5 พฤติกรรมส่อแววพังก่อนสร้างตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584646

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

5 พฤติกรรมส่อแววพังก่อนสร้างตัว

พบกับข้อพึงระวัง และพฤติกรรมอันตรายสำหรับคนเริ่มทำงาน ซึ่งอาจสร้างหนี้จนชีวิตพังก่อนสร้างเนื้อสร้างตัว

ในทุกๆ ปี มีบัณฑิตจบใหม่ก้าวสู่ชีวิตการทำงานนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าคนทำงานมือใหม่ย่อมเจอสังคมแบบใหม่ที่กว้างใหญ่ขึ้น อาจมีบ้างที่เผลอใจไปกับสิ่งยั่วยวน ทั้งเพื่อเข้าสังคม ต้องการการยอมรับ หรือสนองความต้องการที่ตัวเองใฝ่ฝัน แต่ต้องระวัง 5 เรื่องที่อันตรายสำหรับคนเริ่มทำงาน ซึ่งอาจสร้างหนี้ก่อนสร้างเนื้อสร้างตัว

1.ราชาเงินผ่อน

เมื่อเริ่มมีเงินเดือนประจำ บรรดาสถาบันการเงินต่างๆ ก็พร้อมใจกันยื่นข้อเสนอให้มีบัตรเครดิตไว้ใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบาย หรือใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยการอนุมัติวงเงินที่มากกว่าเงินเดือนหลายเท่า ทำให้หลายคนตื่นตาตื่นใจ อยากได้ข้าวของที่ต้องการ แต่ถ้าใช้จ่ายเกินตัวไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือยโดยไม่ยั้งคิดและผ่อนจ่ายไม่ตรงกำหนด ดอกเบี้ยก็เริ่มทำงานและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการทำงานใช้หนี้ มากกว่าใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพ

2.หลงภาพชีวิตดีๆ ในโซเชียล

คนทำงานมือใหม่หลายคนมักหลงเชื่อภาพลวงตาในโลกโซเชียลของเพื่อน ที่โพสต์อวดแต่เรื่องชีวิตดี๊ดี ร้านอาหารชื่อดัง ทริปท่องเที่ยวโรแมนติก หรือของใช้แบรนด์เนมต่างๆ ทำให้เกิดความอยากอวดบ้าง ถึงขนาดยอมทุ่มเงินเดือนทั้งเดือน หรือใช้วิธีเที่ยวก่อนผ่อนทีหลังเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพเหล่านั้น เพราะคติที่ยึดติดว่า เสียเงินไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้

3.โชว์ชีวิตโก้หรู

คนทำงานยุคใหม่จะมีเทรนด์การใช้ชีวิตที่ต่างไปจากคนรุ่นก่อน ด้วยสังคม ค่านิยม และทัศนคติที่เปลี่ยนไป เมื่อเริ่มทำงานและหาเงินเองก็อยากจะมีทรัพย์สินชิ้นใหญ่ เริ่มต้นด้วยการเป็นราชินีเงินดาวน์ เช่น ดาวน์บ้าน คอนโดมิเนียม ถอยรถป้ายแดงโชว์ชีวิตสุดโก้ โดยไม่คำนึงถึงรายได้หรือความมั่นคงในอาชีพที่ทำอยู่ บางคนมีรายได้เพียงน้อยนิดแต่คิดซื้อทั้งรถและบ้าน สุดท้ายเมื่อค่าใช้จ่ายมากเกินกำลังกลับกลายเป็นทั้งบ้านและรถถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา ทีนี้แหละจะไร้สินทรัพย์และเงินออม

4.ปาร์ตี้บ่อย

ยอมรับเถอะว่าทุกครั้งที่ไปปาร์ตี้เราต้องทั้งเสียเงินและสุขภาพ นับเป็นพฤติกรรมอันตรายที่ทำร้ายคนทำงานมือใหม่มานักต่อนัก เพราะในสังคมออฟฟิศจะมีการสังสรรค์ร่วมกันเสมอ บางคนเสพติดต้องปาร์ตี้ทุกสัปดาห์ ฉลองทุกวันเงินเดือนออก ส่วนวันอื่นๆ คุณภาพชีวิตจะต่ำลงจนต้องนั่งกินอาหารกึ่งสำเร็จรูป เพราะชักหน้าไม่ถึงหลัง

5.หวังรวยทางลัด

หลายคนอาจชินกับการได้เงินโดยไม่ต้องทำงานตั้งแต่สมัยเรียนที่ได้เงินจากพ่อแม่ แต่บางคนก็มาเสียคนตอนทำงาน โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ชื่นชอบการแข่งขัน ท้าทาย รักสนุก หรือหวังรวยเพราะโชคช่วยด้วยการพนัน ทั้งแทงบอล เล่นหวย ยิ่งทำงานมีรายได้ก็เกิดอยากรู้อยากลองมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ตอนแรกอาจคิดว่าลองเสี่ยงเล็กน้อยเพื่อความสนุกสนาน แต่นานวันกลับเสพติดโดยไม่รู้ตัว อย่างนี้สิ้นเนื้อประดาตัวแน่นอน

มินิ การ์เด้น สวนในขวดสุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584694

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

มินิ การ์เด้น สวนในขวดสุดครีเอท

เรื่อง ภาดนุ จั่นประดับ ภาพ ทวีสุข นิรันตรัตน์

ยุคนี้เป็นเรื่องปกติที่คนทำงานมักมีอาชีพที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากงานอดิเรกที่พวกเขารัก และ วี-ทวีสุข นิรันตรัตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่นำความชอบจากงานอดิเรกมาสร้างธุรกิจที่ชื่อว่า “Mini Garden สวนในขวด” ที่สร้างรายได้เสริมให้เป็นอย่างดี

“ที่จริงแล้วผมอยู่ในสายงานด้านกราฟฟิก ดีไซเนอร์ ช่วงที่ว่างจากการทำงานผมมักจะชอบเดินทางท่องเที่ยวและชอบถ่ายรูปวิวธรรมชาติด้วย ซึ่งตอนที่เรียนปริญญาตรีผมมีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง คือการต่อโมเดลหุ่นยนต์และทำฉากจำลอง พอมาทำงานประจำ ผมก็นำงานอดิเรกนั้นมาปรับทำเป็นสวนในขวด ทำไปทำมาปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว

ช่วงก่อนที่จะเริ่มทำสวนขวดนั้น ผมก็ไปนั่งคิดอยู่ว่า เราสามารถจะนำงานอดิเรกที่ชอบเที่ยวชมธรรมชาติและชอบถ่ายรูปของตัวเองมาแมตช์กับการทำธุรกิจได้ไหม เมื่อคิดดูแล้วว่าทำได้ จึงเกิดเป็นงานย่อส่วนธรรมชาติขึ้น นั่นก็คือการทำ Terrarium หรือสวนขวดขึ้นมา จากนั้นก็หาข้อมูลว่าในเมืองไทยมีคนทำกี่รายแล้ว ต่อด้วยการวางลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน และเริ่มคิดรูปแบบของสวนขวดที่อยากทำออกมานำเสนอลูกค้าทันที”

ทวีสุข เล่าต่อว่า รูปแบบของสวนขวดที่ผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ชอบจะเป็นสไตล์น่ารักๆ มีขนาดที่สามารถตั้งอยู่ข้างมุมโต๊ะทำงานได้ ซึ่งสวนขวดนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติย่อส่วนที่ช่วยให้พวกเธอผ่อนคลายได้

“จุดเด่นของสวนในขวดที่ผมทำคือ ลูกค้าสามารถรีเควสต์สไตล์สวนที่พวกเขาต้องการได้ โดยอาจจะดึงมาจากความทรงจำของสถานที่ที่พวกเขาชอบ แล้วนำมาเป็นโจทย์ให้ผมย่อส่วนสถานที่นั้นลงไปในขวด เช่น ผู้หญิงไปเที่ยวทะเลกับคนรัก แล้วอยากได้ฉากที่มีต้นมะพร้าว มีตัวการ์ตูนปั้นจักรยาน ผมก็จะจำลองทุกอย่างตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการออกมา

อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นไอเดียที่เกิดจากตัวผมเอง ที่ได้ไปถ่ายภาพวิวสวยๆ ไว้ ผมก็จะนำภาพธรรมชาติเหล่านั้นมาจำลองเป็นฉากในสวนขวด เช่น ป่าไม้ ภูเขา ลำธาร น้ำตก และทะเล เรียกว่าสามารถจำลองย่อส่วนได้หมด ซึ่งข้อได้เปรียบของผมก็คือ ผมเคยเรียนการทำเอฟเฟกต์ต่างๆ เช่น น้ำตก ช้างพ่นน้ำ และอื่นๆ มาด้วย จึงสามารถนำมาถ่ายทอดลงในสวนขวดได้อย่างสมจริง โดยราคาสวนขวดจะเริ่มที่ 229-5,000 บาท แต่ราคานี้จะไม่รวมค่าโมเดลและของตกแต่งที่ต้องเพิ่มเติมตามไอเดียของลูกค้านะครับ”

วีเสริมว่า งานสวนขวดทุกชิ้นที่เขาทำ ล้วนผ่านกระบวนการคิดที่นำมาผสมผสานกับความรู้ด้านเทคนิคลงไปด้วย จึงทำให้ผลงานของเขามีความโดดเด่นสวยงามต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ

“รูปทรงของสวนขวด ซึ่งเป็นที่นิยมของลูกค้าในช่วงนี้ก็คือ สวนขวดรูปทรงไข่ รวมทั้งรูปทรงขวดโหลอื่นๆ ก็จะนิยมลดหลั่นกันลงมา หลายคนอาจจะแย้งว่า สวนขวดนี้ค่อนข้างดูแลยาก เพราะตั้งไว้ไม่เท่าไรก็ตาย เรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ สิ่งแรกคือสวนขวดนั้นเป็นพืชประเภทมอสที่มีชีวิตและชอบที่เย็นๆ ชื้นๆ ดังนั้น เราควรตั้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 25-29 องศาเซลเซียส ยิ่งในออฟฟิศที่เปิดแอร์ยิ่งเหมาะเลย แสงในออฟฟิศก็ค่อนข้างเพียงพอ แต่ถ้าต้องการให้สวนขวดอยู่ได้นาน ก็ต้องมีแสงไฟสีขาวแบบเดย์ไลต์ส่องให้สวนขวดด้วย

สำหรับแสงแดดก็สามารถโดนได้เช่นกัน แต่ต้องเป็นแสงแดดยามเช้าช่วง 9-11 โมงเท่านั้น แดดยามบ่ายไม่ควรให้โดน อีกอย่างคือสวนขวดแบบปิด (ภาชนะปิดฝา) จะดูแลง่ายกว่าสวนขวดแบบเปิด (ไม่ปิดฝา) เนื่องจากก่อนปิดฝาขวดจะมีการดูแลเรื่องความชื้นให้กับมอสปลอดเชื้อที่อยู่ในพื้นที่จำกัดนั้นมาแล้ว ฉะนั้นสวนขวดแบบปิดจึงดูแลได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นสวนขวดแบบเปิด ในหนึ่งวันคุณต้องพรมน้ำให้มอส 3 ครั้งเพราะมอสที่ใช้ในสวนขวดเปิดจะเป็นมอสคนละประเภทกับที่ใช้ในสวนขวดแบบปิดนั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าใครที่จะเลี้ยงสวนขวดเหล่านี้ให้รอด ก็ควรศึกษาวิธีดูแลมอสแต่ละประเภทให้เข้าใจซะก่อน แล้วสวนขวดจะสามารถอยู่กับเราได้นาน”

ผู้ที่สนใจเวิร์กช็อปทำสวนขวด หรือสั่งซื้อ โทร. 08-3015-2656 หรือ FB : Mini Garden สวนในขวด และ IG : minigarden_th

‘อ้วน-เตี้ย-ไอคิวต่ำ’ แก้ด้วยโภชนาการช่วงแรกของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584695

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

‘อ้วน-เตี้ย-ไอคิวต่ำ’ แก้ด้วยโภชนาการช่วงแรกของชีวิต

เรื่อง พุสดี

ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข 3 เรื่อง ได้แก่ ภาวะโภชนาการเกิน ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก ภาวะโภชนาการไม่พอแบบเรื้อรัง ส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักและทำให้เด็กเตี้ย และภาวะโภชนาการไม่สมดุล ส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก

ในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2561 จัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ได้หยิบยกหนทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการดูแลโภชนาการที่ดีในช่วงแรกของชีวิต หรือมหัศจรรย์พันวันแรก นั่นคือตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึง 3 ขวบ

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และประธานกรรมการวางแผนกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ภาวะโภชนาการเกิน จะพบว่าเด็กอ้วนมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเมืองใหญ่ ซึ่งครอบครัวยังเข้าใจผิดว่าเลี้ยงลูกให้อ้วนจะทำให้เติบโตดี ทั้งที่จริงแล้วการที่ปล่อยให้เด็กอ้วนตั้งแต่เล็ก ยิ่งทำให้มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเมื่อเติบใหญ่

“หลักการง่ายๆ ในการแก้ปัญหาเด็กอ้วน คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องลด 3 รสชาติในอาหารที่ลูกกิน ได้แก่ รสหวาน เค็ม มัน พร้อมกับสอนให้ลูกเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และสร้างนิสัยการกินที่ดีให้ลูก”

ขณะที่ พ.อ.นพ.เรืองวิทย์ ตันติแพทยางกูรกุมารแพทย์โรคโภชนาการเด็ก กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า ภาวะเตี้ยเป็นดัชนีที่สะท้อนถึงภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง เนื่องจากกินอาหารไม่พอ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง แม้ความสูงของเด็กจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่การเลี้ยงดูเด็กให้มีโภชนาการที่ดีและสมดุลต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตก็เป็นปัจจัยเสริมให้เด็กไม่ประสบปัญหาภาวะเตี้ย

ถ้าจะแก้ปัญหาดังกล่าว พ.อ.นพ.เรืองวิทย์ เสนอว่า ต้องลดอัตราการเกิดทารกน้ำหนักตัวน้อย ควบคู่ไปกับการป้องกันภาวะเตี้ยจากภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรังด้วยการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมตลอดช่วงวัยเด็ก

“โภชนาการที่ช่วยส่งเสริมความสูงตั้งแต่วัยเด็ก ได้แก่ โปรตีน และแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และวิตามินซี วิตามินดี และวิตามินเค ซึ่งสารอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดพบได้ในอาหาร 5 หมู่และนม เพราะฉะนั้น ทางที่ดีคุณแม่ควรได้รับโภชนาการที่ดีเต็มที่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนเมื่อคลอดลูกออกมาแล้วก็ยังไม่สามารถละเลยต้องได้รับโภชนาการที่ดี เพื่อผลิตน้ำนมคุณภาพให้ลูก และเมื่อลูกถึงวัยหลัง 1 ขวบที่สามารถกินอาหารได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกอาหารที่มีสารอาหารที่ครบถ้วน สมดุล และควรให้กินนมเป็นอาหารเสริมให้ได้วันละ 2-3 แก้ว”

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ เสริมว่า เด็กวัย 1-3 ขวบมีความต้องการแคลเซียมมาก และนมเป็นแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง การเลือกนมให้ลูกกินขึ้นอยู่กับความสะดวกของครอบครัว จะเป็นนมที่เติมสารอาหารพวกวิตามินเกลือแร่ก็ดี เพราะมีสารอาหารจำเป็นสำหรับช่วงวัยเด็กครบถ้วน แต่ราคาจะสูงกว่านมทั่วไป หากครอบครัวที่มีงบประมาณจำกัดอาจเลือกนมอื่นๆ หรือเด็กบางคนแพ้นมวัวก็สามารถกินนมถั่วเหลืองได้ เพราะปัจจุบันนมถั่วเหลืองก็มีการเติมแคลเซียมและวิตามินต่างๆ เพิ่มเช่นกัน

สำหรับโภชนาการมีผลต่อระดับสติปัญญา รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า สารอาหารที่มีต่อสติปัญญาของเด็ก มี 6 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.โอเมก้า 3 2.วิตามินบี โฟลิก โคลีน ช่วยสร้างสมอง พัฒนาการด้านภาษา ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ 3.สังกะสี ช่วยเรื่องสมาธิ 4.เหล็ก 5.ไอโอดีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และ 6.วิตามินรวมและเกลือแร่ช่วยด้านสติปัญญา

“โครงสร้างสมอง มีการแบ่งขยายเซลล์ตลอดเวลาในช่วง 2-3 ขวบ โครงสร้างเหล่านี้จะขยายเร็วมาก และจะทำลายตัวเองด้วยถ้าไม่ได้ถูกใช้ สารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา ได้แก่ วิตามินบี โคลีน สังกะสี และโอเมก้า 3 จะช่วยสร้างแขนงเครือข่ายสมองให้เกิดการเชื่อมต่อ ขณะที่วิตามินรวมและเกลือแร่ต่างๆ จะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สารอาหารทั้งหมดจะทำงานได้อย่างดี เมื่อได้รับในปริมาณที่สมดุล” รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ทิ้งท้าย

คนไทยดังต่างแดน ตัวแทนวัฒนธรรมและความภาคภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584692

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

คนไทยดังต่างแดน ตัวแทนวัฒนธรรมและความภาคภูมิ

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เมื่อเห็นสิ่งที่คนไทยบางกลุ่มไปสร้างชื่อในฐานะตัวแทนคนไทยจนกลายเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ อย่างเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ในภูมิภาคเอเชียมีสองงานใหญ่ที่มีคนไทยเข้าร่วมและเป็นที่จับตามอง แต่กลับไม่ถูกจับจ้องจากคนในประเทศ

หนึ่ง คือ การแข่งขันแกะสลักหิมะในงาน อินเตอร์เนชั่นแนล สโนว์ สคลับเจอร์ ครั้งที่ 46 ซึ่งจัดขึ้นไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.ในเมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น มีทีมไทยเข้าแข่งขัน ประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ กุศล บุญกอบส่งเสริม หัวหน้าทีมจากโรงแรมแชงกรี-ลา อำนวยศักดิ์ ศรีสุข โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และกฤษณะ วงศ์เทศ นักแกะสลักอิสระ ได้สร้างสรรค์ผลงานชื่อ “ปลากัด” และสามารถคว้าแชมป์อันดับ 1 ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นการรักษาแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังจากปี 2561 ได้สร้างสรรค์ผลงานชื่อ “ไก่ชน” เป็นการเผยแพร่อัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อสายตาคนทั่วโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานสนับสนุนและส่งตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2534 โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 22 มีเป้าประสงค์เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านงานศิลปะ เนื่องจากการแข่งขันแกะสลักหิมะดังกล่าวเป็นกิจกรรมไฮไลต์ของเทศกาลหิมะ ซัปโปโร สโนว์ เฟสติวัล ซึ่งเป็นงานเทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเดินทางมาเข้าชมงานกว่า 2 ล้านคน ททท.จึงหวังใช้ผลงานแกะสลักเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทย และคาดหวังว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้ถึง 2 ล้านคนในปีหน้า

กฤษณะ แก้วธำรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ททท. กล่าวว่า ผลงานปลากัดเป็นรูปแบบที่เกิดจากความคิดเห็นตรงกันระหว่าง ททท.และทีมแกะสลัก เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทยเมื่อเดือน ธ.ค. 2561

“ปลากัดไทยมีเอกลักษณ์ทั้งด้านความสง่างาม ความนุ่มนวล และอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานกว่า 200 ปี เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับสายน้ำ โดยทีมนักแกะสลักได้สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างประณีตงดงาม แสดงทักษะและความเชี่ยวชาญในการแกะสลัก จนเป็นที่ชื่นชมของคณะกรรมการและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานอย่างมาก ซึ่ง ททท.เชื่อมั่นว่า ผลงานปลากัดจะช่วยตอกย้ำถึงความสามารถเชิงช่างแกะสลักของคนไทยซึ่งถือเป็นระดับแนวหน้าของโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ”

ทีมจากประเทศไทยเคยได้รับรางวัลชนะเลิศมาแล้ว 7 ครั้ง (ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8) จากฝีมือนักแกะสลักชาวไทยหลายคน ซึ่งปีนี้ตัวแทนประเทศไทยเป็นทีมเดิมจากปีที่ผ่านมา สมาชิกทั้งหมดเป็นนักแกะสลักน้ำแข็งที่ไม่ได้ฝึกซ้อมแกะสลักหิมะก่อนลงสนามจริง ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาเตรียมพร้อมได้ คือ รูปแบบผลงาน และตกผลึกบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

การแข่งขันจะให้นักแกะสลักสร้างสรรค์ผลงานในระยะเวลา 4 วันท่ามกลางอุณหภูมิติดลบต่ำสุดกว่า -20 องศา ซึ่งการแกะสลักหิมะแตกต่างจากน้ำแข็ง คือ หิมะมีเนื้อร่วนซุย เมื่อลงมือแกะสลักเข้าไปในเนื้อหิมะแล้วจะแก้ไขได้ยาก ประกอบกับเป็นการทำงานท่ามกลางหิมะ ฝน และลม จึงทำให้ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังมีความกดดันเรื่องเวลา ความทรมานจากความหนาว และความคาดหวังของผู้ที่ติดตาม เพราะทีมไทยถือได้ว่าเป็นตัวเก็ง อย่างไรก็ดี ระหว่างการแข่งขันทีมไทยได้รับกำลังใจดีจากแฟนคลับชาวญี่ปุ่นที่ติดตามงานแกะสลักหิมะ รวมถึงแรงเชียร์จากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเที่ยวงานเทศกาลหิมะซัปโปโร

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมไทย ผู้ที่สามารถนำทักษะช่างแกะสลักไปสร้างสรรค์งานศิลปะได้โดยไม่มีเงื่อนไข แม้กับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยอย่างหิมะ ทั้งยังทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม เผยแพร่ความงามอย่างไทยสู่สายตาคนทั่วโลก

อีกเวทีที่คนไทยไปสร้างชื่อในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ งาน ไอ ไลต์ สิงคโปร์ (i Light Singapore- Bicentennial Edition) เทศกาลแสดงศิลปะแสงไฟประจำปีของประเทศสิงคโปร์ ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินจากทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อคัดเลือกมาจัดแสดง โดยปีนี้มีศิลปินจาก 36 ประเทศทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 249 ชิ้น ซึ่งผลงานจะผ่านการคัดเลือกโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะจากหลากหลายสาขาทั้งด้านสถาปัตยกรรม ผังเมือง และการออกแบบแสงไฟ

ปีนี้มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกและได้จัดแสดงจำนวน 33 ชิ้น โดยศิลปินจาก 15 ประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มศิลปินชาวไทยชื่อ Living Spirits ซึ่งเป็นปีที่ 2 ที่ผลงานของพวกเขาได้รับคัดเลือก

ศศิศ สุวรรณปากแพรก ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Living Spirits กล่าวถึงผลงาน Crystallisation of Thoughts ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปีนี้ว่า เป็นผลงานที่ต่อยอดมาจากชิ้นงานเดิมที่ชื่อว่า Spirits of Innovation ที่ติดตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการตกผลึกทางความคิดรวมเข้ากับระบบไฟอินเตอร์แอ็กทีฟ ด้วยการนำผลึกรูปทรงคริสตัลมาเป็นสัญลักษณ์ จัดเรียงร้อยกันบนโครงสร้างรูปคลื่นเพื่อสื่อถึงกระบวนการตกผลึกทางความคิด และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่มากับสายน้ำ สะท้อนถึงแม่น้ำสิงคโปร์ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาตลอด 200 ปี นอกจากนี้ ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ชิ้นงานได้ด้วยการเปลี่ยนสีคลื่นคริสตัลไปในรูปแบบต่างๆ และรับชมไลต์โชว์ที่สื่อถึงกระบวนการตกผลึกทางความคิด

“กลุ่ม Living Spirits เป็นกลุ่มศิลปินที่สร้างสรรค์ศิลปะติดตั้ง (Installation Art) เน้นสร้างงานศิลปะที่สื่อสารกับผู้คน โดยเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ในรูปแบบที่แปลกใหม่ที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน ซึ่งจะนำไปสู่การตระหนักรู้และการเติบโตจากภายใน โดยอันดับแรกชิ้นงานต้องสร้างความตรึงตาตรึงใจเพื่อให้ผู้ชมเปิดโสตประสาทรับสารที่ศิลปินต้องการสื่อ และสารที่เราสื่อออกไปจะเป็นคำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ชมคิดเองว่ารู้สึกอย่างไร”

ศศิศก่อตั้ง Living Spirits เมื่อ 2 ปีที่ก่อน เขาตั้งใจสร้างให้เป็นธุรกิจระดับโลก (Global Business) โดยมีโอกาสได้โชว์ฝีมือเป็นครั้งแรกในงาน ไอ ไลต์ สิงคโปร์ ปีที่ผ่านมา

“การเข้าประกวดในงานไอ ไลต์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเวทีที่ศิลปินหน้าใหม่อยากนำผลงานไปจัดแสดง ซึ่งจากการพูดคุยกับภัณฑารักษ์เมื่อปีที่ผ่านมา เขาบอกว่า เป็นเพราะผลงานของเราไปทัช (touch) คนสิงคโปร์ จากการที่เราใช้วัสดุที่ใกล้ตัวพวกเขาทำให้เราได้คะแนนจนถูกคัดเลือก”

ปีที่ผ่านมา กลุ่ม Living Spirits จัดแสดงผลงานชื่อ Chandelier of Spirits ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกาแฟ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการทำงานหนักและทัศนคติหนักเอาเบาสู้ของเหล่าแรงงาน พวกเขาใช้ขวดกาแฟที่ขายในร้านกาแฟสิงคโปร์กว่า 1,400 ขวด นำมาทำเป็นโคมไฟที่ส่องสว่างเมืองหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน เฉกเช่นเดียวกับกาแฟที่ช่วยส่งพลังงานให้ผู้คนในตอนกลางวัน นอกจากนี้ งานศิลปะยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม คือ เมื่อมีคนเดินเข้าไปใกล้แสงไฟจะสว่างมากขึ้น และจะหรี่ลงเมื่อห่างออกไป

“ปีที่แล้วมีคนเห็นและสนใจผลงานของเราเยอะมาก เพราะเราได้ทำเลที่ดี และยังโชคดีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง ได้ถ่ายภาพผลงาน Chandelier of Spirits ไปขึ้นเพจของท่าน โดยหลังจากนั้นเรายังได้ไปจัดแสดงงานที่ญี่ปุ่น มาเลเซีย และถูกคัดเลือกให้มาร่วมในงาน ไอ ไลต์ ปีนี้อีกครั้ง

ตอนนี้กลายเป็นว่าต่างประเทศรู้จักกลุ่มเรา แต่เรายังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นเพราะผมยังไม่ไปคลุกคลีกับภัณฑารักษ์ในไทย และยังไม่นำตัวเองเข้าไปในวงการศิลปะเมืองไทยมากนัก” ผู้ก่อตั้ง Living Spirits กล่าวต่อ แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนไทยไม่รู้จัก เพราะอย่างปีที่ผ่านมา กลุ่ม Living Spirits ได้ไปโชว์ฝีมือไว้ในงาน อเวคเคนนิ่ง แบงค็อก 2561 และงานเชียงใหม่ ดีไซน์ วีก 2561

“สำหรับศิลปินไทยที่อยากไปแสดงงานในต่างประเทศ ผมคิดว่า ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจเฟสติวัลนั้นๆ ก่อน แต่ในขณะเดียวกันตัวศิลปินเองก็ต้องมีจุดยืน และมองให้ขาดไปถึงจุดปลายว่า สิ่งที่เราทำได้ส่งมอบอะไรให้กับผู้คน ยกตัวอย่างงานไลติ้งที่มีแสงไฟเป็นเครื่องมือ ซึ่งนอกจากความสวยงามให้ถ่ายรูปสวยแล้ว ความหมายของงานชิ้นนั้นสร้างอะไรให้ผู้ชม และผู้ชมได้เรียนรู้อะไรจากมัน เมื่อทั้งสองปัจจัยนี้มันเข้ากันได้ทั้งความเป็นตัวเราและสิ่งที่เฟสติวัลต้องการ ผมคิดว่า น่าจะมีโอกาสที่จะถูกเลือก”

นอกจากนี้ พวกเขายังเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีสองด้านที่ขนานกัน ผลงานของเขาจึงต้องการเล่าเรื่องราวจากอีกด้าน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาแต่รับรู้ได้ด้วยหัวใจ

ทั้งสองทีมที่กล่าวมาเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของหมู่มวลคนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงไว้ในต่างแดน ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวแทนประเทศในการสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ดีงาม ยังทำให้ต่างชาติรู้จักเมืองไทยในหลากหลายแง่งาม และทำให้ภูมิใจได้ว่า “คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก”

เติมเต็มจิตใจในวันวาน ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584697

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เติมเต็มจิตใจในวันวาน ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เริ่มสะสมเครื่องประดับและจิวเวลรี่ต่างๆ ตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา เป็นความฝังใจอย่างไรหรือไม่ ก็คงต้องตอบว่าใช่ เพราะเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเหมือนกัน” ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไดมอนด์ฟูด วัย 35 ปี เจ้าของธุรกิจเบเกอรี่ร้อยล้าน พายหมูแดงแห่ง April’s Bakery เล่าให้ฟังถึงคอลเลกชั่นเครื่องประดับของเธอ

เบื้องหลังชีวิตย้อนกลับไป ณธนพรเล่าว่า เธอไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง ชีวิตจริงต้องต่อสู้ฟันฝ่า หลายคนได้รู้จักเธอมาก่อนหน้านี้ในฐานะของนักธุรกิจหญิงที่เก่งกล้าสามารถ ผู้นับหนึ่งจากการขายเบเกอรี่ชิ้นละไม่กี่บาท ขี่รถจักรยานยนต์ไปยืนขายแถวตลาดนัดใกล้บ้าน จากวันนั้นถึงวันนี้ บนเส้นทางธุรกิจอันยาวนานมีอะไรมากมายที่บางทีก็ต้องร้องไห้ทั้งน้ำตา

ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม แต่ที่สุดแล้วคือณธนพรที่นำเอพริลเบเกอรี่ก้าวข้ามชั้นจนประสบความสำเร็จ ประสบการณ์การต่อสู้ในชีวิตขอยกไว้ไม่กล่าวถึง วันนี้ขอเล่าเฉพาะคอลเลกชั่นสุดโปรดจิวเวลรี่มากคุณค่าและความหมาย ทุกชิ้นที่สะสมไว้ เติมเต็มชีวิตในอดีตและปัจจุบันของสาวสวยนักบริหารคนเก่งคนนี้อย่างไร มาดูกันเลยดีกว่า

ณธนพรเล่าว่า ความฝังใจที่มีต่อเครื่องประดับ ต่อมาได้กลายเป็นความรักความชอบ สะสมไว้หลายชิ้นในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีจุดเริ่มต้นจากความสะเทือนใจและความฝังใจจากครั้งหนึ่งที่เห็นมารดาแต่งตัวและใส่เครื่องประดับเพื่อออกงานสำคัญ “สร้อยไข่มุกของแม่ช่างดูสวยงามมาก” ณธนพรกล่าวกับมารดาด้วยความชื่นชม แต่สิ่งที่มารดาหันมาตอบ ทำให้เธอต้องตกใจ “รู้มั้ยว่านี่คือของปลอม”

พอๆ กับที่ช็อกและตกใจ คือความฝังใจ หญิงสาวกลายเป็นคนชอบเครื่องประดับมาตั้งแต่นั้น ชีวิตที่อยู่กับ “ความไม่มี” และ “ความไม่จริง” มาอย่างยาวนานยิ่งทำให้เธอยิ่งใฝ่ฝัน “สักวันหนึ่งถ้าเรามีเงิน เราจะซื้อเครื่องประดับที่เป็นของแท้ให้แม่ใส่ให้ได้” หญิงสาวได้แต่หมายมั่นกับตัวเอง ทว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ แม่ก็ไม่ได้อยู่รอ มารดาของณธนพรเสียชีวิตไปก่อน

“ถ้าวันหนึ่งเรามีเงินนะ เราเคยพูดประโยคนี้ไว้กับใจตัวเองบ่อยๆ มาถึงวันนี้เราพอจะมีเงินขึ้นมาบ้าง ก็เป็นวันที่เราซื้อเครื่องประดับ ซื้อจิวเวลรี่ ซื้อเพชร ซื้อสะสมให้สมกับที่ใจใฝ่ฝัน เวลาเดินดูตลาดเครื่องประดับหรือจิวเวลรี่พวกนี้จะมีความสุขมากแล้วก็คิดถึงแม่มาก”

พูดถึงคอลเลกชั่นสุดหรูของณธนพร มูลค่ารวมหลายสิบล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเครื่องเพชร ซึ่งซื้อสะสมเก็บไว้ทุกแบบทุกสี ทุกชิ้นจะมีขนาดตั้งแต่ 3 กะรัตขึ้นไป เพชรและเครื่องประดับทุกชิ้นโดยมากเป็นดีไซน์เก่า เนื่องจากชอบในความเก่าและความโบราณอยู่เป็นพื้น ทุกวันนี้ชมภาพยนตร์เก่ารวมทั้งชื่นชอบข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุค ที่มีดีไซน์และมนต์ขลัง

“เครื่องประดับในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่จะใส่แหวนเป็นหลัก มีแหวนเพชรที่กะรัตไม่ใหญ่มากนัก ใช้และใส่ได้หลายโอกาส สำหรับชิ้นโปรดมีหลายชิ้น ตั้งแต่แหวนเพชร 9 กะรัตทรงเหลี่ยมวงนี้ ราคา 7 ล้านบาท”

ณธนพรหยิบสร้อยพลอยไพลินสีแดงสด ชี้ให้ดูความสวยงามของไพลินไร้ตำหนิ สร้อยหลายเส้นไม่มีโอกาสได้หยิบมาใช้งานหรือใส่ออกงาน สร้อยเส้นโปรดอีกเส้นหนึ่งคือสร้อยเพชรแบบโรสคัต (Rose cut) เพชรที่คัตหรือเจียรเหลี่ยมแบบโบราณ แม้จะเจียระไนออกมาไม่คมหรือสะท้อนแสงเหมือนเพชรสมัยใหม่ แต่ก็ให้ความนุ่มนวลที่เป็นคลาสสิก

“ชิ้นโปรดและอีกหลายชิ้นไม่ค่อยได้นำมาใส่ในชีวิตประจำวันนัก ส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้อย่างดีในตู้เซฟที่บ้าน ขณะที่ชิ้นที่ใส่ในชีวิตประจำวันก็ใส่อยู่ชิ้นเดียวและชิ้นเดิมๆ”

คอลเลกชั่นเพชรและเครื่องประดับล้ำค่า นอกจากวัตถุประสงค์จะได้เป็นการเติมเต็มจิตใจและอดีตในวันวานแล้ว ปัจจุบันเพชรและเครื่องประดับทั้งหมดของสาวนักบริหาร ยังมีหน้าที่ของการเป็นทรัพย์สินเพื่อการลงทุน รวมทั้งเก็บสะสมไว้เพื่อลูกชายหญิงในอนาคตทั้ง 3 คน ต้นไผ่-ต้นกล้า-ต้นหลิว

“คิดถึงแม่นะ วันนี้คิดถึงแม่ที่จะใส่เครื่องประดับเหล่านี้ได้สวยที่สุด ใช่! ที่เราพยายามทำธุรกิจเพื่อความสำเร็จ และเครื่องประดับทั้งหมดนี้ ก็เสมือนกับรางวัลชีวิตบนเส้นทางของการเดินทางที่ผ่านมา”

รวมกลวิธีพิชิตความโกรธได้อยู่หมัด ฉบับคนประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584538

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

รวมกลวิธีพิชิตความโกรธได้อยู่หมัด ฉบับคนประสบความสำเร็จ

รู้ไหมว่า คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจัดการกับความโกรธอย่างไร?

ใครเคยโกรธสุดขีดแล้วปรี๊ดแตกปล่อยระเบิดออกไปแต่ต้องมานั่งเสียใจ…ยกมือขึ้น!! แล้วรู้ใช่ไหมว่ามันผิด เพราะระเบิดลูกนั้นทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพ กลายเป็นคนที่ทนแรงกดดันไม่ไหว ไร้ประสิทธิภาพ วุฒิภาวะต่ำ นี่คือผลที่ตามมาจากการแสดงความโกรธแบบผิดๆ ในที่ทำงาน ซึ่งทำลายชื่อเสียง ความก้าวหน้าในอาชีพ  ส่วนความโกรธที่บ้านก็สร้างความเสียหายให้ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือแย่กว่านั้นก็อาจถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล

จากการวิจัยโดย Dr.Travis Bradberry ประธานกรรมการของ TalentSmart แสดงให้เห็นว่าไอคิวสูงทางอารมณ์ (ความสามารถในการรับรู้และประสบการณ์ทางอารมณ์ โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธหรืออารมณ์ควบคุมพฤติกรรม) เป็นความสามารถที่สำคัญของคนที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง

สถิติการศึกษาจากคนกว่าล้านคน พบว่า กว่า 90% ของคนที่มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมอารมณ์และความโกรธ พวกเขาจะสงบแม้อยู่ภายใต้ความกดดัน เนื่องจากความฉลาดทางอารมณ์ที่เหนือกว่า ทำให้พวกเขามีความสามารถที่จะอยู่ในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง รวมทั้งความโกรธเมื่ออยู่ภายใต้ความเครียด การควบคุมความโกรธ คนที่ประสบความสำเร็จเน้นการโฟกัสให้มากขึ้น กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม และมีความมั่นใจมากขึ้น แล้วพวกเขาฝึกอย่างไร

1.พวกเขายอมรับความโกรธ อย่างเป็นธรรมชาติและผ่องใส

เมื่อคุณตระหนักถึงความโกรธว่าเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ที่สำคัญ เมื่อหยุดกลัว คุณจะสามารถเริ่มต้นการจัดการได้ทุกเรื่องอย่างใจเย็นและสร้างสรรค์

2.พวกเขามุ่งเน้นไปที่ ‘ฉันหรือผม’ แทน

คนที่โกรธมักพูดว่า ‘คุณ’ ‘คุณ’ “คุณทำให้ฉันช้าลง” หรือ “คุณยังไม่ส่งรายงาน” คำพูดแบบนี้จะทำให้เรื่องบานปลายและคนอยากปกป้องตัวเอง และไม่ยอมยืนอยู่ฝั่งเดียวกับคุณ ไม่อยากช่วยคุณ แต่ถ้าคุณบอกว่า “ฉันไม่อยากล้าหลัง เพราะมันทำให้พวกเราทั้งหมดดูไม่มืออาชีพ” คนจะรู้สึกว่าคุณต้องการความช่วยเหลือและอยากช่วยแก้ปัญหา

3.พวกเขาหลีกเลี่ยงการพูดและคิดในเชิงลบกับตัวเอง

เมื่อคุณคิดแต่เรื่องลบๆ และต่อว่าตัวเอง คุณจะหมดพลัง แต่ถ้าคุณโอบกอดความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง คุณมีแนวโน้มที่ต้องการปรับปรุงมากกว่า ที่จะนั่งถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้ คิดแบบนี้ เป็นเวลานาน สามารถนำไปสู่​​ความเครียดและภาวะซึมเศร้า ใช้มุมมองที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ของตัวเอง และคุณจะประสบความสำเร็จมากขึ้นและมีความสุข

4.มุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้โฟกัสไปที่คน

การตั้งป้อมชี้นิ้วต่อว่าใคร ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรือช่วยให้ปัญหาเบาลง เลิกบอกว่าใครทำและทำไมทำผิด ให้ตั้งคำถามใหม่ว่าเราจะแก้ปัญหาแบบนี้อย่างไรและแก้ปัญหาแบบไหนที่จะทำให้เราก้าวไปอีกขั้น การนั่งพร่ำพูดถึงเหตุไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้บาดหมางซึ่งกันและกัน

5.ไม่ยึดถือค​​วามเสียใจ

ความเสียใจ ใช้พลังงานและความพยายามมากมาย ทำให้คุณเหนื่อยกว่าที่ควรจะเป็นและสะสมปัญหาหนักเกินความจริง จงเลิกสะสมความทุกข์ จงให้อภัยและลืม

6.ไม่เคยส่งอีเมล หรือข้อความใดๆ ในขณะที่โกรธ

วิธีการที่คุณสื่อสารกับคนในที่ทำงานสามารถส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพในอนาคตของคุณ และอีเมลเป็นบันทึกถาวรของการสื่อสารว่ามีศักยภาพที่จะสร้างหรือทำลายอาชีพ ดังนั้น ถ้าต้องการเขียนบางสิ่งบางอย่าง ร่างอีเมล หรือจดหมายไว้แล้วอ่านหลายๆ ครั้ง และทุกครั้งให้ถามตัวเองว่าคุณจะได้อะไรจากการส่ง แน่ล่ะคุณได้ความสะใจ มันจะได้จบๆ ไป ทนมานาน แต่มันอาจจบจริงๆ และอาจทำให้คุณสูญเสียอะไรอีกมากมาย

7.นั่งสมาธิ

การทำสมาธิช่วยให้จัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของความโกรธ การทำสมาธิปกติควบคุมระดับคอร์ติซอล นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่ม Serotonin ที่เรียกว่า “รู้สึกดี” ฮอร์โมนที่สมดุลอารมณ์ของคุณและสามารถทำให้ตระหนักถึงความรู้สึกของตัวเอง

8.ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ เพราะแก้ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะหงุดหงิดกับโปรเจกต์ที่คั่งค้าง ความคิดแย่ๆ ที่ยังค้างมาและไม่เคลียร์ แถมช่วยเพิ่มระดับพลังงานและช่วยโฟกัส นักวิจัยยังพบว่ามันสามารถช่วยให้คุณจัดการความโกรธของคุณได้ดีอีกด้วย

9.เปลี่ยนสมองจากเครียดเป็นบันเทิง

การอ่านหนังสือ ดูหนังดีๆ หรือสารคดีเแนะนำเรื่องต่างๆ ของชีวิต ช่วยให้มีทางออกโดยไม่มีความเสี่ยงของการทำร้ายใคร และไม่ต้องกลัวการตัดสินใจที่ผิดพลาด

1,000 วันแรกของชีวิต พิมพ์เขียวสร้างมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584568

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

1,000 วันแรกของชีวิต พิมพ์เขียวสร้างมนุษยชาติ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ เอเอฟพี

งานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านสมองมากมายได้พิสูจน์ว่าระยะเวลา 1,000 วันแรกตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์จนกระทั่งคลอดออกมาถึง 2 ปี คือโอกาสทองในการพัฒนาโครงสร้างสมองของเด็ก โดยโภชนาการที่ดี การปกป้องดูแล การเล่น และความรักความอบอุ่นในช่วงปฐมวัยจะช่วยสร้างการเชื่อมโยงของเซลล์สมองของเด็กซึ่งจะส่งผลต่อทักษะต่างๆ ด้านการเรียนรู้ การจัดการกับความเครียด และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม ตลอดจนผลกระทบด้านสุขภาพและความสุขในระยะยาว

แม้ประเทศไทยการพัฒนาเด็กปฐมวัยจะรุดหน้าไปมาก แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการดูแลที่จำเป็น ผลสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทยปี 2558-2559 ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ด้วยการสนับสนุนของยูนิเซฟ พบว่าเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ขวบ ราว 2.3 แสนคน ต้องเผชิญกับภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะทารกแรกเกิดทุกๆ 1 ใน 10 คน มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะโภชนาการของแม่ระหว่างตั้งครรภ์

หลายหน่วยงานจึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อย่างเช่น องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ก็ได้ร่วมกับบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ทำโครงการ Central-UNICEF Together For Every Child ซึ่งได้จัดมา 2 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 3 พร้อมจัดงานเอ็กซ์โปภายใต้ธีม Eat Play Love มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิตที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนคนไทยให้ตระหนักถึงการพัฒนาเด็กอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกตั้งแต่ตั้งครรภ์ กระทั่งคลอดไปจนกระทั่งถึง 2 ปี

1,000 วันแรกมากด้วยความมหัศจรรย์

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้แบ่ง 1,000 วันแรกออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงครรภ์มารดาประมาณ 270 วัน หลังคลอดแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือแรกเกิดจนถึง 6 เดือน (180 วัน) และช่วง 6 เดือนไปถึง 2 ปี หรือ 550 วัน พร้อมทั้งกล่าวว่า แต่ละช่วงมีความสำคัญอย่างมาก โดยช่วงครรภ์มารดาหัวใจสำคัญคือการพัฒนาเซลล์สมอง โดยเฉพาะเซลล์สมองส่วนคิดชั้นสูง เรื่องโภชนาการหรือสภาพแวดล้อมที่แม่อาศัยอยู่จะทำให้เกิดกระบวนการในการพัฒนาลูกน้อย

“ช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอดเป็นจังหวะที่เปลี่ยนผ่าน ก่อนนี้ลูกอยู่ในครรภ์เป็นระบบนิเวศได้รับการคุ้มครองและได้รับการพัฒนาการทุกอย่างผ่านอ้อมอก สายรกและสายใยรักของแม่เต็มเปี่ยม แต่พอคลอดออกมาโลกใบนี้เป็นระบบนิเวศอันใหม่ของลูก กว่าที่เขาจะรู้ตัวเอง นี่ฉัน นั่นแม่ แยกแยะตัวเองได้นั้นช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่ไวต่อประสาทรับรู้ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่พัฒนาการมาตั้งแต่ในครรภ์มารดา รวมไปถึงพัฒนาการสมองก็จะเจริญเติบโตควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตด้านร่างกาย

พอ 6 เดือนถึง 2 ปี หัวใจสำคัญคือการบูรณาการประสาทสัมผัสทั้งหมด คือ ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ แม้ในอนาคตโลกดิจิทัลจะก้าวมาทั้งหมด รวมเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งโลกเข้ามาร่วมกัน จำนวนคอมพิวเตอร์หรือโฟลเดอร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคอมพิวเตอร์อาจมากกว่าเซลล์สมองมนุษย์ที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่หัวใจสำคัญของบูรณาการประสาทสัมผัสที่เรียกว่าไซแนปส์ (Synapse) คือ การเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทต่างๆ ในสมองมนุษย์นั้นอลังการมาก

ต้องใช้คำว่ามหัศจรรย์จริงๆ ที่ทั้งคอมพิวเตอร์ทั้งโลกไม่สามารถลอกแบบหรือสร้างการเชื่อมโยงบูรณาการประสาทสัมผัสต่างๆ เหล่านี้ได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญคือพ่อแม่จะกระตุ้นอย่างไรให้เกิดบูรณาการประสาทสัมผัสตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ต่อเนื่องมาที่ 6 เดือน และ 6 เดือนมาถึง 2 ปีนั้น หมอแทบจะใช้คำว่านี่คือกระบวนการในการสร้างแบบพิมพ์เขียวของมนุษยชาติ หรือบลูพรินต์ของฮิวแมนนิตี้” นพ.สุริยเดว กล่าว

เคล็ดลับดูแลลูกช่วง 1,000 วันแรก

พญ.ชมพูนุท โตโพธิ์ไทย แพทย์ชำนาญการ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การที่เด็กจะเติบโตขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีพ่อแม่ที่ดูแลใส่ใจและการเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมเหมาะสม พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็กอย่างจริงจังโดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตที่เปรียบเสมือนเข็มทิศกำหนดชีวิตในอนาคตของเด็กหากผ่านช่วงนี้ไปแล้ว เราจะย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้อีก

“ช่วง 1000 วันแรกไม่ได้สำคัญในหน่วยปี แต่สำคัญในหน่วยนาทีหรือวินาที ยกตัวอย่างเวลาที่เราอายุสัก 30 ปี พอผ่านไป 5 – 35 ปี มานั่งนึกชีวิต 5 ปีมีอะไรเปลี่ยน รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงน้อย แต่ถ้าดูเด็กน้อยใน 1000 วันแรกความเปลี่ยนแปลงทั้งในสมอง ร่างกาย ทั้งในจิตใจ เปลี่ยนในระดับวินาที เร็วมาก ถ้าคุณแม่พลาดวินาทีนี้หรือพลาดวันนี้เท่ากับคุณแม่ได้พลาดโอกาสบางอย่างที่จะดูแลลูก ฉะนั้นต้องใส่ใจให้ความดูแลอย่างเต็มที่

อีกประเด็นหนึ่ง ช่วง 1,000 วันแรกเป็นช่วงเวลาที่เมื่อผ่านไปแล้วไม่ว่าจะใช้เวลาของชีวิตหลังจากนี้ช่วงไหนย้อนกลับมาทำสิ่งที่ควรทำใน 1,000 วันแรกจะทำไม่ได้ มีคนพูดว่าเดี๋ยวนะแม่ไปหาเงินก่อน แม่ยังไม่มีเงิน ต้องไปทำงานมีเงิน 10 ล้านจะกลับมากอดหนู จริงๆ แล้วต้องบอกว่า แม้จะมีร้อยล้านก็กลับมากอดลูกไม่ได้ด้วยความรู้สึกเดียวกันที่ลูกต้องการเราตอน 1-2 ขวบ”

พญ.ชมพูนุท แนะนำวิธีการเลี้ยงลูกว่า อยากให้พ่อแม่ให้ความสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.อีต (Eat) การกิน แม่ที่ตั้งครรภ์ต้องได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและเพียงพอ ตลอดจนการให้ทารกได้กินนมแม่หลังคลอด 2.เพลย์ (Play) การเล่นและการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 2 ขวบ จะช่วยสร้างเสริมการทำงานของประสาทรับรู้ของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และทำให้เด็กสามารถปรับตัวกับการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต 3.เลิฟ (Love) การให้ความรัก โดยเฉพาะการที่พ่อและคนรอบข้างขณะคุณแม่ตั้งครรภ์จะช่วยลดความเครียดของแม่ ช่วยให้จิตใจของแม่เบิกบาน มีความสุขและส่งความสุขนั้นต่อไปให้กับลูกในท้องได้ นอกจากนี้ การที่ลูกอยู่ท่ามกลางบรรยากาศความรัก ความเอาใจใส่ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่ตัวเด็กได้

ด้าน รศ.นพ.สุริยเดว แนะนำว่า หัวใจสำคัญสำหรับพ่อแม่หรือผู้ที่ดูแลเด็กคือการให้ความรักอบอุ่นและไว้วางใจ เมื่อไรที่การปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวและสถานที่ที่เราดูแลนั้นสร้างความรักและความไว้วางใจขึ้นมาได้ก็จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กมองโลกในแง่บวก ถัดจากนั้นคือการสื่อสารที่ดีต่อกันด้วยปิยวาจาและฟังเสียงเขาด้วย รวมทั้งสามารถฝึกวินัยลูกเล็กๆ ได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องฝึกในทางสร้างสรรค์ เช่น รู้จักรอคอย รู้จักในการจัดการตัวเองได้บ้างในบางเรื่อง ในอีกมุมหนึ่งผู้ใหญ่ที่ดูแลลูกทุกคนอยู่นั้นต้องจัดการกับอารมณ์ของตนเองและสามารถอยู่ในสภาวการณ์ที่เรียกว่าพร้อมทั้งกายใจที่จะช่วยกันและกันในการดูแลลูกทุกคนได้

“เคล็ดลับสุดท้ายคือการยอมรับความสามารถที่หลากหลาย เพราะพื้นฐานอารมณ์เด็กไม่เหมือนกัน เด็กบางคนคลอดออกมาแล้วอาจกลายเป็นคนเลี้ยงง่าย เข้าใจเข้าถึงสังคมต่างๆ ได้ง่าย บางคนอ่อนไหวมาก บางคนอาจคล่องแคล่วพลังเยอะว่องไว ฉะนั้นจงหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบซึ่งกันและกันจะทำให้ลูกๆ ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข”

ขณะที่ เอ้ก-บุษกร หงษ์มานพ กล่าวแชร์ประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกว่า ตอนนี้ลูกชาย (น้องดิน) อายุขวบกว่าเป็นเด็กที่ช่างจำและทำตาม ทำให้เธอและสามี ตลอดจนคนที่อยู่รอบข้างต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้นทั้งคำพูดและการกระทำ ดังนั้นสิ่งที่ไม่ดีจะไม่ทำให้เห็น เพราะครั้งหนึ่งเคยทำแล้วเขาทำตาม

“เวลาพูดกับเขาก็จะพูดจาสุภาพอ่อนโยน สอนเขาด้วยเรื่องง่ายๆ และทำเป็นตัวอย่าง เช่น เก็บหนังสือ เก็บของเล่นเข้าที่เขาก็ทำตามเรา หลังๆ เวลาเขาเล่นหนังสือเสร็จก็เอาไปเก็บที่เดิม การเลี้ยงดูจะเน้นให้มีความสุขถ้าสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้เบียดเบียนคนอื่น จะสอนให้เป็นเด็กน่ารักและส่งต่อความรักให้กับทุกคน” เอ้ก บุษกร กล่าว

ด้านว่าที่คุณแม่ มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์ เปิดเผยว่า ตอนนี้อุ้มท้องฝาแฝดประมาณ 8 เดือน รู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่ามีน้อง ลุ้นทุกครั้งที่ไปหาหมอ แต่ก็ทำตัวให้มีความสุขทุกวันเพื่อลูกจะได้มีความสุขด้วย

“สำหรับกี้แม้ตั้งท้องก็ยังใช้ชีวิตที่ปกติเหมือนคนทั่วไปและมีความยืดหยุ่น พยายามไม่ทำตัวเองเครียดเพราะกลัวจะส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง แต่ก็มีเครียดบ้างนิดๆ หน่อยๆ อย่างคุณหมอให้รับประทานปลาวันละ 1 มื้อ บางทีแอบเครียดโดยไม่รู้ตัว กี้จะมีความเป๊ะในระดับหนึ่ง แต่อะไรที่อยากกินก็กินนะ เช่น ชานมไข่มุก ไม่ได้กินบ่อย พยายามดูแลตัวเอง เช่น ทำเล็บ ก็ทำ แต่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคุณแม่ ออกกำลังกายที่สามารถทำได้ จะไม่ขังตัวเองว่าต้องอยู่ในบ้านอย่างเดียว พยายามใช้ชีวิตปกติและมีความสุข” ว่าที่คุณแม่กล่าวทิ้งท้าย

กันต์รวี กิตยารักษ์ งานที่ดีต้องมีประโยชน์ต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584570

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

กันต์รวี กิตยารักษ์ งานที่ดีต้องมีประโยชน์ต่อสังคม

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร   ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวสวยร่างเล็กท่าทางแคล่วคล่องหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เธอจบทางด้านกฎหมาย เกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะนิติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านกฎหมาย จากประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นเพราะมีคุณพ่อซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือทีไอเจ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เธอจึงมีคุณพ่อเป็นไอดอลในเรื่องการทำงาน แม้ว่าในตอนแรกๆ นั้นเธอก็ไม่ได้ชอบทางด้านกฎหมายสักเท่าใดนัก

แอ๊ม-กันต์รวี กิตยารักษ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ของทีไอเจ ซึ่งเธอทำงานด้วยความทุ่มเท ทำอะไรก็จะจริงจัง มีวินัย เต็มที่กับทุกสิ่งที่เลือกทำ มองโลกในแง่ดีเสมอและเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าเราตั้งใจทำ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนอกจากเรียนดีแล้วเธอยังมีกิจกรรมเด่นอีกด้วย ทั้งการเป็นลีดเดอร์ของคณะ ทำงานให้กับสมาคมนักเรียนกฎหมายแห่งเอเชีย ทำให้เธอสนใจเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศและทุกครั้งที่ปิดภาคเรียนเธอก็จะไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศทุกปีทั้งนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา เพื่อเป็นการเรียนรู้โลกกว้างและสังคมที่แตกต่างไปจากเดิม

จนกระทั่งเรียนจบปริญญาโท เธอก็มาช่วยงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมได้พักใหญ่ โดยเธอมาร่วมในการรับผิดชอบโครงการสัมมนาเยาวชนไร้พรมแดน หรือ TIJ-UNODC Youth Forum 2019 ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ TIJ จับมือ UNODC พลิกโฉมการประชุมระดับสากล เป็นการสัมมนาเยาวชนไร้พรมแดนผ่านเครือข่ายออนไลน์ เพราะเยาวชนคือรากฐานของอนาคต จึงจำเป็นต้องปลูกฝังหลักนิติธรรมและแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ตั้งแต่วันนี้ โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crimes – UNODC) จึงเชิญเยาวชนจาก 14 ประเทศทั่วเอเชียเข้าร่วม การสัมมนาเยาวชนไร้พรมแดน (Borderless Youth Forum) เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

“วิธีการคือใช้เครื่องมือ Design Thinking ผสานเทคโนโลยี มุ่งปลูกฝังหลักนิติธรรมเพื่อการคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยเชื่อมั่นว่า เยาวชนคือความหวังที่จะนำพาสังคมไปสู่อนาคตที่ดี และเป็นผู้มีส่วนอย่างสำคัญในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เราจึงเชิญเยาวชนจากหลากหลายประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม ผ่านกระบวนการคิดแบบนักออกแบบ เราก้าวข้ามขีดจำกัดของพรมแดนด้วยการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือ เอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืน”

ในการสัมมนาที่ผ่านมา มีเยาวชน 162 คน จาก 14 ประเทศทั่วเอเชียได้ติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยีการออกแบบข้ามพรมแดน (Design Across Border) ซึ่งพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Stanford d.school เป็นการผสานนวัตกรรมที่คิดแก้ปัญหาโดยให้กลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง เข้ากับการทำงานเป็นทีมแบบไร้พรมแดน

เยาวชนผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากประเทศต่างๆ จะจับกลุ่มกันเพื่อร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนวิธีการจัดการ 3 ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังและรับคนดีกลับสู่สังคม การยุติความรุนแรงทางเพศ และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงความยุติธรรมในบริบทของแต่ละประเทศ ในการนี้ เยาวชนจะได้เจาะลึกประเด็นผ่านการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านการยุติธรรมในประเทศของตนเอง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษา และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในประเด็นปัญหา

กันต์รวี ในฐานะที่ร่วมรับผิดชอบโครงการนี้ กล่าวว่า เด็กๆ ที่ได้เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากครั้งหนึ่งในชีวิต เขาจะได้ประชุมร่วมกับเพื่อนๆ จากหลากหลายประเทศที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันและแค่เพียงมองตาก็สัมผัสได้ว่าทุกคนใส่ใจกับปัญหาเหล่านี้จริงๆ ยิ่งได้พูดคุยกันพลังของเขาก็ส่งมาถึง ยิ่งทำให้เราสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น นอกจากนี้ การสัมมนายังเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะผ่านโลกออนไลน์หรือในสังคมรอบตัว

การได้สัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ตรง กับปัญหาความยุติธรรมที่เกิดขึ้น นอกจากจะส่งผลให้เยาวชนเข้าใจปัญหามากขึ้นแล้ว ยังเสริมสร้างพลังและแรงบันดาลใจในการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาด้วย

เธอเล่าว่าผู้เข้าร่วมการสัมมนาที่สนใจด้านการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังและรับคนดีกลับสู่สังคม นี่จะเป็นครั้งแรกที่เยาวชนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ที่เคยผ่านการตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมและกลับเข้าสู่สังคม อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่การสัมมนาครั้งนี้จุดประกายให้อยากศึกษาประเด็นนี้ให้มากขึ้น และอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมนี้ดีขึ้น และไม่มีขีดจำกัดใดสามารถหยุดยั้งการร่วมมือกันได้ เป็นความร่วมมือทั้งออฟไลน์และออนไลน์ แม้ไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน แต่ทุกคนก็ได้พูดคุยและเสนอแนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

“แนวคิดที่เยาวชนร่วมกันอภิปรายในการสัมมนาเยาวชนไร้พรมแดนในครั้งนี้ จะได้นำเสนอต่อสหประชาชาติในงาน Asia-Pacific Forum on Sustainable Development ครั้งที่ 6 ซึ่งจะจัดขึ้นโดย UNESCAP ในวันที่ 27-29 มี.ค.นี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและการส่งเสริมความยุติธรรมทางอาญา สามารถติดตามกิจกรรมของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยเพิ่มเติมได้”

นอกจากนี้ เธอยังมีส่วนผลักดันในการร่วมสร้างโครงการข้อกำหนดกรุงเทพในการทำเรือนจำต้นแบบที่เรือนจำหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศนำไปใช้เพื่อพัฒนาผู้ต้องขังหญิงให้มีคุณภาพในด้านต่างๆ ยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการทำงานในอนาคตของเธอนั้น เธอบอกว่าก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องงานตรงนี้ทำให้เต็มที่และดีที่สุด เพราะเป็นงานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม เพราะอยากให้เป็นสังคมที่ดี ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน กฎหมายสามารถเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียม

หลักการทำงานของเธอนั้นคือ กล้าคิด แล้วลงมือทำ อย่ากลัวความล้มเหลว แต่ให้กลัวว่าไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างมากกว่า “เราจะสร้างตัวเองว่ามีตัวตนอย่างไร คือการสร้างโอกาสที่ผ่านเข้ามาเพื่อเรียนรู้ แล้วก้าวต่อไปอย่างไร คือสร้างตัวเองแบบไหนเรียนรู้เพิ่มเติมให้เป็นคนมีคุณค่าให้ได้ ที่ผ่านมาก็มีความสุขกับการไปทำงานทุกวัน ตอนนี้ทำงานเกือบ 7 วัน/สัปดาห์ เพราะเป็นกิจกรรมที่เราชอบ เป็นงานที่สนุก ใช่ทางที่เราเลือกแล้ว สิ่งที่ชอบก็คือได้บอกเล่าเรื่องราวของเรา ว่างานที่ทำนั้นเป็นงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ และเราจะไม่ลืมตัวตนของเรา” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

วิ่งไม่ให้เสี่ยงอัมพาต และเสียชีวิต!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584569

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

วิ่งไม่ให้เสี่ยงอัมพาต และเสียชีวิต!

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ทุกวันนี้การออกกำลังกายด้วยการวิ่งได้กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก ดังนั้นงานวิ่งเพื่อสุขภาพจึงเกิดขึ้นแพร่หลาย ทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย ทว่า การวิ่งที่ดีและการจัดงานวิ่งที่ดีควรคำนึงถึงสุขภาพที่ปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากสถิติการจัดงานวิ่งในระดับฮาล์ฟมาราธอน จะพบนักวิ่งบาดเจ็บและเจ็บป่วยขั้นรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิตเฉลี่ย 1-3 ราย/งาน และบาดเจ็บ เจ็บป่วยไม่รุนแรง เช่น ข้อเท้าพลิก กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ปวดประมาณ 5-10% ระดับไมโครมาราธอนและมินิมาราธอน พบนักวิ่งบาดเจ็บและเจ็บป่วยขั้นรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิตเฉลี่ย 0-1 ราย/งาน และบาดเจ็บ เจ็บป่วยไม่รุนแรง 3-5%

นพ.สุทิน จันทิมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมทั่วไป หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา จ.ชลบุรี กล่าวว่าโรคหัวใจเป็นหนึ่งสาเหตุหลักที่อาจทำให้นักวิ่งหรือผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายเสี่ยงต่ออาการเจ็บป่วยขณะวิ่งจนถึงแก่ชีวิตได้ เพราะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจมักไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ จากสถิติของผู้ที่รับการตรวจหัวใจ พบว่าร้อยละ 70-80 มีปัญหาใดปัญหาหนึ่ง เช่น หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ คลื่นไฟฟ้าหัวใจขัดข้อง หัวใจบล็อกไม่นำส่งกระแสไฟฟ้า

“อยากแนะนำให้กลุ่มคนที่วิ่งเป็นประจำหรือรันเนอร์ เลิฟเวอร์ รวมถึงคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแบบหนักๆ ให้เข้ารับการตรวจหัวใจและเช็กร่างกายก่อนลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัลตราซาวด์หัวใจ ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echo) และเดินสายพาน หากเป็นวัยรุ่น การตรวจเช็กเพียง 1 ครั้ง ก็การันตีความปลอดภัยไปได้หลายปี

ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็ก 1-2 ปี/ครั้ง ส่วนกลุ่มที่หัวใจมีปัญหาควรตรวจเช็กทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากหากขณะออกกำลังกายเกิดหัวใจหยุดเต้น ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองผู้ป่วยจะอยู่ได้เพียง 4-5 นาที หากนานกว่านั้นและทำ CPR หรือปั๊มหัวใจไม่ทัน แม้จะนำส่งโรงพยาบาลและกระตุ้นหัวใจให้กลับมาเต้นได้ แต่สมองจะตายและกลายเป็นเจ้าชายนิทราในที่สุด” นพ.สุทิน ให้ข้อมูล

นพ.สุทิน กล่าวให้ข้อมูลต่อว่า อีกโรคหนึ่งที่นักวิ่งและคนที่ชอบออกกำลังกายควรระวังคือโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ ต้องเข้ารับการตรวจจากแพทย์ถึงจะเจอเช่นกัน ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วผลที่ตามมาคือผู้ป่วยอาจเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

ด้าน นพ.เกษม ใช้คล่องกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ในฐานะผู้อำนวยการด้านการแพทย์ (Medical Director) กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมความปลอดภัยสำหรับการวิ่งเพื่อสร้างสุขภาวะ ไม่ใช่แค่ที่ตัวนักวิ่งเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจหลักอีกประการ คือ ต้องเตรียมงานบริการทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน

“ในงานวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟมาราธอน 2018 ที่ผ่านมา ทีมงานได้จัดเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้เต็มที่ ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉิน อาสาสมัครทีมนักกายภาพบำบัดและแพทย์แผนไทยรวมกว่า 300 คน จัดจุดให้บริการทางการแพทย์ทุก 2 กม. ตลอดระยะทาง 21 กม. ทั้งเพิ่มความถี่ในช่วงใกล้เส้นชัยเป็น 13 หน่วยบริการทางการแพทย์ มีทีมจักรยานที่พกพาเครื่องกระตุ้นหัวใจดูแลนักวิ่งทุกๆ 4 กม. และแพทย์นักวิ่งอาสาที่วิ่งปนไปกับนักวิ่งอื่นๆ อีก 10 คน รถกู้ชีพอีก 10 คัน รวมถึงมีศูนย์บัญชาการทางการแพทย์ที่เทียบได้กับโรงพยาบาลขนาดย่อมอีก 1 แห่ง ซึ่งถือเป็นการเตรียมการที่เข้มข้นมากกว่ามาตรฐานที่ทางสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ หรือ IAAF ระบุไว้”

นพ.เกษม กล่าวอีกว่า ก่อนสมัครเข้าร่วมงาน นักวิ่งทุกคนต้องตอบคำถามและกรอกรายละเอียดสุขภาพของตัวเองตามจริง หากใครเข้าข่ายมีภาวะไม่ปกติ ทีมงานจะคัดกรองและแยกกลุ่มไว้ โดยก่อนวิ่งจะมีการตรวจสุขภาพและตรวจหัวใจผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงว่าพร้อมหรือไม่ และในส่วนของผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจจะมีอุปกรณ์สัญญาณ GPS ให้ติดตามตัว และสามารถกดเรียกเจ้าหน้าที่กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ทันที

บริหารเงิน สไตล์เจ้าของธุรกิจดาวรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584567

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

บริหารเงิน สไตล์เจ้าของธุรกิจดาวรุ่ง

เรื่อง ชายโย

หลายคนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราติดอยู่กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็คือ เงินทุน ความมั่นคง และความกล้า ณัฐวุฒิ ร่องดุสิตผู้บริหารบริษัทพีอาร์ อาร์ตติสต์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คือหนึ่งในคนไม่กี่คนที่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน แล้วเริ่มธุรกิจของตัวเองจากเงินก้อนเล็กจนประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง ณัฐวุฒิจะมาให้คำแนะนำการบริหารเงินในธุรกิจของตัวเองอย่างไรให้เติบโตอย่างมั่นคง

ก้าวขาจากคอมฟอร์ตโซน

“เริ่มแรกผมเชื่อว่าทุกคนมีความกลัวว่าจะล้มเหลวเพราะการลงทุนธุรกิจหนึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจจะเป็นเงินเก็บเกือบครึ่งชีวิตเพื่อจะได้สร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา จากประสบการณ์ของผมเองตอนที่เริ่มธุรกิจนี้ผมไม่ได้กระโดดลงมาทำเต็มตัว ผมลองทำเป็นงานอดิเรกก่อนบริหารเวลาว่างที่มี ลองก้าวขาออกมาจากคอมฟอร์ตโซนข้างหนึ่งเพื่อมาทำธุรกิจที่คิดว่าตัวเองชอบมากที่สุด แล้วผลปรากฏว่าทำได้ดี มีรายได้ที่ค่อนข้างดี ลูกค้าให้การตอบรับ

เมื่อถึงจุดนั้นเองผมก็มาชั่งใจว่าจะออกจากงานประจำแล้วมาทำเต็มตัวหรือเลือกที่จะทำแบบนี้ต่อไป แต่การเลือกทำงาน 2 อย่างในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ต้องรับมือก็คืองานจะไม่ได้ออกมาดีทั้งคู่ ดังนั้นเราต้องเลือกทำในสิ่งที่รักมากที่สุดและมีแนวโน้มว่าธุรกิจจะสามารถเดินต่อไปได้ ค่อยก้าวขาอีกข้างออกมาแล้วเดินหน้ากับธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว

ผมแนะนำว่าสำหรับคนที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเองก่อนอื่นควรลองทำโดยที่ยังมีงานประจำอยู่ เมื่อเห็นว่าไปได้แล้วค่อยออกมาทำอย่างเต็มตัว”

อย่าลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่

“ชีวิตผมไม่ได้เริ่มต้นจากความร่ำรวยมาก่อน ผมก็เหมือนกับทุกคนที่เรียนหนังสือจบมาหางานทำสร้างเนื้อสร้างตัวและหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ตอนที่เริ่มทำธุรกิจผมมีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ลงทุนไปหมดหน้าตักทีเดียว ค่อยๆ ลงทุนหาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ และสิ่งที่คิดว่าจำเป็นในการทำธุรกิจ บางอย่างที่แพงมากๆ เช่นห้องสตูดิโอ เริ่มต้นผมก็ใช้วิธีการเช่าเป็นงานไป จนได้เงินค่าจ้างจากลูกค้าก็แบ่งมาซื้ออุปกรณ์ของตัวเองทีละเล็กละน้อย จนวันนี้บริษัทมีสตูดิโอเล็กๆ ของตัวเอง ไม่ต้องไปเช่า

ดังนั้น การลงทุนผมคิดว่าเริ่มต้นเรามีกำลังเท่าไหร่เอาแต่พอที่กำลังเราทำได้ แล้วค่อยๆ เก็บเงินลงทุนขยับขยาย ลงทุนในสิ่งที่สามารถสร้างผลกำไร สร้างรายได้ให้กับเรานั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนตัวผมเองวันนี้แม้จะมีรายได้เข้ามามากแต่ผมก็ไม่คิดจะใช้รถหรู ซื้อของแพงๆ ผมคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญจะใช้เงินไปกับอะไรต้องดูให้ดีว่าซื้อแล้วเกิดประโยชน์อะไรบ้าง ของถูกของแพง คุณภาพต่างกันแต่งานออกมาเหมือนกันไหม ถ้าเหมือนกันเราจะจ่ายแพงไปทำไม เว้นแต่ว่าแพงกว่าได้สิ่งที่ดีกว่าอย่างชัดเจนเราถึงค่อยลงทุนเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด”

แบ่งเงิน 3 ส่วน

“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญในการที่เราขยันทำงานหารายได้ให้มากที่สุด ก็เพื่อให้พ่อแม่และครอบครัวของเราสุขสบาย ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีเงินส่วนหนึ่งไว้เติมความฝันของเราด้วย กำไรที่ได้มาผมจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกให้ครอบครัวเป็นเงินที่ให้เขาสามารถเอาไปดูแลตัวเองหรือลงทุนกิจการของครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

ส่วนต่อมา คือ ลงทุนในธุรกิจมีอะไรบ้างที่ต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ดีขึ้นให้บริษัทเติบโตก้าวหน้า และส่วนสุดท้ายคือ ตัวผมเองในการใช้เงินดูแลตัวเองหาซื้อสิ่งที่อยากได้ สิ่งที่จำเป็น

3 ส่วนนี้คือการใช้เงินลงทุนในแบบของผม หลักสำคัญคือลงทุนเพื่อความสุขของคนที่เรารัก งานที่เราชอบ และสิ่งที่เราเป็น แต่ต้องไม่เกินขอบข่ายของคำว่าความพอเพียง ลงทุนแต่พอดี บริหารดีๆ ต้องมีกำไรแน่นอน”