความต้องการของลูกค้า อาศัยความเข้าใจในการเชื่อมโยง และใช้ความสามารถในการอ่านบริบทของธุรกิจ ตลอดจนต้องสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

8.การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ Big Data กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้น แถมข้อมูลพวกนี้จะเยอะขึ้นในอนาคต เมื่อความสามารถของหุ่นยนต์พัฒนาไปไกลกว่าปัจจุบัน ซึ่งทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้เราสามารถย่อยข้อมูลจำนวนมากได้ โดยต้องรู้จักตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ ตีความ ประเมินทางเลือกและตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุด และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

9.ความคิดสร้างสรรค์ คือพยายามสร้างบางอย่างที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็นถือเป็นทักษะที่มีคุณค่ามาก เพราะไม่มีหลักสูตรตายตัว ทักษะนี้เป็นการรวมเอาหลายๆ ทักษะย่อยไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น และการเปิดใจกว้าง รวมถึงการเสพข้อมูลต่างๆ หลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่ได้ใช้ในงานศิลปะเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้กับงาน เช่น สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งองค์กรต่างๆ อยากได้คนที่มีทักษะนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการหยิบเอาเทคโนโลยี วิธีการทำงาน หรือแนวคิดมาใช้สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้องค์กรด้วย

โยคะนิทรา ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584514

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 16:50 น.

โยคะนิทรา ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ

เรื่อง พุสดี

ด้วยความเชื่อที่ว่า “การดูแลสุขภาพแบบป้องกัน” (Preventive Approach) คือยาวิเศษของคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องเผชิญในศตวรรษ 21 ปัญญ์ปุริ เวลเนส จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เชิญกูรูด้านโยคะนิทราชื่อดังบินตรงจากสิงคโปร์มาเพื่อปัญญ์ปุริ เวลเนส เท่านั้นกับ Panpuri Wellness x Daring To Rest Yoga Nidra with Rest Specialist Youmin Yap สอนเทคนิคการผ่อนคลายอย่างล้ำลึก เพื่อให้คุณมีการนอนหลับอย่างมีคุณภาพสูงสุด

โยคะนิทรา (Yoga Nidra) คืออะไร คำถามนี้ ยูมิน แยป ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะนิทราที่มีชื่อเสียงจากสิงคโปร์ และเป็นครูฝึกที่ได้รับการรับรองจากสถาบันชื่อดังระดับโลก Daring to Rest สถาบันที่มอบการฝึกด้านการนอนหลับอย่างแท้จริงด้วยโยคะนิทราที่จะเติมพลังงานชีวิตให้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองในการใช้ศาสตร์จากธรรมชาติและป่าบำบัด และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน Xiu Nature Connections ในประเทศสิงคโปร์มีคำตอบ

“โยคะนิทรา คือ การฝึกเทคนิคการผ่อนคลายทั้งภายในจิตสำนึก และจิตใต้สำนึกของแต่ละบุคคล การนอนหลับนั้นเป็นเสมือนการพักผ่อน ร่างกายของคุณภายนอกหยุดการทำงานด้วยดวงตาที่ปิดสนิทเมื่อคุณนอนหลับ แต่ภายในร่างกายและจิตใจนั้นยังไม่ได้หยุดการทำงาน โยคะนิทราจึงเป็นการฝึกสมาธิเพื่อผ่อนคลายจากภายในจิตใจ ในระหว่างการเรียนของโยคะนิทรานั้นร่างกายจะอยู่ในสภาวะกึ่งนอนหลับ และรู้สึกตัว กล้ามเนื้อทั้งร่างกายจะผ่อนคลาย และจิตใจที่สงบและมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น

ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกโยคะนิทราคือ ความสดชื่นทั้งร่างกาย และจิตใจที่ได้รับการพักผ่อนอย่างล้ำลึก มีสมาธิเพิ่มมากขึ้น เป็นการเติมพลังงานชีวิตในทางบวกให้กับตัวเอง และประโยชน์สูงสุดคือการทำให้นอนหลับลึก และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นจนรู้สึกได้

ใครที่สนใจอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ไม่ต้องกังวลมัวแต่นั่งถามตัวเองว่าเหมาะกับการโยคะประเภทนี้หรือไม่ เพราะยูมินย้ำชัดว่า โยคะนิทรานั้นเหมาะสำหรับคนทุกเพศและวัย รวมไปถึงมารดาหลังคลอดบุตร เนื่องจากมีผลการวิจัยโดยวารสารสภาการพยาบาล ฉบับที่ 4 พบว่า “มารดาที่ผ่านการฝึกโยคะนิทราสามารถลดความเหนื่อยล้าจากการคลอดบุตร และสามารถฟื้นฟูสภาพอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจของมารดาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ และหากมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยเพิ่มออกซิเจนในระบบเลือด ความเครียดลดลง ความดันโลหิตลดลงได้เช่นกัน”

‘ถนนสีขาว’ ในหัวใจคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584511

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

‘ถนนสีขาว’ ในหัวใจคนรุ่นใหม่

เรื่อง…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

หากลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน “ประเทศไทย” ครองแชมป์อันดับ 1 ในเอเชีย โดยองค์การอนามัยโลกเผยรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนโลก ปี 2560 ระบุว่าสถานการณ์ของภัยบนท้องถนนของไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤต หากจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องจัดตั้ง Lead Agency หรือองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย คืออีกองค์กรที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์มีคุณภาพเท่านั้น ยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ภายใต้ “โครงการถนนสีขาว” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2531 เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญในการเคารพกฎจราจร และมีน้ำใจต่อกันบนท้องถนน ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการส่งเสริมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน

โครงการโตโยต้าถนนสีขาว ปีนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยจัดเวทีประกวดแนวคิดสร้างสรรค์ “Campus Challenge” พิจารณาคัดเลือกทีมที่ได้รับรางวัล 3 ทีม พาไปศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 1-7 มี.ค.ที่ผ่านมา การไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดความรู้เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน รวมทั้งวัฒนธรรมการขับขี่ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาปรับใช้ในอนาคต ทั้ง 3 ทีม ทีมชนะเลิศ คือ ทีมญี่ปุ่นยืนหนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีนักศึกษาร่วมกันทำ 4 คน คือ ภัทริกา สาสกูล ธนวัฒน์ สิงหเสนี ธาราทิพย์ บุญสนิท จริญา พร้อมสมบูรณ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม 4 Angies มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีนักศึกษาร่วมทีม 4 คน คือ ดนัย เรือนเงิน อดิรุจ ใจปาละ วิจิตรา คำมณี กฤษดา สีโยยอด

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมชูโล่จัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนักศึกษาร่วมกันทำ 4 คน คือ สุรเชษฐ์ ศรีลามาตย์ พฤษโชค โพธิ์สีดา พบณรงค์ บุญฑล จุรีลักษณ์ ป้องทัพไทย

พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยคู่ความปลอดภัย

มากับเจ้าภาพสถานที่แรกก็ต้องพาไปชมพิพิธภัณฑ์โตโยต้า Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology ตั้งอยู่ที่เมืองนาโงยา ที่นี่โชว์เทคโนโลยีทั้งเก่า และใหม่ ที่ทำให้มีแบรนด์โตโยต้าที่ยิ่งใหญ่ในระดับอย่างในปัจจุบัน

มิวเซียมของโตโยต้า ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็ก หลายพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยเด็กๆ ที่มีมุมปลูกฝังการใช้รถ ใช้ถนน เพื่อที่โตไปจะเป็นผู้ใหญ่ใช้รถ ใช้ถนนที่มีระเบียบวินัย มาคราวนี้เป็นการทัวร์พิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่ง Toyota Kaikan Museum แสดงเทคโนโลยีและยานยนต์ แนวคิดที่กลายเป็นสโลแกนคู่แบรนด์ “วันนี้เพื่ออนาคต – Today for Tomorrow” คือแรงบันดาลใจนับตั้งแต่วันก่อตั้ง โตโยต้าได้ยึดมั่นกับปณิธานการผลิตยานยนต์ หรือ Contribution toward a prosperous society by making automobile เพื่อสร้างสรรค์พรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

ศตวรรษที่ 21 นี้ โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดและเทคโนโลยีความปลอดภัย ร่วมแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน และอุบัติภัยบนท้องถนน ควบคู่ไปกับการนำเสนอความสะดวกสบายจากยานยนต์ รวมทั้งสนับสนุนการสร้างความฝันและแรงบันดาลใจแห่งยานยนต์ให้เข้าถึงหมู่มวลมนุษยชาติ รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของเลกซัส โชว์ที่หอนิทรรศการโตโยต้าไคคัง นำเสนอในรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการยานยนต์ ในเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ที่เหนือชั้น โซน Eco and Emotion จัดแสดงยนตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดเป็นหลัก

ศูนย์ศึกษาความปลอดภัย โตโยต้า โมบิลิตาส์ (Mobilitas) คืออีกสถานที่ให้ความรู้ในการขับขี่บนถนนอย่างปลอดภัย ก่อตั้งในปี 2548 มีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริง เริ่มจากท่านั่งที่ถูกต้อง การจับพวงมาลัย ทดสอบการเบรกบนถนนธรรมดาและถนนลื่น ถือเป็นการสร้างประสบการณ์การขับรถอย่างปลอดภัยและถูกวิธี

ตบท้ายด้วยพิพิธภัณฑ์ Toyota Mega Web ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 เพื่อเป็นสวนสนุกในรูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่องของรถยนต์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน Toyota City Showcase จัดแสดงรถยนต์โตโยต้ารุ่นล่าสุด หลากหลายรุ่น History Garage คือส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถยนต์ จัดแสดงรถยนต์รุ่นเก่าจากทั่วทุกมุมโลก Ride Studio คือส่วนสำหรับเด็กๆ ที่จะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การขับขี่ และเรียนรู้เกี่ยวกับกฎจราจร

การเดินทางไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัยบนถนนให้แก่นักศึกษาที่รับรางวัลทั้ง 3 ทีม นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในแผนรณรงค์เพื่อต่อยอดโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นการร่วมสร้างความปลอดภัยบนถนนให้แก่สังคมไทย ให้เป็นถนนสีขาวหรือถนนแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

“ถนนสีขาว”ในรั้วมหาวิทยาลัย

โครงการ Campus Challenge มุ่งให้นักศึกษาตระหนักถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัย โดยคิดแคมเปญเพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์การลดอุบัติเหตุทางถนนเผยแพร่สู่สาธารณชน และสามารถนำแผนงานไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม การรณรงค์ลดอุบัติเหตุ โดยใช้ประสบการณ์จริง และเป็นโครงการต้นแบบในการลดอุบัติเหตุของมหาวิทยาลัยของแต่ละทีม

“ทีมญี่ปุ่นยืนหนึ่ง” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้ศูนย์รังสิตทำแผนงานรณรงค์ โดยสื่อผ่านเฟซบุ๊ก “Safe Life on The Right Way” เพื่อรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ สร้างแมสคอตเป็นสุนัขชื่อ “ชิโต้” เป็นตัวกลางในการสื่อสาร จัดทำวิดีโอคลิป สื่อถึงกลุ่มเป้าหมายให้ตระหนักถึงอุบัติเหตุบนท้องถนน และเชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ตั้งแต่การเดินให้ถูกที่ แบ่งปันถนนกับผู้ปั่น ขับบนถนนที่ถูกต้อง ไม่ไปขี่บนทางเท้าหรือทางจักรยาน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม 4 Angies มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นำเสนอปัญหาที่พบคือนักศึกษาบางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเครื่องหมายจราจรบนเส้นทางสัญจร หลายคนไม่เข้าใจความหมายของเส้นและสัญลักษณ์ต่างๆ จึงทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง จนนำไปสู่อุบัติเหตุขึ้นภายในมหาวิทยาลัย เช่น อุบัติเหตุจากการขับย้อนศร อุบัติเหตุจากการไม่ข้ามทางม้าลาย อุบัติเหตุจากการจอดรถไม่ตรงเส้นแบ่งช่องจอดรถ

มีการสร้างแผนงานรณรงค์ รณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่านทางสถานี วิทยุกระจายเสียงของมหาวิทยาลัย จัดทำสื่อให้ความรู้เรื่องเครื่องหมายจราจร และปรับปรุงเครื่องหมายจราจร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีมชูโล่จัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปัญหาที่พบคือการขับขี่รถด้วยความเร็ว ความเร่งรีบ ความเคยชินจากพฤติกรรม ความมั่นใจในสมรรถนะการขับขี่ และขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎจราจร

ทีมนี้เสนอแผนงานรณรงค์ นำแมสคอตประจำแคมเปญ “ชูโล่จัง” มาติดตั้งบนถนนเพื่อให้รถวิ่งเพียงเลนเดียว

ทุกๆ ทีมต้องมีการประเมินผลที่ชัดเจนและวัดผลได้จริง “ทีมญี่ปุ่นยืนหนึ่ง” ภัทริกา สาสกูล บอกว่าเริ่มคิดแคมเปญจากพื้นที่เสี่ยงที่สุด นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีปัญหาหลักๆ คือใช้ทางไม่ถูกต้อง คนลงไปเดินบนเส้นทางจักรยาน เพราะทางเท้าที่เดินได้ค่อนข้างแคบ จึงมุ่งแก้ไขปัญหา นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยมีพฤติกรรมการเดิน ปั่น ขับขี่ ในเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง และเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทั้งต่อตัวเองและเพื่อนร่วมทาง

เพื่อนร่วมทีม ธนวัฒน์ สิงหเสนี ธาราทิพย์ บุญสนิท จริญา พร้อมสมบูรณ์ บอกว่าหลังปล่อยแคมเปญเพื่อรณรงค์ออนไลน์ ผ่านแมสคอตชื่อเจ้าชิโต้ เป็นตัวกลางในการสื่อสาร จัดทำวิดีโอคลิป เชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ตั้งแต่การเดินให้ถูกที่ แบ่งปันถนนกับผู้ปั่น ขับบนถนนที่ถูกต้อง ไม่ไปขี่บนทางเท้าหรือทางจักรยาน

นักศึกษาที่ร่วมทริปนี้ได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัย โดยใช้ความรู้ความสามารถด้านการวางแผนงานเพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์การลดอุบัติเหตุทางถนนเผยแพร่สู่สาธารณชน และสามารถนำแผนงานไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ร่วมสร้างความปลอดภัยบนถนนให้แก่สังคมไทยเป็นถนนสีขาวหรือถนนแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

5 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584063

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเวลาย้อนคืนมาไม่ได้ มาดู 5 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเวลาที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการทำให้ทุกอย่างในชีวิตง่ายขึ้น

เราทุกคนมีเวลาเท่ากันวันละ 24 ชั่วโมง แต่หลายคนกลับอ้างว่า “ไม่มีเวลา”  ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานที่ไร้ระบบแบบแผน หรือการบริหารเวลาแบบผิดๆ  ส่งผลให้ชีวิตยุ่งวุ่นวาย สสุดท้ายผลงานจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร รู้แบบนี้แล้วรีบมาดู 5 วิธีที่จะทำให้เราบริหารจัดการเวลาได้อย่างถูกต้อง และทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกด้วย

1.จัดตารางเวลา

ลองคิดดูว่าในหนึ่งวันเราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วเขียนกิจกรรมต่างๆ ลงไปในแต่ละช่วงเวลา โดยจัดงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ไว้ช่วงเช้า แล้ววางงานอื่นไว้ในช่วงบ่าย ก็จะช่วยให้เราจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังทำให้ไม่พลาดทุกงานสำคัญด้วย ลองนึกอารมณ์เวลาจัดตารางเรียนสมัยยังเด็กดูซิ นั่นแหละคล้ายๆ กัน

2.To Do List ลำดับความสำคัญ

เมื่อมีรายการที่ต้องทำอยู่ในมือแล้ว สิ่งที่ต้องทำลำดับต่อไปก็คือการนำรายการเหล่านั้นมาจัดเรียงตามความสำคัญจากมากไปน้อย และมีงานใดที่ต้องทำต่อเนื่องบ้าง เพื่อทำให้เรารู้ว่าแต่ละงานต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน และควรจะทุ่มแรงให้กับงานแต่ละชิ้นแค่ไหน หมดปัญหาส่งงานไม่ทันเดดไลน์ หรือปัญหาการหลงลืมได้มากกว่า 90% เลยทีเดียว

3.แบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัว

นี่ถือเป็นเคล็ดลับที่จะทำให้เราสามารถจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้น โดยเมื่อถึงที่ทำงานก็ให้ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ตัดความคิดเรื่องอื่นๆ ออกไปให้หมด และควรคุยโทรศัพท์ส่วนตัวเฉพาะเรื่องที่จำเป็น ในทางกลับกัน เมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ควรนำงานกลับไป ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เพื่อใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

4.จัดการงานยากก่อน

หลายคนมักจะจัดการงานง่ายๆ ให้เสร็จเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะทำงานยาก เพราะงานง่ายมักจะใช้เวลาน้อยและไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วเราควรจะสะสางงานยากให้เสร็จก่อน เพราะหลังจากที่งานนั้นจบลงก็จะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานชิ้นอื่นๆ ต่อไปได้

5.จัดให้มีเวลาพักบ้าง

การพักเป็นหนึ่งในเคล็ดลับบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ เพราะการทำงานเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ จะทำให้สมองและสายตาเกิดอาการเมื่อยล้า ดังนั้น ควรหาเวลาให้ร่างกายและสมองได้พัก หรือละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง ครั้งละประมาณ 5–10 นาที เพื่อกระตุ้นความคิด ช่วยให้แรงกายแรงใจให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว พร้อมรับมือกับงานชิ้นใหม่อยู่เสมอ แต่การพักก็ไม่ควรจะทำบ่อยหรือพักนานเกินไป เพราะอาจทำให้เสียเวลาการทำงานไปโดยใช่เหตุ

ปราบต์ แสดงตัวตนอย่างมีชั้นเชิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584329

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 12:42 น.

ปราบต์ แสดงตัวตนอย่างมีชั้นเชิง

“ปราบต์” นามปากกาของ “ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์” วันนี้เขาเดินทางบนถนนสายน้ำหมึกมากว่า 15 ปี เป็นทั้งนักเขียนมือรางวัล ผลงานเรื่อง “กาหลมหรทึก” ถูกผลิตเป็นละครโทรทัศน์ และกลายเป็นนักเขียนไอดอลที่มีแฟนคลับทางโซเชียลทวิต (เตอร์) ถึงอยู่บ่อยๆ

การมีตัวตนหรือสร้างตัวตนบนพื้นที่ออนไลน์เป็นอีกสิ่งที่นักเขียนในยุคนี้ต้องมี ซึ่งปราบต์มองว่าสำคัญ “สมัยก่อนสื่อไม่ได้เข้าถึงทุกคน นักเขียนพึ่งนิตยสาร งานหนังสือ นักเขียนดังได้ต้องทำงานแมสเท่านั้น กว่าจะดังต้องทำงานหลายปี

ทุกวันนี้โซเชียลเข้าถึงทุกคนจับกลุ่มได้ว่าฉันชอบงานแบบนี้ เราสามารถเจาะเข้าไปถึงกลุ่มคนชอบงานแบบนี้ ไม่ต้องเขียนงานแมสก็ได้ บางทีสำนักพิมพ์มาติดต่อเราเพราะดูจากยอดติดตามของเราด้วย

โซเชียลกลายเป็นเครื่องมือในการโปรโมทผลงานของตัวเองโดยไม่ต้องรอสำนักพิมพ์ หรือสามารถทำหนังสือทำมือ (ผลิตเอง) ได้ ตอนนี้เรามีเพจในเฟซบุ๊ก มีทวิตเตอร์ เราสามารถโฆษณาง่ายขึ้น

นักเขียนยุคนี้จำเป็นต้องขายของ ต้องช่วยสำนักพิมพ์เขียนโปรโมทลงในพื้นที่ของเรา หรือเขียนคอลัมน์ที่กระตุ้นยอดขาย อย่างทำอินโฟกราฟฟิกป้ายหาเสียงพรรคนี้นอนไม่หลับ ก็เล่นกับกระแสโปรโมทหนังสือ ตายไม่หลับ”

“พยนต์” คือหนังสือเล่มที่ปราบต์พิมพ์เอง เพราะเนื้อหาสะท้อนเรื่องการเมือง ทำให้ไม่ผ่านสำนักพิมพ์ และเขาไม่อยากปรับแนวความคิดของเรื่อง

ปราบต์เขียนเสร็จในปี 2558 หากวันนี้เรื่องที่เขียน จวบจนกระทั่งเนื้อหาซึ่งอยู่ในยุคก่อนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นครองราชย์ เรื่องกลับไม่ล้าสมัย ทว่าอาจอิงกับสถานการณ์การบ้านการเมืองของไทยได้อีกในอนาคตเสียด้วยซ้ำ

“พูดถึงการปกครองในหมู่บ้านกะเหรี่ยง พ่อหมอมีอำนาจใหญ่สุด เผด็จการ โยงไปถึงการปกครองสมัยอยุธยาที่พยายามโค่นล่มอำนาจ

ไม่ได้พูดถึงอะไรในปัจจุบันเลย แต่มันดันสะท้อนการเมืองในปัจจุบันได้ ทำไมเราถึงไม่มีสิทธิเลือก บางอย่างผู้นำทำผิดแต่ด้วยมีอำนาจจึงกลายเป็นถูก

ผมหยิบประวัติศาสตร์ทางเลือกมาใช้ เกี่ยวกับพระนารายณ์ พระเพทราชา ตามประวัติเป็นเพื่อนสนิท แต่กบฏกันเอง ตอนหาข้อมูลอยากรู้ว่าจริงๆ เขาคิดอะไรอยู่ ทำไมเลือกทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่พระเพทราชาสนับสนุนพระนารายณ์มาตลอด”

ตี๋เหรินเจี๋ย บทประพันธ์จีนคือตัวจุดประกายพยนต์ “เรื่องนี้อารมณ์คล้ายเปาปุ้นจิ้น สืบหาความจริงใครเป็นคนผิด มีแฟนตาซี กำลังภายใน มีประวัติศาสตร์ช่วงบูเช็กเทียน ทำไมพีเรียดของไทยไม่มีสืบสวน ก็เลยเขียน

ช่วงนั้นผมไปงานเสวนาเยอะ ก็ได้ความคิด แทรกแนวคิดนู่นนี่ได้ ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่การเล่านิยายประวัติศาสตร์ของไทย ผมไม่ได้สะท้อนภาพคนสมัยก่อนใช้ชีวิตยังไง แต่ตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยอ่านประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแบบเดิมเรื่อยๆ ทำไมตอนนี้เราก็ยังไม่ไปไหน”

ยังมีผลงานเขียนอีกหลายเรื่อง หลากแนว กลวิธีการนำเสนอก็ยังแพรวพราว ซ่อนกลระโยงระยางตัวละครและเหตุการณ์ อันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนของปราบต์ เช่น เรื่องตายไม่หลับ แนวผี เรื่องคุณหมีปาฏิหาริย์ นิยายวาย

“ชอบคิดอะไรแบบนี้เราจะได้มีไฟในการเขียน เราอยากอ่านเองด้วยว่าออกมาจะเป็นยังไง เมื่อก่อนผมเข้าใจว่าเราต้องมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง ปิดหน้าปกไม่บอกว่าใครเขียน อ่านเนื้อเรื่อง นี่คือปราบต์ เราจะเขียนด้วยวิธีการคล้ายๆ กัน

แต่ปัจจุบันเกิดจากไปอ่านงานของคนอื่น เราชอบคนนี้มาก ซื้ออ่านทุกเรื่อง สุดท้ายรู้สึกเบื่อ เพราะเขาเขียนเหมือนกันหมด ไม่อยากให้คนอ่านรู้สึกแบบนี้กับงานเขียนของเรา”

ไม่ว่าจะเขียนงานแนวไหน แต่แกนหลัก ใจความที่อยากสื่อยังคงเอกลักษณ์ของปราบต์ พูดเรื่องหนักๆ ขมๆ ของการบ้านการเมือง แต่ห่อหุ้มด้วยขนมหวานหลากสีสัน

“ตายไม่หลับ รวมเรื่องสั้น 8 เรื่อง แต่แทนที่จะเขียนเรื่องสั้นจบๆ ไป ผมรู้สึกว่าทำให้เป็นมากกว่าเรื่องสั้น เอามาเชื่อมกัน ให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวละครจากเรื่องนั้นมาโผล่เรื่องนี้ เรื่องราวขัดแย้งแต่ต่อเนื่องกัน คนอ่านจะรู้สึกเป็นนักสืบ เรื่องหนึ่งหักมุมอีกแบบ เรื่องที่สองหักมุมอีกแบบหนึ่ง อ่านจบจะกลายเป็นเรื่องยาว 1 เรื่อง

คุณหมีปาฏิหาริย์ พล็อตเหมือนการ์ตูนเด็กๆ แต่เวลาเขียนถึงไม่เด็ก ธีมของเรื่องคือความทรงจำ แทรกไปด้วยความทรงจำของประเทศ ความทรงจำของคนแต่ละคน ตัวละครหลัก เป็นบ้า เป็นอัลไซเมอร์ เปรียบเทียบกับคนที่ถูกหลอกตลอดเวลา และเวลามีโอกาสเลือกก็ตัดสินใจเลือกผิด

พูดเรื่องของเพศ ชายรักชาย พูดถึงเรื่องการกดทับในความรู้สึก ทำไมไม่สามารถแสดงออกได้ โยงถึงเรื่องการเมือง”

ปราบต์ลาออกจากงานมาเป็นนักเขียนเต็มตัวได้หลายปีแล้ว ช่วงเดียวกับนิตยสารต่างๆ ทยอยปิดตัว ซึ่งทำให้นักเขียนต้องพึ่งพละกำลังหนทางของตัวเองเพื่อจะสร้างรายได้โดยไม่ต้องทำงานอื่น

“ตอนนี้สำหรับผมดิ้นรนมากๆ เพราะเรามีงานเดียวแล้ว มีภาระหน้าที่ดูแลพ่อแม่ เขาก็มีเงินของเขานะ ผมสามารถเกาะพ่อแม่กินได้ แต่เรารู้สึกไม่ดี เราจะมาเห็นแก่ตัว ทำงานแบบที่เราอยากทำแต่หาเงินไม่ได้ ผมให้เงินพ่อแม่ทุกเดือน เราต้องทำแบบนี้ให้ได้เสมอไป เป็นหลักยึดในการทำงานในทุกวันนี้”

ปราบต์ยังคงสร้างงานออกมาเรื่อยๆนักเขียนเต็มตัวจะอยู่ได้ต้องมีงานหลายปกทว่าปกหลากสีสันนั้น ข้างในเข้มข้นด้วยกลวิธีการเขียนและการนำเสนออย่างมีชั้นเชิง ซึ่งคือลายเซ็นของปราบต์

‘เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง’ ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584310

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 11:03 น.

‘เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง’ ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ)

นิทรรศการเทียนเทียนเซี่ยงซ่าง : ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ) (Tian Tian Xiang Shang : Arts is Learning Learning is Arts) ที่สัญจรไปจัดแสดงตามเทศกาลศิลปะการออกแบบ หอศิลป์ และพื้นที่สาธารณะทั่วโลก ซึ่งมีผู้ชมงานมากกว่า 2 ล้านคน ในเมืองต่างๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ ไทเป สิงคโปร์ ปักกิ่ง โตเกียว แตกู มิลาน ปารีส วอชิงตัน ดี.ซี. แอนน์ อาร์เบอร์ ชิคาโก โทรอนโต แวนคูเวอร์ เม็กซิโกซิตี ซีแอตเทิล เป็นต้น ได้เดินทางมาจัดแสดงที่กรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว

สุภาษิตจีน “เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง” แปลความได้ว่า “เรียนรู้สิ่งใหม่ ก้าวหน้าต่อไป” ป้ายสุภาษิตนี้ติดอยู่ตามประตูโรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงเรียนในช่วงยุคทศวรรษที่ 1950 เพื่อให้นักเรียนทุกคนหมั่นสะท้อนความคิดและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการมาแสดงในไทย มีการรวบรวมผลงานออกแบบสร้างสรรค์ตุ๊กตาเทียนเทียนฯ ของศิลปินหลายสาขาของฮ่องกงและนานาประเทศกว่า 200 ชิ้น และศิลปิน นักออกแบบ ผู้รัก และสนับสนุนงานศิลปะไทย อาทิ ภัทราวดี มีชูธน ดาว วาสิกศิริ ประธาน ธีระธาดาพิเชษฐ กลั่นชื่น ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ นักรบ มูลมานัส เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ออกแบบเพิ่มอีกกว่า 100 ชิ้น ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะซูนี ไอโคซาฮีดร็อน

ความเป็นมาของศิลปะคอนเซ็ปชวลที่รวบยอดแนวความคิดเชิงทดลองนี้ เริ่มต้นจาก แดนนี่ ยุง ผู้อำนวยการร่วมและผู้ก่อตั้งคณะซูนี ไอโคซาฮีดร็อน ได้สร้างสรรค์การ์ตูนเชิงมโนทัศน์ขึ้นมา ในช่วงยุคทศวรรษที่ 1970 โดยสร้างตัวละครเด็กเทียนเทียนฯ ให้เป็นเด็กช่างสงสัย ใฝ่รู้ทุกเรื่อง และตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัวตามสุภาษิตดังกล่าว

ความจงใจออกแบบให้ตุ๊กตาเทียนเทียนมีสีขาว เมื่อบวกกับรูปร่างสามมิติ เทียนเทียนจึงเป็นเหมือนผืนผ้าใบว่างเปล่าที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงและแสดงสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร้ขอบเขต ผู้ที่มาใช้ผืนผ้าใบนี้มีอิสระที่จะแสดงความคิด ความเห็น และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก โดยใช้เทียนเทียนเป็นเวทีและสื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์และการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน

ว่าไปแล้ว แดนนี่ ยุง เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะแนวทดลอง ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการศิลปะร่วมของคณะซูนี ไอโคซาฮีดร็อน ศิลปินและผู้นำทางด้านวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฮ่องกง ตลอดระยะเวลา 40 ปีมานี้ แดนนี่ ยุง ได้มีส่วนร่วมในงานศิลปะหลากแขนงหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที การ์ตูน ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ ทัศนศิลป์ ไปจนถึงศิลปะจัดวาง ทั้งหมดได้ไปจัดแสดงต่างประเทศมาแล้วกว่า 30 เมือง

แนวความคิดของเทียนเทียนเซี่ยงซ่างสัมพันธ์กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ และการศึกษา แต่ในขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ของฮ่องกงและเมืองต่างๆ รอบโลกที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

ในนิทรรศการแต่ละครั้ง ศิลปิน ผู้ทำงานสร้างสรรค์ และเยาวชนในแต่ละเมืองจะได้รับเชิญเข้าร่วมงาน เพื่อสะท้อนสถานภาพในสังคม และมุมมองเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในสังคมที่พวกเขาอาศัย ทำงาน และเล่นสนุกอยู่ เป้าหมายก็คือเพื่อสร้างเครือข่ายนานาชาติกลุ่มผู้ทำงานสร้างสรรค์ และเวทีสนทนาข้ามวัฒนธรรมและหลากวัฒนธรรมอันยั่งยืน

ภายในนิทรรศการจะเห็นว่ามีการออกแบบเทียนเทียนฯ หลายแบบ อย่างของฮ่องกงก็มีเทียนเทียนฯ สะท้อนภาพคนทั้งคนธรรมดาสามัญ คนแต่งกายสวยงามหรืออาจแปลกตา

ส่วนไทยก็สะท้อนสังคมไทยบางตัวสวมใส่ชุดไทย สวมมงกุฎชฎาไทย บางตัวห้อยพระ สะท้อนศิลปวัฒนธรรมความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย หรือบางตัวถือเบ็ดตกปลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือขวดพลาสติกเบ็ดแทน สะท้อนถึงปัญหาขยะพลาสติกในทะเล และยังมีอีกหลากหลายมุมมองแตกต่างกัน

ที่สำคัญบรรดาเด็กๆ และผู้คนที่มาชมนิทรรศการได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ตามจินตนาการอีกกว่า 2,000 ชิ้น ในบริเวณ Workshop ชั้นนิทรรศการที่จัดขึ้นในเมืองไทยครั้งนี้

เทียนเทียนเซี่ยงซ่าง ได้ขยายเครือข่ายไปทั่วโลกเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของทุกคนความคิดสร้างสรรค์ การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการรณรงค์ประเด็นต่างๆ ในหลายหลากชุมชนและภาคส่วน

ติดตามชมนิทรรศการเทียนเทียนเซี่ยงซ่าง : ศิลปะ (การเรียนรู้) คือ การเรียนรู้ (ศิลปะ) ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน บนชั้นนิทรรศการหลักชั้น 8 เวลา 10.00-21.00 น. ได้จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2562 (หยุดวันจันทร์) โทร. 02-214-6630

วริษา สุทธิกุลพานิช ‘ครูแนน’แนะโยคะสำหรับนักวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584308

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:58 น.

วริษา สุทธิกุลพานิช 'ครูแนน'แนะโยคะสำหรับนักวิ่ง

เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฝึกหรือช่วงลงสนามสำหรับนักวิ่ง ก่อนออกจากจุดสตาร์ทควรให้ความสำคัญกับการยืดเหยียด แล้วถ้านักวิ่งยืดคลายกล้ามเนื้อไม่มากพอหรือทำไม่ถูกวิธีอาจทำให้แมตช์วิ่งนั้นกลายเป็นสนามแห่งการบาดเจ็บ อาจหนักหนาไปถึงขั้น “การทำลายสุขภาพ” ซึ่งเหนือกว่าเส้นชัย อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ “การมีสุขภาพที่แข็งแรง” แต่ก็มีหลายคนที่เตรียมความพร้อมก่อนวิ่งไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุการบาดเจ็บของนักกีฬากลุ่มคนรักการวิ่ง

ครูแนน-วริษา สุทธิกุลพานิช ครูโยคะนักวิ่งมากประสบการณ์กว่า 12 ปี เปิดตัวหนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” โดยสำนักพิมพ์ ฟรีมายด์ และเป็นการแนะนำหนังสือได้จัดเวิร์กช็อป “วิ่ง+โยคะ” เพื่อสาธิตท่าโยคะที่นักวิ่งควรนำไปปฏิบัติเพื่อการยืดเหยียดหลังการวิ่ง เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นได้ โดยในงานมีเซเลบนักวิ่งร่วมงานมากมาย พร้อมทดลองฝึกท่าโยคะหลังวิ่งไปพร้อมๆ กัน

ครูแนน-วริษา เจ้าของหนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” กล่าวแนะนำในประโยชน์ของโยคะ สอนให้เราทุกคนรู้จักร่างกาย ได้ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจเรานิ่งมากขึ้น เมื่อเรารู้จักร่างกายเราได้ดีขึ้น เราก็จะเคารพและรักร่างกายเรามากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้ด้วย “โยคะมีความจำเป็นกับนักวิ่ง” ครูโยคะคนดังย้ำ แล้วด้วยความที่ชอบวิ่งเป็นพื้นฐานก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งว่ามันจำเป็นแท้จริง

“มีนักวิ่งมาฝึกโยคะและเริ่มมีมาปรึกษาเรื่องวิธีการยืดคลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาและป้องกันอาการบาดเจ็บจากการวิ่งค่อนข้างมาก การใช้โยคะในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังการวิ่ง โดยใช้ท่ายืดเหยียดแบบค้างสามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบรรเทาอาการปวดตึงบริเวณต่างๆ และการฝึกฝนท่ายืดเหล่านี้เป็นประจำสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แกนกระดูกสันหลัง เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และข้อต่อทั่วร่างกาย

อีกทั้งยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อของเราแข็งแรง ข้อต่อ และกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ก็จะช่วยป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บจากการใช้กล้ามเนื้อ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการวิ่งของเราดียิ่งขึ้นตามไปด้วยค่ะ”

หนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” ใครต้องการทำท่าตาม สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดในแต่ละหน้า เพื่อฝึกท่าโยคะแต่ละท่าไปพร้อมๆ กับครูแนนได้อีกด้วย แต่ละท่าไม่ยาก สามารถนำไปปฏิบัติหลังวิ่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกล้ามเนื้อของนักวิ่ง และเตรียมความพร้อมร่างกาย รวมทั้งลดและป้องกันอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับนักวิ่ง ลองเริ่มตั้งแต่ท่าแรกกันเลย

ท่า Low Lunge Pose

ท่ายืดบริหาร ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่าง (Lower Body) จุดเด่นของท่านี้คือการยืดคลายสะโพกและหน้าขา และสร้างความแข็งแรงให้กับหัวเข่า พร้อมปรับสมดุลการทรงตัวของร่างกายให้ดีขึ้น เพียงยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ค้างไว้ 5-10 วินาที สลับข้าง ทำซ้ายขวา (หากไม่สามารถยกมือขึ้น ให้นำมือวางไว้ที่ต้นขาได้)

ท่า Pigeon Pose

ท่านี้ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ สะโพกและรอบหน้าขาผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นบริเวณ Hip Flexor ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากการวิ่งเร็วๆ และนานๆ และช่วยผ่อนคลายบริเวณหลังล่าง

เริ่มต้นที่ท่าคลานเข่าจากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้า โดยใช้แขนทั้งสองข้างช่วยประคองน้ำหนักตัวไว้ก่อน ยืดขาด้านหนึ่งไป ด้านหลัง ขาอีกข้างหนึ่งงอหัวเข่าพับนั่ง ดูให้ช่วงหัวเข่ากว้างมากกว่าแนวสะโพกของขาข้างนั้น ส้นเท้าชี้มาที่ด้านหน้าสะโพกพยายามคว่ำส่งสะโพกชี้ไปด้านหน้า ปลายเท้าของขาอีกข้างกระดกวางตั้งกับพื้น หรือปล่อยวางราบไปกับพื้นก็ได้ หากสามารถก้มพับตัวลงไปแนวราบด้านหน้าได้ ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในบริเวณช่องท้องให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

ท่าโยคะในหนังสือ “Yoga for Runners : โยคะสำหรับนักวิ่ง” มีมากถึง 25 ท่าให้นำไปปฏิบัติกันได้ง่ายๆ ประกอบไปด้วย คือ “ท่ายืดบริหาร/ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนบน” (Upper Body) และ “ท่ายืดบริหาร/ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่าง” (Lower Body) โดยในส่วนของ Lower Body นั้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ ท่ายืน (Standing Position) ท่านั่ง (Seating Position) และท่านอน (Reclining Position) นักวิ่งสามารถเลือกฝึกตามความสะดวกของร่างกายและตามความเหมาะสมของสถานที่หรือพื้นที่ที่มี

แม้จะดูเหมือนเป็นการแยกส่วนร่างกายออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วในการวิ่งหรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม เราใช้ร่างกายและกล้ามเนื้อทุกส่วน ครูแนนจึงอยากแนะนำให้ฝึกท่าบริหารทั้งสองส่วน เพื่อช่วยให้ร่างกายทุกส่วนแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นสร้างสมดุลให้กับร่างกาย