สุรศักดิ์ คลี่แก้ว ความสุขในสวน เกิดได้ง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584302

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:27 น.

สุรศักดิ์ คลี่แก้ว ความสุขในสวน เกิดได้ง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว

3 ปีก่อน หนุ่มผมยาวอารมณ์ศิลป์อดีตช่างภาพนักหนังสือพิมพ์ ตู่-สุรศักดิ์ คลี่แก้ว วัย 40 ผันตัวเองจากช่างภาพบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่งที่ทำมาเกือบ 10 ปี เพื่อกลับไปพัฒนาที่ดินของครอบครัวกว่า 27 ไร่ ณ จ.ชุมพร ให้กลายเป็นสวนปาล์ม และทำคาเฟ่กาแฟเล็กๆ สุดน่ารัก หลังจากใช้ชีวิตเป็นหนุ่มกรุงเทพฯ นานถึง 30 ปี กลายเป็น “ความสุขจากสวน” ที่นอกจากทำให้เขามีความสุข ยังทำให้พ่อกับแม่ที่ปลดเกษียณแล้ว ได้มีชีวิตที่พอเพียงและหันมาปลูกพืชผักออร์แกนิกเพื่อกินเองด้วย

“ความสุขจากสวน”นำพาความสุขสู่ทุกคนในครอบครัว

คุณพ่อคุณแม่ของสุรศักดิ์ เกษียณอายุการทำงาน ท่านมีความสุขกับการกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด คือ จ.ชุมพร ซึ่งเลี้ยงดูและปลูกฝังให้ลูกชายคนโตรู้สึกผูกพันกับที่ดินที่เป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย

“ตอนผมทำงานเป็นช่างภาพ เวลาลาพักร้อน ผมมักนึกถึงสวนซึ่งเป็นที่ดินของพ่อแม่ แล้วผมก็ค่อยๆ ลงมือพัฒนาปลูกต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ พอเลี้ยงครอบครัวได้ เช่น ต้นปาล์ม และมะพร้าว ปัจจุบันพืชผักก็เขียวเจริญงอกงามดีมากๆ ทุกวันนี้ถ้าเพื่อนๆ หรือใครๆ จะมาเยี่ยมเยือน ผมอยากให้เขาได้สัมผัสกับคำนี้ คือ ความสุขจากสวน เพราะตั้งแต่เด็กๆ ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ผมผูกพันกับกรุงเทพฯ ตอนเด็กๆ ช่วงปิดเทอมพ่ออดีตข้าราชการทหารและแม่จะพากลับมาเยี่ยมปู่ย่าตายาย ใช้ชีวิตเหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไป เพราะพ่อแม่ผมปลูกฝังว่าผมยังมีบ้านที่ชุมพรอีกหลัง มาที่ชุมพรได้ปีนต้นไม้ หาไม้เก่าๆ มาสร้างเป็นบ้าน”

พอเติบโตด้วยความเป็นอาร์ติสต์ ตู่เลือกอาชีพเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ รวมทั้งเขียนเรื่องท่องเที่ยวนานถึง 6 ปี ก่อนจะผันตัวเองไปเป็นช่างภาพด้านการประชาสัมพันธ์ที่บริษัทเอเยนซียักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศนาน9 ปี และเมื่อถึงจุดอิ่มตัวกับชีวิตในกรุงเทพฯ เขาวางแผนที่จะปลูกต้นไม้ไว้รองรับในวันที่ได้กลับไปพัฒนาที่ดินที่ จ.ชุมพร อย่างจริงจัง ด้วยการปลูกสวนปาล์ม และทำไร่สวนผสมที่ อ.ท่าแซะ เพื่อมีพืชผลไว้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

“จริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกอิ่มตัวหรือเบื่อกรุงเทพฯ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผมพร้อมทั้งทุนทรัพย์ที่ผมจะสามารถต่อยอดมรดกของพ่อแม่ ผมไปลงต้นปาล์มกับมะพร้าวเอาไว้ พอผมกลับมาอยู่บ้าน เราก็จะมีผลผลิตที่พอทำให้เรามีรายได้ ไม่ใช่มาวางแผนตอนนั้น แต่ต้องเตรียมการไว้แล้ว เพราะผลิตผลกว่าจะมีผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ทำทุกอย่างต้องปลอดภัยด้วยการวางแผน”

เสน่ห์ชุมพร

ตอนเป็นวัยรุ่นเวลาลาพักร้อนของสุรศักดิ์ คือ การได้ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด แต่เมื่ออายุถึงช่วงเวลาหนึ่ง คือ อายุใกล้ๆ เลข 4 ตู่ค้นพบความสุขว่า อยากพัฒนาและต่อยอดจากสวนของปู่ย่าตายายซึ่งมีที่ดินใกล้ๆ กัน 27 ไร่ โดยไม่เคยมีความคิดว่าอยากขายที่ดิน เพราะที่ อ.ท่าแซะแห่งนี้คือคำตอบของชีวิต ส่วนการมีอายุที่มากขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่ง

“เมื่อเรามีของดีอยู่แล้ว เราโตขึ้น เราสามารถต่อยอดได้ ตอนนี้ผมอยากพัฒนาสร้างบ้านทำเป็นคาเฟ่เล็กๆ ในสวนซึ่งกำลังตกแต่งอยู่ ใกล้เปิดตัวเร็วๆ นี้ เพราะผมกลับมาอยู่บ้านที่ชุมพรอย่างเต็มตัวได้ 2 ปีแล้ว โดยคาเฟ่หลังเล็กๆ ผมทำเองหมด เช่น ออกแบบและคุมช่างเองทั้งหมด รวมทั้งการวางแบบทำแลนด์สเคปที่ตั้งของร้านให้สวยงามเหมาะกับประโยชน์ใช้สอยและมีวิวเข้ากับต้นไม้ที่ปลูกอย่างสวยงาม ลงตัว เพื่อการสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสธรรมชาติความสุขในสวนได้” อีกทั้งทำสวนหลังบ้านให้สามารถใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้ ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษ เช่น ผักเหลียง ปลูกในพื้นที่ 200 ตารางเมตร เพื่อให้แม่ได้เก็บไปปรุงรับประทานเองภายในครอบครัว แถมยังแบ่งปันให้คนข้างบ้านหรือลูกค้าสามารถมาเก็บผักเหลียง อยากกินเท่าไรเด็ดไป และนำมาคิดเงินด้วยราคาย่อมเยา เพื่อตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง แถมชาวบ้านยังมีผักสดๆ ไว้กินเพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

“ชาวบ้านเห็นผักเหลียงที่เราช่วยกันปลูกทำเป็นร่องๆ ขึ้นเต็มไปหมด โดยผมตั้งคอนเซ็ปต์ว่า ถ้าใครอยากกิน สามารถเก็บใบอ่อนๆ ไปกินได้ อยากกินจำนวนมากน้อยแค่ไหน ก็เด็ดและจำหน่ายกำละ 20 บาท ซึ่งแรกๆ ชาวบ้านแถวนี้ผมให้เก็บฟรี แต่ระยะหลังๆ ชาวบ้านก็เกรงใจเลยขอจ่ายเป็นเงิน ผมก็จะให้ชาวบ้านเดินเก็บตามร่องผักได้เลย แม่ของผมก็มีกิจกรรมชอบมาเก็บยอดผักเหลียงตอนเช้าๆ ซึ่งพ่อกับแม่ของผมได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านได้ 5 ปีแล้ว พอพ่อแม่มาผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะทำอะไรของตัวเอง จึงเกิดความสุขจากสวน คาเฟ่ ใครอยากกางเต็นท์นอนในสวนก็มาได้” สวนของตู่มีบรรยากาศที่ดีมาก เพราะอยู่ใกล้กับทุ่งวัวแล่น สามารถปั่นจักรยานไปได้ ในอนาคตตู่พยายามพัฒนาสวนเล็กๆ ของเขาให้เป็นที่พักทางผ่านของคนที่มาจากกรุงเทพฯ เพื่อไปต่อที่สงขลาและหาดใหญ่ได้พักผ่อนยืดเส้นยืดสายกัน

“ผมอยากทำให้ความสุขในสวนกลายเป็นจุดนั่งผ่อนคลายของนักท่องเที่ยว อยากค้างผมมีเต็นท์ไว้คอยบริการ หรือมานั่งพักผ่อนในสวน เห็นความเขียวขจี ปลูกต้นไม้เป็นอุโมงค์ต้นไม้ มาแล้วรู้สึกสบายตา การปลูกต้นไม้มีการจัดวางอย่างดี โดยใช้แนวคิดที่ได้ไปทำเรื่องท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงาม มาตกแต่งให้สวนแห่งนี้สวยงามลงตัว ซึ่งสวนของผมมีทั้งไม้ใหญ่โบราณที่ปลูกมานาน ไม่ตัด ผมปลูกมะพร้าวกะทิเพื่อขายเอาไปแกง มีมะพร้าวน้ำหอมแต่ไม่เยอะ”

พัฒนาสวนแบบอย่างของการอนุรักษ์

การพัฒนาชุมชน คือ การเกื้อหนุนกันระหว่างคนในชุมชน ดึงให้มามีส่วนร่วม เช่น ปลูกพืชเศรษฐกิจ รวมทั้งผักปลอดสาร และให้พ่อค้าคนกลางมาซื้อผลผลิตถึงบ้าน รวมทั้งตู่จะจัดให้ ความสุขในสวน คาเฟ่ เป็นแหล่งให้ชาวบ้านนำผักปลอดสารมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าเช่า ถือเป็นโครงการทำเพื่อตอบแทนชุมชนโดยไม่หวังผลกำไร นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อสอนเรื่องการอนุรักษ์ดิน การผสมน้ำหมักให้กับชาวบ้านที่สนใจ เพื่อดึงศักยภาพและเพิ่มพูนความรู้ให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตัวเองได้ และหันมาปลูกผักปลอดสารอย่างแท้จริง

“อย่างใบเหลียงของผม ปลูกแบบปลอดสาร นอกจากนี้ยังปลูกผักสวนครัวแบบปลอดสารเพื่อให้พ่อแม่ได้เก็บเอาไปจิ้มกินกับน้ำพริก ไม่ต้องไปซื้อถึงในตลาด โดยแบ่งโซนผักสีเขียวไว้เลย เช่น กระเจี๊ยบ มะเขือ เพราะเราปลูกไว้กินเอง”

วิถีชีวิตที่แตกต่างนำพาความสุขแบบยั่งยืน

วิถีชีวิตตอนอยู่กรุงเทพฯ ช่างแตกต่างจากชีวิตต่างจังหวัดอย่างสิ้นเชิง สุรศักดิ์บอก อยู่ต่างจังหวัดได้แนบชิดกับธรรมชาติ ทำให้ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุขมาก ภาพที่ชินตาเขาคือ เห็นพ่อแม่ยืนรดน้ำต้นไม้ หันมาทักทายกันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นี่แหละคือความสุขที่เรียบง่ายและหาได้ที่บ้าน

“ผมไม่ได้ต่อต้านชีวิตในกรุงเทพฯ เพราะผมยังมีงานที่ต้องขึ้นมาพักที่คอนโดย่านประชาชื่นบ้าง แต่แค่ผมมีพื้นที่ที่ผมสามารถกลับไปแล้วมีความสุข แต่ละคนก็มีชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ไม่เหมือนกัน และชีวิตแบบช้าๆ ของเราจะอยู่ตรงไหน สำหรับคนอื่นผมไม่แนะนำให้ออกจากงานมาด้วยอารมณ์ศิลปินจ๋า อย่าทำเพราะทุกอย่างต้องผ่านการวางแผน ต้องมีเงินทุนกลับมาด้วย ดังนั้นช่วงทำงานต้องเก็บเงิน มีสวนแต่ไม่มีเงินก็ไม่ได้ คิดลาออกจากงานและมาทำไร่ทำสวน ก่อนลาออกควรปลูกพืชรอไว้อย่างน้อย 2-5 ปี เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเลี้ยงครอบครัวได้ ผมวางแผนอย่างรอบคอบ เช่น ครอบครัวผมทำบัญชีครัวเรือนด้วย เช่น ปาล์มตัดได้ 2 รอบ/เดือน แต่ราคาน้ำมันปาล์มมีขึ้นลง ผมจึงปลูกต้นหมากกับมะพร้าวช่วยพยุงรายได้ แต่มะพร้าวเก็บได้รอบละ 45 วัน เก็บได้ครั้งหนึ่งได้ประมาณ 100 ลูก พืชทุกอย่างจึงหมุนเวียนกลายเป็นรายได้ได้ทั้งหมด ทุกอย่างคือการวางแผน เราก็สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง ทุกวันนี้ผมแทบไม่เครียดเรื่องรายได้ แม้ไม่ได้มีเงินมาก แต่เวลาพ่อแม่อยากกินอะไร ผมพาครอบครัวไปกินได้หมด อยู่กรุงเทพฯ กว่าจะได้นอนดึกมาก แต่อยู่ที่ชุมพร ผมอยากให้เช้าเร็วๆ เพราะมีหลากหลายกิจกรรมรอเราอยู่ เช่น ตอนนี้ผมกำลังปลูกบอนไซ รู้สึกมีความสุขที่ได้มาตัดแต่งกิ่งบอนไซ เพื่อเตรียมส่งลูกค้า ผมเริ่มทำมา 5 เดือนแล้ว ผลตอบรับดีมากๆ เพราะบอนไซเป็นต้นไม้เหมาะกับชีวิตบนคอนโด ผมมีความสุขที่ได้ต่อยอดกับสิ่งที่ผมทำแล้วเกิดความสุข”

รูปแบบความสุขอื่นๆ ของสุรศักดิ์นอกจากพอเพียงกับชีวิตแล้ว เขายังไม่กู้หนี้ยืมสิน ค่อยๆ ทำไปเมื่อพร้อม

“ความสุขในสวนคาเฟ่ ผมปลุกปั้นมา 2 เดือนแล้ว ตั้งใจขายกาแฟ เบเกอรี่ ทุกอย่างพยายามนำผลผลิตในสวนมาใช้ เช่น ใช้มะพร้าวน้ำหอมมาทำพุดดิ้ง นำมะนาวปลอดสารมาคั้นทำน้ำมะนาว ทำน้ำสมุนไพรจากดอกอัญชัน คอนเซ็ปต์ของผม คือ ผลผลิตจากสวน นอกจากนี้ผมจะมีพื้นที่ไว้ขายต้นไม้ ขายทั้งบอนไซและกิ่งชำใบเหลียง พวงครามออสเตรเลีย จำหน่ายไม้ประดับช้างแดงชุมพรมีทั้งกิ่งตอนและกิ่งปักชำและอื่นๆ ครับ”

‘เกือบตายเพราะน้ำหนัก’ มนัญญา สาราบรรณ์ อดีตสาวร่างใหญ่ฟิตหุ่นเหลือไซส์ XS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584298

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

‘เกือบตายเพราะน้ำหนัก’ มนัญญา สาราบรรณ์ อดีตสาวร่างใหญ่ฟิตหุ่นเหลือไซส์ XS

“จอยเป็นผู้หญิงธรรมดาที่โฟกัสแต่เรื่องกิน” นี่คือประโยคแรกที่เธอพูดถึงตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีกับอีก 9 เดือน จอย-มนัญญา สาราบรรณ์ ผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งสยามสปอร์ต (www.siamsport.co.th) เคยมีน้ำหนัก 122 กก. เธอเคยเสี่ยงพิการเพราะน้ำหนัก และเคยใกล้ชิดความตายเพราะร่างกายย่ำแย่ แต่เธอในวันนี้แทบจินตนาการไม่ออกว่าเธอในวันนั้นเป็นอย่างไร เพราะจอยกลายร่างเป็นคนใหม่ในร่างที่หนักเพียง 57 กก.

“เราไม่เคยมองว่าน้ำหนักและความอ้วนเป็นปัญหา” เธอเริ่มเล่าย้อนกลับไปในสมัยที่เกลียดชังตาชั่ง “พอเปิดรูปสมัยเด็กๆ เราเป็นเด็กตัวเล็ก แต่เพราะเป็นคนชอบกิน โดยเฉพาะของทอด ของมัน และชอบทำอาหารกินเองตอนดึก ทำให้เราอ้วนขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว”

ไม่โทษกรรมพันธุ์ ไม่โทษความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เธอยอมรับว่า น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเกิดจากนิสัยชอบกินล้วนๆ ซึ่งพอถึงช่วงมัธยมฯ ต้น จอยทำตัวเลขได้ 70 กว่า จากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัยได้ทำลายสถิติ 80 อย่างเป็นทางการ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพุ่งทะยานเหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเรากลายเป็นจุดเด่นของเพื่อนๆ มีสมญานามว่า จอยอ้วน บางคนก็เรียก อ้วนๆๆ แต่เราไม่โกรธเพราะเรารู้ตัวเองว่าอ้วนจริงๆ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่เปลี่ยนตัวเอง เพราะยังใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ยังหาซื้อเสื้อผ้าได้ ยังไม่รู้สึกปวดเข่า ยังรู้สึกว่าความอ้วนไม่ใช่ปัญหาของชีวิต และที่สำคัญคือ เรายังมีความสุขกับการกิน”

จอยเล่าว่า เธอไม่ได้กินอาหาร 3 มื้อเหมือนคนทั่วไป แต่กินตลอดเวลา และกินทุกครั้งที่รู้สึกว่าอยากกิน จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน เธอกลายเป็นนักข่าวกีฬาที่มีรูปร่างไม่เหมือนใคร พอถามว่าน้ำหนักเกินร้อยไปตอนไหน เธอตอบไม่ได้ “เพราะเรากับตาชั่งไม่ใช่ของคู่กัน”

“พอถึงเวลาตรวจสุขภาพก็เลี่ยงไม่ตรวจ เพราะไม่อยากชั่งน้ำหนักและกลัวเจอโรค จนทำงานไปได้ 5-6 ปี นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าความอ้วนเริ่มเป็นปัญหา เพราะน้ำหนักตัวของเราทำให้มอเตอร์ไซค์ที่นั่งยางแบนและโช้กพัง! กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการนักข่าว แต่การใช้ชีวิตทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม เรายังไม่คิดลดความอ้วนและยังกิน”

หลังจากนั้น หน้าที่การงานของเธอมีการเปลี่ยนแปลง จากแต่เดิมต้องออกไปทำข่าวนอกสถานที่ ได้เปลี่ยนไปดูข่าวออนไลน์ในที่ทำงาน ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตของสาวจอยถึง “จุดพีก” เธอเล่าต่อว่า เมื่อเป็นพนักงานออฟฟิศเต็มตัวทำให้เธอกินมากขึ้น แต่ขยับตัวน้อยลง ทั้งอาหาร ขนมน้ำหวาน สารพัดแหล่งคาร์โบไฮเดรตและไขมันวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ แถมยังใกล้มือหยิบกินสะดวกโดยที่ไม่ต้องลุกไปไหน

“ถ้าถามว่าเคยอิ่มไหม อิ่มนะ ไม่รู้สึกว่าหิวด้วย แต่อยากกินและกินได้ ถ้าร้านไหนมีโปรฯ ซื้อ 1 แถม 1 ก็จะกินคนเดียว หรือซื้อข้าวมันไก่มาแล้วก็ยังต้องซื้อผัดกะเพรามาอีก เลยทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มพูนเร็วมากจนคนรอบตัวเริ่มทักว่าเราตัวใหญ่แล้ว

จากนั้นจำได้ว่าอายุประมาณ 35 เริ่มมีอาการปวดเข่า เวลาเดินเริ่มมีเสียงก๊อกแก๊กทั้งสองข้าง และที่สุดๆ คือ นั่งพื้นไม่ได้แล้วเพราะพอนั่งจะลุกขึ้นเองไม่ได้ เลยตัดสินใจไปหาหมอ จำได้แม่นมากหมอบอกว่า คุณรู้ไหม ถ้าคุณไม่ลดน้ำหนัก คุณจะเป็นคนพิการ เพราะโครงสร้างของคุณเป็นคนตัวเล็ก ที่ผมสั่งยาไปคือแค่บรรเทาอาการปวดเข่าเท่านั้น ถ้ายังไม่ลดน้ำหนัก คุณจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแน่นอน” จอยทวนคำพูดของคุณหมอ

คำเตือนนี้ทำให้เธอเริ่มกลัวและเป็นกังวล โดยตอนนั้นน้ำหนักของเธอไต่ขึ้นไปสูงกว่า 110 กก. มาพร้อมกับอาการปวดเข่าจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างการเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการนอน แต่กระนั้น ยาแก้ปวดช่างออกฤทธิ์ดี มันช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าจนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ จนหลงลืมคำเตือนเกี่ยวกับเส้นด้ายของชีวิตไปเสียสนิทด้วย

“พอกลับมากินเหมือนเดิม น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการปวดเข่าเราก็กลับไปหาหมอกินยา จากนั้นก็เริ่มซื้อยามากินเอง และสรรหาน้ำมันสมุนไพรที่เขาบอกว่าแก้ปวดเข่าได้ดีมาทา กลายเป็นว่าเราพึ่งตัวช่วยตลอดโดยที่ยังไม่ปรับพฤติกรรมตัวเอง”

จากเสื้อผ้าพลัสไซส์ที่พอหาซื้อได้ตามท้องตลาด เธอค้นพบว่า เสื้อผ้ามันเล็กเกินไป เพราะรอบอกขยายใหญ่เป็นขนาด 56 นิ้ว สะโพกกว้าง 60 นิ้ว เธอเริ่มสะเทือนใจ ประกอบกับคำพูดของคนรอบข้างที่ได้ยินหนาหูว่า “เราตัวใหญ่เกินไป” หรือถึงขั้นว่า “เหมือนคนใกล้ตายเลยนะจอย”

“เวลาแต่งตัวทาแป้งจะไม่ดูกระจกเด็ดขาด ไม่อยากเห็นตัวเองว่าทั้งอ้วน ทั้งดำ หน้าเป็นสิว ไม่อยากยอมรับความจริงว่าสภาพของเราเป็นยังไง ซึ่งหลังจากเข่ามีปัญหา เหมือนกับว่าร่างกายส่วนอื่นมันเริ่มฟ้องตาม เราคลำเจอก้อนใต้รักแร้ เจอก้อนในหน้าอก ยิ่งทำให้เครียดมาก เพราะกลัวเป็นมะเร็ง ตอนนั้นคิดเลยเถิดไปถึงว่า ฉันจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไร ฉันจะตายแล้วใช่ไหม เพราะร่างกายตอนนั้นมันแย่มาก ขณะเดียวกันก็คิดว่า เราคงแก้ไขความอ้วนนี้ไม่ได้แล้วแหละ อ้วนมาขนาดนี้แล้วจะแก้ไขยังไง เราน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

วันที่ 4 พ.ค. 2560 เธอจำวันที่ได้แม่นยำพอๆ กับทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นในคืนนั้น มันเป็นวันที่เธอจะไม่ลืม “คืนนั้นเลิกงาน 5 ทุ่ม กลับบ้านเป็นปกติ อาบน้ำปกติ ทุกอย่างปกติ แต่พอจะล้มตัวลงนอน มันหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เหมือนคนหัวใจจะวาย เหมือนคนใกล้ตาย แล้วตอนนั้นอยู่บ้านคนเดียว บอกกับตัวเองแล้วว่า วันนี้คือวันตายของเรา และเราจะตายอย่างโดดเดี่ยวคนเดียว”

นาทีที่เธอได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองติดขัด ความคิดหวนระลึกถึงภาพบุพการีเด่นชัด แล้วน้ำตาก็พรั่งพรู เช่นเดียวกับในขณะนี้ เธอร้องไห้ “คิดถึงภาพพ่อแม่เพราะคิดว่าเราคงไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว ในตอนนั้นพูดกับตัวเองว่า ขอมีลมหายใจอีกหน่อยได้ไหม ขอมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะได้เจอหน้าพ่อแม่ เลยรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง แล้วพนมมือเหนือหัวพูดเปล่งเสียงออกมาว่า ถ้าพรุ่งนี้ยังมีลมหายใจต่อ จะเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง แล้วพูดขอโทษหัวใจ ขอโทษเข่า ขอโทษตับไตไส้พุง ขอโทษทุกอย่างที่อยู่ในร่างกายที่ไม่เคยดูแลเขา และวิงวอนขอให้เขาอยู่กับเราต่อ อยู่เพื่อไปทำอะไรอีกหลายอย่างด้วยกัน สัญญาว่าพรุ่งนี้จะเปลี่ยน สู้สักครั้งหนึ่งว่าผู้หญิงคนนี้จะทำได้ไหม

พอลุกนั่งได้สักพัก อาการเริ่มดีขึ้นเลยลุกเดินไปหน้ากระจก ยืนพูดกับคนในกระจกว่า มันไม่แปลกหรอกที่สายตาคนอื่นจะมองเราไม่ดี เพราะขนาดตัวเองยังรับไม่ได้เลย จากนั้นก็กลับมาโน้มตัวลงนอนร้องไห้ คิดถึงทุกอย่างที่เคยทำไปและทุกอย่างที่อยากทำ ซึ่งวินาทีที่ตื่นมาแล้วรู้ว่ายังไม่ตาย ยังหายใจได้ต่อ เราพูดขอบคุณร่างกาย แล้วลุกขึ้นไปเปลี่ยนทันที”

จอยเดินไปที่ตู้เย็นแล้วทิ้งของกินทุกอย่างทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ไก่ติดหนัง แกงกะทิ เหลือไว้แต่น้ำเปล่า แล้วพูดกับตัวเองอีกครั้งว่า “วันนี้แหละที่จอยจะเปลี่ยน” เธอไม่เคยมีพลังมากมายขนาดนี้จนกระทั่งผ่านคืนอันโหดร้าย

“เดินออกจากบ้านหยิบเหรียญ 1 บาท ไปหยอดตู้ชั่งน้ำหนัก วันนั้นเองที่ทำให้รู้ว่า เราหนัก 122 กก. จากของหวานและอาหารมากมายที่เคยซื้อวันนั้นกินแต่สลัด กินน้ำเปล่า เริ่มหาข้อมูลอาหารสุขภาพ แล้วเดินไปบอกทุกคนในออฟฟิศว่า จอยจะเปลี่ยนตัวเองแล้วนะ จอยจะลดน้ำหนัก จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเลยเพราะที่ผ่านมาเราบอกจะลดความอ้วนมาตลอด แต่ทำได้แค่อาทิตย์เดียวก็กลับมาเหมือนเดิม” เธอกล่าวเพิ่มเติม

หลังจากวันที่ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง พฤติกรรมของเธอเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยคือ เน้นกินผัก กินข้าวกล้อง ไข่ต้ม อกไก่ต้ม ปลาต้ม ธัญพืชต้ม งดน้ำหวาน ของหวาน ของมัน ของทอดอย่างเด็ดขาด และเลือกที่จะดื่มน้ำเปล่าวันละ 2-3 ลิตร เธอเผยว่า 3 วันแรกมันแสนสาหัส ราวกับว่าจะขาดใจตายเพราะการหักดิบจากสิ่งที่คุ้นชินมาตลอดชีวิต ตบะเกือบแตกหลายหนหลายทีแต่เมื่อนึกถึงคืนนั้น แรงสู้ก็กลับมา

“ผ่านไป 2 อาทิตย์ น้ำหนักลดไป 3 กก. ตอนนั้นใจเรามามาก และเริ่มคิดว่าอยากออกกำลังกาย แต่สำหรับคนอ้วนอย่างเราจะทำอะไรได้ วิ่งก็ไม่ได้เพราะปวดเข่า ลุกนั่งก็ลำบาก เลยใช้วิธีแกว่งแขนวันละพันครั้ง ตอนเช้า 500 ครั้ง เย็นอีก 500 ครั้ง ทำติดต่อกันอยู่ 2 อาทิตย์กว่า รู้สึกว่าร่างกายมันกระปรี้กระเปร่า หลับง่ายขึ้น จนรู้สึกว่าอยากเข้าฟิตเนส อยากออกกำลังกายอย่างจริงจัง ตอนนั้นหัวใจมาเต็มร้อย”

วันที่ 15 มิ.ย. 2560 เป็นอีกวันที่จำขึ้นใจ เพราะเป็นวันแรกที่เธอไปสมัครฟิตเนสด้วยน้ำหนักตัว 114 กก. พร้อมบอกเป้าหมายกับเทรนเนอร์ ครูปอนด์ ว่า วันที่ 1 ม.ค. 2561 เธอจะลดน้ำหนักให้เหลือ 80 กก. โดยจะลดให้ได้เดือนละ 5 กก. หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา (จนถึงปัจจุบัน) เธอตื่นตี 5 ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าและอาหารกลางวัน แม้ว่าจะมีนัดกับเทรนเนอร์สัปดาห์ละ 3 วัน แต่เธอก็มาออกกำลังกายที่ฟิตเนส วันอาทิตย์-วันศุกร์ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงบ่ายโมง

“เดือนแรกผ่านไปลดได้ 5 กก. ตามเป้า จนในที่สุดพอถึงวันแรกของปี 2561 น้ำหนักเราเหลือ 80 กก. ตอนนั้นดีใจมาก ร้องไห้กอดกับเทรนเนอร์ว่าเราทำได้แล้ว” น้ำตาเธอไหล “จากนั้นครูปอนด์ลองให้เราลองนั่งเทรนบนพื้น ปรากฏว่าเราลุกนั่งพื้นได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรามันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ”

เมื่อเป้าหมายแรกสำเร็จ เธอไม่หยุดเพียงเท่านั้น จอยได้วางเป้าหมายใหม่ไว้ว่าจะลดน้ำหนักให้เหลือ 60 กก. ทว่าหนนี้แทนที่คนรอบตัวจะให้กำลังใจ เธอกลับได้รับคำพูดเสียดแทงแทน อย่าง “จอยคงทำไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” “ลดเยอะไปเดี๋ยวก็โยโย่หรอก” หรือแม้กระทั่งอยากเข้ามาจับตัวเพราะคิดว่าผิวหนังคงย้อยแบบคนเคยอ้วน กลายเป็นว่าเธอรู้สึกเสียใจและน้อยใจกับคำถามจากคนรอบตัว แต่กระนั้นคำพูดก็ทำร้ายเธอได้แค่ความรู้สึก เพราะเธอยังเดินหน้าพิชิตน้ำหนักต่อกับเทรนเนอร์คนเดิม

“อีกจุดหนึ่งที่ทำให้รูปร่างดีขึ้นคิดว่าน่าจะเป็นโยคะ เพราะหลังจากนั่งพื้นได้แล้ว และอาการปวดเข่าก็ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน เราสามารถเข้าคลาสโยคะได้ จากที่หนัก 80 พอถึงเดือน มิ.ย.ก็ลดลงเหลือ 60 กว่า ซึ่งช่วงนั้นที่ฟิตเนสมีจัดกิจกรรม นิว ยู อะชีฟเมนต์ อวอร์ด (New You Achievement Awards 2018) เป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกฟิตเนสเฟิร์ส ให้เราเขียนเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าแข่งขันในหมวดลดน้ำหนัก เขียนไปน้ำตาก็ไหลไปยาว 6 หน้ากระดาษ เพราะเราเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เปลี่ยนคำดูถูก เปลี่ยนสายตาคนที่มองเข้ามา เปลี่ยนมาใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปได้แล้ว ปรากฏว่าเราได้ทริปเปิ้ลแชมป์ 3 รางวัลคือ ชนะเลิศในหมวดลดน้ำหนัก ชนะป๊อปปูลาร์โหวต และชนะเลิศที่ 1 ซึ่งเป็นคนแรกในโครงการที่ได้รับทั้ง 3 รางวัล แต่เหนือสิ่งอื่นใดรางวัลที่ได้รับมามันเป็นเพียงกำไรของชีวิต เพราะการที่เรามีชีวิตใหม่ มีสุขภาพที่ดี มันคือของขวัญอันล้ำค่าของเราแล้ว”

สรุประยะเวลา 1 ปี 9 เดือนที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนี้น้ำหนักของเธออยู่ที่ 57 กก. โดยเป้าหมายในปีนี้เธอตั้งใจจะลดให้เหลือ 50 กก. เพื่อให้เหมาะสมกับความสูงของตัวเอง

“การออกกำลังกายกลายเป็นชีวิตของเราไปแล้ว ฟิตเนสคือบ้านหลังที่ 2 ของเรา และเราจะออกกำลังกายไปตลอดชีวิต วันแรกที่มาฟิตเนสอายุร่างกายคือ 79 แต่ตอนนี้อายุร่างกายเหลือแค่ 26 เวลาไปบอกใครว่าเคยเป็นคนอ้วนมาก่อน ก็ไม่มีใครเชื่อ เหมือนกับว่าจอยคนเดิมได้ตายจากโลกไปแล้ว”

จากผู้หญิงที่เดินแค่ร้อยเมตรก็เหนื่อยแรง วันนี้เธอสามารถวิ่งบนลู่ได้นานชั่วโมงครึ่งโดยไม่หยุดพัก จากผู้หญิงไซส์ 5XL วันนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงไซส์ XS และจากลูกสาวที่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียวบนเก้าอี้ วันนี้เธอสามารถนั่งล้อมวงกินข้าวกับพ่อแม่ได้แล้ว

“ถ้าวันหนึ่งคุณสู้ คุณจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ สิ่งมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นได้จริงๆ แค่ต้องลงมือทำ ช่วง 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าฝนตกแดดออกยังไง เราไม่เคยมีข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย ไม่เคยหละหลวมกับเรื่องกินแม้แต่มื้อเดียว และจนถึงวันนี้ยังตื่นขึ้นมาขอบคุณลมหายใจ ขอบคุณร่างกายที่ยังอยู่กับเราต่อ อยู่เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขไปด้วยกัน”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอแสดงให้เห็นแล้วว่า รูปร่างที่ใหญ่โตมาพร้อมกับปัญหาที่ใหญ่ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาอย่างการเดิน นั่ง นอน หรือแม้กระทั่งการหายใจ ซึ่งเธอไม่อยากให้ใครเดินไปถึงจุดที่ต้องยกมือท่วมหัว ร้องขอชีวิตให้มีลมหายใจอยู่ต่อ ในเมื่อทุกคนสามารถลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

“อย่าให้ชีวิตไปถึงวันที่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” เธอกล่าวทิ้งท้าย “และอย่าคิดว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ เพราะเราเองก็เคยคิดแบบนี้ คนรอบข้างก็เคยปรามาสเราแบบนี้ แต่ถ้าใจคุณสู้สักอย่าง ตั้งปณิธาน แน่วแน่ ลงมือทำ ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนแปลงไปได้ และจะเป็นไปตามที่คาดหวังด้วย”

ติดตามเรื่องราวชีวิตของ จอย สาวมหัศจรรย์ คนนี้ได้ทางเฟซบุ๊ก Mananya Sarabun เธอยินดีเปิดพื้นที่ส่วนตัวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเธอทราบดีว่าสำหรับคนที่กำลังเดินทางไกลพลังใจสำคัญที่สุด

ถอดแบบพฤติกรรมชิมแปนซีที่เกี่ยวโยงกับการเมืองของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584292

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 09:49 น.

ถอดแบบพฤติกรรมชิมแปนซีที่เกี่ยวโยงกับการเมืองของมนุษย์

อิงกระแสเลือกตั้งปี 2562 กับเรื่องของการเมืองที่คนเรียนรู้ได้จากชิมแปนซี

หลังจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมาหลายปี วันนี้ (24 มี.ค. 2562) ก็ถึงเวลาเคาะสนิมชิมลางการใช้สิทธิใช้เสียงตามระบอบประชาธิปไตยของคนไทยทั้งประเทศ

แล้วรู้หรือไม่ว่า ไม่ใช่แค่คนเราเท่านั้นที่สนใจเกี่ยวกับการเมือง แต่บรรดาสรรพสัตว์ โดยเฉพาะเจ้าลิง “ชิมแปนซี” ก็เกี่ยวพันกับเรื่องการช่วงชิงอำนาจในหมู่สัตว์ที่เป็นญาติใกล้ชิด

จากการศึกษาของ ศ.เจมส์ ทิลลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ เรื่องการช่วงชิงอำนาจในหมู่สัตว์ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับคนเราอย่างลิงชิมแปนซี  พบเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองที่มนุษย์อย่างเราสามารถเรียนรู้ได้จากพวกมันแบ่งออกเป็น 5 พฤติกรรมใหญ่ๆ ดังนี้

1.เก็บเพื่อนไว้ใกล้ตัว แต่เก็บศัตรูไว้ให้ใกล้ยิ่งกว่า

การเมืองของลิงชิมแปนซี คือเครือข่ายของพันธมิตรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการที่จะขึ้นสู่จุดสูงที่สุด คุณต้องพร้อมที่จะหันหลังให้เพื่อนแล้วอ้าแขนรับศัตรูได้เสมอ โดยการสร้างพันธมิตรที่ว่านี้ของชิมแปนซีส่วนใหญ่มีขึ้นเพื่อความสะดวกสบาย ไม่ใช่เพื่อมิตรภาพ

2.การสร้างพันธมิตร จงเลือกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่คนแข็งแกร่งกว่า

เพราะพันธมิตรที่อ่อนแอเท่า ๆ กัน หมายถึงการแบ่งผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม ชิมแปนซีมักสร้าง “แนวร่วมเพื่อชัยชนะโดยมีสมาชิกน้อยที่สุด” (minimal winning coalitions) นั่นหมายความว่าลิงที่อ่อนแอ 2 ตัว จะรวมกลุ่มกันสู้กับลิงที่แข็งแรงกว่า 1 ตัว มากกว่าจะเป็นการจับกลุ่มกันระหว่างลิงอ่อนแอกับลิงที่แข็งแรง ซึ่ง ศ.เจมส์ ทิลลีย์ ชี้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของลิงมีความสมเหตุสมผล เพราะหากลองคิดว่า ถ้าเราจับกลุ่มกับคนที่อ่อนแอ เราก็จะได้เปรียบกว่าเวลาที่ต้องแบ่งผลประโยชน์กันเมื่อเทียบกับการที่เราจับคู่กับคนที่แข็งแรงกว่า

3.การเป็นที่ยำเกรงเป็นเรื่องดี แต่จะยิ่งดีกว่าถ้าได้เป็นที่ชื่นชอบ

ชิมแปนซีใช้วิธีแจกจ่ายอาหารในการซื้อแรงสนับสนุนจากสมาชิกในฝูง จ่าฝูงลิงชิมแปนซีอาจเป็นตัวที่มีนิสัยน่ากลัวดุร้ายและควบคุมลิงในฝูงด้วยพละกำลัง แต่จ่าฝูงเหล่านี้มักอยู่ได้ไม่นานการจะเป็นจ่าฝูงลิงชิมแปนซีที่ประสบความสำเร็จจะต้องหาแรงสนับสนุนให้ตนเองและแนวร่วมจากลิงส่วนใหญ่ในฝูง และการเป็นผู้นำที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นในคนเดียวกันถือเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

4.การเป็นที่ชื่นชอบเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งกว่าหากสามารถแจกจ่ายผลประโยชน์ให้สมาชิกในฝูง

จ่าฝูงที่กุมอำนาจได้ยาวนานที่สุด คือตัวที่สามารถครอบครองทรัพยากรและใช้ทรัพยากรเหล่านั้นซื้อใจ เพื่อให้ได้การสนับสนุนจากสมาชิกในฝูงจากการแจกจ่ายเนื้อที่ล่ามาได้ให้แก่สมาชิกในฝูง ซึ่งจ่าฝูงตัวหนึ่งอาจอยู่ในอำนาจได้นานถึง 12 ปี

5.ภัยจากภายนอกอาจช่วยค้ำจุนการสนับสนุนภายในกลุ่ม 

ไม่มีอะไรจะสร้างความสามัคคีในกลุ่มได้เท่ากับการเผชิญภัยคุกคามจากนอกฝูง เพราะเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก ฝูงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเกาะกลุ่มกันโดยลืมความขัดแย้งที่เคยมีในอดีต ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เราอยู่บนโลกมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

เทคนิคการฝึกท่าหน้าวัว (โคมุขาสนะ) Ep 1 Technique of Gomukhasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584218

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

เทคนิคการฝึกท่าหน้าวัว (โคมุขาสนะ) Ep 1 Technique of Gomukhasana

จากประสบการณ์สอนและการฝึกอาสนะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกท่านี้แบบดั้งเดิมที่เป็นท่านั่ง หรือการฝึกท่าพลิกแพลงที่เป็นท่ายืน ส่วนใหญ่จะมีอุปสรรคจากการที่ไม่สามารถเอามือมาจับประสานกันที่ด้านหลังได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เมื่อไม่สามารถนำมือมาจับประสานกันได้ที่ด้านหลัง ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือการใช้ผ้าหรือเชือกต่อมือ

จุดสังเกตจากภาพก็คือ มือที่อยู่ด้านบนจะคว่ำฝ่ามือส่วนมือที่พับด้านล่างจะหงายฝ่ามือ จะทำให้การจับประสานกันนั้นแน่นและมั่นคงไม่หลุดง่าย รวมทั้งเมื่อเราต้องผสมกับท่าพับตัวไปด้านหน้าแล้วจะไม่รู้สึกขัดที่ข้อมือ

ตรงจุดนี้เจี๊ยบอยากให้ท่านผู้อ่านลองดูในภาพที่ 1 อีกครั้งว่า ฝั่งที่ต้องใช้เชือกช่วยในการต่อมือนั้น ยังมีช่องว่างระหว่างแขนท่อนล่างกับลำตัวอยู่ ส่วนฝั่งที่จับมือประสานกันได้นั้นแขนท่อนล่างกับลำตัวแนบชิดสนิดกัน

สำหรับในวันนี้เจี๊ยบจะแนะนำเทคนิคในการจับมือประสานกันที่ด้านหลังโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย ก่อนอื่นหากเราฝึกท่านี้แบบดั้งเดิม อวัยวะที่ต้องใช้หลักๆ เลยคือ หัวไหล่หน้าอก และสะโพก สำหรับการฝึกท่านี้

เริ่มต้นเตรียมด้วยการนั่งขาไขว้กันในท่า Shoelace Pose ก่อนให้ขาขวาอยู่บนไขว้ทับขาซ้าย ในส่วนของขั้นตอนการจับมือประสานกันนั้น เจี๊ยบจะอธิบายถึงมัดกล้ามเนื้อที่เราต้องใช้งานทั้งหมดในการฝึกท่านี้

ในส่วนของหัวไหล่จะใช้กล้ามเนื้อเดลทอยด์ด้านหน้าสำหรับแขนที่อยู่ด้านบน The Anterior Deltoids และใช้กล้ามเนื้อเดลทอยด์ด้านหลัง The Posterior Deltoids

สำหรับแขนที่อยู่ด้านล่างทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อต้นแขนไตรเซปส์ เบรคิไอTriceps Brachii ซึ่งแขนที่อยู่ด้านบนกับด้านล่างจะต้องทำงานร่วมกันด้วยการใช้ข้อต่อไหล่เป็นจุดหมุนรวมทั้งการใช้กล้ามเนื้อส่วนอก คือ กล้ามเนื้อเพคทอราลิสเมเจอร์ (Pectoralis Major) ร่วมกับกล้ามเนื้อสะบัก Subscapularis ส่วนฝั่งด้านหลังใช้กล้ามเนื้อเทเรส ไมเนอร์ Teres Minor กล้ามเนื้อรอมบอยด์ Rhomboids และกล้ามเนื้อแลททิสซิมุส ดอร์ไซ Latissimus Dorsi

การที่เราไม่สามารถส่งมือมาจับประสานกันได้ คู่มือส่วนใหญ่มักจะให้พยายามใช้อีกมือกดข้อศอกแขนบนแล้วจัดการกับแขนบนก่อนแต่เทคนิคของเจี๊ยบแตกต่างออกไป (เทคนิคแบบ Japayatri Yoga) เพราะเจี๊ยบจะให้จัดการที่แขนล่างก่อน

จากภาพที่ 2 จะเป็นแขนซ้ายอยู่บนแขนขวาอยู่ล่าง ส่วนในภาพที่ 3 และ 4 จะเป็นแขนขวาอยู่บนส่วนแขนซ้ายอยู่ล่าง (บางคนจะจับมือประสานกันได้ข้างเดียวอีกฝั่งจับไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ถนัดขวาเวลาแขนขวาอยู่ล่างจะรู้สึกว่าท่านี้ต้องใช้เวลาในการเข้าท่านานกว่าและยากกว่าอีกข้างหนึ่ง) เริ่มต้นให้เช็กที่แขนล่างว่าเมื่อเราพับแขนไปด้านหลังแล้วมีช่องว่างระหว่างลำตัวกับแขนข้างที่พับด้านล่างมากน้อยแค่ไหน หากห่างมากให้เราจัดท่าด้วยการส่งมือบนมาอ้อมหลังมาดันข้อศอกล่างเข้ามาให้ชิดลำตัวมากที่สุด โดยในขณะที่เราดันข้อศอกของตัวเองเข้ามาก็ให้ค่อยๆ ไต่หลังมือด้านล่างขึ้นไปที่แผ่นหลังด้านบนเรื่อยๆ ยืดข้อมือขึ้นไปเท่าที่เราไปได้ ด้วยการกำหนดลมหายใจดังนี้

ตอนหายใจเข้าอยู่นิ่งๆ เพื่อส่งพลังและเตรียมพร้อม ช่วงหายใจออกดันข้อศอกและท่อนแขนให้ชิดลำตัวมากที่สุดด้วยความผ่อนคลาย ให้ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนกว่าแขนด้านล่างเราจะชิดลำตัวได้มากที่สุดแล้วเราสามารถส่งมือล่างขึ้นไปได้สูงสุด จากนั้นก็ค่อยส่งมือบนมาจับประสานกับมือล่าง แต่หากเมื่อลองสุดแล้วยังไม่สามารถจับมือประสานกันได้อยู่ดี นั่นแปลว่าเส้นเราตึงมากๆ ให้หมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆ บ่อยๆ

เมื่อเราจับมือประสานกันได้แล้วให้ยืดหลังตรงสักครู่ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก

ให้ลองค้างท่านี้ประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วพับลำตัวลงมาถ้าหากมีความยืดหยุ่นดีให้วางหน้าท้องและหน้าอกที่ต้นขาแล้วปักคางหน้าเข่า จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้างดู สำหรับฉบับหน้ามาลองฝึกท่ากลุ่มนี้แบบพลิกแพลงกันดู

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

ณัฏฐิณี ตะวันชุลี สุขภายใน… สื่อสารผ่านความจริงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584212

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

ณัฏฐิณี ตะวันชุลี สุขภายใน... สื่อสารผ่านความจริงใจ

คร่ำหวอดอยู่ในวงการมาร์เก็ตติ้งมาอย่างยาวนานและถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในวงการสายการบินด้วยชั่วโมงบินที่ยาวนานกว่า 8 ปี ในตำแหน่งระดับบริหารของสายการบินไทยแอร์เอเชีย อย่าง ณัฏฐิณี ตะวันชุลี ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่เมื่อเร็วๆ นี้มีการขยับตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบขยายขอบข่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

แรกเริ่มเดิมทีผู้บริหารสาวท่านนี้ ดูแลรับผิดชอบในด้านวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและการวางแผนเส้นทางบิน รวมถึงด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งวันนี้ได้ขยับขยายให้ไปดูแลในเรื่องการขายและการวางแผนโปรโมชั่นและอื่นๆ อีกมากมาย

แน่นอนว่าท่ามกลางการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ที่มีคู่แข่งหน้าใหม่รายเก่าหลายรายต่างรอชิงเค้กก้อนนี้อยู่ จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์รับมืออย่างเข้มข้นตลอดเวลา และคีย์หลักสำหรับการวางแผนต่างๆ นั้น ณัฏฐิณีได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในสิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกสู่สังคมและประชาชนถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์นี้

“การทำมาร์เก็ตติ้งยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้โดยสารไม่ได้เลือกเดินทางกับสายการบินเพียงเพราะราคาถูกอย่างเดียวเท่านั้นแต่เลือกจากในหลายองค์ประกอบ ดังนั้นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคนั้นจะไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว (วันเวย์ คอมมูนิเคชั่น) อีกต่อไป”

สิ่งสำคัญที่ต้องนำมาใช้ในการทำงานซึ่งตัวเองนั้นยึดถือมาตลอด คือ “ความจริงใจ” เพราะหากเราสื่อสารด้วยความจริงใจผ่านคอนเทนต์ใดๆ ของเราออกไปนั้น เราจะสามารถสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ได้ซึ่งเป็นผลดีต่อแบรนด์

นอกจากนั้น ความแตกต่างที่เป็นวิชาติดตัวนำมาตั้งแต่เริ่มทำงานในวงการนี้กว่า 20 ปี ในสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค (เอฟเอ็มซีจี) ดังนั้นเองสิ่งที่นำมาใช้วางแผนการทำงานจึงเชื่อว่าแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ด้วยกลยุทธ์จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นบอกต่อและแนะนำการให้บริการของเราเป็นตัวแทนของเราในการสื่อสารด้วยประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคโดยตรง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือ TVC ต่างๆ สิ่งที่เราสื่อสารออกไปคือด้านความปลอดภัย ความตรงเวลา การบริการ ในรูปแบบวิธีการนำเสนอที่แตกต่างเมื่อได้รับชม ซึ่งจะรับรู้ถึงความเชื่อมั่นและความใส่ใจในการให้บริการ

เป้าหมายต่อไปในอนาคตจากนี้แอร์เอเชียจะเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจของผู้บริโภคชาวต่างชาติ หลังจากที่ผ่านมาเราสามารถชนะใจคนไทย ทำให้คนไทยเชื่อมั่นในการให้บริการของเราได้แล้ว สอดคล้องกับการขยายเส้นทางบินไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี

วันนี้ไม่ใช่เพียงทำให้ลูกค้าควักเงินออกจากกระเป๋าแล้วมาเลือกใช้บริการของไทยแอร์เอเชียเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ลูกค้าจะต้องได้รับคือ มาตรฐานการบริการที่เป็นมืออาชีพและความเชื่อมั่นในการให้บริการอย่างพึงพอใจ

เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากตัวบุคคลจากภายในสู่ภายนอก ที่เป็นคีย์และฟันเฟืองการบริหารงานและสะท้อนออกมาสู่ภาพลักษณ์ของแบรนด์สายการบินไทยแอร์เอเชีย ในรูปแบบของณัฏฐิณีวันนี้

เก็บความสุขเกี่ยวมิตรภาพ ‘ลาก กัน ไป : lak gun pai’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584202

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 11:22 น.

เก็บความสุขเกี่ยวมิตรภาพ ‘ลาก กัน ไป : lak gun pai’

เพราะความชอบล้วนๆ ที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้เปิดเพจบันทึกการเดินทาง “กล้วย”นภัสภรณ์ สิงห์โตแก้ว เล่าว่า เธอผสมความชอบสามอย่าง คือ ชอบท่องเที่ยว ชอบถ่ายภาพ และชอบแบ่งปัน จึงสร้างสรรค์แกลเลอรี่ออนไลน์ในรูปแบบเพจเฟซบุ๊ก ลาก กัน ไป : lak gun pai

“กล้วยทำงานประจำ ส่วนใหญ่จะออกเดินทางเย็นวันศุกร์ แล้วใช้เวลาเที่ยวเสาร์-อาทิตย์ เป็นแบบนี้ทุกสัปดาห์” กราฟฟิกดีไซเนอร์ กล่าว

“ถ้าถามว่าสไตล์ท่องเที่ยวเป็นแบบไหน กล้วยเป็นคนชอบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือทะเลจะชอบหมด ซึ่งคนชอบถามไม่เหนื่อยเหรอ เพราะต้องกลับมาทำงานต่อวันจันทร์ แต่กล้วยคิดว่า การพักผ่อนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แบบนี้มันเหนื่อยก็จริง แต่พอได้ไปเห็นวิว อยู่ใกล้ธรรมชาติสวยๆ แล้วมันทำให้เราผ่อนคลาย ทำให้เราลืมทุกอย่างแล้วมีความสุขกับสถานที่แห่งนั้นและกับเพื่อนที่มาด้วยกัน”

เธอกล่าวด้วยว่า ที่มาของชื่อเพจมาจากการที่เธอไม่เคยไปเที่ยวคนเดียว แต่ต้องลากเพื่อนไปด้วย ซึ่งความหมายของเพื่อนเดินทางไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่เพื่อนยังเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่เข้ามาแชร์ประสบการณ์ร่วมกันด้วย

ปัจจุบันเพจอายุ 1 ขวบ มีคนติดตาม 1.6 หมื่นคน เธอสารภาพว่า มาไกลเกินความคาดหมาย ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าจะต่อยอดให้เป็นงาน แต่เมื่อลองทำดูแล้วกลับกลายเป็นว่า เธอไม่มีความสุขกับสิ่งที่เธอชอบ

“พอคิดว่าเราจะไปทำงาน มันกลายเป็นการกดดันตัวเอง กล้วยเลยมารีเซตความคิดใหม่ว่า เราจะทำให้มีความสุข เราชอบเที่ยว เราอยากไปเที่ยว อะไรที่เราไปเห็นแล้วชอบถึงค่อยนำมาลง นำมาบอกต่อในเพจ ซึ่งพอคิดและทำแบบนี้แล้วมันมีความสุขมาก”

เธอกล่าวต่อว่า เริ่มเดินทางบ่อยตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การเดินทางทำให้โลกของเธอเปิดกว้าง ทำให้เธอเห็นว่าประเทศไทยสวยงามขนาดไหน

“บางสถานที่ที่คนไม่รู้จัก แต่เราได้ไปอยู่ตรงนั้น กล้วยว่ามันเป็นความรู้สึกสุขและคุ้มค่า และสิ่งที่ได้มากที่สุดจากการเดินทางคือ เพื่อน กล้วยได้เพื่อนใหม่เยอะมากจากการเที่ยว ทั้งเพื่อนระหว่างทางและเพื่อนใหม่ที่เราไปแจมทริปด้วย

คนเหล่านี้เราจะสนิทกันเร็วมาก เพราะเหมือนกับว่ามีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน บางคนเปลี่ยนจากเพื่อนเดินทางเป็นเพื่อนที่สามารถปรึกษาเรื่องชีวิตส่วนตัวได้ กลายเป็นมิตรภาพที่ยาวกว่าแค่ทริปสามวันสองคืน”

นอกจากนี้ สาวนักเดินทางยังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะมีวันหยุดเท่าพนักงานประจำ แต่เธอก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เท่าที่ต้องการ

“ถ้าอยากไปซะอย่าง เราจะสามารถลบเงื่อนไขทุกอย่างออกไปได้เอง” เธอกล่าว โดยระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอเดินทางไปกว่าครึ่งประเทศ

“การท่องเที่ยวไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่ต้องใช้เวลามากมายก็ไปได้ กล้วยคิดว่าในแต่ละเดือนอาจจะให้รางวัลตัวเองสักเสาร์-อาทิตย์ออกไปเที่ยว เพื่อจะช่วยให้ผ่อนคลาย ช่วยให้หายเหนื่อยจากงาน

เลือกไปไหนก็ได้เพราะสมัยนี้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถทัวร์ มันทำให้เดินทางง่ายขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมให้เวลากับการเดินทางไหมเท่านั้นเอง”

นอกจากเพจ ลาก กัน ไป : lak gun paiเธอยังเปิดเว็บไซต์ lakgunpai.com ซึ่งเนื้อหาทั้งสองช่องทางแตกต่างกัน โดยเนื้อหาในเว็บไซต์จะละเอียดกว่าทั้งเรื่องราวการเดินทาง สรุปค่าใช้จ่าย ความรู้สึก และประสบการณ์ สำหรับเป็นข้อมูลให้คนที่สนใจไปตามและยังเป็นไดอารี่ของเธอเอง

เชน เหล่าสุนทร ความมีวินัยนำมาสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584195

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 10:29 น.

เชน เหล่าสุนทร ความมีวินัยนำมาสู่ความสำเร็จ

ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ใจดีท่าทางสุขุมนุ่มลึก เชน เหล่าสุนทร กรรมการบริษัทและรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการเงิน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนางจ.กระบี่

เขาไปใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น เรียนไฮสกูลจนถึงมหาวิทยาลัยที่ประเทศแคนาดา ต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ใช้ชีวิตในต่างแดนนานกว่า 10 ปี จนได้เป็นพลเมืองของประเทศนั้นเรียบร้อย และเขาเกือบจะตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเพราะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง และสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ ขึ้นที่นั่น ซึ่งก็มีมูลค่านับ 100 ล้านบาท

เชน บอกว่า ครอบครัวเขาเป็นแพทย์กันทั้งบ้าน ตั้งแต่คุณตาคุณยายเป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่ จ.ตรัง คุณพ่อคุณแม่เป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯ และเขาเป็นลูกชายคนเดียวและไม่ได้เรียนแพทย์

เขาเรียนจบปริญญาตรีทางด้านมาร์เก็ตติ้งและแมนเนจเมนต์ที่ออสเตรเลียจบปริญญาโททางด้านบัญชีที่ออสเตรเลียเช่นกัน เริ่มไปเรียนที่ต่างประเทศตอนประมาณม.3 ที่แคนาดา เรียนไฮสกูลจนถึง ม.5แล้วสอบเทียบเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย แต่ก็ช้าไป 1 ปี

เพราะเขาอยากออกไปใช้ชีวิต ช่วงนั้นตีกอล์ฟแบบจริงจัง โชคดีที่คุณพ่อยอมการเรียนก็กลางๆ ตอนที่เรียนอยู่ก็มีเมนเทอร์ก็คุยกันอยู่ตลอด คุณพ่อก็บอกเวลาเรียนเอาพอผ่านก็พอ เอาเวลาชีวิตไปเรียนรู้อย่างอื่นบ้าง

“แต่อย่างคุณตาผมตอนนั้นเขาสอบเอนทรานซ์ เรียนคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อันดับหนึ่งของประเทศไทย หรืออย่างคุณแม่ฟิสิกส์เอนทรานซ์ก็ที่หนึ่งของประเทศไทย พอเรียนจบทำงานที่ออสเตรเลีย เขาก็ถามว่าอยากเป็นคนออสเตรเลียไหม คุณต้องไปสอบภาษาอังกฤษนะ แล้วก็ได้สัญชาติออสเตรเลียมา ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเป็นหมอหมด ไม่ใช่ลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น เพราะผมไปอีกสายหนึ่ง” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

แต่ในที่สุดแล้วเขาก็กลับมาช่วยบริหารงานช่วยที่บ้านจริงๆ ทั้งที่เขาไม่ได้มีความคิดจะกลับมาอยู่ใน Health Care หรือกลับมาอยู่ในเรื่องของการแพทย์เลย เพราะว่าเขาทำงานอยู่ที่ต่างประเทศประมาณ 5-6 ปี

“ที่ไปก็เพราะว่าอยากจะพิสูจน์ตัวเอง เพราะการที่อยู่เมืองไทยยังไงก็เป็น Someoneแต่ถ้าอยู่ที่นู่นก็เป็นแค่ Nobody เลยอยากจะรู้ว่าผมจะเป็น Someone ที่นั่นได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็มีที่บ้านคอย Support ในที่สุดเขาก็ทำได้ด้วยตัวเองมีงาน มีสินทรัพย์ มีธุรกิจเล็กๆ ที่มั่นคงที่ออสเตรเลีย

งานที่ทำตอนนั้นก็เกี่ยวกับบัญชี แต่พอเอชอาร์เขาลาออก เขาก็เห็นว่าเราเป็นคนที่มีความรู้เรื่องตัวเลขจึงให้ช่วย Cover Payroll พอทำไปเรื่อยๆ เขาก็เห็นว่าทำได้ดีเลยให้มาทำ Payroll ที่บริษัทอย่างเดียวดูแลบริษัทในเครืออีก 7 บริษัท ส่วนเรื่องธุรกิจคอนโด-บ้านเช่า ก็เกิดจากที่ผมสร้างบ้านไว้อย่างดีแต่ต้องกลับไทย จึงต้องปล่อยเช่า แล้วมันไปได้ดีก็เลยซื้อเพิ่มเรื่อยๆ ตอนนี้มี 4 หลัง”

สาเหตุที่กลับมาตอนนั้นเชนอายุประมาณ 28 ปี เป็นช่วงที่ได้รับการโปรโมท เพราะ HR Manager กำลังจะเกษียณ

“ในขณะเดียวกันทางบ้านก็มีการพูดคุยกันว่าอยากจะให้กลับมาช่วย เลยถามคุณยายว่าต้องการไหม ถ้าต้องการจะกลับถ้าไม่ก็จะอยู่จะรับตำแหน่งที่นั่นแล้วอยู่ยาวเลย

สรุปก็ให้กลับ เพราะเป็นช่วงที่บริษัททางบ้านกำลังมีปัญหา คือยอดขายสูงแต่กำไรน้อย เพราะมาจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะมียอดขาย 400 ล้านบาท แต่เหลือกำไรแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น”

หลังจากที่กลับมาเชนก็ดูที่บัญชีก่อน เขาก็เอาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเข้ามาร่วมแก้ปัญหา รับฟังข้อเสนอแนะของคนที่เป็นกลางเพราะเกรงว่าอาจจะคิดว่าเขาจะเข้ามายึดอำนาจ เชนทำงานร่วมกับผู้บริหารเก่ามา1 ปี

“ด้วยความที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ Health Care มาก จึงจำเป็นต้องพึ่งคนเก่าๆ ต้องศึกษาให้มากขึ้นเพื่อตอบให้ได้ทุกคำถาม บริหารมาได้ 1 ปี บริษัทก็เริ่มโตขึ้นกำไรก็เพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านในปีแรก เพราะการบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ

Middle Management อ่อนแอ แนวความคิดไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่คู่แข่งเยอะ จะให้ค่อยๆ โตไม่ได้ ต้องขยายศักยภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มสาขา เขาจึงขยายสาขาไปที่อ่าวนาง จ.กระบี่ ไปในจุดยุทธศาสตร์ ไปซื้อที่ที่สมุย ใช้ทั้งแบบเงินสดและเงินที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์”

เข้าสู่ปีที่ 2 ที่เชนบริหาร ได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านบาท ปีที่ 3 ได้ 75 ล้านบาท ปีที่ 4 เข้าตลาดหลักทรัพย์

“ใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือนในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่เร็วก็เพราะแนวทางที่ทำมันสอดคล้องกัน คือการทำทุกอย่างให้ถูกต้องโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ การทำกำไรจาก 1 ล้านบาท ให้มาถึง 75 ล้านบาท สำหรับผมก็ถือว่ายาก

แต่ไม่ได้ทำคนเดียว เพราะตั้งแต่ผู้อำนวยการจนมาถึง Middle Management ก็เป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ เพราะช่วงที่เปลี่ยนครั้งใหญ่กระแสต่อต้านเยอะมาก มีความตื่นตระหนกและมีคำถามว่าเขาจะทำได้ไหม เขามีการชี้แจงตลอดว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้องค์กรเติบโตมั่นคง”

เชน บอกว่าจุดที่มุ่งเน้นในการทำงานมากที่สุด คือ ความปลอดภัยของคนไข้เป็นหลัก แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีหมอที่ดี มีหมอเฉพาะทางอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่พร้อม

“ลงทุนกับแพทย์และเครื่องมือเยอะมาก รวมถึงแนวความคิดแพทย์ด้วย เพราะต้องการที่จะเติบโตไปด้วยกัน”

หลักการบริหารของเชน คือ แมนเนจอินเทอเรส สเตกโฮลเดอร์ ซึ่งสเตกโฮลเดอร์ของเขาคือคนไข้ ที่ต้องการรับการรักษาที่ดีและการบริการที่ดี เป็นการรักษาพยาบาลทางเลือก เพราะทางหลักเป็นโรงพยาบาลของรัฐ

“คิดว่าความสำเร็จที่ได้มาเป็นเพราะสามารถรักษาความสมดุลของงานทุกๆ ส่วนไว้ได้ อีกส่วนที่สำคัญในการบริหารงานของเขาก็คือความมีวินัย

ผมไม่ใช่คนเก่งมากมาย แต่ผมมีวินัยในการทำงาน มีระเบียบ มีความต่อเนื่องและตั้งใจจริง ทำด้วยความจริงจังนี่คือเคล็ดลับของความสำเร็จ”

ส่วนเรื่องแผนงานในอนาคต 2-3 ปีที่เชนมองไว้ อย่างโรงพยาบาลอ่าวนางที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็มีแพลนกำลังจะสร้างโรงพยาบาลที่สมุยในปีหน้า

“อยู่ในช่วงที่กำลังขออนุญาตสิ่งแวดล้อมอยู่ เรื่องของการพัฒนาก็ถือว่าทำมาพอสมควรทั้งเครื่องมือทางแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ที่เน้นและให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะในเรื่องความเฉพาะทางของแพทย์ที่มีเยอะมาก

ส่วนในเรื่องการเติบโตของโรงพยาบาลอันนี้มันต้องโตขึ้นทุกปีอยู่แล้วอย่างน้อย 10% แต่ปีที่แล้วก็โตขึ้น 17% แต่พอมีอ่าวนางยอดขายก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยกว่าล้าน

ส่วนแผนงานของปลายปีนี้ เชน ชี้ว่าจะเพิ่มแพทย์เฉพาะทางให้มากขึ้นให้ได้ครบทุกสาขา

“ยกตัวอย่างปีที่แล้วที่จับเรื่องอายุรกรรมก็ใส่อายุรกรรมหัวใจ อายุรกรรมกระเพาะ อายุรกรรมประสาทและสมอง ซึ่งหลักๆก็ใส่ครบแล้ว ปีนี้อย่างเดือนนี้ก็จะเพิ่มแพทย์เด็ก แบบสาขาหลักๆ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่มีแพทย์ครบทุกสาขาที่จำเป็น”

กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี การทำความดีไม่มีวันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584188

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 09:56 น.

กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี การทำความดีไม่มีวันหยุด

หญิงแกร่งจิตใจงาม แม่ทัพใหญ่แห่งธุรกิจรับเหมาและพลังงานหมุนเวียน กนกทิพย์ จันทร์พลังศรีประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยโพลีคอนส์และบริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง ผู้ริเริ่มโครงการทำดีไม่มีวันหยุด หนึ่งในโครงการของซีเอสอาร์ที่เธอทำอยู่

เธอ กล่าวว่า การทำซีเอสอาร์ที่แท้จริงแล้วคือการดูแลสังคม ซึ่งเธอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยอิงจากหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนาด้วยความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีความคิดสอดคล้องกับความรับผิดชอบสังคมต่อองค์กรเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน

เธอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อย่างแรกการดูแลสังคมที่ใกล้ตัวมากที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจ ความเกี่ยวข้องต่อลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ และสุดท้ายคือความรับผิดชอบต่อพนักงานที่ถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของบริษัท

ส่วนที่ 2 คือ การจัดทำโครงการทำดีไม่มีวันหยุด ที่ทางบริษัทต้องการแบ่งปันความสุขกลับคืนสู่ชุมชน เพราะเชื่อว่าการเกื้อกูลซึ่งกันและกันจะทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการโรงเรียนนี้พี่ให้น้อง เป็นโครงการที่จัดสร้างและปรับปรุง อาคารเรียนห้องสมุด และศูนย์การเรียนรู้ ให้กับโรงเรียนที่ห่างไกลและขาดแคลน โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2551

“เริ่มต้นจากเราไปสร้างห้องสมุดที่โรงเรียนวัดบางเตยใน ที่ จ.ปทุมธานีสร้างอาคารเรียนไทยโพลีคอนส์ ขนาด4 ห้องเรียน ให้กับโรงเรียนบ้านมาบเหลาชะโอน จ.ระยอง และโรงเรียนวัดปากคลองพระอาจารย์ จ.นครนายก สร้างศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เป็นอาคาร2 ชั้น 8 ห้องเรียน จำนวน 1 อาคาร ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และล่าสุดคือปรับปรุงห้องสมุดเดิมของโรงเรียนวัดบางเตยใน จ.ปทุมธานี”

อีกโครงการ คือ เช้าบาทเย็นบาทเพื่ออาหารกลางวันของหนู กนกทิพย์ บอกว่า โครงการนี้จะรวบรวมเงินจากพนักงานโดยจะแจกกระปุกออมสินให้พนักงานคนละหนึ่งกระปุก จากนั้นสักพักก็รวบรวมเงินไปเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็กๆ ที่ด้อยโอกาส เพื่อปลูกฝังจริยธรรมด้านการให้แก่พนักงาน ซึ่งดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2560

โรงเรียนที่ร่วมโครงการ อาทิ โรงเรียนบางเตยใน จ.ปทุมธานี โรงเรียนวัดปากคลองพระอาจารย์ จ.นครนายก โรงเรียนบ้านมาบเหลาชะโอน จ.ระยอง วัดพระบาทน้ำพุจ.ลพบุรี และโรงเรียนวัดจันทน์กะพ้อ จ.ปทุมธานี

“เราจะแจกกระปุกเล็กๆ ให้กับพนักงานเอาไว้หยอดแล้วแต่ว่าจะหยอดเท่าไหร่ นอกจากพนักงานของเราก็มีเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญที่ทางเราได้ไปบอกต่อกิจกรรมดีๆ ให้เด็กที่มีมากกว่าแบ่งปันให้เด็กที่มีน้อยกว่า

หลังจากนั้นเราก็รวบรวมเงินในทุกๆ เดือนและทางบริษัทก็จะช่วยสมทบอีกแรงเพื่อไปช่วยเหลือโครงการนี้ ครั้งหนึ่งเราเคยถามเด็กๆ ว่าอยากกินอะไร เขาตอบเรามาว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยว เด็กอัสสัมชัญที่ไปด้วยพอเขาเห็นเขาควักกระเป๋าช่วยเพิ่มอีกมันดูเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับเรามาก แต่สำหรับเขามันไม่ใช่ เพราะเขายากจนจริงๆ”

โครงการแบ่งปันรักให้น้อง เป็นโครงการที่จะมอบอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬา โครงการนี้จะทำควบคู่ไปกับโครงการเช้าบาทเย็นบาทเพื่ออาหารกลางวันของหนู

“พอเราไปช่วยเรื่องอาหารกลางวันแล้ว เราก็มีการมอบของให้หลายอย่าง ทั้งตุ๊กตา เสื้อผ้า ถุงเท้า ร้องเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องนอนเด็กอนุบาล พอเราได้ไปเห็นสภาพที่นอนของเขา ทั้งขาดทั้งเก่า เราก็นำของที่จำเป็นเหล่านี้ไปให้”

กนกทิพย์ เล่าต่ออีกว่า มีการส่งเสริมพนักงานในการทำความดีตามไซต์ก่อสร้าง ก็จะมีวัดหรือโรงเรียนที่พนักงานเห็นว่าความช่วยเหลือของทางบริษัทยังไปไม่ถึง

“เขาก็จะร่วมมือร่วมแรงในการสร้างและซ่อมแซม นำวัสดุที่เหลือใช้ของทางบริษัทที่เป็นสินค้าเดด สต๊อก ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาสร้างให้เกิดประโยชน์อย่างที่บอกว่าการทำดีมันไม่มีวันหยุด มันไม่ต้องดูฤกษ์ดูยามทำตอนไหนก็ได้ทางเราก็สนับสนุนเต็มที่ สังคมที่ดีต้องมีการแบ่งปันมีผู้ให้มากกว่าผู้รับ” เธอเล่าอย่างใจดี

เข้าคูหา กาให้ถูก รักษาสิทธิ์บัตรดีเพื่อเสียงที่ไม่สูญเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584125

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

เข้าคูหา กาให้ถูก รักษาสิทธิ์บัตรดีเพื่อเสียงที่ไม่สูญเปล่า

เตรียมตัวใช้สิทธิ์ กาบัตรเลือกตั้งอย่างไร เรียกว่า “บัตรดี-บัตรเสีย”

ในขณะที่เรากำลังนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งจะเป็นการ “เข้าคูหากาบัตรใบเดียว” สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง โดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้นำเสนอ “ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” ให้ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”  ได้รู้จักทำความเข้าใจ

เมื่อแสดงตนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วจะได้รับ “บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” 1 ใบ มี 2 ด้าน ดังนี้

ด้านหน้ามุมขาวระบุข้อความ “บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” มุมซ้ายระบุ “คำเตือน” ใจความว่า ห้ามมิให้นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง หรือจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกต ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ห้ามนำบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว แสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า ลงคะแนนหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครใด และต้องนำบัตรเลือกตั้งหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ด้านในจะมีเนื้อหาข้อมูลที่สำคัญ คือ “หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง และชื่อพรรคการเมือง” เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจทำเครื่องหมายกากบาท X ภายใน “ช่องทำเครื่องหมาย” ไม่เกินหนึ่งหมายเลข ถ้าไม่ประสงค์ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครใดเลย ให้ทำเครื่องหมาย X ใน “ช่องไม่เลือกผู้สมัครใด” ที่มุมด้านขวาล่าง

ส่วนการกาเครื่องหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 91 “การออกเสียงลงคะแนน” ระบุเอาไว้ว่า ให้ทําเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทําเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง และในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประสงค์จะลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ให้ทําเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทําเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”

แล้วกาแบบไหนถึงถูกหรือผิด และกลายเป็นบัตรดี-บัตรเสีย เมื่ออ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะพบว่านิยามของ “กากบาท” คือการกาชื่อเครื่องหมายตีนกา รูป + หรือ x

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เปิดเผยแนวทางการกาบัตรเลือกตั้งพร้อมแนวทางการวินิจฉัยแยกบัตรดีและบัตรเสียตามลักษณะการขีดเส้นกากบาทในช่องทำเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง โดยมีหน้าตาการทำเครื่องหมายในบัตรดีและบัตรเสีย ดังนี้

บริโภค ‘น้ำตาล’ อย่างเข้าใจ ไม่เป็นภัยสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584047

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

บริโภค 'น้ำตาล' อย่างเข้าใจ ไม่เป็นภัยสุขภาพ

ไขข้อข้องใจ กินรสหวานไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ? แล้วจะดูฉลากโภชนาการช่องน้ำตาลอย่างไร ให้เข้าใจหลักการบริโภค

“น้ำตาล” เป็นส่วนประกอบสำคัญของทั้งอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมก็จะเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่หากกินในปริมาณมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมันในร่างกายได้

น้ำตาลเป็นผู้ร้ายต่อสุขภาพ?

ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล อธิบายว่า หลายคนมองว่าการกินรสหวานนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วสามารถกินได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะร่างกายยังคงต้องใช้น้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหารว่าไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน

น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ความหวานที่มาพร้อมคุณประโยชน์

นอกเหนือจากน้ำตาลทรายที่นิยมเติมลงในอาหารและเครื่องดื่มแล้ว น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประโยชน์มากกว่าน้ำตาลที่เติมเข้าไป เช่น น้ำตาลแลคโตส และมอสโตสที่ได้จากผลิตภัณฑ์นมที่เด็กๆ ดื่มเป็นประจำทุกวัน เมื่อเด็กๆ ดื่มนมจะได้รับน้ำตาลแลคโตสเข้าสู่ร่างกาย

นอกจากนมที่มีน้ำตาลแลคโตสในนมแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอีกหนึ่งประเภทคือเครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ ซึ่งมีน้ำตาลมอลโตสที่ได้จากมอลต์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการงอกของเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวบาร์เล่ย์ ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีรสชาติที่หวานน้อยกว่า ทำให้ช่วยลดพฤติกรรมการติดรสชาติหวานลง และทำให้ได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่มาจากมอลต์อีกด้วย

เข้าใจน้ำตาล…ผ่านฉลากโภชนาการ

ผศ.ดร.ฉัตรภา แนะวิธีการอ่านฉลากโภชนาการว่า เพียงแค่อ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก็จะช่วยให้เรารู้ถึงพลังงาน และสารอาหารที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ด้วย ทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ต้องการจำกัดสารอาหารบางประเภทสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลพอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป

ส่วนความหมายของคำบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารเกี่ยวกับน้ำตาลนั้น ถ้าบอกว่าน้ำตาลน้อยกว่า (Less / Low Sugar) หมายถึงมีการลดน้ำตาลลงอย่างน้อย 25% จากสูตรปกติ ส่วนไม่มีน้ำตาลที่เติมเพิ่ม หรือไม่มีน้ำตาลทราย (No Added Sugar / Without Added Sugars or No Sucrose) หมายถึงไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่มลงไปในอาหาร และเครื่องดื่มในการผลิตอาหารนั้นๆ แต่อาจมีความหวานที่เกิดจากธรรมชาติของอาหารนั้นๆ เองได้