สำรวจ ‘เส้นทางสายมะเขือเทศ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581794

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

สำรวจ ‘เส้นทางสายมะเขือเทศ’

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

เส้นทางสายมะเขือเทศ (Tomato Belt) คือ ตัวแทนแห่งความมุ่งมั่น ในการสานต่อแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาความยากจนของราษฎร นำพาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรในภาคอีสานอย่างยั่งยืน โดยมี “ดอยคำ” ธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งส่งเสริมด้านอุตสาหกรรมเกษตร สืบสานความอยู่ดี กินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของชุมชนเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนไปบนเส้นทางแห่งความภาคภูมิใจนี้

เพื่อดื่มด่ำไปกับการเดินทางของมะเขือเทศจากไร่สู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพในมือผู้บริโภค “ดอยคำ” ได้จัดกิจกรรมตามรอยเรียนรู้ “เส้นทางสายมะเขือเทศดอยคำ” สู่การเป็น King of Tomato ที่สุดของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากมะเขือเทศดอยคำตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ผ่านกิจกรรม “อยู่ดีมีแฮงละเบ๋อ มะเขือเทศจากความฮัก จากใจดอยคำ”

กำเนิดเส้นทางสายมะเขือเทศ

หากย้อนกลับไปศึกษาเส้นทางสายมะเขือเทศตั้งแต่อดีต ต้องเริ่มตั้งแต่ยุคก่อน ปี 2062 ซึ่งมะเขือเทศปลูกโดยชาวแอซเทค (Aztec) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเม็กซิโก จากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคม ในปี 2062 ชาวสเปนยึดครองเม็กซิโก และได้นำมะเขือเทศเข้าสู่ยุโรป ราวปี 2143 มะเขือเทศเริ่มกระจายไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส และอังกฤษ ก่อนที่ในปี 2143 มะเขือเทศจะเข้ามายังแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วยผ่านการค้าขายกับชาติตะวันตก

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร พาย้อนวันวานไปสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางมะเขือเทศว่า ในปี 2523 ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล กิ่ง อ.เต่างอยจ.สกลนคร และได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นของราษฎร จึงมีพระราชดำริเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้มีรายได้ ที่สำคัญคือ หลังจากพัฒนาแล้ว ชาวบ้านยังสามารถรักษาสภาพความเป็นอยู่และพัฒนาต่อไปได้ด้วยตนเอง

จากน้ำพระหฤทัยอันเปี่ยมล้นนำมาซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกมะเขือเทศเป็นพืชหลังนาเพื่อสร้างรายได้เสริม กระทั่งใน 2525 จึงได้มีการตั้งโรงงานหลวงสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) ซึ่งถือเป็นโรงงานหลวงแห่งแรกในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเริ่มดำเนินการผลิตน้ำมะเขือเทศเข้มข้นเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดแรกของโรงงาน และพัฒนาอาชีพ และเสริมรายได้ของราษฎรในเขตภาคอีสานตอนบนให้ยั่งยืน โดยนำเอาแนวคิดมาจากการพัฒนาในพื้นที่ภาคเหนือ คือ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) กับโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 2 (แม่จัน) มาเป็นต้นแบบ โดยมีภารกิจสำคัญในการช่วยรับซื้อผลผลิตจากพืชที่ส่งเสริมในราคาเป็นธรรม ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ดอยคำ”

พิพัฒพงศ์ เสริมว่า ในช่วงแรกเริ่มที่ยังไม่มี “ดอยคำ” เข้ามาให้ความรู้แนะนำส่งเสริมเกษตรกรในการปลูกมะเขือเทศ เกษตรกรยังใช้วิธีปลูกมะเขือเทศแบบไม่ขึ้นค้าง ทำให้ผลิตผลต่อไร่ไม่สูง แถมยังเกิดการเสียหายจากการเน่าเสีย และการที่ผลตกกระทบสู่ดินจนช้ำ กระทั่งเมื่อ “ดอยคำ” เข้ามาให้ความรู้และส่งเสริมเกษตรกร ให้มีการปรับการปลูก “โดยการขึ้นค้าง” เพื่อให้ได้ผลิตผลมากขึ้น ในจำนวนพื้นที่ไร่เท่าเดิม จากเดิมที่พื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ มีผลผลิต 5 ตัน พอใช้การขึ้นค้าง ทำให้ในพื้นที่เพาะปลูกที่ 1 ไร่เท่าเดิม มีผลผลิต 15 ตัน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้มีการใช้วิธีต่อยอดมะเขือเทศเพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง ทนต่อโรค ปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ไม่ขึ้นค้าง ต้นทุนต่อไร่อยู่ที่ 4,000-5,000 บาท ได้ผลผลิต 4-5 ตัน/ไร่ เมื่อมาปลูกแบบขึ้นค้าง ต้นทุนต่อไร่อยู่ที่ 7,500 บาท แต่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 8-20 ตัน/ไร่

ไพวัน โคตรทุม เกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศมากว่า 30 ปี กล่าวว่า หลังเสร็จจากการทำนา จะมาปลูกมะเขือเทศปีละครั้ง โดยจะเริ่มปลูกประมาณช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. และจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือน ม.ค.-มี.ค. โดยจะเลือกใช้มะเขือเทศพันธุ์เพอร์เฟคโกลด์ 111 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตมะเขือเทศสีแดงสวย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่สำคัญรสชาติหวานอร่อย “ผมปลูกมะเขือเทศมาตั้งแต่วัยรุ่น จนตอนนี้จะ 50 ปีแล้ว ผมเริ่มปลูกมะเขือเทศจากการชักชวนของเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน ทุกวันนี้ผมแบ่งที่นาที่มี 16 ไร่ ออกมา 1 ไร่เพื่อปลูกมะเขือเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากดอยคำในการให้คำแนะนำในการเพาะปลูก และช่วยรับซื้อผลผลิต ซึ่งราคาในแต่ละปีไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด และผลผลิตที่ได้ในแต่ละปี ตั้งแต่เริ่มปลูกมามะเขือเทศก็ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น เสร็จจากหน้านาก็ยังมีอาชีพ” ไพวัน บอกเล่าอย่างเป็นกันเอง

คาราวานมะเขือเทศ

หลังจากสร้างต้นน้ำที่แข็งแรง มาถึงบทบาทของโรงงานหลวงฯ ที่ 3 ในการทำหน้าที่เป็น “กลางน้ำ” รับซื้อผลผลิตส่วนใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่กิ่ง อ.เต่างอย กิ่ง อ.โคกศรีสุพรรณ อ.กุดบาก และ อ.เมือง จ.สกลนคร และได้ขยายตลาดการรับซื้อไปถึง จ.นครพนม มุกดาหาร และหนองคาย นับตั้งแต่เริ่มต้น โรงงานหลวงฯ แห่งนี้ได้รับซื้อผลิตผลจากเกษตรกรทั้งหมดเฉลี่ยอยู่ที่ 1-1.5 หมื่นตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าเงินคืนให้แก่เกษตรกรกว่า 100 ล้านบาท/ปี พร้อมกับช่วยสร้างอาชีพและก่อเกิดรายได้ให้แก่เกษตรกรทั้งหมด 1,012 ครัวเรือน

กระบวนการหลักๆ ในการรับซื้อผลิตผลจากเกษตรกร เริ่มตั้งแต่กระบวนการตรวจน้ำหนัก โดยเกษตรกรจะบรรทุกมะเขือเทศมาเป็นคันรถ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการชั่งน้ำหนัก พร้อมคัดเลือกเพื่อตรวจตำหนิ ตรวจสารพิษ ตรวจความหวาน และตรวจกายภาพ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคัด/ตกแต่ง โดยเมื่อรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในขั้นต่อไป ผลผลิตของเกษตรกรเหล่านี้จะต้องผ่านการล้าง และคัดเลือกผลที่มีตำหนิ หรือไม่ได้คุณภาพออก โดยการคัดทิ้งหรือตกแต่งตามสภาพของผลิตผลที่รับซื้อมา ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการผลิต และการบรรจุภัณฑ์ต่อไป

จวบจนวันนี้ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) เป็นโรงงานหลักที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า“ดอยคำ” โดยมีสายการผลิตสำคัญ ได้แก่ สายการผลิตมะเขือเทศเข้มข้น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง และข้าวกล้องบรรจุถุง อย่างไรก็ตาม น้ำมะเขือเทศดอยคำ ถือเป็นผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจ และทำให้ดอยคำเป็นอันดับ 1 ในตลาดน้ำมะเขือเทศ

ก้าวต่อไปของดอยคำ

พิพัฒพงศ์ ทิ้งท้ายว่า อีกหนึ่งวิสัยทัศน์สำคัญที่ดอยคำตั้งเป้าส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว คือ ส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการเพาะปลูกตามแนวทางเกษตรประณีต ซึ่งเป็นการทำเกษตรกรรมที่ก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดบนพื้นที่ที่น้อยสุด กระตุ้นให้เหล่าเกษตรกรคืนพื้นที่ที่เหลือจากการเพาะปลูกกลับคืนสู่ธรรมชาติ แนวทางนี้ไม่เพียงเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดความกินดีอยู่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อเกษตรกรในระยะสั้นและยาวเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนพื้นป่ากลับสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำและรักษาสมดุลธรรมชาติต่อไป

นอกจากนี้ ดอยคำยังสานต่อโครงการยุวเกษตร เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและเด็กนักเรียนโดยรอบโรงงานหลวงฯ ที่มีความสนใจด้านเกษตรกรรมได้เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้การปลูกมะเขือเทศของดอยคำไปยังคนในชุมชน นำไปสู่การเป็นต้นแบบให้กับเหล่าเยาวชนในพื้นที่บ้านเกิดต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรม จักรพงศ์ กงแก่นทา ประธานกลุ่มยุวเกษตรกร โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา ในฐานะตัวแทนกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศปี 2560 เผยว่า เสน่ห์ของอาชีพเกษตร คือ ทำให้เราได้เป็นเจ้านายตัวเอง สามารถทำงานเลี้ยงชีพแบบเรียบง่าย “ผมคิดมาตลอดว่า ขนาดที่บ้านเราทำเกษตรแบบไม่สุดทางยังจุนเจือครอบครัวและส่งผมเรียนได้ ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้จะได้ผลดีขนาดไหน ผมอยากนำความรู้แบบคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาการทำเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิต หรืออาจจะยกระดับไปสู่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรก็ได้”

ขณะที่ อารยา วิดีสา นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร อีกหนึ่งตัวแทนจากกลุ่มยุวเกษตร กล่าวว่า นอกจากจะภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเผยแพร่ความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่แล้ว เธอยังมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะนำความรู้ที่มีมาต่อยอดการทำเกษตร “แม่หนูก็เคยเล่าให้ฟังว่า ถ้าไม่มีพระองค์ท่าน หมู่บ้านเราวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร หนูรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ปลูก และกินผลมะเขือเทศที่ปลูกเอง หนูตั้งใจว่า เรียนจบจะกลับมาเป็นเกษตรกร นำความรู้ที่มีมาต่อยอดเพิ่มผลผลิต ที่สำคัญการเป็นยุวเกษตรยังฝึกให้หนูมีความเป็นผู้นำ ได้ฝึกการทำงานเป็นทีมอีกด้วย” อารยา ทิ้งท้าย

เลือกที่ชอบทำที่ใช่ แล้วได้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581667

  • วันที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

เลือกที่ชอบทำที่ใช่ แล้วได้เงิน

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร

มีหลายคนที่ต้องทำธุรกิจหลักตามสายงานที่เรียนมา อาจจะสร้างรายได้แต่ไม่ได้สร้างความสุขใจให้ได้ 100% แต่เวลาผ่านไปเมื่อมีความพร้อมมากพอ มีเวลามากพอ อาจจะได้ค้นพบการทำงานอดิเรกที่เติมเต็มในหัวใจ และอาจจะสามารถสร้างรายได้ในอนาคตอีกด้วย เช่นเดียวกับเธอคนนี้ ที่เป็นลูกจ้างมืออาชีพมากว่า 10 ปี แล้วจึงลาออกมาทำธุรกิจของตัวเองมาได้ 7-8 ปี

ณัฐสินี ระเบียบนาวีนุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไออาร์เน็ตเวิร์ค อดีตนักข่าวสายเศรษฐกิจเป็นเหยี่ยวข่าวมา 10 กว่าปี เธอออกมาทำบริษัทประชาสัมพันธ์โดยหุ้นกับเพื่อน 2 คน เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ทุ่มเทฝ่าฟันทำบริษัทผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายครั้ง ทั้งสุขทั้งทุกข์ กว่าที่จะสร้างบริษัทมาให้มั่นคงจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถือได้ว่าทำงานกันมาหนักพอสมควร เธอจึงมักให้รางวัลตัวเองด้วยการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศปีละหลายครั้ง มีทั้งไปเที่ยวเพื่อตระเวนตามหาของอร่อยๆกิน หรือไปเที่ยวเพื่อช็อปปิ้ง และนั่นคือความสุขใจอย่างเต็มที่ของเธอ

นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกปีละกว่า 10 ครั้ง ที่เธอจะต้องจัดทริปการเดินทางให้กับลูกค้าของบริษัทที่เธอรับทำประชาสัมพันธ์ให้ ซึ่งถ้าเป็นทริปในประเทศเธอจะจัดการเองให้ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นทริปต่างประเทศทั้งยุโรปและเอเชีย เธอจะจ้างบริษัททัวร์ทำให้ และเธอมีหน้าที่ประสานงานด้วยส่วนหนึ่ง เรียกว่าตลอด 8 ปี เธอเดินทางทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวเกือบ 100 ทริป

“บางประเทศนี่เดินคล่องเลย อย่างญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ หลับตาเดินยังรู้อะไรอยู่ที่ไหน หรือมาเลเซียไปทุก 2-3 เดือน เดินทางซ้ำๆ ก็ไม่เบื่อนะ ชอบ มีความสุขที่สุดเมื่อได้เดินทาง เลยมานั่งคิดๆ ว่าเราก็ทำเองได้ทุกอย่าง ทำไมเราต้องไปส่งงานต่อให้คนอื่นล่ะ แล้วเราก็ชอบด้วย

หลังๆ นั้นเราก็เริ่มจัดทริปในประเทศให้ลูกค้าก่อนเพื่อเป็นการทดลองดู แล้วค่อยขยับไปจัดทริปต่างประเทศใกล้ๆ เช่น มาเลเซีย ฮ่องกง สิงโปคร์แล้วก็ญี่ปุ่น ซึ่งเราก็ทำได้ ก็เลยจุดประกายว่างั้นเราทำเองเลยสิ จะไปส่งต่อให้คนอื่นทำไม แล้วเราก็มีความสุขกับการได้ทำตรงนี้ ตื่นเต้นทุกครั้งจะจัดไปไหน ไปทำอะไร ไปกินอะไร พาไปซื้อของที่ไหน อย่างนั้นทำให้เป็นเรื่องเป็นราวแยกบริษัทใหม่ออกไปเลยแล้วกัน”

หลังจากลองจัดทริปเองมาได้ประมาณปีกว่า จัดทริปมาแล้วกว่า 10 ทริป ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเปิดบริษัทใหม่เพื่อทำทัวร์ของเธอเอง ชื่อบริษัทว่า แอฟฟินิตี้ รีเลชั่น และจัดทัวร์ในนาม JOY TOUR โดยรับจัดทัวร์ทั่วโลก มีให้เลือกแบบธรรมดาหรือหรูหรา ไฮเอนด์ ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของลูกค้า โดยมีจุดแข็งอยู่ที่ประเทศแถบเอเชียแลบะยุโรป ส่วนทางกลุ่มแอฟริกาและอาหรับนั้นไม่ถนัด

เธอบอกว่าโชคดีที่หุ้นส่วนของเธอคนหนึ่งจบด้านการท่องเที่ยวมา เขามีเพื่อนๆ ที่เป็นไกด์ต่างประเทศอยู่หลายคน มีเพื่อนเขาที่ทำด้านท่องเที่ยวเยอะก็ทำให้มีคอนเนกชั่นตรงนี้ต่อยอดงานกันไปได้อีก

“มันเป็นอะไรที่ลงตัว ไหนๆ เราก็ชอบเที่ยว ไปของตัวเองปีหนึ่งก็เกือบ 10 ครั้ง จัดให้ลูกค้าก็ปีละกว่า 10 ครั้ง ทำเองเลยดีกว่า จะเอาเงินไปให้คนอื่นทำไม (หัวเราะ) ซึ่งเราทำตรงนี้ก็ไม่ได้จะหวังร่ำรวยอะไรมากมาย เพราะไม่ใช่งานหลักของเรา แต่มันเป็นความชอบส่วนตัวและต่อยอดให้เป็นงานที่สร้างรายได้เข้ามาบ้าง หวังแค่เลี้ยงตัวได้มีกำไรนิดหน่อยก็พอใจแล้ว กำไรจริงๆ ก็คือได้ไปเที่ยวมากกว่า ถือเป็นความโชคดีที่ได้เที่ยวแล้วได้เงินมาด้วย”

ยุทธศาสตร์(ยุติ)ความเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581664

  • วันที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

ยุทธศาสตร์(ยุติ)ความเค็ม

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เป้าหมายต้องชัดเจน แนวทางจึงแจ่มชัด ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยยุทธศาสตร์ความเค็ม ที่ต่อไปสังคมต้องมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปักธงนำไว้ก่อนล่วงหน้าถึง เป้าหมายสังคมสุขภาวะ ที่ไม่ใช่แค่การรักษา แต่ต้องกลับมาดักที่ต้นทาง…พฤติกรรม ปัจจัยเสี่ยง มาตรการทางภาษี และยุทธศาสตร์ SALTS

ดร.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. เล่าว่า จุดเปลี่ยนที่ต้องอาศัยความร่วมมือของสังคม นอกจากสร้างความรับรู้ ปรับปรุงพฤติกรรมผู้บริโภคให้ความรู้และรณรงค์อย่างเข้มข้นแล้ว ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ปรับเปลี่ยนสูตรอาหารให้มีความเค็มลดน้อยลง ทั้งหมดเป็นไปภายใต้ยุทธศาสตร์ SALTS ที่ตามติดและเฝ้าระวังการใช้เกลือในสังคม รวมทั้งการบังคับใช้มาตรการทางภาษีควบคู่ไปด้วย

สำหรับยุทธศาสตร์ความเค็ม หรือ SALTS คือ ยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนสังคมเพื่อการลดการบริโภคเกลือ สสส.ได้ร่วมกับ WHO Country Cooperation Strategy (CCS) กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย รวมทั้งภาคีเครือข่าย ร่วมกันเพื่อการผลักดันการลดโซเดียมอย่างจริงจัง เพื่อเป้าหมายลดเกลือให้ได้ 30% จากปัจจุบันภายใน 5 ปีข้างหน้า!

SALTS ย่อมาจาก S คือ Steakholder Network หรือเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย A มาจาก Awareness หรือความตระหนัก L มาจาก Legislation and Environmental Reform การปฏิรูปกฎหมายและสิ่งแวดล้อม T มาจาก Technology and Innovation เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ S มาจาก Surveillance, Monitoring and Evaluation การเฝ้าระวังตรวจสอบและติดตามผล

จากการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 8 ได้รับรองนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ทั้งนี้ มีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก การดำเนินงานระดับชาติ และยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคเกลือและโซเดียมลง 30% ในปี 2568

“แม่ข่ายสำคัญคือ เครือข่ายลดการบริโภคเค็ม ซึ่งมี ดร.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ เป็นประธาน โดยเครือข่ายมีนักวิชาการจากหลายฝ่ายมาทำแผนการลดเกลือร่วมกัน ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ก็มาจากการตอบสนองต่อปัญหาประชากรในสังคมที่กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากเกลือและโซเดียมนั่นเอง”

ดร.ไพโรจน์ เล่าว่า ยุทธศาสตร์ SALTS ได้ดำเนินมาระยะหนึ่ง ได้แก่ การรณรงค์อย่างเข้มข้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงปัญหา สร้างความเข้าใจทั้งต่อตัวประชาชนและภาคธุรกิจ รสชาติเปลี่ยนความอร่อยไม่เปลี่ยน ขณะเดียวกันก็กำกับด้วยกลไกราคาผ่านมาตรการภาษี เพื่อให้ราคาของความเค็มสูงขึ้นแบบมีนัย เพื่อต้านการกินเค็มอย่างได้ผล

“มาตรการทางภาษีที่บังคับใช้กับภาคธุรกิจ ถ้าคุณใส่เกลือในอาหารเยอะ คุณก็ต้องจ่ายเยอะ ราคาของความเค็มที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนี้ ได้ผลมาแล้วในหลายประเทศ เช่น ฮังการี เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้มาตรการเพิ่มภาษีสำหรับอาหารกรุบกรอบของเด็ก ก็ปรากฏว่าเกลือในอาหารสำหรับเด็กลดลงทันที สำหรับมาตรการทางภาษีในประเทศไทย อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย”

“หลักการง่ายมาก คือ คุณต้องจ่ายสำหรับความเสียหายที่คุณก่อขึ้น ผู้ผลิตที่ใส่เกลือในอาหารโดยไม่รับผิดชอบต่อปัญหาสุขภาพของคนในชาติ ต่อไปคุณไม่อาจทำในสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ได้อีก ต่อไปคุณต้องคิดให้มากขึ้น ถ้าจะใส่เกลือหรือใช้โซเดียม”

นอกเหนือจากกลไกความเค็มของตลาดผู้บริโภคแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า รากของปัญหาการกินเค็มในสังคมไทย ยังมีที่มาจากรากฐานทางวัฒนธรรม ซึ่งนิยมอาหารรสจัดจ้าน เปรี้ยวจัด หวานจัด โดยเฉพาะเค็มจัด ที่ใช้กรรมวิธีการหมักดองในการผลิต อาหารและเครื่องปรุงรสให้รสเค็มเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาร้า หมูเค็ม เนื้อเค็ม ไตปลา เป็นต้น

“ไม่ว่าจะอย่างไร การให้ความรู้และรณรงค์เรื่องสุขภาพคนไทย รวมทั้งมาตรการจากภาครัฐ จะช่วยให้การลดเค็มในสังคมไทยได้ผล ปักธงว่าเราต้องลดความเค็มให้ได้ ก็ได้และทำได้เมื่อร่วมมือกันในทุกภาคส่วน”

ดร.ไพโรจน์ เล่าว่า ปัจจุบันมีคนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตจำนวนสูงถึง 10 ล้านคน ความดันโลหิตส่งผลต่อร่างกายให้เกิดโรคภัยต่างๆ เมื่อขับออกจากไตได้ไม่หมด ไตที่ทำงานหนักก็จะเกิดอาการเสื่อม ทำให้ขับโซเดียมได้น้อยลง ในที่สุดก็จะเป็นความดันโลหิตถาวร ความดันโลหิตสูงนี้ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะไตที่ต้องทำงานหนักมาก จนเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง

“ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคไตสูงถึง 7 ล้านคน กับป่วยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตอีก 5 แสนคน”

ความร้ายแรงที่ยิ่งไปกว่านั้น คือภาวะความดันโลหิตสูง ที่จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เต้นเร็วขึ้น และหากปริมาณของเหลวในร่างกายมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอการเส้นเลือดอุดตันและเสี่ยงที่จะหัวใจวาย หัวใจขาดเลือด ไปจนถึงเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เสียชีวิต หรือกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนั่นเอง

ยังมีโรคที่คาดไม่ถึง เช่น โรคกระดูกพรุน เพราะเมื่อร่างกายได้รับโซเดียม ก็จะขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้น โดยขับเอาแคลเซียมออกมาด้วย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมจนเกิดภาวะกระดูกเสื่อมในที่สุด หรืออาจเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร เพราะการกินโซเดียมมากๆ จะไปทำลายผนังกระเพาะอาหาร จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของแผลในกระเพาะอาหารได้

“สิ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากความเค็มหรือโซเดียม ที่ต้องเอ่ยถึงโซเดียมด้วย ก็เพราะโซเดียมนั้น แอบแฝงอยู่ในอาหารประเภทต่างๆ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในรูปของเกลือ แต่ให้โทษพิษภัยเหมือนเกลือ” ดร.ไพโรจน์ เล่า

นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม กล่าวว่า มาตรการลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย ได้ดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญ สอดคล้องกับแนวกลยุทธ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ดังนี้ 1.ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร 2.การติดฉลากแสดงปริมาณโซเดียมเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภค 3.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้ประชาชนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และ 4.การรณรงค์ให้ความรู้

จากการศึกษาประสิทธิภาพและความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดโซเดียมในประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ในปี 2561 พบว่ามาตรการที่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากที่สุด คือ ความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยใช้มาตรการทางภาษีและราคา ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลที่แต่ละปีมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มถึง 98,976 ล้านบาท/ปี

ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวในการประชุมขับเคลื่อนมาตรการลดโซเดียมในประเทศไทย จัดโดยองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า หากลดการบริโภคโซเดียมได้ทั่วโลกในระดับที่แนะนำ จะสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้กว่า 2.5 ล้านคน/ปี และยังให้ผลตอบแทนในการลงทุนถึง 12 เท่า เพราะทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ลงทุนในการลดโซเดียม จะได้ผลตอบแทนคืนกลับ 12 ดอลลาร์

“นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” ดร.แดเนียล กล่าว

กรณีสถานการณ์ไตวายเรื้อรังในประเทศไทย คนไทยป่วยเป็นไตวายเรื้อรังประมาณ 17% หรือ 11 ล้านคน ต้องได้รับการดูแลทั้งการล้างไต และการปลูกถ่ายไต ปัจจุบันมีคนต้องล้างไตประมาณ 1 แสนคน/ปี ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 แสนบาท/คน/ปี หากไม่ทำอะไรก็จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวในการดูแล

มีงานศึกษาวิจัยพบว่า การลดการบริโภคเค็มเพียงเล็กน้อย หรือเพียงประมาณ 700-800 มิลลิกรัม/วัน จะสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ 20% ทั้งนี้ การลดปริมาณโซเดียมในสังคมบริโภคลงได้ 30% ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ถือเป็นภารกิจสำคัญที่องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศให้เป็นภารกิจ 1 ใน 3 อันดับแรกที่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ดร.ไพโรจน์ เล่าว่า ประเทศที่สามารถลดเกลือได้สำเร็จ อย่างอังกฤษหรือฟินแลนด์ ใช้มาตรการในการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร การติดฉลาก การใช้ข้อบังคับกฎหมาย หรือมาตรการทางภาษี ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางสำหรับประเทศไทยที่จะได้นำมาปรับใช้หรือประยุกต์ใช้ เพื่อการเดินไปสู่เป้าหมายการลดโซเดียมลงได้เช่นกัน

สำหรับแนวทางและมาตรการเดินหน้าลดเค็มประเทศไทย นอกจากการสร้างความรับรู้ การทำฉลากที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งแนวคิดในการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเก็บภาษีอาหารที่มีโซเดียมสูง ผู้ประกอบการปรับลดสูตรอาหารที่มีปริมาณโซเดียมลดลงแล้ว ก็ยังมีแนวทางด้านนวัตกรรม ซึ่งได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลิตปรอทวัดความเค็มพกพาสำหรับประชาชน เป็นต้น

“จุดเปลี่ยนไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาสั้นๆ แต่ต้องผ่านการทำงานอย่างหนัก ทั้งการทำความเข้าใจ การสร้างความรู้ความตระหนัก การร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เงื่อนเวลา 5 ปี ลดเกลือลง 30% เป็นไปได้แน่” ดร.ไพโรจน์ กล่าว

ปณต คุณประเสริฐ ชีวิตกับกีตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581666

  • วันที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ปณต คุณประเสริฐ ชีวิตกับกีตาร์

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กีตาร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ที่เด็กชายปณต คุณประเสริฐ ได้ดีดกีตาร์ครั้งแรก เสียงนั้นได้พาเขาค่อยๆ เดินทาง จนวันนี้ ปณต คุณประเสริฐ เป็นนักแต่งเพลงและมือกีตาร์วงเก็ตสึโนวา

ไลฟ์สไตล์ของปณตจึงอยู่ในห้องซ้อม ร้านขายอุปกรณ์ดนตรี และท่องอยู่ในโลกดนตรี ถึงแม้จะศึกษาสำเร็จจาก Languages, Culture and Linguistic ที่ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมีธุรกิจครอบครัวให้สานต่อแต่เขาก็เลือกเป็นนักแต่งเพลงนักดนตรี

“ตอนเด็กไปบ้านญาติเห็นพี่ๆ เขาเล่นกีตาร์ก็รู้สึกชอบ แล้วมีโอกาสได้จับคอร์ด ตีคอร์ดเสียงไม่บอด พี่เขาก็ตกใจไปเล่าให้คุณพ่อฟัง คุณพ่อก็พาไปเรียนกีตาร์ที่ใต้ถุนตึกที่คุณพ่อสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้พี่เบิ้ล (ธีรยุทธ) สินเจริญ บราเธอร์ส สอนทุกเช้าก่อนเข้าโรงเรียนครึ่งชั่วโมง สอนสนุก ไม่ได้เน้นทฤษฎี พอ 2 ปีต่อมา ไปเรียนกีตาร์คลาสสิกตามสถาบัน รู้สึกเครียดไปหน่อย ก็เกือบเบนความสนใจแล้ว แต่เริ่มกลับมาชอบอีกครั้งตอนอายุ 12 บ้าซ้อมกีตาร์ เล่นทั้งวันทั้งคืน เปิดตู้แอมป์

มีอาจารย์มาสอนที่บ้านอาทิตย์ละ 3 วัน กีตาร์โปร่ง คลาสสิก ไฟฟ้า เล่นหมด พอย้ายไปอยู่อังกฤษ เริ่มได้เรียนทางด้านทฤษฎีดนตรี มีเปียโนเข้ามาเสริม

ตอนนั้นคิดว่าจบมาอยากเล่นดนตรี อยากอยู่กับมัน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอาชีพ เพราะมองว่าต้องไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ตอนเรียนก็เรียนบริหาร

สรุปเคยไปช่วยแป๊บเดียว ตอนนั้นก็รวมวงกับเพื่อนๆ เก็ตสึโนวาแล้ว เป็นจังหวะที่เพลง ไกลแค่ไหนคือใกล้ ดังพอดี รอดตาย (หัวเราะ) เลยได้ข้ออ้างออกมาทำงานตรงนี้ก่อน

จริงๆ ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องประดับเพชร มันไม่ใช่แนวทางเราเลย เพลงดังเห็นทางออกเลย รอดแล้วทุกวันนี้ไม่ต้องกลับไปแล้ว คุณแม่ก็ไม่ได้หวังกับเราแล้ว”

ความทรงจำกับกีตาร์

ปณตมีกีตาร์หลายตัว ทั้งเอาไว้แต่งเพลง เอาไว้ซ้อม โชว์บนเวทีคอนเสิร์ต แต่ละตัวล้วนมีที่มาที่ไปและความทรงจำที่ไม่เคยลืม

“กีตาร์ตัวแรกมีสติ๊กเกอร์ติดเยอะ ดูวัยรุ่นที่สุด บางตัวซื้อมาก็ไม่อยู่แล้ว แต่ตัวแรกยังอยู่ และเป็นตัวหลักที่ใช้ในการเขียนเพลงทุกเพลง ซื้อปี 1997 ที่อังกฤษตอนไปเรียนซัมเมอร์ ราคา 5 หมื่นกว่าบาท ตอนนั้นพี่คนที่สอนผมเชียร์คุณพ่อให้ซื้อ มันดีแบบโปรเฟสชั่นแนล ใช้ของดีตั้งแต่เด็ก

ตัวนี้ยังเป็นตัวหลัก เราคุ้นเคยกับคอมัน ท่านั่งของเรากับส่วนโค้งของมัน มันดูคลาสสิก ทำให้เวลาจะซื้อกีตาร์ตัวนี้เป็นทรงต้นแบบ ก็มีกีตาร์ประมาณ 30 ตัว ราคาตั้งแต่หมื่นต้นๆ จนถึงแสนกว่าบาท

คัสตอมช็อป ตัวนี้ช่างเก่งๆ ทำ ราคาอยู่ที่ 1.6 แสนบาท เป็นของหายาก อันนี้ซื้อมา 4 ปีที่แล้ว ช่วงหลังๆ ที่ออกทัวร์จริงจัง ก็ซื้อตัวที่ราคาแพงขึ้น มีช่วงที่ฮิตของหรูหราออกไปโชว์

กีตาร์ตัวสีน้ำตาล ให้เสียงดี ตัวนี้ไว้ใช้ในห้องอัด กีตาร์แต่ละตัวจะมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน บางตัวให้เสียงพุ่ง บางตัวให้เสียงใส เสียงหนักแน่น ก็เลือกมาใช้งานคนละฟังก์ชั่น แต่งเพลง เล่นในห้องอัดเสียง ทำมาสเตอร์ เล่นคอนเสิร์ต บางตัวราคาไม่แพงแต่โชว์แล้วสวย เป็นโปร่งแสงเปิดไฟเปลี่ยนสี เล่นบนเวทีแล้วสนุก มีเรื่องลุคเข้ามาเกี่ยวด้วย

เวลาทัวร์คอนเสิร์ต จะนำไปประมาณ 3 ตัว เสียงดี สวยมีลูกเล่นให้สนุก จูนเสียงนิ่ง แล้วในโชว์จะเปลี่ยนเล่นครบทั้ง 3 ตัว มีกีตาร์เอนเตอร์เทน ตัวใสเปิดไฟได้ แฟนเพลงค่อนข้างจำกันได้ ตัวแพงสุดก็เอาไปเล่นเพลงเร็วที่ดนตรีหนักๆ เสียงพุ่งๆ ดุๆ เพลงช้าเสียงใสๆ ก็เปลี่ยนอีกตัว”

ต่อให้ราคากีตาร์แพงแค่ไหน รักกีตาร์มากขนาดไหนก็ตาม หากกีตาร์จะเป็นรอยก็ไม่เศร้า เพราะมันคือประสบการณ์

“ส่วนใหญ่ช่วง 1 ปีก็จะเปลี่ยนรุ่น ซื้อใหม่เพราะบางตัวอยู่มานานมาก บางตัวสภาพไม่ไหว ออกงานช่วงสงกรานต์โดนน้ำ ตากแดก ตากลม ขนขึ้นรถคอกีตาร์กระแทก เราต้องมาปรับเรื่อยๆ ก็ต้องซื้อมาแทนกัน ตัวไหนไม่ไหวก็เก็บไว้ แล้วก็หาให้ได้ใกล้เคียงที่สุด

กีตาร์เป็นรอยจากการใช้งานจริง เป็นบาดแผลของนักรบ ผมไม่ได้ซื้อมาเก็บไว้ในกล่องอย่างเดียวหรือตั้งโชว์ ผมรู้สึกว่ากีตาร์เป็นรอยเหมือนมันมีเรื่องราวกับเราที่ต้องแชร์กัน เคยมีทีมงานทำกีตาร์ตกเป็นรอย ผมก็แค่ถามเสียงเหมือนเดิมใช่ไหม

การเก็บรักษาตัวไหนที่ใช้ทัวร์บ่อยๆ จะมีทีมงานช่วยเช็กสาย เช็ดคราบเหงื่อ มีช่างกีตาร์มาดูแลให้ แล้วมีกีตาร์วินเทจ 2 ตัว ที่ชอบจริงๆ เป็นวินเทจยุค 80 70 ประมูลจากอังกฤษ ราคาแสนกว่าบาท อันนี้เก็บในกล่อง เป็น 2 ตัวที่ไม่ได้ใช้งาน เสียงไม่ค่อยดี (หัวเราะ) ผมชอบทรง ของแพงไม่ได้ดีเสมอไป ตัวราคา 5-6 หมื่น ใช้งานคุ้มสุดเลย”

 

เสียงกีตาร์คือเสียงของปณต

กีตาร์สำหรับใช้เขียนเพลงจะวางประจำที่ห้องทำงาน “มี 4-5 ตัว ที่ใช้เป็นหลักๆ วนๆ กันไป เปรียบกีตาร์เป็นกระบอกเสียงของผม เป็นปากอีกปากของผม

ผมเขียนเพลงก็จริง แต่ผมไม่ได้เป็นนักร้อง เวลาเราไกด์เมโลดี้ ไม่มีความมั่นใจร้องให้เขาฟัง เราเล่นกีตาร์แล้วฮึมฮัมให้เขาฟังได้แล้วให้เขาร้องตาม เสียงกีตาร์เป็นกระบอกเสียงของเราที่เรามั่นใจกว่าปากของเราด้วยซ้ำไป

ไม่คิดว่าจะมีกีตาร์เยอะขนาดนี้ ตอนเด็กคิดว่าจะเป็นมือกีตาร์ แต่ตอนนี้ผมอยากเรียกตัวเองเป็นนักแต่งเพลงมากกว่า สกิลกีตาร์ผมไม่ได้พัฒนาไปเรื่อยๆ ไประดับเทพ เราเล่นเพื่ออัดเสียงในเพลงของเรา เล่นเพื่อโชว์

อยากเป็นนักแต่งเพลง เล่นกีตาร์เพื่อเอามาแต่งเพลงของวง เสน่ห์ของกีตาร์มันคือส่วนประกอบของเพลง ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามือกีตาร์ยิ่งแต่งเพลงใส่เสียงกีตาร์น้อยเท่าไหร่เพลงนั้นเรายิ่งแต่งออกมาดี

ขนาดสิ่งที่เรามั่นใจที่สุดแทบไม่มีอยู่ในนั้น เช่น เพลงความเงียบที่ดังที่สุด เพลงดวงจันทร์กลางวัน ก็เสียงกีตาร์น้อย ตอนโชว์ไส่ไลน์เพิ่มไป แต่ตอนอัดเสียงกีตาร์น้อย ได้มิติเพลงใหม่ๆ โชว์ร้องกับกีตาร์โปร่งก็เพราะ”

ในการแต่งเพลง เอกลักษณ์ของปณตคือการเล่นคำที่ตรงข้ามกัน “ทุกวันนี้ยังต้องหาเรื่องราวกับคำใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเล่า หาจากการอ่านหนังสือ ดูหนัง ดูงานศิลปะ เปิดมุมมอง

ก็ยังเล่าถึงความรักแต่หาวิธีเล่าใหม่ๆ เพราะสุดท้ายคนฟังก็อยากฟังเพลงคิดถึงเธอจัง รักเธอได้ไง โดนทิ้ง แต่วิธีเล่าจะน่าสนใจแค่ไหน อย่างของผมเอาเรื่องขัดแย้งมาเล่าในเรื่องเดิมๆ อกหักรักคุด หาคำแปลกๆ มา มีกิมมิกของมัน”

กมลา ลี้โกมลชัย แต่งองค์ทรงเครื่องศาสตร์โบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581534

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

กมลา ลี้โกมลชัย แต่งองค์ทรงเครื่องศาสตร์โบราณ

เรื้่อง ปอย

แพสชั่นการดูแลผิวพรรณมีเกินร้อย “หวาน” กมลา ลี้โกมลชัย นักธุรกิจหญิงผู้ก่อตั้ง “เดสตินาเระ (Destinare)” บิวตี้ฮับของคนรักสุขภาพและความงามในสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ซึ่งความเป็นมาของการเริ่มต้นสร้างธุรกิจแรกอย่างจริงจัง เริ่มต้นมาจากความหลงใหลในผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ตามประสาผู้หญิงทั้งหลาย หากกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศึกษาหาข้อมูลมากมาย ทดลองเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หลายประเภท จากหลายแบรนด์มายาวนานหลายปีแต่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาผิวที่ตัวเองกำลังประสบอยู่ได้เลย

จนกระทั่งได้รู้จักกับ ชิโนบุ ซาโตะ นายกสมาคมโฮลิสติ้งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นปรมาจารย์ด้านโฮลิสติก หรือศาสตร์การแพทย์ทางเลือกแบบองค์รวม จึงตัดสินใจบินไปศึกษาศาสตร์การนวดดั้งเดิมถึงประเทศต้นตำรับ เพื่อให้เข้าใจถ่องแท้ครบถ้วนอย่างแท้จริง

ศาสตร์ความงามเมืองโอซากา

คนรอบข้างไม่มีใครมีความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจความงามเลย กมลา เป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของ มานพ-งามจิตต์ ลี้โกมลชัยผู้นำธุรกิจมากว่า 40 ปี ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ Nissin Brake Thailand งานใหม่จึงหักเหจากธุรกิจหลักของครอบครัวโดยสิ้นเชิง

หากด้วยหลักการทำงานของนักธุรกิจหญิงรายนี้ คือ ต้องรู้ให้ลึก และรู้ให้จริง จึงมั่นใจกับการก้าวเข้ามาสู่วงการธุรกิจความสวยความงามครั้งนี้

“หวานเริ่มสนใจเรื่องผิวพรรณ เรื่องความสวยงามตั้งแต่อายุ 15 ปีแล้วค่ะ เพราะมีปัญหาผิวหน้ามีแผลจากสิวตั้งแต่วัยรุ่น เป็นสิวหนักมาก วิธีแก้ปัญหาก็คือเลือกรักษาด้วยการเลเซอร์จนผิวหน้าบาง และสรรหาวิธีการดูแลรักษาอีกหลายๆ วิธี เราเป็นผู้บริโภคที่ไม่มีความรู้ทางศาสตร์ความงาม รองรับการแก้ปัญหาเลย เลือกสิ่งที่มันฮิตที่สุดแล้วค่ะ เชื่อข้อมูลการโฆษณาเลเซอร์ว่ามันแก้ปัญหาเรื่องแผลจากสิวบนใบหน้าได้

จุดเริ่มต้นของศาสตร์การนวด Herbal Immune Therapy ของญี่ปุ่น ที่มาที่ไปก็ต้องบอกว่าเริ่มมาจากธุรกิจที่บ้าน คุณพ่อทำงานกับนักธุรกิจญี่ปุ่น มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันหลากหลายเรื่อง คุณพ่อได้สูตรน้ำยาล้างมือจากผลมะกรูดโดยคิดร่วมกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทย แล้วนำไปให้พนักงานในโรงงานของเราใช้ ซึ่งทางพาร์ตเนอร์ชาวญี่ปุ่นได้ลองใช้ ก็ติดใจมากเลยค่ะ ขอจดลิขสิทธิสูตรเพื่อนำไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น

เส้นทางมาบรรจบกันจนได้ค่ะ คุณชิโนบุ ได้มาพบผลิตภัณฑ์นี้เพราะทำเรื่องสมุนไพร สนใจมาก ติดต่อมาซึ่งคุณพ่อก็เชิญมากินข้าวทำความรู้จักกันถึงบ้าน ทุกคนได้รู้จักกัน หวานประทับใจบุคลิกเธอมากค่ะ เป็นสุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นวัย 57 ปี แต่ผิวสวยใสดูอ่อนเยาว์เหมือนคนวัย 40 ปีกว่าเท่านั้นเอง รูปร่างดีมากหุ่นเป๊ะเอวเอส ใส่ส้นสูง 5 นิ้ว ดูสตรองแข็งแรงมาก

คุณชิโนบุอายุน้อยกว่าคุณแม่ของหวานเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่บุคลิกภาพโดยรวม ทำให้วัยดูมีช่องว่างห่างจากคุณแม่เรามากๆ เลยนะคะ

คุณชิโนบุเป็นผู้คิดค้นเป็นศาสตร์ความสวยความงาม ชวนหวานไปลองการนวดที่ญี่ปุ่น พอกลับเมืองไทยรู้สึกนะคะ ว่าผิวหน้าเราเปลี่ยนไปดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะอย่างที่บอกหวานใช้เครื่องสำอางเยอะมาก ใช้หลายยี่ห้อ ก็ทิ้งระยะไปได้สัก 3 เดือนค่ะ พอมีเวลาก็ลองกลับไปนวดที่ญี่ปุ่นอีก ประมาณ 4-5 รอบ ก็เริ่มแน่ใจแล้วนะคะว่า มันใช่ แต่จะให้บินกลับไปทุก 3 เดือนก็คงไม่ไหวแน่ การเปิดธุรกิจเอง แล้วเรานวดได้ทุกๆ อาทิตย์น่าจะดีกว่านะคะ”

เทรนด์ของคนรักความงามและใส่ใจตัวเอง ไม่มีคำว่าเอาต์ กอปรกับศาสตร์วิธีดูแลผิวให้สวยจากภายในสู่ภายนอก กมลา บอกงานนี้ไม่ได้มาลองเล่นประเดี๋ยวประด๋าวแน่นอน

“จริงจังเลยค่ะ เริ่มต้นจากการพูดคุยปรึกษากับคุณพ่อ ซึ่งในช่วงนั้นหวานทำงานช่วยธุรกิจครอบครัว ทำมา 5 ปีแล้วค่ะ ทำงานตั้งแต่ดูแลบัญชี ไปจนถึงงานเอชอาร์ หวานช่วยคุณพ่อครอบคลุมทุกแผนกแล้ว เรารู้สึกอิ่มตัว และน้องสาวก็กำลังเข้ามารับช่วงต่อ ช่วงนั้นก็ตัดสินใจว่าจะไปเรียนต่อทางด้านเอ็มบีเอแต่พอได้มาเรียนรู้ศาสตร์นี้ ก็ทำให้เราตัดสินใจบอกพ่อว่าขอเรียนเรื่องการนวดในสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

ธุรกิจเปลี่ยนไป จากเคยคลุกคลีกับเครื่องจักร เครื่องยนต์อยู่กับกลไกนักวิศวะ ก็ต้องมากคลุกคลีกับเรื่องความงามที่ซับซ้อนน้อยกว่า แต่ก็มีรายละเอียดที่มากกว่า ส่วนหลักในเรื่องบริหารธุรกิจก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนะคะ นำประสบการณ์วิธีการที่ใช้ในโรงงานมาใช้ในธุรกิจความงามได้เช่นกันค่ะ”

กมลา ร่ำเรียนจบปริญญาตรี สาขามนุษยศาสตร์ University of Melbourne ออสเตรเลีย แล้วเนื่องด้วยธุรกิจครอบครัวจึงเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย จากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ส่งให้บรรยากาศการตกแต่ง ‘เดสตินาเระ’ ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่โรงแรมลักซ์ เอ็กแอล (Luxx XL) หลังสวน ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของหญิงสาวญี่ปุ่นที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับสาวปารีเซียง

“หวานไปเรียนที่โอซากาปีครึ่ง นั่งรถไฟไปเรียนกลับบ้าน มันสนุกตื่นเต้นที่เราได้ความรู้ใหม่ๆ กลับมาทุกๆ ครั้งค่ะ และมันไม่ใช่ความรู้ที่คลิกจากอินเทอร์เน็ต ความที่เรารักสวยรักงามก็ได้ค้นคว้าหาข้อมูลตรงนี้ ก็คิดว่ารู้เยอะแล้วนะคะ แต่ศาสตร์ของคุณชิโนบุ คือการเปิดโลกความงามใบใหม่ให้เราเลยค่ะ”

ศาสตร์นวดช่วยเรื่องผิวพรรณ

ความรัก ความตั้งใจจริง เพื่อสร้างฮับรวมศาสตร์ในการนวดต่างๆ ผสมผสานไว้อย่างครบครัน ยึดคอนเซ็ปต์หลัก คือ การนวดเพื่อสุขภาพกระตุ้นให้ระบบการทำงานในร่างกาย ให้โลหิตไหลเวียน ภายใต้พื้นฐานความเชื่อที่ว่า 3 ระบบของร่างกาย คือ น้ำเหลือง ฮอร์โมน และประสาท ล้วนทำงานสัมพันธ์กัน ควบคู่ไปกับการใช้สมุนไพรสูตร “ซาโตะ ออยล์” ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันมีโครงสร้างเดียวกับน้ำมันที่ร่างกายผลิตขึ้น

“ในไทยมีการนวดไล่น้ำเหลืองแล้วนะคะ แต่การนวดแบบนี้เรียกว่าอุ้มน้ำเหลือง ซึ่งให้ผลลัพธ์ 3 ระบบในร่างกายเราหมุนเวียนดี หลังนวดผิวสวยและรู้สึกตัวเบาโล่งสบาย ศาสตร์นี้แก้ไขปัญหาผิวของหวานได้เป๊ะค่ะ สิวในช่วงวัยรุ่นสะสมมาเรื่อยๆ แล้วยิ่งปะทุในช่วงไปเรียนที่ออสเตรเลีย อาหารการกิน ทั้งนม และน้ำ เปลี่ยนไปทั้งหมดกระทั่งเราไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไร

สิวผุดขึ้นมาแต่ละครั้ง ก็เลือกจัดการด้วยเลเซอร์ และเครื่องสำอางที่มีสารเคมี ผิวพร้อมที่จะพังตลอดเวลาเลยค่ะ ก็ยิ่งถมครีมแก้สิวและเลเซอร์เพิ่มเข้าไปอีก ไม่มีใครเข้าคลินิกเลเซอร์ผิวมากเท่าหวานอีกแล้วค่ะ สัปดาห์ละ 3 วัน

ผิวมีปัญหาหนักมาก หนักหน่วงขนาดที่ว่าไม่อยากส่องกระจกเลยนะคะ แล้วบ้านต้องติดดิมเมอร์ตัวหรี่ไฟ ไม่อยากเห็นใบหน้าตัวเอง ไปเที่ยวฮอลิเดย์กับน้อง ตกใจ…เข้าโรงแรมถึงห้องพักปุ๊บ ปิดไฟปั๊บ”

กมลา เล่าในเวลาพร้อมเสียงหัวเราะได้แล้ว ศาสตร์นี้มีเอกลักษณ์ขอใช้คำว่า “มีองค์” แล้วถ้าได้นวดในบรรยากาศในแบบสปาหรูหราระดับโรงแรม 5 ดาว ก็เรียกว่าได้ครบครันทั้งสุขภาพผิวที่ดี และสุขภาพใจที่เบิกบาน

“เรานวดด้วยศาสตร์โบราณ แต่จัดสถานที่บริการให้หรูหราสะดวกสบายด้วยค่ะ เมื่อผิวได้รับการบำรุงได้ตรงกับปัญหา ผิวเสียก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้งค่ะ เวลานี้หวานใช้เครื่องสำอางน้อยมากค่ะ จาก 7-8 ขั้นตอน ก็ลดลงเหลือแค่ 3 ขั้นตอนไม่ต่างจากคนปกติทั่วไปแล้วค่ะ (หัวเราะ)

ตื่นเช้าขึ้นมาใช้เวลาแต่งหน้าไม่เกิน 15 นาที เสร็จเรียบร้อยแล้ว น้ำแร่ น้ำตบแบบญี่ปุ่น และน้ำมันโอลีฟออยล์เท่านั้นพอค่ะ ไปต่างประเทศที่เคยแบกกระเป๋าเครื่องสำอางใบใหญ่ๆ มาวันนี้เหลือใบจิ๋ว เครื่องสำอางเคยล้นโต๊ะแต่งหน้า วันนี้ก็เหลือไม่กี่ชิ้น มองแล้วทั้งดีใจ ทั้งภูมิใจที่เราเจอสิ่งที่รัก แล้วศึกษามันให้รู้ลึก รู้จริง หวานศึกษาเรื่องนี้เป็นเวลา 7 ปีแล้วค่ะ”

วงการธุรกิจความงามมีการแข่งขันกันโหด นักธุรกิจหญิงมาดเนี้ยบบอกว่าไม่ขอแข่งขันกันแค่ในเรื่องโปรโมทด้านการตลาด หากความสำเร็จสามารถพิสูจน์กันได้ชัดเจน ก็คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของแท้ของดี มีความรู้ ความมั่นใจพร้อมส่งต่อ ซึ่งไม่ว่าธุรกิจอะไรถ้าอยู่บนพื้นฐานนี้ ความสำเร็จก็แค่เอื้อม

สำรับการลงทุน จัดให้ถูกตั้งแต่ต้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581533

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

สำรับการลงทุน จัดให้ถูกตั้งแต่ต้น!

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ทำไมต้องจัดความเสี่ยงการลงทุน ก็เพราะตราสารในโลกการเงินไม่ได้มีแค่หุ้น แต่มีตราสารอีกหลายประเภทที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงมากน้อยต่างกัน การแบ่งเงินเป็นสัดส่วนเพื่อนำไปลงทุนในตราสารประเภทต่างๆ เช่น เงินฝาก พันธบัตร หรือหุ้น เรียกว่า การจัดสำรับการลงทุน (Asset Allocation) เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ลงทุนได้วัตถุประสงค์ด้านระดับผลตอบแทนในระยะเวลาที่ต้องการ และเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของเงินลงทุน

งานวิจัยระบุว่า การจัดสัดส่วนว่าจะลงทุนในตราสารประเภทใด มีความสำคัญมากกว่าการเลือกตราสารเสียอีก โดยเฉพาะการลงทุนในเงินออมระยะยาว เช่น เงินออมของกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ พบว่า 93.6% ของความผันแปรในตัวเลขผลประกอบการเป็นผลจากการจัดสำรับการลงทุน

กองทุนบำนาญในสหรัฐแห่งหนึ่ง มีการจัดแบ่งสัดส่วนการลงทุนสำรับการลงทุนที่กำหนดเป็นแนวทางไว้ (Base Asset Allocation) ดังนี้ เงินสด 10% ตราสารหนี้ 30% หุ้นในสหรัฐ 45% และในจำนวนนี้แบ่งย่อยออกเป็นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ กับหุ้นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนที่เหลือ 15% เป็นการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ

แม้สหรัฐ ที่มีตลาดหุ้นใหญ่ที่สุดในโลก ยังกระจายการลงทุนไปตลาดต่างประเทศด้วย และมีผลประกอบการเป็นตัวเลขสองหลักอย่างสม่ำเสมอ (ให้ผลตอบแทนเกิน 10% ในระยะเวลา 9-12 ปี) นั่นหมายถึงแม้จะมีตัวเลขติดลบหรือขาดทุนบ้าง 1-2 ปี แต่ถ้าเฉลี่ยแล้ว 12 ปียังได้กำไรดีก็ถือว่าลงทุนได้ ไม่กระทบแผนการลงทุนที่วางไว้

ที่สำคัญคือ ต้องคอยตรวจสอบว่าแผนการลงทุนที่วางไว้สำหรับแผนระยะยาวนั้น ยังถูกต้องหรือยังอยู่ในเกณฑ์ความเป็นไปได้ ทั้งหมดนี้น่าจะสามารถนำมาปรับกับแผนการลงทุนรายได้เพื่อใช้แทนบำนาญในวัยเกษียณอายุจากการทำงานแล้วได้เหมือนกัน

กฎเกณฑ์สำหรับการจัดสำรับการลงทุนส่วนบุคคล คือ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งรับความเสี่ยงได้มาก เพราะมีเวลาพอที่จะรอให้ได้กำไรหรือให้กลับตัว ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์การจัดสำรับการลงทุนแบบง่ายๆ ที่รู้กันทั่วไปว่า ให้เอาอายุของตัวเองหักลบจาก 100 ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่ ก็ให้เอาเงินไปลงทุนในหุ้นเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในตราสารหนี้

เช่น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นทำงาน อายุ 25 ปี ก็สามารถนำเงินออมไปลงทุนในหุ้นได้ 75% อีก 25% จึงนำไปลงทุนในตราสารหนี้ กรณีว่าอายุใกล้วัยเกษียณแล้ว อายุ 50 ปี ก็สามารถนำเงินออมไปลงทุนในหุ้นได้ 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% จึงค่อยนำไปลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า หลักการนี้ใช้กับเงินที่ออมไว้ใช้ตอนชรา ที่ไม่มีความจำเป็นต้องถอนออกมาใช้ระหว่างทาง และต้องนึกไว้เสมอว่า อะไรก็ตามที่เป็นหลักการทั่วๆ ไป จะถือเอาจากค่ากลางเป็นหลัก ฉะนั้นถ้าคุณมีปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะเป็นคนกล้าเสี่ยง หรือเสี่ยงได้น้อยลง เพราะมีแผนที่จะต้องใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ กลัวความผันผวน ก็ปรับตัวเลขสัดส่วนให้เหมาะสม

สำหรับการกระจายการลงทุน ซึ่งต้องพิจารณาให้มากในการจัดสำรับลงทุน แนะนำว่าการกระจายการลงทุนที่แท้จริง คือเลือกสิ่งที่จะลงทุนที่มีปฏิกิริยาสนองตอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน เช่น การกระจายการลงทุนในบริษัทผลิตครีมกันแดด กับบริษัทผลิตร่ม คนที่จะได้รับตอบแทนสูงสุด คือผู้ที่ลงทุนในหุ้นของทั้งสองบริษัท ไม่ใช่คนที่เลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

เพราะเมื่อกระจายความเสี่ยงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวันที่ฝนตกหรือในวันที่แดดออก ผู้ที่ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทไว้ก็ย่อมทำกำไรได้ทั้งสองทาง นี่คือการกระจายความเสี่ยงที่เพิ่มผลตอบแทน เหตุผลก็คือ 2 สินค้ามียอดขายที่ต่างกันคนละเวลากัน การขายสินค้าสองอย่างจึงได้กำไรสูงกว่าที่จะขายสินค้าอย่างเดียวในระยะยาว เป็นการลดความผันผวนของผลตอบแทนลงโดยที่ไม่ได้ลดผลตอบแทนลงนั่นเอง

นอกจากจะต้องกระจายการลงทุนในตลาดการเงินระหว่างตราสารต่างๆ และกระจายระหว่างในประเทศกับต่างประเทศแล้ว กองทุนในหลายประเทศเริ่มสนใจลงทุนในหุ้นของกิจการที่อยู่นอกตลาด (พิจารณาความเสี่ยงด้วย) การลงทุนในกิจการเหล่านี้เป็นตัวถ่วงความผันผวนของตลาดการเงินได้ดี

สัดส่วนการลงทุน จัดสำรับให้ถูกต้องเสียตั้งแต่ต้น จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ลดความแปรผันลงได้ ผลตอบแทนสูง และไม่หวือหวาจนเกินไป

ฝึกดื่มน้ำระหว่างวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581431

  • วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ฝึกดื่มน้ำระหว่างวิ่ง

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay.com

ในการออกกำลังกาย ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหมดแรงนอกจากการขาดอาหารที่เพียงพอก่อนการวิ่งแล้วก็คือ การขาดน้ำ โดยเฉพาะการวิ่งในระยะทางไกล ร่างกายจะเสียน้ำมาก หากไม่มีการดื่มน้ำเข้าไปชดเชย จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และหากขาดอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายอ่อนแรงลงโดยอัตโนมัติ อันเป็นผลจากร่างกายต้องเซฟให้ปลอดภัยมากที่สุด

การดื่มน้ำระหว่างการวิ่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าคุณจะวิ่งระยะทางเท่าไรก็ตาม เพราะการวิ่งทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ในกรณีที่วิ่งระยะทางไกลๆ อุณหภูมิจะขึ้นสูงราวๆ 1 องศาเซลเซียส แม้ว่าร่างกายจะพยายามระบายความร้อนผ่านทางเหงื่อ แต่ความร้อนที่ระบายออกมาพร้อมกับเหงื่อ ก็ยังน้อยกว่าความร้อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกาย

การดื่มน้ำเข้าไป จะช่วยลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนเกินจะถูกขับทางเหงื่อระบายความร้อน ดังนั้นน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญระหว่างการวิ่งอย่างขาดเสียไม่ได้

คำถามคือ เราควรจะดื่มน้ำมากแค่ไหน หากเป็นหลักวิชาการจะแบ่งการดื่มน้ำระหว่างการวิ่งออกกำลังกายไว้ 2 แนวทางก็คือ ดื่มเมื่อกระหาย และดื่มตามน้ำหนักตัว แล้วคำนวณตามอัตราการเสียเหงื่อเพื่อดื่มชดเชยอย่างพอดี แบบที่สองนี้แทบจะไม่มีใครใช้กันเพราะยากที่จะตรวจวัด เพราะมีปัจจัยเรื่องอุณหภูมิระหว่างวิ่ง อีกทั้งคนเราก็ขับเหงื่อได้ไม่สม่ำเสมอตลอดเวลา

แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือการดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย และอย่าดื่มมากเกินไป เพราะร่างกายไม่ได้ขับเหงื่อออกมามากขนาดนั้น หากเป็นงานแข่งมาราธอน เราจะพบว่ามีจุดบริการน้ำดื่มทุกระยะทาง 2.5 กิโลเมตร หลายคนเลือกที่จะไม่หยุดรับน้ำทุกจุด เพราะคิดว่าจะทำให้เสียเวลา แต่ในความเป็นจริงแล้วนักวิ่งที่ดื่มน้ำไปตลอดการแข่งจะทำเวลาได้ดีกว่า เพราะร่างกายสดชื่นกว่านักแข่งที่ฝืนวิ่งไปรับน้ำอีกจุดเพื่อขึ้นนำกลุ่ม โดยเฉพาะการวิ่ง 10 กิโลเมตรขึ้นไป ในเรื่องการดื่มน้ำจะดื่มเพียง 1 ใน 3 หรือดื่มเพียงครึ่งแก้วเท่านั้น ที่เหลือใช้ราดตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย

จึงเป็นคำตอบที่หลายคนสงสัยกันว่านักวิ่งรับน้ำแล้วทำไมไม่ดื่มให้หมดแก้ว เอามาราดตัวทิ้งทำไม ที่จริงคือเขาใช้ลดอุณหภูมิไปด้วยในตัว

นอกจากนี้เราควรเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด อย่างแอสไพรินเพราะจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ หรือเก็บน้ำมากเป็นพิเศษส่งผลต่อน้ำหนัก และความเร็วในการวิ่งโดยตรง

หากคุณต้องวิ่งต่อเนื่องโดยใช้เวลาเกิน 4 ชั่วโมงขึ้น ต้องสังเกตอาการตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น รู้สึกอึดอัด หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดปกติ เวียนหัว คลื่นไส้ นั่นคืออาการของนักวิ่งที่ขาดน้ำ และระบบร่างกายกำลังมีปัญหา ในกรณีวิ่งแข่งระดับนี้ จะใช้เครื่องดื่มเกลือแร่ให้พลังงานช่วยเสริมให้ร่างกายสดชื่นอย่างรวดเร็ว

หลังจบการวิ่งสิ่งที่ควรทำก็คือ การดื่มน้ำอย่างช้าๆ ออกกำลังเบาๆ ทำท่าคูลดาวน์ จนร่างกายเป็นปกติ อาบน้ำและพักสัก 20-40 นาที ก่อนรับประทานอาหาร

สรุปใจความสำคัญก็คือ ดื่มน้ำแต่พอดีอย่ามากไปหรือน้อยไป ดื่มเป็นระยะและสังเกตการเต้นของหัวใจและความผิดปกติอื่นๆ ซึ่งจะทำให้คุณวิ่งถึงเส้นชัยอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

เพิร์ลรดา งามรุ่งศิริ ผู้คว้ารางวัลเต้นรำนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581432

  • วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

เพิร์ลรดา งามรุ่งศิริ ผู้คว้ารางวัลเต้นรำนานาชาติ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ มจธ.

ความสามารถของเด็กสาว ที่อาจทำให้ใครหลายคนได้เข้าใจถึงคำจำกัดความของคำว่ามานะบากบั่น ความมุ่งมั่น และการฝึกซ้อม เรื่องราวที่เป็นตัวอย่างหรืออาจจะเรียกได้ว่าแบบอย่างของนักกิจกรรม ที่มีความสามารถในการทำกิจกรรมไปด้วยและเรียน (อย่างหนัก) ไปด้วย ท้ายที่สุดคือรางวัลอันแสนประทับใจ ความภาคภูมิใจ รวมทั้งการเป็นแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครก็ตาม

ไข่มุก-เพิร์ลรดา งามรุ่งศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 โครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดีย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ตัวแทนประเทศไทย ผู้คว้ารางวัลการแข่งขันเต้นรำนานาชาติ ณ สิงคโปร์ เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวความสำเร็จ กับการออกแบบชีวิตที่เรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วยก็ได้ (นะ)

ไข่มุกเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันเต้นรำนานาชาติ Get the Beat International Dance Competition 2018 ณ Anglo Chinese Junior College ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2561 คว้า 5 รางวัลจากการแข่งขัน ดังนี้ ชนะเลิศประเภท Classical Solo, ชนะเลิศประเภท Demi Character Solo, รางวัลที่ 2 National Solo, รางวัลที่ 3 Top 5 Dance Off

ทั้งนี้ ไข่มุกเป็นคนไทยคนเดียวและคนแรกที่ได้ติด 1 ใน 3 อันดับ และผลงานที่น่าภาคภูมิใจ คือ การผ่านเข้ารอบ Top 5 finalists รุ่น Senior รอบ Champion of Champions ในฐานะตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยของรุ่น และที่สุดก็คว้ารางวัล Runner up รองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขันเต้นรำนานาชาติ Get the Beat Finals ในครั้งนี้

“จุดเริ่มต้นคืออยากแต่งชุดสวยๆ สมัยเป็นเด็กเราดูการ์ตูน ก็คิดว่าชุดสวยจัง ตอนแรกนี่แค่ชุดเลยค่ะ”

ไข่มุกเรียนบัลเลต์ จินตลีลาประยุกต์ รวมทั้งรำไทย ตั้งแต่อายุ 4-7 ขวบ ก็เล่นคล่องแล้ว อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า สมัยเด็กก็มีท้อ มีเลิกฝันและแทบจะทิ้งขว้างความฝันไปเลยเหมือนกัน สำคัญว่าคุณแม่และครอบครัวให้กำลังใจสนับสนุน

เรียนและฝึกซ้อมอย่างมีวินัยมาตั้งแต่เด็ก ต่อเมื่อโตขึ้น ไข่มุกเริ่มจับทางตัวเองได้ว่าชอบแนวการเต้นแบบสเปนมากเป็นพิเศษ เธอเริ่มมุ่งไปทางแนวเต้นที่โปรดปราน

“แนวการเต้นแบบสเปนต้องใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อทุกส่วนบอกได้เลยว่าต้องใช้หมด และมีการใช้เทคนิคการเต้นมากมาย”

ฝึกซ้อม ทำซ้ำ และให้เวลากับมัน นี่คือคีย์เวิร์ดหรือกุญแจแห่งความสำเร็จ ซึ่งไข่มุกบอกว่า เธอมีวินัยอย่างมาก สำหรับการฝึกซ้อมเต้นแล้วคืออันดับหนึ่งของชีวิต มีดราม่าบ้างหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า เคยมีคำถามว่าเราทำไปทำไม แต่ทุกครั้งที่มีคำถาม เท้าก็เต้นไป ตัวก็เต้นไปไม่เคยหยุด ใช้เทคนิคการแยกส่วน หัวคิดตั้งคำถาม แต่ตัวก็เต้นต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่ง คำถามทั้งหลายก็หยุดไปเอง

“บางทีก็รางวัลที่ได้มาในระหว่างทางนี่แหละ ที่เป็นตัวช่วย เป็นตัวยึดโยงเรากับภาระหน้าที่ พอแข่งได้รางวัลมาบ้างอะไรบ้าง ก็ลืมๆ ไป สนุกกับการเต้น สนุกกับการเป็นนักเต้น ทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกความท้อหายไป”

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คือการเต้นประกวดในหลายเวที ทั้งเวทีในประเทศและเวทีระดับชาติ หากเวทีที่ได้ชื่อว่าสำคัญกับไข่มุกมาก ก็คือเวทีการเต้นรำนานาชาติ Get the Beat International Dance Competition 2018 ที่เพิ่งผ่านมา ถึงแม้จะไม่ได้ชนะที่หนึ่ง หากก็คือที่สุดของที่สุดในความทุ่มเท คู่แข่งขันทั้งหมดล้วนดำรงตำแหน่งอันดับหนึ่งที่มาจากแต่ละประเทศทั่วโลก ไข่มุกบอกว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับการเข้าแข่งขันในครั้งนี้

“คู่แข่งขันเก่งมาก กดดันมาก โดยเฉพาะประเภทการแข่งขันเป็น Top 5 finalists รุ่น Senior รอบ Champion of Champions ที่คัดจาก 20 คน เหลือ 5 คน การตัดสินทำโดยให้ทุกคนเต้นแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งกดดันไม่น้อย เนื่องจากการเต้นซ้ำในครั้งที่สองนั้น เราได้เห็นคู่แข่งทั้งหมดเต้นแล้ว เรารู้แล้วว่าแต่ละคนเก่งแค่ไหน”

สำหรับชุดการแสดงที่ใช้ในการชิงแชมป์ครั้งล่าสุด มีชื่อว่า Alegrias ไข่มุกเล่าว่า เธอได้ใช้ความพยายามเต็มที่ โดยทุกคนใช้ความสามารถขั้นสูงสุดของตัวเอง การได้ตำแหน่งรองชนะเลิศคือที่สุดของที่สุดสำหรับเธอ หญิงสาวกำลังจะเรียนจบปี 4 ปีนี้ เธออยากไปเรียนต่อด้านจิตวิทยาที่ประเทศออสเตรเลีย หรืออาจคั่นจังหวะด้วยการเป็นครูสอนการเต้น

สำหรับรางวัลที่ได้รับอยากขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ให้โอกาส โดยเฉพาะโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change Agent) โครงการที่มุ่งพัฒนาการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ในหลากมิติ เพื่อให้บัณฑิตมีคุณภาพมีค่านิยมที่ดี แปรศักยภาพให้เป็นความสามารถ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

“นักศึกษาของ มจธ.ทุกคน เราได้รับการปลูกฝังให้เรียนรู้คู่การปฏิบัติ ทั้งการเรียนรู้ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน มหาวิทยาลัยฯ สนับสนุนให้พวกเราเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ เป็นตัวอย่างให้กับเพื่อนๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองในด้านต่างๆ”

โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือโครงการโซเชียลเชนจ์เอเจนต์ นัยหนึ่งคือการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นด้วยตัวของนักศึกษาด้วยกันเอง ตัวอย่างของนักศึกษาที่ทำสนุกกับการกิจกรรมและเรียนหนังสือไปได้พร้อมกัน ย่อมเป็นพลังที่ส่งถึงกันต่อเพื่อนนักศึกษาในคณะหรือในมหาวิทยาลัย ทั้งชักชวนและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงนั่นเอง

นอกจากนี้ ไข่มุกขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่สนับสนุนอย่างเต็มที่กับกิจกรรมที่เธอรัก รวมทั้งเพื่อนๆ ที่ร่วมเรียนกันมาตลอดสี่ปี ทุกคนให้ความเข้าใจกับหน้าที่การเป็นนักเต้นของเธอ ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกัน สุดท้ายขอบคุณคุณครูและโค้ชผู้ฝึกสอน อาจารย์ลลิตา จันทโร จากสถาบันบัลเลต์ฟลามิงโก้ไทยแลนด์ คุณครูเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปศึกษาการเต้นที่ประเทศสเปน

การเต้นให้อะไรหลายอย่างในชีวิต ทั้งบุคลิกภาพ ซึ่งเป็นความจริงที่ว่านักเต้นควบคุมร่างกายได้ดี ทั้งการยืนการเดินการนั่ง การเต้นยังให้โอกาสแก่ไข่มุกที่ได้พบเพื่อนนักเต้นด้วยกันมากมาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เวทีนักเต้นไม่ใช่แค่มาแข่งขันกันอย่างเดียวแต่ยังมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ที่สำคัญคือวินัยของชีวิต การเต้นสอนให้เด็กสาวคนหนึ่งจัดเวลาเป็น มีระเบียบวินัยและใจเย็น

สุดท้ายไข่มุกบอกว่า การแข่งขันเต้นรำนานาชาติในครั้งนี้ ทำให้เธอได้มีโอกาสในแสดงความสามารถในฐานะตัวแทนประเทศไทย การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปีแสดงผลให้ได้ประจักษ์ และเธอก็รู้สึกดีใจภูมิใจมาก อยากให้น้องๆ ทุกคนที่มีใจรัก หรือมีความฝัน มีกำลังใจที่จะทำตามความฝันนั้น อย่าท้อ อย่ายอมแพ้

“ใช้เวลาว่างของน้องๆ ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะด้านไหน เชื่อว่าทุกคนจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าเราได้พยายามทำอย่างเต็มที่ และสำหรับนักเต้น ก็ใช้เวลาว่างมาเต้นรำเพื่อสุขภาพและบุคลิกที่ดีค่ะ”

ฟังให้มากขึ้น บริหารได้ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581429

  • วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 11:00 น.

ฟังให้มากขึ้น บริหารได้ดีขึ้น

เรื่อง กั๊ตจัง

ไม่มีผู้บริหารคนไหนที่สามารถบริหารงานได้ดี โดยที่ไม่ฟังเสียงรอบข้าง วันนี้ วรเดช กฤตยาเกียรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด จะมาเล่าแนวทางในการบริหารงานที่ดีในมุมมองของเขา

แนวทางในการเป็นผู้บริหารที่ดีหรือแม้แต่การเป็นลูกน้องที่ดี สำหรับผมคือการฟังและเรียนรู้ที่จะหาหนทางแก้ไขปัญหา ฟังก่อนว่าเจ้านายต้องการอะไร คิดอย่างไร เชื่ออย่างไร ฟังก่อนว่าลูกค้าต้องการอะไรมีมุมมองต่อสิ่งที่เรามีอย่างไรบ้าง

ฟังแล้วเราอย่าเพิ่งเถียงฟังไปก่อน จะถูกหรือผิดไว้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเราต้องฟังก่อนแล้วเรากลับมาคิด กลับมานั่งคุยกันใหม่ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร การค้านไม่ได้ช่วยทำให้ปัญหานั้นถูกแก้ไข แต่การฟังและคิดหาหนทางแก้ไขคือสิ่งที่เราควรทำมากกว่า

เมื่อคุณเข้าไปเป็นผู้บริหารใหม่ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนก็ตาม ไม่ควรเข้าไปถึงแล้วบอกให้เปลี่ยนอย่างนั้น ทำอย่างนี้ คุณจะถูกแรงต้านมากมายกลับมา หน้าที่ของเราคือ หาคนที่อยู่ในองค์กรที่มีความคิด แรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนองค์กรให้ดีขึ้น สัดส่วนของคนกลุ่มนี้อาจจะอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราต้องค้นหาให้เจอ

ผมเคยบอกกับลูกน้องของผมเวลาที่จะย้ายไปเป็นผู้บริหารบริษัทไหนก็ตาม ควรจะฟังคนที่ทำงานอยู่ก่อนหน้าก่อนเดิมอยู่ก่อนแม้เขาอาจจะตำแหน่งต่ำกว่าคุณ แต่เขามีประสบการณ์ในการทำงานบริษัทนั้นมากกว่า คุณก็ควรจะฟังเขาว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น

ไม่ใช่คุณไปถึงก็จะสั่งให้เขาทำนู่นทำนี่ ซึ่งสิ่งที่คุณจะต้องเจอก็คือแรงต้านจากคนในองค์กร สุดท้ายคุณก็จะอยู่ไม่ได้ คุณควรจะเข้าไปทำความรู้จักคุ้นเคยกับองค์กรนั้นก่อน เรียนรู้ว่าองค์กรนั้นมีรูปแบบในการทำงานอย่างไร ในแต่ละองค์กรมีวัฒนธรรมในการทำงานและการอยู่ร่วมกันที่แตกต่างกัน

เมื่อคุณเข้าไปสิ่งแรกคือการฟังและอยู่ร่วมคลุกคลีกับทุกคนประมาณ 2-3 เดือน จนมีความสนิทคุ้นเคยกันดี หลังจากนั้นพวกเขาก็จะฟังคุณไม่ว่าคุณจะพูดอะไรก็ตามพวกเขาจะเปิดใจรับฟังคุณมากขึ้นเพราะคุณคุ้นเคยรู้จักพวกเขาและเขาก็รู้จักคุณว่าเป็นคนอย่างไร

จากนั้นเดือนที่ 6 คุณค่อยๆ ทำในสิ่งที่คุณตั้งเป้าหมายในการพัฒนาองค์กรนั้นไว้ เดินเข้าไปบอกผู้บริหารว่าคุณอยู่มาระยะหนึ่งแล้วเห็นปัญหาต่างๆ มาพอสมควร คิดว่าหนทางแก้ไขน่าจะเป็นแบบไหน ก็สามารถเสนอได้โดยที่ผู้บริหารจะรับฟังเพราะเขาคุ้นเคยกับคุณแล้วและนานพอจนคิดว่าคุณได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

การฟังนอกจากใช้ในเรื่องงานได้แล้วกับชีวิตคู่ก็ใช้ได้เหมือนกัน กับภรรยาเราก็ฟังเขามากๆ หน่อย พอรับฟังกันมากๆ ก็ไม่ทะเลาะ ฟังมากๆ ก็ไม่มีเรื่องไหนทุกข์ ถ้าเกิดเราพูดพร้อมกันแน่นอนว่าการมีปากเสียงเถียงกันย่อมเกิดขึ้นได้

ส่วนตัวในการทำงานของผมเองที่มีวันนี้ได้ต้องบอกว่าโชคดีที่มีเจ้านายที่มีวิสัยทัศน์ มีลูกน้องที่ดี มีทีมงานที่พร้อมจะพัฒนาไปด้วยกัน ผมถึงบอกว่าวันที่เราเปิดใจรับฟัง อีกฝั่งเขาจะพูด

สุดท้ายแนวทางในการบริหารงานที่ดีนอกจากการรับฟังแล้ว ก็คือเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนที่เป็นผู้บริหารและควรจะอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเรามากแค่ไหนก็ตาม เพราะยิ่งอยู่สูงจะยิ่งหาคนกล้าเข้ามาพูดด้วยยากขึ้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นกันเองกับทุกคน ชวนพูด ชวนคุย เขาจะกล้าพูดกับคุณมากขึ้น และเช่นเดียวกันเขาก็จะฟังผู้บริหารอย่างคุณเช่นกัน

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ โค้ชไปเขียนไป…กินแบบนี้ไม่มีอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581335

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 10:49 น.

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ โค้ชไปเขียนไป...กินแบบนี้ไม่มีอ้วน

“การอ่านคือหนทางหนึ่งในการค้นพบวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมของดิฉัน” โค้ชบุศ-วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ โค้ชผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการกินอาหารแบบฟู้ดคอมบิเนชั่นกล่าว เธอเคยประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว จนกลายเป็นคนขาดความมั่นใจ และจากการอ่านนี่เองที่นำให้เธอได้มาพบกับวิธีการกินที่เปลี่ยนชีวิต!

โค้ชไปเขียนไปถึงวิธีที่ประสบผลกับตัวเอง โค้ชบุศเล่าถึง “เทคนิคจับคู่อาหาร กินแบบนี้สุขภาพดีไม่มีอ้วน” สำนักพิมพ์อมรินทร์ เฮลท์ ซึ่งมีที่มาจากจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่คิดว่าตัวเองไม่สวย อ้วน ไม่มีใครมาจีบ และคงจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตแน่

“ในเมื่อจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต เราจำเป็นต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย”

โค้ชคนเก่งจบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากความคิดที่อาจจะต้องอยู่คนเดียว เธอเริ่มออกกำลังกายอย่างหนัก ทั้งฟิตเนส เล่นเวต ปั่นจักรยาน คาร์ดิโอ จนเมื่อได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ มีประสบการณ์ด้านสุขภาพทั้งดีร้าย ด้านดีคือได้ลองหัดทำอาหารคลีนกินเอง ด้านร้ายคือการเผชิญความเครียดจากงานที่รุมเร้า

“เป็นโอกาสในการลองผิดลองถูก จนสามารถปรับใช้หลักการกินให้เข้ากับร่างกายตัวเอง”

ฟู้ดคอมบิเนชั่น (Food Combination) คือ หลักการรวมอาหาร เพื่อให้ระบบย่อยทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ได้ดีที่สุด ไม่เสียพลังงานในการย่อยมากเกินปกติ ทำให้รู้สึกมีพลัง กระปรี้กระเปร่า และสบายตัว

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่ควรกินอาหารหลายชนิดรวมกัน เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดใช้เอนไซม์ในการย่อยที่ต่างกัน การกินรวมกันจะทำให้ลำไส้ปั่นป่วน เพราะร่างกายต้องหลั่งเอนไซม์ที่เป็นทั้งกรดและเบสออกมาพร้อมกัน จึงรวมกันแล้วกลายเป็นสภาวะกลางๆ”

สภาวะเป็นกลางทำให้เอนไซม์ทำงานได้ไม่เต็มที่ การย่อยไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้อาหารในระบบย่อยเริ่มบูดเน่า กลายเป็นอาหารอันโอชะของเหล่าเชื้อแบคทีเรียในที่สุด อาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยไม่เท่ากัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องเรียนรู้ว่า อาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยเท่าไร และควรกินอะไรก่อนหลัง

ผู้เผยแพร่หลักฟู้ดคอมบิเนชั่นเป็นคนแรกคือ เฮอร์เบิร์ต แม็กกอล์ฟฟิน เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการรักษาแพทย์ทางเลือกชาวอเมริกัน กับหนังสือของเขา Food Combining Made Easy ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1951 และหนังสือเล่มนี้เองที่จุดประกายเรื่องทั้งหมด

วันนี้โค้ชบุศมีสุขภาพที่ดีแล้ว รูปร่างดีได้โดยไม่ต้องอดอาหาร แต่กินแบบจับคู่ หรือการกินแบบเรียงลำดับ มีความมั่นใจ มีพลังชีวิต จากการกินตามหลักฟู้ดคอมบิเนชั่น วรรณ์วรีได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าตำรับฟู้ดคอมบิเนชั่นเมืองไทย ซึ่งสำหรับเธอแล้วทั้งหมดมาจากการศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติอย่างจริงจัง

“อาหารสำคัญที่สุด เราก็แค่รู้ว่าต้องกินอะไรก่อน หรือจับคู่การกิน เพื่อให้ระบบย่อยทำงานได้ง่ายขึ้น”

นอกจากจะเป็นโค้ชด้านสุขภาพ (Certified Health Coach, CUT Health Coach) เธอยังเป็นครูสอน Interval Yoga โดยได้ศึกษาศาสตร์นี้จากสิงคโปร์และอินเดีย ปรับและผสมผสานในไลฟ์สไตล์ของตัวเอง กลายเป็นโยคะรูปแบบใหม่ที่ผสมระหว่างการทำโยคะกับการบริหารร่างกายแบบบอดี้เวตและคาร์ดิโอ

“การดูแลสุขภาพของดิฉัน ไม่ได้มีเป้าหมายเพราะกลัวโสดจนตาย หรือกลัวป่วยแล้วไม่มีคนดูแลอีกต่อไป แต่ทุกวันนี้การกินและการออกกำลังกาย ทำด้วยความสุขและสมดุล”

ถึงจุดหนึ่งเธออยากแบ่งปัน โค้ชบุศเป็นวิทยากรในโอกาสต่างๆ เธอทำเว็บไซต์และแฟนเพจให้ความรู้ด้านฟู้ดคอมบิเนชั่น Healthy Living by Bud ส่วนหนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เธอจะได้แบ่งปันข้อมูลด้านสุขภาพให้กับทุกคน เพื่อจะได้ร่วมเรียนรู้มีสุขภาพที่ดีและมีความสุขไปพร้อมๆ กัน