Dialogue of Father & Son บทสนทนาของพ่อกับลูก วิโชค&วิชญ มุกดามณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581331

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 10:26 น.

Dialogue of Father & Son บทสนทนาของพ่อกับลูก วิโชค&วิชญ มุกดามณี

ได้มีโอกาสแวะเวียนไปบนเกาะรัตนโกสินทร์ แหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมเชิงจารีตและร่วมสมัยอีกครั้ง คราวนี้ไปเดินชมและละเลียดงานศิลปะในนิทรรศการ “Dialogue of Father & Son : บทสนทนาของพ่อกับลูก” โดยศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี และ ดร.วิชญ มุกดามณี

ถือเป็นการรวบรวมผลงานศิลปกรรมร่วมสมัยจำนวน 105 ชิ้น ณ ห้องแสดงนิทรรศการชั้น 1-3 หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร

แนวความคิด “บทสนทนาของพ่อกับลูก” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดของพ่อกับลูกที่มีบทบาทในการศึกษา การสร้างสรรค์ และการทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะ

กระบวนการสร้างสรรค์ทางจิตรกรรมผลงานสื่อผสม วิดีโอ และผลงานจัดวาง เปรียบเสมือนสื่อกลางในการพูดคุย แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ ทัศนคติระหว่างสองคน บางครั้งสะท้อนแง่มุมของการเห็นคล้อยตาม บางครั้งเป็นการถกเถียง และบางครั้งเป็นดั่งถ้อยคำปลอบประโลม

นิทรรศการครั้งนี้ บอกเล่าเรื่องราวความแตกต่างของศิลปินจากยุคสมัยที่แตกต่างกันมากกว่า 30 ปี หากแต่มีสายสัมพันธ์แนบชิดกันทั้งด้วยสายเลือดและความชื่นชอบในงานศิลปะที่ถ่ายทอดถึงกัน

ว่าไปแล้ว ศ.วิโชค ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สื่อผสม) ปี 2555 เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยมายาวนาน โดยเริ่มจากการสร้างงานจิตรกรรมในยุคแรกๆ ช่วงปี 2516 จากรูปร่างและเรื่องราวของมนุษย์

จากนั้นจึงนำเรื่องราวชีวิตมนุษย์ ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมของสังคมไทย ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความเจริญทางด้านวัตถุและสภาวการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาพัฒนาการสร้างสรรค์ โดยแสดงออกสู่รูปแบบศิลปะแนวสื่อผสม ผลงานจิตรกรรมและศิลปะแนวสื่อผสม ได้รับรางวัลทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จึงนับได้ว่าเป็นศิลปินที่มีความทันสมัย และมีคุณูปการต่องานศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศ

หากใครได้ชมรูป “ม้าสีน้ำตาลที่ประจวบคีรีขันธ์” จะรับรู้ได้ว่า ศ.วิโชค ได้แรงบันดาลใจจากหลานสาว ซึ่งปู่จะหยิบอากัปกิริยาความเคลื่อนไหว ความมีชีวิต เข้ามาอยู่กับสิ่งแวดล้อม อยู่กับสิงสาราสัตว์ ซึ่ง ศ.วิโชค บอกถึงการแสดงนิทรรศการศิลปะครั้งนี้กับลูกชายว่า เป็นการรวมงานในโอกาสพิเศษจริงๆ ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุสิ่งของที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน นำมาแสดงออกถึงประเด็นเนื้อหา ซึ่งสะท้อนและตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมร่วมสมัยรอบตัว

“ทั้งในแง่มุมของความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว วิถีชีวิตที่ได้รับอิทธิพลจากอุตสาหกรรม ทุนนิยม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความเชื่อ ความศรัทธาต่อศาสนา ความเชื่อ ความสะเทือนใจจากผลกระทบของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและบรรทัดฐานของสังคม รวมไปถึงการตระหนักรู้และวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษ ธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนไปเนื่องจากน้ำมือมนุษย์”

ดร.วิชญ เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยมาเป็นเวลานานพอสมควร มีผลงานหลากหลายรูปแบบ จัดแสดงสู่สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ในรูปแบบสองมิติ สามมิติ ผลงานแนวจัดวาง ภาพถ่าย และวิดีโอ เป็นต้น

ผลงานที่สร้างชื่อ เช่น งานในชุด “วิถีชีวิตเมือง” (City Life, Bangkok) ปี 2550 “วัฏจักรเมือง” (Urban Motion) และ “นัยของวัตถุ” (Implication of Materials) ปี 2551 งานชุด “คืนกลับ-ผันเปลี่ยน” (Re-Appearing) อีกงานแสดงสำคัญคือ ชุด “วัตถุคือชีวิต” (Art-ificial Being) ที่โดดเด่นของศิลปินผู้นี้ยังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ผสมผสานศิลปะไทยและตะวันตกอย่างลงตัว

“คิดว่านิทรรศการครั้งนี้น่าจะมีการเสนอมุมมอองจากสองคนที่ต่างบุคลิก ต่างวัย ต่างเวลา แต่มันมีความเชื่อมโยงกัน ด้วยความเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วก็เป็นเรื่องความรักในงานศิลปะที่ถ่ายทอดมาถึงกัน ชิ้นที่ชอบมากเป็นชุดลูกสาวของผม เป็นหลานสาวของปู่เป็นแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงๆ

ผมว่าไอเดียเรื่องบทสนทนา การแลกเปลี่ยน การแชริ่ง เข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร เราคิดยังไง ความเคารพความคิดซึ่งกันและกัน มันต่อยอดออกจากความเป็นแค่ครอบครัวไปสู่สังคมวงกว้างได้”

แวะไปชมนิทรรศการได้ถึงวันที่ 3 มี.ค. 2562 โดยหอศิลป์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธ เวลา 10.00-19.00 น. โทร. 02-281-5360-1 หรือที่เว็บไซต์ http://www.queengallery.org และที่เฟซบุ๊กเพจ queengallerybkk

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : info@queengallery.org

‘กอล์ฟคลินิกเยาวชน’ ฝึกวงสวิงกับโปรระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581329

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 10:18 น.

‘กอล์ฟคลินิกเยาวชน’ ฝึกวงสวิงกับโปรระดับโลก

เชื้อเชิญโปรกอล์ฟช่วยสานฝันเยาวชนไทยสู่เส้นทางนักกีฬากอล์ฟมืออาชีพ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 จัดกิจกรรม “กอล์ฟคลินิกเยาวชน” ส่งเสริมเยาวชนไทยอายุตั้งแต่ 8-15 ปี ที่มีความสามารถด้านการเล่นกีฬากอล์ฟระดับพื้นฐานได้เข้าร่วมเรียนรู้และฝึกฝนทักษะกอล์ฟกับ 2 นักกอล์ฟหญิงมืออาชีพระดับโลก ฮินะ อาราคากิ จากประเทศญี่ปุ่น และโปรเมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ เพื่อผลักดันเยาวชนไทยให้ก้าวตามความฝันสู่เส้นทางการเป็นนักกีฬากอล์ฟอาชีพในอนาคต

กิจกรรมนี้นักกอล์ฟจิ๋วเนื้อเต้น มีเยาวชนไทยกว่า 80 คน เข้าร่วมกิจกรรมกันคึกคัก ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส

โปรเมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ โปรกอล์ฟสาวไทยอายุ 19 ปี ได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งขันฮอนด้า แอลพีจี ไทยแลนด์ เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ โปรเมียวอายุน้อย พอได้คลุกคลีกับเด็กๆ ก็ไม่มีช่องว่างวัย คลิกกันง่าย สอนกันไม่ยาก

“ดีใจที่ได้มีโอกาสมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่น้องๆ เยาวชนนักกอล์ฟไทย วันนี้ได้สอนช็อตการเล่นต่างๆ รวมไปทั้งการควบคุมสมาธิในการเล่นให้แก่น้องๆ ซึ่งทุกคนให้ความสนใจ และได้ลองเล่นดูค่ะ”

โปรเมียวชื่นชอบในกีฬากอล์ฟ มีความใฝ่ฝันที่อยากเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพตั้งแต่เด็ก การจัดกิจกรรมกอล์ฟคลินิกเยาวชนแบบนี้ขึ้น จึงเข้าอกเข้าใจเด็กๆ ที่อยากให้โอกาสช่วยผลักดันเยาวชนไทยได้ก้าวตามความฝันสู่เส้นทางการเป็นนักกีฬากอล์ฟอาชีพในอนาคตเป็นอย่างดี ทักษะและประสบการณ์ที่ได้สอนในวันนี้ก็หวังว่าน้องๆ ทุกคนจะนำไปฝึกฝน เพื่อเดินบนเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพต่อไป

ฮินะ อาราคากิ โปรกอล์ฟสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งได้รับเชิญเข้าร่วมถ่ายทอดทักษะการเล่นกอล์ฟในกิจกรรม “ฮอนด้า แอลพีจีเอ กอล์ฟคลินิกเยาวชน โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย” กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมกิจกรรมนี้ ต้องขอบคุณฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะกอล์ฟในหมู่เยาวชนและจัดกิจกรรมดีๆเช่นนี้ขึ้นมา

นักกอล์ฟรุ่นเยาว์หลายๆ คน ย่อมใฝ่ฝันที่อยากเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพตั้งแต่เด็ก จึงยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการเล่นกอล์ฟที่สำคัญรวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ให้แก่เหล่าแฟนกอล์ฟเยาวชนไทย ได้เห็นวงสวิงเยาวชนกลุ่มนี้แล้ว เชื่อว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตในวงการกอล์ฟแน่นอน

กอล์ฟเป็นกีฬาที่เยาวชนทั้งชายและหญิงอายุต่ำกว่า 10 ขวบ สามารถเล่นได้ดี พิมพากร ปัญญาดิลก น้องโมจิ อายุ 9 ขวบ เยาวชนไทยเข้าร่วมกิจกรรม มีประสบการณ์การเล่นกอล์ฟมาได้ 3 ปีแล้ว เข้าร่วมคลินิกกอล์ฟเยาวชนเป็นครั้งแรก เริ่มเล่นกอล์ฟครั้งแรกตอนอายุ 6 ขวบ และใฝ่ฝันอยากเป็นนักกอล์ฟอาชีพ

วันนี้ได้เรียนรู้เทคนิคและทักษะหลายอย่าง เช่น การระเบิดทราย รวมทั้งกำลังใจจากโปรกอล์ฟระดับโลกซึ่งเป็นประสบการณ์ในสนามจริง แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียน จะนำไปลองฝึกฝนและพัฒนาตัวเองต่อไป อยากให้จัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้อย่างต่อเนื่องอีกค่ะ”

ต้องรู้สึกตื่นเต้นมากๆ อยู่แล้ว กับการได้รับเลือกเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณัฐภัทร์ สุเกตุ น้องเชป อายุ 11 ขวบ เริ่มเล่นกอล์ฟเมื่ออายุ 9 ขวบ และได้มาร่วมกิจกรรม “กอล์ฟคลินิกเยาวชน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019” เผยเคล็ดลับได้คัดเลือกร่มกิจกรรมนี้ ต้องรีบลงสมัคร และดีใจที่ได้มาเจอเพื่อนใหม่ๆ ที่มีใจรักกีฬากอล์ฟเหมือนกัน และที่สำคัญคือได้ลองฝึกและได้รับคำแนะนำถ่ายทอดประสบการณ์จากโปรกอล์ฟชั้นนำของโลกโดยตรง ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยาก วันนี้ได้ความรู้และเทคนิคมากมายจากโปรฮินะ ทั้งการเล่นช็อตต่างๆ รวมถึงวิธีการวางตัว การชิพข้างกรีน การไดรฟ์แบบมืออาชีพ การระเบิดทรายลายไข่ดาว และอีกมากมายหลายๆ เทคนิค

“หลังจากวันนี้จะนำเทคนิคที่ได้รับไปปรับใช้กับการฝึกซ้อม เพื่อพัฒนาฝีมือของตัวเองต่อไป ผมจะกลับมาร่วมอีกในปีหน้า และฝันว่าสักวันจะต้องลงแข่งในทัวร์นาเมนต์กอล์ฟระดับโลกให้ได้ครับ”

การตีด้วยวิธีระเบิดทรายลักษณะนี้ ลูกมักจะวิ่งยามเมื่อตกถึงพื้น ก่อนจะระเบิดทรายไลน์ลูกจมลองให้มองดูนึกถึงลูกกอล์ฟเป็นเหมือนไข่แดง และเปรียบพื้นที่โดยรอบมองเป็นเหมือนไข่ขาว พอถึงจังหวะตีให้ตีเข้าไปที่ขอบไข่ขาวด้านนอก จนถึงขอบไข่ขาวด้านในจะมีโอกาสช่วยให้ลูกออกไปได้ง่ายขึ้น แล้วเมื่อตีออกไปอย่าลืมเผื่อพื้นที่ให้ลูกวิ่ง เทคนิคสำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ถึงมือกลาง สามารถนำเสนอเทคนิคที่เข้าใจง่ายๆ ไปใช้ได้ทันที

สำหรับผู้สนใจการแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 จัดขึ้นในวันนี้ 24 ก.พ.วันสุดท้าย ที่สยาม คันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันและซื้อบัตรชมการแข่งขันผ่านทางเว็บไซต์ http://www.hondalpgathailand.com ส่วนผู้ปกครองที่อยากสนับสนุนลูกหลานต้องติดตามกิจกรรมนี้กันต่อไป

‘2 ไร่ ก็พอเพียง’ นรินทร์ สุขสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581321

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:42 น.

‘2 ไร่ ก็พอเพียง’ นรินทร์ สุขสบาย

อดีตครูผู้ใช้ชีวิตฟังเสียงหัวใจตัวเอง แจ๊ส-นรินทร์ “สุขสบาย” คือนามสกุลของ นรินทร์ ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งปัจจุบันเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ตั้งแต่ลองมาใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากการเสียชีวิตของหลานชายเพียงคนเดียววัย 17 ปี ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรักของครอบครัว ทำให้เขาได้คิดว่า ชีวิตคนเราก็แค่นี้

เขาจึงหันหลังให้งานประจำ ผันมาพัฒนาสวนในที่ดินเพียง 2 ไร่ของแม่ และตั้งเพจและไร่ของตนเองว่า “2 ไร่ พอเพียง” ทำได้ 4 ปีแล้ว คอนเซ็ปต์การทำสวน ทำไร่ และปลูกข้าวอินทรีย์คือ ไม่เน้นจำหน่าย เน้นปลูกเอง กินเอง เพื่อลดรายจ่าย ซื้อให้น้อยที่สุด แต่หากเหลือก็ขายให้คนอื่นบ้าง แต่กว่าจะมีชีวิตพอดีพอเพียงแบบนี้ได้ ต้องรู้จักวางแผนชีวิต เก็บเงินสร้างห้องเช่า เพื่อให้ห้องเช่าในเมืองทำงานเลี้ยงตัวเขาด้วยอีกทางหนึ่ง

วางแผนชีวิต ตามแนวคิดที่แม่ทำเป็นตัวอย่าง

นรินทร์เล่าว่า กว่าที่เขาจะละทิ้งหน้าที่การงานทุกอย่าง และผันตัวเองไปเป็นชาวไร่ชาวนา เพราะเขามีบ้านเช่า 9 ห้องที่เขาทำไว้ให้คนอื่นเช่าได้รายได้ประมาณเดือนละหมื่นกว่าบาท สร้างจากเงินออมจากอาชีพครูเดือนละ 2 หมื่นบาท วุฒิปริญญาตรีด้านวิศวกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ค่อยๆ เก็บเงินและสร้างบ้านตั้งแต่ปี 2554 สร้างบนที่ดินของแม่ในตัวเมืองสงขลา ต.จะนะ อ.น้ำขาว จ.สงขลา ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตตามอัตภาพได้ ซึ่งแนวคิดการใช้ชีวิตของเขาน่าสนุก

“ผมเป็นครูสอนด้านอิเล็กทรอนิกส์ให้กับนักเรียนระดับ ปวช. ปวส. สอนอยู่ 10 ปี รู้สึกเบื่อจึงลาออก การวางแผนชีวิตที่ดีผมได้จากแม่ แม่สอนผมเรื่องการออม แม่ไม่ได้มีความรู้มาก ไม่ได้สอนตรงๆ แต่แม่ทำให้ผมเห็นและซึมซับ จะใช้ชีวิตใช้เทคโนโลยีอย่างไร แต่ต้องเก็บเงินซื้อที่ดินเก็บไว้ แต่ก่อนเป็นครูผมทำงานและเรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯ นาน 3 ปีรู้สึกไม่ชอบปัญหารถติด ต้องเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งรถ พอผมเรียนจบ ปวช.ที่กรุงเทพฯ ผมกลับบ้านไปเรียนต่อที่บ้านคือ จ.สงขลา เรียนจบทำงานต่ออีก 10 ปี ก็ลาออก”

แรงบันดาลใจทำไร่

ด้วยแนวคิดที่เบื่อชีวิตจำเจ และเขาชอบท้าทายชีวิตในการทำอะไรใหม่ๆ และไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ประกอบกับย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อนภาษาอังกฤษได้รับความนิยมมาก ในวัย 32 ปีเขาจึงบินไปออสเตรเลียเพื่อเรียนรู้ภาษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ 2 ปีและกลับมาเมืองไทย มาดูแลแม่และหลานชายที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก และก้าวขึ้นสู่วัยรุ่น งานที่นรินทร์ทำหลังจากกลับจากออสเตรเลียคือ แปลงานใช้ชีวิตอย่างสุขสงบกับหลานชาย และเขาก็เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตคือ หลานชายอันเป็นที่รักเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตรงกับวันเกิดปีที่ 17 ของหลานชายพอดี

เขาจึงเซ้งร้านแปลในเมือง กลับไปอยู่บ้านควบคู่กับการเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พอเรียนจบเริ่มทำงานโครงการวิจัย ให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ทำนาน 3 ปีทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบการวางแผนงบประมาณ วางยุทธศาสตร์ 5 ปี การวางแผนเป้าหมายคณะ ต้องวางแผนประจำปีเพื่อให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เพื่อก้าวเดินเจริญเติบโตไปทั้งองค์กร

“ผมได้นำความรู้มาทำสวนทำไร่ของผมวางแผนในระยะ 5 ปีก่อน ในแต่ละปีผมต้องทำอะไรบ้าง และใช้งบประมาณเท่าไร ผมได้เซตงบประมาณปีต่อปี ผมทำแผนใส่โปรแกรมเอ็กเซลตั้งแต่ปีแรก เพื่อทำให้ผมรู้ทิศทาง แต่ละปีผมจะเดินตามที่ผมวางแผนไว้ อีกทั้งการทำการเกษตรตัวแปรเยอะ เช่น ภัยธรรมชาติหรือศัตรูพืช ยิ่งอากาศแปรปรวน เราต้องเรียนรู้เศรษฐกิจ 3 ห่วง คือทำพอประมาณ และไม่กู้ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล พอประมาณคือทำแต่พอดี พอเพียง ทำได้ให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงคือมีเหตุมีผลที่เราทำได้ รู้ว่าถ้าเราทำแล้วเกิดปัญหาและแก้ไขอย่างไรได้บ้าง นี่คือมีภูมิคุ้มกัน”

ปลูกในสิ่งที่กิน 3

ปีของการเรียนรู้การทำไร่ที่ไม่ตอบโจทย์ ทำสวนแบบอินทรีย์ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้เขาอยากหาทางออก เขาจึงศึกษาการทำสวนของคนอื่นๆ อยู่นาน 4-5 เดือน ได้ข้อสรุปว่า เขามี 2 ไร่ อยู่ที่ อ.นาทวี อยู่ห่างจากบ้านเดิมในเมืองเพียง 1 กิโลเมตร และลงมือทำไร่ได้ 4 ปีแล้ว“

กว่าจะเป็นไร่ ผมพัฒนาหาความรู้ ปลูกอะไร ใช้การวางแผน วางระบบน้ำอย่างไร ปลูกอะไร นี่คือจุดสำคัญในการวางแผน ถ้าปลูกเริ่มจากข้าว คือผมปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก ผมเน้นปลูกออร์แกนิก 100% เพราะทำกินเอง ไม่ใช้สารเคมีเลย ปุ๋ยเคมีก็ไม่ใช้ พอเรียนรู้ ณ วันนี้จึงไม่ยาก เพียงแต่ไม่งามเหมือนเคมี แต่ผลผลิตดีขึ้นทุกครั้งที่ผมปลูก เพราะสภาพดินดี สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ แรกๆ ผักไม่งามแต่ผมมีเป้าหมายชัดเจน คือทำอินทรีย์ 100% และอยากให้เป็นที่รู้กันในหมู่คนรักสุขภาพ เพราะกลุ่มลูกค้าผมเฉพาะกลุ่มมากๆ”

ผักที่นรินทร์ปลูกคือ ผักสลัด เพราะเขาชอบกินสลัด ผักคะน้า กวางตุ้ง ฯลฯ ส่วนใหญ่ปลูกไว้กินเอง ที่เหลือค่อยขาย ปลูกผักกินเองเพื่อลดรายจ่าย

“ผมปลูกข้าวในที่ลุ่ม ผมแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวราว 250 ตารางเมตร ผมปลูกข้าวหอมนิล จักรพรรดิอินทรีย์แท้ 100% ผมหาสูตรทำปุ๋ยโดยเข้าไปอบรมโครงการหนึ่งไร่ หนึ่งแสนที่พิพิธภัณฑ์เกษตร รู้ว่าต้องคัดเมล็ดข้าวอย่างไร ปลูกข้าวแรกๆ มีปัญหาเยอะ เช่น นกมากวนผมป้องกันโดยใช้ตาข่ายคลุม ป้องกันนกกินเมล็ดข้าวตอนเป็นน้ำนม ในระยะแรกไม่รู้วิธีแก้ ผมจึงไม่ได้ข้าวนี่คือปัญหาหนึ่ง มีแมลงสิงห์ดูดน้ำเลี้ยงทำให้เม็ดข้าวลีบ ผมเป็นพื้นที่สวนไม่ใช่ที่นา เลยเจอปัญหาเยอะกว่าชาวนา อีกทั้งผมปลูกข้าวนอกฤดูกาลปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมต้องเจออยู่แล้ว ครั้งแรกได้ข้าวเปลือกเพียบ 10 กิโลกรัม เอาไว้พอกิน พอปรับการปลูกลดปัญหาและผมยังตั้งใจว่าผมทำได้ และก็ได้ผล”

ปัจจุบันเขาปลูกข้าวได้ปีละ 2 รอบ มีข้าวกินทั้งปี ได้ประมาณ 60 กก./รอบ รวมได้ข้าวเปลือกราว 110 กก.และสีได้ข้าวสารราว 80 กก.ซึ่งพอกิน

ทำในสิ่งที่ชอบ

สิ่งที่ทำให้นรินทร์อยากเป็นเกษตรอินทรีย์คือเขามีปัญหาด้านสุขภาพคือเป็นไมเกรนตั้งแต่เด็ก และเชื่อมั่นในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางเกษตรอินทรีย์

“ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเราทำในแนวเกษตรพอเพียงจริงๆ น่าจะอยู่ได้ แล้วก็อยู่ได้จริงๆ ที่สำคัญต้องมีความสุขเพราะผมไม่เน้นเงินเป็นหลัก ผมต้องมีความสุขในสิ่งที่ผมทำ แม้เหนื่อยแต่ก็สู้ไหว เหนื่อยเพราะผมทำเองคนเดียวช่วงแรกที่ผมขุดหลุมปลูกกล้วย 4 เดือนแรกจากพนักงานออฟฟิศมาขุดหลุมร่างกายผมไม่ไหว หลังจาก 4 เดือนผมค่อยๆ ปรับวิธีคิดจะอยากได้ดังใจไม่ได้ ค่อยๆ ทำค่อยๆ ลงมะนาว สละะอินโด และพยายามใช้เงินให้น้อยที่สุด ทำระบบน้ำสำคัญมาก ผมทำระบบบ่อบาดาลเอง ตอนนี้ผมปลูกข้าว ปลูกผลไม้ ได้แก่ ละมุด กล้วยไข่ ไผ่ปลูกล้อมรอบกันลมเป็นการออกแบบพื้นที่ ปลูกส้มหัวจุก หลังๆ ปลูกเสาวรส ให้ผลผลิตดีมากเพราะดินเหมาะกับเสาวรสและละมุด เป็นต้น”

ทำจริงจัง หากเหนื่อยก็พัก

นิยามการใช้ชีวิตช้าๆ ในแบบของนรินทร์ คือ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ วันนี้เหนื่อยก็หยุดพัก

“สโลว์ไลฟ์ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ผมทำเท่าที่ทำไหว ชีวิตประจำวันของผมคือ ตื่นหกโมงเช้า ตอนนี้ผมปลูกบ้านอยู่ในสวนเลย ปลูกบ้านแข็งแรงที่สวนเพื่อดูแลพืชผล อีกทั้งผมสร้างบ้านอีก 1-2 หลังปลูกแบบง่ายๆ ในสวนเพื่ออยากให้คนที่สนใจด้านการเกษตรมาลองทำการเกษตรดู โดยผมไม่คิดค่าเช่า อยากให้คนได้เรียนรู้แต่เขาต้องตื่นเช้ามาช่วยผมทำไร่ ทำสวนเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น ตื่นเช้ามาดูสละออกดอกไหม ถ้าดอกบานหาตัวผู้ไปผสม ถือเป็นการออกกำลังกายในตัวเพราะต้องเดินดู เสร็จกลับมานั่งหั่นหยวกกล้วยให้ไก่ ไปลดน้ำผัก จากนั้นช่วงเย็นๆ ทำงานขุดเพราะแดดไม่ร้อน แต่งานในชีวิตประจำวันของผมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่สภาพอากาศ เลยทำชีวิตแบบเรียบง่ายได้”

นรินทร์บอกว่า ความสุขในการใช้ชีวิต คนเราต้องการอิสระ 3 อย่าง ได้แก่ อิสระทางความคิด เขาทำอะไรเมื่อไรก็ได้ที่อยากทำ 2 อิสระทางเวลา ถ้าคนทำงานประจำไปไหนไม่ได้ แต่เขาสามารถเซตเวลาได้ว่าช่วงเดือน ธ.ค.จะไปเที่ยวเมียนมาก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้เลย ดีที่ 3 คือ อิสระด้านการเงิน เนื่องจากเขาปลูกในสิ่งที่กิน ในชีวิตประจำวันจึงไม่ต้องใช้เงินเยอะ

“เดือนหนึ่งผมใช้เงินประมาณ 3,000-4,000 บาท ยกเว้นผ่อนรถซึ่งใกล้หมดแล้ว ข้าวสารผักไม่ซื้อ ผมกินนมถั่วเหลืองแทนน้ำเลย คอนเซ็ปต์ของผมคือ ลดรายจ่ายให้เข้าใกล้ศูนย์ และค่าพลังงานผมใช่โซลาร์เซลล์ทั้งหลัง ผมเข้านอนประมาณ 3 ถึง 4 ทุ่ม และตื่นเช้า แต่ช่วงหน้าฝนนอนดึกตื่นสายได้ ส่วนช่วงหน้าร้อนนอนให้เร็วตื่นให้เช้าเพราะอากาศร้อน ทำงานแค่ถึง 9 โมงก็ไม่ไหวแล้ว ช่วงเที่ยงก็นอนกลางวัน ใช้ชีวิตสโลว์มากๆ มีผลไม้กินหลังอาหารทุกมื้อครับ”

นางแบบปฏิทินแม่โขง คนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581320

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:36 น.

นางแบบปฏิทินแม่โขง คนสุดท้าย

ยังจำได้ไหมถึง “ความขลัง” และ “การเฝ้ารอคอย” ปฏิทินแม่โขง ที่ (ชาย) หลายคนเฝ้าติดตามในทุกสิ้นปี ปฏิทินแม่โขง…ปฏิทินสุราแบรนด์ไทยที่เปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในช่วงใกล้ส่งท้ายปี จนหลายคนกล่าวว่า ก่อนจะขึ้นศักราชใหม่ จะต้องขอได้เห็น “ของดี” ก่อน หากในวันหนึ่งก็ถึงการ

สิ้นสุดของยุคสมัยของสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิทินนู้ด” วันนี้ย้อนรำลึกนางแบบปฏิทินแม่โขงคนสุดท้าย ดาวร้ายบั้นท้ายดินระเบิด ลูกนัท-กฤติยาภรณ์ ตรีรัตนพันธุ์อดีตนางแบบและดาราคนดัง ปัจจุบันกฤติยาภรณ์ถอยห่างจากวงการมากแล้ว สนุกกับการดูแลลูกชายลูกสาว 2 คน รวมทั้งเหลนอีก 1 คน เก็บตกชีวิตหลังเลนส์ที่ผ่านพ้นมีตั้งแต่ชีวิตแต่งงานที่หย่าร้าง ความเจ็บช้ำ เรื่องเศร้าแต่ไม่เคล้าน้ำตา แคะขนมครกขายในต่างประเทศก็เคยทำมาแล้ว ปัจจุบันเธอกลับมาอยู่ประเทศไทย สนุกกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯและทำงานเป็นผู้ประสานงานรับเหมาก่อสร้าง

หลายคนเข้าใจว่ากฤติยาภรณ์เป็นลูกครึ่งชาวต่างประเทศ เจ้าตัวขอแจ้งให้เข้าใจตรงกันว่า ในความเป็นจริงเป็นลูกครึ่งชาวใต้กับชาวภาคกลางต่างหาก โดยบิดาเป็นชาว จ.ตรัง ส่วนมารดาเป็นชาวกรุงเทพฯ เธอเกิดที่กรุงเทพมหานคร แต่ไปเติบโตที่ จ.พิษณุโลก เนื่องจากบิดาย้ายไปทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่นั่น

หน้าตาจิ้มลิ้มแลดูคล้ายเด็กฝรั่งมาตั้งแต่เด็ก มารดาจึงสนุกกับการจับส่งประกวดและคว้ารางวัลมากมายในหลายเวที ตั้งแต่เด็กเล็ก กระทั่งเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง กฤติยาภรณ์ในวัย 15 ปี เธอเข้าประกวดเวทีนางสาวไทย ซึ่งปีที่เข้าประกวดเป็นปีที่ “พี่ปุ๋ย”ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ได้รับตำแหน่งนางสาวไทย และนางสาวจักรวาล (Miss Universe) ในปีเดียวกัน

“เข้ามากรุงเทพฯ ก็เล่นละครก่อนเลย สมัยนั้นเรียนหนังสืออยู่ที่ไทยโพลีเทคนิค ดาราวิดีโอไปถ่ายละครที่นั่น และเมื่อเห็นหน้าเป็นครั้งแรกก็เอ่ยปากชวนให้มาเล่นหนังทันที”

กฤติยาภรณ์เล่นละครประเภทจักรๆ วงศ์ๆ ก่อนเป็นประเดิม เธอเล่นละครแนวนี้อยู่หลายเรื่อง เช่น พระอภัยมณี ฯลฯ ชีวิตนักแสดงสมัยนั้นต้องมีน้ำอดน้ำทน เพราะต้องรอนแรมไปกับรถกองถ่าย ไปครั้งหนึ่งๆ ก็นานหลายวัน บางทีต้องเข้าไปในป่าลึกหรือหมู่บ้านไกลๆ ต่อมาได้แสดงภาพยนตร์ของผู้กำกับดัง-ศุภักษร เรื่อง “มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง” จากนั้นก็ติดลมบน เล่นละครถ่ายแบบมาตลอด

จากนั้นในปี 2535 ก็เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ กฤติยาภรณ์เล่าว่า เพื่อนฝูงเฮฮาว่าหน้ากระเดียดไปทางลูกครึ่งทำไมไปประกวดเวทีนางสาวไทย ต้องประกวดเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์สิ ตัดสินใจเข้าประกวดเวทีนางงามอีกครั้ง คราวนี้ไม่ผิดหวัง ได้ตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ มิสไทยแลนด์เวิลด์ติดมือกลับบ้านปีนั้นลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เป็นผู้คว้าตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์

“จะเพราะหน้าตาออกแนวลูกครึ่งหรือเพราะอย่างไรก็สุดจะเดา แต่ภาพลักษณ์ออกมาในแนวเซ็กซี่ บทนางร้ายสมัยนั้นชัดเจนว่าต้องยั่วยวน นี่ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนติดต่อเข้ามาให้เราถ่ายแบบเดินแบบในชุดเซ็กซี่ ฉายาบั้นท้ายดินระเบิดก็มาในช่วงนี้”

กฤติยาภรณ์เล่าว่า เธอสนุกกับการทำงานหาเงิน สนุกกับการได้เงิน ถ่ายแบบเซ็กซี่สมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ หากเธอมีหลักการในใจว่า การถ่ายแบบหรือถ่ายชุดวาบหวามก็เป็นหนึ่งในการทำมาหากินสุจริตเหมือนกันมิใช่หรือ ในเมื่อทำมาหาได้สุจริตก็ย่อมได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้และความมั่นคง

“ตัวจริงของเราไม่เคยคิดว่าเอ็กซ์ หรือเซ็กซี่ แต่ถ้าใครอยากให้เซ็กซี่ก็จะทำให้ ขึ้นอยู่กับชุดที่ให้ถ่าย ยิ่งโป๊ก็ยิ่งเรียกแพง ถ่ายหนังคาราโอเกะต่อหนึ่งวันนี่ก็อยู่ประมาณหลักแสน ขึ้นอยู่กับชุดด้วย”

ถ่ายแบบเดินแบบรวมทั้งเป็นนางเอกในหนังคาราโอเกะ กฤติยาภรณ์ขึ้นชื่อเรื่องทรวดทรงที่ไม่เป็นรองใคร ช่วงนั้นเธอเล่นละคร ถ่ายแบบเดินแบบ ถ่ายโฆษณา ทำทั้งหมดในเวลาเดียวกัน งานเยอะมากเจ้าตัวยืนยันว่า แท้ที่จริงแล้วเธอเป็นคนขี้อายมาก สลัดชุดน้อยชิ้นต่อหน้าสายตาผู้คนทำไม่ค่อยได้หรอก อาศัยว่าจะ “กรึ๊บ” แอลกอฮอล์นิดหน่อยก่อนรัวชัตเตอร์หรือขึ้นเวที

กฤติยาภรณ์เล่าถึงตัวเองในอดีตว่า เป็นแบดเกิร์ลคนหนึ่งของวงการ มีชื่อเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ หากในความจริงคือความรักสนุกและรักในเพื่อนฝูง ชอบเที่ยวผับบาร์ก็ยอมรับความจริง ไม่เคยปฏิเสธ เพื่อนฝูงก็ออกแนวเดียวกันนี้ เพราะในเมื่อเป็นนักดื่มก็ย่อมเจอกับนักดื่มด้วยกัน เวลาเมาจะซ่ามาก กล้าพูดกล้าคุย

“มีคนติดต่อให้ถ่ายแบบนิตยสารเพ้นท์เฮ้าส์ก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยปฏิทินแม่โขง และอย่างที่ทุกคนรู้ ดิฉันเป็นนางแบบปฏิทินแม่โขงคนสุดท้าย ปิดฉากปฏิทินแม่โขงในปี 2539 และปิดฉากตัวเองในวงการไปพร้อมๆ กัน (ฮา)”

มีเกร็ดเล่าให้ฟังเรื่องปฏิทินแม่โขง กฤติยาภรณ์เล่าว่า ผู้ประสานงานจากบริษัท สุราบางยี่ขัน กลุ่มบริษัทสุราในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ได้ติดต่อเธอและตื๊อมาหลายปี แต่มิได้ตกลงกันหรือยอมถ่ายให้ จนกระทั่งปีหนึ่งได้รับการแจ้งว่า จะเป็นปีแรกที่แม่โขงจะถ่ายปฏิทินเป็นภาพศิลป์

“เขาวาดรูปก่อน รูปภาพเหล่านี้ได้เชื้อเชิญให้อาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เป็นผู้วาดขึ้น กำหนดร่างให้นางแบบถ่ายตามนี้ โดยมีอาจารย์บุญชู เอี่ยมสะอาด ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ เป็นผู้ถ่ายภาพให้ ภาพออกมาดูนุ่มนวล ไม่อล่างฉ่างเหมือนแม่โขงปีก่อนๆ”

เมื่อถูกถามถึงค่าตอบแทน กฤติยาภรณ์เล่าว่า เป็นเลข 7 หลัก ซึ่งถือว่าแพงที่สุดในบรรดานางแบบปฏิทินแม่โขงที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แม่โขงไม่เคยจ่ายใครในราคานี้ คำว่าบั้นท้ายดินระเบิดไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็ถูกนำมา “พรีเซนต์” โดยส่วนตัวไม่ชอบบั้นท้ายหรือสะโพกของตัวเอง มีความเห็นว่ามันใหญ่ไป ใส่เสื้อผ้ายาก ใส่ยีนส์ยาก เอวเล็กแต่สะโพกใหญ่

ที่ว่าปิดฉากตัวเองในวงการลงไปพร้อมกับปฏิทินแม่โขง กฤติยาภรณ์เล่าถึงมูลเหตุความเบื่อวงการว่า เพื่อนฝูงในวงการคบกันให้ความจริงใจต่อเขา เจอใครคบใครให้เขาแบบ 100% แต่บางทีและบางคนเขาก็แค่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเรา บางทีและบางคนเขาก็ไม่จริงใจต่อเรา ถึงวันนี้ไม่อยากพูดถึง(เจ็บคอ) เบื่อๆ อยากๆ ที่สุดก็สุดทน ตัดสินใจเดินออกจากวงการไปใช้ชีวิตต่างประเทศ ช่วงนั้นอายุ 30 ปี ก็ถือว่า 15-16 ปีที่อยู่ในวงการ-พอแล้ว

ชีวิตในต่างแดน กฤติยาภรณ์เล่าว่า ลำบาก เธอใช้ชีวิตที่ลอสแองเจลิส ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหารไทย เสิร์ฟอาหารไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย ถึงคิวก็กระโดดขึ้นคว้าไมค์บนเวทีเลย อายุ 32 ปีเจอพ่อของลูก ได้ตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตสมรสกับชายไทยสัญชาติอเมริกัน มีลูกด้วยกัน 2 คน สามีทำงานเป็นครูสอนขับรถทรัคในหลายรัฐของสหรัฐ

“แต่งงานแล้วก็ยังใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐ สัก 4-5 เดือนก็กลับมาเยี่ยมบ้านทางเมืองไทยเสียทีหนึ่ง ชอบชีวิตที่นู่นเพราะไม่มีคนรู้จักดี แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่ซานเบิร์น เป็นเมืองใกล้ๆ แอลเอ เพราะก็ยังทำงานอยู่ที่แอลเอ”

ช่วงมีลูกก็ลามาเลี้ยงลูก คลอดลูก แต่ความที่อยู่นิ่งไม่เป็น เมื่อพอจะทำอะไรได้ หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองก็ทำหมด แคะขนมครกขายคนไทยในแอลเอก็เคยทำมาแล้ว วันจันทร์ถึงวันศุกร์ทำงานในร้านอาหาร สุดสัปดาห์เสาร์อาทิตย์ว่าง ทำขนมไทยขาย ยังมีกะหรี่ปั๊บและขนมเปี๊ยะด้วย ตั้งเป็นบูธเล็กๆ ในร้านอาหารของแม่เพื่อน ซึ่งบางทีก็เอาลูกไปเลี้ยงด้วย

ชีวิตต่อสู้ทรหด แต่ที่หนักหนาสาหัสคือสามี ซึ่งติดการพนัน ครอบครัวแตกร้าวเพราะอีกฝ่ายเอาแต่เข้าบ่อน เสียบ่อย เงินทองรั่วไหล ที่สุดเธอทนไม่ไหว ขอหย่าขาดแต่สามีไม่ยอมหย่าให้ กระทั่งมีลูกสาวคนที่สองคิดว่าสามีจะปรับปรุงตัว แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น รับปากแต่ไม่ทำ กฤติยาภรณ์ขนลูกกลับเมืองไทย

“น้ำตาตกใน แต่เพราะเราเลือกผิดเอง พาลูกมาฝากให้พี่ชายพี่สะใภ้ที่เมืองไทยช่วยดูแล ส่วนตัวเองบินกลับไปเดินเรื่องขอหย่าขาดจากสามี กลับไปขนข้าวของออกมาหมด ย้ายไปอยู่ลาสเวกัสและแต่งทนายให้ทำเรื่องหย่าอย่างเด็ดขาด ทั้งหมดกินเวลา 5 ปี”

ในช่วง 5 ปีของการหย่า กฤติยาภรณ์ทำงานไปด้วย ขึ้นศาลไปด้วย คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับมาอยู่กับลูกๆ ที่เมืองไทย ก็ตั้งใจเก็บเงินเพื่อเป็นทุนรอนสร้างชีวิตใหม่ ปีหนึ่งกลับบ้านเยี่ยมลูกครั้งหนึ่ง หากครั้งสุดท้ายที่บินกลับมาเยี่ยมลูก เครื่องบินตกหลุมอากาศใหญ่ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้อดีตสาวบั้นท้ายดินระเบิดได้คิดว่า เธออาจต้องทิ้งชีวิตไว้ ณ หนไหน ลูกที่คอยอยู่อาจไม่มีวันได้พบ

“กลับถึงเมืองไทยครั้งนั้น ก็คิดว่าไม่เอาแล้ว ไม่อยากบินไปๆ มาๆ อีก เสี่ยงเสียชีวิต เสี่ยงไม่เห็นหน้าลูก เงินทองไม่เอาอีกแล้ว พอดีกับเป็นปลายทางของการหย่าขาดได้สำเร็จ ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตเมืองไทยในปี 2554”

ลูกๆ ดีใจกันมาก หลังจากตัดสินใจก็รีบกลับไปเคลียร์ข้าวของ เพื่อนฝูงใครอยากได้อะไรก็ให้หมด เหลือแต่ของจำเป็นกลับมาเมืองไทย ใช้ชีวิตกับลูกให้สมกับที่ตั้งใจ พี่ชายแนะนำเรื่องการเล่นหุ้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ปรากฎว่ามีโชคทางนี้ ลงทุนได้กำไรมาตลอด จากนั้นก็หัดทำธุรกิจ ประสานงานผู้รับเหมาก่อสร้าง

ทุกวันนี้ ในวัย 50 ปี ยังใส่ชุดว่ายเพื่อว่ายน้ำ(ฮา) เต็มที่คือวันพีซ เธอนุ่งชุดว่ายน้ำ ถ้าอยากจะนุ่ง “ก็ทำไมจะไม่นุ่งล่ะ ในเมื่อเราจะว่ายน้ำ” แต่ทุกวันนี้ก็คงต้องบอกว่าไม่ได้ใส่ทูพีซวันพีซเพื่อจงใจให้ใครดูแบบเซ็กซี่อีกแล้ว วันเวลาเป็นไปเพื่อดูแลลูกชาย-น้องฮีโร่ วัย 17 ปี และลูกสาว-น้องแองเจิ้ล วัย 15 ปี

“ไม่มีใครได้เห็นของดิฉัน ถ้าดิฉันไม่ได้สตางค์” เจ้าตัวกล่าวติดตลก

กฤติยาภรณ์พูดถึงลูกๆ ว่า คือรางวัลในชีวิตของเธอ เธอเลี้ยงลูกแบบเพื่อน เมื่อมีปัญหาขอให้ลูกเดินมาบอกได้ทุกเรื่อง ลูกชายคนโตเรียนหนังสือได้เกรดสามเชียวนะ ส่วนลูกสาวคนเล็กเป็นเด็กกิจกรรม มีความชอบเรื่องการแสดง แต่กฤติยาภรณ์ไม่อยากให้เข้าวงการ เพราะรู้เช่นเห็นชาติในความฉาบฉวย ไม่อยากให้ลูกเจอเหมือนตัวเอง ไม่อยากให้ลูกมีประสบการณ์ที่เจ็บช้ำเหมือนตัวเอง

นอกจากลูกชายลูกสาว กฤติยาภรณ์ยังรับหน้าที่ดูแลเหลน น้องจากัวร์ วัย 1 ขวบ น้องจากัวร์เป็นลูกของหลาน หรือลูกของพี่ชายแท้ๆ ของกฤติยาภรณ์นั่นเอง เพียงเด็กสามคนนี้ก็เอาเวลาในชีวิตของเธอไปเกือบทั้งหมด(ฮา) ตั้งแต่รับ-ส่งโรงเรียนในช่วงเช้า-เย็น และการทำกิจกรรมต่างๆ ขณะที่ช่วงกลางวันก็ขลุกอยู่กับเหลนกำลังกินกำลังนอน ร้องไห้จ้าไปจ้ามา

“ชีวิตวันนี้ไม่ได้มองใคร ไม่มีที่ว่างให้ใคร ไม่มีเวลามองใคร เพราะลูกและเหลนเอาเวลาไปหมด คงต้องบอกว่า ไม่มีที่ว่างให้ใครหน้าไหนแทรกเข้ามาทั้งสิ้น เพราะนอนกับลูก ลูกคนโตนอนขนาบข้างขวา ลูกคนเล็กนอนขนาบข้างซ้าย คุณแม่นอนตรงกลางค่ะ”

กฤติยาภรณ์คุยให้ฟังถึงอดีตสามีว่า ปัจจุบันได้กลับมาใช้ชีวิตที่โคราช ประเทศไทย เนื่องจากป่วยมาก เป็นโรคไตระยะสุดท้าย เธอบอกว่า จะคิดอะไรมากกับชีวิต ทันทีที่มีผู้แจ้งข่าวนี้ต่อเธอ ก็ตัดใจลืมเรื่องราวในอดีตทันที (จากก่อนหน้านี้ที่แค่ได้ยินชื่อก็ปรี๊ดแล้ว!) เธอขับรถพาลูกทั้งสองคนไปเยี่ยมพ่อ บอกเขาว่ายกโทษ ขอให้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ดูแลลูกร่วมกัน

อดีตไม่เคยคิด ไม่เคยมีอิทธิพล เพราะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องราวลบๆ มาคุกคามใจ เมื่อย้อนคิดกลับไป ชีวิตจะทุกข์ยากแค่ไหนไม่เคยจมปลักหรือร้องไห้ กฤติยาภรณ์บอกว่าการอยู่กับปัจจุบันทำให้เธออยู่มาได้ การวุ่นอยู่กับปัจจุบันทำให้เธอรอดมาได้ วันนี้มีไว้เดินหน้าวันพรุ่งนี้ คิดเพียงว่าเรามีลมหายใจอยู่ตรงนี้ก็เป็นบุญแล้ว ทำกุศลให้ได้มากที่สุดดีกว่า

อดีตนางแบบปฏิทินแม่โขงคนสุดท้ายไปวัดและทุกปีต้องถือศีลปฏิบัติอย่างน้อย 7-9 วัน เธอให้ความเห็นเกี่ยวกับนางแบบนู้ดหรือการถ่ายเซ็กซี่ในปัจจุบันนี้ว่า แนวคิดหรือคอนเซ็ปต์ต่างกับอดีตเยอะ เมื่อก่อนต้องได้เงินถึงจะยอมเปลื้อง แต่ทุกวันนี้เป็นคนละเรื่อง ไม่ต้องเสียเงินสักแดงก็เห็นขาอ่อนหรือมากกว่าขาอ่อน

“ดิฉันไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ตำหนิใคร มองว่าเป็นเรื่องของยุคสมัย แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่หนีกฎเกณฑ์ที่ว่า เราต่างก็เป็นผู้แสดง และเป็นผู้ดูด้วยกันทุกคน”

Introducing Quadratus Lumborum Muscle

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581228

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 10:54 น.

Introducing Quadratus Lumborum Muscle

กล้ามเนื้อควอดราตัส ลัมโบรัม Quadratus Lumborum หรือเรียกย่อๆ ว่า QL คำว่า ควอดราตัส เป็นภาษาละติน แปลว่า สี่เหลี่ยม ส่วนลัมโบรัมนั้นหมายถึงเอว และสามารถเรียกย่อๆ ได้ว่า คิวแอล เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่ามันอยู่ตรงไหนให้ดูจากภาพประกอบ(ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1) จะเห็นว่าจุดเกาะของกล้ามเนื้อคิวแอล มาจากซี่โครงชิ้นสุดท้าย บริเวณ T12 ลากยาวไปจนถึงบริเวณด้านบนของกระดูกเชิงกราน

จากภาพจะเห็นบริเวณสีแดงที่มีความหนาและเชื่อมไปที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar Spine) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังช่วงหลังตอนล่าง (Lower back) กล้ามเนื้อคิวแอลนั้นมีด้วยกัน 2 ฝั่ง ดังนั้นบริเวณที่อยู่ของกล้ามเนื้อนี้จึงอยู่บริเวณของกระดูกสันหลังส่วนเอวแล้วมีพื้นที่คล้ายกับพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม (ความหมายดั้งเดิมของคำว่า quadratus = square) คิวแอลเป็นชั้นกล้ามเนื้อที่อยู่ชั้นลึก จัดอยู่ในกลุ่มกล้ามเนื้อผนังด้านหลังของท้อง (มี Psoas muscle, Iliacus, QL) ซึ่งมีบทบาทดังต่อไปนี้

เมื่อจุดเกาะอยู่ที่กระดูกซี่โครงชิ้นสุดท้าย จึงส่งผลในกระบวนการหายใจ รวมทั้งเมื่อเราเอียงตัวด้านข้างกล้ามเนื้อคิวแอลจะเคลื่อนกระดูกซี่โครงซีกนั้นไปที่สะโพกซีกนั้น side bending เมื่อเราแอ่นหลังด้วยการใช้หลังล่างกล้ามเนื้อคิวแอลจะเคลื่อนกระดูกสันหลังส่วนล่างเมื่อเราแอ่นหลัง Lumbar extension ดังนั้นไม่ว่าเราจะนั่ง ยืน เดิน ก็จะโดนกล้ามเนื้อคิวแอลหมดซึ่งกลุ่มกล้ามเนื้อชั้นลึกจะมีหน้าที่ในการสร้างความมั่นคง stabilization กล้ามเนื้อคิวแอลจึงมีบทบาทนี้ในการเคลื่อนไหวของหลังส่วนล่างและกระดูกเชิงกราน

ตัวอย่างท่าโยคะในวันนี้ เจี๊ยบลองยกตัวอย่างมา 2 ท่า เพื่อจะทำให้เราได้รู้สึกและติดต่อถึงกล้ามเนื้อคิวแอลแบบชัดเจนมากขึ้นกัน ท่าแรกคือ ท่าปริวฤตตะชานุศีรษาสนะ Parivrtta Janu Sirsasana (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2.1) จากภาพจะเป็นฝั่งด้านหน้าเริ่มต้นให้นั่งโดยยืดขาขวาออกไปด้านข้าง พับเท้าซ้ายเข้ามาให้ส้นเท้าอยู่ที่จุดพีเรเนียมจากนั้นหายใจเข้าวาดแขนขึ้นแนบใบหูแล้วหายใจออกโน้มตัวลงไปด้านขวาหากวางศอกขวาได้วางที่พื้นด้านในแล้วส่งมือไปจับฝ่าเท้าส่วนมือซ้ายส่งไปจับเท้าขวาเช่นกันหากจับถึง

ถ้าจับไม่ถึงให้แขนซ้ายค้างไว้กลางอากาศ จุดสำคัญคือการไม่ยกก้นและหัวเข่าด้านซ้ายลอยจากพื้น ผู้ฝึกจะรู้สึกถึงกล้ามเนื้อคิวแอลได้ทันที (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2.2) จากภาพนี้เป็นตัวอย่างด้านหลังในการฝึกท่านี้ จะเห็นว่าเมื่อเราเอียงตัวไปจะส่งผลให้กล้ามเนื้อคิวแอลได้ยืดดูจากเส้นกล้ามเนื้อสีแดงในภาพ ลองค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ ด้วยการเข้าออกช้าๆ จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

ตัวอย่างท่าต่อมาคือ ท่าอุตถิตะ ปารศวะโกณาสนะ Utthita Parsvakonasana(ดูตัวอย่างจากภาพที่ 3) ให้เริ่มจากท่านักรบ 2 เท้าขวาอยู่หน้าเท้าซ้ายอยู่หลัง หายใจเข้าให้ลึกเพื่อเตรียมจากนั้นหายใจออกวางมือขวาไปนอกเท้าขวาจมสะโพกฝั่งซ้ายเช็กหัวเข่าขวาให้อยู่ด้านบนและตรงกับตำแหน่งข้อเท้า หัวเข่าไม่ล้ำปลายนิ้วเท้า

ลองควบคุมการถ่ายเทน้ำหนักให้ไม่ต้องลงฝ่ามือขวามาก ให้วางเบาๆจากนั้นหายใจเข้าวาดแขนซ้ายจากสะโพกไปด้านหน้าส่งไปด้านบนเหนือใบหูซ้ายและศีรษะ ค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

วิถีไบค์เกอร์ เส้นทางของ‘จอห์น ไรเดอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581226

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 10:49 น.

วิถีไบค์เกอร์ เส้นทางของ‘จอห์น ไรเดอร์’

หากจะเอ่ยถึงชื่อบุคคลที่เกี่ยวกับแวดวงรถจักรยานยนต์ หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นชื่อของ “จอห์น ไรเดอร์” หรือ อริยะพงษ์ เจริญสุข พิธีกรรายการรถจักรยานยนต์หลายรายการ ที่มีผลงานส่วนตัวเป็นการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กและมีผู้ติดตามมากถึง 3.7 แสนคน ทำให้เขากลายเป็นเน็ตไอดอลได้รับความนิยมอย่างมาก

อริยะพงษ์ เปิดเผยว่า เขาเริ่มต้นเข้าสู่แวดวงรถยนต์ด้วยการพากย์เสียงการแข่งขันรถดริฟท์ รถเซอร์กิต จากนั้นได้มีโอกาสจัดรายงานเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์เป็นต้นมา มีชื่อรายการว่า “สปีดไรเดอร์” ซึ่งตอบโจทย์ความสนุกของตัวเอง

เนื่องจากมีความชื่นชอบการตกแต่งรถจักรยานยนต์มาตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นไม่นาน ได้เปลี่ยนมาทำรายการถามตอบปัญหารถจักรยานยนต์ ในชื่อรายการว่า “กะโหลกกะลาไรเดอร์” มาถึงทุกวันนี้

เขาเล่าว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนี้คือการถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นจำนวนมากเข้ามารับชมและกดติดตาม ทำให้ชื่อเพจเฟซบุ๊ก “จอห์นไรเดอร์” กลายเป็นที่รู้จักของคนในสังคม

ความนิยมเกิดจากการที่เป็นรายการแนะนำร้านจำหน่ายสินค้าตกแต่งรถจักรยานยนต์ เพราะในประเทศไทยมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมากจึงเห็นว่าน่าจะทำรายการที่มุ่งเน้นแนะนำร้านค้า หรือนำอุปกรณ์ตกแต่งนั้นๆ มาทดสอบคุณภาพ นำเสนอองค์ความรู้ที่หลายๆ คนอาจยังไม่รู้

ดังนั้นเนื้อหารายการจึงเน้นไปที่การทำเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ ทั้งหมดเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่มีความสำคัญมากกับรถที่ผู้คนในประเทศกำลังใช้อยู่ ทว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงความสำคัญนี้

ดังนั้นจึงต้องทำให้คนดูได้ประโยชน์มากที่สุดจากการรับชมรายการ ผ่านการทดสอบด้วยตัวเอง ใช้งานจริง อะไรดีก็บอกว่าดี อะไรไม่ดีเราก็ยืนยันว่าไม่ดี ไม่มีการอวยเด็ดขาด จากนั้นให้ผู้ชมเป็นผู้ตัดสินใจเอง

“ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ติดตามเยอะขนาดนี้ตอนแรกคิดแค่ว่าทำเล่นๆ ทำเพราะชอบและใจรัก ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับดี ผู้ชมได้ประโยชน์ ผมใช้วิธีซื้อของตกแต่งรถจักรยานยนต์มาทำรีวิวด้วยตนเอง ไม่มีการมาถึงแล้วอวย เพราะถ้าไม่ดีจริงจะเสียชื่อ ผมไม่ยอมเสียชื่อแน่นอน”

อริยะพงษ์ เล่าอีกว่า หนึ่งในของสะสมที่จอดอยู่ภายในบริเวณบ้าน มีทั้งจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คันใหญ่ เรียงลำดับรองลงมาเป็นจักรยานยนต์ขนาดกลาง และปิดท้ายด้วยคันเล็ก เริ่มจากรถสกูตเตอร์ที่เลือกใช้ต้องมีสมรรถนะทนทาน เครื่องยนต์แรง อะไหล่หาง่าย และมีคนใช้มากเพื่อที่จะนำมาทำเนื้อหาความรู้ให้ผู้ใช้รถรุ่นนั้นๆ ได้ศึกษาต่อยอด

สำหรับรถขนาดกลางของเขา มีทั้งขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 125-150 ซีซี เช่น ฮอนด้าเวฟ ฮอนด้าซูเปอร์คับ และฮอนด้ามังกี้ ทั้งหมดเป็นรถที่ชื่นชอบมาก เพราะมีความสวยงาม น่ารักดี จึงตกแต่งด้วยอะไหล่ที่ผลิตจากฝีมือคนไทย มีผลงานสวยงามในราคาถูกกว่าสินค้าต่างประเทศ

ส่วนจักรยานยนต์ขนาดกลาง เครื่องยนต์ 300 ซีซี ที่มี อาทิ ฮอนด้าฟอร์ซ่า และยามาฮาเอ็กแม็ก ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คน จึงเลือกซื้อมาสะสมและตกแต่งเช่นเดียวกัน

เขาเล่าอีกว่า ของสะสมที่รักมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ แบ่งเป็นรถสปอร์ต รถทัวริ่ง เช่น ยามาฮ่า ทีแม็กซ์ 530 และ ยามาฮา เอฟเจอาร์ 1,300 ซีซี ใช้เมื่อต้องการเดินทางไกลๆ ออกต่างจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนแวดวงคนเล่นจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มีอยู่จำนวนน้อยหาซื้อยาก และอุปกรณ์ตกแต่งแทบไม่มี

ฉะนั้นผู้ที่หาซื้อมาขับขี่ได้ต้องมีใจรักจริงๆ ไม่ใช่มีเงินแล้วซื้อ แต่เพราะชอบและต้องการอยู่กับมันจริงๆ แตกต่างจากทุกวันนี้ที่มีรถบิ๊กไบค์ให้เลือกซื้อหลากหลาย หาซื้อได้ง่าย

ทั้งนี้ รถที่กำลังตกแต่งเสริมสมรรถนะอยู่ในขณะนี้ และเรียกได้ว่าเป็นที่สุดในประเทศ ยังไม่มีใครทำเหมือนอย่างที่เขาทำนั่นคือ ฮอนด้าฟอร์ซ่า 300 ตัวใหม่ล่าสุดปี 2018 ถูกนำมาโมดิฟายตามความต้องการ

เริ่มที่เปลี่ยนสีใหม่หมดให้มาเป็นสี บลู เมทัลลิก เกล็ดเพชร ส่วนล้อเปลี่ยนเป็นสีโครเมียมประกายทอง จากนั้นเพิ่มประสิทธิภาพเบรกใช้ของเบรมโบ้ รุ่นเอ็ม 4สีดำ ประกอบเข้ากับตัวปั๊มเบรกบนของ เกลสปีด

ขณะที่เรื่องของเครื่องยนต์ ปรับปรุงใหม่ทั้งหมดขนาดกระบอกสูบเดิมอยู่ที่ 72 มิลลิเมตร แต่ถูกขยายให้เป็นขนาด 76 มิลลิเมตร

“ในอนาคตคิดว่าจะขยายเพิ่มเต็มพิกัดเป็น 80 มิลลิเมตร ส่วนระบบคลัตช์เปลี่ยนเป็นคลัตช์แห้งแบบแผ่น แก้ไขปัญหาการออกตัวแล้วสั่นที่เกิดกับฟอร์ซ่าโดยเฉพาะ อีกทั้งย้ายหม้อน้ำจากเดิมที่อยู่บริเวณกลางตัวรถให้มาอยู่บริเวณด้านหน้ารถ สอดรับกับการติดตั้งออยคูลเลอร์ เพิ่มประสิทธิภาพระบายอากาศได้ดีมากยิ่งขึ้น ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ของรถคันนี้อยู่ที่ 175 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่หากเปลี่ยนลูกสูบใหม่เชื่อว่าจะทำความเร็วได้มากขึ้นอีก”

อริยะพงษ์ กล่าวถึงเรื่องของสินค้าตกแต่งจักรยานยนต์ฝีมือคนไทยนั้น นับว่าไม่น้อยหน้าสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากมีหลายชิ้นทางต่างประเทศได้สั่งทำในประเทศไทยแล้วส่งออกไปขายยังทั่วโลก

“แบรนด์มีชื่อเสียงหลายยี่ห้อราคาหลายพันบาท บางชิ้นมีต้นทุนเพียงหลักร้อย ผลิตจากโรงงานในไทย แต่ไปประทับตราแบรนด์ยุโรป แบรนด์ญี่ปุ่น ยืนยันได้เลยว่าฝีมือคนไทยมีเยอะมาก ขณะเดียวกันสินค้าบางอย่างก็อยู่ในระดับไม่ได้คุณภาพเช่นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะยังขาดองค์ความรู้ในการผลิต

อีกส่วนเกิดจากจุดมุ่งหมายของผู้ประกอบการบางคนพยายามลดต้นทุนทำราคาให้ถูก จึงไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน จุดนี้ทำให้รายการจอห์นไรเดอร์ ต้องเข้ามาชี้แนะถึงคุณประโยชน์ ประสิทธิภาพว่าดีจริงหรือไม่ ทำให้ลูกค้าไม่ถูกหลอก

เวลาผมเดินทางไปที่ร้านอะไหล่รถเพื่อทำรีวิว ผมจะชอบมากที่ได้ไปขอให้เจ้าของร้านมีส่วนลดสินค้าเพื่อเป็นการตอบแทนผู้รับชมประมาณ 10% จากราคาสินค้าที่ตั้งจำหน่าย ทั้งหมดผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ผมทำเพื่อคนดูที่กำลังสนใจ

ทุกฝ่ายมีความสุขทั้งทางด้านผู้ประกอบการร้านค้าและผู้บริโภค ถ้าบอกว่ามาจากแฟนเพจของจอห์นไรเดอร์ ก็จะได้ส่วนลดเป็นพิเศษ ทุกวันนี้รู้สึกดีใจมากๆ ที่เวลาออกไปทำรีวิวแล้วพบกับแฟนคลับเข้ามาทักทาย เมื่อผมเจอกับพวกเขาผมจะให้เกียรติเขามากๆ เพราะนั่นคือแฟนรายการที่รักเรา ทำให้เรามีทุกวันนี้ได้”

กระนั้น หากจะกล่าวถึงบิ๊กไบค์ที่เกิดเป็นกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ บางส่วนมองว่าพวกกลุ่มบิ๊กไบค์เสียงท่อไอเสียดังสร้างความเดือดร้อนรําคาญประชาชน

“ในฐานะคนขับบิ๊กไบค์คนหนึ่ง เรื่องท่อเสียงดังอาจจะดูเท่เฉพาะแค่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วไม่จำเป็นเลยที่ต้องตกแต่งท่อให้เสียงดัง เพราะท่อสูตรบางตัวเสียงเงียบแต่กลับทำให้รถวิ่งดีกว่าท่อเสียงดัง ดังนั้นรถของเขาทุกคันจึงไม่เสียงดัง เพราะทำให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคมกลุ่มวัยรุ่นอีกด้วย”

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน อริยะพงษ์ บอกว่าเขาชื่นชอบจักรยานยนต์ตระกูลเครื่องยนต์ 2 จังหวะ ยอมรับว่าเคยมีประสบการณ์แสบๆ ตามวัยมาบ้าง เช่น แข่งรถบนถนนหลวง ขี่ตระเวนไปตามเส้นทางต่างๆ อย่างถนนเส้นบางนา วิภาวดี มีบ้างบางครั้งที่ขับหนีด่านตำรวจ แหกด่านกันบ้าง รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดีตอนนี้ก็เลิกทำผิดกฏหมายไปนานแล้ว แต่ยุคนั้นจะไม่มีการปิดถนนก่อกวนเพื่อนบ้าน อย่างที่กลุ่มเด็กสร้างความเดือดร้อนทำอยู่ทุกวันนี้

“ผมเป็นคนหลายแนว ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน เช่นบางอารมณ์อยากขับขี่แบบสบายๆ วันนั้นจะเลือกบิ๊กสกูตเตอร์ บางครั้งอยากพักผ่อนชื่นชมธรรมชาติ ก็จะเลือกใช้มอเตอร์ไซค์ตระกูลมอเตอร์ครอส ลุยเข้าป่า

และหากต้องการขับขี่ไปกับครอบครัวใช้ความเร็วจะเลือกใช้มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งหรือบางครั้งแค่อยากขับขี่แถวบ้านจะเลือกใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ฉะนั้นบุคลิกของผมจึงถือได้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ต้องมีสมรรถนะหลากหลาย ขอให้เป็นสองล้อขับขี่ตามอารมณ์ได้จะดีที่สุด”

อริยะพงษ์ บอกทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้จะยังคงทำรีวิวเรื่องเกี่ยวกับสังคมรถจักรยานยนต์ต่อไป ในอนาคตคิดว่าต้องทำรายการที่ตามยุคตามสมัย

“อาจเป็นเรื่องของรถไฟฟ้า พยายามหาความรู้มาบอกผู้ชมให้ได้ว่าการดูแลรักษาจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีขั้นตอนอย่างไร? เสริมสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้นอย่างไร? และควรนำมาใช้หรือไม่เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในอนาคต ต้องมองไปข้างหน้า ในเรื่องของจักรยานยนต์มีไม่สิ้นสุด เรายังมีช่องทางให้ผู้รับชมได้เรียนรู้ ศึกษาอีกมากต่อจากนี้แน่นอน”

เที่ยวเป็นพักๆ กับ‘Ps Story’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581221

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 10:09 น.

เที่ยวเป็นพักๆ กับ‘Ps Story’

เรื่องราวการเดินทางของสาวนักเดินทาง “อิ้ม” พัชรินทร์ แสงน้อย ที่เริ่มต้นขึ้นจากการอ่านเรื่องท่องเที่ยวของคนอื่น

จนวันนี้เธอกลายมาเป็นคนถ่ายทอดเสียเอง ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Ps Story ตั้งชื่อเพจโดยใช้ตัวอักษรแรกของชื่อและนามสกุล เพื่อสื่อความหมายว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นไลฟ์สไตล์ของเธอ

อิ้มเล่าว่า ราว 8 ปีก่อนเธอมักเข้าไปอ่านเรื่องท่องเที่ยวในกระทู้พันทิป ประกอบกับเป็นคนชอบถ่ายรูป เธอจึงอยากออกเดินทางไปเก็บภาพ

จากนั้นเมื่อกลับมาได้ตัดสินใจลองเขียนลงบล็อกแก๊ง (BlogGang) เว็บไซต์ยุคแรกที่ปั้นคำว่า “บล็อกเกอร์” ขึ้นมาอิ้มเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งหลังจากได้เริ่มแล้วเธอก็ท่องเที่ยวไม่หยุด และปรับช่องทางการสื่อสารไปตามยุค ทำให้ตอนนี้เธอมีทั้งเพจเฟซบุ๊กและยูทูบ

“คนที่ตาม Ps Story คือคนที่ชอบอะไรเหมือนเรา ทั้งเรื่องเที่ยว พักโรงแรม ไปกินอาหารอร่อย และไลฟ์สไตล์ต่างๆ”เธอกล่าว

“โดยที่ผ่านมา อิ้มทำงานที่บ้านไปเที่ยวไป แต่เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาได้เป็นบล็อกเกอร์เต็มตัวและเป็นช่างภาพถ่ายโรงแรมบ้าง และนำเงินที่ได้มาเป็นทุนต่อยอดไปเที่ยวเรื่อยๆ”

อิ้มกล่าวด้วยว่า แม้ว่าการทำเพจจะกลายเป็นงาน แต่การท่องเที่ยวยังเป็นแพสชั่น ดังนั้นเธอจึงยังไปเที่ยวเองเสมอโดยเฉพาะทริปต่างประเทศ

“เราไปต่างประเทศมาไม่เยอะ แต่ชอบไปซ้ำๆ อย่างญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ชอบมาก ไปมาแล้วเกือบสิบรอบก็ยังอยากไปอีก”

ส่วนในประเทศเธอมักไปท่องเที่ยวผ่านการรีวิวโรงแรม เพื่อไปใช้เวลาอยู่นิ่งๆ ในโรงแรมสวยๆ และเก็บสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ เป็นของแถม

“ตอนนี้มีเพจท่องเที่ยวเกิดขึ้นเยอะขึ้นมาก และแต่ละเพจก็จะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ซึ่งสำหรับ Ps Story เราชัดเจนว่าเป็นเพจรีวิวโรงแรม ดังนั้นฐานแฟนเพจจะเป็นคนที่ชอบไปพักผ่อนในโรงแรมเหมือนกัน

ส่วนเรื่องเส้นทางท่องเที่ยวจะมีมาเรื่อยๆ แต่ไม่บ่อยเท่าโรงแรม ซึ่งเนื้อหาที่เราเขียนจะค่อนข้างละเอียดเพราะเราจะบอกตามที่เราไปจริง เล่าจากประสบการณ์จริง ทำให็คนอ่านนำเนื้อหาตรงนี้ไปใช้ตามรอยได้”

ถามต่อว่า เกือบ 10 ปีที่ผ่านมาการเดินทางให้อะไรบ้าง

“สิ่งแรกคือเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์” เธอตอบ

“ตามมาด้วยได้ความรู้ ซึ่งแม้ว่าเราจะชอบอยู่โรงแรม เราก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากตรงนั้น ทั้งเรียนรู้ระบบการทำงาน การดีไซน์ การบริการ ซึ่งมันอาจจะเป็นประโยชน์กับเราเองในอนาคตก็ได้”

นอกจากนี้ นักเดินทางสาวยังฝากทิ้งท้ายว่า ทุกคนทำงานหนักเพื่อตัวเองและครอบครัว แต่ไม่ว่าอย่างไรต้องหาเวลาพักผ่อนเพื่อหาความสุขให้ตัวเองบ้าง โดยสามารถเข้าไปดูข้อมูลโรงแรมก่อนตัดสินใจไปได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Ps Story

ยิว ฮอค โคว+วิลาวัณย์ แก้วกนกวิจิตร คู่หูธุรกิจที่เป็นเหมือนญาติสนิท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581218

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 09:48 น.

ยิว ฮอค โคว+วิลาวัณย์ แก้วกนกวิจิตร คู่หูธุรกิจที่เป็นเหมือนญาติสนิท

ตามความเชื่อของหลักพุทธศาสนา โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ การที่คนเราอยู่กันคนละประเทศ แต่ได้มารู้จักสนิทสนมจนมาร่วมธุรกิจกัน จนกลายเป็นเหมือนญาติเหมือนคนในครอบครัวนั้น คงทำบุญร่วมกันมาก่อน

เช่นเดียวกับ 2 ผู้บริหารจากโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ “เควิน” ยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบีหรือ SISB เขาเป็นชาวสิงคโปร์ที่มาตั้งรกรากและทำธุรกิจที่ประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี กับ วิลาวัณย์ แก้วกนกวิจิตร กรรมการบริษัท เอสไอเอสบี

ทั้งคู่รู้จักกันในฐานะผู้ปกครองที่มีลูกเรียนโรงเรียนเดียวกันมานานหลายปีจนกระทั่งวันนี้เขาทั้งคู่กลายมาเป็นหุ้นส่วนและทำธุรกิจร่วมกันมาสักพักใหญ่ๆ จนสามารถนำพาธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา

สองคนสองแรงร่วมผลักดันธุรกิจ

แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสคัดค้านหรือต่อต้านบ้าง แต่ทั้งคู่ก็เชื่อมั่นและยืนหยัดว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องชัดเจนในด้านธุรกิจ และก็ผ่านมันมาได้ด้วยความมุ่งมั่นจริงใจ เควิน รับผิดชอบในการบริหารงานและดูแลด้านนโยบายต่างๆ การขยายสาขา และกำหนดทิศทางโครงสร้างการบริหารงานทั้งหมด

“ที่ต่างประเทศ การนำโรงเรียนเอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ประเทศไทยยังเป็นเรื่องใหม่ คนเริ่มก่อนก็ยากหน่อย เพราะอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไปบ้าง แต่ในที่สุดเราก็ผ่านมันไปได้ ตัวเราเองก็มั่นใจว่าเราทำถูกต้องตามกรอบกติกาทุกอย่าง” เควินเล่าอย่างใจเย็น

ทางด้าน วิลาวัณย์ นั้น จะรับผิดชอบความเรียบร้อยในโรงเรียน เรื่องรับสมัครนักเรียน ดูแลครู และความเรียบร้อยทุกด้านภายในโรงเรียน เป็นหลังบ้านที่คอยสนับสนุนให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดูดี เรียกว่าเป็นหลังบ้านที่แข็งขันนั่นเอง

“เราแบ่งบทบาทในการทำงานกันอย่างชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน จะทำงานได้สะดวกเร็วไว ส่งเสริมซึ่งกันและกัน เวลามีเรื่องที่ต้องตัดสินใจก็เข้าสู่ที่ประชุม เรามีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันคือการทำให้โรงเรียนเติบโต มีคุณภาพการเรียนการสอนที่แข็งแรงในระดับนานาชาติ

เพราะหลักสูตรการเรียนแบบสิงคโปร์นั้นมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ เควินเขาก็เป็นคนสิงคโปร์ มีความเข้าใจในระบบการศึกษาที่นั่นเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชั่นที่จะหาพันธมิตรดีๆ มาร่วมการทำงานให้ดีมากขึ้นไปอีก”

จุดแข็ง SISB เป็นแบรนด์ที่สร้างขึ้นเอง ไม่ได้ไปซื้อแฟรนไชส์มาจากที่อื่น มีการนำหลายๆ หลักสูตรที่ดีที่สุดเข้ามารวมกัน (หลักสูตรสิงคโปร์ อังกฤษ และ International Baccalaureate – IB) เพื่อสร้างหลักสูตรที่ดีที่สุดขึ้นมา แต่จะใช้หลักสูตรของทางสิงคโปร์เป็นหลัก เพราะเป็นหลักสูตรที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เควิน กล่าวว่า จุดเด่นของโรงเรียนแห่งนี้ คือเป็นหลักสูตรสิงคโปร์ที่มีสอน3 ภาษา อยู่ด้วยกันในหลักสูตร คือภาษาอังกฤษป็นหลัก ภาษาจีนเรียนแบบเต็มเวลาที่บรรจุอยู่ในหลักสูตร และภาษาไทยรองลงมา เพราะเป้าหมายเน้นที่เด็กกลุ่มเอเชีย

“กลยุทธ์คืออยากจะพัฒนาเด็กในเอเชีย และอยากจะพัฒนาการศึกษาของไทย โดยเน้นคุณภาพของหลักสูตรและเล็งเห็นคุณภาพของเด็กที่จบออกมามีความสำคัญ มีค่าเทอมที่เหมาะสมที่คนชนชั้นกลางสามารถเข้าถึงได้ ถ้าเทียบค่าเทอมในระดับโรงเรียนนานาชาติด้วยกันที่ SISB ถือว่าราคาไม่แพงมากนัก”

เพราะเควินอยากพัฒนาโรงเรียนให้เป็นระดับเวิลด์คลาส สกูล อยากให้เด็กทุกคนมีความสามารถและประสบความสำเร็จสามารถเป็นผู้นำและช่วยเหลือสังคมได้ ซึ่งเด็กของที่นี่จบไปก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ในต่างประเทศได้เยอะมาก

“การวัดคุณภาพของเด็ก ที่นี่จะสอบเป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (ในมัธยมปลาย) เพราะเป็นนานาชาติที่สามารถเข้าได้ทั่วโลก ทั้งอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ไทย หรือสิงคโปร์ในบางส่วน แต่ที่เหลือก็จะมีการสอบเพิ่มที่โรงเรียน และปีหน้าตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มจำนวนนักเรียนให้ครบ 3,000 คน ในปี 2563”

วิลาวัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณภาพของโรงเรียนจะถูกการบอกผ่านปากต่อปากของผู้ปกครองอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องพัฒนาคุณภาพของคุณครูบุคลากรในเรื่องการเรียนการสอน และพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนให้ดีที่สุด เพื่อให้เด็กมีพื้นที่มาคุยปรึกษาหารือกัน มีบรรยากาศที่สวยงามน่าเรียน

“เรามีทิศทางในการทำงานแบบเดียวกัน ทำงานด้วยกันได้ เพราะเรารักเด็ก รักในการศึกษา อยากให้เด็กๆ ได้รับการศึกษาที่ดี รวมไปถึงด้านอื่นๆ ด้วย เราสองคนเคยเป็นนักกีฬาที่เรียนเก่งด้วย (หัวเราะ) จึงอยากสนับสนุนเรื่องเรียนควบคู่กับกีฬา คุณเควินก็เป็นผู้จัดการทีมกีฬาอยู่ด้วย”

ชัดเจนตรงไปตรงมาทั้งคู่

แม้จะเป็นคนละชาติ แต่ในเรื่องการทำงานไม่มีปัญหา วิลาวัณย์ กล่าวว่า เมื่อมีปัญหาในเรื่องงานก็จะเปิดใจคุยกันและช่วยกันแก้ปัญหา

“เวลาที่แก้ปัญหาเมื่อความคิดไม่ตรงกัน เราจะพูดคุยกันด้วยเหตุผล และยอมรับฟังเหตุผลของกันและกัน เพราะต่างคนก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ก็จะจบกันด้วยเหตุผลที่ดีที่สุด เราถึงทำงานร่วมกันได้มาถึง 18 ปี เพราะบางครั้งคุณเควินอาจจะเร็วไปหน่อย เราก็จะค่อยเบรกนิดนึง เขาคิดเร็วทำเร็ว เราจะช้าหน่อยคิดหลายรอบ ก็เลยลงตัว เราทำงานกันด้วยความเข้าใจและรับฟังกัน”

เธอบอกว่า ทำงานด้วยกันก็สบายใจ ไม่เครียด คิดว่าเขาเป็นเสมือนน้องชาย เป็นญาติ ที่มีความปรารถนาดีต่อกัน ลูกๆ ของเราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กจนโตๆ กันแล้ว

เหมือนพี่สาวที่ใจดีมากๆ

ทางด้านเควิน กล่าวถึงเพื่อนร่วมธุรกิจของเขาว่า วิลาวัณย์ เป็นคนใจเย็น ใจดีมาก ทั้งยังเป็นผู้รับฟังที่ดี

“มีอะไรก็คอยแนะนำ ดูแลเอาใจใส่ทุกคนเป็นอย่างดี ทำให้ทำงานด้วยได้อย่างสบายใจ เขาสนับสนุนให้งานก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี โชคดีที่ได้ร่วมงานกันครับ เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือเอาเด็กเป็นที่ตั้ง ทำโรงเรียนให้ดีมีคุณภาพ

นอกจากจะป็นเพื่อนร่วมงาน คุณวิก็เหมือนเป็นญาติคนหนึ่ง เพราะเราก็เติบโตมาด้วยกัน ลูกๆ เราก็สนิทกัน” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ติยะชัย ชอง ‘ต้องคิดนอกกรอบเพื่อดึงคนเข้าระบบการออม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581216

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 09:39 น.

ติยะชัย ชอง ‘ต้องคิดนอกกรอบเพื่อดึงคนเข้าระบบการออม’

ติยะชัย ชอง ชายหนุ่มในวัย 35 ปี เขามีความมุ่งมั่นอยากเห็นคนไทยเข้าถึงโอกาสการออม การลงทุน โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาส หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัด ก็คือ คนจนนั่นเอง

จะว่าไปแล้วปัจจุบันหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักเรื่องการออมของคนไทย โดยเฉพาะการมีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณ ที่สำคัญคือ ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ขณะที่บางคนก็เข้าไม่ถึงระบบการออม บางคนก็ไม่มีเงินสำหรับออม และบางคนก็ไม่รู้จักวิธีการออม การลงทุน

ความฝันของติยะชัยเป็นจริงแน่นอน เพราะปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ฟิลลิป โดยเข้ามารับหน้าที่ดังกล่าวเมื่อเดือน พ.ค. 2561 นำทัพในธุรกิจจัดการกองทุน เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจกองทุนรวมในประเทศไทย

บลจ.ฟิลลิป นับเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ที่มีความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการลงทุนไม่ว่าจะเป็น ตราสารทุน หรือตราสารหนี้ ให้กับนักลงทุนทั้งประเภทบุคคลและสถาบัน

สำหรับ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)เองนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม PhillipCapital ประเทศสิงคโปร์ ที่ดำเนินธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ ซึ่งมีการให้บริการที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย เช่น นายหน้าค้าหลักทรัพย์ การจัดการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ การซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ ธุรกิจด้านการจัดการลงทุนของ PhillipCapital ได้ขยายไปยังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และฮ่องกง

ติยะชัย เกิดในประเทศมาเลเซีย จากนั้นย้ายไปอยู่ในหลายประเทศ เช่น นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา นอกจากนี้มีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพ ในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

แนวคิดและแรงผลักเรื่องการออมการลงทุน เขามองปัญหาการออมของไทยน่าห่วงเช่นเดียวกับที่หลายๆ คนมอง

“ปัจจุบันคนไทยเข้าไม่ถึงการออม โดยมีสัดส่วนการออมเงินไม่ถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เทียบอังกฤษที่มีสัดส่วนการออมสัดส่วน 30% ของจีดีพี ดังนั้นเราต้องคิดนอกกรอบเพื่อดึงให้คนเข้าระบบการออม”

นอกจากนี้ การปลูกฝังเรื่องการออมของคนไทยไม่เพียงมองระยะยาวสำหรับการเกษียณ แต่ต้องมองเป้าหมายการออมทั้งเป้าระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวด้วย ที่มองอย่างนี้เพราะเป้าหมายไม่ได้มีสไตล์เดียว การลงทุนต้องมีโซลูชั่นที่ต้องเข้าใจ

ติยะชัย มีมุมมองว่า การออม การลงทุน ระดับประเทศ เป็นเรื่องความรับผิดชอบของอุตสาหกรรม ส่วนการออม การลงทุนของคนในบริษัท เป็นความรับผิดชอบขององค์กร

ในมุมมองของติยะชัย เขาคิดว่า การปลูกฝังเรื่องการออม การลงทุน ควรคิดนอกกรอบในการดึงคนเข้าระบบการออม

“ในฐานะที่ผมเคยบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกมาก่อนทำให้ได้เห็นว่าคนมีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงระบบการออม การลงทุนอีกจำนวนมาก”

แม้ว่าจะเป็นผู้บริหารอายุน้อยแต่ชายหนุ่มคนนี้มีประสบการณ์การทำงานในด้านการลงทุนที่ไม่ธรรมดา โดยเริ่มต้นจากในปี 2550หรือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ทำงานกับ Abu Dhabi Investment Authority หรือกองทุน ADIA ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกองทุน ADIA มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการในขณะนั้นกว่า1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นผู้จัดการกองทุน

หลังจากนั้น ติยะชัยย้ายกลับไปแวนคูเวอร์ ทำงานที่ทอมสัน รอยเตอร์ส อยู่แวนคูเวอร์ไม่นานก็ถูกเรียกตัวไปประจำการที่สำนักงานใหญ่ มหานครนิวยอร์กทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนตราสารหนี้ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีลูกค้าสำคัญอย่างรัฐบาลสหรัฐ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ธนาคารต่างๆ และธนาคารโลก ในด้านการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง และต่อมาได้มีโอกาสไปร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพและฟินเทคในแคนาดาและมาเลเซีย เป็นเวลา 2 ปี

จากนั้นก็กลับเมืองไทย เหตุผลแรกที่เลือกกลับมาอยู่เมืองไทย เพราะอยากกลับมาดูแลคุณยาย ซึ่งปัจจุบันท่านอายุ 94 ปีแล้ว

ส่วนเหตุผลที่ 2 ที่กลับเมืองไทย เพราะมีเป้าหมายเรื่องการมีส่วนร่วมให้คนไทยเข้าถึงระบบการออม การลงทุน

พร้อมเล่าว่า งานที่ภูมิใจมากที่สุดหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ เขาได้เป็นอาสาสมัครสร้างบ้านที่เขาหลัก จ.พังงา ประมาณ 3 เดือน ซึ่งงานนั้นทำให้เขามีความสุขมากที่สุดเพราะเป็นงานที่สร้างกับมือได้เห็นกับตาเองว่าคนได้ใช้ประโยชน์จริง พอกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในภายหลัง หรือ 10 ปีผ่านไป ก็พบว่าบ้านที่สร้างให้ชาวบ้านหลายๆ หลังนั้น ได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วเพราะมีคนมาซื้อที่ดิน

“สิ่งที่ผมได้รับ หรือบทเรียน คือ เราต้องเปลี่ยนตั้งแต่ระบบเลย เราต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นเลยว่าสาเหตุมันเป็นอย่างไร เหมือนปัญหาของคนถ้าเราดูจากปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยนิดหน่อย แต่เราต้องแกะออกมาดูว่าหัวใจมันอยู่ที่ตรงไหน”

ติยะชัย บอกว่า เปรียบเทียบได้กับการออม การลงทุน ที่ปัจจุบันคนไทยยังเข้าถึงน้อย

“ผมก็ดูว่าเราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึง ประการแรกผมคิดว่า การลงทุนต้องเป็นโซลูชั่นที่เขาเข้าใจและเข้าถึงยกตัวอย่าง ผมคุยกับแม่บ้านของบริษัทที่ชื่อป้าต่าย ทำให้ผมได้สัมผัสโดยตรง โดยผมถามป้าต่ายว่าเคยลงทุนหรือเปล่า ป้าต่ายก็บอกว่า ไม่ได้ลงทุนเพราะการลงทุนในหุ้นเป็นเกมของคนรวย ไม่เหมือนการซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งเป็นการซื้อความหวังว่าอาจจะได้ประโยชน์มากขึ้น

แต่ผมก็เข้าใจว่าหลายคนที่ไม่ลงทุนไม่ออม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจ แต่คล้ายๆเป็นข้ออ้างของบางคน จริงหรือเปล่าที่ไม่เข้าใจ เวลาผมคุยกับป้าต่าย หรือแม่บ้านคนอื่นก็เหมือนกันเขาบอกว่าตอนนี้มีคอนโดมิเนียมขึ้นจำนวนมาก อาคารสำนักงานใหม่ๆ หุ้นที่ได้ประโยชน์ ก็คือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ก็คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนก็จะเข้าใจ”ปลายปีที่ผ่านมา ติยะชัย ชอง ได้เปิดแถลงข่าวครั้งแรกในโอกาสออกกองทุนใหม่ หลัง บลจ.ฟิลลิป เงียบหายไปนาน โดยวางนโยบายเน้นการออกผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่มีความแปลกใหม่ และเป็นเมกะเทรนด์โดยได้ออกกองทุนใหม่คือ กองทุนเปิดฟิลลิปเวิลด์อินโนเวชั่น (PWIN) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตราสารทุนที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก โดยกระจายการลงทุนใน 5 ธีมที่เป็นเมกะเทรนด์ ได้แก่ อีสปอร์ต-วิดีโอเกม ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ นวัตกรรมอินเทอร์เน็ต นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมต่างๆ และธุรกิจไบโอเทคโนโลยี

ด้วยเพราะ บลจ.ฟิลลิป เป็นบูทีค (Boutique) หรือเป็น บลจ.ที่มีโปรดักต์เจาะกลุ่มตลาดเฉพาะ หรือนิชมาร์เก็ต จึงทำให้ต้องมีกองทุนที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น

“ถามว่าทำไมต้องมาซื้อกองทุนรวมของเรา สุดท้ายเราหนีโปรดักต์ไม่ได้ เราต้องสร้างโปรดักต์ที่แตกต่าง ยกตัวอย่างกองทุนเปิดฟิลลิปเวิลด์อินโนเวชั่น ที่ผมดูพลังขับเคลื่อนในอนาคต ผมจะแกะไส้ในว่าใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีมากที่สุด เช่น ดาต้า โทรศัพท์มือถือ ธุรกิจดิจิทัล วอลเล็ต จะดิสรัปธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้เราดูบริการของธนาคารพาณิชย์ เช่น ฝาก ถอน ให้กู้ เราก็สามารถทำในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้”

อีกตัวอย่าง คือ ไบโอเทค ที่ได้ประโยชน์จากสังคมสูงวัย โดยเมื่อดูไส้ในของเซลล์ มองว่าโรคมะเร็งมีค่ารักษาพยาบาลสูงมาก

สำหรับศักยภาพและความแตกต่างเหนือคู่แข่งของ บลจ.ฟิลลิป มีดังนี้

ประการแรก มุ่งเน้นรักษาเงินต้น โดยมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ประเภทเดียวกัน โดยมุ่งเน้นที่จะรักษาเงินต้นของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ เช่น ตราสารแห่งหนี้บริษัทจัดการจะเลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความมั่นคงสูง

ประการที่ 2 มุ่งมั่นเพิ่มผลตอบแทน โดยตั้งปณิธานที่จะมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนที่สูงสุดภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำสุด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ

ประการที่ 3 วางแผนการลงทุนอย่างมืออาชีพ โดยมีคณะกรรมการจัดการการลงทุนที่มีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการลงทุนมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งทีมงานในการวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในทุกด้าน โดยมุ่งหมายที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงสุดภายใต้กรอบกลยุทธ์ที่ตั้งไว้

ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน เพิ่มความเครียด ทำลายสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581796

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 13:00 น.

ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน เพิ่มความเครียด ทำลายสมอง

เรื่อง กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส

โดยปกติมนุษย์ทุกคนจะมีป้อมปราการป้องกันความเครียด แต่สำหรับบางคนเกราะป้องกันนี้หล่นหายไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ความเครียดเข้ามาปะทะจิตใจ แต่มันยังเข้ามาทำลายสมอง มีการศึกษาหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสมองในชายและหญิงวัยกลางคนจำนวนกว่า 2,000 คน พบว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างขนาดของสมองที่เล็กลงกับระดับฮอร์โมนความเครียด “คอร์ติซอล” ที่สูงขึ้น หมายความว่า เมื่อมีความเครียดมาก ยิ่งทำให้ความจำเสื่อมลง ซึ่งผลการศึกษานี้ไม่ได้เป็นชิ้นแรกที่ระบุถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว ยังมีการศึกษาอีกชิ้นในสวีเดนเมื่อปี 2560 บ่งชี้ว่าขนาดของสมองที่เล็กลงมีส่วนเกี่ยวโยงกับการทำงานที่มีความเครียดสูง

คำถามคือ ความเครียดกลายเป็นตัวการทำลายสมองมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไร เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ป้อมปราการป้องกันความเครียดทำงานช้าลงกว่าอดีตที่ผ่านมา ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น

1.เคลื่อนไหวเร็วขึ้น

ก่อนถึงยุคเทคโนโลยีที่ทุกคนต้องเร่งรีบตามความเปลี่ยนไปของโลก การเคลื่อนไหวช้าๆ หรือที่รู้จักกันในคำว่า สโลว์ไลฟ์ คือจังหวะชีวิตที่สามารถรักษาระดับคอร์ติซอลให้อยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อทุกคนต้องเคลื่อนไหวเร็วขึ้นจึงทำให้ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้นตามไป อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่การออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายดีต่อสุขภาพและช่วยลดความเครียดได้ดี

2.แสงไฟจากมือถือ

เมลาโทนิน คือ ฮอร์โมนที่ร่างกายจะหลั่งเมื่ออยู่ในความมืดสนิทยามกลางคืน ซึ่งช่วยบำบัดความวิตกกังวลที่พบเจอมาตลอดวัน ซึ่งในอดีตมนุษย์อยู่ในความมืดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แต่ทุกวันนี้แม้จะปิดไฟ คนก็ยังติดอยู่กับโทรศัพท์มือถือจนนาทีสุดท้ายก่อนเข้านอน ซึ่งแสงสว่างและแสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลต่อการหลั่งเมลาโทนิน และส่งผลต่อการกำจัดความวิตกกังวลของร่างกาย

3.กังวลกับเสียงแจ้งเตือน

ปัจจุบันการสื่อสารผ่านแชตแทบเป็นการสื่อสารหลัก ซึ่งมันดึงดูดความสนใจให้ต้องคอยมองและเช็กอยู่ตลอดว่ามีข้อความเข้าหรือไม่ ส่งผลให้สมองไม่ผ่อนคลายหรือยึดติดอยู่กับความเครียด ต่างจากในอดีตที่การสื่อสารเป็นแบบเห็นหน้าหรือพูดคุยกัน ทำให้สมองได้พักหลังการสนทนาจบลง

4.อยู่คนเดียว

เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้คนเจอหน้ากันน้อยลง แต่คุยกันผ่านหน้าจอมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวเริ่มหายไปซึ่งการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมจะทำให้รู้สึกปลอดภัยและบำบัดความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีป้องกันผลกระทบจากความเครียดได้ด้วย การเดิน พยายามเดินให้มากที่สุดเท่าที่มีโอกาส เช่น ลุกขึ้นเดิน 5 นาทีทุกๆ ชั่วโมง เดินไปรดน้ำต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เดินไปคุยกับเพื่อนบ้าน จูงหมาออกไปเดินเล่น เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวช้าๆ ไม่เร่งรีบ ดีกว่าการนั่งอยู่ที่เดิมตลอดวันและคิดฟุ้งซ่านถึงความวิตกกังวล นอนในความมืดสนิท การนอนที่ดีทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริงซึ่งวิธีที่ดีคือ ต้องปิดไฟให้ห้องมืดสนิท หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ในช่วงเย็น ปิดเสียงให้เงียบ ไม่ดื่มกาแฟตอนเย็น ไม่ออกกำลังกายหนักๆ ช่วงเย็น เพื่อให้ร่างกายได้บำบัดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นเพื่อแก้ปัญหาเช็กมือถือตลอดเวลา อาจลองวางเงื่อนไขให้ตัวเอง เช่น กำหนดเวลาในการเช็กมือถือ และควบคุมระยะเวลาการใช้ระหว่างวัน เพื่อให้คุณสามารถทำอย่างอื่นได้อย่างจริงจังโดยที่ไม่มีเสียงเตือนรบกวน นอกจากนี้การเข้าสังคมยังเป็นยารักษาความเครียดที่ดีเยี่ยม ดังนั้นการอยู่กับครอบครัว การนัดเพื่อนกินข้าว และการเล่นกีฬาเป็นทีม นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ช่วยกำจัดความเครียดได้ในขณะเดียวกัน

ไม่เพียงเพื่อการบำบัดความเครียดเท่านั้น ทั้งหมดที่กล่าวมายังเกี่ยวโยงไปถึงสุขภาพของสมองที่จะแข็งแรงและมีความจำดี เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย เพียงรู้ทันความเครียดและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้สมดุล n