ถ้ำผาม่อเกาคู (1) จารึกหนึ่งพันปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582118

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 14:39 น.

ถ้ำผาม่อเกาคู (1) จารึกหนึ่งพันปี

เรื่อง: นิธิพันธ์ วิประวิทย์

กลุ่มถ้ำม่อเกาคู (莫高窟) คือหนึ่งในสี่กลุ่มถ้ำพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน “ม่อเกาคู” แปลว่า “ถ้ำสูง(ใน)ทะเลทราย” กลุ่มถ้ำนี้ตั้งอยู่บนผาหิน ณ เขาหมิงซาซาน (鸣沙山) เมืองตุนหวง (敦煌) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู่บ้างเรียกถ้ำนี้ตามชื่อเมืองว่า “ถ้ำหินเมืองตุนหวง”

มองจากกูเกิลเอิร์ธ ทางตะวันออกของเมืองตุนหวงคือเส้นทางมุ่งสู่ใจกลางอาณาจักรจีน ทางตะวันตกมีทะเลทรายทะกลิมากันที่กว้างใหญ่ ทางเหนือและใต้ขนาบด้วยที่ราบสูงมองโกล และที่ราบสูงทิเบตตามลำดับ จากชัยภูมิข้างต้นตุนหวงจึงเป็นหนึ่งในเมืองทางผ่านจากศูนย์กลางอาณาจักรจีนออกสู่แผ่นดินตะวันตก และจากตะวันตกเข้าสู่จีนเช่นกัน ในบางช่วงที่ขอบเขตอาณาจักรจีนสิ้นสุดที่มณฑลกานซู่ สามารถเรียกได้ว่าตุนหวงเป็นประตูที่เปิดออกไปสู่อารยธรรมตะวันตกของแผ่นดินมังกร

จากศูนย์กลางของจีน เมืองตุนหวงตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายย่อมๆ เป็นเมืองสุดท้ายก่อนที่จะออกไปสู่ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่ชื่อ “ทะกลิมากัน” ซึ่งมีพื้นที่เท่ากับประเทศนิวซีแลนด์

ก่อนที่ผู้อ่านจะฟังคำบรรยายบรรยากาศของเมืองตุนหวงจนผิวไหม้เกรียม คอแห้งผาก ผมขอดึงทุกท่านวกเข้ามาโฟกัสที่ประวัติของถ้ำม่อเกาคู

กว่า 1,600 ปีที่แล้ว เมื่อปี ค.ศ. 366 ในราชวงศ์จิ้นตะวันออก (หลังยุคสามก๊กไม่นาน) มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่าเยว่จุน(乐尊) จาริกมาที่เมืองตุนหวง

ภิกษุรูปนั้นเห็นยอดผาหินบนเขาหมิงซาซานมีแสงทองส่องสว่างเป็นนิมิตศักดิ์สิทธิ์ ภิกษุเยว่จุนจึงตัดสินใจจะปักหลักลงที่นี่

แล้วท่านจึงเริ่มเสาะหาที่ทาง เพื่อเจาะถ้ำที่หน้าผา เพื่อไว้ปฏิบัติสมาธิตามวิถีแห่งพระพุทธองค์

กระแสจาริกสู่ดินแดนตะวันตกของชาวจีนเพื่อศึกษาพระธรรมในยุคนั้นเริ่มมีมาสักพัก เมืองตุนหวงแม้ตั้งอยู่กลางทะเลทราย จึงมีภิกษุเดินทางผ่านมาอยู่เสมอ

จากถ้ำแรกที่ภิกษุเยว่จุนเริ่มเอาไว้ จึงตามมาด้วยถ้ำที่สองที่สามและถ้ำต่อๆ ไป ไม่นานนัก หน้าผาบนเขาหมิงซาซานก็เต็มไปด้วยถ้ำสำหรับการบำเพ็ญภาวนา

ถ้ำในช่วงแรกนั้นเป็นไปเพื่อการทำสมาธิของภิกษุแต่ละรูป จึงเป็นถ้ำขนาดเล็ก แต่เมื่อเริ่มมีภิกษุและศาสนิกชนผ่านมาตุนหวงเป็นจำนวนมาก ขนาดถ้ำก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับกิจกรรมที่เพิ่มเติมขึ้นมา บางถ้ำเริ่มสร้างตั่งดินเอาไว้เป็นที่พักพิงหลีกลี้สภาพอากาศที่หฤโหดภายนอก

และเพื่อให้ศาสนิกชนและภิกษุได้ระลึกถึงเป้าหมายและบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติได้ง่ายขึ้น พุทธศิลป์จึงเริ่มถูกสลักเสลาแต่งแต้มเข้าไป ทั้งในลักษณะรูปปั้นและภาพเขียนบนผนังถ้ำ

นอกจากกลุ่มพุทธศาสนิกชนแล้ว ก็ยังมีขบวนพ่อค้าและกองคาราวานที่ค้าขายอยู่ตามเส้นทางสายไหมผ่านไปมา

ที่จริงการเดินทางไกลธรรมดาในสมัยนั้นก็อันตรายอยู่ในตัว ไม่ต้องพูดถึงเส้นทางท่ามกลางทะเลทราย ซึ่งชีวิตอาจจบในพายุทรายที่คาดเดาไม่ได้ หรือไม่ก็อดตายหรือตายฉับพลันจากการถูกเข้าปล้นชิงโดยกลุ่มกองโจร อ่อ ลืมบอกไปว่า ชื่อทะเลทราย “ทะกลิมากัน” เป็นภาษาอุยกูร์ ซึ่งแปลว่า “เข้าแล้วออกไม่ได้” จากสถานที่บำเพ็ญเพียรของภิกษุทั้งหลาย จึงค่อยๆ กลายเป็นสถานที่ขอพรปกปักรักษาของผู้คนที่ผ่านไปมา จากถ้ำเพื่อนั่งสมาธิจึงกลายเป็นวัดวาอาราม

ถ้าม่อเกาคูแห่งเมืองตุนหวงจึงกลายเป็นโอเอซิสทั้งทางกายและทางใจก่อนออกไปเผชิญความหฤโหดที่จะตามมาในช่วงเวลาที่ต้องเดินทางสู่ความกันดารอันยาวไกล

จากนั้นเศรษฐีและพ่อค้าก็มีบทบาทขึ้นมา ด้วยการเข้าอุปถัมภ์วัดถ้ำแถบนี้กันตามอัธยาศัย จากภาพพุทธประวัติมากมาย ก็เริ่มแทรกด้วยการเล่าเรื่องและรูปภาพของสมาชิกในครอบครัวผู้อุปถัมภ์

ใครมีกำลังทรัพย์มากก็สร้างถ้ำใหญ่ พระใหญ่ ภาพใหญ่ แทรกภาพสมาชิกได้มาก ส่วนใครมีทุนน้อยก็สร้างเล็กๆ ตามกำลังทรัพย์อันหลากหลาย

ถ้ำม่อเกาคูถูกสร้างต่อเนื่องกันไปเรื่อย และรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์ถังตามความคึกคักของการค้าบนเส้นทางสายไหม

ในรัชสมัยฮ่องเต้หญิงหวู่เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) บนหน้าผามีถ้ำนับพัน แต่เมื่อเกิดเหตุกบฏอันลู่ซานซึ่งเกิดในราชวงศ์ถังเช่นกัน ช่วงเวลาหลังจากนั้นหลายร้อยปี เมืองตุนหวงก็ถูกสลับกันปกครองระหว่างชนเผ่านอกด่านกลุ่มต่างๆ กับจีน

ถ้ำม่อเกาคูมีการสร้างเสริมต่อเรื่อยมาอีกบ้าง แม้จะไม่รุ่งเรืองเท่าเดิมก็ตาม และการเจาะถ้ำเพิ่มเติมก็หยุดลงที่ยุคราชวงศ์หยวน แล้วตุนหวงก็ถูกปล่อยให้เกือบร้าง เพราะการเสื่อมลงของเส้นทางสายไหมทางบก และความตึงเครียดของสงครามระหว่างมองโกลกับจีน

สมัยต่อมาในราชวงศ์หมิง ด่านทางตะวันตกของจีนถูกสั่งปิดอย่างเป็นทางการ เมืองตุนหวงที่เคยเป็นทางผ่าน และประตู ก็กลายเป็นพื้นที่เวิ้งว้างอยู่ห่างจากศูนย์กลางอาณาจักร กลายเป็นที่อยู่อาศัยของชาวปศุสัตว์เร่ร่อนบนชายขอบแผ่นดินจากจุดเริ่มต้นของถ้ำบนผามาถึงถ้ำแห่งสุดท้ายที่ถูกสร้างขึ้น เรียกได้ว่าถ้ำผาม่อเกาคูมีระยะเวลาก่อสร้างรวมกันนับพันปี และเป็นพันปีที่มีเจ้าภาพร่วมก่อสร้างจากหลากหลายชนชาติ หลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายยุคสมัย บางครั้งบางยุคที่พื้นที่วาดบนผนังถ้ำขาดแคลน ก็เลือกลบล้างภาพเก่าบางส่วนในถ้ำเดิมออกแล้ววาดภาพด้วยเรื่องราวใหม่ของเจ้าภาพสมัยนั้นๆ แทรกเข้าไปแทน

เรียกเป็นภาษากราฟฟิตี้สมัยนี้ว่า “บอมบ์งาน”

ในการบอมบ์งานซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายสมัย ผนังบางผืนจึงเป็นรอยต่อของศิลปะที่ห่างกันนับร้อยปีได้ในถ้ำเดียว

และด้วยปริมาณถ้ำที่มากมาย ความงามในสายตาของผู้คนแต่ละสมัย จึงถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน

ถ้ำม่อเกาคูจึงเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะและห้องเรียนพุทธศิลป์หลากหลายยุคชั้นดี

ไม่ว่าจะเป็นความงามที่มาจากร่างที่หนักแน่นเข้มแข็งในช่วงที่พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแผ่เข้ามาสู่จีน หรือรูปร่างที่บอบบางใต้จีวรหลวมใหญ่ในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ หรือลักษณะเจ้าเนื้ออวบอิ่มในราชวงศ์ถัง นอกจากภาพพุทธประวัติและสรวงสวรรค์ ยังมีภาพชีวิตประจำวันของสามัญชนต่างแทรกอยู่ในซอกมุมต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นงานฉลองการเข้ารับราชการ เด็กถูกคุณครูหวดก้น หนุ่มใหญ่นั่งแปรงฟัน รถเข็นทารกยุคโบราณ ฯลฯ ล้วนถ่ายทอดภาพวิถีชีวิตเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ประหนึ่งอุโมงค์ย้อนเวลาสู่อดีต

ในปัจจุบัน วงวิชาการหลากหลายของจีนต่างมาศึกษาหาประวัติศาสตร์ที่นี่ เพื่อศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเพณี ดนตรี เครื่องแต่งกาย ฯลฯ บ้างจินตนาการต่อยอด แล้วสร้างเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมใหม่อีกครั้ง เชื่อมต่อกับรากโบราณ เช่นระบำโบราณสมัยราชวงศ์ถัง ก็ถูกศึกษารื้อฟื้นจากภาพนางฟ้าร่ายรำบนผนังถ้ำแห่งตุนหวง

ที่จริงสิ่งที่พบได้ในถ้ำม่อเกาคูไม่ใช่แค่อดีตของจีนเท่านั้น แต่เป็นอดีตของโลกตะวันตกที่พบกับโลกตะวันออก

เพราะภาพบนผนังถ้ำยังเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งอารยธรรมตะวันตกที่สืบทอดมาตามเส้นทางสายไหม ไม่ว่าจะเป็นจาก อินเดีย เปอร์เซีย ฯลฯ เช่น ภาพนักบวชในศาสนาโซโรอัสเตอร์ ภาพเครื่องดนตรีจากเปอร์เซีย ภาพจักรราศีในความเชื่อชาวตะวันตก

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสถานที่นี้จึงเป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์หลากหลายมากมาย เพราะภาพในผนังถ้ำที่จารึกไว้ หากนำเอามากางต่อเรียงกันจะมีความยาวเกือบ 30 กิโลเมตรมากทั้งคุณภาพและปริมาณ

ทุกวันนี้นานาชาติ จึงต่างร่วมกันเข้ามาศึกษาและวิจัยถ้ำม่อเกาคู

เรื่องราวของถ้ำม่อเกาคูคงแฮปปี้เอนดิ้ง เรียบง่าย ไม่วุ่นวายนัก หากในวันที่ 25 มิ.ย. ปี 1900 นักพรตหวางหยวนลู่ นักพรตบ้านๆ คนหนึ่งไม่บังเอิญไปเจอะเจอถ้ำลับที่ถูกปิดผนึกซึ่งซ่อนสมบัติอันล้ำค่าเอาไว้นักพรตหวางหยวนลู่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบความลับแห่งม่อเกาคู และในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็ทำให้เขากลายเป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระจัดกระจายสูญหายของสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ไปจากจีนกว่า 2 ใน 3 ส่วนจนนักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า “ตุนหวง คือประวัติศาสตร์ของวงวิชาการที่น่าชอกช้ำใจของจีน”

อะไรอยู่ในถ้ำลับแห่งนั้น อะไรทำให้สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ดูแล้วน่าจะโชติช่วงดีอย่างตุนหวง กลายเป็นเรื่องน่าช้ำใจ

ติดตามอ่านได้ในอาทิตย์หน้า

ท่าพระนารายณ์บรรทม แบบดัดแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582025

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 13:01 น.

ท่าพระนารายณ์บรรทม แบบดัดแปลง

เจี๊ยบคิดว่าหลายท่าน เมื่อเห็นภาพไฟนอลหรือภาพสุดท้ายของท่านี้แล้ว จะต้องคิดว่ามันง่ายแน่ๆ เลย จนกว่าจะได้ลองทำจริงๆ จะรู้ว่าการค้างท่านี้ให้ได้สัก 5ลมหายใจนั้นไม่ง่ายเลยล่ะ

ในท่าพระนารายณ์บรรทมแบบดั้งเดิม จะยกขาบนเพียงขาเดียว ขาล่างไม่ได้ยก ทำให้ไม่ยากเมื่อต้องทรงตัวค้างท่า แต่ในเวอร์ชั่นนี้นั้นต้องยกขาลอยทั้งสองข้าง การทรงตัวด้านข้างจึงเป็นการท้าทายขณะฝึก เพราะนั่นหมายถึงต้องควบคุมความมั่นคงเพื่อทรงตัว ด้วยการใช้แกนกลางมากขึ้นอีกเท่าตัว

สำหรับการฝึกท่านี้จะช่วยลดอาการปวดหลังล่าง เพิ่มการเคลื่อนไหวให้กับสะโพก รวมทั้งกระตุ้นการจดจ่อและสมาธิเมื่อเราค้างท่า

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากท่านอนตะแคงตัวด้านข้าง ให้แขนขวาอยู่ใต้ศีรษะหรือใต้ใบหู นอนแล้วรู้สึกสบาย ส่วนขาทั้งสองข้างวางซ้อนกัน จากนั้นหายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจเพื่อเตรียม

2.หายใจเข้ายกแขนซ้ายขึ้นชี้สู่ด้านบนลองค้างท่านี้สักครู่หากเมื่อเรายกมือ 1 ข้างลอยขึ้นจากพื้นแล้วรู้สึกถึงความไม่มั่นคงตัวเอนหรือเอียงไม่สามารถทรงตัวได้ให้ลองฝึกท่านี้ให้ดีก่อนเพราะตอนที่เราวางมือค้ำไว้ที่พื้นเราจึงไม่ล้ม แต่เมื่อไม่มีมือคอยช่วยแล้วขาทั้งสองข้างก็ซ้อนทับกันอยู่การทรงตัวจึงต้องใช้สมาธิ ลองค้างท่านี้ประมาณ 3 รอบลมหายใจ

3.จากนั้นหายใจออก ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างลอยขึ้นด้วยการยกขึ้นมาคู่กันแล้วพร้อมกันทั้งสองข้าง ตะแคงฝ่าเท้าซ้อนกันไว้แล้วลองยกให้สูงขึ้นมากที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยลำตัวยังเป็นเส้นตรงไม่โยกขาหรือลำตัวไปด้านหน้าหรือด้านหลัง จากนั้นลองค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจเข้า-ออก แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า จากนั้นลองฝึกสลับข้าง

รถไฟไทย การเดินทางโรแมนติกแบบไทยๆ [1]

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582022

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

รถไฟไทย การเดินทางโรแมนติกแบบไทยๆ [1]

จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเดินทางโดยรถไฟเป็นความโรแมนติกที่สุดในบรรดาวิธีการเดินทางทั้งหมด

ยกเว้นการขี่ม้า ซึ่งฉันคิดว่าการขี่ม้ากับอัศวินเป็นที่สุดของคู่รัก

แม้กระทั่งละคร “บุพเพสันนิวาส”ยังมีฉากพระเอกพานางเอกขี่ม้าชมเมือง แต่ในปี พ.ศ.นี้ มันคงเป็นแค่ภาพจำลองในอดีตที่เราเห็นในหนังหรือละคร เวลาเราต้องการแสดงให้เห็นถึงความโรแมนติกของคู่รัก

รถไฟก่อกำเนิดมาสักประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว เมื่อปี 2357 จอร์จ สตีเฟนสัน ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์รถจักรไอน้ำชื่อว่าร็อกเกต ได้สำเร็จ เพื่อใช้ลากจูงแทนม้าขนถ่านหินในเหมือง หลังจากนั้นค่อยพัฒนานำมาใช้ขนส่งผู้โดยสารและสินค้า

ส่วนรถไฟเข้ามาในกรุงรัตนโกสินทร์ในปี 2398 ก็เพราะ เซอร์จอห์น เบาว์ริง นักเจรจาชาวอังกฤษนี่แหละ เป็นผู้เจรจาสนธิสัญญาใหม่ โดยคราวนี้ได้อัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนางวิกตอเรียแห่งอังกฤษ เพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 4

ประกอบด้วยรถไฟจำลองย่อส่วนจากของจริง เป้าหมายคือจะให้เป็นเครื่องดลใจคิดสถาปนากิจการรถไฟขึ้นในราชอาณาจักรไทย

แต่ในช่วงเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่มั่นคง และมีจำนวนพลเมืองน้อย กิจการจึงระงับไว้ก่อน จนกระทั่งปี 2430 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 การเริ่มต้นกิจการรถไฟจึงเกิดขึ้น

เนื่องด้วยสาเหตุการเข้าถึงราษฎรในที่ห่างไกลลำบากโดยทางเรือและทางเกวียน และการล่าอาณานิคมก็ขยายไปทั่วอินโดจีนการสร้างทางรถไฟจึงเป็นการตรวจตราป้องกันการรุกราน และเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้แลกเปลี่ยนขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไปมาถึงกันได้สะดวกขึ้น

เส้นทางแรกที่สำรวจเพื่อการสร้างทางรถไฟคือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ หลายปีต่อมาเราก็มีรถไฟอย่างเป็นทางการ การสร้างรถไฟในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งทั้งหมดที่เป็นผู้ดำเนินการ มีคนไทยอยู่น้อยมากที่จะเป็นลูกมือ

การพัฒนาการรถไฟต่อมาจึงเป็นเรื่องยากยิ่งนัก ฉันเข้าใจว่าการส่งลูกหลานไปเรียนเรื่องวิศวกรรมในต่างประเทศสมัยนั้นเป็นเรื่องของเจ้าขุนมูลนาย ความรู้ที่ส่งมาถึงคนไทยในการต้องดำเนินกิจการรถไฟไทยจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งกว่า

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงโครงสร้างที่การรถไฟที่มีระบบขั้นตอนมากมาย แล้วยิ่งทำให้คนไทยซึ่งมีการศึกษาแค่ขั้นพื้นฐานมีน้อย ยิ่งทำให้เกิดการพัฒนาได้ยาก แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่ารถไฟจะมีปัญหาแค่ไหน การเดินทางโดยรถไฟก็จะได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยความปลอดภัยและราคาถูก

โดยเฉพาะรถไฟชั้นสาม ที่ได้เห็นวิวหลักล้านแต่จ่ายที่นั่งแค่หลักสิบ ซื้อความโรแมนติกได้ไม่ยากเลย และในช่วงที่รัฐยื่นมือเข้ามาช่วยก็ได้นั่งฟรี

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนฉันตัดสินใจในบ่ายวันหนึ่งว่าฉันจะขึ้นเชียงใหม่ในวันหยุดยาว ครั้งนั้นฉันจำไม่ได้ว่าเป็นวันหยุดเนื่องในโอกาสใด แต่เป็นครั้งแรกที่ฉันคิดจะกลับไปเยี่ยมเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในรอบหลายปี

รถไฟเป็นอันดับแรกผุดขึ้นมาในความคิด เมื่อคิดแล้วโทรไปถามรายละเอียดการเดินทางในค่ำวันนั้น ทางปลายสายแจ้งว่าให้มาซื้อตั๋วเลย เพราะรถไฟชั้นหนึ่งชั้นสองเต็มหมดแล้ว เหลือชั้นสามซึ่งไม่รับจอง เพราะเปิดให้นั่งได้ตามอัธยาศัย

ฉันโทรหาเพื่อนเพื่อชวนขึ้นเชียงใหม่ด้วยกัน เพื่อนตอบรับทันที เรานัดเจอกันตอน 2 ทุ่ม เพราะรถไฟเที่ยวที่เราจะไปออก 4 ทุ่ม เมื่อถึงหัวลำโพง ฉันดิ่งไปที่ช่องซื้อตั๋ว ฉันได้ตั๋วชั้นสาม 2 ใบ ตอนนั้นจำได้ว่าราคาไม่ถึง 200 บาท

ฉันเคยนั่งรถไฟตอนเด็กๆ และเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แม้ว่าจะเป็นชั้นสามก็ตาม มันสนุกมาก ได้กินไก่ปิ้ง อาหารจากชาวบ้านที่ขึ้นมาขายตามสถานี และยิ่งได้ดูหนัง “ผีเสื้อและดอกไม้” ชีวิตบนรถไฟยิ่งตอกย้ำความโรแมนติกมากขึ้น

กลับมายังหัวลำโพงในปีนั้น รถไฟชั้นสามที่ฉันขึ้นค่อนข้างแออัด ฉันกับเพื่อนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ว่าอีกอย่างน้อย14 ชั่วโมง เราจะเจอกับอะไร

เรามองหน้ากันและตัดสินใจไปยังตู้เสบียง รถไฟยังไม่ออก ตู้เสบียงยังไม่เปิด แต่ฉันกับเพื่อนก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าฉันนั่งรอสั่งอาหารได้ไหม เจ้าหน้าที่ตู้เสบียงบอกได้ แต่ถ้าจะนั่งยาวต้องมีเงื่อนไข

ฉันถามว่าเงื่อนไขอะไร เขาตอบว่าต้องสั่งเบียร์อย่างน้อย 6 ขวด เพื่อนฉันตอบทันทีว่าได้ เอามาเลย 12 ขวด พี่ขอ 2 ที่ เจ้าหน้าที่จัดการเคลียร์ที่นั่งให้ฉันและเพื่อนทันที และขอให้จ่ายเงินเลย ฉันและเพื่อนไม่มีปัญหา เพียงแต่บอกว่าให้ทยอยมาเสิร์ฟ เพราะเบียร์จะไม่เย็น

ฉันและเพื่อนจึงได้นั่งที่ตู้เสบียงอย่างสบาย เงื่อนไขที่พนักงานรถไฟยื่นให้ก็น่าแปลกอยู่ ราคาเบียร์ก็แพงกว่าร้านค้านิดหน่อยไม่มากนัก ฉันคิดว่าการรถไฟฯ คงไม่ได้รับรายได้จากสิ่งนี้แน่นอน แต่ฉันคิดว่าก็คุ้มที่เราจะนั่งกินเบียร์ไปคุยกันไปทั้งคืน และได้ดูวิวตอนเช้าในช่วงเข้าเด่นชัย คงสวยน่าดู

ระหว่างนั้นเราก็ดูเมนูอาหารสั่งเป็นกับแกล้ม สักพักนายสถานีประกาศ รถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากสถานี ผู้คนเริ่มวิ่งตามรถไฟ แล้วเริ่มล้นทะลักมาที่ตู้เสบียงซึ่งไม่มีประตูกั้น เพราะประตูเสีย ฉันและเพื่อนนั่งกันอย่างสบาย 2 คน ขณะที่มีที่นั่ง 4คน ไม่มีใครสามารถมานั่งเพิ่มได้ เรามีอภิสิทธิ์นี้ได้ เพราะเราสั่งเบียร์ถึง 12 ขวด

ในวันนั้น 12 ขวดสำหรับพวกเราไม่มากนัก เดี๋ยวก็คงหมด และอาจไม่เมาเท่าไหร่ด้วยภูมิคุ้มกันที่มีมาดี บรรยากาศเริ่มจ๊อกแจ๊กจอแจ เมื่อรถไฟจอดสถานีไหน ก็มีผู้คนขึ้นมาเพิ่มอีกจนเรียกว่าต้องยืนเท่านั้น นั่งก็ยังไม่ได้ คนเริ่มล้นเข้ามาที่ตู้เสบียง ฉันนั่งอยู่ติดกับทางเข้าพอดีและยังมีที่นั่งว่างอย่างละ 1 ที่ข้างฉันและเพื่อน

พอมีที่ว่างจึงมีวัยรุ่นชายค่อยๆ เนียนมานั่งกับฉันและเพื่อน แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ผู้อารักขาตู้เสบียงก็ไล่วัยรุ่นออกไป บอกไม่มีสิทธินั่ง ความจริงฉันก็ค่อนข้างโล่งใจเพราะไม่แน่ใจในความปลอดภัย

‘The Gaijin Trips’ ใช้ชีวิตให้สุดทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582011

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 11:45 น.

‘The Gaijin Trips’ ใช้ชีวิตให้สุดทาง

อดีตคนบ้างานมีอาการอยากไปพักผ่อน เขาจึงออกเดินทาง“คนเดียว” เพื่อตามหาความสุข ค้นแรงบันดาลใจ และพิสูจน์ตัวเองว่าจะไปได้ไหม ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันมากกว่าคำตอบ…

เพราะเขาได้นำเรื่องราวมาเล่าต่อในเพจเฟซบุ๊ก The Gaijin Trips แบกเป้เที่ยวคนเดียว กลายเป็นพื้นที่แชร์ประสบการณ์ของ “เบนซ์” ถาวร ภัสสรศิริกุล ชายหนุ่มที่หลงใหลการเดินทางเพียงลำพังแต่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแม้แต่น้อย

“ผมทำงานหนัก ต้องคุยงานกับลูกค้าแทบตลอดเวลา เลยเลือกที่จะลองไปท่องเที่ยวคนเดียวดู เหมือนเป็นการหักดิบตัวเองว่าจะเหงาไหม จะรู้สึกยังไง ซึ่งผมก็นึกภาพไม่ออกว่าตัวเองจะเป็นยังไง แต่อะไรที่มันไม่เห็นภาพ แค่นึกก็อยากทำแล้ว

ผมเลยตัดสินใจออกไปท่องเที่ยว ประกอบกับผมทำงานด้านวิดีโออยู่แล้วเลยชอบอัดวิดีโอเก็บไว้มากกว่าภาพนิ่ง พอกลับมาก็ลองตัดต่อ ซึ่งวิดีโอที่ทำ ผมทำในแบบที่ตัวเองชอบจริงๆ เลยคิดอยากมีพื้นที่ไว้เป็นไดอารี่เก็บวิดีโอของเรา และถ้าใครสนใจก็สามารถเข้ามาดูได้”

เบนซ์เปิดเพจมาได้แค่ 6 เดือน แต่ด้วยคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนและวิดีโอที่น่าติดตาม ทำให้ปัจจุบันเพจมียอดไลค์เกือบ 3 หมื่นไลค์ และยูทูบมีผู้ติดตามมากกว่า7 หมื่นคน

ถามต่อว่า นอกจากจะชอบเดินทางคนเดียวแล้ว เขานิยามสไตล์การท่องเที่ยวของตัวเองเป็นแบบไหน เบนซ์เล่าว่า ตั้งแต่เด็กเขาเข้าใจว่าการท่องเที่ยวคือการไปห้าง เพราะครอบครัวของเขาอยู่ชลบุรี ทุกครั้งที่ไปเที่ยวจึงเป็นการเข้ากรุงเทพฯ มากกว่าไปหาธรรมชาติ

“พอผมโตขึ้น ผมเริ่มตั้งคำถามว่า การใช้ชีวิตแบบเดิมอย่างที่ครอบครัวเลี้ยงมา เหมือนปิดกั้นอะไรบางอย่าง ผมเลยลองเป็นตัวเองดู ลองทำสิ่งที่ไม่เคยไป ไม่เคยทำ และสุดท้ายผมก็ค้นพบว่า ผมชอบมัน เพียงแค่ก่อนหน้านั้นยังไม่เคยลองทำเท่านั้นเอง”

เบนซ์เลือกเดินทางไปหาธรรมชาติขึ้นเขา ชมทะเลหมอก อยู่กับชาวบ้านเรียนรู้วิถีชีวิต ซึ่งทุกครั้งที่ไปเป็นครั้งแรกเสมอ

“หัวใจหลักของการทำวิดีโอคือ ความเรียลเวลาผมไปท่องเที่ยว ผมกดปุ่มเรกคอร์ดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าซึ่งไม่ใช่แค่เหตุการณ์เท่านั้น แต่มันยังบันทึกความรู้สึกณ ตอนนั้นของผมไว้ด้วย

เมื่อนำกลับมาดูอีกทีเพื่อตัดต่อให้เป็นเรื่องราว ความรู้สึกต่างๆ มันกลับมาทั้งความสุข เสียงหัวเราะ ความสวยงาม ซึ่งความเรียลเหล่านี้ทำให้วิดีโอมันมีชีวิตและสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ครบถ้วนจริงๆ”

นอกจากนี้ เขายังมองข้อดีของการไปเที่ยวคนเดียวว่า ทำให้เขามองเห็นทุกอย่างโดยปราศจากการปรุงแต่งจากความคิดเห็นของคนอื่น ทำให้เขารู้จักตัวเองจริงๆ ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

การเที่ยวคนเดียวจึงเป็นโอกาสให้เขาได้เสพบรรยากาศอย่างเต็มอิ่มและเป็นตัวเองที่สุด

“ผมเริ่มทำเพจนี้โดยไม่คาดหวังอะไร แค่เป็นพื้นที่ให้เพื่อนๆ ดูว่าเราไปเที่ยวมานะให้มาดูความสวยงาม และสนุกไปกับเราแต่หลังจากนั้นมันเริ่มกลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลการเดินทาง และกลายเป็นงานได้ด้วย

เป็นการทำงานในสิ่งที่ผมรักทั้งสองอย่างคือ การเดินทางและการทำวิดีโอ มันจึงเป็นงานที่เป็นตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์และเป็นงานที่ได้พักผ่อนในเวลาเดียวกัน”

เบนซ์ยังกล่าวถึงการเดินทางว่า การเดินทางทำให้เขาเข้าใจว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในโลกใบนี้ และยังทำให้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตที่ต่างออกไป

“ผมได้พบปัญหาของผู้คนระหว่างทาง ได้ร่วมแชร์ความคิด ความทรงจำกันจนทำให้เราย้อนกลับมามองตัวเองในวันที่ไม่มีความสุขว่า จริงๆ แล้ว มุมมองเท่านั้นที่เป็นปัญหา ถ้าเรามีมุมมองที่ดี เราก็จะใช้ชีวิตในแต่ละวันได้มีความสุข

การเดินทางยังสอนให้ผมแก้ปัญหาระหว่างทางเสมอ จนผมกลายเป็นคนที่เวลาพบกับปัญหาจะสามารถผ่านไปได้อย่างไม่เคยท้อถอย ทำให้การมีชีวิตในแต่ละวันเป็นชีวิตที่มีความหมาย” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางของชายคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก The Gaijin Trips แบกเป้เที่ยวคนเดียว และยูทูบ TheGaijinTrips แบกเป้เที่ยวคนเดียว

คนที่กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่งอาจจะอยากหยุดไปลุยเดี่ยวสักครั้งเหมือนไกจิน

พ่อลูกนัก (บุก) ธุรกิจ วิจัย+ณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582003

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 10:49 น.

พ่อลูกนัก (บุก) ธุรกิจ วิจัย+ณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์

ยกให้เป็นอีกหนึ่งลูกไม้ใต้ต้น สำหรับคู่พ่อลูกนักธุรกิจ วิจัยวิสุทธิไกรสีห์ วัย 67 ปีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทเอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร และผู้ช่วยคนสำคัญ “ณัฐ” ณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ บุตรชายคนโต วัย 41 ปี ผู้เข้ามาช่วยดูแลกิจการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อสานต่อกิจการของครอบครัว

เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตรก่อตั้งในปี 2536 ดำเนินธุรกิจส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวมากว่า 25 ปี มีลูกค้ากว่า 80 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันเป็นผู้นำด้านการผลิต แปรรูป และส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวรายใหญ่ของประเทศไทยหลากหลายแบรนด์ ซึ่งหลายคนรู้จักดีแล้ว เช่น โคโค่แม็ก น้ำมะพร้าวแท้ 100%, กะทิ “อัมพวา” และน้ำนมมะพร้าว “มิลค์กี้ โคโค่” นั่นเอง

พ่อเล่าถึงลูกชายคนเก่ง “ประสบการณ์คือสิ่งสำคัญ”

“ผมเป็นพ่อที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาและความสัมพันธ์กับลูกและครอบครัว ถึงแม้ว่างานที่ทำจะหนัก แต่การทำหน้าที่พ่อต้องไม่บกพร่อง”

วิจัย เล่าว่า สมัยที่ลูกๆ ยังเล็ก หากเขาต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งภาระหน้าที่ไม่ได้เป็นทางการจนเกินไป ก็จะพาลูกไปด้วยทุกครั้ง ระหว่างการเดินทางก็มีท่องเที่ยว เดินเล่น พูดคุย ถ่ายภาพร่วมกัน บ่อยครั้งที่ลูกมีคำถาม มีข้อสงสัย จากการสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ ที่แปลกใหม่ แตกต่างไปในแต่ละสถานที่

“เมื่อลูกถาม เราก็ตอบ ไขข้อสงสัยเหล่านั้นของเขาด้วยการตั้งคำถามกลับไป ให้เขาได้ฝึกการคิด การวิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง ถือว่าฝึกให้กระบวนการคิดของเขาได้ทำงาน ไม่ปิดกั้นสำหรับการเดินทางไปทำงานไปในแต่ละครั้งเป็นระยะเวลาสั้นยาวต่างกัน ให้ลูกได้ค่อยๆ สัมผัส และซึมซับการทำงานของเราไปในตัว”

วิจัย กล่าวว่า สิ่งที่ลูกได้รับกลับมานั้นเป็นสิ่งมีค่า ที่จะอยู่ติดตัวเขาไปตลอดเวลา นั่นคือ “ประสบการณ์” ตอนเป็นเด็กต้องใช้เวลาซื้อประสบการณ์ เมื่อเติบใหญ่มีประสบการณ์มากขึ้น เขาก็จะสามารถใช้ประสบการณ์ซื้อเวลา ใช้ประสบการณ์เป็นเครื่องทุ่นแรงให้เราทำสิ่งต่างๆ ในเวลาที่สั้นที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

“สองคนพ่อลูกชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน หนังสือเล่มไหนที่เห็นว่าดี ก็จะส่งต่อให้ลูกอ่านด้วย ซึ่งการเลือกอ่านหนังสือ หรือความชอบในประเภทของหนังสือต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงนิสัย และความสนใจของลูกๆ แต่ละคน”

สำหรับณัฐ หรือณัฐพล ลูกชายคนโต วิจัย บอกว่า เป็นคนช่างสังเกต ช่างคิด มีสมาธิ และใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ถ้าสนใจอยากรู้สิ่งใด จะใช้เวลาในการศึกษาสิ่งเหล่านั้นแบบเจาะลึก ใช้เวลาศึกษาถึงแก่นแท้ของมัน

“เท่าที่เลี้ยงดูกันมา ณัฐไม่ได้มองอะไรผิวเผินแค่ภายนอก แต่จะมองทุกอย่างแบบวิเคราะห์เจาะลึก สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อ คือไม่มีคำว่า เก่ง กับ เฮง เพราะนั่นคือความสำเร็จเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่สิ่งที่ยั่งยืนก็คือ เก่ง กับ ดี เพราะความเก่งเป็นที่หมายปองของทุกคน แต่ความดีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างบารมี และการเป็นที่ยอมรับ”

การที่ลูกเข้ามารับผิดชอบธุรกิจ วิจัย ชี้ว่าก็หมายถึงการที่เขารับภาระหน้าที่รับอำนาจต่อจากเขาไป แต่อำนาจไม่ใช่บารมี บารมีต้องเกิดจากความดีที่เขาทำและสร้างด้วยตัวของเขาเอง วิจัยเชื่อว่าความดีสามารถสร้างบริวารในเชิงธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เกิดการสนับสนุนและปกป้อง ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

วิจัย ยังเล่าถึงความภาคภูมิใจในตัวลูกชาย ได้แก่ การที่ณัฐพยายามฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ เริ่มต้นก้าวจากศูนย์ และค่อยๆ พัฒนาตนเอง สร้างประสบการณ์และภูมิคุ้มกันที่ดี หลายคนตั้งข้อสังเกตเรื่องการเริ่มจากศูนย์ แต่วิจัยเชื่อในความสำคัญของการเป็นคนทำงานที่แท้ หากเท้าไม่ติดดินก็จะไม่เข้าใจชีวิตจริงของคนทำงาน

“การที่เขาค่อยๆ ขยับทีละก้าวๆ ทำให้เขาเข้าใจว่าเวลาสั่งงานคนอื่น คนที่ทำงานคิดอย่างไร มีข้อจำกัดตรงไหน มีความเป็นไปได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าสั่งๆ ไป แล้วทุกคนต้องทำตามคำสั่ง ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะเรียนรู้ลงมือทำในแบบที่เราอยากให้เขาได้สัมผัส จนเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว เราในฐานะพ่อก็ยังคงอยู่เคียงข้าง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา”

ลูกเล่าถึงพ่อนักทำงานต้นแบบ “พ่อคือโมเดลแห่งความมุ่งมั่น”

ณัฐพล หรือณัฐ ย้อนอดีตถึงคุณพ่อให้ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นพ่อทำงานหนักมาตลอด ในช่วงที่ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น พ่อจะดูแลงานทุกอย่างทั้งหมด

“จะได้ยินพ่อพูดคุยเรื่องงานแทบทุกที่ทุกเวลา สมัยเรียนหนังสือจะต้องไปที่ออฟฟิศพ่อก่อน เพื่อรอกลับบ้านพร้อมกัน บ่อยครั้งที่พ่อมีภารกิจรับรองลูกค้าต่างประเทศ ก็จะพาเราไปด้วย ทำให้ซึมซับเรื่องของการทำงานและธุรกิจอย่างไม่รู้ตัว”

ณัฐ จบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบแล้วทำงานในสายสถาปัตยกรรม 2-3 ปี ก่อนตัดสินใจทิ้งงานสถาปนิกที่ชอบ มาเรียนรู้งานด้านบริหาร เพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัว จากวันนั้นถึงวันนี้ก็กว่า 15 ปีแล้ว

“จุดเริ่มต้นเกิดขึ้น เมื่อพ่อแยกตัวมาทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งค่อนข้างลำบาก เพราะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด มีปัญหามีอุปสรรคให้ต้องฝ่าฟันค่อนข้างมาก ตรงนี้เองเป็นจุดที่เราตัดสินใจว่าต้องแบ่งเบาภาระของที่บ้าน ต้องเรียนรู้งาน ตั้งแต่การผลิต โรงงาน และการตลาด โดยมีพนักงานในบริษัทช่วยทำหน้าที่เป็นครูเป็นพี่เลี้ยงที่ดีมาก

การที่เราเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่สานต่อธุรกิจของครอบครัว เปรียบเสมือนกับการที่เรากำลังจะขึ้นรถที่ขับมาแล้ว การที่จะกระโดดขึ้นไป ต้องวิ่งตามรถให้ทันก่อน ต้องเข้าใจกระบวนการทำงานทั้งหมด ไม่งั้นกระโดดขึ้นไปก็ตกลงมา” ณัฐเล่า

นอกเหนือจากการทำธุรกิจที่พ่อได้สอนให้ ณัฐ ชี้ว่ามีสิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่าง คือการถ่ายทอดเทคนิคการบริหารงานบริหารคน

“ทำให้เราคิดเป็นทำเป็น ไม่ใช่คิดเองทำเอง องค์กรใหญ่ต้องรู้จักการบริหารทรัพยากรบุคคล จึงจะสามารถจัดการธุรกิจขนาดใหญ่ได้ สำหรับพ่อ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต พ่อจะบอกเสมอว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ หากเรามีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ

มีบ้างเหมือนกันที่ในบางสถานการณ์ ความคิดเห็นอาจจะไม่ตรงกัน เพราะต่างคนต่างก็มีวิธีคิดในแบบฉบับของตัวเอง แต่ทุกความต่างก็สามารถจัดการได้ด้วยการพูดคุย ถ้าเป็นเรื่องของธุรกิจ แลกเปลี่ยนกันด้วยตรรกะและเหตุผล บทสรุปที่ดีที่สุดรออยู่”

ณัฐ เล่าต่อว่า สิ่งที่เป็นห่วงพ่อมากที่สุดคือสุขภาพ ปัจจุบันพ่ออายุ 67 ปีแล้ว แต่ยังทำงานตลอดเวลา คอยให้คำปรึกษาเหมือนที่ผ่านมา ถึงทุกวันนี้ความใกล้ชิดกับพ่อไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรื่องที่คุยกันมีตั้งแต่เรื่องงานและคำแนะนำเรื่องครอบครัว

“เพราะมีพ่อเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างทั้งด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต บ่อยครั้งที่ผมเจอเรื่องยากเรื่องท้าทาย ก็แค่คิดว่าก้าวผ่านทุกอย่างไปให้ได้ในแบบที่พ่อเคยทำ และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวพ่อมาก”

ทวีวัฒน์ เดชโพธิยานนท์ ฝันเป็นจริงกับสิ่งรัก อาณาจักร‘ทรานส์ฟอร์เมอร์สยักษ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581999

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 10:17 น.

ทวีวัฒน์ เดชโพธิยานนท์ ฝันเป็นจริงกับสิ่งรัก อาณาจักร‘ทรานส์ฟอร์เมอร์สยักษ์’

ความยอดนิยมของภาพยนตร์ “ทรานส์ฟอร์เมอร์ส” ซึ่งสร้างมากวาดรายได้และเป็นที่ถูกใจของคนดูหนังแนวแอ็กชั่น-ไซไฟทั่วโลก ทั้ง 5 ภาค คือ Transformers (2007) Transformers : Revenge of the Fallen (2009) Transformers : Dark of the Moon (2011) Transformers : Age of Extinction (2014) และ Transformers : The Last Knight (2017)

หากขึ้นเหนือมาเที่ยวเชียงใหม่ โดยเฉพาะที่ อ.สันกำแพง กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงใหม่ บริเวณสี่แยกหลุยส์ ต.ต้นเปา กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเซลฟี่ของบรรดานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

โดยเฉพาะหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ยืนโดดเด่นตระหง่านตา มีขนาดใหญ่สูง8 เมตร เท่ากับตึก 2 ชั้นครึ่ง และอีกหลายตัวที่ตั้งโชว์จนกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ที่จะต้องมาขอถ่ายภาพเซลฟี่กับหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สเหล่านี้

ด้วยความรักและชื่นชอบหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ทวีวัฒน์ เดชโพธิยานนท์ อายุ 46 ปี เจ้าของ M SPORT กล่าวว่า ได้มาพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ให้กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาของถนนสายวัฒนธรรมหรือถนนสันกำแพงสายเก่า หลังจากมีการตัดถนนใหม่ทำให้ผู้คนไม่ค่อยใช้เส้นทางนี้สัญจรไปมามากนักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

“ดังนั้นเพื่อปลุกปั้นให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกครั้ง จึงได้มาลงทุนทำเป็นสปอร์ตคอมเพล็กซ์แบบครบวงจรคิดมูลค่าหลายสิบล้านบาท โดยเฉพาะสนามไดรฟ์กอล์ฟที่ยาวที่สุดและดีที่สุดในประเทศไทย ขนาดความยาว 388 หลา และจากการจัดประลองการแข่งขันมีโปรกอล์ฟสามารถตีไกลที่สุด 330 หลา เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของนักกอล์ฟที่จะมาพิชิตสนามไดรฟ์ที่ยาวแห่งนี้”

สำหรับทรานส์ฟอร์เมอร์ส เป็นหุ่นยนต์ต่างดาวของเล่นจากญี่ปุ่น แต่ไปได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา ก่อนจะถูกเขียนเป็นเรื่องราวที่มีชีวิตขึ้นมา

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส เป็นสปีชีส์ของสิ่งของที่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ เกิดมาจากสปีชีส์ทั่วไปที่สามารถเปลี่ยนร่างได้ เพื่อเปลี่ยนร่างกาย จัดการส่วนประกอบจากโหมดหุ่นยนต์พื้นฐาน ลักษณะเหมือนมนุษย์ ไปเป็นอีกร่างหนึ่ง เช่น ยานพาหนะ อาวุธ เครื่องจักร หรือสัตว์

ความสามารถในการแปลงร่างเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของสิ่งมีชีวิตในสปีชีส์นี้ การแปลงร่างช่วงสงครามซึ่งถูกนำมาใช้โดยส่วนใหญ่ของประชากร สิ่งมีชีวิตนี้ถือกำเนิดจากโลกเครื่องจักรกลที่อยู่ไกลมากเรียกว่า “ไซเบอร์ตรอน”

ทวีวัฒน์ เล่าอีกว่า เจ้าหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สใหญ่ที่สุดในประเทศตัวนี้ ขนาดความสูง 8 เมตร เป็นฝีมือช่างคนไทยที่นำเศษวัสดุของเครื่องยนต์มาประกอบ ซึ่งใช้เวลา 1 ปีในการประกอบแล้วเสร็จราคาเกือบ 1 ล้านบาท และมีขนาดเล็กอีก 7 ตัวที่ได้รวบรวมมาจากที่ต่างๆ มาตั้งโชว์

“สาเหตุที่นำหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สมาตกแต่งสถานที่ ก็เพราะส่วนตัวชื่นชอบทรานส์ฟอร์เมอร์สอยู่แล้ว ประกอบกับต้องการสร้างสีสันให้กับ อ.สันกำแพง ให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากๆ หลังจากนี้จะมีการหาซื้อชิ้นส่วนมาประกอบขึ้นอีกให้เป็นอุทยานของทรานส์ฟอร์เมอร์สทุกตัว รวบรวมทำขึ้นและจะสร้างให้สูงขึ้นกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับช่างเพราะต้องใช้การคำนวณศูนย์ถ่วงที่ดีเพราะใช้เศษวัสดุจากอุปกรณ์รถยนต์มาประกอบ โดยจะย้ายไปอยู่อีกด้านหนึ่งเป็นอาณาจักรทรานส์ฟอร์เมอร์ส”

นัฐพงศ์ ประศรีพัฒน์ เปิดบ้านดูแลผู้ป่วยยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581997

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 10:11 น.

นัฐพงศ์ ประศรีพัฒน์ เปิดบ้านดูแลผู้ป่วยยากไร้

เมื่อช่วงเดือน มิ.ย. 2561 ชื่อของ “โด้”นัฐพงศ์ ประศรีพัฒน์ วัย 26 ปี ชาวจ.ศรีสะเกษ ที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและมีรายได้เสริมจากตู้เติมเงิน ได้เป็นที่รู้จักของชาวศรีสะเกษ เมื่อได้เปิดบ้านของตัวเองตั้งเป็นศูนย์ผู้ป่วยยากไร้ ศรีสะเกษ ดูแลคนทุพพลภาพเป็นผู้ป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ต่อมาสิ่งที่เขาทำเป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้มีชาวบ้านจากที่ต่างๆ บางทีก็เป็นโรงพยาบาลนำคนทุพพลภาพที่ไม่มีญาติพี่น้องดูแลส่วนใหญ่อยู่ในสภาพติดเตียง หลังจากรักษาแล้วก็ส่งมาและขอให้เขาดูแลต่อเพราะไม่ญาติ ทำให้เขาต้องรับดูแลเท่าที่จะดูแลได้ ณ ปัจจุบันมีจำนวน 7 คนที่ดูแลอยู่

“คนเหล่านี้ส่วนใหญ่สูงวัยอยู่ในสภาพติดเตียง พวกเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การดูแลของผม คือการเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ ถ้าป่วยก็นำส่งโรงพยาบาลของรัฐแค่นี้เอง ผมไม่ได้เป็นหมอ และศูนย์นี้ก็ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล เป็นแค่ที่พักพิงให้กับคนยากไร้ที่ไม่มีญาติดูแลเท่านั้น บางคนก็มีญาตินะครับ แต่ญาติไม่เคยติดต่อมา

ผมทำตรงนี้ เพราะอยากช่วยเหลือด้วยใจ เห็นแล้วสงสารเขา แล้วคนในครอบครัวผมอย่างพ่อแม่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมท่านยังช่วยผมอีกช่วยดูแลคนเหล่านี้ โดยเฉพาะแม่เป็นคนทำอาหาร น้องก็ช่วยดูแลสลับกับผม เพราะแต่ละคนก็ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ที่ผมรับดูแลพวกเขาใจล้วนๆ เลย ใครจะคิดอย่างไรไม่รู้ ผมมีความสุขที่ได้ทำและทำแล้วก็มีความสุข

สำหรับการดูแลพวกเขา ผมมีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยมาก่อน เคยทำงานในสถานพยาบาลดูแลผู้ป่วยของเอกชนที่กรุงเทพฯ มาแล้ว และผมเคยเรียนด้านนี้มาด้วยที่ศูนย์บริบาลศรีสะเกษเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ”

นัฐพงศ์ เล่าที่มาของการเปิดบ้านเป็นศูนย์ผู้ป่วยยากไร้ว่า ต้องย้อนไปปี 2561 มีเคสสองตายายอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งแถวบิ๊กซีศรีสะเกษ สามีอยู่ในสภาพผู้ป่วยติดเตียง มีภรรยาช่วยดูแล ต่อมาภรรยาเกิดล้มทำให้เดินไม่ได้ ความเป็นอยู่ของทั้งคู่จึงยากลำบากขึ้น อาหารบางวันได้กิน บางวันไม่ได้กิน ปรากฏมีคนแชร์เรื่องนี้ในเฟซบุ๊ก เขากับเพื่อนจึงไปดูและเอาของไปให้

“เห็นสภาพตายายรู้เลยดูแลตัวเองลำบาก ผมจึงออกเงินกับเพื่อนเช่าบ้านใหม่ให้อยู่แล้วคอยแวะเวียนไปดู ตอนหลังเจ้าของบ้านให้ย้ายเกรงว่าจะตายในบ้านเขา ในที่สุดผมเลยเอามาดูแลที่บ้านตัวเอง ตอนหลังมีเจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าผมดูแลอยู่จึงติดต่อนำผู้ป่วยคนอื่นๆ มาฝากให้ดูแล เพราะนอนรอญาติที่โรงพยาบาลหลายเดือนแล้วไม่มีญาติมารับกลับ ขณะเดียวกันแพทย์ก็ให้กลับไม่ได้เพราะผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นการก่อตั้งศูนย์ผู้ป่วยยากไร้ศรีสะเกษนี้ขึ้นมา

ความจริงผมแค่อยากช่วยตายายแล้วจบไม่ได้อยากทำต่อ แต่สถานการณ์พาไป มีเจ้าหน้าที่รัฐรู้ว่าผมดูแลตายายอยู่เขาก็พาคนอื่นมาให้ช่วยดูแลผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ดูแลเท่าที่ดูแลได้และรอให้ญาติมารับตัวกลับไปในกรณีคนที่มีญาติ ส่วนคนที่ไม่มีญาติก็คงต้องดูแลกันต่อ พวกเขาบอกผมว่าอย่าทิ้งเขาเพราะก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน”

นัฐพงศ์ ย้ำว่าเขาขอพูดตรงนี้ว่าหน้าที่ของเขาคือดูแลป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม วัดความดันเท่านั้น ถ้าป่วยก็ส่งโรงพยาบาล

“แล้วคนเหล่านี้ไม่ได้ป่วยเป็นโรคติดต่ออะไร แค่เป็นผู้ป่วยติดเตียงธรรมดาที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น แต่บางครั้งผมก็ท้อนะตั้งแต่เริ่มทำเลย มีคนร้องเรียนว่าเปิดสถานพยาบาล จริงๆ ไม่ใช่เลยผมแค่ดูแลเขาตามที่บอก ไม่มีการเรียกรับค่าดูแลและเขาเหล่านี้ไม่มีเงินอยู่แล้ว

อีกอย่างก่อนทำผมได้ไปปรึกษาหน่วยงานต่างๆ เช่น โรงพยาบาลจังหวัด แจ้งเจตนาและจุดประสงค์ที่ทำว่าเราไม่ได้ทำเป็นสถานพยาบาล ก็แค่คนเหล่านี้ไม่มีที่ไปและเขาไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหน เราก็ช่วยโดยหลักของมนุษยธรรมเท่านั้น แต่หลังจากมีคนร้องเรียนให้ตรวจสอบ ผมได้ส่งเรื่องไปถึงจังหวัดจนเป็นที่มาของประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อำเภอ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) สาธารณสุขจังหวัด เป็นต้น และมีการตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีคนบริจาคที่ดินสำหรับสร้างศูนย์ใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กม. พร้อมกันนี้ มีคนบริจาคอุปกรณ์ในการก่อสร้างมา เช่น เหล็ก อิฐ หิน ปูน ทรายมาบางส่วน วันเสาร์ที่ 16 ก.พ. มีน้องนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่เขารวมกลุ่มเป็นจิตอาสามาช่วยยกเสาขึ้นโครง แต่อีกนานศูนย์แห่งใหม่จะเสร็จเพราะเราไม่มีเงิน ส่วนใหญ่ก็มีคนใจบุญมาช่วย”

นัฐพงศ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ที่ทำมาถึงปัจจุบันมีคนรู้จักมากขึ้นจากการแชร์ในเพจศรีสะเกษทูเดย์ ทำให้มีคนมาบริจาคของใช้ที่จำเป็นอยู่เรื่อยๆ เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับ ถุงมือ มาสก์ น้ำยาฆ่าเชื้อ ผงซักฟอก น้ำยาถูพื้น และจำพวกของกิน เช่น ข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง เครื่องครัว เป็นต้น

ศูนย์ผู้ป่วยยากไร้ ศรีสะเกษ ตั้งอยู่เลขที่ 122 หมู่ 6 บ้านโนนแกด ต.ทุ่ม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โทร. 06-5598-9870 หากต้องการบริจาคสามารถติดต่อได้ที่นัฐพงศ์โดยตรง

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี งานอดิเรกสร้างพลังชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581996

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 10:03 น.

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี งานอดิเรกสร้างพลังชีวิต

ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง “ดร.นะโม” เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รั้งตำแหน่ง Head of ME by TMB ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและดูเรื่องความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินการของธนาคารหรือไม่?

รวมทั้งดูแลโปรดักต์ ซึ่งเป็นซับแบรนด์ ที่เน้นทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลและแอพพลิเคชั่น โมบาย แบงก์กิ้ง ME by TMB โดยลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำธุรกรรมผ่านสาขาของแบงก์เช่นเดิมอีกต่อไป

“ก่อนที่จะใช้แอพพลิเคชั่น โมบายครั้งแรกลูกค้าอาจจะต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เพื่อเปิดบัญชี ME กันก่อน แล้วเดินทางไปสาขาในห้าง เพื่อยืนยันตัวตนการเปิดบัญชีตามกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย จากนั้นก็โหลดแอพ ME by TMB มาใช้ได้เลย

ถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่พร้อมกับวิธีใช้ การโอนเงินเข้าออกบัญชี ฯลฯ ซึ่งหากลูกค้ามีปัญหาก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ตลอดผ่านคอลเซ็นเตอร์ ถ้าไม่นับรวมที่ลูกค้าจะต้องไปยืนยันตัวตนในครั้งแรกเมื่อเปิดบัญชีแล้ว ลูกค้าแทบไม่มีความจำเป็นต้องไปสาขาเลย ถือเป็นโมบาย แบงก์กิ้งเจ้าแรกๆ ที่กระตุ้นให้แบงก์ใหญ่ๆ หันมาออกโปรดักต์โมบาย แบงก์กิ้ง และยกเลิกค่าธรรมเนียมตามเราเลยล่ะ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดทีเดียว”

เมื่อมีการแข่งขันสูงก็ยิ่งท้าทาย ทำให้ ดร.นะโม ต้องกลับมาคิดว่าจะทำยังไงให้เป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลแบงก์อยู่ในตลาดให้ได้ และการหาลูกค้าเพิ่มก็เป็นเป้าหมายหลัก

“เพราะคนยุคใหม่จะคุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟน แต่โจทย์ก็คือจะทำอย่างไรให้พวกเขาหันมาใช้ ME by TMB มันดีกว่าเจ้าอื่นๆ ยังไง ซึ่งเป็นโจทย์ที่เราพยายามปรับกันอยู่ตลอด ส่วนในแง่มาร์เก็ตติ้งก็ต้องนำเสนอว่า คุณสามารถทำทุกอย่างได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสาขาแบงก์เลยนะ ฉะนั้นต้นทุนที่เราประหยัดได้ เราก็คืนให้คุณในแง่ของดอกเบี้ยที่สูงกว่า เป็นต้น ปัจจุบันนี้นอกจากลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่แล้ว ยังมีลูกค้าในช่วงอายุอื่นๆ เริ่มให้ความสนใจเข้ามาเป็นลูกค้าเรามากขึ้นอีกด้วย”

พูดเรื่องงานไปแล้ว ลองไปดูงานอดิเรกสร้างพลังกายพลังใจให้กับชีวิตที่ ดร.นะโม ทำเป็นประจำ ซึ่งมีด้วยกันหลายอย่าง ทั้งการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งทำได้ง่ายที่สุด เพราะการวิ่งเป็นกิจกรรมที่อยู่บ้านหรือเดินทางก็ทำได้

“เวลาไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัด ผมจะมีรองเท้าวิ่งติดไปด้วยเสมอ เพราะเวลาที่เราได้วิ่งเราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองจริงๆ แล้วยังได้รู้ว่าคนในเมืองนี้เขาใช้ชีวิตกันยังไง ตื่นเวลาไหน กินอะไร ซึ่งการวิ่งทำให้เราได้เห็นกิจวัตรประจำวันของคนเหล่านี้ได้ชัดเจน

จริงๆ แล้วผมวิ่งมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมแล้วนะ โชคดีที่ในช่วง 6-7 ปีหลังมานี้ภรรยาก็ชอบวิ่งด้วย เราจึงชวนกันไปวิ่งบ่อยๆส่วนใหญ่ไปวิ่งตอนเย็นๆ วันธรรมดาก็จะไปวิ่งหลังเลิกงาน โชคดีว่าทีเอ็มบีสำนักงานใหญ่ที่ผมทำงานนั้นอยู่ตรงข้ามสวนจตุจักร และใกล้สวนรถไฟด้วย สัปดาห์หนึ่งผมมักจะวิ่งให้ได้สองวัน แต่ภรรยาผมตอนนี้เธอวิ่งทุกวันเลยครับ”

สิ่งที่ ดร.นะโม ชี้ว่าได้จากการวิ่ง อย่างแรกก็คือ สุขภาพที่แข็งแรง อย่างที่สองคือ ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

“พอวิ่งๆ ไป เราจะรู้แล้วว่าตอนนี้มีเครื่องมือในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตอนที่วิ่งกับภรรยาผมจะสังเกตว่า ทำไมหัวใจเราเต้นเร็วกว่าเขา เราวิ่งแล้วเหนื่อยง่ายกว่า เขาวิ่งได้ไกลกว่า พอรู้แล้วผมก็ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะร่างกายของตัวเองว่าเป็นยังไง ข้อดีอีกอย่างของการวิ่งก็คือถือเป็นการทำสมาธิด้วยเช่นกัน”

ดร.นะโม ขยายความให้เห็นภาพว่า คนที่วิ่งเป็นจะทราบว่า โจทย์ที่ยากที่สุดของคนเริ่มวิ่งใหม่ๆ พอวิ่งแล้วจะรู้สึกว่าเหนื่อยมาก แถมวิ่งไม่ทันคนอื่น

“ผู้ที่เริ่มต้นวิ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าต้องวิ่งเร็วๆ นั่นเพราะเขายังหาจังหวะตัวเองไม่เจอ จึงทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก แต่พอวิ่งไปสักพักก็จะเริ่มจับจังหวะของตัวเองได้ นั่นคือจังหวะเท้ากับจังหวะการหายใจมันต้องสอดคล้องกัน ซึ่งคล้ายๆ กับการทำสมาธิเลย

บางครั้งตอนวิ่งมันทำให้เราสามารถเคลียร์สมองได้ด้วย ทั้งเรื่องความเครียดและเรื่องงาน เราจะปลดปล่อยให้มันรู้สึกปลอดโปร่ง นี่คือกิจกรรมที่เราทำเป็นประจำ แล้วในปีหนึ่งผมและภรรยาก็จะไปเที่ยวกันที่ต่างประเทศด้วย ซึ่งเราก็จะออกไปวิ่งด้วยเช่นกัน เพื่อออกกำลังกาย ดูเมือง และชมธรรมชาติไปในตัว”

ดร.นะโม บอกว่า สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่เขาชอบทำก็จะมีการวาดรูปด้วย โดยมักจะไปวาดที่เพนต์บาร์ ซึ่งอยู่ในย่านทองหล่อ โดยที่เพนต์บาร์จะมีรูปตัวอย่างที่ค่อนข้างสวยมาเป็นต้นแบบ และมีครูคอยสอนและแนะนำเทคนิคในการวาดให้ โดยเราต้องวาดตามรูปต้นแบบนั้นก่อน

“ที่เพนต์บาร์นี้เหมือนเป็นสถานที่แฮงเอาต์และเป็นสถานที่แห่งศิลปะไปด้วย เราไปทีก็อยู่กัน 4-5 ชั่วโมง ผมจะชอบใช้สีแรงๆ ฉะนั้นรูปที่ผมวาดจะออกไปทางความฝันซะส่วนใหญ่ หรือที่เขาเรียกว่ารูปสไตล์เซอร์เรียลถ้ารูปเหมือนจริงนั้นไม่ถนัดเลย

แต่ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่ที่เราวาดสวยหรือวาดเหมือน มันอยู่ที่เราได้ปลดปล่อยในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ของเรามากกว่า อาจจะไม่ได้เหมือนเป๊ะ แต่ข้อดีคือการได้ใช้เวลากับตัวเอง ถ้าช่วงไหนไม่ยุ่งมาก ก็จะไปวาด 2-3 เดือนครั้ง ปีหนึ่งก็ 3-4 ครั้งได้

เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบเดินดูงานศิลปะ เวลาไปเจอพิพิธภัณฑ์ก็จะขอเข้าไปดูหน่อยและดูค่อนข้างนาน เพราะผมจะดูตั้งแต่เรื่องของฝีแปรง ลงสียังไง จิตรกรเขาจะคิดทุกอย่างที่เขาใช้ สุดท้ายจะมายืนตีความหมายทั้งหมดของภาพอีกทีว่าเขาพยายามจะสื่ออะไร เวลาไปเที่ยวแล้วเจอพิพิธภัณฑ์ผมจะชอบแวะเข้าไปดูทุกครั้งเลยล่ะ”

ดร.นะโม เสริมว่า นอกจากการวิ่งและการวาดภาพแล้ว เขายังชอบไปเล่นสเกตน้ำแข็งที่ห้างเซ็นทรัลพระราม 9 อยู่บ่อยๆ อีกด้วย

“ตอนที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐ เมืองที่ผมอยู่นั้นค่อนข้างจะหนาว และปีนั้นอุณหภูมิติดลบถึง 30 องศาเซลเซียส บ่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งจนสามารถเล่นสเกตได้เลย ซึ่งที่คอร์แนลนั้นมีชื่อด้านสเกตน้ำแข็งอยู่แล้ว พอไปเรียนผมก็คิดว่าชีวิตคงไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

ผมก็เลยไปขอลงคลาสเรียนไอซ์สเกต กระโดดได้ หมุนตัวได้ แต่ไม่ได้เก่งอะไรมากนะ เรียกว่าผมสนุกกับมันมากกว่า เป็นไอซ์สเกตที่ไม่ใช่แบบฮอกกี้ จะออกไปทางฟิกเกอร์สเกต ซึ่งความยากของการเล่นฟิกเกอร์สเกตก็คือ การคุมให้เหล็กแผ่นบางๆ ที่เรายืนอยู่ทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวาสามารถสร้างผลที่แตกต่างกันเวลาเล่นได้ แต่พอเล่นนานๆ ก็จะรู้สึกเมื่อยนะ”

ปัจจุบันถ้ามีเวลาว่าง ดร.นะโม ก็จะไปเล่นเรื่อยๆ ยิ่งหน้าร้อนก็จะไปบ่อยหน่อย บางครั้งไป 3-4 สัปดาห์ติดกันเลยก็มี

“ที่เซ็นทรัลพระราม 9 บ้านเรานี่แหละครับ สิ่งที่ได้จากการเล่นสเกตน้ำแข็งจะคล้ายๆ การวิ่ง คือได้ออกกำลัง การเล่นฟิกเกอร์สเกตเหมือนเป็นการที่เราท้าทายตัวเองด้วย ท่าเราไม่ได้ยากมาก ไม่ถึงกับกระโดดหมุน 3 รอบ แต่ความท้าทายมันอยู่ที่การควบคุมเหล็กที่รองเท้า และการถ่ายน้ำหนักได้ดีต่างหากครับ”

ดร.นะโม ทิ้งท้ายว่า การบาลานซ์เรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต สำหรับเขาคิดว่าเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร ยิ่งทำงานใกล้ชิดกับโลกดิจิทัลมากขึ้น เรื่องของเวลาการทำงานออฟฟิศก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะโลกดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปด้วย แต่ก็ต้องมีขอบเขตความรับผิดชอบกับครอบครัว ภรรยา และคุณพ่อคุณแม่ด้วย

“ในวันที่ผมอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ผมจะปิดเสียงมือถือเลย จะไม่รับสาย ไม่หยิบขึ้นมาดูไลน์ เพราะรู้สึกว่าสุดท้ายทรัพยากรของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดมันไม่ใช่เรื่องแรงและเรื่องสมอง แต่เป็นเรื่องเวลา ทุกคนอาจจะมีแรงมีสมองเท่ากัน แต่มีเวลาไม่เท่ากัน

ผมจะเซตให้ตารางชีวิตตัวเองพอควบคุมได้ เช่น สัปดาห์หนึ่งจะไม่รับนัดกินข้าวหรือคุยงานกลางคืนเกิน 2-3 วัน เพื่อให้มีเวลาได้กลับบ้าน วันไหนกลับดึกกลับถึงบ้านก็จะไม่เปิดคอมพิวเตอร์เลยครับ สำหรับแง่คิดหรือคติในการใช้ชีวิตให้มีความสุข ที่จริงมีหลายอย่างมาก แต่สุดท้ายเวลาที่ผมเครียดหรือเหนื่อยและท้อขึ้นมาจริงๆ ผมก็จะมองกลับไปที่พื้นฐานของชีวิตตัวเองว่าชีวิตเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร

เราทำงานเพื่อให้ใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ หาเลี้ยงชีพ มีรายได้ดูแลภรรยาได้ ดูแลพ่อแม่ได้ ถ้าอันนั้นเป็นเป้าหมายของเราก็หมายความว่าเรื่องของการดูแลครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญ งานเป็นเครื่องมือ พอเราเรียงลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตได้แบบนี้แล้ว เวลาที่เราเครียดจริงๆ มันก็จะมีกระบวนการทางความคิดที่ช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นความเครียดหรืออุปสรรคนั้นไปได้”

‘บ้านคือที่อยู่ของใจ’ วสุ แสงสิงแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581799

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 13:00 น.

‘บ้านคือที่อยู่ของใจ’ วสุ แสงสิงแก้ว

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ความเป็น จิ๊บ-วสุ แสงสิงแก้ว สะท้อนออกมาตั้งแต่ประตูบ้าน กับลวดลายเหล็กดัดสีดำรูปโน้ตดนตรีและคนเล่นกีตาร์บนประตูสีขาว ผสมกับสีบานเย็นของพุ่มเฟื่องฟ้าที่กำลังออกดอกสะพรั่ง สื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่าที่นี่คือ บ้านศิลปินไทม์ไลน์ของผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา จิ๊บเข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นพระเอกภาพยนตร์ จากนั้นถูกชักชวนให้เข้าร่วม วงพลอย และโด่งดังอย่างมากหลังปล่อยเพลง จิ๊บ ร.ด. จนคนเรียกเป็นฉายาติดปากมาจนถึงปัจจุบัน พออายุ 20 กว่า เขาอำลาวงการบันเทิงเพื่อเดินสู่เส้นทางนักการทูต เคยทำงานอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศนานถึง 20 ปี และเคยเป็นวุฒิสภานาน 6 ปี ก่อนจะหวนคืนวงการบันเทิงอีกครั้ง หลังถูกชักชวนให้ร่วมวงศิลปินยุค’80 ในนามวงเดอะ พาเลส

การกลับมาครั้งนี้เขาไม่ได้เป็นเพียงนักร้อง แต่ยังเป็นนักแสดงทั้งในจอเงินและจอแก้ว เรียกได้ว่า กลับมาเป็นคนบันเทิงเต็มตัว และอีกด้านหนึ่ง จิ๊บยังเป็นที่รู้จักในชื่อ เอลวิสเมืองไทย ด้วยความหลงใหลศิลปินในตำนานอย่างเอลวิส เพรสลีย์ เขาจึงมักถูกเชิญให้ขึ้นเวทีในชุดเอลวิส และร้องเพลงร็อกแอนด์โรล แค่หน้าประตูก็อธิบายถึงเจ้าของบ้านได้มากมาย แต่หลังจากเปิดม่านเหล็กเข้าไป ตัวบ้านด้านในมีแต่ความเรียบง่าย ร่มรื่น ให้ความรู้สึกสบาย ต่างจากภาพลักษณ์ของนักร้องสุดเฟี้ยวบนเวที

อาณาเขตของบ้านปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เมื่อเดินเข้าไปจะเห็นโรงรถคลาสสิก ของสะสมชิ้นใหญ่กว่า 15 คัน ที่เขาเก็บรักษาไว้ จากนั้นภายในประกอบด้วยบ้านสองหลังใต้เงาไม้ หลังหนึ่งคือบ้านของเขา และอีกหลังคือบ้านคุณแม่ ส่วนบริเวณด้านหลังมีศาลาตั้งอยู่ริมบ่อน้ำใหญ่ ซึ่งตอนนี้เขากำลังปรับพื้นที่บางส่วนให้กลายเป็นสวนหย่อมไว้พักผ่อนหย่อนใจเพิ่มเติม “ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินเก่าแก่สมัยคุณตาคุณยายอายุ 90 กว่าปี ซึ่งบ้านหลังที่คุณแม่อยู่ปัจจุบันเคยเป็นบ้านหลังแรกที่คุณตาคุณยายเคยอยู่ โดยแต่เดิมพื้นที่มีขนาดประมาณ 6 ไร่ แต่เพราะจำนวนคนอยู่ที่น้อยลงทำให้เราตัดสินใจแบ่งปันบางส่วนไปสร้างคอนโดแบบโลว์ไลซ์ (คอนโดดีเมมโมเรีย) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน”

ตัวบ้านที่เขาอาศัยเป็นบ้านสองชั้นครึ่ง สร้างขึ้นใหม่ในรั้วเดียวกันตอนอายุ 20 กว่า โดยได้ลงมือออกแบบเค้าโครงทั้งหมดด้วยตัวเอง “ดราฟต์แรกของบ้านหลังนี้ผมเป็นเขียนเองว่า ต้องการหันห้องนอนไปทางทิศตะวันออก ต้องการให้ห้องนอนอยู่ห่างจากประตูใหญ่ที่ติดถนนให้มากที่สุด เพื่อป้องกันเสียงรบกวน ส่วนชั้นล่างเมื่อเปิดประตูหลักเข้ามาจะเจอกับห้องรับแขก โดยแยกส่วนกับห้องรับประทานอาหาร และยังมีห้องสันทนาการ ซึ่งทั้งหมดผมเป็นคนเขียนแบบแรกเองร้อยเปอร์เซ็นต์ จากนั้นค่อยนำไปต่อยอดและใส่รายละเอียดด้วยมือสถาปนิก”

ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นออกแบบให้ผนังเป็นหน้าต่างกระจกใสสามด้าน เพื่อรับแสงธรรมชาติและเผยให้เห็นต้นไม้ด้านนอก โดยมีชุดโซฟาอยู่ตรงกลาง บนชั้นวางเต็มไปด้วยถ้วยรางวัลจากกีฬาเทนนิส ที่ในช่วงหนึ่งของชีวิตเคยเป็นนักเทนนิสทีมชาติไทย รวมถึงรางวัลเกียรติยศในการทำงานสาขาต่างๆ และภาพการรับรางวัลจากพระบรมวงศานุวงศ์ คล้ายเป็นฮอลล์ ออฟ เฟม ช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของชายวัย 50 กว่าคนนี้จิ๊บกล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของบ้านคือ ไม่ใหญ่โตแต่อบอุ่น กลมกลืนไปกับบ้านหลังเดิมของคุณตาคุณยาย ซึ่งมีความเรียบง่ายและไม่ตัดต้นไม้เดิมที่มี

“แต่เดิมบริเวณบ้านของคุณพ่อคุณแม่ที่ตอนนี้ถูกปรับเป็นคอนโดเคยมีสนามเทนนิส ยิม สระว่ายน้ำ แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเราจะรู้เองว่าอะไรบ้างที่พอเหมาะกับชีวิต ซึ่งนั่นก็คือบ้านที่มีขนาดพอดีกับครอบครัว และธรรมชาติที่จำเป็นต้องมี” ถามต่อว่า มุมโปรดของบ้านคือมุมไหน จิ๊บตอบได้ไม่ยากว่าคือ สวนและศาลาริมน้ำ เพราะเมื่อได้อยู่ใกล้ต้นไม้จะรู้สึกสบายใจ ต้นไม้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะกำบังไม่ให้รู้สึกว่าอยู่ในเมืองใหญ่ ช่วยฟอกอากาศ และลดอุณหภูมิในตัวบ้านรวมถึงใจคนให้เย็นลง นอกจากนี้เขายังเลือกใช้หญ้าเทียมแทนหญ้าธรรมชาติ หลังเจอปัญหาหญ้าเฉาเพราะต้นไม้บังแดด ทำให้หญ้ารับแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งความก้าวหน้าของหญ้าเทียมที่พัฒนาขึ้น ทำให้สามารถปูเป็นพื้นสนามโดยไม่ไปทำร้ายรากของต้นไม้ที่อยู่ใต้ดิน ทั้งยังมองแล้วสบายตาอยู่เสมอด้วย

“ในบ้านจะมีต้นก้ามปู ประดู่ มะม่วง ชมพู่ สาเก จำได้ว่าสมัยเด็กๆ พอถึงฤดูสาเกคุณแม่จะเกณฑ์คนในบ้านมาเก็บและช่วยกันทำสาเกเชื่อม ส่วนบ่อน้ำหลังบ้านเป็นที่อยู่ของปลาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า มีปลาสวาย ปลาเทโพ สมัยที่คุณย่ายังมีชีวิตอยู่ ท่านจะนำกล้วยกับขนมปังมาเลี้ยงปลา เจอหน้ากันทุกวันถึงขนาดจำหน้าปลาได้ ตั้งชื่อให้ปลาแต่ละตัว และป้อนอาหารให้จากมือ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะแบบนี้ผมจึงผูกพันกับต้นไม้กับสวน และยังรู้สึกว่ามันเป็นมุมโปรดที่ทำให้รู้สึกสบายใจและยังเป็นสถานที่ย้อนความทรงจำของตัวเอง”

บ้านที่เขากำลังนั่งชมนกชมไม้อยู่นี้ ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน บรรยากาศรอบตัวไม่เหมือนอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ แต่เหมือนอยู่เขาใหญ่มากกว่า จิ๊บพรรณนาถึงความหมายของคำว่า “บ้าน” ว่า Home is where the heart is เป็นชื่อเพลงของเอลวิส แปลเป็นไทยว่า บ้านอยู่ที่ไหนก็ได้ที่หัวใจเราอยู่

“ความหมายของคำว่าบ้านในทางรูปธรรมของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ผมเคยเป็นคนเดินทางมาก่อน เคยย้ายนิวาสสถานตัวเองไปอยู่ต่างประเทศหลายครั้งเพราะหน้าที่การงาน ซึ่งในตอนนั้นบ้านที่ผมอยู่อาศัยหลังจากทำงานมันก็คือบ้าน แต่ความหมายที่ฝังรากลึกจริงๆ คำว่า บ้าน คือ สถานที่ที่จิตใจและจิตวิญญาณของเรามีความรู้สึกผูกพัน ซึ่งสำหรับผมคือ บ้านที่ผมเกิดบนที่ดินแห่งนี้ แม้ว่าในช่วงชีวิตหนึ่งผมจะห่างบ้านไปไกล แต่สุดท้ายในวันที่เราจะจากไป ผมยังเห็นภาพตัวเองอยู่ในบ้านหลังนี้ สถานที่ที่มีความสุข และมีพลัง”

สัจธรรมของบ้านคือ ต้องมีคนอยู่ อย่างบ้านหลังนี้ที่ถูกสืบทอดมาถึงรุ่นที่ 3 ซึ่งยังคงอบอุ่นและคละคลุ้งไปด้วยความทรงจำอันแสนสวยงามของครอบครัวแสงสิงแก้ว

แนวทางวางแผน เป้าหมายการเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/581795

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 13:00 น.

แนวทางวางแผน เป้าหมายการเกษียณ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

ในโลกของการทำงาน เราทุกคนมีเป้าหมายในแต่ละปีให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ หากเป็นไปตามแผนก็จะทำให้การทำงานในปีต่อไปง่ายขึ้น แต่ถ้าหากแผนงานในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เราก็ต้องปรับแผนการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย การกำหนดเป้าหมายในการลงทุนเพื่อการเกษียณก็เช่นกัน เพราะถือเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการสร้างในระยะยาวและจำเป็น

หากไม่ต้องการที่จะเป็นภาระของลูกหลาน อยากใช้ชีวิตในการเดินทาง ท่องเที่ยวศึกษาธรรมะ ตามความฝัน ข้อดีอย่างหนึ่งของการวางแผนเกษียณ ก็คือช่วยลดภาระให้กับลูกที่ต้องดูแลพ่อแม่ ให้เขาได้มีช่วงเวลาในการสร้างชีวิตของพวกเขา เมื่อมั่นคงแล้วถึงค่อยกลับมาดูแลพ่อแม่ได้เต็มกำลัง

1.การคำนวณเงิน

ในการวางแผนชีวิตหลัง 60 สิ่งแรกที่เราต้องทำคือคำนวณเงินที่ต้องใช้ หรือจำนวนเงินที่อยากใช้ในแต่ละเดือน แต่สิ่งที่คิดยากที่สุดคือเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ไม่แน่นอน วันนี้เราอาจจะคิดว่ามีรายได้ดอกเบี้ยต่อเดือน 1 หมื่นบาท ก็เพียงพอแล้ว แต่เมื่อถึงวันนั้นจริงๆ ในอีก 20 ปีข้างหน้า 1 หมื่นบาท อาจมีค่าเหลือแค่ 5,000 บาท และเหลือเพียง 2,000 บาท ในอีก 40 ปีข้างหน้า ลองคิดง่ายๆ ราคาอาหารเมื่อ 20 ปีก่อน ชามละ 20-25 บาท วันนี้ขึ้นเป็น 40-50 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้น การคำนวณเงินจะต้องใช้ฐานเงินเดือนที่คิดว่าจะได้ในช่วงอายุ 55-60 ปี แล้วคูณด้วย 2-4 เท่า ถึงจะเป็นรายได้ต่อเดือนที่เพียงพอกับอนาคตที่คิดว่าจะไม่แตะงานใดๆ อีกต่อไป

2.ขั้นตอนการวางแผนเกษียณ

ขั้นตอนการวางแผนเกษียณนั้น เราจะเริ่มวางแผนตามช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนเกษียณของแต่ละคน ไม่ใช่ช่วงเวลาที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ หลายคนอาจสับสน ตอนนี้อายุ 40 ปี เราน่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 80 ปี ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 40 ปี ซึ่งเราแนะนำว่าเราควรจะวางแผนเกษียณตั้งแต่ที่อายุยังน้อย เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ได้ยิ่งดี เพื่อที่จะได้มีเวลาทำตามแผนตามเป้าหมายที่ต้องการมากยิ่งขึ้น กำหนดตัวเองว่าจะต้องทำงานอะไร แล้วหาเงินให้ได้มากขนาดไหนถึงจะเพียงพอกับการสร้างชีวิต และเผื่อเงินสำหรับการเกษียณ วางไว้เป็นสเต็ปที่ชัดเจน ตั้งแต่การหางาน เปลี่ยนงาน เงินเดือนที่ต้องการ งานเสริม แล้วค่อยๆ ทำให้เป็นจริงไปทีละอย่าง ไม่เกิน 10 ปี หากคุณมีความพยายามมากพอเชื่อว่าต้องทำได้ตามขั้นตอนชีวิตที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน

3.กำหนดเป้าหมายให้สูงกว่าที่ฝัน

ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการคิดเรื่องเป้าหมาย บางคนฝันไว้อยากมีเงินเก็บ 20 ล้านบาท แต่มองตัวเองแล้วคิดว่าคงทำไม่ได้ เพราะเป็นลูกจ้างรายวันอยู่เลย อย่าไปคิดแบบนั้น เราควรมองให้สูงแล้วค่อยๆ หาช่องทางขยับขยายไปเรื่อยๆ เพราะแนวคิดในการตั้งเป้าหมายเราคิดได้ 2 แบบ แบบแรกก็คือ กำหนดเป้าหมายให้สูงไว้ก่อน หากทำได้ก็ถือว่าสำเร็จ แต่หากไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เพราะส่วนต่างที่ยังไปไม่ถึงก็ยังมากกว่าหรือใกล้เคียงเป้าหมายที่ต้องการอยู่ดี

อีกกลุ่มคือคนที่กำหนดเป้าหมายให้ใกล้เคียงมากที่สุด หรือแนวฝันจริงไม่อยากฝันไกล คนกลุ่มนี้จะมองโลกในความเป็นจริงเสมอ มีเป้าหมายแต่ไม่ตั้งสูงมาก กลัวผิดหวัง กลัวความเครียด ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะการเดินในเส้นทางชีวิตที่มั่นคงย่อมดีกว่าออกไปเสี่ยง โดยพาคนข้างหลังลำบากไปกับเราด้วย สำหรับคนกลุ่มนี้มักจะไม่ย้ายงานประจำ แต่เลือกหางานเสริมควบคู่กัน ซึ่งพวกเขาต้องแบ่งเวลาให้ดี ไปถึงเป้าหมายช้าแต่ว่าแน่นอน

สุดท้าย การกำหนดเป้าหมายทางการเงินของการบริหารการเงินส่วนบุคคลนั้นก็ไม่แตกต่างกับการกำหนดเป้าหมายดำเนินการขององค์กรเท่าไรนัก คือเป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายว่าเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน เป็นเรือลำน้อยที่แข็งแกร่ง สามารถโต้คลื่นได้โดยไม่หวั่นไหว อาจจะเป็นพวกที่เชื่อถึงความไม่แน่นอนของอนาคต การเตรียมตัวไว้ก่อนจึงเป็นการสร้างความไม่ประมาทให้กับชีวิตเรานั่นเอง