อย่าทำตัว ขาดเป้าหมายในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581023

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

อย่าทำตัว ขาดเป้าหมายในชีวิต

เรื่อง ราตรีแต่ง

ไตรมาสแรกของปีผ่านไปได้ 2 เดือนแล้ว ย่างสู่เดือนที่ 3 หันมามองจำนวนเงินในบัญชีเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้กันหรือไม่? ทุกๆ คนล้วนมีเป้าหมาย มีความฝันในชีวิตทั้งนั้น ถ้าไม่ขาดความตั้งใจลงมือทำอย่างจริงๆ จังๆ เขียนลงใน To-Do list เพื่อให้สามารถนำเอาเป้าหมายที่เขียนไว้ นำขึ้นมาอ่านได้บ่อยๆ เป็นการย้ำเตือนจุดมุ่งหมายโดยเร็ว

การมีเป้าหมายใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันคือพลังในการสร้างชีวิต แต่ถ้าคาดการณ์แล้วว่า 3 เดือนแรกของปีผ่านไป ดูท่าจะล้มเหลว ก็ต้องหันมาพิจารณาว่าตัวเราติดนิสัย(เสีย)ข้อไหนกันบ้าง?

เลิกผัดวันประกันพรุ่ง

ลองสำรวจตัวเองสิว่าใครมีนิสัยแบบนี้และอยากแก้ไขควรเริ่มเลยในต้นปียิ่งดี เริ่มจดเรื่องที่ต้องทำลงใน To-Do list ก็อาจตกใจพบว่ามีเรื่องที่ยังต้องสะสางอีกมากมาย เช็คคืนภาษีควรทำไม่เกินอาทิตย์หน้าต้องสะสางงานให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยได้แล้ว หลายๆ คนมีนิสัยชิลแบบนี้กันทั้งนั้น อ้างหาเวลาว่างๆ ไม่ได้เสียที แล้วถ้ายังใช้ชีวิตประจำวันในแบบเดิมๆ ก็อย่าแปลกใจไปเลยว่าทำไมไม่มีเวลาว่างเพิ่มขึ้นมาเลย

วิธีแก้ไขความไม่มีเวลาตั้งนาฬิกาชีวิตให้เร็วขึ้นเพียง 30 นาที เริ่มเวลาไม่มากแค่นี้แต่ช่างน่าประหลาดใจ ที่ได้เริ่มลงมือทำสิ่งต่างๆ เร็วขึ้น หรือตื่นให้เช้าขึ้น หากต้องเวลาเพิ่มขึ้นในการจัดการเรื่องต่างๆ ภายใน 1 วัน เคล็ดลับความสำเร็จเพียงแค่ต้องตื่นเช้าขึ้น แล้วคุณจะได้เวลาเพิ่มมา 2-3 ชั่วโมงทันที

เลือกวิธีออมเงินที่เป็นภาคบังคับ

ถ้าเราต้องการสร้างวินัยการออมเงินควรเลือกวิธีออมเงินที่เป็นภาคบังคับ โดยแยกเงินออมออกมาจากบัญชีเงินเดือน แล้วตั้งชื่อบัญชีใหม่ว่าเป็น “บัญชีเงินออมเพื่ออนาคตเท่านั้น” ที่สำคัญควรถอนเงินออกยากๆ เพื่อไม่เผลอกดเงินออกมาใช้ หรือการฝากเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่างผ่านบัญชีที่ไม่สามารถเบิกถอนได้ง่ายๆ ซึ่งการสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้กับตัวเองด้วยวิธีนี้ จะให้ผลตอบแทนทางการเงินที่น่าพึงพอใจได้สูงทีเดียว ซึ่งผลตอบแทนนี้จะกลายเป็นแรงดึงดูดและแรงขับเคลื่อนวินัยหรือพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ให้อยู่กับเราได้ตลอดไป

ใครเลือกสร้างวินัยทางการเงินให้กับตัวเองด้วยวิธีนี้ ถือเป็นข้อดีอย่างมากในระยะยาว มีความอดทน และมุ่งมั่นแล้วจะได้รับผลตอบแทนที่ดีทีเดียว

สร้างวินัยการออมเงินด้วยการฝากประจำ ไม่ว่าจะเป็นการฝากรายเดือนและฝากแบบเป็นก้อน ระยะเวลาฝาก คือ สามารถเลือกเวลาฝากได้ เช่น 3 เดือน 6 เดือน 24 เดือน 36 เดือน เป็นต้น

ถ้าเราต้องการสร้างวินัยการออมเงินควรเลือกวิธีออมเงินที่เป็นภาคบังคับ โดยแยกเงินออมออกมาจากบัญชีเงินเดือน แล้วตั้งชื่อบัญชีใหม่ว่าเป็น “บัญชีเงินออมเพื่ออนาคตเท่านั้น” ที่สำคัญควรถอนเงินออกยากๆ เพื่อไม่เผลอกดเงินออกมาใช้ หรือการฝากเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่างผ่านบัญชีที่ไม่สามารถเบิกถอนได้ง่ายๆ ซึ่งการสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้กับตัวเองด้วยวิธีนี้ จะให้ผลตอบแทนทางการเงินที่น่าพึงพอใจได้สูงทีเดียว และผลตอบแทนก่อนนี้ก็จะกลายเป็นแรงดึงดูด และแรงขับเคลื่อนวินัยหรือพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ให้อยู่กับเราได้ตลอดไป

หลายคนตั้งเป้าเก็บเงินก้อนให้ได้ แต่กลับยังใช้วิธีการเดิมๆ ที่เคยชิน และสะดวกต่อการหยิบเงินในอนาคตนำออกมาใช้จ่ายได้ง่ายดายที่สุด โดยใช้วิธีออมเงินที่เรียบง่ายด้วยการเก็บไว้ในบัญชีเงินเดือน ซึ่งเป็นบัญชีออมทรัพย์ แล้วเพราะความรู้สึกง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องจดจำหลายบัญชีเพราะทำทุกอย่างครบ จบในบัญชีเดียวทั้งรายรับ เงินออม และรายจ่าย นิสัยการใช้จ่ายแบบนี้เองกลายเป็นสาเหตุทำให้มีเงินก้อนไม่ใหญ่เพียงพอ กว่าจะรู้ตัวว่าบั้นปลายชีวิตมีเงินน้อยเกินไป ก็แทบกลับตัวไม่ทันเสียแล้ว

อย่าลืมออมเงินฉุกเฉิน (อีกก้อน)

มนุษย์เงินเดือนได้เปรียบอยู่แล้วเรื่องบริหารเงินก้อนนี้ มีรายได้ที่แน่นอน รู้ว่าเงินเดือนออกทุกวันที่เท่าไร ทำให้สามารถจัดระบบการออมเงินและระบบรายจ่ายได้ การเก็บเงินออมสำรองฉุกเฉินมีหลักง่ายๆ คือ มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 70% ของรายได้ หากเงินเดือน 5 หมื่นบาท แสดงว่าเรามีค่าใช้จ่ายรายเดือน 3.5 หมื่นบาท เราควรมีเงินออมสำรองฉุกเฉิน 1.05-2.1 แสนบาท สำหรับสถานการณ์ตกงานกะทันหัน เงินออมสำรองฉุกเฉินก่อนนี้ก็มาใช้จ่ายในช่วงรองานใหม่ได้อย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป

หลายคนมีวิธีเก็บออมก่อนใช้ เช่น เก็บออมทรัพย์กับสหกรณ์บริษัท แล้วเดือนนั้นต้องการใช้เงินกะทันหัน ซึ่งการจะถอนเงินในสหกรณ์มาใช้ จะต้องปิดบัญชีเอาเงินออกมาหมด และใช้เวลาหลายวันทำให้เห็นว่า เราต้องมีเงินที่ถอนมาใช้ได้สะดวก ไม่จำเป็นต้องให้ผลตอบแทนสูงก็ได้ ถ้าเป็นตัวเลือกยุคปัจจุบันก็อาจเป็นบัญชีออมทรัพย์พิเศษของธนาคารหลายๆ แห่ง เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ME by TMP, ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย และอื่นๆ ดอกเบี้ยก็น่าจะประมาณ 3% ซึ่งก็อย่าไปมองที่ผลตอบแทนไม่ต่างกันมาก เน้นถอนสะดวก ได้เงินไวดีกว่า แบบถอนเงินแล้วควรจะได้เงินเลยภายวันที่ต้องการใช้

การเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเงินฉุกเฉินนั้นจำนวนขั้นต่ำที่ควรเก็บไว้ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายประจำเดือน เงินก้อนนี้คืออีกก้อนสำคัญมากในชีวิต จดไว้กันลืมเราต้องไม่ลืมเป้าหมายเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

เทโลเมียร์ ถอดรหัสความยืนยาวของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581024

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

เทโลเมียร์ ถอดรหัสความยืนยาวของชีวิต

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอพี

เทโลเมียร์ เป็นตัวตัดสินว่า เซลล์ของเราจะแก่ตัวเร็วแค่ไหน ข่าวร้ายคือพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราทำให้เทโลเมียร์สั้นลง ซึ่งหมายถึง เรานั่นเองที่ทำให้เซลล์ในร่างกายแก่กว่าวัย หากข่าวดีก็คือ การแก่ชราเป็นกระบวนการที่ไม่คงที่ มีวิธีการใช้ชีวิตง่ายๆ ที่เราสามารถทำให้เทโลเมียร์ยาวขึ้น ทำให้แก่ช้าลง ส่งผลต่อความอ่อนกว่าวัยทั้งภายในและภายนอก

มาดูแลสุขภาพให้ลึกลงไปถึงระดับเซลล์สุขภาพแข็งแรง แก่ช้า และอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพกันดีกว่า

รู้จักเทโลเมียร์

เทโลเมียร์ คือ ปลอกที่หุ้มอยู่ที่ปลายโครโมโซม คล้ายกับปอกที่หุ้มปลายเชือกรองเท้าผ้าใบที่ช่วยป้องกันไม่ให้เชือกรุ่ย ทำหน้าที่กำหนดอายุขัยของเซลล์ หรือก็คือตัวกำหนดอายุร่างกายของคน เพราะความแก่ชราที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากตัวเลขอายุที่สูงขึ้น แต่วัดจากความเสื่อมสภาพของเซลล์ร่างกาย สิ่งนี้วัดได้จากความยาวของเทโลเมียร์

หากคุณรู้สึกว่าหน้าตาและความรู้สึกของคุณแก่กว่าอายุจริง นั่นอาจเพราะเทโลเมียร์กำลังเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เทโลเมียร์ที่สั้นลงอาจส่งสัญญาณไปที่เซลล์ของคุณว่า ถึงเวลาที่จะเร่งกระบวนการของความชราได้แล้ว แต่อย่าเพิ่งเสียขวัญ เพราะยังมีปัจจัยอีกมากที่ทำให้คุณต่อสู้กับความแก่ก่อนวัย (ในระดับเซลล์) ได้

อาหารและการออกกำลัง

อาหารเพื่อสร้างสุขภาพที่ดี การลดความเครียด และการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะทำให้เทโลเมียร์ซึ่งเป็นผู้กำหนดอายุของเซลล์ยาวขึ้น เซลล์จะเสื่อมช้าลง ร่างกายก็ป่วยและแก่ช้าตามไปด้วยนั่นเอง

การออกกำลังแต่ละรูปแบบช่วยให้เซลล์แข็งแรงขึ้นเหมือนกันหมดจริงหรือ มีการออกกำลัง 2 ชนิดที่เด่นกว่าเพื่อน คือการออกกำลังกายเพื่อฝึกความอดทน เช่น แอโรบิกระดับกลาง 3 ครั้ง/สัปดาห์ นานครั้งละ 45 นาที/เดือนเช่นเดียวกับการออกกำลังแบบหนักเบาสลับกัน ซึ่งทำให้หัวใจเต้นแรงในเวลาสั้นๆ สลับกับช่วงพักฟื้น

สำหรับการออกกำลังแบบออกแรงต้าน พบว่าแทบไม่ส่งผลต่อเทโลเมียร์เลย นักวิจัยแนะนำว่าการออกกำลังแบบออกแรงต้าน ขอให้ทำควบคู่กับการออกกำลังเพื่อฝึกความอดทน สรุปว่าให้พยายามออกกำลังกายแบบที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหัวใจในระดับกลางและออกกำลังแบบหนักเบาสลับกัน เสริมความแข็งแกร่งให้เทโลเมียร์

ด้านอาหาร จงเรียนรู้เรื่องศัตรูของเซลล์และหยุดป้อนอาหารให้พวกมัน ศัตรูของเซลล์คือการอักเสบ การดื้อต่ออินซูลินและภาวะเครียดจากการออกซิเดชั่น สุดท้ายคือการเรียนรู้รูปแบบการกินที่ดี มาดูกันเลยว่า กินอะไรเพื่อต้านการอักเสบ การดื้อต่ออินซูลินและภาวะเครียดจากการออกซิเดชั่น

ต้องเลือกกินอย่างฉลาด นั่นคือกินผักผลไม้ โฮลเกรน ถั่วต่างๆ ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช กินให้มาก พร้อมแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงไขมันต่ำ เช่น อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน กินอาหารที่ให้โอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอนและทูน่า ผักใบ เมล็ดแฟลกซ์ จากนั้นก็ลดเนื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแปรรูป หลีกเลี่ยงอาหารที่มากไปด้วยน้ำตาล

ความเครียดทำลายเซลล์

เครียดแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามากเกินไป ความเครียดระดับต่ำไม่เป็นภัย ความเครียดระยะสั้นๆ (ควบคุมได้) ไม่เป็นภัย หากตัวการคือความเครียดที่เป็นภัยเรื้อรังในระดับสูงที่รังควานคุณมาแรมปี ตัวสถานการณ์ที่ทำให้เครียดไม่ใช่สาเหตุ แต่คือการตอบสนองต่อความเครียดที่หลายคนรู้สึกเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น รวมทั้ง “ปริมาณ” ที่ได้สัมผัสก็สำคัญ

แนวทางในเรื่องนี้ คือ คุณไม่ต้องหนีปัญหาเพื่อปกป้องเทโลเมียร์ของคุณ แต่คุณเปลี่ยนความเครียดให้กลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงชั้นดีแทน พัฒนาตัวเองเพื่อพัฒนาการตอบสนองแบบท้าทาย ตระหนักรู้ว่าตัวเองมี “ทางเลือก” แทนที่ร่างกายจะตอบสนองต่อภัยคุกคามและมองว่ามันเป็นอันตราย (ซึ่งเป็นประสบการณ์สามัญในฐานสมองของคุณ) ขอให้มองเสียใหม่ว่า เหตุการณ์นั้นคือข้อมูลใหม่ (เชื้อเพลิงชั้นดี) ที่ช่วยให้สมองของคุณมีข้อมูลมากขึ้น คิดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่าขู่ แต่ให้ท้าทายเทโลเมียร์ของคุณแทน!

บ้านในฝัน สมานศักดิ์ อํามฤคโชค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581025

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

บ้านในฝัน สมานศักดิ์ อํามฤคโชค

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครๆ ก็มีบ้านในฝัน เช่นเดียวกับ สมานศักดิ์ อํามฤคโชค บริษัท วิริยะพลาสติก ผู้ผลิตและจำหน่ายหมวกกันน็อกและผลิตภัณฑ์พลาสติกอีกมากมายหลายชนิด เขาบอกว่าเกิดมาในครอบครัวคนจีน คุณพ่อคุณแม่ค้าขายโตมากับตึกแถว แม้ขยับขยายธุรกิจจนใหญ่โตขึ้นท่านก็ยังสร้างตึกใหญ่ข้างล่างทำสำนักงานชั้นบนก็สร้างเป็นที่พักอาศัย

“ผมจึงมีความฝันที่อยากจะมีบ้านเดี่ยวติดดินแบบคนอื่นบ้าง (หัวเราะ) อยากมีที่โล่งกว้างมีสวนเขียวๆ ฝันไว้ว่าอยากมีบ้านเดี่ยว ใต้ถุนสูงโปร่งโล่ง ปลูกต้นไม้เยอะๆ และบ้านหลังนี้ก็คือบ้านในฝันของผมตามที่อยากได้จริงๆ ซึ่งผมก็ใช้เวลาเก็บเงินมานานพอสมควรกว่าจะได้บ้านหลังนี้ซึ่งเพิ่งสร้างมาได้เพียง 3 ปี ตอนแต่งงานใหม่ๆ ก็ยังอยู่ชั้นบนสุดของโรงงาน จนลูกได้ 3 ขวบ นี่ถึงได้ปลูกบ้าน”

บ้านหลังนี้มีเนื้อที่ 1 ไร่ ใช้เวลาก่อสร้างเกือบ 2 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์บ้านอารมณ์รีสอร์ทเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มีความอบอุ่นและร่มรื่น เขาบอกโจทย์แก่สถาปนิกเลยว่า ขอบ้านที่โล่ง โปร่งสบาย ใช้แสงจากธรรมชาติ รับลมจากธรรมชาติได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์เปิดไฟทั้งวัน มีกระจกล้อมรอบทำเป็นกระจกสูงถึงเพดาน เช้าๆ เย็นๆ ไม่ต้องเปิดแอร์ ทำให้ไม่ดูอึดอัดและอากาศถ่ายเทได้ดี ดูเป็นบ้านแบบโอเพ่นแอร์

“ช่วงหน้าฝนหน้าหนาวนี่ไม่ต้องเปิดแอร์เลย เปิดกระจก ลมพัดตึงๆ แค่เปิดพัดลมสักตัวก็เย็นสบาย เพราะบ้านเราใกล้คลอง และด้านหลังบ้านมีที่โล่งๆ รับลมได้ดี ไม่มีตึกสูงคอยบังพอเป็นกระจกบานใหญ่รอบบ้านทำให้เราเห็นวิวนอกบ้านได้ครบ 180 องศา ซึ่งเราปลูกต้นไม้ไว้รอบบ้านไม่มีกำแพงปูนมาขวางกั้น แค่เห็นสีเขียวๆ ก็ชื่นใจสบายอารมณ์เป็นอย่างมาก ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่รีสอร์ทตามต่างจังหวัดจริง”

บ้านนี้มีสองชั้น พื้นที่ใช้สอย ประมาณ 1,400 ตารางเมตร พื้นที่ด้านล่างพอเข้าประตูมาก็จะแบ่งเป็น 2 ปีก ด้านซ้ายมือ จะเป็นห้องรองเท้า แล้วก็ฟิตเนส ห้องรับรอง สระว่ายน้ำ ซึ่งแยกต่างหากจากตัวบ้านแต่เชื่อมถึงกันหมด ปีกขวา มีห้องสอดมนต์ แล้วก็มีสวน มีห้องทานข้าวอยู่ตรงกลางบ้าน มีครัวไทย ครัวฝรั่ง มีห้องนอนเล็ก 2 ห้อง สำหรับเวลาที่คุณพ่อคุณแม่มาเยี่ยมท่านจะได้ไม่ต้องขึ้นบันได และห้องนอนสำหรับแขกอีก 1 ห้อง ห้องน้ำ

สำหรับชั้นสอง เป็นห้องนอนใหญ่ของเขาและภรรยา ห้องนอนลูกชายอีก 2 ห้อง มีห้องนั่งเล่น ห้องแต่งตัว ห้องพระจุดเด่นของบ้านหลังนี้คือจะเพดานสูง และใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลัก เพราะเขาชอบไม้ที่ให้ความรู้สึกของความเป็นบ้านที่อบอุ่นสบายๆ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เขาเลือก โต้ะ เก้าอี้ ที่ทำจากไม้ชิ้นใหญ่ๆ แบบยกมาเกือบทั้งต้น ซึ่งเสน่ห์ของไม้คือความแข็งแรงทนทาน ยิ่งใช้ยิ่งขัดถูสียิ่งสวยขึ้นเงา

การตกแต่งเป็นแนวร่วมสมัย มีความเป็นไทยสากลผสมผสานกันอยู่ เน้นโทนสีครีมเทาและสีน้ำตาลจากไม้ไล่โทนสีอ่อนแก่ไล่ระดับเป็นลูกเล่น ให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ตัวบ้านมีการลดหลั่นไล่ระดับของเลเยอร์ที่รับกันได้อย่างดี อิงความเป็นบ้านไทยใต้ถุนสูงที่ผสมผสานความโมเดิร์นตามสไตล์ของเจ้าของบ้าน โทนสีของตัวบ้านจะเน้นที่โทนสีเทาควันบุหรี่ ดำนิล

นอกจากนี้ ในหลายๆ มุมของตัวบ้านจะมีรูปต้นไม้ ทั้งหน้าประตูบ้าน ตามผนัง หรือมุมบ้าน เนื่องจากชื่อของเขานั้นมีความหมายว่า ต้นไม้ ในภาษาจีน และเขาต้องการจะสื่อถึงบ้านที่เป็นความอายุยืนให้คุณพ่อคุณแม่ เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้าน อีกทั้งยังตั้งชื่อบ้านว่า Viva House ซึ่งคำว่า Viva มีความหมายว่า ขอให้อายุยืนยาว เพื่อสื่อถึงความต้องการที่เจ้าของบ้านอยากให้ทุกคนในบ้านมีอายุยืนยาว

สำหรับการตกแต่งภายในตัวบ้าน ส่วนใหญ่เขาและภรรยาจะไปเลือกหาเองตามงานบ้านและสวน หรือเวลาไปเที่ยวต่างประเทศก็เลือกซื้อมา แล้วก็มาให้อินทีเรียร์ช่วยดูอีกทีว่าอะไรควรวางตรงไหนเพื่อให้ภาพรวมของบ้านดูกลมกลืน ไม่แตกแถวแตกแนวมากเกินไป โดยเขาต้องการให้บ้านที่ให้ความรู้สึกกลางๆ ไม่ดูเป็นบ้านแข็งๆ แบบผู้ชาย หรือออกหวานจ๋าแบบผู้หญิงมากเกินไป

“เราสร้างบ้านได้ตามความต้องการและพอใจ ได้ใช้บ้านคุ้มค่ากับสิ่งที่ทุ่มเทไปสำหรับบ้านก็พอแล้วครับ ไม่อยากได้เพิ่มเติมอะไร เป็นอย่างที่ต้องการไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ผมเป็นคนติดบ้าน บ้านใกล้กับโรงงานเดินถึงกัน ผมใช้เวลาอยู่บ้านเยอะ กลางวันก็กลับมาทานข้าวที่บ้าน ใช้บ้านคุ้มค่ามาก วันหยุดก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ยกเว้นไปเที่ยวทริปใหญ่ๆ ปีละครั้งตอนลูกปิดเทอม”

ความหมายสำหรับคำว่าบ้านของเขา ก็คือ ความเป็นครอบครัว คือทุกสิ่งทุกอย่างที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นความรักความอบอุ่น อายุยืนหรือไม่ก็อยู่ที่บ้านที่เราอยู่ ไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ มันอยู่ที่ความอบอุ่น เหมือนมียาจากภายใน หล่อเลี้ยงให้สุขใจสุขกาย

ปฏิบัติการช่วยต้นไม้ หลังพายุปาบึกถล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581022

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ปฏิบัติการช่วยต้นไม้ หลังพายุปาบึกถล่ม

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์, วันวิสา เหมือนศรี

สถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกพัดถล่มพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินและบ้านเรือนประชาชน นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยๆ ปี ในสถานที่สำคัญจำนวนมากได้รับความเสียหาย

สมาคมรุกขกรรมไทย กลุ่มบิ๊กทรีส์ ทีมรุกขกรอาสา และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ลงพื้นที่สำรวจต้นไม้ที่ได้รับความเสียหาย หลังจากพายุปาบึกถล่ม จ.นครศรีธรรมราช โดยเริ่มดำเนินการฟื้นฟูต้นไม้ครั้งแรก 20-23 ม.ค. เริ่มที่ต้นสารภีที่วัดแจ้งวรวิหาร ตามด้วยวัดสวนหลวงในตัวเมือง ที่เก็บรักษาป่าสันทรายดังเดิมไว้ มีไม้สำคัญคือ ต้นยาง และต้นตะเคียน โดยมีทีมงานของอาจารย์สุรศักดิ์ ชูทอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ร่วมปฏิบัติการระหว่างวันที่ 4-10 ก.พ.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีจิตอาสาจากสมาคมต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันลงไปช่วยเหลือตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ อีกทั้งวางแนวทางการป้องกันต้นไม้ใหญ่ในช่วงภัยพิบัติต่อไป

ประเมินความเสียหาย

ในฐานะคนในพื้นที่ที่เกิดและโตใน จ.นครศรีธรรมราช นพ.บัญชา พงษ์พานิช หลังพายุปาปึกพัดผ่าน เขาได้ออกสำรวจถึงความเสียหาย โดยสังเกตจากไร่สวนของตัวเองที่ปลูกเป็นป่าต้นยางกลางเมืองประมาณ 3 ไร่ ประกอบด้วย ต้นยางนา ประมาณ 40-50 ต้น กับสวนมะพร้าวอีก 200 กว่าไร่ จำนวน 1,000 ต้น โดยสวนมะพร้าวโดนพายุพัดล้มประมาณ 10 ต้น และมีต้นไม้ยางใหญ่ที่ปลูกไว้ที่ท่าศาลา จังหวัดเดียวกัน เป็นต้นยางใหญ่อีกหลายร้อยต้นขนาดใหญ่ 3 คนโอบ ล้มจำนวนหนึ่ง ก่อความเสียหายล้มใส่บ้านและรีสอร์ทรวม 3 หลัง โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

“บ้านผมอยู่วัดแจ้งวรวิหารในเมือง พื้นที่เป็นโกดัง 3 ไร่ เราปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้หลายต้น แรกๆ กังวลกลัวเขาล้มเพราะอยู่ใกล้ชุมชนเช่นโรงเรียน โชคดีที่ไม่ได้อยู่ในร่องลมจึงทำให้ต้นไม้ใหญ่ล้มไม่มาก บางต้นล้มไปพาดกำแพง ไม่ล้มใส่บ้านคน มูลค่าความเสียหายประมาณ 2 แสนบาท ส่วนต้นไม้อื่นๆ ที่ล้มผมไม่ได้ตีราคาว่าเท่าไหร่”

แม้พายุปาปึกไม่ได้ทำความเสียหายให้ต้นไม้มากนัก แต่มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งร้องขอให้เทศบาลทำการตัดต้นไม้ใหญ่ทิ้ง บางต้นมีอายุมากกว่า 700 ปี เพราะค่าที่นครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าจึงมีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ขาดการดูแลอย่างถูกต้อง ชาวบ้านจึงเรียกร้องหลายละแวกให้ตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ทิ้งเสีย ร้อนใจไปถึงนักอนุรักษ์ต้นไม้ต้องร่วมมือร่วมใจกันดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ไปในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อต้นไม้ใหญ่จะได้ให้ร่มเงาสืบไป

“นครฯ มีพื้นที่เป็นป่าสันดอนหาดทรายที่ต้นยางต้นตะคียน มะม่วงปลูกมานานกว่าที่เราจะมาตั้งถิ่นฐาน มนุษย์มารุกตัดไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาดูแลต้นไม้ ต้นไม้ใหญ่ก็จะไม่เหลือ จะมีต้นไม้อยู่แต่ในวัดกับโรงเรียน ส่วนข้างทางก็จะไม่เหลือต้นไม้ โดยชาวบ้านให้เหตุผลว่า รากต้นไม้ใหญ่รก ขี้เกียจกวาด มาตัดออกไปซะเถอะ พายุมาจะเดือดร้อน แต่ผมคิดว่าก็ไม่น่าเป็นเหตุที่ต้องไปโค่นต้นไม้ทั้งหมด

อย่าลืมว่า ต้นไม้มาอยู่ก่อนเรา ทำหน้าที่ช่วยกรอง ช่วยดูดซับมลภาวะได้ ดูอย่างกรุงเทพฯ สิ ฝุ่นคลุ้งเลย เราเลือกปลูกต้นไม้เพราะให้ร่มเงา แต่พอชาวบ้านพูดแบบนี้ ต้นไม้เกลี้ยงแน่เลย มันมีกระแสที่จะไล่ตัดต้นไม้ให้หมด เมื่อผมรู้ข่าวก็รู้สึกเป็นห่วง ก็ไปโพสต์พูดคุยปัญหาในเพจคุยกับหมอบัญชาในเฟซบุ๊ก แล้วกลุ่มบิ๊กทรีส์ ก็เข้ามาคอมเมนต์ว่า มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ หากต้นที่ไม่ไหวก็ต้องตัด กับทางเลือกที่สอง คือ ปกป้อง ต้นไหนที่รักษาได้ก็ต้องรักษา”

เมื่อ นพ.บัญชา ลงสำรวจความเสียหายของต้นไม้ล้มในพื้นที่อื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชหลังวันที่ 5 ม.ค. เฉพาะในเขตเมืองมีต้นไม้ล้มราวๆ 100 ต้น แบ่งเป็นต้นไม้ใหญ่อย่างตะเคียน ยางนา บุนนาค และไม้อื่นๆ

“ความเสียหายครั้งนี้ ในมุมมองของผม ปี 2505 มหาวาตภัย ต้นไม้ล้มมากกว่านี้ ตอนนั้นถนนบางตอนก็ไปไม่ได้ เพราะร่องลมมันผ่านทางเมืองนครพอดี ครั้งนั้นพัดตลบ 2 รอบ มาทางด้านเหนือ ตลบอีกครั้งมาทางทิศใต้ ทำให้ต้นไม้หายไปเยอะมาก เช่น ต้นพิกุลใหญ่ ยังมีการรักษาได้บ้าง ตอนนี้ก็ยังงามอยู่

ที่ผมสำรวจต้นตะเคียนกับต้นยาง ที่นครศรีธรรมราชจะมี 2 บริเวณที่เป็นดงไม้ใหญ่อยู่ อ.เมือง เช่น วัดแจ้งวรวิหาร วัดสวนหลวงที่มีต้นไม้อายุ 200-700 ปี ย่านสนามกีฬาวัดประดู่ วัดท้าวโคตร วัดชายนา

วัดสวนหลวงเป็นเมืองโบราณ เมืองพระเวียงสมัยสุโขทัย ล้มไปแถวนั้นประมาณ 40 ต้น ยังเหลืออยู่ร้อยกว่าต้น ต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปี มีทั้งต้นที่มีสุขภาพดี และต้นทรุดโทรม เพราะถูกตัดถนนบ้าง ไม่ได้รับการดูแล ส่วนใหญ่พื้นที่ส่วนตัวชาวบ้านต้นไม้ใหญ่ถูกตัดหมดแล้ว”

โครงการนี้ได้เลือกอาสามาทำในพื้นที่สาธารณะ โดยมีอาสาสมัครจากองค์กรด้านรักษาต้นไม้ต่างๆ ลงพื้นที่ดูแลตัดต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะที่วัดแจ้งฯ และวัดสวนหลวง เพราะมีต้นไม้ใหญ่มากและค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งพระอธิการศักดิ์ชัย การุโณ เจ้าอาวาสวัดสวนหลวง ให้การสนับสนุนรักษาต้นไม้ไว้ ไม่ให้ตัด ต้นไหนกิ่งหักก็ให้ซ่อมแซมบูรณะตัดแต่งต้นไม้ให้แข็งแรงและถูกหลักการของการรักษา ส่วนของเอกชนทั่วไป ต้องให้ดูแลกันต่อไป เพราะค่อนข้างมีทุนทรัพย์

“ในอนาคตเราอาจมีโครงการมาเปิดฝึกอบรมให้กับทางเทศบาลท้องถิ่น หรือทางเอกชนที่สนใจ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ช่วยกันดูแลต้นไม้ใหญ่ต่อไป ที่สำคัญไม้ใหญ่ในวัดค่อนข้างอยู่ข้างหมู่บ้าน ถ้ามันล้มใส่ชาวบ้านจะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นเราก็ทำให้ต้นไม้แข็งแรง ชาวบ้านก็จะปลอดภัย ทำให้รอยช้ำรอยฉีก พยาบาลเขาให้มั่นคง ไม่ว่าลมจะมาใหม่ ต้นไม้ได้ทำการแต่งพุ่มให้มันโปร่ง และไม่ให้กิ่งเกะกะเขาก็ไม่ต้านลม กิ่งที่กว้างก็ทำให้แคบลงมาหน่อย เป็นต้น”

ดูแลรักษาต้นไม้ให้สู้พายุ

อาจารย์สุรศักดิ์ ชูทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย หนึ่งในผู้สนใจต้นไม้ กล่าวว่า การล้มของต้นไม้เมื่อมีพายุพัดผ่าน สาเหตุมาจากความอ่อนแอของระบบราก อีกทั้งต้นไม้ไม่ได้ผ่านการตัดแต่งเลย เช่น ต้นไม้เส้น 41 ที่แยกจากสามแยกสวนผัก ทะลุขึ้นไปจนถึงถ้ำพรรณราในเขตนคร ป่าพะยอม จะเห็นต้นไม้ที่ไม่ได้ผ่านการตกแต่งเลย ทำให้กาฝากเกาะเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้มีหน้าที่ดูแลต้นไม้เหล่านี้ คือ หน่วยงานรัฐ

“ต้นไม้ใหญ่จำนวนมากมีสภาพยืนต้นตายเพราะมีพวกตะแบก กาฝากเกาะเป็นเวลานาน สุดท้ายก็กัดต้นไม้ยืนแห้งตาย ส่วนการแก้ไขปัญหาผมมองว่า ต้องบูรณะภูมิทัศน์ใหม่ ผมเคยไปเรียนด้านพัฒนาศาสตร์ที่จีนเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เห็นคนจีนเวลาเขาดีไซน์ถนน เขาจะทำควบคู่กับการดีไซน์ภูมิทัศน์ไปพร้อมๆ กัน เขาจึงดูแลต้นไม้ดีมาก จีนยังเก็บต้นไม้ไว้ แต่ที่ไทยคือตัดทิ้ง ซึ่งป่าไม้เมืองไทยค่อนข้างสมบูรณ์ ผมศึกษาความหลากหลายของต้นไม้ ผมเจอต้นไม้บนถนนมีมากถึง 84 ชนิด เพราะป่าบ้านเราเป็นป่าดิบชื้น”

ปัญหาใหญ่ๆ ของต้นไม้ล้มเมื่อมีพายุพัดก็คือ การไม่เลือกชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมมาปลูก นอกจากนี้ การไม่ใส่ใจ ตอกป้ายหาเสียง หรือตอกป้ายกฐิน ผ้าป่าที่ลำต้นต้นไม้ หรือการเอาเชือกไปดึง พฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อความแข็งแรงของต้นไม้ คือ เรื่องการเจริญเติบโต พอไปดึงไปเหยียบไปย่ำมันนานๆ หรือการตัดกิ่งให้ต้นไม้โกร๋น หรือการเทคอนกรีตล้อมรอบ หรือถมดินล้อมรอบไม่เกิน 5 ปีต้นไม้มีสิทธิตายได้

“ตอนนี้ทุกคนกลัวหมด เผื่อพายุมาอีก กลัวต้นไม้ล้ม ชาวบ้านจึงต้องการที่จะเอาออก คำแนะนำสำหรับดูแลต้นไม้แทนการตัดโค่นของผมคือ การตัดแต่งเพื่อไม่ให้ทรงพุ่มของต้นไม้ทึบเกินไป ลองคิดภาพสภาพต้นไม้ที่แน่นเมื่อเกิดล้ม แรงพัดใส่ก็รับน้ำหนักมาก

องค์ประกอบของต้นไม้ที่ใช้ในการเจริญเติบโต ก็มีองค์ประกอบอยู่ 4 ส่วน คือ อากาศ น้ำ อนินทรีย์วัตถุ อินทรีย์วัตถุ ซึ่ง 50% ที่เป็นน้ำและอากาศ สมมติถ้าเกิดน้ำท่วม ต้นไม้อากาศไม่มี ต้นไม้ก็ตาย นั่นคือเหตุผลง่ายๆ พอไปปิดต้นไม้ไม่สามารถซึมซับอะไรได้ก็ตาย เช่น การเทปูนที่โคนต้น ดังนั้นสำหรับคนที่มีต้นไม้ใหญ่ในบ้าน การป้องกันต้นไม้ล้มโดยหลีกเลี่ยงการตัดคือ ก่อนปลูกสร้างบ้านต้องดูไม่ปลูกบ้านใกล้ต้นไม้ แต่ถ้าสร้างใกล้กับต้นไม้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการตัดแต่งกิ่งไม้ถือเป็นการป้องกันที่สำคัญที่สุด

หลักการตัดแต่งต้นไม้คือให้สูงอยู่ระดับสายตาประมาณ 2 เมตร คือดูแล้วไม่ทึบ แล้วกิ่งที่อยู่ข้างบนคือต้องเลือกให้โปร่งโดยวิธีของเขาแต่ไม่ใช่ให้มันแน่น ตัดแต่งโดยดูรูปทรงของต้นไม้ ถ้าต้นไม้ทึบก็จะสู้กับลม ส่วนเรื่องของระบบรากที่เราไม่รู้ว่ามันไปทางไหนซ้ายหรือขวาเพราะมันอยู่ในดิน ถ้าข้างบนมันทึบก็หนักแล้วต้นไม้ค่อนข้างจะสูงที่มันล้ม เพราะข้างบนมันหนัก สุดท้ายพอลมพัดมาก็ดึงรั้งล้มหมด และต้องดูว่าต้นไม้บางคนมีรากไม้โผล่เวลาฝนตกแล้วมันจะซึมซับน้ำไม่ได้ พอซึมซับไม่ได้ดินก็จะพัง วิธีแก้ไข คือกำหนดทางเดินที่ไม่ใช่บริเวณใกล้รากต้นไม้ แล้วก็เอาดินมาถมแต่ถมบางๆ เพื่อซ่อมราก แล้วก็ปลูกหญ้าเอาใบไม้เข้ามาช่วยถมทำเป็นปุ๋ย”

วิธีอบรมให้คนรู้จักวิธีอยู่ร่วมกับต้นไม้ได้ ก็สำคัญก็คือ การจัดการอบรมผู้มีส่วนดูแลต้นไม้ทั้งหน่วยงานเทศบาล การไฟฟ้า กรมทางหลวงเพื่อทำความเข้าใจในการดูแลรักษาต้นไม้ก่อนที่จะไปโค่นทิ้ง

“เราทุกคนควรตระหนักว่า ประโยชน์ของต้นไม้มีมากมาย ไม่ใช่แค่ให้ร่มเงาอย่างเดียว ต้นไม้มีระบบอีโค ซิสเต็ม เซอร์วิส คือ ต้นไม้แต่ละต้นสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูง ซึ่งต้นไม้ที่สามารถดูดซับได้สูงสุด คือต้นโพธิ์ที่แต่ไม่ชวนให้ปลูกตามที่สาธารณะทั่วไป ต้นไม้ที่เหมาะสมที่แนะนำให้ปลูกคือ ต้นมะขาม เพราะคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมมีเยอะ ผลก็กินได้ ต้นขี้เหล็กก็กินดอกได้ อีกทั้งอายุยืนเป็นร้อยปี เป็นต้นที่มีรากแข็งแรง กิ่งเหนียว ใบเล็ก ล้มยาก”

พยาบาลต้นไม้ให้ยืนหยัดอยู่ได้

ละเอียด แพนพัฒน์ ผู้จัดการ บริษัท รุกขกร วิสาหกิจเพื่อสังคมกล่าวว่าต้นไม้ที่วัดแจ้งวรวิหาร ต้นตะเคียนเสียหายต้นเดียว อายุ 100 ปี ปัญหาต้นนี้ที่กิ่งหักโค่นจนเสียสมดุลไปข้างหนึ่ง โดยกิ่งฉีก 2 กิ่งใหญ่ๆ จึงต้องพยาบาลรักษา

ปัญหาคือกลายเป็นทรงพุ่มสองฝั่งไม่สมดุลกัน หายไปหมดทั้งด้าน ต้นไม้จึงไม่ตั้งตระหง่านไม่สวยอลังการเหมือนเก่า วิธีแก้ปัญหาคือ รุกขกรต้องปรับสมดุล ต้องตัดบางส่วนที่สมบูรณ์ออกเพื่อไม่ให้ลำต้นหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง และต้องประดิดประดอยในการตัด ไม่ตัดเลาะกิ่งออกมากเกินไป เพื่อให้ต้นไม้ยังสามารถสร้างพลังงานให้รากหาอาหารอยู่ได้ สอง คือ รุกขกรพยายามวางโครงสร้างกิ่งก้านใหม่ เพื่อให้เวลาแตกกิ่งใหม่จะเกิดเป็นพุ่มสวยงามเหมือนเดิม ถือเป็นการตัดต้นไม้ที่ถูกหลักการ

“นอกจากแก้ไขพุ่มต้นไม้แล้วยังต้องรักษาความสูงไม่ให้ลำต้นสูงชะลูดเกินไป ลมมาแรงก็ไหวทั้งต้น อันตราย ไม่เหมือนต้นยางที่ชะลูดได้ จึงต้องลดความสูงตัดแต่งกิ่งให้ดี ต้องตัดคอกิ่งเพื่อไม่ให้บาดแผลต้นไม้กินเข้าไป ต้องรีบทำให้เร็วที่สุดหลังหักให้เสร็จภายใน 1-2 วัน เพื่อไม่ให้กลายเป็นเนื้อตาย หรือแมลง ปลวก กัดกินเข้าไปถึงเนื้อในได้ หรือป้องกันไม่ให้เป็นเชื้อรา คล้ายเป็นการทำศัลยกรรมต้นไม้นั่นเอง”

ฝ่าวิกฤต ค่าครองชีพในเมืองกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580897

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ฝ่าวิกฤต ค่าครองชีพในเมืองกรุง

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

อกแทบแตกเมื่อทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถึงสิ้นเดือนมีเงินเหลือไม่กี่ร้อยบาท บางคนติดลบ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ดึงเงินตรงนั้นมาโปะตรงนี้ สุดท้ายไม่พ้นการเป็นหนี้ ที่นับวันยิ่งก่อดอกเบี้ยเพิ่ม

ใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดที่ชินปากเท่านั้น แต่มันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นชัดเจนในวงกว้าง เมื่อค่าแรงเงินเดือนไม่ขยับ แต่ค่าครองชีพสวนทางพุ่งสูง

เสียงสะท้อนค่าครองชีพสูงยังดังต่อเนื่อง ใครที่ยังไม่สะดุ้งสะเทือนเมื่อปีที่แล้ว มาปีนี้ก็เริ่มออกอาการร้อนๆ หนาวๆ สังเกตได้จากอำนาจการจับจ่ายที่ลดลง ประหยัดใช้สอยมากขึ้น แม้ว่าจะมีการกระตุ้นการตลาดด้วยการลดราคาสินค้าก็ตาม

กรุงเทพฯ ค่าครองชีพสูงอันดับ 2 อาเซียน

นัมเบโอ เว็บไซต์ฐานข้อมูลด้านค่าครองชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยดัชนีค่าครองชีพทั่วโลก ปี 2562 โดยคำนวณจากค่าสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าอาหารในร้านอาหาร ค่าเช่าที่พักอาศัย และกำลังซื้อของประชากรในเมือง พบว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายบุคคล ไม่รวมค่าเช่าบ้านอยู่ที่ราว 2.1 หมื่นบาท/เดือน ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน ไม่รวมค่าเช่าบ้าน อยู่ที่ 7.58 หมื่นบาท/เดือน

รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดของคนกรุงเทพฯ คือ ค่าอาหารในร้านอาหาร คิดเป็นราคาเฉลี่ยที่ 80 บาท/มื้อ และค่าเช่าที่พักอาศัย โดยอพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอน ใจกลางเมือง มีค่าเช่าเฉลี่ยที่ 2.14 หมื่นบาท/เดือน ขณะที่ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงเล็กน้อย

ในขณะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ไทยมีค่าแรงสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และแย้มข่าวดีให้กับแรงงานไทย ในเร็วๆ นี้จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ที่ผ่านมาอัตราค่าแรงขั้นต่ำพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ 325 บาท

“ตอนนี้เรื่องอยู่ที่คณะอนุกรรมการแล้ว พอผ่านบอร์ดก็เข้า ครม.ประมาณเดือนหน้า (มี.ค.) จะมีประกาศขึ้นค่าแรงในรัฐบาลนี้

วันนี้ได้ข้อสรุป บางจังหวัดที่ไม่ขอขึ้นมี 46 จังหวัด ตามมติอนุมัติกรรมการมีขอปรับขึ้น 24 จังหวัด และยังไม่ยุติอีก 7 จังหวัด แต่ยังไม่เคาะตัวเลข ปีนี้ต่ำสุดอยู่ที่ 2 บาท สูงสุดอยู่ที่ 17 บาท ในส่วนของกรุงเทพฯ ขึ้นประมาณ 5%

ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเราพิจารณารอบคอบทุกมิติแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ส่วนค่าครองชีพสูงขึ้นทางกระทรวงพาณิชย์ต้องช่วยดูแล

ตอนนี้ถ้าเทียบในอาเซียนไทยเรามีค่าแรงสูงเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และบรูไน เรามีสวัสดิการ การประกันสังคม เรามีระบบที่ดูแลกันดี และไทยมีอัตราการว่างงานเพียง 1% น้อยเป็นอันดับ 4 ของโลก”

ตะกร้าชีวิต ซื้อของที่จำเป็น

ดร.วิลาสินี ตู้จินดา คณบดี คณะศรษฐศาสตร์และการลงทุน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เงินเดือนขั้นต่ำของวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท เป็นตัวเลขที่ไม่ขยับมานานแล้ว ในขณะที่ค่าครองชีพขยับสูงขึ้นทุกปีๆ

“ตอนนี้เราโฟกัสไปที่ค่าครองชีพ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การที่เขาวัดค่าครองชีพมาจากที่เรียกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI (Consumer Price Index) เรามีตะกร้าหนึ่งใบ ให้ผู้บริโภคเป็นเกณฑ์ โดยทั่วๆ ไปในเดือนหนึ่งเขาควรบริโภคอะไร เท่าไรบ้าง เขาจะตีราคาของสินค้าของแต่ละปีออกมาเป็นค่าใช้จ่าย เป็นค่าครองชีพ

ในตะกร้าเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค ส่วนประกอบที่ใหญ่ มี อาหาร การเดินทาง ที่อยู่อาศัย เพราะเขายึดเอาแต่ของจำเป็นออกมาเป็นตัวเลข เป็นตัววัดค่าเงินเฟ้อด้วย ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เราใช้ตัวเงินเฟ้อมาเป็นตัวดูว่า เราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะรักษามาตรฐานการครองชีพของเรา

ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยที่ผ่านมาประมาณ 1% แต่ค่าครองชีพ ค่าแรงก็ควรเพิ่มขึ้น 1% แต่มันแทบไม่ขยับ อีกประเด็นหนึ่งคือ เงินเฟ้อไม่เยอะ ทำไมราคาของมันเพิ่มขึ้นไวกว่านั้น

แสดงว่าตะกร้านี้ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงได้ทั้งหมด เพราะเราบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย พฤติกรรมการซื้อของคนไทยเปลี่ยนไปเยอะ ซื้อของออนไลน์เยอะขึ้น ยอดสูงขึ้น สินค้าพวกนั้นไม่ได้อยู่ในตะกร้าวัดเงินเฟ้อ แล้วราคาสินค้าที่อยู่ในตะกร้าก็กำหนดราคาไว้ต่ำ อัตราเงินเฟ้อมันเลยต่ำกว่าค่าครองชีพที่เราเห็นจริงๆ เลยทำให้มีระยะห่างค่าแรงกับค่าครองชีพ

อีกอันเป็นเหมือนวงจรซึ่งกันและกัน ค่าแรงขั้นต่ำไม่สัมพันธ์กับราคาของแพง เพราะเวลาจะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำราคาสินค้าขยับขึ้นรอแล้ว เป็นอีกสาเหตุทำให้ลดช่องว่างไม่ได้ ต้องมีคนที่ยิ่งใหญ่กว่าเราควบคุม ค่าแรงขึ้นไม่ควรมีเอฟเฟกต์ให้ราคาต่างๆ เพิ่มขึ้น”

แล้วจะอยู่อย่างไรให้รอด มีเงินใช้ตลอดเดือนไม่ขัดสน นอกจากการฉลาดเลือกซื้อแล้ว ต้องฉลาดหา “ถ้าปัญหาในตอนนี้ ค่าแรงขั้นต่ำ 1.5 หมื่นบาท ตามไม่ทันราคาสินค้า วิธีที่เราจะรอดได้ ต้องทำให้ตัวเองไม่อยู่ในค่าแรงขั้นต่ำ”

การทำงานนอกจากให้ได้ผลงานอย่างเดิมๆ หรือแค่เพียงเพิ่มปริมาณต้องรู้จักนำนวัตกรรมมาใช้ มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างสตอรี่ให้ผลผลิต จะเป็นการเพิ่มมูลค่า หรือพนักงานบริษัทควรมีการเตรียมตัวตั้งแต่ยังเรียนให้มีประสบการณ์ เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ประสบการณ์ที่มีอยู่ก็จะทำให้ไม่ต้องอยู่ในประชากรค่าแรงขั้นต่ำ ต้องเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง เพิ่มคุณสมบัติของตัวเองให้เป็นที่ต้องการ

“รายได้ที่เราได้มา ถ้ามีการบริหารเงินและการลงทุนที่ดีพอรายได้เราจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น การบริหารเงินจริงๆ ทำได้หลายอย่าง

การจะมีเงินออมได้ไม่ต้องรอเหลือจากค่าใช้จ่าย เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วางแผนตั้งแต่ต้นว่าเราใช้จ่ายแค่ไหนถึงจะมีเงินออม แล้วเอาเงินออมไปลงทุน ลงทุนในประกันชีวิต ซื้อกองทุนอาร์เอ็มเอฟ สามารถลดหย่อนภาษีได้ มีผลตอบแทนในอนาคตด้วย

แต่ถ้าคนที่ไม่ได้สนใจการเงินการลงทุนก็วนกลับมาที่เดิม ใช้เงินอย่างเดือนชนเดือน เด็กจบใหม่ยังไม่มีความรู้ตรงนี้ ทำงานได้เงินมาก็ใช้จนหมด ถ้าเรามีการวางแผนการเงินที่ดีเราจะไม่ได้อยู่ในส่วนของประชากรรายได้ขั้นต่ำ”

อยู่ให้(รอด)ถึงสิ้นเดือนนะจ๊ะเงินจ๋า

ณัฐนิช ทองดี วัย 24 ปี ทำงานมา 2 ปี เป็นพนักงานส่งเสริมการขาย ตอนนี้เงินเดือนขยับจากพื้นฐานมาไม่กี่พันบาท แต่เธอสามารถจัดสรรการเงินได้อย่างลงตัว เพราะมีประสบการณ์มาจากช่วงฝึกงาน สิ่งที่ทำให้เงินออกจากกระเป๋ามากที่สุดในแต่ละวันคือ ค่ารถและค่าอาหาร เมื่อลงสู่สนามทำงานจริง การจำกัดสองค่าใช้จ่ายใหญ่นี้ได้ช่วยทำให้เงินเดือนเหลือใช้

“ที่ทำงานไม่ไกลจากบ้าน เดินไปทำงานได้ เป็นส่วนที่ทำให้ตัดสินใจเลือกทำงานที่นี่ เพราะเคยฝึกงานแถวเซ็นทรัลเวิลด์ กว่าจะเดินทางถึงต้องหลายต่อ เดินทางแบบประหยัดที่สุด รถตู้ ต่อรถเมล์ วินมอเตอร์ไซค์บ้าง ไป-กลับประมาณ 150 บาท

ค่าอาหารก็แพงเมื่อเทียบกับที่นี่ 40-50 บาท บางวันก็ห่อข้าวจากบ้านไปเอง แล้วโชคดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าทำให้รายจ่ายน้อย จะหนักสินค้าฟุ่มเฟือย เสื้อผ้า เครื่องสำอาง แต่หนูมีการวางแผนการเงินตั้งแต่ยังเรียนประถม เงินเหลือจากที่โรงเรียนก็ฝากธนาคารตลอด ทำให้เวลาต้องการอะไรก็สามารถนำเงินมาซื้อได้ไม่ลำบาก

ทำงานก็แบ่งเงินออมแล้วแต่เดือน 1,000-2,000 บาท ไว้ใช้จ่ายค่าเรียนปริญญาโทเอง ก็มีเพื่อนในรุ่นเดียวกันบ่นเรื่องเงินไม่พอใช้ ทั้งๆ ที่เงินเดือนเท่ากัน แต่เขามีค่าใช้จ่ายหลักๆ มากกว่า และเขาไม่เคยบริหารการใช้เงินเลย เงินเดือนออกก็หลงระเริงใช้เงินจนหมดไม่เหลือเก็บ พอมีฉุกเฉินอะไรก็ขอพ่อแม่”

ทุกอาชีพต้องเจอกับดักค่าใช้จ่าย

วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์ นักคิด นักเขียน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีพี สตูดิโอ พูดถึงเรื่องความสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่ายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางยุคนี้ แบ่งกลุ่มของคนทำงาน ออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น เจ้าของกิจการระดับ SME มนุษย์เงินเดือนหรือแรงงานในระบบ และมนุษย์ฟรีแลนซ์หรือแรงงานนอกระบบ แล้วโฟกัสที่ความเป็นจริงของคนทำงานแต่ละประเภท

“ในฐานะที่ดิฉันมีประสบการณ์ตรงในการเป็นคนทำงานมาแล้วทั้ง 3 รูปแบบ ทำให้เข้าใจทั้ง 3 สภาวะ ในฐานะเจ้าของกิจการระดับ SME ซึ่งดูเผินๆ คล้ายจะมีรายรับมากกว่าและมั่นคงกว่าใครในทั้ง 3 กลุ่ม แต่สิ่งที่ต้องแลกก็คือ ภาระทั้งค่าใช้จ่าย การลงทุน และการแบกรับความเสี่ยงของธุรกิจทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังอย่างมากสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่แผนการเงินไม่รัดกุมก็คือ มักลืมบวกค่าแรงหรือเงินเดือนของตัวเองลงไปในส่วนของค่าใช้จ่ายพนักงานประจำด้วย

คิดว่ากำไรของธุรกิจ คือส่วนที่จะเป็นเงินเดือนหรือรายรับเจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไปไม่รอด และส่งผลให้เกิดความขัดสนชักหน้าไม่ถึงหลังทั้งในฐานะคนทำงาน และในฐานะองค์กรธุรกิจที่ไม่มีสภาพคล่อง

ในฐานะพนักงานหรือมนุษย์เงินเดือน การมีรายได้ประจำรออยู่ทุกสิ้นเดือนถ้าบริหารจัดการดีๆ ก็จะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่าย

ท่ามกลางข้อดีนี้ก็ยังกลายเป็นกับดักทางการเงินของมนุษย์เงินเดือน เพราะความเชื่อว่า ในอนาคตจะมีเงินเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อถึงวันเงินเดือนออกก็จะเกิดการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่ดี คือการเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อนเสมอ

นิสัยการใช้เงินในอนาคต ทำให้เกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง บางคนอย่างเก่งก็มีเงินใช้แค่เดือนชนเดือน ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเงินเก็บ สิ่งที่คนมีเงินเดือนประจำไม่ค่อยได้วางแผนรับมือล่วงหน้าคือความจำเป็นฉุกเฉิน และสิ่งที่จะเกิดเมื่อต้องตกงาน บางคนไม่รู้จักการลงทุน รู้จักแค่การใช้จ่าย และการออมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในระยะยาวจึงขาดหลักประกันของชีวิตเมื่อถึงเวลาที่ไม่มีรายได้จริงๆ

ในฐานะแรงงานนอกระบบหรือฟรีแลนซ์ ความเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนของรายได้ ไม่มีสวัสดิการต่างๆ รองรับ หากไม่รู้จักวางแผนการเงินที่ดีก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเงินขาดมือ

นอกจากนี้ คนเป็นฟรีแลนซ์หลายคนยังขาดความเข้าใจในการมองว่า ตัวเองเป็นต้นทุนบวกแรงงานธุรกิจอีกทั้งยังเป็นแบรนด์ การที่ไม่เห็นว่าตัวเองเป็นหน่วยธุรกิจ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นเหมือนบริษัทหรือแบรนด์ ก็จะขาดการคิดบริหารจัดการตัวเองในฐานะองค์กรหรือบริษัทที่ดี ยกตัวอย่างเช่น การโหมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำไม่ได้นอน จนเสียสุขภาพ หรือไม่วางแผนการตลาด การประชาสัมพันธ์ การพัฒนา การเติบโตอย่างยั่งยืน การวางแผนการเงิน การป้องกันความเสี่ยงต่างๆ”

สุดท้ายไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไร ประกอบอาชีพอะไร การจัดการบริหารเงินการใช้จ่ายเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นที่จะช่วยให้อยู่รอดได้ในชีวิตเมืองที่ต้องพึ่งพาตัวเอง

“ต้องเริ่มจากการวางแผนการเงินก่อนหรือควบคู่ไปกับการทำงานหาเงิน เพราะการก้มหน้าก้มตาหาเงิน แล้วใช้เงินไปแบบงงๆ โดยปราศจากแผนนั้น แม้จะเป็นการใช้จ่ายที่คิดว่าประหยัดอดออมสุดๆ แล้ว

บ้างก็คิดว่า ตัวเองมีรายได้มากเป็นที่พอใจน่าจะอยู่ได้สบายแล้ว เอาเข้าจริงๆ อาจเป็นแค่การหาเช้ากินค่ำไม่ต่างอะไรกับชนชั้นแรงงานที่มีชีวิตวันต่อวันด้วยรายได้ขั้นต่ำที่ไม่เคยพอใช้ และหนี้สินที่โตไวราวกับปาฏิหาริย์

การหาเงินให้ได้มากเป็นสิ่งดี แต่การควบคุมรายจ่ายก็ต้องทำคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายจ่ายที่ควบคุมได้ง่ายก็เช่น ค่ากิน ค่าแต่งตัว ส่วนรายจ่ายที่ควบคุมยาก เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ก็ต้องใช้การวางแผนที่รอบคอบในการเลือกทำเลที่พัก และการใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วย ก็จะลดค่าใช้จ่ายได้

สิ่งสำคัญที่คนทำงานทุกประเภทไม่ควรมองข้าม คือการลงทุนด้านสุขภาพอย่างจริงจัง โดยสร้างวินัยในการรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี และสร้างหลักประกันด้านสุขภาพให้ตัวเองทั้งในกรณีฉุกเฉินและในระยะยาว

ทั้งหมดนี้อาจบอกเป็นตัวเลขไม่ได้ ว่าใครต้องหาต้องใช้เท่าไร แต่หากลองเก็บไปคิดตามความเหมาะสมของตัวเองก็จะได้คำตอบที่ทำให้เราอยู่ได้สบายทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

เจลลี่กับดอกไม้… เพิ่มเงินในกระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580898

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

เจลลี่กับดอกไม้… เพิ่มเงินในกระเป๋า

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เรื่องนี้ต้องอ่านสำหรับใครก็ตามที่อยากสร้างเงินและสร้างความสุขไปพร้อมกัน เรื่องราวของเจลลี่่กับดอกไม้ ที่สร้างเงินและสร้างความสุขให้กับ ฟ้า-ตะวันนา อักษรสิงห์ชัย เรื่องราวของฟาลาลาเจลลี่่ (Falalajelly) อดีตนักผลิตอีเวนต์มือดี ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทั่วไปโรงเรียนสอนการทำอาหารไทย ขณะเดียวกันก็มีงานอดิเรกดี๊ดี สอนทำวุ้นนมสดดอกไม้สำหรับคนไทย

อดีตอีเวนต์แพลนเนอร์คนเก่ง แห่งบริษัท วอลล์สตรีท อิงลิช (Wall Street English) เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันเธอทำงานด้านบริหารเป็นผู้จัดการทั่วไปที่โรงเรียนบ้านวาสนา ไทยคุกกิ้งสคูล สอนอาหารไทยให้ชาวต่างชาติ ลูกค้าหลักเป็นชาวญี่ปุ่น ที่นี่สอนทำอาหารไทยหลายอย่าง โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งนี้เป็นของคุณป้าวาสนา ทาเคชิตะ

“งานหลักก็ยังทำอยู่ ขณะเดียวกันก็อยากทดสอบตัวเองเรื่องการทำขนม ซึ่งรักชอบมานาน รวมทั้งเห็นช่องทางว่า สามารถต่อยอดจากลูกค้าต่างประเทศ เจาะกลุ่มลูกค้าคนไทยได้”

เริ่มต้นจากการทำเพจ falalajelly แบรนด์หลักที่ใช้ทั้งกับการสอนและการจัดจำหน่ายวุ้นเจลลี่่นมสดฝีมือประณีต ฟาลาลาเจลลี่่ใช้เจลลี่นมสดในการประดิษฐ์และปั้นแต่งดอกไม้แบบเหมือนจริง จนหลายคนนึกว่าเป็นดอกไม้จริง คำตอบคือไม่ใช่

“คนไทยชอบของสวยงาม ผลตอบรับดีมาก เพราะวุ้นของเรามีเอกลักษณ์เรื่องความสวยงามและความเหมือนจริงที่เป็นหนึ่ง”

แปลก สวย หายาก ให้เป็นของขวัญก็ได้ และรับประทานก็อร่อย รสชาติหวานอมเปรี้ยว ไม่หวานจัดและเจือรสเปรี้ยวจากผลไม้ ตะวันนาเล่าถึงวุ้นฟาลาลาเจลลี่ว่า มีคนสนใจจำนวนมาก เนื่องจากความเหมือนจริง ดอกไม้ทำเงินเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่ทำจากเจลลี่ มีความบอบบางอ่อนไหวราวกับมีชีวิต

ลวดลายของฟาลาลาเจลลี่มีตั้งแต่ลายดอกไม้ ลายรูปสัตว์ และลายอักษร เขียนคำอวยพรหรือเขียนชื่อผู้รับ โดยรูปสัตว์ก็มีตั้งแต่กระรอก หมี กระต่าย การสอนใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง โดยบีกินเนอร์ทุกคนสามารถทำได้ ทำเป็นแล้วได้เจลลี่กลับบ้านรับประทานด้วย ส่วนคอร์สแอดวานซ์จะสอนการทำตัวหนังสือ การเขียนดอกไม้ที่ยากขึ้น เช่น กุหลาบ หรือกล้วยไม้

“เจลาตินที่นำมาผลิตเป็นวุ้นของเรา ใช้เจลาตินที่ผลิตจากเกล็ดและกระดูกปลา ซึ่งดีต่อสุขภาพ และแตกต่างจากเจลาตินทั่วไปที่ผลิตจากหมู”

ตะวันนาเล่าต่อว่า การทำงานอดิเรกที่รักและทำเงินได้ สร้างความรู้สึกที่ดีแน่นอนที่สำคัญคือการได้บริหารจัดการเวลาของชีวิต ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง มีโอกาสพักผ่อน ขณะเดียวกันก็สนุกกับการเดินหน้า พัฒนาสร้างสรรค์งานขนม ทุกครั้งที่ได้รับคำชมจะรู้สึกดีมาก เติมพลังให้ไปต่อ ปัจจุบันสอนทั้งกลุ่มนักเรียนชาวไทยและชาวต่างประเทศ

“สอนทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่น จะบินไปสอนที่เมืองโตเกียว ที่นั่นเราเช่าสตูดิโอสอนกันเลย ครั้งหนึ่ง 6-7 คน แต่ถ้าเป็นคนไทยสอนในประเทศไทย ก็จะลดจำนวนผู้เรียนลง เพื่อการดูแลใกล้ชิดมากขึ้น”

ตะวันนาเล่าให้ฟังว่า ชาวญี่ปุ่นลงเรียนกันใหญ่เพราะชอบในความสวยงามประณีตของวุ้น หลายคนเข้าใจว่าการเรียนคงไม่ยากเพราะคงใช้ดอกไม้จริงนำมาใส่ในวุ้นไปเลย ต้องตกตะลึง เมื่อเธอเฉลยในชั้นเรียนว่า ไม่ใช่ดอกไม้จริงนะ แต่เป็นการประดิษฐ์ดอกไม้จากเจลลี่นมสดต่างหาก

มีความสุขที่สุดที่ความชอบของตัวเอง ทำให้ผู้อื่นมีความสุขไปด้วย ฟินมากเวลาได้สอน หรือได้เห็นลูกศิษย์พัฒนาตัวเอง ลูกศิษย์คนไทยคนญี่ปุ่นหลายคนทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เป็นกอบกำ ต่อไปยังมีแผนที่จะต่อยอดขนมไทยในหลายชนิด ทั้งขนมอบและเบเกอรี่มากมาย สนใจเข้าไปดูที่เพจเฟซบุ๊ก : falalajelly โทร. 08-3967-4691

เหตุผลดีๆ ของการเลิกกินเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580899

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

เหตุผลดีๆ ของการเลิกกินเนื้อสัตว์

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

มีการบ่งชี้ทางการแพทย์ระบุออกมาว่า มนุษย์น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่กินพืช ดูจากลักษณะฟันของคนเราที่เป็นซี่รูปตัดสี่เหลี่ยมมิใช่มีเขี้ยวแหลมคมเหมือนสัตว์อื่นๆ ดังนั้นควรจะกินพืชมากกว่าที่จะกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากระบบย่อยในร่างกายก็ไม่ได้ย่อยเนื้อสัตว์ได้ดีเท่าใดนัก มาดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา ถ้าเราเลิกกินเนื้อสัตว์

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องสุขภาพที่ว่า ถ้าเราเลิกทานเนื้อสัตว์แล้วสุขภาพของเราจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีหลายท่านที่ยังไม่กล้าเลิกกินเพราะกลัวจะได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอเนื่องจากเนื้อสัตว์เป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญอย่างโปรตีน

วันนี้เลยมีเหตุผลดีๆ ที่ถ้าคุณยังลังเลอยู่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงลองอ่าน 5 เหตุผลดีๆ ของการเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ กันดีกว่ามีอะไรบ้าง

1.น้ำหนักลดลง

เนื้อสัตว์เป็นแหล่งที่ให้พลังงานสูง แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการรายงานว่า การรับประทานมังสวิรัติมีแนวโน้มที่จะทำให้น้ำหนักตัวของคุณลดลง รวมทั้งยังมีรีวิวในการลดน้ำหนักอีกมากมาย ถึงการทานมังสวิรัติเพื่อควบคุมน้ำหนัก

2.ผิวสดใส

แน่นอนว่าการรับประทานมังสวิรัติก็คือการรับประทานแต่ผักและผลไม้ ที่มีประโยชน์ในการช่วยให้ลำไส้ย่อยได้ดี ที่สำคัญการเน้นกินผัก-ผลไม้ทำให้ร่างกายได้วิตามินซีและอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้เซลล์ของร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใส โดยเฉพาะวิตามินซีมีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนส่วนใหญ่ ซึ่งทุกเซลล์ในร่างกายต้องมีเส้นใยนี้ร้อยรัด เสริมสร้างความแข็งแรงเสมือนบ้านต้องมีรั้ว หากรั้วไม่แข็งแรงหรือบุกรุกง่ายก็จะเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าโจมตีได้ การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจึงช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

3.ช่วยล้างพิษ

การงดกินเนื้อ หันมาเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชมากขึ้นจึงช่วยเคลียร์ลำไส้ให้สะอาด เป็นการล้างพิษง่ายๆ นั่นเอง เพราะร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซึมโปรตีนจากสัตว์ได้ทั้งหมด โปรตีนที่ร่างกายเราดูดซึมไว้ได้มากที่สุดคือไข่ แต่หากเรารับประทานเนื้อสัตว์ ร่างกายของเราไม่อาจดูดซึมได้จะเหลืออยู่ในลำไส้ซึ่งในที่สุดก็จะเกิดการหมักบูด เปลี่ยนไปเป็นสารเคมีกลิ่นเหม็น

4.สุขภาพดีขึ้น

ทราบหรือไม่ว่า ในเนื้อสัตว์มีสารพิษจำนวนไม่น้อย ซึ่งจะเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และขัดขวางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งกินเนื้อสัตว์มาก สารพิษต่างๆ ก็จะเปลี่ยนถ่ายเข้ามาสะสมในตัวเรา จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ในที่สุด การกินเนื้อสัตว์มากๆ ยังเป็นสาเหตุของโรคอย่างหลอดเลือดอุดตัน ผนังหลอดเลือดแข็งตัว และโรคหัวใจ จากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลที่มีมากในเนื้อและไขมันสัตว์อีกด้วย ยิ่งกินน้อยลงเท่าไรจะยิ่งช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้มากเท่านั้น

5.หลับสบาย ถ่ายคล่อง

กระเพาะของเราย่อยผักผลไม้ได้ง่าย และใช้เวลาในการย่อยน้อยกว่าเนื้อสัตว์มากนัก การกินมังสวิรัติจึงช่วยลดภาระให้กับระบบย่อยอาหารไปในตัว นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีไฟเบอร์หรือเส้นใย ในขณะที่เนื้อสัตว์แทบไม่มีเลย อีกทั้งยังช่วยให้นอนหลับสนิทอีกด้วยนะ

หากท่านใดที่เป็นกังวลในเรื่องของการขาดสารอาหาร สามารถรับประทานจากเต้าหู้ ถั่วต่างๆ หรือเห็ดบางชนิด ก็ลองศึกษาข้อมูลของโปรตีนในรูปแบบของพืชต่างๆ ที่ให้คุณค่าทดแทนเนื้อสัตว์ได้

กรมิษฐ์ ธนิสรธเนศ ของสะสมสุดรัก แสนหวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580900

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

กรมิษฐ์ ธนิสรธเนศ ของสะสมสุดรัก แสนหวง

แรกเริ่มที่ตัดสินใจทาบทามให้ ไทร-กรมิษฐ์ ธนิสรธเนศ นักธุรกิจหนุ่มผู้นำเข้า แอตมอส (Atmos) ร้านรองเท้าชื่อดังจากญี่ปุ่นมาเปิดสาขาในไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่ชื่นชอบสะสมรองเท้ารุ่นหายาก ไม่ต้องบินไปตามหาถึงต่างประเทศอีกต่อไป มาโชว์ของสะสมแสนรัก ก็แอบเดาเล่นๆ ในใจว่า ไทรคงจะขนสนีกเกอร์รุ่นหายากมาอวดโฉมให้ได้อิจฉาเล่น แต่หลังจากไทรค่อยๆ ลำเลียงของสะสมที่ออกมาให้ดูทีละชิ้น กลับพบว่านอกจากสนีกเกอร์แสนรัก เขายังเป็นนักสะสมทั้งของเล่นและงานศิลปะตัวยง

“ผมชอบสะสมอะไรที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น เป็นความชอบส่วนตัวมาตั้งแต่เด็กอายุ 11 ขวบ ก็เริ่มสะสมของเล่นแล้ว เริ่มจากพวกหุ่นสตาร์วอร์สก่อน มีทั้งซื้อจากที่ร้านและที่ซื้อตามอีเบย์บ้าง สมัยเด็กผมไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้ว่าราคาของเล่นที่ผมชอบอาจจะแพงกว่าของเล่นทั่วไป แต่ที่ซื้อเพราะผมไม่อยากมีของเล่นเหมือนกับคนอื่น” ไทรบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี ถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสะสมของเล่น

“สมัยก่อนเมืองไทยไม่ได้มีร้านของเล่นมากมาย เวลาจะหาซื้อแต่ละทีก็อาจจะยาก แต่โชคดีที่ผมเรียนที่สิงคโปร์ เลยไม่ค่อยมีปัญหา จากจุดเริ่มต้นที่สะสมพวกสตาร์วอร์ส ผมค่อยๆ เปลี่ยนมาสะสมพวกดีไซเนอร์ทอย ศึกษาค้นคว้ามาเรื่อยๆ ก็กลายเป็นพวกแพ้คำว่า คอลเลกชั่นพิเศษ หรือมีจำนวนจำกัด แต่ทุกชิ้นผมซื้อเพราะเริ่มต้นจากความชอบก่อน มีบ้างที่ซื้อเพราะมองไปถึงการลงทุนในอนาคต แต่ก่อนซื้อก็ต้องศึกษาดูก่อนว่าศิลปินที่ออกแบบเป็นใคร เรื่องราวเบื้องหลังเป็นอย่างไร ถ้าสรุปแล้วยังชอบก็ซื้อ อย่างน้อยบางตัวซื้อเก็บไว้ มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่านำเงินไปฝากไว้กับธนาคารอีก”

จวบจนวันนี้ความชอบในวัยเด็กก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของไทร เพียงแต่ขอบข่ายความชอบขยายมาสู่ความรักในงานศิลปะ โดยเฉพาะพวกงาน Contemporary Art ด้วย ซึ่งไทรบอกว่างานศิลปะพวกนี้ ถ้าจะมองว่าเป็นการลงทุนแบบหนึ่งก็ได้ เพราะสามารถนำไปเปิดประมูลตามบริษัทจัดการประมูล (Auction House) ได้เหมือนกัน

งานนี้ไทรไม่พูดเปล่า แต่นำภาพ Running Chum ของศิลปินสตรีทอาร์ตที่ชื่อ คอวส์ (Kaws) ที่เจ้าตัวแสนหวงมาโชว์

“รูปนี้มีแค่ 36 ชิ้นในโลกเท่านั้น ของผมเป็นภาพพิมพ์ที่มีลำดับเลข 31/36 ได้มาเมื่อ 2 ปีก่อน ผมชอบคอวส์มาตั้งแต่เขายังไม่ดัง ซึ่งส่วนใหญ่ผลงานของเขาจะผลิตไม่เยอะอยู่แล้ว ผมชอบไอเดียของเขาที่สามารถดึงเอาของเล่นหรือภาพวาดมาทำเป็น 3 มิติ (3D) ได้อย่างน่าสนใจ อย่างรูปนี้ผมซื้อที่นิวยอร์ก โชคดีได้เพื่อนช่วยหาให้ น่าจะเป็นหนึ่งชิ้นที่หายาก และราคาค่อนข้างสูง ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินพร้อมจ่ายก็ซื้อได้ เพราะคนที่เป็นเจ้าของส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากขาย อย่างรูปนี้ผมว่าที่เมืองไทยก็ไม่น่ามีใครมีครับ”

เรียกน้ำย่อยด้วยการเกริ่นถึงความเป็นแรร์ไอเท็มของภาพแล้ว ไทรยังอัพมูลค่าของผลงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำไปใส่กรอบไกลถึงฮ่องกง

“ที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปใส่กรอบถึงฮ่องกง เพราะที่เมืองไทยไม่มีร้านที่รับใส่กรอบรูปที่เป็นอะครีลิก มิวเซียมเกรด ซึ่งมีจุดเด่นคือ น้ำหนักของตัวกรอบจะเบากว่ากระจก ที่สำคัญ ด้วยกรรมวิธีของเขา ทำให้รูปเรามีตำหนิน้อยที่สุด ได้มาตรฐานเดียวกับงานที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ถึงเรียกว่า มิวเซียมเกรด เพราะราคาต่อ 1 ตารางเมตรก็ค่อนข้างสูง เฉพาะค่ากรอบก็เกือบ 4 หมื่น ตอนนั้นผมเอารูปไปทำ แล้วอีก 14 วันค่อยบินไปรับ ทุกวันนี้ผมแขวนรูปนี้ไว้ที่ออฟฟิศ”

เปิดฉากด้วยงานศิลปะไปแล้ว ชิ้นต่อมา ไทรเลือกนำสเกตบอร์ดจากแบรนด์ ดิออร์ ออมม์(Dior Homme) มาให้ได้ชม

“ผมซื้อมาทั้งเซตพร้อมกัน เพราะส่วนตัวผมชอบแบรนด์ ดิออร์ ออมม์ อยู่แล้ว พอเห็นว่า ชิ้นนี้เป็นการหลอมรวมความเป็นแฟชั่นเข้ากับความเป็นสตรีทก็ยิ่งชอบ ผมซื้อจากที่ ดิออร์ ออมม์ เมืองไทยนี่แหละ ซึ่งอันนี้ถึงจะเป็นคอลเลกชั่นที่ 2 แต่ก็ค่อนข้างเป็นไอเท็มที่หายาก ผลิตออกมาไม่มาก เจาะตลาดนิชมากๆต้องเป็นคนที่ชอบสเกตบอร์ดและ ดิออร์ ออมม์ด้วย ซึ่งผมคือ หนึ่งในนั้น ตอนนี้ก็เอามาเป็นของตกแต่ง ตั้งโชว์ที่บ้าน”

ผ่านของรักของหวงมาครึ่งทางแล้ว มาถึงรองเท้าผ้าใบคู่ใจที่ไทรขนมาให้ได้ยลกัน 2 คู่ เริ่มจากรองเท้า Animal Pack 2.0 Nike Air Max 1 เป็นรุ่น Atmos Exclusive ผลิตขึ้นหลังจากเปิดร้านแอตมอส แบ็งค็อก (Atmos Bangkok) ได้ 2 สัปดาห์

“ทั่วโลกน่าจะมีอยู่ 3-5 หมื่นคู่ แต่เราได้มาขายที่ไทย 120 คู่ ส่วนคู่นี้ผมซื้อที่ญี่ปุ่นก่อนจะนำเข้ามา ผมชอบคู่นี้เพราะเทกเจอร์ของรองเท้าดูเหมือนเป็นขนสัตว์หลายๆ ชนิดมาประกอบกัน ทั้งยีราฟ ม้าลาย และเสือ ส่วนใหญ่เวลาผมได้รองเท้ามาใหม่ต่อให้เป็นรุ่นหายากผมก็ใส่นะ ใส่ลุยทุกคู่ ผมไม่ใช่แนวซื้อมาเก็บสะสมไว้ ตอนนี้ผมมีรองเท้าผ้าใบรวมๆ น่าจะประมาณ 80 คู่ มีทั้งรุ่นธรรมดาและรุ่นหายาก คละกันประมาณครึ่งๆ”

เปิดตัวด้วยการคัดรองเท้ารุ่นหายากมายั่วใจนักสะสมแล้ว ไทรขอเขย่าหัวใจนักสะสมอีกคู่ ด้วย Nike Air Max 1 ATMOS Elephant ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2007 แต่คู่ที่เอามาโชว์เป็นเวอร์ชั่นสองที่ทำออกมาวางจำหน่ายเมื่อปี 2017 ซึ่งไทรได้ครอบครองตอนที่รองเท้าคู่นี้มาเปิดตัวที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีประมาณ 5 หมื่นคู่ทั่วโลกเท่านั้น

ชวนคุยพอเป็นน้ำจิ้มมาถึงตรงนี้ ไทรถือโอกาสหักมุมด้วยการอวดโฉมของรักแสนหวงที่เอาอะไรมาแรกก็ไม่ยอม นั่นคือ กองทัพ Secret Base’s “X-Ray MC Supersized” ของสะสมที่คนนอกวงการมองแล้วอาจเผลอหลุดปากเรียกว่า นี่มั่นโมเดลแมคโดนัลด์ชัดๆ

“จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ” ไทรตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “วันนี้ผมขนมาแค่ 15 ตัว จริงๆ ที่บ้านผมมีสะสมไว้ 60 กว่าตัว มีทั้งที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่มีแค่ไม่เกิน 100 ชิ้นบนโลก บางตัวมีขายที่ญี่ปุ่น หรือนิวยอร์กเท่านั้น เท่าที่เริ่มสะสมมา 4 ปี ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าไม่น้อยครับ ผมค่อยๆ สะสม เวลาเดินทางไปไหนก็ไปเดินหา บางครั้งเจอตัวที่คล้ายๆ ที่มีอยู่ ผมก็ยอมซื้อนะ แล้วค่อยกลับมาเทียบทีหลัง เพราะบางทีอาจจะมีจุดที่แตกต่างกันแค่เล็กน้อย อย่างน้อยซื้อมาก่อน ถ้าซ้ำค่อยมาขาย อย่างเมืองไทยเท่าที่รู้ก็มี มาริโอ้ เมาเร่อที่สะสมเหมือนกัน”

ถามว่าการจะได้เป็นเจ้าของลิมิเต็ด พีซแบบนี้ ต้องเป็นเจ้าบุญทุ่มขนาดไหน ไทรเฉลยแบบไม่กั๊กว่า ก็ต้องสู้ราคาในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องศึกษาข้อมูลด้วยว่าในอนาคตซื้อแล้ว ของชิ้นนี้มีแนวโน้มจะขึ้นมั้ย

“ถ้าขึ้นก็ซื้อ แต่ถ้าไม่ขึ้นมาก แถมราคาสูงแบบโอเวอร์เกินไปก็อาจจะไม่ซื้อ เพราะต้องบอกก่อนว่า ของทุกชิ้นที่ซื้อ ผมไม่ได้คิดว่าจะขาย แต่ซื้อเพราะความชอบ แต่ด้วยความชอบตั้งต้นนี่แหละ ทำให้ผมสนุกกับการค้นคว้า ศึกษาหาข้อมูล คอยอัพเดทตลอด ทำให้การสะสมของผมเหมือนเป็นการลงทุนไปในตัว ผมเองตื่นเช้ามาต้องเข้าไปดูเว็บที่เกี่ยวข้องกับของเล่นก่อนว่าวันนี้มีใครเอาอะไรมาขาย อย่างตอนนี้ผมเริ่มสนใจพวกวินเทจทอย สภาพอาจจะไม่ 100% แต่เสน่ห์ของมันก็อยู่ตรงนั้น ตอนนี้แหล่งเก็บของสะสมผมที่เป็นของเล่นอยู่ที่ออฟฟิศทั้งหมด เพราะเราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นเยอะ”

อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ที่คิดว่าอยากจะสะสมของเล่น เหมือนเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ไทรแนะนำว่า ก่อนอื่นให้มองหาดีไซเนอร์ของเล่นที่คิดว่าชอบสไตล์ก่อน จากนั้นจึงเริ่มสะสม อย่าใช้ราคาเป็นตัววัด เพราะอย่างน้อยถ้าซื้อจากความชอบ ในอนาคตต่อให้ราคาจะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหา ที่สำคัญอย่าซื้อโดยไม่มีความรู้เด็ดขาด

“ความสุขของผมในการสะสมของพวกนี้ คือ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกที่มีเสน่ห์ ได้ใช้เวลาและความอดทนในการเก็บของแต่ละชิ้นที่มีเรื่องราวให้เรียนรู้ ที่สำคัญไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวแล้วจะหาซื้อได้” ไทรทิ้งท้าย

หัวใจวาย ป้องกันและรับมืออย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580742

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 09:49 น.

หัวใจวาย ป้องกันและรับมืออย่างไร

ทุกวันนี้คำว่า “หัวใจวาย” กับ “หัวใจล้มเหลว” ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย มีคำตอบเพื่อทุกคนจะได้รู้และตระหนักก่อนที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี เพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและทันการณ์

ผศ.นพ.สุรพันธ์ สิทธิสุข ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายและหัวใจล้มเหลวว่า หัวใจวาย หมายถึงการทำงานของหัวใจสิ้นสุดลง ก็คือหัวใจหยุดเต้น หยุดบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย อวัยวะทุกอย่างจะหยุดทำงานตามไปด้วย อาการนี้ร้ายแรงเกิดขึ้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการกู้ชีวิต ก็จะถึงแก่ความตายทันที

“สำหรับ หัวใจล้มเหลว เป็นภาวะที่เกิดจากหัวใจทำงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น การบีบตัวของหัวใจอ่อนลง หรือหัวใจขยายตัวไม่ดี ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอ เกิดการคั่งของน้ำในปอด มีน้ำท่วมปอด ขาบวม มีน้ำในท้อง ตับโต ซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งอาการของหัวใจล้มเหลวมีตั้งแต่อาการจากน้อยจนถึงอาการหนักมาก เช่น เหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้”

ผศ.นพ.สุรพันธ์ กล่าวว่า หัวใจวายที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหันเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ทั้งที่เป็นโรคที่หัวใจเองและโรคอื่นที่มีผลกระทบร้ายแรงมาที่หัวใจ โรคที่เป็นพันธุกรรมจากกำเนิด หรือโรคที่เกิดขึ้นภายหลังก็ทำให้เกิดหัวใจวายได้ สามารถเกิดได้ทั้งในคนที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจ และในคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจอยู่นานแล้ว รวมทั้งสามารถเกิดกับนักกีฬาที่ลงแข่งในสนาม ซึ่งมีร่างกายฟิตแข็งแรงมากได้ด้วย

“สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ หัวใจวายที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด มักพบในผู้ใหญ่อายุกลางคนขึ้นไป พบบ่อยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ได้แก่ผู้ที่เป็นเบาหวาน สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง มีภาวะไขมันในเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจอุดตัน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น”

ผศ.นพ.สุรพันธ์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากภาวะหัวใจวายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่การสูญเสีย จึงต้องหาทางป้องกันและรับมือเตรียมพร้อมไว้ก่อนเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จะได้ผ่อนหนักเป็นเบา หรือรับมือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการป้องกันและรับมือไม่ใช่จะต้องทำเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคอะไร รวมทั้งญาติรอบข้างทุกคน ก็ควรเตรียมการให้พร้อมด้วย มีข้อแนะนำ ดังนี้

1.ตรวจหาความเสี่ยงของตัวเราเอง รวมทั้งญาติพี่น้องในครอบครัวว่ามีใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวายได้หรือไม่ เช่น ดูอายุสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โดยการตรวจเช็กร่างกายประจำปีทุกปีในคนอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป หากมีประวัติการตายที่ไม่ทราบสาเหตุในครอบครัวหรือประวัติหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจตีบก็อาจตรวจหาความเสี่ยงในอายุที่น้อยกว่านี้ก็ยิ่งเป็นการดี หากพบปัจจัยเสี่ยงใดๆ ควรรีบดำเนินการควบคุมทุกปัจจัยเสี่ยงให้ดี

2.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกู้ชีพ ปัจจุบันมีการเปิดอบรมทักษะการกู้ชีวิตในเชิงปฏิบัติให้แก่ประชาชนทั่วไปในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่ง ควรหาโอกาสอ่านภาคทฤษฎี ดูวิดีโอและไปฝึกปฏิบัติด้วย โดยมองหาโรงพยาบาลใกล้บ้าน และศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ถ้าเกิดหัวใจวายขึ้น เราจะมีคนช่วยกู้สถานการณ์ให้รอดพ้นไปได้

“รวมทั้งมองหาตำแหน่งของอุปกรณ์ช่วยในการกู้ชีพ คือ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจกึ่งอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator หรือ AED) ที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า สนามบิน โรงพยาบาลและสถานที่ราชการขนาดใหญ่ ควรดูวิดีโอสาธิตการใช้เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งการจะกู้ชีวิตคนที่เกิดหัวใจวายต้องกระทำทันทีและควรหาเครื่อง AED มาช่วยภายในเวลาอันสั้น จึงควรต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้พร้อม หัวใจวายจะเกิดกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ทุกสถานที่จึงควรเตรียมการป้องกันและรับมือให้ทันท่วงที”

เลือกบัตรเครดิต ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580741

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 09:41 น.

เลือกบัตรเครดิต ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

การบริหารการเงินในครัวเรือน ถือเป็นเรื่องสำคัญ เป็นทักษะในชีวิตที่ควรจะมี คนที่มีวินัยทางการเงินส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ปัจจุบันนี้มีธุรกรรมทางการเงินต่างๆ มากมายให้เราเลือกใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น กองทุน หุ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องพื้นๆ อย่างการเลือกใช้บัตรเครดิต ถ้ารู้จักเลือกให้เหมาะ ใช้งานอย่างมีระเบียบวินัย ก็จะได้ประโยชน์ต่างๆ มากมายเกินคาด

ดังนั้น เราจึงต้องหาบัตรเครดิตที่ให้ผลประโยชน์กับเรามากที่สุด หรือให้ข้อเสนอส่วนลดพิเศษในสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่เราจะได้ใช้จริงๆ เพราะการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ไปรษณีย์ ทางโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งทางคอมพิวเตอร์ และสามารถใช้จ่ายได้ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด จะเห็นได้ว่าบัตรเครดิตมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตเรามากขึ้นทุกที โปรโมชั่นส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ นับวันก็ยิ่งมากขึ้น แน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบมากมาย

การหาบัตรเครดิตที่ถูกใจนั้นก็เหมือนกับการช็อปปิ้ง หาของที่ถูกใจ เราต้องหาบัตรเครดิตที่ให้ผลประโยชน์กลับมามากที่สุด หรือให้ข้อเสนอส่วนลดพิเศษในสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่จะได้ใช้จริงๆ ลองมาดูวิธีการเลือกบัตรเครดิตให้เหมาะสมกับตัวเราเองว่ามีหลักการอย่างไรบ้าง

1.เลือกบัตรเครดิตร่วมที่สถาบันการเงินออกร่วมกับองค์กรธุรกิจที่เราใช้บริการบ่อย เช่น บัตรเครดิตที่ออกร่วมกับบริษัทน้ำมัน กับห้างสรรพสินค้า หรือบัตรเครดิตที่ออกร่วมกับโรงพยาบาล เพราะบัตรเครดิตร่วมจะมีส่วนค้าลด หรือสิทธิประโยชน์พิเศษเมื่อเราใช้ซื้อสินค้า หรือใช้บริการขององค์กรธุรกิจนั้นๆ มากเป็นพิเศษ

2.เลือกบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นตรงกับไลฟ์สไตล์เรา เพราะบางครั้งการเลือกบัตรเครดิตร่วมที่สถาบันการเงินออกร่วมกับองค์กรธุรกิจที่เราสนใจอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ทั้งหมด ดังนั้นการพิจารณาดูที่โปรโมชั่นหรือสิทธิพิเศษก็เป็นทางเลือกที่ดี เราอาจเลือกบัตรเครดิตที่ทำโปรโมชั่นกับห้างสรรพสินค้าที่เราไปซื้อของเป็นประจำ เช่น โปรโมชั่นช็อป 1,000 คืน 1,000 กับ 3 ห้างดัง หรือการให้ผ่อนชำระโดยไม่เสียค่าดอกเบี้ย เป็นต้น

3.เลือกบัตรเครดิตสะสมไมล์ ถ้าเราเดินทางบ่อย ใครที่ชอบเดินทาง ก็อาจเลือกบัตรเครดิตที่สามารถเอาคะแนนไปแลกไมล์สะสมของสายการบินที่ใช้บ่อยๆ บัตรแบบนี้เหมาะกับผู้ที่ชำระหนี้บัตรเต็มจำนวนในกำหนดเวลา เพราะบัตรชนิดนี้มักจะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรทั่วไป แต่จะมีไมล์สะสม ให้สำหรับเงินทุกบาทที่ใช้ผ่านบัตร

4.สำหรับขาช็อปต้องเลือกบัตรเครดิตสะสมแต้ม เคยเป็นโปรโมชั่นสุดฮิตที่ผู้ออกบัตรเครดิตแทบทุกรายใช้กัน โปรโมชั่นนี้จะเหมาะกับเรามากถ้าเราเป็นคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเยอะ และไม่คิดจะมีหนี้บัตรเครดิต ยิ่งเราช็อปมาก ก็จะยิ่งมีคะแนนสะสมมาก ซึ่งคะแนนนี้สามารถนำไปแลกเป็นสิ่งของ หรือบริการ หรือแลกเป็นเงินสดคืนก็ได้ แล้วแต่ข้อกำหนดของบัตรนั้นๆ

5.โปรโมชั่นสุดฮิตต้องบัตรเครดิตคืนเงิน (Cash Back) ระยะหลังการให้คะแนนสะสมแต้มได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ เพราะหลายครั้งของที่ให้แลกก็ไม่โดน หรือต้องใช้คะแนนแลกสูงเกินไป ทำให้ช่วงหลังมีโปรโมชั่นคืนเงินให้กันตรงๆ เลย ไม่ต้องสะสมแต้มให้ยุ่งยาก โดยปกติโปรโมชั่นคืนเงินจะมีเงินคืนที่แตกต่างกัน แต่จะอยู่ที่ราวๆ .025-3% โดยขึ้นอยู่กับมูลค่าการซื้อ และสินค้า หรือบริการที่ซื้อ ส่วนการยกยอดเงินคืนให้จะเป็นรูปแบบใดบ้างนั้นเราก็ต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนด้วย

6.เลือกบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ บัตรเครดิตประเภทนี้เหมาะกับผู้ที่ประกอบธุรกิจ และใช้บัตรเครดิตในการทำธุรกิจต่างๆ โดยต้องการแยกค่าใช้จ่ายนี้ออกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว บัตรประเภทนี้มักจะมีส่วนลดให้ในร้านค้า หรือบริษัทพันธมิตรที่จะเป็นคู่ค้าทางธุรกิจของเราได้

7.เลือกชาร์จการ์ด บัตรที่เหมาะกับผู้ที่ไม่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิต เพราะบัตรประเภทนี้ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนทุกเดือน แม้ว่าชาร์จการ์ดมักจะมีค่าธรรมเนียมรายปีที่สูงกว่า แต่ก็มักจะมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ดึงดูดใจมากกว่าเช่นกัน

8.เลือกบัตรเครดิตที่มีจำนวนร้านค้าที่รับบัตรเยอะกว่า เราทำบัตรเครดิตก็เพื่อมาใช้จ่าย ถ้าโปรโมชั่นดีเลิศ แต่มีร้านค้าไม่กี่ร้านที่รับบัตร ก็ดูเหมือนจะไม่คุ้ม เปรียบได้กับการมีรถเก๋งคันหรู แต่ไม่มีปั๊มให้เติมน้ำมัน รถก็วิ่งไม่ได้อยู่ดี

9.เลือกบัตรเครดิตที่สะดวกในการชำระเงิน ความสะดวกสบายในการชำระเงินก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรคำนึงถึง บัตรเครดิตส่วนใหญ่มีทางเลือกให้ชำระผ่านหลายช่องทาง ทั้งเคาน์เตอร์ธนาคาร ธนาคารทางอินเทอร์เน็ต หรือธนาคารทางโทรศัพท์มือถือ หากเป็นการชำระกับสถาบันการเงินที่เป็นผู้ออกบัตรก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียม

10.เลือกบัตรเครดิตที่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยมากที่สุด บัตรเครดิตแต่ละยี่ห้อมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 45-55 วัน ต่างกัน 10 วัน หรือ 22% เลยทีเดียว ระยะปลอดหนี้สำหรับบัตรเครดิตประกอบด้วยระยะเวลา 2 ช่วง คือ ระยะเวลานับจากวันใช้จ่ายจนถึงวันสรุปยอดบัญชี และระยะเวลานับจากวันสรุปยอดบัญชีถึงวันกำหนดชำระเงิน

11.เลือกบัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ยต่ำ ถ้าคิดว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้เต็มจำนวนในทุกๆ รอบบัญชี ก็ควรเลือกทำบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินที่คิดดอกเบี้ยต่ำเอาไว้ก่อน ถึงแม้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีบ้าง ก็ยังดีกว่าการต้องไปเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงๆ

12.เลือกบัตรที่ค่าธรรมเนียมรายปีต่ำ หรือยกเว้น ถ้าคิดว่าสามารถจ่ายหนี้ได้ตามจำนวนที่ใช้จริงในทุกรอบบัญชี การเลือกบัตรเครดิตดอกเบี้ยต่ำก็ไม่มีประโยชน์ เราควรมองหาบัตรที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือค่าธรรมเนียมรายปี