บาลานซ์งานกับสุขภาพ เวิร์คสมาร์ทอย่างไร ให้ไปพร้อมกับเวิร์คเอาท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584026

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

บาลานซ์งานกับสุขภาพ เวิร์คสมาร์ทอย่างไร ให้ไปพร้อมกับเวิร์คเอาท์

ส่องหนึ่งวันสุดแอ็กทีฟของหนุ่มสาวออฟฟิศยุคใหม่ ที่ตั้งเป้าหมาย “งานดี สุขภาพเด่น” เป็นอย่างไร

การมีสุขภาพดีถือเป็นเป้าหมายชีวิตของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่เริ่มหันมารักสุขภาพและบาลานซ์งานกับชีวิตให้ลงตัวมากขึ้น  แต่แน่นอนว่าการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีย่อมมาจากการดูแลตัวเอง ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย รวมถึงการจัดสมดุลให้กับชีวิต สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ที่ใช้เวลาหนึ่งวันหมดไปในที่ทำงานกับบนท้องถนน การเจียดเวลามาออกกำลังกายหรือสร้างสมดุลให้กับชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ฟังดูง่ายแต่ทำยาก เราจึงรวบรวมวิธีการ “เวิร์คสมาร์ท” ไปพร้อมกับการ “เวิร์คเอาท์” ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองแบบง่ายๆ มาฝากกัน

1.เริ่มต้นวันด้วยชัยชนะเล็กๆ  การไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาทำให้มีเวลาได้พักสมอง เตรียมความพร้อม และจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำในวันนั้นๆ นอกจากนี้ การไปถึงที่ทำงานเช้ายังเหมือนเป็นการเริ่มต้นชัยชนะเล็กๆ ของวัน จากการที่เราสามารถเอาชนะตัวเองให้ตื่นเช้า เดินทางอย่างสบายๆ ไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่หนาแน่น ไม่ต้องลุ้นว่าจะสแกนนิ้วทันมั้ย ถือเป็นการเริ่มต้นวันที่สวยงาม

2.บริหารเวลาให้เป็น ตอนเช้าเป็นเวลาที่มีค่า เราจึงต้องทำงานที่สำคัญที่สุด เพราะในหนึ่งวันเราต้องทำงานมากมายทั้งวางแผน พรีเซ็นต์ ประชุม ติดต่องานข้ามแผนกหรือข้ามบริษัท  แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว งานที่ควรทำมากที่สุดในตอนเช้าคืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเฟ้นหาไอเดียใหม่ๆ เพราะเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง เหมาะกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

3.กลางวันคือช่วงเวลาแห่งการพักสมอง ไม่ว่าจะงานยุ่งแค่ไหน แต่การพักกลางวันก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น การพักกลางวันในที่นี้หมายถึงการละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ลงไปกินอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์ รวมถึงพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานถึถือเป็นการสานสัมพันธ์และผ่อนคลายความเครียดในการทำงานได้อีกด้วย

4.ปลุกพลังยามบ่าย บ่ายทีไรเป็นต้องเริ่มมีอาการง่วงเหงาหาวนอน หลายคนน่าจะมีความรู้สึกนี้เหมือนๆ กัน แต่ปัญหานี้จะไม่กระทบกับงานหากเราเลือกทำงานที่ต้องใช้ความคิดมากที่สุดไปแล้วในช่วงเช้า ส่วนงานที่ควรทำในช่วงบ่ายคือการประชุม การติดต่อพูดคุยประสานงาน เพราะงานเหล่านี้มักสร้างความตื่นเต้นและเรียกพลังยามบ่ายของเรากลับคืนมาได้ นอกจากนี้ การขยับร่างกายเล็กๆ น้อยๆ หรือการเดินในออฟฟิศ ก็ช่วยคลายความง่วงและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกายได้ไม่น้อย

5.เปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นเรื่องง่าย การหาเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจังอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ เพราะพลังงานที่มีถูกใช้หมดไประหว่างวันทำให้ถอดใจกับการแบ่งเวลามาออกกำลังกาย อย่างไรก็ดี ถ้าเราสละเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ฟิตเนส หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายหรือยืดเส้นยืดสายในที่ทำงานได้ คำว่าสุขภาพดีก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่เคย

สำหรับวันนี้เรามีออฟฟิศตัวอย่างเป็นองค์กรชั้นนำที่ตระหนักถึงการมีสุขภาพดีของพนักงานควบคู่กับการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่าง บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จากการจัดกิจกรรม “ทาทา สตีล ชวนกันเดิน” เพื่อกระตุ้นให้พนักงานหันมาใส่ใจในสุขภาพด้วยการออกกำลังกายระหว่างวันผ่าน “การเดิน” ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นและทำได้ในเลยแม้จะเป็นในที่ทำงาน

สุธาวัลย์ กุงนอก หนึ่งในพนักงานบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันเรามักทำงานหนัก (work hard) เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอย่างเดียวในชีวิต แต่การทำงานหนักในขณะที่สามารถสร้างสมดุลที่พอดีให้กับชีวิตไปพร้อมกัน (work smart) จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ดีในระยะยาว เป็นสิ่งสำคัญกว่าที่คนรุ่นใหม่ควรตระหนักถึง ดังนั้น นอกจาก work hard แล้ว ต้องไม่ลืม work smart ไปพร้อมกันด้วย

นายสมัชชา สุมนัส เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) สนับสนุนให้พนักงานทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ในองค์กร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาหนึ่งวันในการทำงานร่วมกับการออกกำลังกายที่ออฟฟิศได้ ซึ่งกิจกรรม “ทาทา สตีล ชวนกันเดิน” จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 (Tata steel Let’s Walk Season 3) และสามารถสร้างแรงจูงใจให้พนักงานหันมาปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ในที่ทำงาน อาทิ ใช้การเดินมากขึ้นเมื่อต้องประสานงานข้ามแผนก หรือจับกลุ่มกันเดินออกกำลังกายเวลาพัก ซึ่งทุกก้าวที่เดินนอกจากจะเป็นการเผาผลาญพลังงานแล้ว พนักงานยังสามารถใช้แอปพลิเคชันสะสมแต้มไมล์การเดินเพื่อบันทึกสถิติการเดินในแต่ละวัน และสามารถนำมาแลกของรางวัลประจำวันได้ ถือเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจและการแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความสนุกสนาน และปลูกฝังให้ทุกคนในออฟฟิศหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น

ออฟฟิศไหนเห็นแล้วจะนำไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองก็ไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งยังสามารถโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร  โทร. 02-937-1000 หรือที่ www.tatasteelthailand.com

หมด ‘Passion’ อย่าเพิ่งด่วนลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584058

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 20:30 น.

หมด 'Passion' อย่าเพิ่งด่วนลาออก

เมื่อไฟมอดถึงคราวหมด “Passion” กับงานที่กำลังทำอยู่ หรือรู้สึกสับสน สมองสองซีกตีกันยุ่ง ก็เกิดคำถามว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไร

สำหรับคนทำงานอาจมีบ้างที่จู่ๆ ก็รู้สึกหมด “Passion” กับงานที่กำลังทำอยู่ เพราะค้นพบว่าตัวเองมีสิ่งที่ต้องการทำมากกว่า หรือรู้สึกสนใจมากกว่า จนสับสนมึนงงกับชีวิตและเกิดคำถามในใจว่าจะจัดการชีวิตตัวเองต่อไปอย่างไรดี

จากงานวิจัยใหม่ของ GoBankingRates ที่ปรึกษาข้อมูลทางการเงินในลอสแองเจลิส ฉบับตีพิมพ์เดือน ม.ค. 2019 พบว่า 23% ของชาวอเมริกัน พวกเขาเสียใจที่เปลี่ยนงานหรือตัดสินใจเบนเข็มเปลี่ยนอาชีพ แม้ว่าเหล่าพนักงานจะมีเหตุผลในการลาออกที่แตกต่างกันหลากหลายประการ แต่กลับไม่มีปัจจัยใดๆ โดดเด่น งานวิจัยชี้ว่า ผู้ชายและผู้หญิงเปลี่ยนงานด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ผู้ชาย 16% มีแนวโน้มที่จะออกจากงานเพราะต้องการเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้หญิงราว 14% ลาออกเพราะต้องการหนีสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงใจในที่ทำงาน

ดังนั้น หากคุณกำลังคิดที่จะเปลี่ยนงาน และไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลัง อย่าเพิ่งรีบร้อนลาออก ลองเช็กความต้องการของตัวเองด้วยการตอบคำถามทั้ง 3 ข้อนี้ก่อน

1.จริงๆ แล้วเราอยากทำงานแบบไหนเมื่อมีงานมากมายหลายประเภท ต้องถามตัวเองก่อนว่า งานแบบไหนที่เราอยากจะทำ บางคนอาจจะเลือกงานประจำเต็มเวลาเหมือนเดิม เนื่องจากมีความมั่นคงทั้งในแง่ของรายได้และโอกาสที่จะก้าวหน้า ซึ่งเป็นทางเลือกที่พบได้บ่อยมากที่สุด คือการเปลี่ยนงานจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง แต่หากคุณกำลังมองหาเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น หรือ โอกาสที่จะได้งานทำทันที งานเต็มเวลาอาจไม่ใช่คำตอบ ในปี 2018 ชาวอเมริกันกว่า 56.7 ล้านคน หันไปเป็น “ฟรีแลนซ์” แต่งานประเภทนี้ย่อมมีความเสี่ยงกว่างานประจำ แต่มีความยืดหยุ่น ระยะสั้น และรายได้ดี

2.สถานะทางการเงินพร้อมไหมเมื่อคิดจะเปลี่ยนงาน อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงคือ สถานะทางการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลาออกจากงานในระหว่างที่ยังไม่ได้งานใหม่ หากไม่มีทุนสำรองไว้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ก่อความเครียดให้กับคุณไม่น้อย Nerdwallet บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ในซานฟรานซิสโก แนะนำว่า ให้สำรองค่าครองชีพไว้อย่างน้อย 6 เดือน หากคุณวางแผนที่จะลาออกโดยไม่ได้หางานใหม่รองรับไว้ ส่วนผู้ที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ควรจะมีเงินทุนสำรองไว้เป็นอย่างน้อย 1 ปี เพื่อป้องกันความล้มเหลวทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น

3.แผนนี้มีศักยภาพในระยะยาวหรือไม่ สำหรับพนักงานประจำ ควรจะศึกษาโปรไฟล์บริษัทที่กำลังจะไปสมัคร ลองเข้าไปเช็กรีวิวในเว็บไซต์สมัครงาน เพื่อดูว่าพนักงานคนปัจจุบันและอดีตคิดเห็นอย่างไรกับองค์กร มีความเห็นเชิงลบมากน้อยแค่ไหน โดยหากมีพนักงานอ้างถึงโอกาสเติบโตที่จำกัด ก็ให้ตัดสินใจอย่างระมัดระวัง ส่วนผู้ที่เลือกจะเป็นฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการ จะต้องตอบคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้นเกี่ยวกับแผนงานและธุรกิจต่างๆ อย่างการทำวิจัยคำถามที่สำคัญที่สุด 2 ข้อ คือ เราจะนำเสนออะไร และเป็นที่ต้องการของตลาดหรือเปล่า?

ไม่ว่าคุณจะออกจากงานเก่าด้วยเหตุผลอะไร เพิ่มเงินเดือน ความยืดหยุ่น หรือทั้งสองอย่าง อย่าโบยบินจนกว่าคุณจะพร้อม ถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองเพื่อวางแผนอย่างรัดกุม สุดท้ายแล้วเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ คุณก็สามารถส่งจดหมายลาออกได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องมานั่งกุมขมับเสียใจในภายหลัง

ภาพ เอเอฟพี

แต่งแต้มลุคให้สาวยุคใหม่ด้วยสีสัน Spring 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584039

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

แต่งแต้มลุคให้สาวยุคใหม่ด้วยสีสัน Spring 2019

G2000 WOMAN เปิดตัวคอลเลกชั่น Spring 2019 ชวนสาวๆ อัพลุคด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ

นับเป็นแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ สำหรับ G2000 WOMAN ที่ปฏิวัติการแต่งกายโดยนำเอารูปแบบเทรนช์โค้ตสุดคลาสสิกกับชุดสูทมาแต่งแต้มด้วยสีสันอันสะดุดตารับกับฤดูใบไม้ผลิ อิงเทรนด์แฟชั่นการแมตช์โทนสีแห่งปี 2019 ทำให้สาวๆ ดูโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ คอมพลีตลุคสาวมั่นในสไตล์สมาร์ทแคชชวล ซึ่งความพิเศษในปีนี้ G2000 WOMAN มีอะไรให้ติดตามกันบ้าง มาอัพเดทกันเลย

แต่งแต้มสีสันกับเทรนช์โค้ตสุดคลาสสิก

เมื่อพูดถึงเทรนช์โค้ต หลายคนจะนึกถึงชุดสีดำ น้ำเงิน หรือกากี แต่สำหรับ G2000 WOMAN ได้แต่งแต้มสีสันบนเทรนช์โค้ตสุดคลาสสิกในคอลเลกชั่นนี้ด้วยหลากหลายสีสัน พร้อมการนำเสนอความมีชีวิตชีวาที่เข้ากับเทรนด์การแมตช์โทนสีอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนสีที่แตกต่างกันเพื่อสร้างมิติในการแต่งกาย ช่วยให้วันทำงานที่น่าเบื่อของผู้หญิงยุคใหม่ดูมีสีสันและมีชีวิตชีวามากขึ้น

เสริมความมั่นใจในชุดสูท

จากการนำเอาสีสันสดใสของฤดูใบไม้ผลิมาผสานกับชุดสูทในสไตล์ G2000 WOMAN ช่วยสร้างรูปแบบการสวมใส่สูทรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเจเหมือนอย่างที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นการใส่สูทคู่กับเดรส หรือมิกซ์แอนด์แมตช์กับกางเกง Culottes ทรงขาบาน สำหรับคอลเลกชั่นนี้ได้นำเอาสี Fern, Almond Oil, Daisy Yellow, Mandarin Red และที่ขาดไม่ได้คือ สี Bright Coral ซึ่งเป็นสีประจำปีของ 2019 มารวมอยู่ในคอลเลกชั่น Spring 2019 ดูเป็นสาวมั่นทันเทรนด์ในลุคนักธุรกิจ

สร้างความน่าเชื่อถือพร้อมรับทุกบทบาท

สูทเป็นเอกลักษณ์ของ G2000 มาอย่างยาวนาน ด้วยความใส่ใจในการเลือกผ้า การออกแบบ รวมถึงการใช้งานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ G2000 WOMAN จึงตอบรับทุกความต้องการและทุกโอกาสด้วยคอลเลกชั่นต่างๆ อาทิ  Essential Suit Collection การนำเสนอสูทมาตรฐานที่สวมใส่ได้ง่าย เหมาะกับวันสัมภาษณ์งาน หรือเป็นสูทชุดแรกของนักศึกษาจบใหม่เพราะมาในราคาที่เอื้อมถึง Power Suit Collection ด้วยผ้าคุณภาพสูงและการตัดเย็บอันประณีต ทำให้มีความเรียบหรูและสง่างาม ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับผู้บริหารและนักธุรกิจมืออาชีพ ปิดท้ายที่ Designed For Travel Collection กับดีไซน์พอดีตัว ด้วยผ้าที่ยืดหยุ่นและยับยาก ถูกใจนักธุรกิจที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เพราะสะดวกต่อการพกพาในกระเป๋าเดินทาง อีกทั้งยังช่วยเสริมบุคลิกและความน่าเชื่อถือพร้อมเผชิญทุกบทบาท

ชุดเดรสเผยความสง่างามในตัวคุณ

เสน่ห์ของชุดเดรสคือการได้เผยเรือนร่างของผู้สวมใส่ G2000 WOMAN จึงออกแบบชุดเดรสในหลากหลายรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นทรงนาฬิกาทราย ทรงเข้ารูป ทรง A หรือทรง H ซึ่งมาพร้อมกับเข็มขัดถอดได้เพื่อสไตล์การแต่งตัวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะวันทำงานหรือวันพักผ่อนก็สามารถโดดเด่นได้อย่างสง่างาม

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ G2000 ได้ที่ https://www.facebook.com/G2000Thailand/

22 ปี คลีโอ ประเทศไทย เพื่อนสาวคนสนิทเปลี๋ยนไป๋!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584033

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

22 ปี คลีโอ ประเทศไทย เพื่อนสาวคนสนิทเปลี๋ยนไป๋!

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ในเดือน มี.ค.นี้ “คลีโอ ประเทศไทย” จะมีอายุครบ 22 ปีเต็ม พร้อมอัพเลเวลจากสาวน้อยที่ภายนอกอาจจะดูหวาน น่ารัก มองโลกด้วยแววตาสดใสราวกับโลกทั้งใบเป็นสีชมพู แต่ความจริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงขี้เล่น ฉลาดไม่เบา มั่นใจในตัวเอง แถมยังเซ็กซี่ กำลังจะกลายเป็นผู้หญิงที่เติบโตและสตรองขึ้นอีกขั้น เพราะผ่านประสบการณ์ชีวิต พบกับความผิดพลาด ความสำเร็จมาแล้วหลายรสชาติ

ก้าวต่อไปของคลีโอ ประเทศไทย ยังคงตอกย้ำบทบาทการเป็นเพื่อนและพี่สาวที่ดีที่สุดของสาวไทยอย่างมุ่งมั่น เป็นคู่มือการใช้ชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ ด้วยเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวที่ผู้หญิงอยากรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสวยความงาม แฟชั่น การงาน ความสัมพันธ์ บันเทิง ตลอดจนวิธีการใช้ชีวิตให้มีความสุข ทุกเนื้อหาถ่ายทอดอย่างจริงใจ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปใช้ได้จริงไม่พอ ยังช่วยสร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจ ทำให้ทุกครั้งที่เปิดอ่านคลีโอ ประเทศไทย สาวๆ อดหัวใจพองโตและรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคลีโอเป็นเพื่อนสาวคนสนิทที่เข้าอกเข้าใจไม่ได้

เมื่อโลกไม่หยุดหมุน แถมยังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าในอดีตแบบวิ่งตามยังแทบไม่ทัน คลีโอประเทศไทย ในวัย 22 ปี จึงต้องอัพลุค ปรับตัวเองขนานใหญ่ เพื่อก้าวให้ทันกับยุคดิสรัปชั่น ที่มาพร้อมความเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นสึนามิลูกใหญ่ที่ถาโถมให้วงการนิตยสารบ้านเราสั่นคลอน

จะปรับเปลี่ยนได้น่าอ่านขนาดไหน คำตอบพร้อมแล้ว เกริ่นไว้ก่อนเลยว่าปีนี้แฟนๆ คลีโอ ประเทศไทย นอกจากจะได้อบอุ่นใจกับการมีเพื่อนสาวคนสนิทคนเดิม เพิ่มเติมคืออัพเลเวลให้สนุกขึ้น และก้าวทันโลกมากขึ้น จนใครเจอต้องทักว่า “คลีโอ ประเทศไทย เปลี๋ยนไป๋!”

ร่าง(เกือบ)ใหม่ หัวใจดวงเดิม

ลีลี่-ทัศนีย์ สิริเลิศประเสริฐ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารคลีโอ ประเทศไทยที่เติบโตจากผู้อ่าน ก่อนจะก้าวสู่ครอบครัว คลีโอ ประเทศไทย มาจนเข้าสู่ปีที่ 18 แล้ว เผยถึงก้าวต่อไปของนิตยสารที่เป็นหนึ่งในตำนานว่า ครั้งหนึ่งเคยขึ้นแท่นเป็นนิตยสารผู้หญิงที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย (ปี 2009-2011) ว่า ในปีนี้จะมีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่การตีพิมพ์ในรูปแบบเล่มสลับกับ Cleo Free Copy ที่จะแจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้าและร้านกาแฟสตาร์บัคส์

พร้อมกันนี้ ยังปรับคอลัมน์ เปลี่ยนอาร์ตเวิร์กในเล่มให้ดูทันสมัย มีการทิ้งสเปซให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวได้อย่างสบายตามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ผ่อนแรงที่จะก้าวเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ครบทุกช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไลน์แอด เรียกว่ามาครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าสาวๆ อยากพบเพื่อนที่ชื่อคลีโอที่ไหน ก็เจอกันได้ทุกช่องทาง

“การปรับตัวขนานใหญ่ของคลีโอ ประเทศไทยครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ เพื่อเป็นการฉลองการเข้าสู่ปีที่ 22 ที่สำคัญยังเป็นการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคดิจิทัล ซึ่งที่ผ่านมา วงการสื่อและนิตยสารล้วนได้รับผลกระทบแต่สิ่งที่คลีโอ ประเทศไทยทำ คือ ไม่ได้อยู่นิ่ง พยายามเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในส่วนดิจิทัลมากขึ้น เสริมจากสิ่งที่เราทำมาตลอด เพราะเราถือว่าเป็นแมกกาซีนฉบับแรกๆ ที่หันมาบุกเบิกด้านดิจิทัล เพราะฉะนั้นเรามีข้อได้เปรียบ เพราะได้ลองผิดลองถูกมาอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากจะชูธงบุกดิจิทัลอย่างจริงจัง ควบคู่กับการสลับมาผลิตเป็น Free Copy เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้อ่านที่หันไปอ่านคอนเทนต์ออนไลน์ แทนที่จะซื้อนิตยสาร แต่ก็ยังสามารถพบกับคลีโอได้ดั่งเดิม ในรูปแบบของนิตยสารแจกฟรี ส่วนของเล่ม พอปรับเป็น 2 เดือนเจอกับแฟนๆ 1 ครั้งก็ต้องอัพเกรดให้เนื้อหาสาระเข้มข้นขึ้น

“เนื้อหาสาระในการนำเสนอต้องปรับค่อนข้างเยอะ จากแต่ก่อนเรารายงานความเป็นไปในวงการบิวตี้ แฟชั่น ตอนนี้เนื้อหาเราต้องลงลึกมากขึ้น พร้อมกับหารูปแบบใหม่ๆ เข้ามาใช้นำเสนอเนื้อหาให้มีความน่าสนใจ โดยไม่ลืมจุดแข็งว่าเราคือเพื่อนและพี่สาวคนสนิทของสาวๆ ที่เวลามีคำถามเมื่อไหร่ จะนึกถึงเรา โดยเรายังอัดแน่นด้วยเนื้อหาที่พร้อมเป็นคู่มือการใช้ชีวิตให้ผู้หญิงในทุกแพลตฟอร์ม เช่นทาปากสีไหนไปทำงานวันแรกดี หรืออกหักครั้งแรกทำอย่างไร ควบคู่ไปกับเรื่องดวง ซึ่งเรามีฐานแฟนแน่นมาก”

นอกจากความพิเศษที่ค่อยๆ สะท้อนออกมา ยังมีอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ที่พร้อมประเดิมให้แฟนๆ ได้เห็นในฉบับเดือน เม.ย. คือ แฟชั่นเซต ด้วยการชวน แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล นักร้อง-นักแสดงวัยทีนที่ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในไอคอนแห่งวงการแฟชั่นมาร่วมสร้างสรรค์แฟชั่นเซต ประเดิมฉบับแรกด้วยธีมซัมเมอร์สุดคูล

“ตอนนี้เราวางแผนว่า จะให้แก้วมาเป็น Fashion Editor รับเชิญ 3 เล่ม เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้อ่าน ได้สัมผัสแฟชั่นสไตล์ใหม่ผ่านมุมมองของไอคอนที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แก้วได้มาแสดงฝีมือเป็นคนเบื้องหลังแบบนี้ก็ว่าได้ รับรองว่าพิเศษแน่นอน เพราะแม้แต่ตัวแก้วเองยังกระซิบกับทีมงานว่า เล่มแรกก็ตั้งใจแล้ว แต่เล่มต่อไปต้องดีกว่าเล่มนี้แน่นอน”

ยกทัพจัดเต็มทุกแพลตฟอร์ม

เรียกน้ำย่อยในส่วนของดิจิทัลที่จะมาเสริมทัพให้คลีโอ ประเทศไทย พอเป็นน้ำจิ้มไปแล้ว ได้เวลามาลงลึกไปอีกนิดว่า คลีโอในเวอร์ชั่นดิจิทัลจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง กับ วา-อินทิรา ถูกอารมย์ บรรณาธิการเว็บไซต์ คลีโอ ประเทศไทย เผยว่า หลังจากเริ่มชิมลางผลิตรายการออนไลน์มาจนมีฐานแฟนประมาณหนึ่ง ปีนี้จะขนทัพรายการมาให้ได้ชมกันแบบจัดเต็มมากขึ้น นำทัพโดย 5 รายการหลัก เริ่มจากรายการ Cleo On Ground เป็นรายการที่มีมาหลายปีแล้ว มาพร้อมคอนเซ็ปต์เหมือนเพื่อนเจออะไรดีๆ แล้วมาเพื่อนบอกต่อ แนะนำสถานที่ใหม่ๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านสวยๆ งามๆ เดิมที แพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์ รับหน้าที่เป็นพิธีกร แต่หลังจากไปเรียนต่อ จึงปรับเป็นพิธีกรวัยทีนหมุนเวียนกันมาสร้างความสนุก ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน

สำหรับปีนี้จะมีรายการใหม่ คือ CLEO Bachelor XOXO เป็นครั้งแรกที่คลีโอรียูเนียนหนุ่มๆ คลีโอทุกรุ่นกลับมาให้แฟนๆ หายคิดถึง โดยแต่ละสัปดาห์จะมีโจทย์ให้หนุ่มๆ มาร่วมทอล์กในประเด็นต่างๆ หรือทำชาลเลนจ์บางอย่าง ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดีแรกของเดือน ตามติดด้วย CLEO Connect เน้นเรื่องความสัมพันธ์ (Relationship) ด้วยการเลือกเชิญแขกรับเชิญที่เป็นคู่เพื่อน พี่น้อง หรือแฟน มาร่วมพูดคุยกันแบบสนุกๆ พบกันทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือน ต่อด้วย Cleo Makeover นำเสนอเรื่องราวแฟชั่นและความสวยความงามที่สาวๆ สนใจมาทำให้ย่อยง่าย ใครๆ ก็ทำได้ พบกันทุกวันพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือน

“ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งรายการที่เข้ามาเป็นสีสัน คือ CLEO Horoscope ออกอากาศทุกวันที่ 1 ของเดือน เอาใจสายชอบดวง ด้วยการพาแม่หมอมาดูดวงสาวๆ แบบรายวัน พร้อมแนะเทคนิคเสริมดวงจากแอกเซสซอรี่ หรือเลือกสีลิปสติกให้เสริมดวงความรัก เป็นต้น”

ในส่วนของคอนเทนต์บนเว็บไซต์วา ย้ำว่า มีทั้งเนื้อหาส่วนที่มาจากในเล่ม และส่วนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ถูกจริตคนอ่านยุคดิจิทัลที่เน้นสั้น กระชับ เข้าใจง่าย นำคอนเทนต์มาตีความเป็นอินโฟกราฟฟิกที่ดูง่ายและแชร์ให้เพื่อนได้ง่าย พร้อมเสริมในส่วนคลิปวิดีโอเข้ามาเป็นสีสันประกอบการสัมภาษณ์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางฮอตฮิตอย่างไลฟ์สด และในอนาคตคาดว่าจะขยายไปสู่การทำพอดแคสต์เพื่อให้ครบวงจร” วาทิ้งท้าย

เส้นทางการเติบโตของคลีโอจากเด็กหญิงสู่สาวรุ่นยังคงดำเนินต่อไป ปี 2019 คลีโอก้าวเดินสู่ปีที่ 22 อย่างมาดมั่น พร้อมให้สิ่งที่ดีในฐานะเพื่อนสาวที่อยู่ข้างคุณเสมอ และปีนี้นอกจากจะได้เต็มอิ่มกับเนื้อหา ยังเตรียมสนุกไปกับหลากหลายกิจกรรมความสุข ไม่ว่าจะเป็น CLEO Beauty Hall of Fame, CLEO on Campus, CLEO 50 Most Eligible Bachelors 2019 และ Bachelor Run อีกด้วย

เรื่องของหัวใจ…ไม่ใช่เรื่องเล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583929

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เรื่องของหัวใจ...ไม่ใช่เรื่องเล่น

งานวิจัยเผย ประชากรโลก 1 ต่อ 50 มีเส้นเลือดโป่งพองที่ส่ออันตรายร้ายแรงแบบไม่ทันคาดคิด

จากการวิจัยในสหรัฐอเมริกา พบว่าสถิติของประชากรทั่วโลกมีผู้ที่มีเส้นเลือดโป่งพองที่สมองคิดเป็น 1 ต่อ 50 ซึ่งหลอดเลือดโป่งพองเป็นจุดที่เส้นเลือดแดงมีความอ่อนแอ โดยมักจะเกิดกับเส้นเลือดแดงในสมองหรือในเส้นเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย

ในปัจจุบันอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่พบผู้หญิงอายุระหว่าง 30-60 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดสมองโป่งพองมากที่สุด ในขณะที่ผู้ชายอายุมากกว่า 65 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพองมากที่สุดร่วมกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ แต่เราสามารถสังเกตปัจจัยต่างๆ ได้

ข้อมูลจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ให้คำแนะนำไว้ว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) มีความสำคัญคือ เป็นหลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ประสาทไขสันหลัง แขน ขา และอวัยวะในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ลำไส้ ดังนั้น หากหลอดเลือดแดงใหญ่มีพยาธิสภาพหรือความผิดปกติเกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ได้ หรือหากมีการโป่งพองปริแตกก็จะทำให้เสียชีวิต

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเส้นเลือดแดงโป่งพองคือ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีภาวะถุงลมโป่งพอง มีประวัติครอบครัวที่มีเส้นเลือดโป่งพอง มีความดันโลหิตสูง มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เป็นกลุ่มอาการ Marfan (เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน) ผู้เป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคซิฟิลิสที่ไม่ได้รับการรักษา มีการติดเชื้อ หรือเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น และในบางครั้งการที่เส้นเลือดมีการโป่งพองมากอาจทำให้เกิดแรงกดต่อเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้เกิดอาการปวด ชา หรือสูญเสียการทำงานอื่นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วการมีเส้นเลือดโป่งพองนั้นไม่ได้ทำให้เกิดอาการที่สังเกตได้ชัด เว้นแต่ว่าเริ่มมีเลือดออกหรือเส้นเลือดกำลังจะแตก อาการแสดงนั้นมีความแตกต่างกันขึ้นกับตำแหน่งที่มีเส้นเลือดโป่งพอง เช่น ปวดมาก (ปวดหัวรุนแรง ปวดตึบๆ หรือปวดขึ้นฉับพลันที่ท้อง ทรวงอก และ/หรือหลัง) เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน หรือหมดสติ

ปัจจุบันมีนวัตกรรมแนวใหม่รักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดหุ้มด้วยขดลวด (Vascular Stent Graft) แทนที่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองในช่องอกหรือช่องท้อง (TEVAR หรือ EVAR) ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบทั้งสองข้าง เข้าไปจนถึงหลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพอง และปล่อยขดลวดให้ถ่างขยายในหลอดเลือดแดงใหญ่ เพื่อป้องกันหลอดเลือดแดงใหญ่แตก ซึ่งวิวัฒนาการที่ก้าวหน้าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตตลอดจนภาวะแทรกซ้อนในระหว่างผ่าตัดได้มาก

ข้อดีของการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองแบบไม่ผ่าตัด TEVAR / EVAR คือ

1. แผลมีขนาดเล็ก

2. ลดปัญหาการปวดแผลจากการรักษาโดยวิธีผ่าตัด

3. เสียเลือดน้อยกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

4. เลี่ยงการดมยาสลบ โดยฉีดยาชาเฉพาะที่หรือใช้ Regional anesthesia

5. ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไว ลดระยะเวลาในการพักอยู่ใน ICU และการนอนพักฟื้นโรงพยาบาล

6. ลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนในระหว่างผ่าตัด

ดังนั้น วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดใหญ่ เพียงเท่านี้เราก็สามารถสังเกตอาการเบื้องต้น และเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หากเริ่มมีอาการหรือมีข้อสงสัยเรื่องโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองสามารถขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่ www.princhealth.com

เรซูเม่แบบไหนที่ส่งไปแล้วไม่นก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583916

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 19:37 น.

เรซูเม่แบบไหนที่ส่งไปแล้วไม่นก

7 เทคนิคการนำเสนอเรซูเม่ให้โดนใจ งานไม่หลุดมือ จากผู้เชี่ยวชาญการเขียนเรซูเม่

ใครๆ ก็ชอบพูดว่า “โตแล้วจะทำอะไรก็ได้” แต่เชื่อมั้ยว่าสำหรับคนที่เรียนจบใหม่ กับคนที่กำลังสมัครงานใหม่ การเขียนเรซูเม่ให้โดนใจกลับเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลย แถมบางคนส่งเรซูเม่ไปแล้วก็เงียบเฉยเหมือนไม่มีสัญญาณตอบรับจากบริษัทที่ส่งไป วันนี้เรารวบรวมเทคนิคการเขียนเรซูเม่ฉบับไม่นก ไม่ต้องตกงาน จากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก รับรองว่าส่งไปที่ไหนมัดใจนายจ้างที่นั่น

ออกแบบให้ปัง

การออกแบบเป็นสิ่งสำคัญ เรซูเม่แห่งปี 2019 ควรมีหน้าตาและรูปแบบที่เรียบง่าย แต่มีการตกแต่งที่โดดเด่นชัดเจน สื่อถึงคาแรกเตอร์ของเจ้าตัวได้บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องดีไซน์เลิศหรูหรือใช้ทักษะออกแบบที่ยากเกินไป โดย Dana Leavy-Detrick เจ้าของบริษัทจัดทำเรซูเม่ Brooklyn Resume Studio ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า การเพิ่มป๊อปอัพเล็กๆ เข้าไปจะช่วยเพิ่มความน่าอ่าน และที่สำคัญควรเลือกใช้ฟอนต์ที่ดูเรียบร้อย เพราะจะช่วยให้เรซูเม่ดูน่าพิจารณามากยิ่งขึ้น

ทำส่วนเฮดให้เปรี้ยง

เรซูเม่ที่ดีควรดึงความสนใจนายจ้างให้ได้ในแวบแรก Jennifer Braganza โค้ชด้านอาชีพกล่าวไว้ว่า “พื้นที่ 1 ใน 3 หรือส่วนด้านบนของเรซูเม่ คือสิ่งที่นายจ้างสแกนว่าเขาจะอ่านส่วนที่เหลือหรือไม่ และพวกเขาให้เวลากับส่วนนั้นแค่ 3 วินาที” รู้อย่างนี้แล้ว เลิกกังวลกับเนื้อหาแน่นๆ แล้วมาโฟกัสกับการนำเสนอด้านบนให้ดึงดูดใจจะดีกว่า

 

รูปถ่ายทางการยังเป็นสิ่งจำเป็น

หนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพของมาเลเซีย เปิดเผยว่า “นักศึกษา 7 คนจาก 10 คน นิยมส่งเรซูเม่ที่แนบรูปภาพที่ไม่เป็นทางการ เช่น รูปเซลฟี่ หรือรูปขณะไปท่องเที่ยว” ซึ่งรูปภาพแบบนี้เป็นสิ่งที่เหล่านายจ้างไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เราอาจเลือกใช้รูปที่ไม่เป็นทางการได้สำหรับตำแหน่งงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างงานครีเอทีฟ กราฟฟิกดีไซน์ หรืองานด้านศิลปะ

บรรยายทักษะความสามารถให้เต็มที่

ผู้เชี่ยวชาญการเขียนเรซูเม่อย่าง Sam Nolan ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า ควรเขียนสิ่งที่เราจะทำได้เพื่อนายจ้าง ไม่ใช่สิ่งที่นายจ้างต้องทำให้กับเรา ซึ่งถือเป็นส่วนที่ล้ำค่าที่สุดในเรซูเม่เลย คล้ายๆ กับ iPrice ที่เสนอว่าอะไรที่ไม่สำคัญก็ตัดทิ้งไปเถอะ แต่ส่วนใหญ่กลับพบว่า คนมักให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลสำคัญที่จะถูกนำมาพิจารณา

ถ้าใส่แต่รางวัลต้องมีรายละเอียด

หากมีรางวัลการันตีในฝีมือ มีใบประกาศนียบัตร จบคอร์สอบรมทางวิชาการต่างๆ หรือมีประวัติกิจกรรมที่โดดเด่นเกินใคร ต้องไม่พลาดใส่รายละเอียดบรรยายสรรพคุณสั้นๆ ถึงสิ่งที่เราทำ เพราะนายจ้างจะไม่รู้เลยว่ากิจกรรมเหล่านั้นช่วยเสริมทักษะหรือความสามารถของเราเกี่ยวกับงานที่นายจ้างต้องการอย่างไรบ้าง

อย่าลืมบุคคลอ้างอิง

ขาดไม่ได้คือส่วนของการอ้างอิง เราควรใส่บุคคลที่อ้างอิงได้ว่าเราทำงานหรือเคยทำงานจริงในบริษัทนั้นๆ ซึ่งควรเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในการทำงานอย่างเจ้านายหรือหัวหน้างาน ซึ่งจะตอบข้อมูลได้ชัดเจนและถูกต้องที่สุด แต่ถ้ากลัวเขาจะล่วงรู้ถึงแผนการลาออกและไม่อยากให้ HR โทรไปสอบถาม ก็อาจจะใส่ข้อความเก๋ๆ ว่า Upon Request ก็ได้

ส่งอีเมลสมัครงานอย่างเหมาะสม

การส่งอีเมลสมัครงาน ควรเริ่มต้นด้วยคำแทนตัวเองอย่างสุภาพ เช่น ผม หรือดิฉัน ทั้งควรเริ่มต้นการเกริ่นนำให้มีความเหมาะสมด้วย เช่น การแนะนำตัวและจุดประสงค์ของการสมัครตำแหน่งนี้ เพื่อให้นายจ้างสนใจและอยากเปิดเรซูเม่ของเราขึ้นมาอ่านทันที 

…แค่นี้เรซูเม่ที่ส่งไปก็มีเปอร์เซ็นต์ได้รับการพิจารณามากกว่าเรซูเม่รูปแบบเดิมๆ แล้ว ยังไงก็ขอเป็นกำลังให้ทุกคนที่กำลังหางาน  ให้ได้งานทำไวๆ สมดังปรารถนาทุกคน

ตัวอย่างเรซูเม่

ภาพ : designshack.net

ทำความรู้จัก “หุย-นลินี ชีวะสาคร” สาวสวยเก่งผู้ให้เสียง-กัปตัน มาร์เวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583890

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 16:21 น.

ทำความรู้จัก "หุย-นลินี ชีวะสาคร" สาวสวยเก่งผู้ให้เสียง-กัปตัน มาร์เวล

จากนักการตลาดสู่นักพากย์หนังพราวเสน่ห์ เปิดชีวิตตัวตนครั้งแรกสาวสวยผู้ให้เสียงกัปตันมาร์เวล “หุย-นลินี ชีวะสาคร”

********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

จุดเริ่มของจักรวาลมาร์เวลกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด ในขณะที่ได้เปิดฉากภาพยนต์เรื่อง “กัปตัน มาร์เวล” ฮีโร่ผู้พิทักษ์มนุษยชาติของโลกคนสุดท้ายเพิ่งเริ่มดำเนินขึ้น ท่ามกลางความสนใจในเรื่องราวและรวมไปถึงความสามารถของ “แครอล เดนเวอร์ส” สาวฮีโร่แกร่งสุดเก่งเกินพิกัดที่มาแรงแซงทางโค้งทะลุ ตั้งแต่วันที่เข้าฉาย 6 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

ชาวเน็ตต่างทั่วเมืองไทยก็พร้อมใจอยากทำความรู้จักที่มากขึ้นกับสาวนักพากย์ผู้ให้เสียง นั้นเพราะความสวยที่มีมากๆ พอกับความเก่งมากความสามารถทะลุจอไม่ต่างจากตัวละครกัปตัน มาร์เวลอีกด้วย

โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ขอพาไปทำความรู้จักสาวคนเก่งที่ว่านี้ “หุย-นลินี ชีวะสาคร”

มิส มาร์เวล-สาวไทยคนแรก

“เราเป็นหนึ่งในผู้ที่แคสแล้วก็ได้รับคัดเลือก เพราะในการพากย์หนังหรือว่าการ์ตูนอะไรก็แล้วแต่สำหรับดิสนีย์จะมีหน่วยงานชื่อ DCVI สำหรับควบคุมการพากย์ภาษาต่างประเทศทั้งหมดของภาพยนตร์ในเครือดิสนีย์ เช่น Avenger Star Wars  Frozen หรือเรื่อง captain marvel ก็เช่นเดียวกัน โดยจะมีการแคสติ้งเสียงตัวละครหลักให้ทาง DCVI คัดเลือก เพื่อให้ได้เสียงที่ใกล้เคียงต้นฉบับที่สุด”

นลินีบอกเล่า ถึงเส้นทางการให้เสียงกัปตัน มาร์เวล ซึ่งแม้ว่าส่วนตัวจะผ่านงานพากย์ในฐานะมืออาชีพแต่ก็คงตื่นเต้นเมื่อได้รับเกียรติครั้งนี้เป็นอย่างมาก

“เพราะว่าเป็นแฟน MCU (Marvel Cinematic Universe) ก็เลยตื่นเต้นมากวินาทีที่รู้ผลว่าตัวเองได้ แต่ก็แป๊บเดียว” เธอว่าพลางยิ้มก่อนจะเล่าต่อด้วยอารมณ์ดีใจในแบบเดียวกัน “เพราะกัปตัน มาร์เวลเป็นตัวละครตัวใหม่ในภาพยนต์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก พยายามทำการบ้านต่างๆ นานา”

โดยอย่างแรกเลยคือไปที่บริษัทเพื่อนั่งดูภาพยนตร์ทำความเข้าใจเนื้อเรื่องว่ามันมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร ขณะอย่างที่สองศึกษาบุคลิกตัวละคร โดยคุณลักษณะที่เป็นพื้นฐานของ ‘แครอล เดนเวอร์ส’ เป็นตัวละครที่ค่อนข้างแมนและนิ่ง แต่ว่าเป็นคนกวนและมีอารมณ์ขันจากข้างใน ซึ่งการพากย์ก็ต้องพยายามทำให้เธอดูเป็นคนที่แข็งแกร่งด้วย และสุดท้ายนัยยะสำคัญของตัวละคร กัปตัน มาร์เวล เป็นตัวแทนของผู้หญิงธรรมดาทั่วไปที่อาจทำผิดพลาดได้ ล้มเหลวได้ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง คือ ความเข้มแข็งและหนักแน่นในการลิขิตชะตาชีวิตของตนเองด้วยตนเอง ไม่ปล่อยให้คำพูดของผู้อื่นมามีอิทธิพล ว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ เมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเธอได้มุ่งมั่นและโฟกัสเพื่อเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า

“ถ้าถามก็อาจจะเหมือนชีวิตเราช่วงที่ตัดสินใจมาเป็นนักพากย์เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอบคุณการพากย์ก็จะมี Director พี่เจิ๋น (สรรเสริญ โภคสมบัติ) คอยกำกับการพากย์ร่วมกับพี่ตุ้ย (ทศพร รุ่งวิทยา) ผู้ดูแลการผลิตเสียงภาษาไทยจาก DCVI ที่ให้ความเมตตา” นลินี กล่าว ด้วยรอยยิ้มเต็มดวงหน้าก่อนจะเล่าถึงที่มาของการเป็นนักพากย์

หัดเองด้วยใจรักจุดเริ่มนักพากย์พราวเสน่ห์

นลินี ชีวะสาคร หรือ หุย ในชื่อเล่น ชีวิตก่อนเส้นทางการเป็นนักพากย์สาวแสนสวยที่หลายๆ คนให้ความสนใจในขณะนี้หาใช่มุ่งมั่นที่จะเป็นนักพากย์มาตั้งแต่เด็ก หากแต่เกิดจาก  “ความรัก” ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่ความรักในการให้เสียงเลยก็ตามที แต่มันก็ก่อเกิดเป็นฉากแรกของเธอ

“สไตล์เด็กๆ ทั่วไปมีความชอบมากมาย ทั้งชอบวาดรูป แต่งกลอน การแปล การร้องเพลง แต่พอถึงม.6 รู้สึกว่าเราน่าจะชอบออกแบบก็เลยเลือกเรียน industrial design ภาควิชาของคณะสถาปัตย์ กะว่าจบออกมาก็ประมาณว่าเป็น Designer  รู้สึกว่าน่าจะใกล้เคียงกับเราที่สุด แต่พอเอาจริงๆ มันมีความเป็นวิทยาศาสตร์เยอะ ในระห่างที่เรียนปี 5 ชนิดทรมานก็ได้ไปดูหนังเรื่อง ‘ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยม’ ครั้งแรกเกิดความตกใจเลย ประทับใจเสียงของ จวนจีฮุน ที่พี่เก๋ (กรรณิกา อยู่ยงสินธ์) ลืมวิทยาศาสตร์ที่หนักอกอยู่เลย ทำไมคิดไม่ถึงมาก่อน มันมีอาชีพนักพากย์ด้วยนี่นา”

นลินีเล่าว่าในวินาทีนั้นหลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์เส้นทางของการค้นคว้าฟ้าดาวก็เกิดขึ้น เธอเปิดคอมพิวเตอร์หาข้อมูลนักพากย์บนเว็บไซต์ก่อนพบเข้ากับกลุ่มคนที่ฝึกหัดพากย์ทางช่องยูทูป โดยเป็นคลิปที่ต่างคนต่างเลือกฉากหนังหรือการ์ตูนที่ตัวเองชอบแล้วอัดเสียงเอาลงมาแลกเปลี่ยนกันชม

“เริ่มลองอัดเสียงตัวเองตั้งแต่วันนั้นเลย อัดเสร็จลองฟังก็รู้สึกว่า เออเสียงเราเป็นอย่างนี้เองเหรอ ก็ได้อยู่นะเนีย” นักพากย์สาวกล่าวด้วยประกายตาแสดงออกถึงความสุขอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วนับปีจะเป็นเพียงแค่ ‘งานอดิเรก’

“ทำมาเรื่อยๆ จนเรียนจบและไปต่อโทด้านการตลาดก็ยังชอบพากย์อยู่ ในใจก็การอยากพากย์งานจริงๆ โทรไปหาบริษัททีมพากย์แทบทั้งหมด ทีมพากย์พันธมิตรก็เคยมาแล้วแต่ก็ไม่มีว่างเปิดรับ  มาโป๊ะเอาตอนมาทำงานการตลาดเพื่อนที่ฝึกพากย์ชื่อน้องปลาย (พิพัฒน์ บุญสิทธิเลิศ) ชวนเพื่อนที่ฝึกพากย์กันมาทำทีมฟอร์มกันขึ้นมาเองทั้งทีม”

งานการตลาดตอนกลางวันพอตกค่ำไปพากย์ จนงานพากย์เริ่มอยู่ตัวนลินีจึงลาออกจากงานการตลาดมาพากย์เต็มตัว เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ค่อยๆ ทยอยกลายเป็นนักพากย์อาชีพสมใจ ซึ่งเมื่อถามว่าอะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เธอบอกว่านอกจากความรักอีกสิ่งหนึ่งคือการฝึกปรือซ้ำๆ

“สกิลการพากย์เป็นอะไรที่ขึ้นกับชั่วโมงบิน จะหาทางลัดนั้นไม่มี ต้องทำเรื่อยๆ แล้วก็ค่อนข้างเป็นปัจจัตตัง คือเฉพาะตัว แนะนำหรือสอนอะไรก็พอได้ แต่สุดท้ายมันต้องรู้ด้วยตัวเอง ทุกวันนี้สิ่งที่ทำเลยซ้ำๆ ฟังซาวด์แทร็กแล้วก็ลองแปลงให้เป็นเสียงพากย์ไทยทำแบบนั้นปรับแบบนี้ ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองเก่งยังมีจุดที่ให้ปรับไปเรื่อยๆ”

แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งมวลอยู่ภายใต้สาระสำคัญคือทำให้ผู้ชมได้รับอรรถรสใกล้เคียงกับต้นฉบับให้มากที่สุด ซึ่งในสไตล์ของนักพากย์สาวแยกออกมาได้ดังนี้

“Personality” บุคลิก อายุ ลักษณะนิสัย เป็นคนร่าเริง เป็นคนขรึมหรือกวน เป็นต้น ก็ต้องตั้งเสียงให้เหมาะกับวัยและพากย์ให้เหมาะสมกับบุคลิก บุคลิกเหมือนเป็นภาพรวม เป็นกรอบของตัวละครตัวนั้น

“Intention” เฉพาะเจาะจงมากขึ้นตามท้องเรื่อง สิ่งที่ตัวละครพูดล้วนมีวัตถุประสงค์ ต้องแปลเจตนาผู้พูดในขณะนั้นๆ ให้ออก ไม่เช่นจะสื่อออกมาผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ

“Emotion” ตัวละครพูดด้วยอารมณ์แบบไหน กำลังรู้สึกอย่างไร ต้องแตกฉานภาษาไทยในการตีความ ไม่พูดไปทื่อๆ ตามตัวอักษรเหมือนอ่าน

“การอยู่ใกล้นักพากย์ที่ประสบการณ์มากกว่าเราก็มีข้อดี เขาจะหูดีกว่าเรา ต้องรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์มากกว่า เพราะจุดอ่อนของผู้ที่หัดพากย์ใหม่มองไม่เห็นคือจุดอ่อนของตัวเอง อาจจะคิดว่าที่ทำอยู่มันดีแล้ว แต่ผ่านไปสองปีกลับไปฟังจะรู้เลยว่าแตกต่างแต่ตอนนั้นฟังไม่ออกก็เพราะหูยังไม่ถึง ฉะนั้นเมื่อมีผู้มีประสบการณ์ชี้แนะนี้ คือของขวัญล้ำค่า ทำให้เราเก่งเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดดเพราะมีคนช่วยชี้ช่องให้นำมาพิจารณา เรามีวันนี้ได้ก็เพราะสิ่งนี้เป็นจุดเริ่ม”

พลังใจส่งต่อเรื่องดี “เคล็ด” ในการสร้างสรรค์งาน

จากผลงานครั้งแรกจนล่าสุดทั้ง The Amazing Spider-Man  ไล่ไปจนถึง Resident Evil Retribution หรือ  Avengers กระทั่ง captain marvel  นอกจากภาพยนต์ดังเธอยังให้เสียงพากย์ซีรีย์ยอดฮิตประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่อง NCIS : Los Angeles Season 1-6 ซีรีย์ประเทศอินเดียเรื่องลิขิตรักนี้เพื่อเธอ ซีรียประเทศเกาหลีเรื่อง The Joseon Shooter จอมปืนแห่งโจซอน รวมไปถึงรายการวาไรตี้และการ์ตูน นับรวมกว่า 100 เรื่อง  นักพากย์สาวเผยย้ำว่าทุกเรื่องนอกจากความสนุกสนาน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ยังมักใส่น้ำเสียง จังหวะ อารมณ์ ด้วยแง่คิดดีๆ ที่ตัวละครแต่ละเรื่องมี

“เพราะการพากย์สอนให้รู้ว่าทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจรัก การตั้งใจจดจ่อ และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เราจะไม่โกรธหรือโทษตัวเองหรือรู้สึกแย่ เวลาที่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครทำได้โดยไม่ต้องฝึกฝน ซึ่งมันก็ทำให้เป็นไปได้จริงๆ ในทุกเรื่อง กระทั่งเรื่องความฝันการเป็นนักพากย์ของเรา”

นลินีบอกอีกว่าความรู้สึกของเธอในตอนนี้ที่มีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้นก็เช่นเดียวกันกับสิ่งที่ได้จากภาพยนต์ที่สอนเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ว่า “เป็นเรื่องของกระบวนการของการเรียนรู้ที่ต้องเริ่มจากการทำไม่ได้ก่อน แล้วค่อยเป็นค่อยไป”

“จะรู้จักหรือไม่รู้จักเราก็ไม่เป็นไร ขอแค่ผู้ชมมีความสุขกับเสียงของเรา มีความสุขไปกับภาพยนตร์ก็พอใจแล้ว หวังว่าจะเป็นเสียงที่ดีและทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่รับชม ก็อยากให้ผู้ชมเปิดใจรับฟังงานพากย์ไทย เพราะการได้ฟังเสียงที่เป็นภาษาแม่ของเราส่วนตัวรู้สึกมันกระแทกใจกว่า มันไม่เหมือนเวลาที่เราอ่านซับไตเติลแล้วต้องเกิดการตีความอีกชั้นหนึ่ง ถ้าการถ่ายทอดของเราได้สื่อสารออกไปแล้วทำให้ผู้ชมที่ได้รับทัศนคติ ความรู้ และการคิดต่อยอดในเรื่องต่างๆ ทันทีหลังจากจบเรื่อง ได้นำประโยชน์ที่ได้ผ่านเนื้อหนังแล้วชีวิตดี ก็ยิ่งดียิ่งเป็นประโยชน์ ก็ขอขอบคุณและก็จะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีๆ ยิ่งขึ้นไป”

นักพากย์สาวกล่าวพร้อมกับบอกถึงความเชื่อที่เสริมหนักแน่นในเรื่องนี้ซึ่งหากเธอมีพลังวิเศษเธอขอเลือกพลังใจ เพราะว่า ‘พลังใจ’ เป็นพลังที่พิเศษและคิดว่าทุกคนมีอยู่แล้ว พลังที่จะคิดในเรื่องที่ดี ส่งต่อพลังงานในด้านดีให้กับตัวเองและคนรอบข้างสังคมก็น่าจะสงบสุขขึ้น

“ก็รู้สึกขอบคุณมากๆ อยากให้ผู้ชมหันมาฟังพากย์ไทยกันให้มากๆ เพราะในปัจจุบันการพากย์พัฒนาไปมากและมีถูกต้องมากกว่าแต่ก่อน ทำให้มันผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับน้อยมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์ของดิสนีย์ เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากลในเรื่องของการควบคุมงานพากย์ ที่ให้อรรถรสได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ การได้รับชมแบบซาวด์แทร็กก็อิ่มแบบหนึ่ง การได้รับชมในภาษาที่เป็นภาษาไทยก็อรรถรสอีกแบบหนึ่ง ก็ขอขอบคุณพี่น้องคนไทยที่ชื่ม อนาคตจะตั้งใจทำผลงานและทุกๆ งานพากย์ให้ออกมาดีที่สุด” นลินีกล่าวทิ้งท้าย

ภาพจากเฟซบุ๊ก : Nalinee Cheewasakorn

‘รางวัลของชีวิต’ อลิสา อินทเสนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583837

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

‘รางวัลของชีวิต’ อลิสา อินทเสนี

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เลือกใช้ของที่ไม่ใช่แบรนด์เนมบ้างหรือเปล่า?” คำตอบกลับมาทันใดพร้อมกับเสียงหัวเราะสดใส “เอมี่” อลิสาอินทเสนี เจ้าของกระเป๋าในดวงใจของชนชั้นสูง “แอร์เมส” วางเรียงรายโชว์ความหรูหรา คลาสสิก เจ้าของเลือกใบโปรดมาโชว์เรียกน้ำย่อย ซึ่งแค่ส่วนหนึ่งในจำนวนกว่าร้อยใบ บางใบคือรุ่นหายากถือเป็นใบหนึ่งในแรร์ไอเท็ม

อลิสา ขยายความคำถามข้างต้นเกี่ยวกับของสะสมของเหล่าแฟชั่นนิสต้าและเซเลบชื่อดัง ผู้หญิงเกือบทั้งโลกล้วนใฝ่ฝันถึงแอร์เมส ด้วยรอยยิ้มบ่งบอกบุคลิกภาพสดใส มั่นใจในตัวเองเต็มร้อยดูอ่อนเยาว์ สมฐานะประธานกรรมการบริหาร Alanis World Class Innovative Beauty Center ศูนย์นวัตกรรมความงามครบวงจรระดับเวิลด์คลาสแห่งใหม่ รวมเทคโนโลยีความงามทันสมัยจากทั่วโลก เปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่เกษร วิลเลจ

“ของที่ไม่ใช่แบรนด์เนมเคยใช้สิคะ เพราะเราก็ไม่ได้เกิดมาแล้วจะมีของแบบนี้ใช้เลย ก็เป็นคนปกติสามัญชนทั่วไปค่ะ (หัวเราะ) มี่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง คุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขายแบบค้าส่ง และมีเทรดที่ดินบ้างแต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรค่ะ สมัยเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็เคยนั่งรถเมล์ นั่งวินมอเตอร์ไซค์ นั่งแท็กซี่ไปเรียนหนังสือเหมือนเพื่อนๆ ไม่ได้พิเศษค่ะ

ใครเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ ก็คงไม่ได้หวังร่ำรวยอะไรแน่ๆ นะคะ เรียนเพราะสนุกสนาน มันดูไม่น่าเบื่อ เรียนจบก็ได้ทำงานวงการพีอาร์ รับผิดชอบงานเรื่องของคอมมูนิเคชั่น มาร์เก็ตติ้ง แล้วจับพลัดจับผลูไปทำงานกึ่งๆ เลขานุการิณีให้กับงานออร์เเกไนเซอร์ สะสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษจากที่เราเรียนโปรแกรมอินเตอร์ฯ

ความที่เราได้ภาษาก็เป็นข้อได้เปรียบเลยทำงานได้หลากหลายสาขา ทำไปได้สักพักก็ค้นพบว่าเราไม่ชอบงานด้านเลขา จึงเลือกทำงานธนาคาร ชีวิตเปลี่ยนไปเลยค่ะ มีโอกาสได้พบปะกับลูกค้ารายใหญ่ พูดคุยเรื่องการทำงานด้านตัวเลข มันก็คือการได้เรียนรู้เรื่องการเงิน การลงทุน กระเป๋า-นาฬิกาที่เรามีมันกลายเป็นเรื่องของการลงทุนอีกทางหนึ่งค่ะ”

25 ใบในโลก เด็ดมากต้องใบนี้

กระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิ้น รุ่นที่ชื่อ One Two Three and Away We Go Nigel Peake ผลิตจำกัดจำนวนเพียง 25 ใบเท่านั้น การันตีความหายาก อลิสา บอกว่าหญิงสาวที่ได้ครอบครองกระเป๋าใบนี้ในเมืองไทยอีกคนก็คือ นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้บริหารระดับสูงผู้นำเข้าแอร์เมส ที่ได้ใช้กระเป๋าลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่นนี้

กระเป๋าหนังดีไซน์ผสมผสานของสีสันสดใส ได้สร้างความน่าตื่นเต้นให้นักสะสม และในเวลานี้ราคาพุ่งพรวดไปใบละกว่า 3 ล้านบาท และมูลค่าก็ดูจะทวีค่าขึ้นได้อีกเรื่อยๆ ควรค่าแก่การสะสมที่แท้จริง

“ตื่นเต้นพอๆ กับหนังจระเข้เลยนะคะ แม้ว่าจะเป็นหนังวัวผิวเรียบ เรียกว่าหนัง Swift ซึ่งกว่าจะได้สีสันที่สดใสตัดกันอย่างนี้ มีเทคนิคการฟอกหนังกระเป๋าที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนมากค่ะ การผลิตตัดเย็บด้วยมือด้วยความประณีตและละเอียดอ่อน กระเป๋าเบอร์กิ้นช่างเย็บกระเป๋าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง รุ่นเคลลี่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมง ช่างทำกระเป๋าแต่ละคนต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างน้อย 3 ปี จึงจะได้รับอนุญาตให้ผลิตกระเป๋าได้

แล้วเมื่อตอนที่แบรนด์เสนอกระเป๋าใบนี้ให้เรา เราอินเลิฟมาก แต่สามี (พล อินทเสนี) ก็ทำหน้างงๆ เล็กน้อย คือคิ้วขมวดบนใบหน้าที่มีคำถามว่าสวยตรงไหน (หัวเราะ) คือผู้ชายก็ไม่ใช่สายแฟชั่นอยู่แล้ว แอร์เมสหนังจระเข้สีโทนเรียบคลาสสิก ดำ ครีม น้ำตาล เขาก็ยังเข้าใจนะคะว่าคุ้มค่าการลงทุน ราคาไม่มีวันตก ภรรยาจะซื้อกระเป๋าแอร์เมสสีดำหลายๆ ใบก็ได้ค่ะ สีดำซื้อ (ให้) ได้เลยครบทุกรุ่นทุกไซส์ แต่พอลิมิเต็ดสีสันสดๆ เยอะๆ แบบนี้ ผู้ชายก็ไม่เข้าใจ เพราะด้วยกาลเทศะในการใช้งานด้วยค่ะ อาจจะแมตช์ไม่ได้กับทุกๆ ชุดในแบบสีโมโนโทนนะคะ

สีของ One Two Three ก็เด็ดมากในรสนิยมความช่างแต่งตัวแบบผู้หญิง ตั้งแต่ได้มาก็ใช้ไป 2 ครั้ง ไปเดินเล่นแล้วก็ช่วงคริสต์มาส แต่งตัวลุคเวอร์ซาเชเหมาะมากค่ะ”

จำนวนกระเป๋าแบรนด์นี้เฉพาะสีดำ เผยความลับออกมาเล็กๆ มีไว้ในครอบครองอยู่หลายสิบใบ อลิสา จึงรักษาสถานะจัดเป็นลูกค้าระดับเอลิสต์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

“แอร์เมสที่ซื้อใบแรก ได้มาครอบครองเป็นเจ้าของในช่วงที่ทำงานที่สิงคโปร์ เราก็เริ่มซื้อกระเป๋าถือแอร์เมส รุ่นการ์เด้น ปาร์ตี้ ได้แล้วค่ะ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่เราซื้อในช็อปของแบรนด์ได้ที่เซี่ยงไฮ้ ให้เพื่อนชาวจีนพาไป พอไปถึงเราก็ซื้อๆ ผ้าพันคอ แอกเซสซอรี่ของกระจุกกระจิกอย่างที่รู้ๆ นะคะว่าเป็นกฎของแบรนด์ แล้วก็ไม่ไหวแล้ว ก็เลยบอกเพื่อนถามให้สักหน่อยสิคะว่า ฉันต้องซื้ออะไรแล้วเราจะโชคดี? (หัวเราะ)

เผอิญวันนั้นได้เจอพนักงานน่ารัก เขาก็เดินไปที่นาฬิกาแล้วถามว่าซื้อชิ้นนี้ไหม? ถามแบบส่งสายตายิ้มๆ เป็นสัญลักษณ์ให้พอเข้าใจนะคะ ถ้าซื้อได้รับรองมีอะไรๆ พิเศษตามมาแน่ๆ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าอะไรมันจะยากเย็นขนาดนั้น

เขาก็ต้องการลูกค้าที่มี Loyalty ที่สูง มีกำลังจ่ายที่มีความต่อเนื่อง คุณต้องเป็นแอร์เมส เลิฟเวอร์ ตัวจริง หลังจากนั้นก็ยกกระเป๋าใบแรกมาให้เราชม และมีกระเป๋าเสนอให้เรามาเรื่อยๆ เลยค่ะ

ใบแรกๆ แบบคล้ายๆ กันแต่ก็จะเป็นแบบคนละหนัง คนละลวดลาย เสนอมาก็ไม่เคยปฏิเสธค่ะ จะหยิบๆ มาไว้ก่อนค่ะ (หัวเราะ) เพราะเราได้สะสมกระเป๋าใบใหม่ไว้ด้วยนะคะ ใบโปรดมีอีกหลายๆ ใบ ทั้งหนังจระเข้พันธุ์ Porosus Crocodile สีเขียวที่มีชื่อเรียกสี Niloticus ลายกระเป๋าแบ่งแยกไปตามหนังของจระเข้ หนังจระเข้น้ำเค็มมีสเกลสวยตาหรือลายเล็ก ลายนี้สีดำมีก็ต้องมีไว้อย่างแน่นอนค่ะ เพราะคือสีคลาสสิกคุ้มค่าแก่การสะสม เป็นสีที่ราคาจะขึ้นได้เรื่อยๆ อีกด้วยค่ะ”

เรือนเวลาล้ำค่า

ของสะสมนอกจากกระเป๋าแบรนด์ดังแล้ว ด้วยสไตล์การแต่งตัวอินกระแสแฟชั่น แบรนด์โด่งดังระดับโลก กุชชี่ โดลเช่ แอนด์ กาบบาน่า ชาแนล ดิออร์ อลิสา บอกพลางหัวเราะแบรนด์คุณภาพที่ชีวิตนี้ไม่มีคงไม่ได้ อีกชิ้นที่ต้องมีก็คือนาฬิกา เรือนเวลาแบรนด์ระดับโลก ราคาสูง บ่งบอกผู้สวมใส่ได้สมฐานะ

“วันทำงานเลือกใส่เดรสแบรนด์เหล่านี้ วันสบายก็ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ แล้วก็เริ่มมาที่นาฬิกาค่ะเป็นเครื่องประดับเติมเต็มโททัลลุคได้ ฟังก์ชั่นใช้งานก็ได้ดีที่สุดเลย ที่หยิบมาวันนี้จะเป็นตัวที่ค่อนข้างแรร์

เลือกใช้บ่อยๆ ก็จะมีอยู่ 15 เรือนค่ะ ก็จะเป็นสไลต์ยูนิเซ็กซ์ ผู้หญิงเราหยิบมาใส่ก็ดูลุคสมาร์ท เรือนโปรดตอนนี้ก็จะมี ปาเต็ก ฟิลิปป์ ริชาร์ด มิลล์ โรเล็กซ์กรอบเพชร รุ่น Submariner เรือนนี้ราคาตอนนี้อยู่ที่ระมาณ 4 ล้านบาท คุณค่าไม่แค่ราคานะคะ แต่เป็นเรือนที่ยากมากกว่าจะได้ สามีก็ช่วยหาให้เป็นของขวัญในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ด้วยค่ะ ก็เลยได้มาแบบเซอร์ไพรส์ ด้วยความคลาสสิกที่เราไม่ใช่ผู้หญิงจ๋ามาก ชอบมากค่ะ

โรเล็กซ์อีกรุ่น Daytona ตัวเรือนดูธรรมดามากแต่เป็นรุ่นท็อป เพราะเป็นแพลทินัมทั้งเรือน ปาเต็ก ฟิลิปป์ รุ่น Aquanaut อีกแบรนด์ที่รักเพราะมีเรื่องเล่า มีตำนาน อีกตัวจะเป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิกาต้องมีค่ะ อูโบลท์ (Hublot) มีความเก๋และเป็นอีกรุ่นที่น่ารักสำหรับผู้หญิงเรานะคะ”

อลิสา บอกว่าสมบัติของสะสมพวกนี้ คือน้ำพักน้ำแรงมาจากการทำงานสายการเงิน ซึ่งมีการเทรนนิ่งอบรมในด้านอินเวสต์เมนต์ ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป ไม่ได้มองแค่ของฟุ่มเฟือยนำมาใช้ได้เพียงแค่การแต่งตัว

“สามีที่อยู่ในสายงานเดียวกัน เขาคร่ำหวอดในวงการสอนอะไรเราเยอะค่ะ ในเรื่องของงาน การเจอลูกค้า การพบปะผู้คน ด้วยความที่เราเป็นคนทำอะไรแล้วทำจริงจัง ก็เลยทำให้งานเราประสบความสำเร็จ ธุรกิจแรกที่ทำก็ทำกับคุณสามี เกี่ยวกับการดูแลในเรื่องของพอร์ตการลงทุนของลูกค้า ทำมาหลายๆ ปี ก็เริ่มอยากทำอะไรของตัวเองในแบบผู้หญิงรักสวยรักงามบ้าง จึงมาทำธุรกิจด้านวงการความงาม เราอยากมีพื้นที่ของตัวเองค่ะ เพราะบางนัดประชุมไฟแนนซ์ แล้วรู้สึกเครียด ก็เลยอยากลองทำธุรกิจสายบิวตี้ ความสวยงามความเพลิดเพลินก็สนุกเลยค่ะคราวนี้

เริ่มมาจากตัวเวชสำอาง อาหารเสริม ที่มีจำหน่ายที่โรงพยาบาลกรุงเทพ แล้วก็มีส่งออกต่างประเทศด้วย จนมาเป็นนำเข้านวัตกรรมความงามเพื่อจำหน่ายครบวงจรค่ะ ทำงานไป สะสมของสวยงามไป และการได้เห็นของเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกมีความสุข เพราะตอนเด็กเราก็ชอบแต่ก็ยังเป็นเจ้าของไม่ได้ แต่รู้สึกอินมาก ถือเป็นคุณค่าทางจิตใจ เพราะที่ผ่านมากว่าจะมาถึงวันนี้ที่ได้ครอบครองทุกชิ้นที่ชอบ เราก็ทำงานมาเหนื่อย

กระเป๋า นาฬิการาคาสูงเป็นรางวัลชีวิตทุกคนแน่นอนค่ะ ยิ่งพอเราอยู่ในกลุ่มที่เขาเป็นนักลงทุนแล้ว เขามองของแบบนี้ในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ของสวยงาม แต่เป็นสิ่งที่มีมูลค่าค่ะ”

ไลฟ์สไตล์ ต้านซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583836

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ไลฟ์สไตล์ ต้านซึมเศร้า

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ได้ยินข่าวเด็กวัยรุ่นไทยฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะในระยะหลัง ที่เยาวชนเสียชีวิตจากโรคซึมเศร้าและทำร้ายตัวเองจำนวนมาก ตัวเลขขอยกไว้ หากบทความนี้จะนำเสนอในประเด็นซึ่ง “มากกว่าที่เห็น” อธิบายเบื้องหลังที่คาดไม่ถึงโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สุดท้ายคือไลฟ์สไตล์ ดนตรี ถ่ายรูป หรืออะไรก็ตาม อะไรก็ได้ที่ยับยั้งตัวเลขการเสียชีวิตของวัยรุ่นหนุ่มสาว หรือในทุกวัยที่ซึมเศร้า!

พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แผนกเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 เล่าว่า สาเหตุของการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในระยะนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกกรณีมีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า ใช่! อาจมีปัญหามาจากโรคซึมเศร้าก็ได้ หากในบางรายก็อาจเกิดขึ้นจากภาวะวิตกกังวล การใช้ยาเสพติด หรือมีภาวะอาการทางจิต

“ในวัยรุ่น อาจไม่ใช่เพราะมีปัญหาโรคซึมเศร้า แต่ในช่วงนั้นอาจมีปัญหาเครียด วิตกกังวล ทำให้ตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น ทำไปโดยไม่ยั้งคิดก็ได้”

วัยรุ่นเป็นช่วงวัยของการเปลี่ยนแปลงมากมาย เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ยกตัวอย่างเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน นำมาซึ่งปัญหา มีความรัก มีการเลือกเพศ หรือบางคนก็สับสนทางเพศ ถูกกดดันจากสังคม ยังมีในช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่บางคนมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตา มองตัวเองไม่ดี เพื่อนฝูงไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม กลายเป็นปมได้หมดสำหรับช่วงวัยรุ่น

ในแง่ของอารมณ์ วัยรุ่นมีความใจร้อน พลุ่งพล่าน ตัดสินใจโดยยึดตัวเองเป็นหลัก อารมณ์เหมือนเด็ก 3 ขวบ เป็นวัยที่โตแต่กายหากใจเป็นเด็ก เมื่อทุกข์เข้ามา ก็คิดและตัดสินใจแบบเด็ก ความผิดพลาดก็ตามมา ในแง่ของอารมณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลง อยากตัดสินใจเอง อยากเป็นอิสระ อยากนอกกรอบ

“การรับมือกับอารมณ์ทำได้ยาก เนื่องจากวัยรุ่นใช้อารมณ์นำเหตุผล ยิ่งอารมณ์อ่อนไหว แต่สมองโตไม่ทัน การปรับตัวปรับความคิดไม่ทัน การแก้ปัญหาก็มักลงเอยด้วยความก้าวร้าว อีกทางก็ถอยหนี คิดสั้น ทำร้ายตัวเอง ใช้ยาเสพติด นี่คือคำตอบว่าทำไมช่วยวัยนี้ถึงเยอะ”

ในแง่ของสังคมที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ความคาดหวังที่จะสูงตามวัย เริ่มจากการเปลี่ยนโรงเรียน ปรับตัวกันใหม่ แข่งขันกันเรียน มีความกดดัน มีความคาดหวังจากครอบครัว บางคนเป็นพี่ก็ยิ่งแบกความคาดหวัง สังคมคาดหวังทั้งเพื่อนฝูง บางคนเปลี่ยนสังคมไปเลย เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน

“หลายคนกลายเป็นแกะดำ เพราะมีความสนใจแตกต่างจากเพื่อน เด็กหลายคนที่หมอเจอมา คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง เพื่อนสนใจดาราเกาหลี แต่ตัวเองสนใจเรื่องสงครามการรบ หาคนคุยด้วยไม่ได้ เป็นลูกคนเดียวอีก ก็ยิ่งมีความซับซ้อนของปัญหาขึ้นไปอีก”

การเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนเป็นปัจจัยหลัก วัยรุ่นไทยตอนต้น-ปลายทุกคน อยู่ในวังวนของการคาดหวังด้านการเรียน ซึ่งตัดสินอาชีพ ตัดสินอนาคต เด็กทุกคนอยู่บนความคาดหวัง ต้องเรียนพิเศษ ต้องเรียนให้ได้ดี ต้องรู้ว่าฉันจะเรียนอะไร และถ้าฉันไม่รู้ก็เหมือนฉันไม่มีทางไป หรือเมื่อเข้าเรียนไปแล้วไม่ชอบ พ่อแม่จะคิดยังไง บางคนไม่กล้าบอกว่าไม่อยากเรียนแล้ว เดินหน้าก็ไม่ไหว ถอยหลังก็ไม่ได้

ทุกสิ่งทุกอย่างในสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง ทำให้เด็กหาทางออกไม่เจอ หลายคนเครียดมาก ไม่มีทางระบายออก ไม่มีที่ปรึกษา บางคนใช้ยา เก็บตัว เล่นเกม ติดเกม หรือบางคนก็ออกไปในทางก้าวร้าว เข้ากลุ่มเป็นสมาชิกแก๊งที่เปิดโอกาสให้แสดงตัวตน แสดงอำนาจความรุนแรง

“จะเห็นว่าเด็กไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีการช่วยเหลือหาทางออกทางความคิด เพราะมันคือการที่เด็กติดกับความคิด ไม่รู้จะไปทางไหน เด็กติดกรอบที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีใครฟัง และเมื่อมองไม่เห็นใครก็กลับมาเครียดกับตัวเอง ในที่สุดบางคนก็ทำร้ายตัวเอง”

พญ.สุนิดา เล่าว่า ความเครียดทั้งหมดที่เกิดขึ้น หากกระทบกับสมองมากพอ ก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมา โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ด้วยความเครียดที่เกิดขึ้นในวงจรของการควบคุมความรู้สึกวิตกกังวล ความกลัว ความเศร้า เมื่อปั่นป่วนหรือไม่สมดุล รวมทั้งประวัติคนในครอบครัว หากมีญาติพี่น้องเป็นโรคซึมเศร้า ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดเป็นโรคซึมเศร้าขึ้น

การแก้ปัญหาเยาวชนฆ่าตัวตาย พญ.สุนิดา ระบุว่า นี่คือปัญหาจากทุกจุดในสังคม มองว่าเราสามารถค่อยๆ ช่วยกันแก้ปัญหาจากหลายๆ จุดได้ เช่น ปัญหาการเรียน ปัญหาจากพ่อแม่ ปัญหาตัวเด็ก ฯลฯ การแก้ปัญหาแม้ไม่สามารถแก้ได้จากทุกจุดพร้อมกันก็จริง แต่ย่อมมีบางจุดหรือหลายจุดที่สามารถทำได้

อันดับแรกของปัญหาวัยรุ่น คือด่านพ่อแม่และความใกล้ชิด เราพูดว่าเด็กวัยรุ่นต้องปรับตัว พ่อแม่ก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน พ่อแม่ต้องรู้ว่าลูกไม่ใช่เด็กแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงการดูแล เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ไปตามลูกให้มากขึ้น ก็ลองนึกดูว่าถ้าลูกร้อนแต่เรายังคงเป็นพ่อแม่ที่ร้อนเหมือนเคย ก็ยิ่งทำให้ลูกวัยรุ่นแย่ลง

อยากแนะนำคุณพ่อคุณแม่ให้อ่านหรือหาความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกวัยรุ่น ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูให้เหมาะสม พ่อแม่นี่แหละที่ต้องเป็นคนที่รู้จักหาทางออกของความสุขให้ตัวเองเป็น พ่อแม่ที่มีความสุขหรือมีความเข้มแข็งทางอารมณ์ จะดูแลลูกวัยรุ่นได้ดีกว่าพ่อแม่ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่สามารถจัดการได้

“พ่อแม่ต้องยอมรับความแตกต่าง อย่างน้อยก็รับฟังลูกให้มาก หาครูหาที่ปรึกษาหาความรู้ ช่วยกันกับลูกหาทางออก สำคัญมากคือการยอมรับลูกก่อนว่าเขาแตกต่างจากเราจริงๆ เขาคิดต่างจากเราจริงๆ”

อย่าลืมฝึกที่จะแก้ปัญหาร่วมกันด้วย หาทางออกที่เป็นไปได้ หาทางออกที่พอจะช่วยเหลือกัน ปลอบใจกัน เข้าใจความรู้สึกกัน ซึ่งในทางหนึ่งได้ช่วยแก้ปัญหาในทางหนึ่งเหมือนกัน แค่พ่อแม่เข้าใจหรือแสดงความรักความเข้าใจ ไม่มีใครรักลูกหรือ แต่พ่อและแม่รักลูกนะ แค่นี้ก็ช่วยได้มาก

ปัญหาการเรียน ปัญหาการเงิน ปัญหาการจัดเวลา นี่คือปัญหาท็อปฮิตของวัยรุ่น ซึ่งพ่อแม่ต้องเข้าใจ แจกแจง ช่วยกันคิดช่วยกันทำ อย่างน้อยลูกก็ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาได้เห็นตัวอย่างการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แม้ที่สุดจะแก้ปัญหาไม่ได้จริงๆ แต่ลูกก็เห็นความรักความพยายามของพ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างของการอยู่ข้างกัน ไม่ทิ้งกัน บางทีเวลามันก็จะช่วย หรือให้แพทย์ช่วย ก็เป็นอีกทางหนึ่ง

“คุยไม่รู้เรื่อง เพราะเด็กมีโรคซ่อนอยู่ โรคซึมเศร้าเหมือนโรคที่มีเงาดำมาพูดปัจจัยลบตลอดเวลา เป็นหน้าที่ของหมอที่ต้องช่วย ต้องหาให้เจอ พบแพทย์ดีกว่า อย่าปล่อยนาน สมองทำงานผิดปกติไปแล้ว จะคิดอยากฆ่าตัวตายตลอดเวลา”

โรคซึมเศร้ารักษาด้วยยา ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าชนิดที่ไม่ได้รักษายาก ยาจะออกฤทธิ์ภายใน 2-4 สัปดาห์ บางคนมีความซับซ้อน อาจต้องเปลี่ยนยาให้เหมาะสม อีกวิธีคือการออกกำลังกาย มีงานวิจัยรองรับว่าผู้ป่วยซึมเศร้าที่ออกกำลังกาย 30 นาที/วัน ฟื้นตัวได้ดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ออกกำลังกายเลย

นอกจากนี้ ที่สำคัญมากคือกิจกรรมไลฟ์สไตล์ หาสิ่งที่ชอบ ทำอะไรก็ได้แค่สิ่งที่ชอบเล็กๆ น้อยๆ ไม่จำเป็นต้องชอบอะไรที่ใหญ่หลวง แค่รู้ตัวว่าอะไรที่ทำให้เราได้ผ่อนคลายลง ไลฟ์สไตล์หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญกับใคร แต่สำคัญกับเรา อยากให้วัยรุ่นทำกิจกรรมคู่การเรียน ดนตรี ถ่ายรูป กิจกรรมค่าย อะไรก็ได้

“เป็นวัยรุ่นนะง่ายที่สุดคือ ต้องหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอ ถูบ้านอยู่คนเดียวก็ใช่ ชอบแปรงขนหมาก็ใช่ บางคนนั่งนิ่งๆ เปิดนิตยสารดูผ่านๆ ตา เพียงแค่นี้ก็เป็นความสุข บางคนใช้วิธีนั่งรถเมล์ทอดอารมณ์ นั่งไปสุดสาย ดูโน่นดูนี่แล้วหัวโล่งขึ้น”

เด็กวัยรุ่นหรือในทุกวัยก็ตาม ต้องหากิจกรรมยามว่าง ลองค้นหาดูด้วยตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่จะได้สัมผัส ลองหาสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง แค่ค้นหาจากคำว่า “กิจกรรมยามว่าง” ก็รับรองว่าจะมีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย อย่างกิจกรรมจิตอาสาก็ดี ทำให้ได้เห็น “คนอื่น” เปิดกว้างมุมมองต่อโลก

“บางทีแค่ได้อยู่อย่างสงบกับกิจกรรมที่คุ้นเคยก็ทำให้เราสงบได้ อย่างหมอแค่ยืนล้างจานก็รู้สึกว่าสงบเหลือเกิน มีความสุขแล้ว”

ไลฟ์สไตล์อะไรก็ได้ที่ทำแล้วมีความสุข ผ่อนคลายจากปัญหารุมเร้า อย่างน้อยทำให้เรามีทางออก อย่างน้อยเมื่อเราซึมเศร้าขึ้นมาจริงๆ เราจำได้ว่าเคยทำสิ่งนี้แล้วมีความสุข เสมือนเป็น “กู๊ดโอลด์เดย์” ของเรา ที่จะเป็นความทรงจำและภูมิคุ้มกัน ให้ได้หลบเข้าไปพักในวันที่เหนื่อยล้าที่สุด

“แม้วันนี้ยังไม่ซึมเศร้า ก็ต้องหากิจกรรมเหล่านี้ทำไว้ เพราะเราไม่สามารถรับประกันวันข้างหน้า อย่างน้อยที่สุดเราจะมีความทรงจำที่ดี เราจะมีกู๊ดโอลด์เดย์ให้ได้ย้อนกลับไป หลบและพักในวันที่เราต้องการ”

สุดท้ายคุณหมอคนเก่งบอกว่า เราไม่สามารถดูแลกายหรือใจอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องดูแลควบคู่กัน ดูแลสุขภาพทางใจแล้ว ต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย พักผ่อน ออกกำลังกาย กินอาหารครบห้าหมู่ เพียงแค่นี้ก็เชื่อว่า จะห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

ว่าด้วยเรื่อง‘กาก’ ที่ไม่ใช่(แค่)กาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583838

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ว่าด้วยเรื่อง‘กาก’ ที่ไม่ใช่(แค่)กาก

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ใครชอบกินกากหมูยกมือขึ้น ลืมเรื่องอ้วนและลืมเรื่องเลี่ยน ก็เพราะมีคนคิดเรื่องกากๆ แบบกากหมูทำเงิน ที่กินได้กินดีและกินอร่อยมาให้ได้กินกัน นั่นคือ “กาก” น้ำพริกกากหมูพ่นไฟที่ใช่เลย อยากกินแล้วใช่มั้ย มาดูกันเลยว่าจะตามไปกินได้ที่ไหน หรือจะตามไปทำเงินด้วยก็ยังได้

เรวัต สุรเดช หรืออาร์ต วัย 42 ปี ช่างภาพอิสระ ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการช่างภาพแฟชั่นและกิจกรรมอีเวนต์งานศิลปะ ปัจจุบันปลีกตัวมาทำธุรกิจน้ำพริกกากหมู ด้วยชื่อง่ายๆ สั้นๆ ว่า “กาก” หรือชื่อเต็มว่า กากหมูพ่นไฟ ธุรกิจที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคุณแม่ที่ทำอาหารอร่อย และน้ำพริกน้ำย้อย น้ำพริกท้องถิ่นของทางภาคเหนือ

เรวัตเล่าให้ฟังว่า เขาจบจากวิทยาลัยช่างศิลป์ จากนั้นศึกษาต่อปริญญาตรี คณะนิเทศศิลป์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำงานเป็นช่างภาพอิสระ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความรักความชอบดั้งเดิม ด้วยตั้งแต่เด็กๆ ที่ติดตามคุณแม่เข้าครัว คุณแม่เป็นชาว จ.แพร่ ทำอาหารเหนืออร่อย อาศัยเป็นลูกมือคุณแม่ จดจำสูตรอาหารต่างๆ ไว้มากมาย

“หนึ่งในนั้นคือน้ำพริก ชาวเหนือมีน้ำพริกน้ำย้อยที่มีส่วนผสมของกากหมู คุณแม่ทำเมื่อไร ลูกๆ ก็จะแย่งกากหมูกันกินเมื่อนั้น”

น้ำพริกน้ำย้อย มีส่วนผสมของหอมแดง กระเทียม ใส่กากหมูเป็นชิ้นๆ รสชาติมีหวานแทรก ชาวเหนือมักกินแกล้มกับข้าวหลัก ใส่หรือโรยหน้ากับอะไรก็อร่อย ส่วนใหญ่กินกับขนมจีนที่เข้ากัน ปัจจุบันได้พัฒนาสูตรเป็นน้ำพริกกากหมูพ่นไฟที่ตัดรสหวานออกไป เพิ่มความเผ็ด เพิ่มความกรอบ เพิ่มกากหมู นั่นทำให้กินได้ไม่หยุด กินได้ไม่เบื่อ

“สูตรของกากจะเน้นที่ความกากและความกรอบ กระบวนการผลิตที่จะสลัดน้ำมันออกไปให้มากที่สุด เพื่อคงความกรอบให้มากนั่นเอง ปรับปรุงรสชาติจนจัดจ้าน หากเป็นจัดจ้านที่เผ็ดกลมกล่อม กินกับอะไรก็อร่อยหมด”

เรวัตเล่าว่า กากเริ่มต้นในปี 2559 เปิดขายครั้งแรกที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะชื่อกาก ที่นักข่าวทำเนียบต่างบอกว่า ชื่อยี่ห้อนี้อย่าเปลี่ยนนะ อาศัยว่าคนกินบอกต่อ ทำให้กากไม่เป็นแค่กาก แต่เป็นกากทำเงินมาต่อเนื่อง จนปัจจุบันขยายตลาดเข้าห้างโมเดิร์นเทรด จัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “กาก มู๋ บายนีน่า” (Crunchy spicy snack)

สำหรับสูตรแห่งความกาก มี 3 สูตร ได้แก่ 1.สูตรเผ็ด X สอง 2.สูตรเผ็ดนิดๆ และ 3.สูตรหม่าล่า (Spicy mala) ราคากระปุกละ 100 บาท (70 กรัม) ถ้าเป็นแบบซอง จัดจำหน่ายซองละ 100 บาท (80 กรัม) วัตถุดิบใช้หมูพรีเมียมจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน นั่นทำให้กากเป็นกากพรีเมียม รวมทั้งวัตถุดิบอื่นๆ ได้แก่ พริกก็พริกจินดา (เชียงราย) กระเทียมก็กระเทียมไทยปลอดสารจากภาคเหนือ

“สุดกรอบและฟินคือกาก ใครคิดถึงกากหมูแสนอร่อย อย่าลืมคิดถึงกากหมูพ่นไฟ กับ 3 สูตรที่รับรองความฟิน”

กลุ่มเป้าหมายคือคนชอบกินกากหมู ขายดีและการันตีความสดอร่อย ไม่เหม็นหืน เนื่องจากกรรมวิธีผลิตที่แพ็กหรือบรรจุภัณฑ์ทันทีที่ทอดเสร็จใหม่ ช่วยให้ไม่เหม็นหืนโดยไม่ต้องใส่สารกันบูดเลย ในอนาคตมีแผนจะเพิ่มรสชาติสมุนไพร เช่น น้ำย้อยใบมะกรูด กระเทียม หอมแดง และตะไคร้กรอบ รวมทั้งขยายตลาดจีน ฮ่องกง ออสเตรเลียด้วย

“ลูกค้าให้ข้อมูลที่เราเองก็นึกไม่ถึง หลายคนโรยกากกินกับข้าว กินกับบะหมี่สำเร็จรูป บางคนโรยใส่ก๋วยเตี๋ยว และบางคนก็โรยเป็นท็อปปิ้งหน้าเค้ก ยังมีสปาเกตตีโรยกาก ออนเซ็นโรยกาก ข้าวผัดโรยกาก รวมทั้งกับแกล้มเบียร์แบบกรุบๆ”

ใครสนใจกาก น้ำพริกกากหมูพ่นไฟ สั่งซื้อได้ที่ fb: กาก กากหมูพ่นไฟ ส่วนไอดีไลน์ : namprikponFai โทร.09-1883-9682 กรณีสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายก็ติดต่อได้ที่เบอร์เดียวกัน