ไฮเอนด์ สไตล์มาร์เก็ตเตอร์ จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580736

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 09:10 น.

ไฮเอนด์ สไตล์มาร์เก็ตเตอร์ จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์

ครีเอทีฟแบรนด์ฝีมือดี จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองกรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาดเกษรวิลเลจ ทำหน้าที่ดูแลในส่วน ไฮเอนด์และไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตเตอร์มากประสบการณ์ ที่เคยคร่ำหวอดอยู่ในวงการเอเยนซีโฆษณาอย่าง เบดส์ เอเชีย ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอเยนซีโฆษณาชื่อดังอันดับ 1 ของโลกอย่าง WWP

ก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นด้วยตำแหน่งเฮด ออฟ ดีพาร์ตเมนต์มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ บริษัท คลับ 21 (ประเทศไทย) ดูแลการสื่อสารการตลาดและกลยุทธ์ทางการตลาดให้ “คลับ 21” แบรนด์แฟชั่นและเครื่องแต่งกายไฮแบรนด์ทั้งหลายจากต่างประเทศ

ก่อนจะมาอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศูนย์การค้าเกษรด้านการวางกลยุทธ์และการสื่อสารทางการตลาดทั้งรีเทลมาร์เก็ตติ้ง อีเวนต์ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ รวมถึงดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โดยนำความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารและสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ “Happening” ใหม่ๆ ให้กับศูนย์การค้าเกษร รวมถึงประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของศูนย์การค้าเกษร มาเป็น “เกษรวิลเลจ” จนปัจจุบันกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ใจกลางกรุง

ดีกรีศึกษาจบปริญญาโท ด้านการจัดการบริหารธุรกิจที่ San Francisco State University รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ซึ่งแต่ละงานล้วนเป็นสิ่งใหม่ที่ท้าทายต่อมครีเอทีฟของจิรัสย์ตลอดเวลา

“งานที่ผมทำปัจจุบันในฐานะศูนย์การค้าคือภาพจะกว้างกว่าแตกต่างจากตอนทำแบรนด์หรือตอนอยู่เอเยนซี เพราะแต่ละแบรนด์ก็มีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ตอนทำแบรนด์เราต้องดูกลยุทธ์ของแบรนด์ ดูว่าแบรนด์นั้นอยู่ประเทศ Global Driver เป็นยังไง เพราะเราจะทำการตลาดโดยใช้กฎเดียวกันทั่วโลกไม่ได้ เพราะโปรไฟล์ของลูกค้าต่างกัน ลูกค้าก็ให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ที่ต่างกัน รวมถึงความประทับใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ก็ต่างกัน อย่างตอนที่คลับ 21 ผมทำนานถึง 8 ปีครึ่ง ก่อนที่จะย้ายมาดูการตลาดให้เกษรวิลเลจ

สไตล์การทำงานของผมคือการให้อิสระกับทีมในการคิด เราจะตกลงกันในเรื่องกลยุทธ์และผลลัพธ์ที่อยากได้ ส่วนวิธีการทุกคนสามารถบริหารให้ประสบความสำเร็จในสไตล์ของตัวเองได้เลย ผมชอบทำงานกับคนคิดบวกที่ใช้เหตุผลและมีสติ เพราะผมเชื่อในหลักปรัชญาด้านพลังบวก เวลาเราทำอะไรเบสออนการคิดบวก แล้วจิตใจเราจะมีพลังดีเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีตามมา

ผมจะไม่เลือกทำงานกับคนที่บ่นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก หรือคิดลบไปซะทุกอย่างก็จะไม่ดี คือถ้าเราหาจุดสมดุลให้เจอในทุกอย่าง ผลลัพธ์ก็จะออกมาดี อีกอย่างคือเรื่องมายด์เซต ผมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ผมชอบทำงานกับคนยุคมิลเลนเนียล คือเป็นกลุ่มคนที่สมาร์ทในการทำงาน ฉลาดในการหาเงิน มีการใช้เงินในไลฟ์สไตล์ทั้งการท่องเที่ยว ใช้ข้าวของดีมีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ในการท่องเที่ยว ถึงแม้บางคนอาจจะไม่ได้อยู่ในเจเนอเรชั่นนี้ หรือบางคนอายุ 40 กว่าๆ ก็สามารถมีมิลเลนเนียล มายด์เซตได้เหมือนกัน หากเรามีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นแบบนั้น”

ด้วยรสนิยมที่เหมาะสมกับงานที่ทำของจิรัสย์ ทำให้การทำงานด้านไฮเอนด์และไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตเตอร์เป็นเรื่องสนุกสนานมาก เพราะหน้าที่ของเขาคือผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นที่เกษรวิลเลจ เนื่องจากแต่ละคนให้คุณค่าในแต่ละสิ่งที่ไม่เหมือนกัน คนเราจึงมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

“บางคนให้คุณค่ากับความทรงจำในรูปแบบของรูปถ่ายหรือโมเมนต์ต่างๆ ในการเดินทาง เขาอาจจะลงทุนซื้อกล้องไลก้าตัวละ 3 แสนบาท แล้วบอกว่าคุ้มค่าที่จะใช้บันทึกเรื่องราวนั้นๆ ไว้ในรูปที่สวยงาม หรือบางคนมองว่าการใช้กล้องไลก้าแล้วมีเรื่องพูดคุย สามารถสร้างคอมมูนิตี้กับคนที่ชอบอะไรเหมือนกันได้

หน้าที่หลักของผม คือ การสร้างกิจกรรมให้กลุ่มคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาอยู่ในคอมมูนิตี้เดียวกัน (Likemined Community) รวมถึงสร้าง Consumer Engagement Space ร่วมกับแบรนด์ จัดนิทรรศการภาพถ่ายจากไลก้า แกลเลอรี่ ซึ่งเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทยมาอยู่กับเรา หรือกิจกรรมสำหรับคนรักงานศิลปะ เช่น อาร์ตแกลเลอรี่จากศิลปินไทยชื่อดังระดับโลกอย่าง ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล เป็นต้น

หรือการสร้างคอมมูนิตี้เรื่องไวน์ เป็นการรวมผู้คนที่ชื่นชอบเรื่องไวน์มาอยู่ด้วยกัน เช่น งาน Gaysorn Les Vendanges ที่รวบรวมอาร์ทิซานไวน์จากหลากหลายแหล่งมาให้ลูกค้าชิมในงานของเรา หรือร้าน Riedel Wine Bar จากประเทศออสเตรีย ที่มีที่แรกและที่เดียวในโลกที่เกษรวิลเลจ มาให้คอไวน์ได้ชิมอาร์ทิซานไวน์ หรือออร์แกนิกไวน์กว่า 40 เลเบิล โดยสามารถเลือกชิมเป็นแก้วได้ กิจกรรมเหล่านี้ที่เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ที่หลากหลายในด้านรสนิยมของลูกค้าของเกษรวิลเลจ”

ดังนั้นหลักการทำแบรนด์ดิ้งของเกษรวิลเลจจึงมีความชัดเจนมาก เรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร เกษรวิลเลจจึงเป็นศูนย์การค้าที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน

“แม้เกษรวิลเลจจะเป็นศูนย์การค้าที่เล็ก แต่เราเปลี่ยนความเล็กให้กลายเป็นความ Boutique เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Taste หรือรสนิยมค่อนข้างเยอะ ลูกค้าเราไม่ชอบอะไรที่แมส ดังนั้นการสื่อสารของเรา เราเน้นเรื่องของ Passions และ Likeminded Community เข้าใน Consumer Insights และ Future Consumer เป็นอย่างดี นอกเหนือจากนั้นเรายังให้ความสำคัญกับทุกประสบการณ์เวลาลูกค้าอยู่ในศูนย์

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบ งานศิลปะ หรือวัสดุการตกแต่งอาคารที่ใช้เราให้ความสำคัญกับความประณีตงดงาม ซึ่งทุกอย่างต้องไปด้วยกันได้ เช่น ถ้าลูกค้าขับรถเข้าศูนย์เราก็จะมีบริการพนักงานมารับรถ มีบริการกดลิฟต์ให้ มีพนักงานต้อนรับอย่างดี พนักงานเราสามารถจดจำชื่อลูกค้าประจำได้ เรามีลูกค้าทั้งแบบสมาชิกวีไอพีระดับไดมอนด์ ที่ใช้จ่าย 1 ล้านบาท ใน 3 เดือน จึงได้เป็นลูกค้ากลุ่มไดมอนด์ ลูกค้ากลุ่มนี้ปีหนึ่งจะซื้อนาฬิกาและจิวเวลรี่เป็นส่วนใหญ่ จะชื่นชอบทั้งไวน์ ศิลปะ และวัฒนธรรมการกินอาหารในรูปแบบต่างๆ

นอกจากนี้ เรายังมีลูกค้ากลุ่ม Elite คือกลุ่มที่มียอดใช้จ่าย 1 แสนบาท ภายใน 3 เดือน กลุ่มนี้จะชื่นชอบสินค้าอย่างแฟชั่นแบรนด์ และแอกเซสซอรี่หรือชอบเครื่องเสียง เช่น แบงก์ แอนด์ โอลาฟเซ่น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและมีรสนิยมที่ชัดเจน”

เมื่อการทำงานด้านการตลาดต้องตีโจทย์ของลูกค้าให้แตก ทำให้การทำงานของจิรัสย์เป็นเรื่องที่ท้าทาย การตื่นเช้ามาทำงานของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น มีความสุขที่ได้ตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน แต่การทำงานกว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแบบนี้เขาก็พบเจออุปสรรคในการทำงาน คือ ก่อนที่จะเปลี่ยนจากเกษรพลาซ่ามาเป็นเกษรวิลเลจ ซึ่งเปลี่ยนคอนเซ็ปต์มาได้ 2 ปีแล้ว

จากเมื่อก่อนเกษรเป็นเฮาส์ ออฟ ลักซ์ชัวรี่ คือเป็นศูนย์รวมความหลากหลายของแบรนด์ลักซ์ชัวรี่ แต่เมื่อเกษร ทาวเวอร์สร้างเสร็จ จึงเปลี่ยนมาเป็นเกษรวิลเลจ มีทั้งส่วนที่เป็นออฟฟิศ มีส่วนรีเทลที่มีบริการบิวตี้ต่างๆ ที่เรียกว่าเกษร เออร์เบิล รีทรีต เป็นศูนย์รวมสปาที่มีนวัตกรรมด้านความงามจากหลากหลายแบรนด์ความงามที่อยู่ในเกษรวิลเลจ อาทิ ปัญญ์ปุริ เวลเนส เซ็นเตอร์ วอนจิน คลินิกชื่อดังจากประเทศเกาหลีมาเปิดให้บริการ

“ที่ตั้งของตึกเราเหมือนเดิม แต่เราเปลี่ยนรับไลฟ์สไตล์ของคนมากขึ้น เพื่อรองรับคอมมูนิตี้ใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล เอเยนซี ที่มาอยู่กับเรา รวมทั้งบริษัทสมัยใหม่อีกหลากหลายบริษัท นอกเหนือจากนั้นเราอยากทำให้เกษรวิลเลจเป็นคอมมูนิตี้ของนักท่องเที่ยวที่มาย่านราชประสงค์ ให้ได้รับรู้ถึงวัฒนธรรมที่อยู่ในย่าน เช่น องค์เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ผู้คนศรัทธา ถึง 8 แห่ง เรามีผู้ประกอบการหลากหลายถึง 18 ตึกที่เชื่อมต่อด้วยราชประสงค์วอล์ก

เราอยากทำให้จุดนี้เป็นแบงค็อก ดาวน์ทาวน์ เพราะเรามีแหล่งช็อปปิ้งครบครัน ตั้งแต่ราชประสงค์ไปถึงประตูน้ำ เรามีชุมชน มีคลอง มีพาร์ค เป็นคอมมูนิตี้ที่มีออฟฟิศ เราอยากสร้างความประทับใจในย่านราชประสงค์ให้มีความแตกต่างจากย่านช็อปปิ้งอื่นกับนักท่องเที่ยว สำหรับเกษรวิลเลจ โจทย์ที่ยากที่สุดคือการบริหารศูนย์การค้าให้ยังคงความเป็นบูทีคอยู่และจับกลุ่มคนที่ใช่ หรือกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบของเกษรวิลเลจให้ทุกคนมาที่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่นี่แล้วกลับบ้านไปอย่างมีความสุข”

อย่างไรก็ดี หลักการทำงานการบริหารทีมทั้งหมด 30 คน หากเขาอยากได้อะไร จิรัสย์จะส่งการบ้านให้ลูกน้องไปหาวิธีทำให้งานสำเร็จ เพราะแต่ละคนจะมีวิธีคิดของตนเอง แต่หากหาวิธีไม่ได้เขาจะช่วยไกด์ให้ เพราะหัวหน้างานที่ดีต้องพร้อมที่จะเป็นโค้ชชิ่งให้น้องๆ มีการเรียกมาสอน ทำทุกอย่างต้องมีเหตุผล ซึ่งทั้งลูกน้องและหัวหน้าต้องปรับตัวให้อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่าองค์กรของตัวเองมีเทสต์เป็นอย่างไร หากเข้าใจตรงกันแล้วการทำงานจะง่ายขึ้น

“การสื่อสารด้านการตลาดทำอะไรต้องมีสตอรี่ ข้อมูลที่ป้อนให้ลูกค้าต้องลึกเพราะลูกค้ามีรสนิยมที่ดี ลูกค้าฉลาดและมีเทสต์เราต้องให้เกียรติลูกค้า และลูกค้าจะเชื่อมั่นในตัวเราและแบรนดิ้งของเรา”

พิจาริน วิริยะศักดากุล เยาวชนดนตรีคนเก่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580637

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

พิจาริน วิริยะศักดากุล เยาวชนดนตรีคนเก่ง

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“เลือกที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ แล้วเราก็จะมีความสุข นี่ไม่เกี่ยวกับรางวัลหรืออะไรทั้งสิ้น” พิจาริน วิริยะศักดากุล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นักศึกษาปีที่ 4 สาขาขับร้อง (Perform Classic) ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการประกวด SET เยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 ประจำปี 2561 กล่าว

เวทีนี้ไม่ธรรมดา อยากรู้จักสาวน้อยไม่ธรรมดาคนนี้แล้วสิ !

พิจาริน หรือ เกเก้ วัย 22 ปี เล่าว่า เรียนร้องเพลงมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่พรี-คอลเลจ มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นเรียนร้องเพลงอย่างจริงจัง นับถึงปัจจุบันเรียนสาขาขับร้องมาได้ 7 ปีเต็ม แนวขับร้องเป็นแนวคลาสสิกหรือเพอร์ฟอร์มคลาสสิกนั่นเอง นักร้องที่โปรดปราน คือ Anna Netrebko และ Fritz Wunderlich

“เลือกเรียนแนวคลาสสิก เพราะความชอบ เคยเห็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยร้องเพลงแนวนี้ ก็คิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากทำ แล้วพอเรียนจริงๆ ก็ชอบจริงๆ”

สำหรับการเรียนดนตรี เกเก้เล่าว่า ต้องมีคือความมีระเบียบวินัยในตัวเอง ที่สำคัญต้องมีความรัก เพราะมันคือการเรียนอะไรซ้ำๆ เป็นปีๆ ซ้อมแล้วซ้อมอีก ทำแล้วทำอีกในสิ่งเดียวเป็นปีๆ หรือพูดให้ถูกคือหลายปี ถ้าไม่รักจริง เกเก้คิดว่าคงทำได้ยาก

ปัจจุบันหญิงสาวใช้เวลาเรียนในชั้นเรียนวันละ 4 ชั่วโมง และใช้เวลาฝึกซ้อมนอกห้องเรียนอีกไม่ต่ำกว่าวันละ 2 ชั่วโมง นอกจากวิชาขับร้องแล้วยังต้องเรียนภาษาต่างประเทศมากมาย เพราะในการร้องเพลงย่อมมีภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง จะร้องได้อย่างไรถ้าไม่เข้าใจในภาษาที่ร้อง ไม่สามารถออกเสียงหรือสำเนียงตามแบบเจ้าของภาษาได้ถูกต้อง

“รางวัลที่ได้ ต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา โดยตั้งแต่ ม.4 ที่ได้เข้ามาเรียนอย่างไม่รู้อะไรเลย จะเรียกว่าศูนย์ก็ได้ เกเก้เริ่มจากศูนย์อย่างแท้จริง แต่เพราะอาจารย์อดทนกับหนูมาก เชื่อมั่นในตัวหนูมาก นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

ขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน โดยเฉพาะท่านอาจารย์ Nancy Tsui-Ping Wei ซึ่งเชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์คนนี้ เมื่อได้ทราบข่าวว่าพิจารินได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที SET เยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย อาจารย์ดีใจมาก ก่อนหน้าที่จะเข้าแข่งขัน อาจารย์เคยบอกว่า ขอให้พร้อมที่จะแพ้หรือชนะ ขอให้พร้อมที่จะได้หรือไม่ได้รางวัล

“สำคัญกว่ารางวัล คือความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ อย่างน้อยการร้องเพลงของเราก็ต้องเก่งกว่าตอนเขียนใบสมัครแน่นอน”

ในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน เป็นการเจอกันของ Voice และผู้เข้าแข่งขันเครื่องดนตรีรวมกัน เกเก้เล่าว่า เธอตื่นเต้นมาก เดิมพันคือความไม่อยากอายน้องๆ ที่ร่วมแข่งขันด้วยกันในรายการเดียวกันนี้หลายคน เพราะถ้าตกรอบก็แย่เลยเหมือนกัน เตรียมตัวเองและเตรียมใจตัวเอง คิดว่า ชนะหรือแพ้ ที่สุดแล้วคือต้องเคารพกรรมการ

“คิดว่าได้รางวัลก็ดีนะ เพราะเราก็ปี 4 แล้ว หากที่สุดคือกรรมการที่จะเป็นผู้ตัดสิน เนื่องจากตามความคิดของหนูแล้ว เราแข่งกันหลายเครื่องดนตรี นักดนตรีต่างฝึกซ้อมกันมาอย่างดีทุกคน เก่งมากทุกคน ในฐานะผู้เข้าแข่งขันด้วยกัน ก็ต้องบอกว่า เคารพในความมีฝีมือของทุกคน สุดท้ายให้กรรมการเป็นผู้ตัดสิน”

สำหรับเพลงที่ใช้ร้องในการประกวด คือเพลง “Quel guardo, il cavaliere” from Don Pasquale by G.Donizetti โดยนอกเหนือจากความภาคภูมิใจอย่างยิ่งและเงินรางวัล ซึ่งเป็นทุนการศึกษาต่อด้านดนตรีแล้ว สิ่งที่เกเก้ได้รับจากเวทีระดับประเทศครั้งนี้ก็คือ ความเคารพตัวตนของคนอื่น การเคารพในการทุ่มเทของเพื่อนผู้เข้าแข่งขันด้วยกัน ในฐานะนักดนตรีด้วยกันคือการให้เกียรติกัน

ความฝันบนเส้นทางดนตรี เกเก้เล่าว่า อยากเป็นนักร้องโอเปร่า อยากทำงานด้านการร้องเพลงในต่างประเทศ รวมทั้งได้รับการยอมรับในฐานะนักร้องโอเปร่าคนหนึ่ง ปัจจุบันมีไอดอลหรือต้นแบบนักร้องไทยที่ล่วงหน้าไปบนเส้นทางนี้แล้ว รุ่นพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคน ที่ได้ไปใช้ชีวิตนักร้องในต่างแดน

ผู้สนับสนุนอันดับหนึ่งคือคุณแม่ ในช่วงแรกคุณแม่แอบมีความกังวลบ้าง แต่เกเก้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เรามีความชอบและความมุ่งมั่นในเส้นทางสายอาชีพดนตรีอย่างจริงจัง ปัจจุบันเกเก้อาศัยอยู่กับคุณแม่ นักธุรกิจ และน้องสาวอีก 1 คน

“คุณแม่เล่าว่า ตอนเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนดิสนีย์ เกเก้จะร้องเพลงตาม แม่เคยพาไปร้องเพลงประกวดเวทีป๊อป แต่ไม่ชอบ ต่อมาได้มีโอกาสดูยูทูบ และค้นพบแนวเพลงที่ชอบด้วยตัวเอง ก็บอกแม่ว่า เพลงคลาสสิกนี่แหละที่อยากเรียน”

อนาคตมีแผนจะเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยด้านดนตรีที่มีชื่อเสียง University for Music and Performing Arts, Vienna ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยครั้งหนึ่งมีโอกาสไปเรียนภาคฤดูร้อนที่นี่ โดยเกเก้จะเดินทางไปสอบในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้

“จะไปก่อนล่วงหน้าเพื่อติวกับอาจารย์ก่อน ตั้งใจมาก และคิดว่าชีวิตอนาคตก็คงเป็นไปบนเส้นทางนี้ ทำได้หรือไม่ได้ ยังไม่เคยเรียน ก็ตอบไม่ได้ แต่แพสชั่นและความทุ่มเทนั้น เต็ม 100% แน่นอน”

สุดท้ายสาวน้อยคนเก่งฝากบอกถึงรุ่นน้องที่มีความใฝ่ฝัน เธอขอให้คิดว่า แม้จะเป็นเด็กก็มีข้อดีคือความหิวกระหายในประสบการณ์ความรู้ ขอให้ทำเต็มที่ในทุกอย่างที่ทำได้ สำคัญคือขอให้นำตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย มองหากัลยาณมิตร ผู้ที่เชื่อในตัวเรา คนที่สามารถให้คำปรึกษา ช่วยเหลือแนะนำ

“ถ้ามีความฝันอยู่แล้ว ก็แค่หาคนสักคน ที่เชื่อมั่นในความฝันของเรา”

โยคะ แก้หลังคด ลดปวดหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580636

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

โยคะ แก้หลังคด ลดปวดหลัง

เรื่อง  วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ  วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงแรมแลนด์มาร์ค คุณแก็ก-ม.ล.จันทนิภา เกษมศรี วิทย์นลากรณ์ แม้อายุจะล่วงเลยเข้าวัยเลข 4 แล้ว แต่ยังสวยกว่าวัยและสุขภาพดี เธอเผยเคล็ดลับคือ ออกกำลังกายหลากหลายวิธีและฝึกโยคะ โดยได้ครูโยคะฝีมือดีถึง 3 คน มาเป็นติวเตอร์พิเศษ ได้แก่ Master Coach ด้านเวตเทรนนิ่ง หนุ่ย-นครินทร์ มะขามทอง Master Coach ด้านโยคะ ปู-ฤทธิไกร อาภาวรพัฒน์ และ Talented Program Cosch ครูปุ๋ม-อรอนงค์ ทองศิริ แห่งฟิตเนส เฟิรส์ท ทำให้กล้ามเนื้อเธอยิ่งเฟิร์มมากขึ้น อีกทั้งการฝึกโยคะ เวตเทรนนิ่ง ฯลฯ ยังทำให้แก้อาการออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี โดยยึดฟิตเนส เฟิรส์ท ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค เป็นสถานที่คลายเครียด ออกกำลังกาย

“จุดเริ่มต้นที่ทำให้แก็กเริ่มหันมาออกกำลังกายเริ่มเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เพราะอยากมีสุขภาพที่แข็งแรงเพราะแก็กป่วยง่าย เดี๋ยวปวดท้อง เป็นหวัด มีหลายคนแนะนำว่าการออกกำลังกายช่วยได้ เลยเริ่มเป็นสมาชิกของฟิตเนส เฟิรส์ท เวลามีคลาสบอดี้คอมแบต ปั่นจักรยาน จิมบอลแก็กก็เข้า โดยเฉพาะโยคะถึงกับต้องมีเทรนเนอร์ส่วนตัวถึง 2 ท่าน และฝึกเวตเทรนนิ่งเพื่อแก้ปัญหากระดูกสันหลังคดด้วย ซึ่งเป็นปัญหาด้านสรีระของแก็ก ประกอบกับใส่รองเท้าส้นสูงทำให้ปวดหลัง

ก่อนออกกำลังกายเทรนเนอร์จะต้องซักประวัติ และจุดประสงค์ในการออกกำลังกาย แก็กตอบเพื่อสุขภาพที่ดี ลดปัญหานอนไม่หลับ ปวดหลัง ทางเทรนเนอร์ก็จะแก้ปัญหาให้แก็ก คือเรื่องกระดูกคด โดยครูจะดีไซน์ท่าในการออกกำลังกายเพื่อให้หลังแข็งแรง ช่วยลดไขมัน การเคลื่อนไหวดีขึ้น การจัดสมดุลร่างกายดีขึ้น ลำตัวยืดหยุ่นดี ข้อต่อร่างกายดี เวลาขึ้นบันได ข้อต่อจะดังก๊อบแก๊บ แต่พอออกกำลังกายข้อต่อไม่ค่อยมีเสียงแล้ว อีกทั้งยังช่วยเรื่องจิตใจและสมาธิด้วย ดังนั้นโยคะจึงถูกจริตกับแก็กมากค่ะ”

นี่คือข้อดีของการฝึกโยคะที่ทำให้ ม.ล.จันทนิภามีสุขภาพที่ดี ปัญหานอนไม่หลับที่เป็นมาตั้งนานแทบจะหายปลิดทิ้ง นอกจากความสดชื่นและสุขภาพดีแล้วยังทำให้น้ำหนักจาก 57 กิโลกรัม ลดลงเหลือ 51 กล้ามเนื้อกระชับทั้งตัว โดยใน 1 สัปดาห์ เธอต้องแวะมาออกกำลังกายในเวลาที่สะดวก 3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ต่อไปนี้เป็นท่าฝึกโยคะที่ช่วย ม.ล.จันทนิภา แก้ไขปัญหาเรื่องข้อต่อตามร่างกายต่างๆ และเป็นท่าที่เหมาะกับอาการกระดูกสันหลังคดได้ดี แนะนำท่าโดย ครูปุ๋ม-อรอนงค์ Talented Program Coach แห่งฟิตเนส เฟิรส์ท

เริ่มที่ท่าแรก Chair Pose หรือท่าเก้าอี้ เป็นท่าพื้นฐานที่มีประโยชน์มากมาย ช่วยสร้างความแข็งแรงและกระชับกล้ามเนื้อส่วนสำคัญ เช่น ขา แขน หน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และสะโพก ท่านี้เหมาะกับทุกคน หากทรงตัวไม่ดี แค่แยกขาออกมากหน่อย คนรูปร่างใหญ่แค่กระชับตำแหน่งวางเท้าให้กว้างขึ้น ช่วยรับน้ำหนักตัวได้ดีขึ้น เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ท่านี้ดีต่อคนที่มีกล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรง ท่านี้ช่วยทำให้หัวใจเต้นได้ดีมาก

วิธีฝึก

1.ยืนตรง เท้าห่างกันเล็กน้อย

2.ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ แขนเหยียดตรง ไม่งอข้อศอก ประกบฝ่ามือเข้าหากันในท่าพนมมือ

3.ค่อยๆ ย่อเข่าลง และดันกระดูกเชิงกรานลง คล้ายๆ เวลาเราจะนั่งเก้าอี้

4.ค้างท่านี้ไว้ประมาณ 10-15 ลมหายใจเข้าออก

5.คลายท่าโดยยืดตัวขึ้นแล้วตามด้วยการลดมือลง

ข้อควรระวัง ผู้ที่บาดเจ็บหัวเข่าและข้อเท้าไม่ควรฝึก

ท่าที่ 2 ท่าตรีโกณ โยคะ ประโยชน์ของการฝึกท่านี้ คือช่วยยืดกล้ามเนื้อส่วนต้นขา น่อง เข่า ข้อเท้า ไหล่และหลัง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นอวัยวะภายในช่องทอง ทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ลดภาวะตึงเครียด ได้ดีอีกด้วย

วิธีฝึก

1.เริ่มต้นด้วยการยืนตัวตรง โดยให้มือทั้งสองประสานกันไว้แบบนมัสการ แยกเท้าให้ออกห่างกันประมาณ 1 เมตร แล้วเปิดปลายเท้าขวาออกด้านนอกทำมุม 90 องศา โดยให้เท้าซ้ายอยู่ประมาณกึ่งกลางเท้าขวา ให้ลำตัวช่วงบนอยู่ศูนย์กลางเข่า หายใจเข้าลึกๆ

2.หายใจออกแล้ววางมือขวาลงกับพื้น โดยให้ขนานกับเท้าซ้าย ส่วนมือซ้ายเหยียดชี้ขึ้นฟ้าโดยให้ขนานกับหัวไหล่ แหงนหน้าขึ้นมองไปยังที่ปลายนิ้วมือข้างซ้าย พยายามเปิดอกเปิดไหล่หรือยืดหลังให้ตรง ให้น้ำหนักตัวลงที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง มากกว่าลงน้ำหนักไปที่ฝ่ามือขวาที่วางราบกับพื้น ทำค้างไว้ 10-15 ลมหายใจเข้าออก โดยหายใจเข้าและหายใจออกตามปกติ

3.จากนั้นก็กลับมาสู่ท่ายืนตรงเหมือนตอนเริ่มต้นแล้วทำสลับข้าง

‘ปั้นดินให้เป็นดาว’ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากดอยสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580634

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

'ปั้นดินให้เป็นดาว' เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากดอยสูง

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

จากจุดเริ่มต้นคืนความสมบูรณ์ให้ผืนป่า และนำพาชาวบ้านให้หลุดพ้นจากวงจร “เจ็บ จน ไม่รู้” โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อส่งเสริมอาชีพสุจริตซึ่งเป็นหนทางที่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

มีการพัฒนาหน่วยธุรกิจสร้างผลิตภัณฑ์ 5 ธุรกิจ ในชื่อ “ดอยตุง” คือ อาหารแปรรูป คาเฟ่ดอยตุง หัตถกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์และบริการดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน หากผลกำไรที่แท้จริงนั่นคือ คน และชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีสร้างคุณภาพชีวิตให้ชุมชนได้ยั่งยืน

หลายๆ คนเลือกเป็นแฟนประจำของร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ ชื่นชอบทั้งผ้าทอ เซรามิก ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเลือกกระดาษสาแบรนด์ดอยตุงห่อของขวัญ หรืออวยพรปีใหม่ด้วยกระเช้าดอยตุง เทใจขอเป็นแฟนพันธุ์แท้กาแฟดอยตุง หรือจะกินถั่วแมคคาเดเมียก็ขอเลือกยี่ห้อนี้ (เท่านั้น)

วันนี้ผลิตภัณฑ์จากดอยสูงทั้ง 5 ธุรกิจ เติบโตแข็งแกร่ง สร้างสรรค์แบรนด์ให้แข่งขันกับสินค้าคุณภาพยอดเยี่ยมจากทั่วโลกได้ไม่แพ้ใครเลย

ดอยตุง แบรนด์สร้างชุมชนแกร่ง

“อย่าให้คนซื้อของเราเพราะสงสาร แต่ต้องทำให้ได้มาตรฐานและไม่ขาดทุน” คือพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นหลักคิดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพ ซึ่งโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยึดถือมาจนทุกวันนี้

ผสานภูมิปัญญาชาวบ้านกับการตลาดทันสมัย ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคม “ดอยตุง” (DoiTung) เลี้ยงตัวเองได้ วันนี้เติบโตแข็งแกร่งก้าวสู่ 2 ทศวรรษแล้ว

เซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ คือห้างยักษ์ใหญ่ที่มีผลิตภัณฑ์แบรนด์ดอยตุงวางจำหน่ายทุกชนิด ล่าสุดได้จัดทริป Tops Exclusive พาไปชมโรงงานเซรามิก โรงงานกาแฟ โรงงานกระดาษสา โรงงานทอผ้า ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ (กิจกรรมงานฝีมือ) โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระตำหนักดอยตุง อ.แม่จัน จ.เชียงราย

โรงฝึกอาชีพหัตถกรรมและอุตสาหกรรม ได้รับการพัฒนาที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชาย ทั้งมีการศึกษา หรืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คนสูงอายุแต่ยังทำงานได้ หรือคนหนุ่มสาว โดยการต่อยอดความชำนาญและภูมิปัญญาท้องถิ่น และเน้นการพัฒนา “เพิ่มมูลค่า” ผลิตภัณฑ์งานมือต่างๆ สร้าง “ห่วงโซ่มูลค่า” (Value Chain) ได้อย่างครบวงจร มีการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แม้ว่าโรงงานทอผ้าจะมีการใช้เครื่องจักรเพียง 1% เท่านั้น สร้างเอกลักษณ์และคุณภาพได้ตามที่ตลาดต้องการ

เริ่มต้นทริปที่โรงงานกาแฟดอยตุง ใครๆ ก็รู้จัก DoiTung ยี่ห้อกาแฟรสชาติมีเอกลักษณ์ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ คัดเลือกกาแฟจากประเทศบราซิล พันธุ์อราบิกาชั้นดี ปลูกบนพื้นที่สูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และปลูกอยู่ใต้ป่า ผ่านการเก็บและคัดเมล็ดด้วยมือ คั่ว บด อย่างพิถีพิถัน

ใครมาเยี่ยมโรงงานโรงคั่วกาแฟขนาดย่อม ก็จะได้ชิมกาแฟหอมกรุ่น มีกาแฟดอยตุงกาแฟคั่วบดดริปสุดฮิต มีเดียมโรสต์ 10 กรัม แพ็ก 6 ซอง ให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ในราคา 150 บาทเท่านั้น

กาแฟเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ปลูกขึ้นทดแทนการปลูกฝิ่น จากไร่ฝิ่นและฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมใน อ.แม่จัน วันนี้กลายเป็นป่ากาแฟ ซึ่งเป็นอีกโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่กำเนิดขึ้นในปี 2531 และในปี 2549 โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ทำการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กาแฟดอยตุง – Geographical Indication หรือ GI เพื่อรักษาสิทธิและป้องกันการใช้ชื่อ “กาแฟดอยตุง” ไว้สำหรับกาแฟที่ปลูกจากแหล่งเดียวคือที่ดอยตุง บนความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปเท่านั้น

โรงงานเซรามิก คืออีกโรงงานที่ตั้งใกล้เคียงกัน เครื่องเซรามิกดอยตุงใช้ดินในพื้นที่ ให้สีสวยงามแตกต่างจากดินแหล่งอื่นๆ มีการพัฒนาน้ำเคลือบจากเถ้าวัสดุธรรมชาติ เช่น เถ้าจากเปลือกแมคคาเดเมีย เพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะยิ่งขึ้น

โรงเซรามิกรองรับคนทำงาน ทั้งกลุ่มหนุ่มสาวจากชนเผ่าบนดอยสูง สู่การฝึกปรือและพัฒนาทักษะกับยอดฝีมือครูเซรามิกจากเมืองคาซามะ ประเทศญี่ปุ่น สร้างสรรค์ผลงานเซรามิกดอยตุงหลากหลายคอลเลกชั่น กว่า 700 ดีไซน์ เครื่องเซรามิกดอยตุงได้อวดโฉมในเทศกาล Himatsuri งานเซรามิกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นมาแล้ว ฐิติพงศ์ กันแก้ว หนุ่มโรงงานเซรามิกมีโอกาสได้ไปร่ำเรียนถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยด้วย

แจกันรูปใบบัว คือชิ้นล่าสุดที่เร่งมือทำอยู่ ฐิติพงศ์ บอกว่าภาคภูมิใจในการสร้างสรรค์ผลงานทุกๆ ชิ้น ตลาดใหญ่ก็คือกรุงเทพฯ ส่งไปขายกี่ชิ้นก็ขายหมดเกลี้ยง และมีการสั่งออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ งานมีให้ทำทุกวัน

“ก่อนหน้านั้นผมทำงานปลูกดอกไม้บนพระตำหนักดอยตุง งานแบบนั้นใครๆ ก็ทำได้นะครับ แต่การได้เข้ามาทำงานโรงงานนี้ทำให้มีวิชาติดตัว เซรามิกดอยตุงนำหญ้าแฝกมาผสมกับดินเหนียว ครูญี่ปุ่นก็มาช่วยสอนการพัฒนาการเผาดินโดยไม่ต้องใช้สารเคมี ดีต่อสุขภาพ แล้วสีก็ออกมาสวยไม่ซ้ำใคร”

ศูนย์งานหัตถกรรมทำมือที่นี่ ตั้งอยู่เชิงดอยตุง บนเนื้อที่ 52 ไร่ มีโรงงานทอผ้า และโรงงานกระดาษสา เป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่โครงการ ผลิตภัณฑ์การันตีความเนี้ยบ มีคุณภาพ จากฝีมือชนเผ่าในพื้นที่ มีช่างฝีมือทำงานกว่า 300 คน ตั้งแต่รุ่นยาย แม่ ลูก หลาน ทำให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน ไม่ต้องไปทำงานในเมืองไกลบ้าน

ผลิตภัณฑ์จากดอยสูง

ผลิตภัณฑ์เด่นจากแบรนด์ดอยตุง ทั้งอาหารแปรรูป กาแฟ ถั่ว-คุกกี้แมคคาเดเมีย รวมทั้งผลิตภัณฑ์งานเซรามิก ผ้าทอมือ หรือเสื้อผ้าในรูปแบบคอลเลกชั่น DoiTung Ready to Wear ปลดล็อกภาพจำผ้าทอมือแบบเดิมๆ ให้สวมใส่ได้สบาย และใช้สีย้อมจากธรรมชาติในโทนพาสเทล ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าอ่อน เขียว และชมพู สีสันสวยสบายตา

น่าใช้ไปจนถึงของตกแต่งบ้าน เช่น ปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ ของขวัญของฝากมากมาย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับแฟนๆ ดอยตุงได้เลือกช็อปอย่างสะดวกสบายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ทั่วประเทศ

ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล พลชม จันทร์อุไร ประธานสายปฏิบัติการ/ธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สองแม่งานใหญ่ในการจัดทริปครั้งนี้ อธิบายถึงผลิตภัณฑ์งานมือของดอยตุง นับเป็นศิลปะแห่งการผสมผสานความทันสมัย และรากฐานทางวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างงดงามลงตัว สร้างงานด้วยความเข้าถึง “หัวใจและรสนิยม” ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจในธรรมชาติและสังคมได้อย่างดี

ภัทรพร กล่าวว่า ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ มีกาแฟให้ซื้อกลับบ้าน แฟนๆ แมคคาเดเมียก็มีจำหน่ายทั้งแบบแมคคาเดเมียนัทปรุงรส แมคคาเดเมียสมุนไพร แมคคาเดเมียคุกกี้ แมคคาเดเมียสเปรด ไปจนถึงน้ำผึ้งแมคคาเดเมียให้เลือกช็อปกันสะดวกสบาย

ไปจนกลุ่มผลิตภัณฑ์งานฝีมือ งานเซรามิกแบรนด์ DoiTung Lifestyle ก็มีจำหน่ายที่ศูนย์อาหารอีทไทย (Eathai)

“นอกจากกาแฟดอยตุงขึ้นชื่อลือชาแล้ว แมคคาเดเมียเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่ปลูกทดแทนฝิ่น และเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่นำผลมาอบปรุงรสจำหน่ายในบรรจุภัณฑ์สวยงามได้มาตรฐาน จัดเป็นสินค้าที่ตรงกับกระแสนิยม ‘เฮลท์ แอนด์ เวลเนส’ ที่กำลังมาแรงในเวลานี้เลยค่ะ ผู้บริโภคเน้นของกินในแบบออร์แกนิกดีต่อสุขภาพ แผนกจัดซื้อจึงเน้นของกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

กาแฟดอยตุงจัดเป็นสินค้า Geographical Indication หรือ GI ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะทางภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องรับประกันคุณภาพกาแฟไทยที่ผลิตจากแหล่งเดียว คือ บนดอยตุงเท่านั้น ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ด้วยความมั่นใจในคุณภาพ และอิ่มใจที่ได้สนับสนุนชุมชนที่ยั่งยืนอีกด้วยค่ะ ส่วนน้ำผึ้งและแมคคาเดเมียสเปรด นี่ไม่เคยพอขายเลยค่ะ” ภัทรพร กล่าว

พลชม ฐานะคนทำงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงสินค้าจากดอยสูง วันนี้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของคนเมืองหลวง กาแฟดอยตุงมีอายุกว่า 30 ปี แมคคาเดเมียตามมาติดๆ อายุกว่า 20 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติให้เป็นต้นแบบการพัฒนาทางเลือกเพื่อลดการปลูกพืชเสพติด และแก้ปัญหาความยากจนได้ยั่งยืน

ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในต้นแบบของธุรกิจเพื่อสังคม ที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาสังคมและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการพัฒนาพื้นที่ป่าเขาบริเวณดอยตุง จ.เชียงราย ได้อย่างเข็งแกร่ง

“พืชทั้งสองชนิดต้องปลูกโดยใช้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชาวบ้านจึงไม่ตัดไม้ทำลายป่าและหันกลับมาปลูกป่าที่ ‘เก็บกิน ขายได้’ ดอยตุงที่เคยหัวโล้นก็มีสีเขียวขึ้นมา สร้างพื้นที่ป่าไม้แหล่งต้นน้ำลำธารที่อุดมสมบูรณ์ มีการใช้ที่ดินป่าไม้อย่างเหมาะสม นับเป็นความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพป่าจากราษฎรในพื้นที่ และภาคเอกชนเข้าร่วมกัน จากนั้นมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมีการตั้งบริษัท ‘นวุติ’ ให้เป็นบริษัทต้นทางดูแลเรื่องของการเพาะปลูก และการดูแลผลผลิตป้อนสู่โรงงานแปรรูป เป็นการเริ่มต้นจากพลิกชีวิตชาวบ้านยากจนอย่างถึงที่สุด ชาวบ้านมีรายได้ที่ยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้

ฉลากสินค้าทั้งกาแฟและแมคคาเดเมีย สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC มอบสัญลักษณ์ UNODC บนสินค้าทุกชนิดที่ผลิตจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ คนซื้อก็รู้สึกดีนะครับ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการพลิกไร่ฝิ่นสู่ป่ากาแฟ ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม และเป็นส่วนสำคัญของการสร้างงานและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้คนบนดอยสูงอีกด้วยครับ”

6 เทรนด์ วิศวกรรมยานยนต์น่าจับตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580635

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

6 เทรนด์ วิศวกรรมยานยนต์น่าจับตา

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ดร.ณัฐดนย์ พรรณุเจริญวงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา และอาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasart School of Engineering : TSE) เปิดมุมมองการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมยานยนต์ ที่ยังมีความต้องการจำนวนมหาศาลในอุตสาหกรรมนี้กับ 6 เทรนด์ยานยนต์ที่น่าจับตา

1.รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

แนวโน้มของคนทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัด ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้บริษัทผลิตยานยนต์หันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทางเลือก พร้อมกับการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าขึ้นมา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ปัจจุบันผู้ผลิตหลายค่ายเริ่มเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค เช่น รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย Tesla, Nissan, Hyundai และอื่นๆ

2.รถยนต์ไร้คนขับ

บริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มหันมาพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น อาทิ BMW, Audi, Toyota, Mercedes-Benz ฯลฯ รวมถึงบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับรถยนต์อย่าง Apple ก็มุ่งสู่เทคโนโลยีนี้ อีกทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google ได้พัฒนาโครงการ Self-Driving Coalition for Safer Streets ร่วมกับ Ford, Uber, Lyft และ Volvo เพื่อผลักดันกฎหมายและเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ หวังเปิดทางให้กับเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับในอเมริกา จึงมั่นใจได้เลยว่าในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นรถยนต์ไร้คนขับวิ่งบนถนนจริง

3.รถยนต์บินได้

เรามักเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ออกสู่ตลาดเพื่อสร้างความน่าสนใจและจุดขายให้กับแบรนด์ตัวเอง หนึ่งในนั้นคือการคิดนอกกรอบ เปลี่ยนรถยนต์วิ่งบนถนนสู่ “รถยนต์บินได้” ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทสามารถคิดค้นและสร้างสรรค์จนสามารถใช้งานได้จริงออกมาแล้ว เช่น บริษัท AeroMobil, PAL-V Liberty, AirMule และ SkyDrive เป็นต้น

4.รถยนต์อัจฉริยะ

ย้อนไปสมัยที่ยังเป็นเด็กเรามักเห็นรถยนต์อัจฉริยะตามการ์ตูนหรือเกมต่างๆ ปัจจุบันจินตนาการเหล่านั้นนำมาสู่การคิดค้นเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดขึ้นจริง โดยการนำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะมาผนวกเข้ากับรถยนต์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบจอดรถอัจฉริยะ ระบบกระจกหน้าแบบแอ็กทีฟ (Active Window Display) ที่แสดงข้อมูลต่างๆ ระหว่างการขับขี่ บนกระจกหน้ารถแทนแผงหน้าปัด ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Recognition) และระบบไบโอเมทริก (Biometric) ซึ่งสามารถสแกนนิ้วมือ ม่านตา หรือใบหน้าแทนการใช้กุญแจรถ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างประสบการณ์และสมรรถนะที่ดีขึ้นให้กับผู้ขับขี่นั่นเอง

5.ระบบความปลอดภัยสำหรับยานยนต์

ระบบความปลอดภัย มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการพัฒนารถยนต์ในทุกยุคสมัย อาทิ ถุงลมนิรภัย ระบบแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัย (Intuitive Safety Features) เช่น การเตือนเวลาไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือตอนจอดรถ ฯลฯ ซึ่งในอนาคตระบบเหล่านี้จะยังคงถูกพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งมีให้เห็นบ้างแล้ว เช่น ระบบสื่อสารระหว่างยานยนต์ (V2V: Vehicle-to-Vehicle Communication) ระบบตรวจวัดสุขภาพของผู้ขับ (Health Monitoring) ระบบแทรกแซงผู้ขับ (Driver Override System) ระบบติดตามรถยนต์ (Vehicle Tracking) ระบบตัดการทำงานจากระยะไกล (Remote Vehicle Shut Down)

6.ระบบอำนวยความสะดวกสำหรับยานยนต์

เทคโนโลยีในปัจจุบันได้เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตเราในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องยานยนต์ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เช่น ระบบไว-ไฟบนรถที่เข้ามาช่วยเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายในรถ หรือแผงหน้าปัดระบบดิจิทัล (Digital Dashboard) ที่สามารถแสดงผลข้อมูล โดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ ตลอดจนแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานบนรถ อาทิ Perfect Match ที่ช่วยเล่นเพลงตามอารมณ์ของผู้ขับ โดยระบบที่ได้รับความสนใจอย่างมากตอนนี้ ต้องยกให้ระบบจีพีเอสทางการเงิน (Financial GPS) กล่าวคือการเชื่อมข้อมูลทางการเงินกับรถยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกรรมการเงินต่างๆ บนรถ เช่น การจ่ายค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ การซื้ออาหารแบบ Drive Thru ฯลฯ สามารถสแกนเพื่อตัดเงินจากตัวรถได้เลย

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อที่จะเข้ามาเป็นมันสมองและกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ ยกระดับศักยภาพการผลิตในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ เติบโตตามนโยบายผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ดังนั้นสำหรับน้องๆ ที่สนใจเรียนต่อด้านวิศวกรรมยานยนต์ TSE มีอยู่ด้วยกัน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรเทคโนโลยียานยนต์ (V-Tech) และวิศวกรรมยานยนต์หลักสูตรภาษาอังกฤษ (Auto-TU)

อรรถรัตน์ จันทรวรินทร์ สุขใจเมื่อได้เขียนหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580533

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 11:15 น.

อรรถรัตน์ จันทรวรินทร์ สุขใจเมื่อได้เขียนหนังสือ

การมีผลงานหนังสือพ็อกเกตบุ๊กออกมาสักเล่มถือเป็นเรื่องในฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะถ้าเขาคนนั้นไม่ได้เป็นนักเขียนมืออาชีพ เพราะกว่าจะได้งานออกมาแต่ละเล่มนั้น ไม่ใช่ง่ายๆ เลย

แต่บางคนโชคดีที่มีใจรักการอ่านและรักงานเขียนเป็นทุนเดิม พอมีเวลาก็สามารถกลั่นงานเขียนออกมาได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องเค้นอารมณ์ออกมาให้ลำบากยากเย็น เช่นเขาคนนี้

กรู๊ฟ-อรรถรัตน์ จันทรวรินทร์ บรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง เจ้าของงานเขียนหนังสือเรื่องนิยายรักไม่มีตอนจบ ที่ถือว่าเป็นนิยายรักเรื่องแรก เขาเล่าว่าตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะมาพิมพ์เป็นหนังสือ แต่เขียนลงให้อ่านฟรีในเว็บอ่านเอา เป็นตอนๆ ถึง 37 ตอน แล้วจึงค่อยพิมพ์มารวมเล่มเมื่อปลายปีที่แล้ว พิมพ์เพียงแค่ 2,000 กว่าเล่ม เพราะลงให้อ่านฟรีในเว็บแล้วก็เลยไม่ได้พิมพ์เยอะ เรื่องราวเป็นความรักใสๆ อ่านสบายๆ

“เราเปิดสำนักพิมพ์มา 8 ปี เพิ่งมีผลงานของตัวเองออกมาเล่มแรก โดยไม่ได้ตั้งใจเพราะคิดว่าจะลงแค่เว็บอ่านเอาอย่างเดียว แต่ผลตอบรับดีกว่าที่คิดไว้ก็เลยนำกลับมารวมเล่ม”

ในเรื่องการเขียนนั้นชอบอยู่แล้ว สมัยเรียนจบใหม่ๆ ทำงานด้านการตลาดก็เคยเขียนบทความเป็นตอนๆ ลงในนิตยสาร เคยเขียนสารคดีท่องเที่ยวต่างแดน ลงเป็นตอนๆ ในสกุลไทยในชื่อ เบอร์ลินถิ่นน้องหมี ทั้งหมด 4 ตอน หลังจากนั้นก็เขียนบทความในเชิงไลฟ์สไตล์ เป็นปกิณกะในมุมมองการใช้ชีวิตของผู้ชายอีก 100 กว่าตอนลงในสกุลไทย เช่นเดียวกัน

ถ้ามีเวลามีโอกาสก็อยากจะเขียนบทความ สารคดีอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่คือ ไม่ค่อยมีเวลา เขามักจะใช้เวลาเขียนตอนกลางคืน เพราะดึกๆ มันจะเงียบสงบ มีสมาธิดีกว่าตอนกลางวันเคยทำงานโฆษณาก็จะชอบเขียนสคริปต์ ชอบทำก๊อบปี้ไรเตอร์ ทำครีเอทีฟ ขีดๆ เขียนๆ นี่ชอบมาก มีช่วงหลังๆ ไปทำงานพิพิธภัณฑ์ที่กัมพูชา ก็ห่างงานเขียนไปพักใหญ่

จนกระทั่งมาทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง 8 ปี ก็ยังไม่มีเวลานั่งเขียนงานยาวๆ เลย จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง เรื่องนี้ใช้เวลาเขียนทั้งหมดเกือบ 1 ปี เขียนไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่งเพราะไม่ค่อยมีเวลา ถ้ามีเวลานั่งเขียนจริงๆ จังๆ 4 เดือนก็น่าจะเสร็จ

“สำหรับผมคิดว่างานเขียนมันคือความสุข แม้การเขียนนิยายจะไม่ง่ายต้องใช้ทั้งจินตนาการและเวลาเยอะ แต่ถ้าพยายามก็ทำได้ แต่ต้องเรียนรู้เพราะเรายังไม่ได้มืออาชีพทางด้านนี้จริงๆ ยังต้องฝึกปรืออีกเยอะ ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนนิยายให้ได้ปีละเรื่อง ตอนนี้ก็เริ่มเขียนเล่มต่อไปแล้วจะให้ทันออกงานสัปดาห์หนังสือเดือน มี.ค.นี้ แต่งานหลักก็ยังทำสำนักพิมพ์อยู่นะ การเขียนนิยายถือว่าเป็นงานรองลงไป” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

สำหรับเล่มต่อไปจะเป็นแนวลึกลับซ่อนเงื่อน ก็จะเขียนยากกว่าเล่มแรก ถือว่าเป็นการพัฒนางานเขียนขึ้นมาอีกขั้น เป็นการฝึกฝีมือทำงานที่ยากขึ้น พล็อตเรื่องไปได้เรื่อยๆ โดยการเขียนแต่ละครั้งก็จะวางโครงไว้ล่วงหน้าเลยว่า เรื่องจะเป็นแบบไหน จบอย่างไร แล้วค่อยขยายรายละเอียดใส่เข้าไปจากโครงเรื่องที่วางไว้

ที่ยากก็คือการผูกเรื่องให้สนุกและน่าสนใจนั้นยากกว่า จะเขียนอย่างไรให้กลมกลืน ราบรื่น ตื่นเต้นสนุกจนวางไม่ลง เนื้อเรื่อง สมเหตุสมผล นี่สิเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะ ใช้ประสบการณ์ แต่ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ต้องเขียนไปจนกว่าจะเก่งขึ้น อย่างน้อยปีละเรื่อง

Love Is ความรักออกแบบ(ไม่)ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580527

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 10:35 น.

Love Is ความรักออกแบบ(ไม่)ได้

ใครว่าความรักออกแบบไม่ได้ ในนิทรรศการ “Love Is” ศิลปินทั้ง 8 ได้ออกแบบความรักผ่านงานจิตรกรรม ถ่ายทอดความรักจากทัศนคติที่แตกต่างกัน

“บุญเหลือ ยางสวย” หลังจากได้รับโจทย์จากทางแกลเลอรี่ เขานั่งจ้องเฟรมเปล่าอยู่นานนับสัปดาห์ จนสุดท้ายเสียงเพลง “อยากจะถอนพิษที่คั่งฝังใจ พิษรักที่คุณฝากไว้ช่างแสนร้ายกาจ…” เพลงพิษรัก ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดภาพผู้หญิงที่มีศรรักปักอก สีหน้าอารมณ์และท่าทางปล่อยพื้นที่ให้ผู้ชมได้ซึบซาบในรสของพิษรักนั้นด้วยตัวเอง

“ที่เรื่องราวนี้โดนใจ เพราะผมทำงานที่สะท้อนมุมลบอยู่แล้ว แต่ในภาพนี้มันไม่ถึงกับร้ายสักทีเดียว มันมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้ เจ็บปวดเพราะความรักก็ไม่เป็นไรหรอก ประสบการณ์ชีวิต

ผู้หญิงท่าทางไม่เชิงเจ็บมาก ก่อนจะเจ็บปวดก็มีความสุขอยู่ หน้าตาไม่ได้เจ็บด้วยความรู้สึกแบบธนูแทง

คู่สีในงาน ใช้สีชมพูกับเขียว มันคือสีคู่ตรงข้าม เอามาวางในจังหวะและปริมาณสีเหมาะสมที่มันอยู่ด้วยกันได้ งานของผมที่ผ่านๆ มาก็เป็นเรื่องของการวางสีอยู่แล้ว

สเปซด้านหลังต้องการสีให้มีสว่างเหมือนไฟแวบๆ แต่ไม่สว่างมากเพื่อจะได้ขับผู้หญิงให้เด่น ส่วนเม็ดไฟแวบๆ บนตัวผู้หญิง เป็นสัญลักษณ์เป็นเสน่ห์ของงานคือบางอย่างเรารู้สึกแต่บรรยายออกมาไม่ได้ ก็ให้ภาพตรงนี้แทนความรู้สึกพิเศษนั้น”

“เทวพร ใหม่คงแก้ว” ความรักเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และบางครั้งก็มาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่การที่จะรักษาความรักนั้นไว้ยากกว่ามาก ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อกัน และความเสียสละ แต่บางครั้งความรักอาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้สิ่งดีงามกลายเป็นสิ่งเลวร้ายได้ การรักจนขาดความคิดผิดชอบชั่วดี สิ่งเหล่านั้นหาใช่ความรักไม่

ความรัก คือ ความใคร่ ราคะ ตัณหา เสน่หา อิจฉา ความผูกพัน ความโลภะ ความเมตตา และความกรุณา “กิตติศักดิ์ เทพเกาะ” เลือกเล่าเรื่องราวความรักในด้านพระพุทธศาสนา การเดินทางไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง สุดท้ายมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายล้วนยังต้องวนเวียนอยู่กับความรัก

ความรักของ “รัฐภูมิ ผิวพันธมิตร” คือพลังงานที่บันดาลสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย มากพอกับความวุ่นวายไม่ต่างจากความเกลียดชัง

“พัทธ์ ยิ่งเจริญ” สะท้อนความรักออกมาด้วยภาพ ชื่อ “หุ่นหินอ่อนกับลิลลี่หนึ่งช่อ” เป็นการสร้างภาพใหม่จากศิลปะต่างยุค ต่างรูปแบบ มาอยู่ในเฟรมเดียวกัน ก่อให้เกิดความหมายใหม่

“ภาพหุ่นหินอ่อนเป็นประติมากรรมของกรีกที่แตกหัก เอามาประกอบกับช่อลิลลี่ เป็นจิตรกรรมของช่างเขียนฝรั่งเศส ช่วงศตวรรษที่ 19

เป็นเทคนิคที่ผมเอาภาพมาประกอบกันเพื่อสื่อสารเรื่องราวใหม่ สื่อความคล้ายๆ เรื่องราวความรักที่คนสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ไม่มีความเหมือนกัน มาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน เหมือนหินอ่อนกับดอกลิลลี่ก็รวมกันสร้างความหมายใหม่ขึ้น คนดูจะตีความไปทางไหนก็แล้วแต่ จะให้ในทางบวกก็ได้ ช่อลิลลี่มาเติมเต็มความไม่สมบูรณ์ของหินอ่อนก็ได้”

อีกงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ ชื่อ“My Muse เทพธิดาของฉัน” ศิลปินนำความรักของตัวเองมาเป็นพลังในการสร้างงาน“มันเป็นการบันทึกเรื่องราวส่วนตัวของผม นำคนในชีวิตจริงของเรามาโพสต์ในองค์ประกอบของจิตรกรรมโบราณ อ้างอิงงานของฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 19 เพิ่มช่อดอกไม้ที่แฟนผมจัดประดับบ้านเข้าไป”

ผลงานของของ “ประวิทย์ ล้ำเจริญ”สืบต่อเนื่องจากผลงานชุด เด็กห่วย ศิลปินได้หยิบยกคาแรกเตอร์ เด็กอ้วน สร้างเรื่องราวถ่ายทอดมุมมองความรัก ทัศนคติส่วนตัวต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยใช้สัญลักษณ์แห่งการบอกรักแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา

“ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง” ถ่ายทอดจินตภาพต่อการเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการระหว่างเสพเสียงดนตรี บทเพลงที่มีประสบการณ์ร่วมในชีวิต ที่กระตุ้นความคิดคำนึงถึงอดีต

สุดท้ายความรักในแบบ “ธัญชนกผลากุลสันติกร” ไม่ว่าจะผ่านเรื่องราวใดๆ มา สุดท้ายความรักประหนึ่งสัมผัสที่ปลอบประโลมซึ่งกันและกัน

แล้วความรักของคุณเป็นแบบไหน มาร่วมออกแบบความรักได้ที่นิทรรศการ Love Isจัดแสดง ณ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 ซอยสีลม 21 สีลม บางรัก ถึงวันที่ 22 ก.พ.

ไนกี้-นิธิดล ป้อมสุวรรณ นักวิ่ง นักบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580523

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 10:17 น.

ไนกี้-นิธิดล ป้อมสุวรรณ นักวิ่ง นักบุญ

หนึ่งในพระเอกขวัญใจมหาชน ไนกี้-ธนดล ป้อมสุวรรณ ที่กำลังมีละครจ่อคิวออนแอร์ถึง 2 เรื่อง คือเรื่อง นางมาร ทางช่องจีเอ็มเอ็ม25 และเล่ห์รัญจวน ทางช่อง 3 กว่าจะมาเป็นพระเอกหน้าใส ร่างกายกำยำ จัดเป็นหนุ่มเซ็กซี่แห่งปี เขาเป็นหนุ่มร่างเล็กแถมยังเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เป็นเด็ก และแล้วจังหวะชีวิตก็เปลี่ยนเมื่อคุณแม่ของเขาฝันอยากจะให้ลูกชายเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เขาจึงเริ่มออกกำลังสลายภูมิแพ้ตั้งแต่วันนั้น

“จุดเริ่มต้นของการออกกำลังกายน่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพดี ผมเคยเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็กต้องออกกำลัง แรกๆ วิ่งเอาต์ดอร์ในวิทยาลัยแถวบ้าน จากนั้นก็เปลี่ยนมาวิ่งในฟิตเนส จริงๆ แล้วผมเริ่มออกกำลังกายและวิ่งมาตั้งแต่ตอนอยู่มัธยมแล้ว คุณแม่อยากให้ผมสอบเตรียมทหาร ผมก็ไปเรียนกวดวิชาที่ราบ 11 กินนอนที่นั่นเลย พร้อมทั้งออกกำลังกายทุกวันเหมือนกับทหาร ผมก็สังเกตเห็นเออสุขภาพเราดีขึ้นนะ แล้วก็ติดการออกกำลังกายนับแต่นั้นเลยครับ”

นอกจากบอดี้ที่สมส่วน โรคภูมิแพ้ที่ติดตัวมาก็ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา

“เมื่อก่อนผมโดนฝนนิดหน่อยก็ป่วยแล้วครับ ฝุ่นเยอะก็จามฟึดฟัด ผมจะเซนซิทีฟกับเรื่องแบบนี้มาก บางทีแพ้มากผื่นก็จะขึ้นเลย แต่พอมาออกกำลังกาย เรียกว่าว่างจากคิวละครเมื่อไหร่ผมต้องมาออกกำลังกาย สุขภาพผมดีขึ้นนะครับ ดีกว่าเดิมขึ้นเยอะมาก อาการภูมิแพ้เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ผื่นคันก็ไม่มี หายใจก็คล่องขึ้น สดชื่นมากขึ้น และสมองก็ปลอดโปร่ง”

จากจุดเริ่มต้นที่ทำให้หนุ่มไนกี้รักการออกกำลังกาย ตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่การวิ่งมินิมาราธอน ที่ทำให้เขามีความสุขมากยิ่งขึ้น

“จริงๆ แล้วผมจะออกกำลังกายทุกครั้งที่มีโอกาส ยังเข้าฟิตเนส พอมาหลังๆ มีคนมาชวนให้ไปวิ่งตามต่างจังหวัด เราก็เออร่างกายเราน่าจะพอได้ก็ไปวิ่งเลย ข้อดีคือผมได้พบเพื่อน ได้สัมผัสกับอากาศที่ดีจริงๆ แต่พอไปวิ่งครั้งแรกที่ อ.ปัว จ.น่าน ระยะทางประมาณ 10 กิโล ต้องวิ่งขึ้นเขา โหดเลยครับ เจอนักวิ่งจริงจังเขายังบอกว่าโหด เขาก็แนะนำให้ผมวิ่งช้าๆ ใช้แรงเป็น และเก็บแรงเอาไว้ให้ถึงเส้นชัย วันนั้นผมจะรู้สึกตึงๆ เมื่อยมากๆ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องคอนโทรลตัวเราให้มากขึ้น รู้จักการคำนวณระยะทาง ผ่อนหนักผ่อนเบา เริ่มรู้ทริก แล้วความสุขก็ตามมาครับ

ผมรู้สึกว่าร่างกายค่อยๆ ดีขึ้น ทุกครั้งที่วิ่งเลือดสูบฉีดมากขึ้น หายใจเต็มปอดมากขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่มีผื่น หายใจสะดวกขึ้น ออกซิเจนและปอดดีขึ้น รู้เลยว่าออกกำลังกายแล้วดีขึ้นจริงๆ ครับ”

แน่ล่ะว่าการวิ่งคือการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง ทว่าเหนืออื่นใดการวิ่งในแต่ละครั้งของไนกี้ก็ได้อิ่มบุญอิ่มใจไปด้วย

“ผมจะประทับใจในทุกครั้งที่วิ่ง ซึ่งนอกจากจะทำให้เราสุขภาพดี ได้เพื่อนใหม่ๆ ได้พบปะผู้คน และสถานที่ใหม่ๆ แล้ว ผมยังได้ทำบุญ อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปวิ่งให้กับบ้านเกิดคือสมุทรสาคร เพื่อหารายได้สมทบทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลของรัฐ มีคนมาร่วมบริจาคกันเยอะมาก คนละ 5 บาท 10 บาท ผมก็ดีใจแล้วครับ เพราะทุกบาททุกสตางค์มีค่าหมด รู้สึกอิ่มบุญ แรกๆ เพื่อนชวนไป พอหลังๆ ผมว่างก็ไปคนเดียวเลย เห็นรอยยิ้มของทุกคนแล้วมีความสุขมากครับ แถมเราก็มีสุขภาพดีขึ้นด้วย

ผมว่าการที่เราออกไปวิ่งทุกครั้งนอกจากสุขภาพแข็งแรงแล้ว กำไรเพิ่มเติมคือได้ทำบุญ ไม่ได้เพื่อเส้นชัยหรือชัยชนะอย่างเดียว ได้ทำอะไรเพื่อใครหลายคนที่รอความหวัง คือเป้าหมายหลักของเรา”

ไนกี้ นักวิ่ง นักบุญ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเจือความสุขยิ่ง

จินตนา อุดใจ สุขใดไหนจะเท่าบ้านเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580518

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 09:53 น.

จินตนา อุดใจ สุขใดไหนจะเท่าบ้านเรา

พูดถึงมิติความสุขของคนเราย่อมแตกต่างตามจริต อุปนิสัย รสนิยมและความชอบของแต่ละคน บางคนอยากใช้ชีวิตในเมืองหลวง ชอบสังคมเมือง ชอบพบปะสังสรรค์ ชอบท่องเที่ยว เป็นต้น บางคนชอบวิถีชนบท ไม่ชอบความวุ่นวายในสังคมเมือง ไหนจะปัญหารถติด ปัญหามลพิษ ปัญหาสังคม และอื่นๆ

เม-จินตนา อุดใจ นักธรณีวิทยา บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ในวัย 33 ปี เป็นคนหนึ่งที่หลงรักวิถีชีวิตชนบทอันเป็นวิถีดั้งเดิมของครอบครัว แต่ด้วยหน้าที่การงานจำต้องโยกย้ายมาอยู่เมืองหลวง กระนั้นก็ยังคะนึงหาวิถีชีวิตที่เคยอยู่ และตั้งใจว่าวันหนึ่งจะกลับไปอยู่กับคุณแม่และญาติๆ พร้อมหน้าพร้อมตา สร้างความสุขด้วยการเป็นสาวชาวสวน 100% สานต่อ “เมจินฟาร์ม” ที่เธอได้ไปทำสวนแบบผสมผสานไว้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

การศึกษาจบปริญญาตรี 2 ใบ ใบแรก สาขาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใบที่ 2 สาขาอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (เรียนหลังจากย้ายเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ) เข้าสู่การทำงานด้วยการเป็นนักธรณีวิทยาตั้งแต่ปี 2551 ประจำอยู่ที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ก่อนจะย้ายมาประจำออฟฟิศบริษัท ณ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ รวมระยะเวลาทำงานถึงปัจจุบัน 10 ปีเศษๆ

“ส่วนตัวเมค่อนข้างติดดินค่ะ ชอบอยู่กับธรรมชาติ ทุ่งนา ป่าเขา ต้นไม้ แหล่งน้ำ ผืนดินในชนบทอะไรประมาณนี้ ไม่ชอบอะไรที่วุ่นวาย ซึ่งบ้านเกิดที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ก็จะออกแนวธรรมชาติ ดูสดชื่นๆ มองจากบ้านหรือทุ่งนาไปก็จะเห็นต้นไม้ ภูเขา มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นแม้จะจากบ้านมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็นึกเสมอว่าวันหนึ่งจะกลับไปอยู่บ้านเกิดกับครอบครัว อยู่กับแม่ ยิ่งตอนนี้แม่อยู่คนเดียว พ่อเพิ่งเสียไป วันที่ต้องกลับไปอยู่บ้านเริ่มชัดเจนขึ้น”

นักธรณีวิทยาสาวเล่าต่อว่า ความคิดที่จะกลับไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอน มิใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นในห้วง 2-3 ปีหลังมานี้ แต่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ได้ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พร้อมความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งเพื่อเป็นทุนสร้างความมั่นคงในอาชีพใหม่ หากต้องลาออกจากงานเมื่อวันนั้นมาถึง

“สิ่งที่เมคิดและตั้งใจคืออยากทำสวนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งก็ได้ปรึกษากับพ่อแม่และเริ่มทำตั้งแต่สมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นพ่อมีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว แต่เราทำตรงนี้ไว้เพื่อเลี้ยงชีพตอนเกษียณ ดังนั้น บนที่ดินของครอบครัว เราจึงแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งปลูกมะขามหวานสีทอง จำนวน 60 ต้น และลำไยอีก 150 ต้น ซึ่งทั้งมะขามหวานและลำไยได้ให้ผลผลิตมาแล้วหลายปี

ทว่าหลังจากที่พ่อจากไป ไม่ค่อยได้ใส่ใจดูแลเท่าที่ควร เพราะที่บ้านก็มีเพียงแม่ ส่วนเมก็ทำงานที่กรุงเทพฯ เดือนหนึ่งจะกลับบ้านครั้งเดียวเท่านั้น ผลผลิตจึงได้ไม่มาก อย่างลำไยเมได้พักต้นมาเป็นเวลา 3 ปีแล้วตั้งแต่พ่อเสีย ไม่ได้บำรุงดูแลเลย ปล่อยไว้อย่างนั้น แต่ปีนี้เมตั้งใจจะทำลำไยอินทรีย์ ปลอดสารเคมี ไม่ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตเหมือนที่เคยใช้อีกต่อไป รวมถึงทุกอย่างถ้าปลูกจะไม่ใช้สารเคมี จะทำในรูปแบบอินทรีย์ทั้งหมด”

ด้วยความที่เป็นผู้หญิงมุ่งมั่นและมีความตั้งใจจริง ตลอด 10 ปีในชีวิตการทำงาน เมตั้งใจทำงานเก็บเงินและหารายได้เสริมจากงานพาร์ตไทม์ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เช่น งานพีอาร์ ขายของออนไลน์ จนกระทั่งมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ซึ่งเธอได้นำไปซื้อที่ดินใกล้กับที่ดินของครอบครัวจำนวน 10 ไร่ เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จากนั้นได้พัฒนาพื้นที่ด้วยการทำเกษตรผสมผสานมาได้ 3 ปี โดยใช้ความรู้ที่ไปเรียนมาทั้งตอนมหาวิทยาลัยและการไปเทกคอร์สสั้นๆ ด้านการเกษตร เช่น คอร์สส่งเสริมการเกษตร การทำเกษตรอินทรีย์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือไปอบรมในงานต่างๆ เช่น งานบ้านและสวน งานเกษตรแฟร์ เป็นต้น

“สวนเกษตรผสมผสานของเมตั้งชื่อว่า เมจินฟาร์ม เอาชื่อเล่นกับชื่อจริงมารวมกัน ปลูกหลายอย่าง หลักๆ มีลำไย มะขามหวานสีทอง ฝรั่ง 400 กว่าต้น เสาวรสสีม่วง เงาะ ลองกอง เป็นต้น ปัจจุบันคืบหน้าไปแล้วประมาณ 80% เรียกว่าลงไปเกือบเต็มพื้นที่ วางระบบน้ำเรียบร้อย อยู่ในระยะดูแลอย่างเดียว และรอวันเจริญเติบโต ส่วนมะขามที่พ่อปลูกเมก็เอามาขายออนไลน์และเพื่อนในที่ทำงาน แต่ปีนี้มะขามออกน้อยและฝนตกตอนปีใหม่เลยขึ้นราเยอะ

เมอยากให้คนไทยได้กินผลไม้ปลอดสารจริงๆ อย่างลำไยชาวบ้านเขาจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตเพื่อให้ออกผลดกหนา ซึ่งครอบครัวเมก่อนนั้นก็ใช้เหมือนกัน แล้วเวลาขายก็ขายตามราคาตลาด แต่ต่อไปนี้ลำไยของเมหลังจากที่พักต้นไป 3 ปี จากนี้จะทำแบบอินทรีย์เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนอื่นได้หันมาทำตาม

เมว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์มีข้อดีหลายอย่าง นอกจากผู้บริโภคจะได้กินลำไยหรือผลไม้อื่นๆ ที่ปลอดสารเคมีแล้ว เราผู้ผลิตยังเป็นผู้กำหนดราคาเองด้วย และเมเชื่อว่าผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังขุดบ่อเลี้ยงปลา 2 บ่อ มี ปลานิล ปลาทับทิม ปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ ปลาสร้อยขาว โดยเอาพันธุ์มาจากหนองหลวง บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดใน จ.เชียงราย อยู่ที่ อ.เวียงชัย เพิ่งลงไปเมื่อเดือน ก.ค. 2560 จำนวน 2,000 ตัว ตั้งใจจะสูบขึ้นขายในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ก็ยังเลี้ยงแพะและแกะอย่างละ 10 ตัว เนื่องจากพี่เขยเป็นมุสลิมแนะนำให้เลี้ยง เพราะเป็นที่ต้องการของคนมุสลิมซึ่งพี่เขยมีเครือข่ายเมก็เลยเลี้ยงไว้”

นักธรณีวิทยาสาวย้ำว่า ตอนนี้แม้ยังไม่ได้กลับไปอยู่บ้านถาวร แต่เดือนหนึ่งจะกลับเดือนละ 2 ครั้ง อยู่ครั้งละ 3-4 วัน ชีวิตก็สัมผัสได้ถึงความสุข อีกไม่นานคงจะได้กลับไปอยู่กับแม่ ญาติพี่น้อง และเป็นสาวชาวสวนอย่างเต็มตัว

ปาณิสรา อารยะถาวร สาวน้อยหัวใจไม่แพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/580516

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 09:41 น.

ปาณิสรา อารยะถาวร สาวน้อยหัวใจไม่แพ้

ไม่แปลกหากคุณจะตัดสินสาวน้อยตากลมตรงหน้าเพียงผิวเผินว่าเธอเป็นสาวสวย มั่นใจ สมกับเป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ แต่หากได้รู้จัก วัน-ปาณิสรา อารยะถาวร นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงไปอีกนิด คุณจะพบว่านอกจากใบหน้าที่สะสวยแล้วหัวใจของเธอยังสวยเหลือเกิน

เพราะหากไม่บอกอาจไม่รู้ ไม่สังเกตอาจไม่เห็นว่า ภายใต้รอยยิ้มแสนหวานนี้ แอบซ่อนหัวใจที่แข็งแกร่งของเด็กหญิงที่เกิดมาพร้อม “มือขวาผิดปกติตั้งแต่กำเนิด”

ฝันร้ายตั้งแต่ลืมตาดูโลก

วัน สาววัยใส พาย้อนวันวานถึงวินาทีที่ลืมตาดูโลกมาพร้อมความผิดปกติของร่างกายด้วยน้ำเสียงสดใสที่สะท้อนจากใจ หาได้เจือความเจ็บช้ำ หรือตัดพ้อต่อโชคชะตาแม้แต่น้อย

“วันเกิดมาโดยที่มือขวาไม่มีนิ้ว แต่มีเป็นตุ่มๆ ซึ่งวันและครอบครัวเรียกว่า ‘นิ้วน้อย’ พอคุณพ่อวันซึ่งเป็นหมอกระดูกรู้ว่าลูกเกิดมาพร้อมความผิดปกติ ก็ใช้วิธีผ่าเอากระดูกจากนิ้วนางเท้าซ้ายและนิ้วกลางจากเท้าขวามาต่อที่นิ้วมือให้ เลยเหมือนที่นิ้วมีติ่งเล็กๆ ออกมา แต่ก็ขยับไม่ได้ จนทุกวันนี้วันก็ยังไม่รู้นะว่าอาการผิดปกตินี้เกิดจากอะไร เพราะตอนท้องคุณแม่วันซึ่งเป็นสูตินรีแพทย์ก็ดูแลอย่างดี ตอนท้องคุณแม่ก็ไม่รู้ จนกระทั่งคลอดออกมา ซึ่งวันก็คลอดตามกำหนดไม่ได้มีปัญหา”

ในเวลานั้น ทารกน้อยยิ้มให้กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร้เดียงสา กระทั่งเมื่อเริ่มจำความได้ โลกใบเดิมของเธอไม่ได้มีแต่คุณพ่อคุณแม่ และคนที่เข้าใจในสิ่งที่เธอเป็นอีกต่อไป แต่โลกใบใหม่ได้มอบประสบการณ์ชีวิตที่มีรสขมนิดๆ ให้เธอลิ้มลอง

“ตอนเด็กๆ วันก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย เพราะวันโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ก็ให้ความรัก เลี้ยงดูอย่างดีไม่ได้ปิดบังหรือแอบซ่อน ท่านเลี้ยงวันเหมือนเป็นเด็กปกติ จนกระทั่งเข้าโรงเรียน ก็มีโดนเพื่อนล้อบ้างว่ามือกุด ตอนแรกวันก็เสียใจนะ กลับมาบ้านร้องไห้ แต่คุณแม่ก็ปลอบว่า สิ่งที่วันเป็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย วันไม่ได้ทำอะไรผิด วันไม่ได้ทำให้ตัวเองหรือคนรอบข้างเดือดร้อน ที่สำคัญมือน้อยของวันก็ยังทำอะไรได้หลายอย่าง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนวันตลอด คือ อย่าไปโกรธเพื่อนที่เขาถามก็เพราะเขาสงสัย ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอโตขึ้นก็ไม่มีใครล้อหรือสงสัยอีก”

นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเกราะกำบังจิตใจที่เข้มแข็งให้ลูกสาวคนโตของครอบครัวแล้ว วันเองก็สร้างกำลังใจที่เข้มแข็งให้ตัวเองตั้งแต่เด็ก

“วันคิดเสมอว่า เราก็คือเรา เราไม่จำเป็นต้องแอบซ่อน เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นได้ วันพยายามพัฒนาตัวเอง เพื่อจะเป็นทุกอย่างที่อยากเป็น อย่างสมัยเด็กมีวิชาการงานอาชีพ แล้วต้องตอกตะปู ตอนแรกวันก็ทำไม่ได้ ก็มีงอแงว่าทำไมทำไม่ได้ แต่วันก็พยายามฝึกจนในที่สุดก็ทำได้ หรืออย่างกินข้าว วันก็ฝึกจนจับช้อนส้อมได้ถนัดทั้งมือซ้าย-ขวา ยกดัมบ์เบลก็ได้ แรกๆ อาจจะมีทรงตัวลำบาก แต่วันก็ค่อยๆ ฝึก ทำบ่อยๆ ก็ทำได้

วันบอกตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าอะไรเป็นข้อจำกัดก็แล้วแต่ เราแค่ยอมรับและพัฒนาให้เราเป็นเราที่ดีขึ้น อย่าให้ข้อจำกัดเล็กๆ กลายเป็นขีดจำกัดของชีวิต วันอาจจะใช้มือขวาเขียนหนังสือได้ไม่ดี เขียนแล้วอ่านได้ไม่รู้เรื่อง วันก็แค่หาตัวช่วยอื่น ด้วยการฝึกมือซ้ายในการเขียนแทน ขณะเดียวกันวันยังว่ายน้ำ ตีแบดได้ สุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ว่าวันโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่สนับสนุน อยากทำอะไร ก็หาทางช่วย ไม่ใช่แค่ให้เงินไปเรียน แต่ให้เวลา เป็นกำลังใจ รวมทั้งคนรอบข้างวัน สมัยเด็กวันอยากเป็นดรัมเมเยอร์ คุณครูและเพื่อนๆ ก็ช่วย จนได้เป็น ต่อให้ต้องถือไม้ดรัมเมเยอร์ด้วยมือซ้ายแทนก็ไม่เป็นไร”

ไม่มีคำว่า“เป็นไปไม่ได้” ในพจนานุกรมชีวิต

ฟังเสียงใสๆ ของวันที่ค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม นอกจากจะทำให้ชุ่มชื้นหัวใจแล้ว ยังอดปรบมือให้ความมุ่งมั่นของสาวเก่งไม่ได้ เพราะตั้งแต่เล็ก เธอไม่เพียงเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นนักกิจกรรมตัวยง

“วันฝันอยากเป็นผู้พิพากษามาตั้งแต่เด็ก เพราะครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสติดตามคุณพ่อไปศาล แล้วเกิดแรงบันดาลใจว่าอยากทำหน้าที่ตรงนั้น วันจึงเลือกเรียนกฎหมาย เพราะคิดว่ากฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัว การทำหน้าที่ผู้พิพากษาทำให้เราได้ช่วยใครหลายๆ คน ทั้งคนถูกและคนผิด ซึ่งเขาจะได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อกลับมาเป็นคนดีอีกครั้ง ตั้งแต่เด็กเวลามีใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร วันจะตอบว่า อยากเป็นผู้พิพากษา ถึงส่วนตัววันจะเอนมาทางสายคณิตศาสตร์ เคยเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งคณิตศาสตร์หลายรายการก็ตาม เพราะสำหรับวันเวลาทำข้อสอบกฎหมาย ก็เหมือนทำโจทย์เลข ได้แก้ไปทีละขั้น”

ตั้งแต่เด็กวันถือเป็นเด็กหัวแถว เรียนดี สอบได้ที่ 1 มาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนอนุบาลนครสวรรค์ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนนักเรียนไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ Wizard at Mathematics International Competition (WIZMIC 2009) ณ ประเทศอินเดีย ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงประเภทบุคคล และรางวัลเหรียญเงิน ประเภททีม และยังได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนนักเรียนไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ ในการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ International Mathematics and Science Olympiad For Primary School 2010(IMSO 2010) ณ ประเทศอินโดนีเซีย ได้รับรางวัลเหรียญเงิน

พอขึ้นมัธยมต้น เธอสามารถทำคะแนนสอบได้เป็นอันดับ 1 ของโรงเรียนนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด โดยเข้าเรียนในห้องโครงการดาวรุ่งมุ่งโอลิมปิก ได้รับรางวัลเหรียญทอง ชนะเลิศ กิจกรรมอัจฉริยภาพทางด้านคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ภาคเหนือ ครั้งที่ 62 ปีการศึกษา 2555 รางวัลเกียรติบัตรเหรียญทอง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น การแข่งขันความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 10 ปีการศึกษา 2555 และรางวัลเหรียญทอง ระดับประเทศ การแข่งขันชิงแชมป์การคิดและแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ ครั้งที่ 13 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

“ช่วงมัธยมนอกจากจะได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน วันยังได้เข้าแข่งขันหลายรายการ สำหรับวันผลแพ้หรือชนะ ไม่สำคัญเท่ากับการที่ได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองในทุกรอบการแข่งขัน รู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นในทุกการแข่งขัน คุณพ่อกับคุณแม่สอนเสมอว่า อย่าประมาท ตอนเตรียมตัวไม่ว่าจะทำอะไรเราตั้งใจตอนเตรียมตัวทำให้ดีที่สุด ถ้าเราเตรียมพร้อม เมื่อถึงเวลาลงมือทำ ก็ไม่ต้องเครียด กดดันตัวเอง แค่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้ดีที่สุด แล้วเราจะไม่เสียใจทีหลัง ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ภูมิใจ”

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้ามหาวิทยาลัย วันสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สายการเรียนวิทย์-คณิต โดยเธออยู่ในโครงการพัฒนาศักยภาพทางด้านคณิตศาสตร์ (GIFTED MATH) และยังเดินสายกิจกรรมด้วยการเป็น 1 ใน 5 Speech Freshy ผู้นำวาทีแห่งเตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ 11 เป็นคณะกรรมการนักเรียน และยังรับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานต่างๆ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ก้าวสู่โลกอีกใบในรั้วมหาวิทยาลัย

ชีวิตสมัยวัยใสว่าสนุกครบรสแล้ว เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย วันก็ยังคงมุ่งมั่นทั้งเรื่องเรียนและกิจกรรมไปควบคู่กันตั้งแต่เป็นเฟรชชี่ เธอได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทีมโต้วาทีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ การแข่งขันโต้วาทีอุดมศึกษา ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 23 นอกจากนี้ยังเป็น MC of CHULA ภาคพิธีการ รุ่นที่ 3 รับหน้าที่พิธีกรในงานต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่น พิธีปฐมนิเทศและถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตใหม่ งานปิยมหาราชาภิสดุดี เนื่องในวันปิยมหาราช งานสยามานุสสติ เนื่องในวันมหาธีรราชเจ้า งานรับน้องก้าวใหม่ที่ฐานรับขวัญณ ศาลาพระเกี้ยว งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 ณ กิจกรรมลาน MBK, พิธีกรการแสดงดนตรี เนื่องในวันแม่แห่งชาติ งานรับขวัญนิสิตใหม่ พิธีเปิดและปิด CU freshy games2018 ฯลฯ

ล่าสุด เธอได้รับเลือกให้เป็นกลุ่มผู้อัญเชิญพระเกี้ยวแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 73 โดยเธอได้รับตำแหน่งผู้อัญเชิญพระเกี้ยว

“ถามว่าใครมาสมัครได้บ้าง จริงๆ เวทีนี้เปิดกว้างสำหรับนิสิตทุกคน มาเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก ตอนที่มาสมัคร วันไม่ได้คิดว่า เพราะร่างกายเราเป็นแบบนี้ จะเป็นข้อจำกัดไม่ให้เราทำ วันนั้น วันไม่รู้หรอกว่าปลายทางเป็นข้อจำกัดไหม แต่อย่างที่บอกว่าวันทำทุกอย่างเต็มที่ ถ้าผิดหวัง วันก็แค่ลุกขึ้นมาใหม่ วันไม่เคยเจออะไรที่ทำไม่ได้ แล้วรู้สึกเศร้า หรืออาจจะเคยเจอ แต่ลืมไปแล้ว (หัวเราะ) วันว่าทุกประสบการณ์ที่เราเจอ มันทำให้เราเติบโตขึ้น อย่างตอนมาคัดเลือกเป็นกลุ่มผู้อัญเชิญพระเกี้ยว ถ้าสุดท้ายเพราะสิ่งที่วันเป็นมีผลให้วันไม่ได้ไปต่อ วันยอมรับการตัดสินของกรรมการ วันแค่เตรียมตัวและทำทุกรอบคัดเลือกอย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะตัดด้วยเหตุผลอะไรก็ยอมรับได้ ถ้ามือขวาของวันจำเป็นจริงๆ ก็รับได้ เพราะมือขวาก็คือตัววัน

สาวสวยพลังบวกล้น ยังถือโอกาสใช้พื้นที่ตรงนี้ ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่เคียงข้างเธอมาตลอด ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกแย่กับสิ่งที่เป็นเลยสักครั้ง

“ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงวันอย่างดี ขอบคุณอาจารย์ตั้งแต่เด็ก เพื่อนๆ ทุกคน ทำให้วันเป็นวันในวันนี้ ทุกคนไม่เคยมองว่าวันต่างจากคนอื่น ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อย่างการเป็นกลุ่มผู้อัญเชิญพระเกี้ยว วันซึ้งใจทุกคน โดยเฉพาะตอนที่รู้ว่าตอนที่จะถ่ายรูปรวม ทุกคนจะเปลี่ยนท่าโพสมาเป็นใช้มือซ้ายทับมือขวา ซึ่งต่างจากปีก่อนๆ ที่ทุกคนจะยืนมือขวาทับซ้าย จริงๆ วันไม่ติดเลยต่อให้ใช้มือขวาทับซ้าย วันก็ไม่อาย แต่พี่ๆ เขาคิดเผื่อเรา ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มีความหมายเหลือเกิน” วันกล่าวด้วยดวงตาเป็นประกาย

นิสิตคนเก่งยังทิ้งท้ายด้วยการส่งต่อพลังบวกให้กับทุกคนที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตว่า วันไม่อยากให้หลายคนปิดกั้นตัวเอง แต่จงเลือกที่จะให้โอกาสตัวเอง

“ตั้งแต่เด็กวันบอกตัวเองเสมอว่า ขอบคุณที่วันเป็นวันในวันนี้ วันไม่รู้หรอกว่า เราคิดแบบนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจ หรือเข้าข้างตัวเองไปมั้ย แต่อย่างน้อยถ้าวันนั้นเราเกิดมาเหมือนคนอื่น แต่เราอาจจะไม่ได้เป็นลูกคุณพ่อคุณแม่ วันก็คงเลือกที่จะเป็นแบบนี้ ซึ่งวันยังสามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่าง วันดีใจที่เกิดเป็นวัน ไม่ได้อยากมีครบ สำหรับวันตอนนี้ก็ดีที่สุดแล้ว” วันทิ้งท้าย