ปรับ 4 นิสัยทางการเงิน มีน้อยก็ยังเหลือเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582275

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ปรับ 4 นิสัยทางการเงิน มีน้อยก็ยังเหลือเก็บ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือนที่พบเจอกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือไม่มีเงินเหลือเก็บ ไม่ว่าจะลองสูตรไหนก็ไม่เคยทำได้ ซึ่งบางครั้งอุปสรรคอาจไม่ใช่เพราะเงินเดือนน้อย รายจ่ายเยอะ หรือวิธีการออมใช้ไม่ได้ผล แต่อยู่ที่อุปนิสัยการเลือกใช้เงินของคุณเอง และต่อไปนี้คือ 4 นิสัยทางการเงินที่ทำให้คุณไม่เหลือเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว

1.ไม่เคยกำหนดเป้าหมายทางการเงิน

คนที่ไม่เคยมีเงินเก็บส่วนมากไม่เคยตั้งเป้าหมายเงินออม หรือเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง การบริหารเงินที่ดีควรกำหนดเป้าหมายทั้งเงินเก็บเงินใช้ของเราให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ในแต่ละเดือนจะต้องซื้ออะไรบ้าง จะต้องแบ่งจ่ายอะไรบ้าง เพราะหากคุณไม่รู้จักวางแผนให้ดี เราอาจจะต้องใช้เงินโดยลืมความสำคัญของการเก็บเงินและซื้อของที่ไม่จำเป็นจริงๆ สำหรับชีวิตในช่วงเวลานั้น

2.ซื้อของฟุ่มเฟือย

ค่านิยมของฟุ่มเฟือยเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ทำให้เราซื้อของเกินรายได้ที่ควรจะเป็น หากคุณต้องการจะมีเงินเก็บ หรืออยากจะมีเงินไว้สำหรับซื้อของที่จำเป็น ควรรู้แนวคิดในการบริหารการเงินที่สามารถแบ่งได้ว่า อะไรที่คุณควรจะซื้อ อะไรที่ไม่ควรซื้อ เพราะของบางอย่างที่ซื้อมาอาจจะไม่ใช่ของที่จำเป็นในขณะนั้น หากยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมาเก็บไว้ ควรตัดใจมองหาสินค้าอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า

ซึ่งบางครั้งการที่เราซื้อของโดยที่คิดว่าวันข้างหน้าจะได้ใช้พอถึงเวลาจะใช้จริงของแทบจะผุพังก่อนจะนำมาใช้เสียอีก บางอย่างก็ซื้อมานานแบบเก็บจนลืม ซึ่งเหล่านี้ต่างก็ถือว่าเป็นการใช้เงินแบบสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

3.ไม่เคยทำบัญชีทางการเงิน

การทำบัญชีทางการเงินเป็นนิสัยที่ควรทำ เพราะช่วยทำให้คุณสามารถคำนวณรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้ดี หลายคนพลาดไม่เหลือเงินเก็บเพราะไม่ชอบจดบัญชีทางการเงิน การทำบัญชีทางการเงินไม่จำเป็นต้องจดทุกครั้งที่ได้รับหรือจ่ายเงินแต่อย่างน้อยๆ ในรอบสัปดาห์ควรสำรวจเงินในกระเป๋าว่ามีพอสำหรับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และรายจ่ายอื่นๆ หรือไม่ ย้อนนึกถึงค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ค่าน้ำ ค่าขนม ค่าอาหาร ค่าซื้อสิ่งของต่างๆ ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเห็นภาพกระแสการเงินของคุณชัดเจนขึ้น

4.ไม่เคยคิดเก็บเงิน

นิสัยสุดท้ายที่ทำให้เรามีปัญหาการเงินมากที่สุดคือไม่คิดเก็บเงิน หากได้เงินมาแล้วไม่รู้จักบริหารการเงิน ไม่รู้จักใช้เงินให้เป็น และไม่เห็นคุณค่าของเงิน ไม่ว่าจะหาได้มากแค่ไหนก็มีอันหมดไปอย่างไม่เหลือ แม้ใครบางคนจะบอกว่าไม่เสียดายก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่ประสบปัญหาการเงินจะคิดย้อนกลับมาถึงวันที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น ผลร้ายที่สุดคือการกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายโดยไม่รู้ว่าจะใช้คืนทั้งหมดได้เมื่อไหร่

ดังนั้น หากเรารู้จักบริหารการเงินด้วยการแบ่งรายจ่ายของเราส่วนหนึ่งมาเป็นเงินออม ในสัดส่วน 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 หากเก็บไปเรื่อยๆ วันหนึ่งจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจ และเป็นการฝึกนิสัยการออมที่ดีของคุณเอง

ทั้งหมดนี้มีหลักแก้นิสัยทางการเงินง่ายๆ เพียงแค่รู้จักจัดสรรค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆ และจัดลำดับความสำคัญในการซื้อของให้ดี พยายามตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลงตัวและมีเงินเก็บมากขึ้นโดยเราไม่รู้สึกว่าต้องพยายามมากมายจนเกินไป

การอยู่ร่วมกัน(ไม่)ได้ ในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582274

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

การอยู่ร่วมกัน(ไม่)ได้ ในสังคม

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ข่าวอันธพาลย่านวัดสิงห์ บางขุนเทียน ที่ขาดสำนึก และสร้างความวุ่นวายในสังคม บุกเข้าไปทำร้ายเด็กนักเรียนระหว่างการสอบแกต/แพต หรือความถนัดทางวิชาชีพประจำปีการศึกษา 2562 เมื่อเร็วๆ นี้ เชื่อว่าได้สร้างความตกใจให้แก่ทุกคนในสังคม โดยเฉพาะผู้เขียนที่กำลังจะตั้งต้นบทความเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย

ดร.อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ อาจารย์พิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นักวิชาการและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (สบท.) กล่าวว่า จารีตวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันสำหรับสังคมไทยคือ “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน 3 ชุมชนหลักที่อยู่ร่วมกันมานานช้า หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะบริบทสังคมที่เพี้ยนผิดไปในระยะหลัง

สังคมที่เพี้ยนผิด ดร.อัครนันท์ เล่าว่า ขึ้นอยู่กับการเลือกมองในมุมใด หากบทความนี้จะเป็นการมองในมุมของพุทธศาสน์ผ่านงานวิจัย “รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเกี่ยวกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและจิตวิทยาเชิงบวก ที่มีต่อสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธของชุมชนอาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานคร” ชุมชนยุคใหม่ของคนเมือง…สังคมที่เพี้ยนผิดไปในอีกรูปแบบหนึ่ง

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคม หากปัจจุบันการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไปจากงานวิจัยพบว่า 30-40% ของคนที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมต้องการใช้ชีวิตอยู่โดดเดี่ยวลำพังตัวเอง”

ดร.อัครนันท์ เล่าว่า สังคมเมืองในปัจจุบันคือภาพความเป็นพหุวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ผู้คนอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนท่ามกลางความหลากหลายทางเชื้อชาติภาษาและความเชื่อ รวมทั้งการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่จากอายุที่แตกต่าง หากโจทย์ที่แท้จริงคือไลฟ์สไตล์การอยู่อย่างแปลกแยก เรื่องนี้ผิดแปลกจากธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็ไม่ “เกินการ” ที่จะทำความเข้าใจ

สาเหตุคือสภาพการเลี้ยงดูและการหล่อหลอมในวัยเยาว์ ที่พ่อแม่ยุคใหม่เลี้ยงดูลูกด้วยโทรศัพท์มือถือ เครื่องมือการสื่อสารยุคใหม่ทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาในอาณาจักรส่วนตัว ต่างคนต่างแยกกันใช้ชีวิตของตัวเอง แม้กระทั่งสังคมครอบครัวก็ยังคุยกันน้อยหรือแทบจะไม่คุยกันเลย อยู่บนถนนในรถ (ติด) 4 ชั่วโมงเช้า-เย็น และอยู่กับตัวเอง 8 ชั่วโมง/วัน

“แนวโน้มการใช้ชีวิตที่แปลกแยกกับบุคคลแปลกหน้าสูงขึ้นเรื่อยๆ นำมาสู่สังคมอีกแบบหนึ่งที่เรากำลังจะก้าวไปสู่ชุมชนหลักบ้าน-วัด-โรงเรียนนั้น เลิกพูดไปได้เลยสำหรับกลุ่มคนพันธุ์ใหม่นี้”

มองผ่านชุมชนอยู่อาศัยในเมืองยุคใหม่ สังคมวันนี้จึงเป็นสังคมชุมชนที่ต่างคนต่างพึ่งพาตนเอง สมาชิกในสังคมต่างคนต่างอยู่ กลายเป็นธรรมชาติของคนในสังคมเมืองที่ไม่สนใจโลกรอบตัว ไม่สนใจคนรอบข้าง เพื่อนบ้านหรือเพื่อนในชุมชนกลายเป็นอากาศธาตุ ต่อให้นั่งอยู่ข้างกัน โดยสารลิฟต์ด้วยกัน หรือมีฝาบ้านติดกัน ก็สบายใจมากกว่าที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน

คำถามคือ “เรา” จะปล่อยให้สังคมหรือชุมชนของเราเป็นไปหรือมีแนวโน้มอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ และถ้าไม่-เราจะทำอย่างไร ตอบด้วยงานวิจัยที่พบว่า ปัจจัยบริบทสภาพแวดล้อมและจิตวิทยาเชิงบวกมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพองค์รวมแนวพุทธ ดังนั้น การส่งเสริมให้มีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน มีความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมทางพุทธศาสนาสามารถนำไปเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ความสุขยั่งยืนของชุมชนได้

“คีย์เวิร์ดหรือกุญแจสำคัญคือ คนกลาง หรือเจ้าภาพ ที่จะยึดโยงสังคมชุมชนเข้าหากัน ละลายพฤติกรรมด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ ผมมองไปที่ผู้จัดการโครงการนิติบุคคล หรือหัวหน้าชุมชนก็ดี”

แนวทางคือการพัฒนาให้มีความรู้เรื่องสุขภาพที่ดีทั้ง 4 มิติ ได้แก่ กาย จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชนและหรือแต่ละพื้นที่นั่นเอง กิจกรรมต้องก่อให้เกิดคุณลักษณะด้านบวก ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายเชิงบูรณาการในทุกภาคส่วน

สำหรับจิตวิทยาเชิงบวกที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้น คุณลักษณะด้านบวกของแต่ละบุคคล วัดจาก 5 คุณลักษณะ

1.การรับรู้ความสามารถของตัวเอง

2.ความหวัง ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลในการคาดหมายถึงสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น

3.การมองโลกแง่ดี เชื่อว่าจะมีความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

4.ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ อดทนและปรับอารมณ์ได้ กลับสู่สภาวะปกติได้เมื่อต้องเผชิญปัญหาที่ไม่แน่นอน

5.เจตคติที่ดีต่อสุขภาพ ความรู้เชิงประเมินค่า เห็นประโยชน์การกระทำเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง

สอดคล้องแนวคิดการสนับสนุนทางสังคม ที่ว่าการมีส่วนร่วมในสังคม และผูกพันเป็นส่วนร่วมซึ่งกันและกัน การผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Social Integration) เป็นการเปิดโอกาสที่บุคคลสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม มีโอกาสแข่งขันแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน รวมทั้งแสดงความห่วงใยเข้าใจต่อกัน หากขาดการสนับสนุนชนิดนี้ จะทำให้บุคคลรู้สึกโดดเดี่ยวจากสังคม ขาดกำลังใจที่มีคุณค่า ขาดการเป็นที่ยอมรับ รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“งานวิจัยสนับสนุนแนวคิดของทุนจิตวิทยาเชิงบวก 4 องค์ประกอบหลัก คือ ความหวัง การมองโลกในแง่ดี ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และความหยุ่นตัว โดยทุกองค์ประกอบจะทำงานอย่างเป็นวงจรต่อเนื่องกันไป เกื้อหนุนการทำงานซึ่งกันและกัน”

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในอาคารชุด จะมีคะแนนสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธอยู่ในระดับดี ผลวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ระบุว่า การไปทำบุญตามเทศกาลหรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมต่างจังหวัดบ้าง เป็นการช่วยเติมพลังชีวิต ทำให้จิตใจสงบ ลดความฟุ้งซ่าน ทำให้รู้จักวิธีเพิ่มความสงบในใจ ลดความโกรธลง ไม่หงุดหงิดกับสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ

ข้อค้นพบดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันของครอบครัวเป็นสุข เป็นภาวะของบุคคลที่แสดงออกถึงการรู้จักการดำเนินชีวิตแบบไม่ประมาท ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม รู้จักแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตนเอง มีใจสงบนิ่ง ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต และรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง

“ผลสำเร็จของงานวิจัยนี้ ได้แก่ แนวปฏิบัติเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมของครอบครัวเพื่อนำไปสู่ความสุขยั่งยืนของชุมชน การสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมตามแนวพุทธในการสร้างเครือข่ายเชิงบูรณาการของการอยู่ร่วมกันแบบสังคมไทย”

ผศ.ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ร่วมวิจัยฯ เล่าว่า การอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมยุคใหม่ ต้องอาศัยหลักธรรมสังคหวัตถุ 4 หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ

1.ทาน การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อแบ่งปันของตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว คำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถนำติดตัวเอาไปได้

2.ปิยวาจา พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน จริงใจ ไม่หยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะแก่กาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษยสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น ปิยวาจายึดหลักเกณฑ์ว่า เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

3.อัตถจริยา การสงเคราะห์ทุกชนิด หรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

4.สมานัตตา การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้อื่น

นอกจากการให้ทานในสังคมหรือสังคหวัตถุ 4 แล้ว ผศ.ดร.กมลาศ กล่าวว่า คุณธรรมในข้อโยนิโสมนสิการ การคิดในมุมบวกหรือการคิดให้ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เข้ามากระทบ ก็เป็นคุณแก่การอยู่ร่วมกันเช่นกัน ทั้งนี้ ขอให้ถือว่า เราต่างเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของชุมชน มีหน้าที่ต่อชุมชนในอันที่จะปฏิบัติอันเป็นประโยชน์และไม่เป็นพาลต่อกัน ไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน

“สิ่งที่จะช่วยได้มาก คือการจัดกิจกรรม ใช้หลักและวิถีปฏิบัติแนวพุทธ เช่น การตักบาตรร่วมกันตามวาระ เช่น ในวันสำคัญทางศาสนา วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ การทำกิจกรรมอาสา หรือกิจกรรมด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย เป็นต้น”

ยิ่งไปกว่านี้คือการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง โครงการอยู่อาศัยจำเป็นต้องมีพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน เหมือนกับการสร้างพื้นที่ร่วม เพื่อเป็นเวทีของการใช้ชีวิตแบบชุมชน หรือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น จิตใจบวกหรือมุมมองที่เป็นบวกของผู้อยู่อาศัยนั้นเอง ที่จะช่วยผลักดันหรือขับเคลื่อนโอกาสและความสุขของชุมชนที่มีความสุขได้

ส่งท้ายด้วยธรรมะจากข้อเขียนของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่อธิบายว่า การพัฒนาจะเป็นไปพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน คือ การพัฒนาทางกาย เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางด้านวัตถุและเทคโนโลยีให้สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่แสดงออกทางได้เหมาะสม 2.พัฒนาด้านพฤติกรรม (ศีล) หรือวิธีการใช้ชีวิต ตลอดจนการทำมาหาเลี้ยงชีพ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคนให้มีศีล คือวินัย 3.พัฒนาด้านจิตใจ (สมาธิ) พัฒนาคุณธรรม ความเข้มแข็ง มั่นคงของจิตใจ และสภาพจิตที่ดีงาม

สุดท้าย 4.พัฒนาด้านปัญญา (ปัญญา) คือความรู้ความเข้าใจต่างๆ รวมทั้งแนวความคิด ทัศนคติ และค่านิยมในการฝึกฝนหรือพัฒนาด้านความรู้ความเข้าใจ ทำได้โดยไตร่ตรองวินิจฉัย ตรวจสอบโดยอาศัยเหตุผลเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริง การพัฒนาทั้ง 4 ด้านดังกล่าว จะต้องอิงอาศัยกัน ซึ่งหากพัฒนาได้ทั้ง 4 ด้านแล้ว จะทำให้ชีวิตมีแต่ความดีงามนำไปสู่การเข้าถึงอิสรภาพและสันติสุขที่แท้จริง

ปฎิภาณ ยุวนะวณิช มุ่งมั่นเป็นพิธีกรมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582179

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ปฎิภาณ ยุวนะวณิช มุ่งมั่นเป็นพิธีกรมืออาชีพ

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เยาวชนไทยวัยทีนยุค 4.0 จะเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียนดีและกิจกรรมก็ต้องเด่น ภาษาที่ได้ก็ต้องมากกว่า 2 ภาษา เพราะสังคมยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขัน ใครดี เก่ง ใครมีคุณภาพล้นมากกว่าคนอื่นย่อมได้เปรียบ ผู้ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเท่านั้นจะได้อยู่อย่างสตรอง

เด็กหนุ่มหน้าตาเรียบร้อย บุคลิกภาพอ่อนโยนนุ่มนวล น้องต้น-ปฎิภาณ ยุวนะวณิช นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ เอกวิทยุ กระจายเสียง วิชาโทวารสารศาสตร์ และวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาบอกว่าเรียนในระดับปานกลาง มีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.63 มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกร

เนื่องจากเขามีความฝันที่อยากทำอย่างชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงตั้งเป้าหมายและเลือกคณะวิชาตามที่ตั้งใจไว้ ด้วยการทำกิจกรรมทั้งนอกและในมหาวิทยาลัยอย่างยิ่งยวดทุกครั้งที่มีโอกาส โดยกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการพูด ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกชมรมปาฐกถาและโต้วาที พิธีกร งานคณะ งานมหาวิทยาลัย ชมรมอนุรักษ์มารยาทไทย เรียกว่ามาสายพูดกันแบบเนื้อๆ เน้นๆ อย่างมั่นใจมาตลอดเวลา

“ผมเข้าชมรมทุกชมรมที่เกี่ยวข้องกับการพูด เคยชนะโต้วาทีมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม ประกาศสุนทรพจน์ ปาฐกถา ต่างๆ ของโรงเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย เรียกว่ามาสายพูดอย่างแท้จริง เพราะมีไอดอลในดวงใจ เป็นพิธีกรและผู้ประการข่าวอย่างพี่ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้ว อยากเดินตามรอยทางพี่ต๊ะ ชอบทุกอย่าง บุคลิกท่าทาง ดูดี ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป อีกคนที่ชอบมากๆ ก็คือ พิธีกรผู้ประกาศข่าวช่อง 9 พี่ตั๋ว-สุทิวัส หงส์พูนพิพัฒน์”

ดังนั้น พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มกิจกรรมด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นบ้าง โดยสมัครโครงการประกวดทางด้านวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ความเป็นไทย จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดมารยาทไทยในโครงการธนชาต ริเริ่ม…เติมเต็มเอกลักษณ์ไทย ครั้งที่ 47 ประจำปี 2561 โดยรับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เขาบอกว่า การเรียนมหาวิทยาลัยนั้นนอกเหนือจากการเรียนแล้วควรทำกิจกรรมสักสองสามอย่างด้วย เพื่อเป็นการได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกความรับผิดชอบ ฝึกการบริหารเวลา เพื่อใช้เวลาที่มีอยู่แบบเป็นประโยชน์ ความเป็นทีมเวิร์ก เพื่อทดสอบเรียนรู้นิสัยใจคอของตนเองว่าเมื่อทำกิจกรรมเป็นคนใจร้อนหรือไม่ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นหรือไม่ เวลาจบออกไปทำงานจะได้ชัดเจนว่าชอบแบบไหน อย่างไร และมีบุคลิกในการทำงานแบบไหน จะได้ปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

เขาบอกว่าในการแบ่งเวลานั้น ตอนแรกเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะมีทั้งเรื่องเรียนที่ต้องรักษาเกรดไว้ให้คงที่ไม่ตกต่ำไปจากที่เคยได้ เรื่องกิจกรรมอื่นๆ งานในชมรม งานที่อาจารย์แต่ละวิชามอบหมายด้วย แล้วยังอยากมีเวลาไปไหนกับเพื่อนๆ บ้าง จึงต้องใช้เวลาระหว่างที่ว่างอย่างคุ้มค่าที่สุด

อีกทั้งรายได้ในครอบครัวไม่ได้มากมายนัก เขาจึงพยายามแบ่งเบาภาระครอบครัวด้วยการใช้เวลาว่างในการทำงานพิเศษบ้าง เช่น เป็นสตาฟฟ์ตามงานต่างๆ รับงานพิธีกร เป็นวีเจแอพไลฟ์สตรีมมิ่ง ทุนการศึกษาจากการไปแข่งขันตามงานต่างๆ เป็นต้น เพื่อหาทุนการศึกษาหรือซื้อของใช้จำเป็นในการเรียนด้วยตัวเอง เพื่อรับผิดชอบภาระส่วนตัวต่างๆ เท่าที่จะทำได้

ดังนั้น พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่อยู่ปี 1 กันเลยทีเดียว และมักจะได้รางวัลติดไม้ติดมือในการรับประกันการเข้าร่วมแต่ละกิจกรรมทุกครั้งเสมอ เช่น 2 ปีที่แล้วเขาได้รางวัลชนะเลิศการประกวดมารยาทไทย โครงการมหาวิทยาลัยรามคำแหง อนุรักษ์เอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทยระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 5 ประจำปี 2560

รางวัลชนะเลิศการประกวดมารยาทไทย ชิงถ้วยพระราชทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 จัดโดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม และรางวัลนักศึกษากิจกรรมดีเด่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประจำปีการศึกษา 2560

เขาเผยถึงเคล็ดลับในการประกวดกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ว่า มีความจริงจัง ตั้งใจ แล้วก็ซ้อมให้มากๆ เน้นการซ้อมให้เยอะ จับโจทย์ให้แตก ทำจริงจัง ฝึกบ่อยๆ พูดจาให้ชัด ควบกล้ำให้ชัดเจนในชีวิตประจำวันด้วย

“เพราะในการประกวดโครงการเหล่านี้ การพูดเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอด สื่อสาร และแสดงทัศนคติช่วยทำให้เรามีบุคลิกภาพที่ดี รวมไปถึงการร่วมกันอนุรักษ์ไว้ซึ่งภาษาไทย อันเป็นมรดกของชาติ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมในด้านการพูด รวมไปถึงการใช้ภาษา”

เนื่องจากจะเป็นการฝึกฝนตนเองแล้ว ยังจะเป็นการร่วมธำรงไว้ซึ่งมรดกของชาติ ที่พร้อมจะเป็นเมล็ดพันธ์ุ ถ่ายทอดไปสู่เยาวชนรุ่นหลัง ให้ได้รับรู้ถึงความงดงามของภาษาที่ใช้กันอยู่

สำหรับการประกวดในปีที่ผ่านมาเขาก็ได้รางวัลเพิ่มเติมมาอีกหลายประเภท เช่น การชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก ครั้งที่ 5 ในโครงการสุดยอดนักพูดปี 2018 ภาษาไทยระดับอุดมศึกษา จัดโดยชมรมพุทธศาสตร์สากล

รางวัลชนะเลิศการประกวดอ่านออกเสียง เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ รางวัล ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ประจำปี 2561 จัดโดยคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กลุ่มเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ สาขาศิลปวัฒนธรรม ประจำปี 2561 และเขาเป็นประธานชมรมปาฐกถาและโต้วาที มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประจำปี 2561 เป็นพิธีกรทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย แล้วเขายังเคยประกวดร้องเพลงลูกกรุงและเพลงไทยสากลอีกด้วย

“มีคนถามเยอะว่าทำไมผมจะประกวดกิจกรรมแต่แนวนี้ ก็เพราะผมชอบ และคิดว่าเหมาะกับบุคลิกหน้าตาของผม ซึ่งดูเป็นคนเรียบร้อย แล้วผมชอบพูดชอบใช้เสียง มันเป็นจุดเด่นที่สุด เพราะคิดว่าเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง จะไปประกวดเต้น ประกวดแสดงอะไรก็ไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไร ทำไปก็ฝืน มันไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็เลยต้องเลือกอะไรที่ใกล้และเป็นตัวของตัวเองที่สุด ถ้าได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเองที่สุดมันจะทำได้ดีกว่า” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

เขาบอกว่าถ้าคนเรามีความชัดเจนในตัวเองว่าชอบอะไรแล้วโฟกัสไปที่จุดนั้นอย่างตั้งใจ ทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่ชอบ ก็จะได้ไม่ไปเสียเวลากับเรื่องอื่น มุ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ “ผมเคยจะลองไปทำกิจกรรมย่างอื่นบ้างอยู่เหมือนกัน แต่ทำแล้วรู้สึกฝืนใจ มันไม่อินก็เลยไม่ทำดีกว่า เพราะไม่มีความสุข เมื่อได้ลองทำหลายๆอย่างเราจะได้คำตอบเองว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ แล้วเลือกที่ใช่แล้ว ทำมันให้สุดๆ ไปเลย ผมจึงโฟกัสในเรื่องนี้เต็มที่

ผมประกวดเวทีของธนชาตมาสองครั้งและได้รางวัลทุกครั้ง ปีหน้าก็จะสมัครอีกในประเภทอื่นๆ ปีนี้ชนะเลิศประกวดมารยาทไทย ปีหน้าก็จะประกวดในหัวข้อการอ่านฟังต่อไปคือต้องการชนะเลิศในทุกประเภทของการประกวดทางด้านเอกลักษณ์วัฒนธรรมเลย” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

ระเบิดพลังให้สุด ในคลาส เจซีรี่ส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582177

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ระเบิดพลังให้สุด ในคลาส เจซีรี่ส์

เรื่อง พุสดี

เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายของสมาชิกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงมีการศึกษาวิจัยพฤติกรรมและความต้องการของผู้ออกกำลังกายมาต่อเนื่อง เพื่อเฟ้นหารูปแบบการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์สมาชิกที่สุด ซึ่งปัจจุบันส่วนมากมีการงานรัดตัว มีความเร่งรีบ และเวลาการออกกำลังกายน้อย จึงเกิด “เจซีรี่ส์” คลาสการออกกำลังกายใหม่ของเจ็ทส์ขึ้นมา

ความโดดเด่นของคลาสออกกำลังกาย “เจซีรี่ส์” คือ เป็นการผสมผสานการออกกำลังกายหลากหลายสไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์สูงสุดภายในระยะเวลาเพียง 30 นาทีต่อเซสชั่น ด้วยหลักการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (High-intensity interval training : HIIT) ผสมกับคอนเซ็ปต์ของเวตเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ และ Functional มาไว้ในคลาสเดียว นับเป็นคลาสออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยแต่เห็นผลลัพธ์ได้ไว ตรงกับที่คนส่วนใหญ่ต้องการ ซึ่งเจ็ทส์ใช้เวลาในการพัฒนาร่วม 12 เดือน บนพื้นฐานของคำว่า “Funergy” เพื่อให้ผู้เข้าคลาส “เจซีรี่ส์” ได้รับทั้งความสนุก (Fun) และพลังงาน (Energy) รู้สึกมีส่วนร่วมและต้องการกลับมาเข้าคลาสอีกเป็นประจำ โดย เจซีรี่ส์ ได้เปิดตัวนำร่องที่ออสเตรเลียเป็นที่แรก ก่อนที่จะขยายมาที่เมืองไทย และอนาคตก็มีแผนที่จะเปิดให้บริการในทุกสาขาของเจ็ทส์ทั่วโลก

ข้อดีของเจซีรี่ส์ ที่ต่างไปจากคลาสออกกำลังกายอื่นๆ คือช่วยให้ผู้ออกกำลังกายเผาผลาญไขมันได้สูงสุด และบริหารกล้ามเนื้อได้ครบทุกสัดส่วน ด้วยวิธีการออกแรงให้สุดกำลังสลับกับออกกำลังเบาๆ ไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 30 นาที โดยมีเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญของเจ็ทส์คอยให้คำแนะนำและสาธิตในทุกขั้นตอน ตลอดเวลาที่อยู่ในคลาสมั่นใจได้ว่า รีดไขมันหรือสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อจากการออกกำลังแบบหนักสลับเบา โดยเน้นความหนักอยู่ที่ 85-100% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด พร้อมกับกระตุ้นให้ผู้เข้าคลาสออกกำลังด้วยความเข้มข้น (Intensity) ที่เหมาะกับตนเอง เพื่อให้แต่ละคนได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ดังนั้น เจซีรี่ส์ จึงเป็นคลาสที่เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย ไปจนถึงกลุ่มที่ออกกำลังจนชำนาญแล้ว

ความพิเศษอีกข้อของคลาสออกกำลังกาย “เจซีรี่ส์” คือ ความไม่จำเจ เพราะภายในคลาสออกกำลังกาย เจซีรี่ส์ จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 คลาสย่อย ซึ่งจัดเวียนไปทุกสัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ และพักวันอาทิตย์ 1 วัน

ใครที่อยากลุกขึ้นมาฟิตหุ่น เตรียมหุ่นให้พร้อมรับซัมเมอร์นี้ อย่ารอช้า และถ้ารู้สึกว่าการไปออกกำลังกายคนเดียวยากไป อย่าอายหรือลังเลที่จะจูงมือเพื่อนไปด้วย เพราะจากผลงานวิจัยพบว่า การออกกำลังกับคนสนิทหรือคนรู้ใจ จะทำให้ได้ผลมากกว่าปกติ เนื่องจากเราจะรู้สึกเหนื่อยช้าลง และเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำมากขึ้น

สัมภาษณ์งาน… คุณอาจกำลังต้องการมัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582176

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

สัมภาษณ์งาน... คุณอาจกำลังต้องการมัน!

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การสัมภาษณ์งาน…คุณมองมันในมิติใด สำหรับบางคนมันคือการบีบคั้นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต และสำหรับบางคน มันคือจุดเปลี่ยนชีวิตที่จะพลิกเปลี่ยนซึ่งผลกระทบต่อความสุขความสำเร็จในอนาคตทั้งหมด “101 คำถามสัมภาษณ์งาน ที่คุณจะไม่ต้องกลัวอีกต่อไป” สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ มองในมิติของความเข้าใจตัวเอง และความเข้าใจตัวเองนี้ ที่เป็นกุญแจสำคัญไขประตูสู่ความสำเร็จ

1.ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

นี่อย่างไรล่ะ เวลาของคุณ เงินของคุณ ชีวิตรักของคุณ ประสบการณ์ของคุณ สุขภาพของคุณ สถานะทางสังคมของคุณ และความสุขของคุณ ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางบางส่วนในการสัมภาษณ์งาน ถ้าสรุปว่าชีวิตขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่ลงตัวไม่กี่ครั้งจริงๆ ละก็ การสัมภาษณ์ก็เป็นหนึ่งในช่วงเวลานั้นแน่นอน จะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่คุณต้องรู้ว่า คนที่ทำได้ดีในการสัมภาษณ์งาน มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่ดี

2.การเตรียมตัว

ด้วยการที่ต้องฝากชีวิตไว้อย่างมากกับผลที่จะตามมาภายหลัง จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์จะเกิดอาการวิตกกังวล การเผชิญหน้ากับโชคชะตาของคนในการสัมภาษณ์งานจะเป็นสิ่งที่น่าหวั่นวิตกอย่างที่เป็นอยู่ แต่อย่างน้อยคุณจะได้รับการแจ้งล่วงหน้า และมีโอกาสได้เตรียมตัว ถือว่าคุณได้การบอกกล่าวให้ทราบถึงช่วงเวลาสำคัญของคุณ…กับการสัมภาษณ์งานนั้น คุณแค่ต้องฝึกให้หนักขึ้นกว่าคู่แข่งคนอื่นอีกวันละเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่วันละหลายชั่วโมงแบบที่นักดนตรีฝึก อ้อ ข้อได้เปรียบที่ได้รับข้อมูลจากวงใน เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณควรฉกฉวย ถ้าทำได้

3.เผชิญหน้ากับโชคชะตา

การเรียนรู้วิธีทำให้การสัมภาษณ์งานดีขึ้นแค่สักนิดหน่อย ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดที่คุณทำได้สำหรับตัวคุณเองอย่างหนึ่งแล้ว จงทำให้คุ้มค่าเงินทองและเวลา สำหรับผู้ที่ผลักดันตัวเองให้หนักขึ้นกว่าคนอื่นๆ อีกหน่อย ความสำเร็จในการสัมภาษณ์ก็จะอยู่แค่เอื้อม เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับโชคชะตาให้ดีที่สุดนี้ ประกอบด้วย การหาคำตอบที่จริงใจและเป็นประโยชน์ให้กับ “คำถามที่สำคัญ” เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มาก เพราะเมื่อตอบคำถามสำคัญหรือ “คำถามมาตรฐาน” ได้ดีแล้ว คำตอบสำหรับคำถามอื่นๆ ทุกข้อก็จะดีไปเอง

4.เป็นตัวของตัวเอง

ดูเหมือนไม่ใช่คำแนะนำที่ใหม่สักเท่าไร แต่มันสำคัญมาก พวกผู้สัมภาษณ์ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ พวกเขาต้องการรู้สึกถึงอารมณ์การเชื่อมสัมพันธ์กับบุคคลจริงๆ ไม่ใช่กับนักการเมือง พวกเขาชื่นชอบเวลาที่ความรู้สึกเชื่อมสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นในห้องสัมภาษณ์ ทว่ามันก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยเท่าที่ควร

ช่วงเวลาที่สัมภาษณ์ เป็นตัวของตัวเองในช่วงนั้นแหละ จริงอยู่ที่สภาพแวดล้อมและบทสนทนาที่ไม่เป็นธรรมชาติทำให้คุณเคอะเขินหรือประหม่าได้ แต่หลังจากตะลุยคำตอบสำเร็จรูป ผ่านการหยุดชะงักด้วยอาการเคอะเขิน และผ่านความจริงครึ่งเดียวมาแล้ว สิ่งที่เหลือก็คือบรรดาผู้สัมภาษณ์ที่กระหายอยากเผชิญหน้าอย่างแท้จริงกับมนุษย์ที่ซื่อสัตย์จริงใจ ถ้าคุณพูดออกมาจากใจและไม่เกินจริง หลอกลวงตบตา หรือพูดจาไร้สาระแล้ว คุณก็กำลังมอบในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์กระหายจะได้พบ พวกเขาจะจดจำคุณได้แน่

5.มันเกี่ยวกับว่าคุณเป็นใครและเหมาะจะทำอะไรต่างหาก

ข่าวดีสำหรับคุณก็คือ การทำให้ตัวเองรองรับอนาคตได้นั้น เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้กันได้ ซึ่งคุณสามารถแสดงให้เห็นในการสัมภาษณ์ ทุกอย่างเป็นเรื่องของการเลือกนำความคิดของคุณมาใช้กับการทำงาน (Put Your Mindset to work) อย่าแปลกใจที่ได้รู้ว่า บรรดานายจ้างชอบคนที่มีมายด์เซตเป็นอุดมคติ มากกว่าคนที่มีทักษะครบถ้วนกับตำแหน่งงาน หากไร้ซึ่งมายด์เซตที่คู่ควร

6.มองในจุดที่นายจ้างมองหา

เมื่อรู้ว่าการมีความคิดที่ตอบสนองต่องานอย่างเหมาะควรคือกุญแจสำคัญ นั่นทำให้คุณมองในสิ่งเดียวกับสิ่งที่นายจ้างมองหา ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้ว่า คุณสมบัติสำคัญต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณต้องมี หรือพัฒนาให้มีขึ้น 1.ความกว้างไกล (Global) 2.คุณธรรม (Good) 3.ความอดทน (Grit)

จงพิจารณาคุณสมบัติสำคัญที่คุณมีอยู่ ณ เวลานี้ แล้วพยายามตอบคำถามอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาว่า คุณครอบครองอยู่จริง!

ข้อมูล : “101 คำถามสัมภาษณ์งาน ที่คุณจะไม่ต้องกลัวอีกต่อไป” เจมส์ รีด สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์

อ่างเก็บน้ำซำตมขาว จากน้ำพระราชหฤทัย ในหลวงรัชกาลที่ 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582174

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

อ่างเก็บน้ำซำตมขาว จากน้ำพระราชหฤทัย ในหลวงรัชกาลที่ 10

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : ปิดทองหลังพระ

ด้วยอุปสรรคทั้งเป็นที่เชิงเขาและที่ราบสลับลูกเนิน สภาพดินเป็นดินเหนียวปนทราย และการแผ้วถางทำลายป่า ทำให้น้ำฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ณ บ้านห้วยหมากหล่ำ หมู่ 6 ต.ทมนางาม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ทำให้ผืนดินมีความแห้งแล้ง ราษฎรชาวเกษตรกรและเลี้ยงวัวภูเขาอยู่กันอย่างยากลำบาก คนรุ่นหนุ่มสาวต้องย้ายถิ่นไปรับจ้างทำงานอยู่นอกพื้นที่ จึงเกิดโครงการอ่างเก็บน้ำซำตมขาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านห้วยหมากหล่ำ หมู่ 6 ต.ทมนางาม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560 ซึ่งพื้นที่หมู่บ้านบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทม-ป่าข่า โดยมีร่องน้ำไหลมาจากเขาสวนกวาง คือร่องน้ำซำตมขาวไหลผ่านบริเวณพื้นที่หมู่บ้าน แต่ปริมาณน้ำในลำห้วยก็ไม่เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ราษฎรส่วนมากยังชีพด้วยการเก็บของป่าและเลี้ยงสัตว์

ชาวบ้านค่อนข้างมีฐานะยากจน ต้องออกไปรับจ้างขายแรงงาน เพื่อแลกกับเงินมาซื้อข้าวและซื้อน้ำสำหรับใช้ในครัวเรือน แต่ในระยะ 3-5 ปีมานี้ มีปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น อันเนื่องเป็นผลมาจากสภาพป่าที่เสื่อมโทรมลง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประกอบกับภูมิประเทศของหมู่บ้านห้วยหมากหล่ำ อยู่ในโซนที่มีฝนตกน้อย ปริมาณฝนเฉลี่ยของพื้นที่น้อยกว่าฝนเฉลี่ยของจังหวัด อีกทั้งยังขาดพื้นที่รองรับน้ำ ชาวบ้านที่นี่จึงต้องเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งลำบาก อาศัยน้ำจากบ่อน้ำเล็กๆ ท้ายหมู่บ้าน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนไปได้บ้าง แต่จะต้องไปตักและแบกน้ำมาใช้เป็นระยะทางไกลหลายกิโลเมตร

ด้วยความยากลำบากของปากและท้อง เมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา ราษฎรบ้านห้วยหมากหล่ำวัย 82 ปี ชาย ช่วยนา ร่วมกับสมาชิกภายในหมู่บ้านห้วยหมากหล่ำ หมู่ 6 ได้มีหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ ขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาพระราชทานโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำซำตมขาว พร้อมระบบส่งน้ำจากกรมชลประทาน บริเวณห้วยหมากหล่ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านกว่า 50-60 หลังคาเรือน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วยังสร้างถนนให้ชาวบ้านได้ใช้อีกด้วย

“แต่เดิมชาวบ้านต้องซื้อน้ำใช้ถังละ 150 บาท มีปริมาณน้ำ 1,000 ลิตร/ถัง ใช้พอเพียงครั้งละ 2-3 วันเท่านั้น จึงต้องใช้อย่างประหยัด พอมีหนังสือจากสำนักพระราชวังให้ดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านก็มีการพูดคุยกันระหว่างป่าไม้ กรมชลประทาน และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) หาแนวทางร่วมกัน สรุปเหมาะที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้าน และในหลวงรัชกาลที่ 10 รับเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ และสร้างเสร็จอย่างรวดเร็วเมื่อปลายปี 2561 เร่งมือเพื่อเก็บน้ำให้เร็วทันหน้าฝนปี 2561

หน้าฝนที่ผ่านมา ฝนตกน้อยมาก ทำให้มีน้ำในอ่างซำตมขาวน้อยมากเช่นเดียวกับอ่างเก็บน้ำอื่นๆ ขณะนี้จึงมีน้ำเพียง 25% เท่านั้น ทาง จ.อุดรธานี จึงนำพันธุ์ปลามาปล่อย ได้แก่ ตะเพียนขาว ปลาบึก ปลานิล รวม 5 แสนตัว ปัญหาตอนนี้คือถ้าปล่อยน้ำให้ชาวบ้านนำไปใช้ เกรงว่าปลาจะตาย ชาวบ้านจึงลงมติว่า ให้กักเก็บน้ำเลี้ยงปลาในอ่างไว้ และเจียดน้ำไปที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ดูแลให้การศึกษาสำหรับลูกหลานในหมู่บ้านด้านล่างก่อน” อภิชาต ชุมนุมมณี ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน อุดรธานี เล่า

โครงการตามแนวพระราชดำริ

สำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือ ลงวันที่ 3 เม.ย. 2560 แจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการอ่างเก็บน้ำซำตมขาว พร้อมระบบส่งน้ำ บ้านห้วยหมากหล่ำ ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560 จากนั้นกรมชลประทานโดยสำนักงานชลประทานที่ 5 ได้ทำเรื่องขอสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงาน กปร. ได้งบประมาณมาสร้างราว 46 ล้านบาท และดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2560

ด้วยการลงมือลงแรงช่วยแก้ปัญหาความแห้งแล้งขาดน้ำของชาวบ้าน กรมชลประทานได้เร่งมือสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2561 มีพื้นที่รับน้ำฝนราว 2.12 ตารางกิโลเมตร ความจุอ่างที่ระดับกักเก็บน้ำ 204,100 ลูกบาศก์เมตร ความสูงทำนบดิน 15 เมตร ความยาวทำนบดิน 187 เมตร หลังทำนบดินกว้าง 6 เมตร รวมทั้งออกแบบระบบส่งน้ำไปถึงบ้านเรือนราษฎรได้โดยง่าย

มีระบบบริหารจัดการน้ำ มีระบบส่งน้ำความยาว 2,250 เมตร จุดจ่ายน้ำจำนวน 9 จุด คาดว่าจะสามารถเก็บกักน้ำต้นทุนและส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ให้แก่ราษฎรบ้านห้วยหมากหล่ำ จำนวน 50 ครัวเรือน โดยมีพื้นที่ได้รับประโยชนรวม 200 ไร่ เมื่อน้ำพร้อมเพรียง กรมชลประทานจึงหาที่ทำกินให้ชาวบ้านคนละ 70 ตารางวา เพื่อชาวบ้านได้ใช้เพาะปลูกพืชผักสวนครัวให้มีกินในครัวเรือน สร้างรายได้และตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีกด้วย

น้ำพระทัยจุดประกายความหวัง

เดิมทีชาวบ้านบ้านห้วยหมากหล่ำ หมู่ 6 คือราษฎรที่ย้ายถิ่นฐานมาจากที่อื่น มาปลูกอ้อย ปลูกมัน อยู่กันนานๆ ก็มาตั้งรกรากอยู่อาศัย ชาย ช่วยนา ผู้ถวายฎีกา วัย 83 ปี เล่าว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นอยากถวายฎีกาเพราะในหมู่บ้านของเขาไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเลี้ยงสัตว์ก็ไม่มี แต่ 5-6 ปี ไม่มีน้ำใช้เลย เพราะปลูกต้นยูคาลิปตัสที่รากดูน้ำในดินออกไปหมด บ้านแล้งไม่มีน้ำกินน้ำใช้ น้ำเลี้ยงสัตว์ก็ไม่มี พวกเขาจึงตั้งใจเขียนฎีกา โดยมีคนในหมู่บ้านช่วยกันเขียน แต่ลงชื่อลุงเพราะอายุมากที่สุด พอได้รับเรื่องว่าพระองค์ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยให้สร้างอ่างเก็บน้ำ ยังความปลาบปลื้มให้ชาวบ้านอย่างหาที่สุดมิได้

“ดีใจและปลาบปลื้มใจมาก พอถวายฎีกาได้แล้ว ก็ดีใจกันทั้งหมู่บ้าน ตอนนี้อ่างเก็บน้ำเสร็จแล้ว เราจะได้น้ำมาใช้กันในครัวเรือน เลี้ยงปลาในกระชังบ้าง และจะได้ปลูกผัก เช่น ต้นหอม พริกขี้หนู ในพื้นที่ 70 ตารางวา ลุงไม่ได้เลี้ยงสัตว์แต่ลูกสาวตาเลี้ยงวัว 30 ตัว พอมีน้ำปลูกผักก็งามอยู่ ปลูกผักได้ขาย แม้ที่บ้านจะแห้งแล้งแต่ตาก็ยังอยู่ไม่หนีไปไหน แต่ลูกๆ ก็ออกไปทำมาหากินที่อื่น ตาอยากขอบคุณน้ำพระทัยของในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นอย่างมาก ที่ได้มาสานต่องานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ” ชาย ผู้ถวายฎีกาเล่า

ด้าน เภา ยาท้าว ผู้ใหญ่บ้านห้วยหมากหล่ำ หมู่ 6 เล่าว่า เมื่อชาวบ้านรู้ว่าในหลวงพระราชทานอ่างเก็บน้ำในหมู่บ้านแล้ว บางคนร้องไห้ดีใจเพราะลูกหลานจะได้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว และจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวบ้านดีใจมาก มั่นใจจากบางคนอยู่กระต๊อบ เปลี่ยนมาซื้อสังกะสีทำหลังคาแล้ว

“ครั้งแรกๆ ที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ตอนนั้นผมยังเป็นหนุ่ม แรกๆ ชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอย ได้สัมปทานป่า ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดออกไปหมด ส่วนผมมารับจ้างปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง และชาวบ้านก็ค่อยๆ ปลูกป่าขึ้นเรื่อยๆ แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ภูเขาลูกนี้แห้งแล้งมาก มีน้ำใช้น้อยมาก จากชาวบ้านเลี้ยงวัวภูเขาก็เลี้ยงไม่ได้ เกิดความเดือดร้อนมาก ของบประมาณหลายครั้งพัฒนาส่วนตำบลมาสร้างแหล่งน้ำไม่พอ จึงปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน องค์กรบริหารส่วนตำบล ทำเรื่องถวายฎีกา อีก 1 เดือนก็มีหน่วยงานต่างๆ มาดูพื้นที่ พบว่ามีแหล่งน้ำเพียงบ่อเล็กๆ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนักมาก

พอน้ำไม่พอก็ต้องซื้อน้ำใช้ ได้ประมาณ 2 เดือน ผู้หลักผู้ใหญ่จึงถวายฎีกา ที่นี่แล้งมาก ชาวบ้านมากกว่า 50 หลังคาเรือน อาศัยอยู่บนภูเขา ฝนตกก็ไม่มีแหล่งน้ำเก็บกักไว้ใช้ ต้นไม้ตายหมด สัตว์เลี้ยงไม่มีน้ำกิน ปัจจุบันชาวบ้านสามารถเลี้ยงวัวบนภูเขาได้ แต่ก่อนเดือดร้อนเรื่องน้ำกินน้ำใช้ ต้องอาศัยน้ำจากลำห้วยซำตมขาวประทังชีวิต แต่นับวันยิ่งแห้งขอดไปเรื่อยๆ พอชาวบ้านรู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำซำตมขาวขึ้นที่หมู่บ้านของเรา ทุกคนดีใจมาก บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เพราะเราจะมีน้ำไว้ทำการเกษตร เมื่อมีน้ำเราจะมีแรงทำมาหากิน ชีวิตเราคงจะดีขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่” เภา บอก

พอมีอ่างน้ำเต็มอ่างพอใช้ได้แล้ว คาดว่าปีหน้าเภาตั้งใจว่าจะเปิดสปอตไลต์ปลูกผักทั้งวันทั้งคืนเลย โดยวางแผนว่าจะปลูกผักล้มลุก และพืชผักสวนครัว เช่น น้ำเต้า พริก อยากกินก็ไปเด็ดกินได้ ปลูกพืชผักให้เต็มพื้นที่ไม่ให้ว่าง ตั้งใจจะปลูกอะไรที่กินได้ก่อน อนาคตสดใสเมื่อมีน้ำใช้

“ตอนแล้งมากๆ แต่ก่อนต้องซื้อน้ำใช้เป็นถังๆ ถังละ 140-240 บาท/ถัง ถ้ามีอ่างแล้วก็ไม่ต้องซื้อน้ำ ผมเคยซื้อน้ำเดือนละ 5 ถัง/เดือน เพื่อใช้อุปโภคบริโภค รดสวนเล็กน้อย ใช้น้ำให้น้อยที่สุด เดือนหนึ่งซักผ้าทีหนึ่ง ผมทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ น้ำคือดวงใจ ในหลวงรัชกาลที่ 9 วางแผนชีวิตให้หมดแล้ว 3 ห่วงกับ 2 ขีด คิดเป็น ประมาณตน และรู้จักลงมือทำ สองขีด คือความรู้คู่คุณธรรม อย่าผลักต้นกล้าให้โตเร็ว ทำอะไรอย่าใจร้อน ล้มแล้วกล้าลุกขึ้น ทำอะไรก็ต้องรู้จักคิด ส่วนรัชกาลที่ 10 และเจ้านายทุกพระองค์ผมก็รู้สึกซาบซึ้ง เพราะพระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนอย่างที่สุด พระองค์ทำเพื่อประชาชนทุกคน

เดี๋ยวนี้พอได้ยินข่าวในหลวงพระราชทานอ่างเก็บน้ำ จาก 30 หลังคาเรือน ก็กลับมาบ้านปลูกบ้าน 70 หลังคาเรือนแล้ว ความหวังจะได้อยู่ได้พอกิน ไม่ไปรับจ้างตัดอ้อยตัดหญ้าที่อื่นแล้ว เราเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชแบบออร์แกนิก ใช้ปุ๋ยคอกปลูกผัก พยายามไม่ใช้สารเคมี ผักเลยงาม ปัจจุบันชาวบ้านทำอาชีพ เลี้ยงวัวภูเขา ปลูกพืช ปลูกผัก มีการตั้งกลุ่มอาชีพทำขนม จากราชภัฏมาสอน และงานจักสานสอนทำไม้กวาดจากดอกแถม เป็นหญ้าพื้นบ้านของพื้นถิ่น ช่วยทำรายได้ได้ดีทีเดียว มีรายได้ต่อเดือน เช่น การไปรับจ้างข้างนอก ทำให้ปากท้องของราษฎรเริ่มดีขึ้นจากน้ำพระทัยของในหลวง” เภา กล่าว

BMX จักรยานผาดโผนไม่ล้าสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582130

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 16:17 น.

BMX จักรยานผาดโผนไม่ล้าสมัย

เรื่อง: กั๊ตจัง

ภาพ : เอเอฟพีท่ามกลางเทรนด์การปั่นจักรยานเสือหมอบเสือภูเขาครองกรุง กลุ่มผู้เล่นเล็กๆ กลุ่มหนึ่งยังคงยืนทรงตัวอยู่บนจักรยานคันเล็ก ที่เด็กๆ ก็ยังขี่ได้อย่างจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่ปั่นไปซื้อของ เดินทางระยะใกล้ ไปจนถึงขี่ผาดโผน และลุยทางวิบากเล็กๆ ได้อย่างสนุกสนาน จึงทำให้เสน่ห์ของการปั่นจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ เป็นอมตะสำหรับคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เสมอ

จักรกฤษต์ ฤทธิภาคย์ นักปั่นนักจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์วัย 32 ปี เล่าถึงการปั่นจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ว่า จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์หากเทียบกับจักรยานชนิดอื่นถือว่าเป็นจักรยานที่มีความยืดหยุ่นคล่องตัวมากที่สุด มีอุปกรณ์เสริมปรับแต่งให้เล่นเยอะ สามารถเล่นได้ทั้งสายความเร็วและสายผาดโผน หรือจะใช้ปั่นออกกำลังกายปกติก็สามารถทำได้ ราคาอุปกรณ์ก็มีตั้งแต่หลักพันไปจนหลักแสนไม่ต่างจากจักรยานเสือหมอบ เสือภูเขา

เลือกสายที่ต้องการเล่น

โดยปกติแล้วคนที่สนใจเล่นจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์นั้นจะเล่นในสายสตรีทเป็นส่วนใหญ่ เป็นสายที่สามารถเล่นได้ในพื้นที่สาธารณะทั่วไป รวมทั้งใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยในสายนี้เริ่มต้นแนะนำให้ติดเบรกเอาไว้ก่อน แล้วฝึกท่าทางการทรงตัวต่างๆ ให้ดี ท่าเล่นส่วนมากที่นิยมเล่นกันจะเป็นท่ากระโดด ท่าไถลบนราว ท่ายกล้อหน้าหรือล้อหลัง หมุนแฮนด์ หรือการเล่นท่าชุด เมื่อทรงตัวได้ดีในระดับหนึ่งแล้วค่อยปลดเบรกออกเหลือล้อหลังหากยังใช้งานในชีวิตประจำวัน

ถ้าเน้นเล่นผาดโผนอย่างเดียว ก็สามารถปลดเบรกออกแล้วใช้สำหรับการเล่นผาดโผนอย่างเดียวเลยก็ได้ ซึ่งจะแบ่งได้อีกหลายสายเช่น สายบีเอ็มเอ็กซ์ ปาร์ก ก็คือการเล่นในพื้นที่เล่นสำหรับกีฬาเอ็กซ์ตรีม เป็นสนามที่ผู้เล่นสามารถเล่นท่ากลางอากาศ และพื้นที่ต่างระดับที่เล่นท่ายากได้มากกว่าการเล่นในสวนสาธารณะ การเล่นแนวนี้เริ่มหัดเล่นควรมีอุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บและเรียนรู้การเล่นท่าต่างๆ จากผู้เล่นที่มีประสบการณ์มาก่อน

ต่อมาเป็นสาย แฟลตแลนด์ เป็นการโชว์ลีลาสเกตแนวราบ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทรงตัวบนจักรยานอย่างดีเยี่ยม เน้นการทรงตัวและการเล่นท่าบนตัวจักรยาน คล้ายการระบำลีลา บนลานน้ำแข็ง จัดชุดความต่อเนื่องของท่วงท่า ในการแข่งขันจะคิดคะแนนจากความยากง่ายของท่า ความต่อเนื่อง และความสมบูรณ์ของท่า ต้องใช้ความสามารถสูง และหาผู้เล่นเก่งแนวนี้ได้น้อยมาก

สายเรซซิ่ง ซึ่งเป็นสายที่สามารถปั่นทำความเร็วได้ดี แต่จะเน้นไปที่เส้นทางเนินต่างๆ แล้วทำเวลาให้ดีที่สุดปัจจุบันสายนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะฝึกเล่นได้ง่ายแต่ยังคงท้าทายความสามารถในการทำความเร็วและการควบคุมจักรยานให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ แต่ว่ารูปแบบของชิ้นส่วนจักรยานจะแตกต่างกับบีเอ็มเอ็กซ์แทบทุกอย่าง ชิ้นส่วนต้องเบาและลู่ลมมากที่สุด เพื่อจะทำความเร็วได้สูงสุด

สุดท้ายคือปั่นจักรยานบีเอ็มแบบทางวิบาก เล่นแข่งบนสนามดิน โดยมีเนินดินหลายๆ ลูกติดต่อกันเพื่อให้ โดดเนินดินเล่นท่ากลางอากาศใช้จักรยานแบบเดียวกันแต่เปลี่ยนยางแบบทางวิบากก็วิ่งได้แล้ว

อุปกรณ์เลือกแต่พอดี

หลังจากเลือกสายแล้วค่อยมาหาจักรยานให้ตรงสายที่อยากเล่น เพราะถ้าเล่นสายเรซซิ่งจะใช้อุปกรณ์อีกแบบไปเลย แต่สายสตรีท แฟลตแลนด์ และปาร์ก ยังใช้โครงเดียวกันได้อยู่ นอกจากตัวจักรยานแล้วอุปกรณ์ป้องกันก็สำคัญหมวกกันน็อก สนับกันศอก เข้าถุงมือจะช่วยเซฟเราได้มาก

เริ่มต้นอาจจะเลือกชุดเซตที่ราคาไม่แพงมากเป็นคันแรกสำหรับการฝึก อาจจะเลือกมือสองสภาพดีก็ได้ เพราะจักรยานคันแรกฝึกแล้วล้มถลอกเป็นเรื่องปกติ เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วค่อยหาจักรยานที่ตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น ส่วนคันเก่าก็ยังสามารถขายต่อหรือเก็บไว้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้

หากลุ่มเล่น

ท้ายสุดคือการหากลุ่มเล่น ส่วนใหญ่แล้วคนเล่นบีเอ็มเอ็กซ์มักจะเล่นทั่วไปตามสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีกลุ่มในเฟซบุ๊กที่สามารถขอเข้าร่วมกิจกรรม และสอบถามที่เล่นใกล้บ้านได้ โดยมากแล้วกลุ่มคนที่ชอบเล่นกีฬามักจะอัธยาศัยดีให้คำแนะนำการเล่นและพร้อมรับเพื่อนใหม่ๆ เสมอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก็คือเมื่อเล่นไปสักระยะแล้วอาจพบว่าเราเหมาะกับเล่นสไตล์อื่นก็ควรเปลี่ยนสายไปเล่นแนวนั้นๆ ดูเพื่อจะได้รู้แน่ชัดว่าเราถนัดการเล่นแบบไหนเพื่อพัฒนาฝีมือไปให้ถึงที่สุด สำคัญคือล้มแล้วอย่าท้อของแบบนี้ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนานเป็นปี กว่าจะเก่งได้ต้องล้มมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ เลือกให้ถูกจังหวะตอนไหนควรช้าหรือเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582126

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:52 น.

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ เลือกให้ถูกจังหวะตอนไหนควรช้าหรือเร็ว

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร-วันวิสา เหมือนศรี

ภาพ: วีรวงศ์ วงศ์ปรีดีการเลือกจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเลือกให้ถูกว่าตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว เพื่อให้ชีวิตมีความลงตัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพราะเร็วมากไปทำให้ไม่รอบคอบ ช้ามากไปก็ไม่ทันการณ์ ถ้าเลือกจังหวะดี ถูกที่ถูกเวลาชีวิตก็ก้าวหน้าประสบความสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกับเขาคนนี้

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ ด้านการศึกษานั้นเขาเรียนจบทางด้านวิศวกรรมโยธา แล้วก็ทำงานตามสายงานที่เรียนมาโดยเป็นไซน์เอนจิเนียร์ อยู่ที่บริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่หลายปี ก่อนที่จะมาเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา มีทั้งโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโด หลากหลายแบรนด์ ที่เปิดตัวล่าสุดคือ แอทโมซ์, โมดิซ, เคปทาวน์, บราวน์ คอนโด ซึ่งมีทั้งโลว์ไรส์และไฮไรส์ จะเน้นคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสายสีเขียว โดยเขาจะไม่ได้สะสมที่ดินไว้ก่อน แต่จะซื้อไป สร้างไป ขายไป โชคดีที่เป็นบริษัทขนาดกลาง บริหารงานรวดเร็ว ทันการซื้อที่ปุ๊บสร้างปั๊บ ปิดการขายได้เร็ว และคาดหวังที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้นี้

 

“เพราะโตมาจากบริษัทเล็กๆ อีกทั้งราคาที่ดินที่สูงขึ้นทำให้ไม่สามารถสะสมไว้ได้ เมื่อซื้อไปทำไปและทำด้วยความรวดเร็ว ทีมงานมาก บริษัทโตซื้อที่ซื้อมาก็ยังไม่ทันเก็บก็ต้องทำ ขายเรื่อยๆ แบบพอดีเวลาโครงการนี้ใกล้จบ อีกโครงการขึ้นต่อทันที มันทำให้ต้องทำงานเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ตลอดเวลา พอเรื่องงานมันเร็วไปหมด ดังนั้นวันหยุดก็จะขอใช้ชีวิตช้าๆ บ้าง อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวจะไม่เร่งรีบ เพื่อรักษาสมดุลไม่งั้นจะเร็วไปเสียทุกเรื่อง มันต้องมีช้ามีเร็วสลับกันไป” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

เขาเล่าต่อถึงเรื่องงานว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้มีการแข่งขันสูงมาก แต่ก็ในบางทำเล ถ้ารู้ว่าตรงนั้นมีคอนโดขึ้นเยอะเกินไปแล้วก็ไม่ควรจะไป แต่ถ้าจำเป็นต้องไปก็ต้องสร้างจุดขายเพิ่ม เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียว สวนใหญ่ขึ้น สระว่ายน้ำกว้างขึ้น ฟิตเนสมีเครื่องเล่นเยอะกว่า มีของแถมเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องเพิ่ม มีส่วนลดเพิ่ม คือให้มากกว่าคนอื่น ที่สำคัญตัวห้องต้องมีดีไซน์ที่สวย จุดเด่นที่ทำให้ขายดีเพราะว่าเวลาที่ลูกค้ามาดูห้องแล้วจะชอบดีไซน์

สำหรับชีวิตนอกเหนือเวลางานของเขานั้น วันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่มีงานหรือต้องไปดูที่ดินเขาพยายามจะใช้ชีวิตเนิบช้าอยู่กับธรรมชาติ ได้นั่งคิดทบทวน ได้อยู่กับตัวเองบ้าง หลีกจากความวุ่นวายในชีวิตการทำงานลงบ้าง พวกนี้คือเวลาที่เขารีแลกซ์ มีความสุข งานอดิเรกหลายอย่าง เขาบอกว่า

“อันนี้แล้วแต่ไทม์ไลน์เลยครับ ชอบอะไรที่มันเป็นอาร์ตหน่อยๆ อย่างตู้เพลงก็จะเป็นพวกตู้เพลงเก่า ผมชอบที่ดีไซน์ ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเพลงแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับไอโฟนสมัยก่อนที่มันฟังเพลงได้เยอะมาก แล้วก็ต้องซื้อตัวเครื่องเล่น MP3 พอมันอยู่ในไอโฟนแล้วมันฟังได้เยอะมาก เราก็อยากให้พ่อแม่ฟังเพลงบ้าง แต่เขาใช้ไอโฟนไม่เป็น

คิดไปคิดมาต้องเป็นตู้เพลง แล้วก็ได้ตู้เพลงมาตู้หนึ่ง เราก็หาแผ่น มันก็ต้องเป็นยุคพ่อแม่เรามันก็เป็นอารมณ์แบบว่าหาแผ่นเจอตู้หาตู้เจอแผ่นไปเรื่อยๆ จนเต็มไปหมด กลายเป็นไปตามเก็บมาสะสมได้ประมาณ 40 ตู้ (หัวเราะ) แค่จะไว้ให้พ่อแม่ฟังเพลงแค่ตู้สองตู้ก็พอ ตอนนี้กองไว้อย่างเดียวเลย แต่ทุกตู้ใช้ได้หมดนะครับ วันดีคืนดีก็เปิดให้พ่อแม่ฟังเพลงเก่าหรือเพลงยุคเราเป็นวัยรุ่น นึกถึงความทรงจำ ความสุขวัยเด็กของเรา”

เขาบอกว่าไม่แน่ในอนาคต เคยมีความคิดที่อยากจะเปิดเป็นร้านกาแฟเป็นแบบพิพิธภัณฑ์ไว้โชว์ของเก่า เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในแพลนที่อยากจะทำอยู่ เขาคิดว่าเขาน่าจะเก็บเยอะที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะตู้เพลงยี่ห้อซีเบิร์ก Seeburg จากเยอรมนี ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 หมื่นกว่าบาท ไปจนถึง 2 แสนกว่าบาท เพราะบางตู้อาจจะมีแค่ตู้เดียวในประเทศไทย

นอกจากนี้ เขาก็ยังเลี้ยงปลาคาร์ป เลี้ยงไว้เกือบ 50 ตัว จากตอนแรกแค่ 9 ตัว ราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น การได้ดูเขาโตได้ให้อาหาร ได้นั่งมองชิลๆ อยู่กับอารมณ์ตัวเอง แล้วเขาก็ซื้อที่แปลงเล็กๆ ข้างบ้านไว้สำหรับทำสวน เขาบอกว่ามันไม่ได้เป็นสวนสวยๆ นะ แต่คือมีที่เหลืออยู่ด้านหลังและด้านข้างของบ้าน ก็เลยอยากให้คุณแม่เอาไว้ปลูกต้นไม้ เพราะที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ ตั้งใจให้พี่ๆ น้องๆ มาซื้อบ้านติดๆ กัน คุณแม่ชอบทำกับข้าวเองให้ลูกๆ หลานๆ ได้กิน เห็นข่าวผักทุกวันนี้มีสารพิษมากมาย ไม่ค่อยสบายใจพอมีที่เหลืออยู่สัก 40-50 ตร.ว. ก็เลยเก็บไว้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง เป็น มะนาว ตะไคร้ มะละกอ ชะอม แคนตาลูป แต่ที่เยอะสุดจะเป็นกล้วย ที่จริงแล้วผมชอบดอกไม้ ซื้อมาปลูกแรกๆ ก็เยอะอยู่ แต่คุณแม่เขาชอบพืช ผักผลไม้ มากกว่า หลังๆ เลยกลายเป็นไม้กินมากกว่าไม้ดอกไม้ประดับ

“คือผมมาทำสวนนี่ก็เพื่อให้แม่เดินออกไปรดน้ำต้นไม้ ท่านจะได้ออกกำลังกาย มีอะไรทำเพลินๆ ให้มีสีเขียวให้สบายใจสบายตา เหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ตของครอบครัว แม่จะได้ให้ไปเก็บผักให้มีกิจกรรมทำ ได้ออกกำลังกายจริงๆ พี่ชายผมก็ชอบทำสวน แต่ว่าเป็นที่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งก็อยู่ไกลพอสมควร เลยไม่สะดวกไปบ่อยๆ แล้วสวนก็อยู่ใกล้กับออฟฟิศ เวลามีกล้วย มะละกอ แคนตาลูป หรือผักออกเยอะๆ ก็มาแบ่งให้พนักงานได้กินด้วยกัน เพราะผลผลิตที่สวนนี้ไม่ขาย ไว้ให้คนในครอบครัวกิน เหลือก็แจกพนักงาน ทุกคนจะกินได้อย่างสบายใจ เพราะปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีเลย จะใช้พวกปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว แบบนี้แทน อะไรพอเลือกที่จะทำให้ชีวิตดีๆ ปลอดสารเคมีได้ แม้น้อยนิดเราก็จะทำ อยากให้คนในครอบครัวและพนักงานสุขภาพดี” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เขาจะสนับสนุนให้พนักงานได้ไปออกกำลังกาย เช่น ถ้าพนักงานอยากเรียนโยคะและมีการรวมตัวกันได้เกิน 12 คนขึ้นไป สามารถจ้างครูมาสอนได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง แล้วออฟฟิศจะจ่ายค่าครูให้ หรือถ้ามีทริปวิ่งการกุศลต่างๆ ถ้าพนักงานรวมตัวกันได้สัก 15 คน บริษัทก็จะจ่ายค่าสมัครให้ มีมุมคลายครียด มีโต๊ะปิงปองไว้เล่นเวลาพักเบรกหรือหลังเลิกงาน

“เราอยากให้ทุกคนมีความสุขในการทำงาน เมื่อพนักงานมีความสุข เขาจะทำงานได้สบายใจไร้กังวล ผลงานก็จะออกมาดี สุขภาพก็ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย องค์กรก็ได้ผลดีไปด้วย ถ้าเราใส่ใจสุขภาพกายสุขภาพใจทีมงานแบบคนในครอบครัว ผลลัพธ์ก็ดีทั้งพนักงานและบริษัท” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ดำเกิง มุ่งธัญญา ชีวิตร่ำรวยด้วยมิตรภาพสุดประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582123

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:32 น.

ดำเกิง มุ่งธัญญา ชีวิตร่ำรวยด้วยมิตรภาพสุดประทับใจ

ครูไอซ์ ดำเกิง เล่าว่า แม้เป็นคนพิการมองไม่เห็น แต่ชีวิตก็ได้รับแต่สิ่งดีๆ มากมายจากผู้คนในสังคม แม้ไม่สามารถมองเห็นหน้าตา แต่ก็รับรู้ได้ด้วยใจและจำได้ด้วยเสียงตลอด

***************************

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ที่เซเว่นอีเลฟเว่นปล่อยภาพยนตร์โฆษณา “เชิดชูพระคุณครู ครูคือดวงประทีปส่องทาง 2019” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของ ไอซ์-ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้พิการทางสายตา วัย 25 ปี ครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ถนนเจริญกรุง 57 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือน ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของครูไอซ์ หรือ ครูดำเกิง เป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น

จากนั้นพอมีคนแชร์เรื่องราวของครูไอซ์ทางเฟซบุ๊กอย่างแพร่หลาย ซึ่งทราบว่า 1 แชร์ของทุกคนเท่ากับ 1 บาท ที่จะมอบให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปจัดซื้อสื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องที่ช่วยในการเรียนรู้สำหรับผู้บกพร่องทางสายตาต่อไปด้วย สื่อสำนักต่างๆ ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ ก็มุ่งสู่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยเพื่อขอสัมภาษณ์

เหนือกว่าสิ่งใด เรื่องราวของครูหนุ่มผู้พิการทางสายตาแต่กำเนิดผู้นี้ ไหนเลยจะรอดสายพระเนตรพระกรรณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงส่งเสริมเชิดชูและพระราชทานกำลังใจแก่บุคคลผู้ทำความดีและมีจิตอาสาอยู่เสมอ พระองค์ท่านได้มีพระราชกระแสทรงชมเชยครูดำเกิงอีกด้วย

ในการนี้ ผู้แทนพระองค์ได้น้อมอัญเชิญพระราชกระแสทรงชมเชยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มามอบให้แก่ครูหนุ่มถึงโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งพระราชกระแสทรงชมเชยนั้น สร้างความปลาบปลื้มปีติและกำลังใจให้กับครูไอซ์ และครอบครัว ตลอดจนคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักเรียน และบุคลากรโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย อย่างหาที่สุดมิได้

เส้นทางชีวิตสู่ฝันที่เป็นจริง

มีคำพูดที่เรามักได้ยินเสมอว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ชีวิตเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้” เป็นสิ่งที่ครูไอซ์นำมาใช้พัฒนาและทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง ซึ่งความฝันของเขาคือการได้เป็นครูสอนเด็กนักเรียน แล้ววันหนึ่งความฝันนั้นก็เป็นจริง หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ครุศาสตร์ ก็สอบครูและได้รับการบรรจุที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2559

ใครจะคิดว่าหนุ่มพิการทางสายตาตั้งแต่เด็กจะทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ในเวลาที่รวดเร็ว ขนาดคนปกติที่มีความฝันเหมือนอย่างเขาก็ยังไปไม่ถึงสักที บางคนถึงกับถอดใจเบนเข็มไปทำอย่างอื่น

แน่นอนว่าความฝันที่เป็นจริงของครูดำเกิงนั้น ไม่ได้ได้มาง่ายๆ และไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนพิการแล้วคนอื่นต้องเห็นใจแต่อย่างใด แต่ความฝันที่สำเร็จเป็นจริงนำมาซึ่งความภาคภูมิใจนั้นได้มาจากความพากเพียร ความพยายาม และความอดทนที่มากกว่าคนปกติหลายเท่า

“ผมไม่คิดว่าตัวเองพิการนะ แม้สายตามองไม่เห็น แต่ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่ต่างจากคนอื่น อย่างตอนเด็กผมก็ไปเดินห้าง ไปสวนสนุกกับพ่อแม่ เล่นของเล่นกับน้องชายที่สายตาปกติ เราไปไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน เพียงแต่เวลาทำอะไรที่เป็นการเป็นงาน เช่น เรียนหนังสือ หรือทำงาน ต้องทำมากหน่อย ขยันมากหน่อย อดทนมากหน่อยเท่านั้น”

ครูไอซ์ เป็นคน จ.นครปฐม สมัยเด็กช่วงอนุบาลเรียนหนังสือที่ศูนย์ EI มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นการเตรียมความพร้อมในเรื่องของทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และการเรียนรู้อักษรเบรลล์ พอขึ้นประถมศึกษาก็เรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ จนจบ ป.6 แล้วได้รับโอกาสไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล

“ทางเซนต์คาเบรียลจะให้โควตาเรียนฟรีแก่นักเรียนจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพปีละ 2 คน รุ่นผม ผมได้ไปคนเดียว เรียนฟรีหมดเลย ตั้งแต่ ม.1-6 ตอนมัธยมปลาย ผมเรียนศิลป์ภาษาเพราะไม่ถนัดวิทย์ ตอนนั้นมีศิลป์ภาษาจีน ก็เรียนภาษาจีน แต่ตอนนี้ภาษาจีนลืมไปเกือบหมดเพราะไม่ได้ใช้

สำหรับภาษาอังกฤษต้องเรียนอยู่แล้ว หลักสูตรที่โรงเรียนสอนเป็นหลักสูตร Intensive English Program (IEP) ทุกวิชาใช้ภาษาอังกฤษหมดเลย ภาษาอังกฤษก็จะดีหน่อย ตอนเรียนครูจะช่วยแปลงเอกสารเป็นอักษรเบรลล์ให้ช่วยให้เรียนสบาย ส่วนการบ้านผมเอากลับไปให้แม่เขียนให้ แค่เขียนอย่างเดียวนะครับ” ครูไอซ์เล่าย้อนสมัยเรียนมัธยม

อย่างไรก็ตาม ช่วงเรียนมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลนี้ ครูไอซ์ได้มีโอกาสอธิบายเนื้อหาภาษาอังกฤษให้กับรุ่นน้องหลายคน ที่เดินเข้ามาถามและขอให้ช่วยไขข้อสงสัยและไม่เข้าใจ

“ผมยินดีมาก อธิบายให้น้องๆ ฟังจนเข้าใจ เขาขอบคุณผม คำขอบคุณ ณ ตอนนั้นผมรู้สึกดีมากๆ ปีติ อิ่มเอมใจ และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเขาได้ แต่เชื่อไหมว่าจุดเล็กๆ นี้เองได้กลายมาเป็นพลัง กลายมาเป็นแรงผลักดันที่กระตุ้นให้ผมฝันอยากเป็นครู ฉะนั้นถ้าถามว่าอยากเป็นครูตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ตอบได้เลยว่าตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลนั่นเอง ซึ่งผมไม่เคยลืมโรงเรียนแห่งนี้ รวมถึงโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ยังอยู่ในใจเสมอครับ”

ด้วยความที่ชอบภาษาและฝันอยากเป็นครู จึงเลือกเรียนครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งต้องเรียน 5 ปี ปีสุดท้ายฝึกสอน ตอนเรียนค่อนข้างลำบากเพราะไม่ค่อยมีอักษรเบรลล์ให้อ่าน ต้องขอไฟล์จากอาจารย์ใช้โปรแกรมในคอมพิวเตอร์อ่าน การเรียนระดับมหาวิทยาลัยของครูไอซ์จึงต้องขยัน อดทนหลายเท่า แต่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ไม่เคยถอย ในที่สุด ครูไอซ์สามารถคว้าปริญญาตรีครุศาสตร์ จุฬาฯ สำเร็จแถมพ่วงท้ายด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง

“ช่วงปีสุดท้ายที่ฝึกสอน เทอมแรกผมฝึกสอนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เทอม 2 ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย โรงเรียนที่ 2 นี้ตอนแรกยังไม่รู้จัก เพื่อนแนะนำมา แต่ว่าอยู่ใกล้ที่อยู่ผมที่สุดแล้ว เดินทางสะดวก นั่งบีทีเอสบางหว้ามาลงตากสิน พอมาฝึกสอนจริง ทั้งเด็กนักเรียน ทั้งคุณครูน่ารักมาก ทราบว่าที่นี่มีอัตราว่าง 1 อัตราพอดี พอฝึกสอนจบก็ไปสมัครสอบและสอบได้” ครูไอซ์เล่าถึงสมัยเป็นนักศึกษาฝึกสอน

ความประทับใจที่ไม่เคยลืมในชีวิต

พูดถึงเรื่องราวประทับในชีวิตที่ไม่เคยลืม ครูไอซ์เล่าว่า แม้เป็นคนพิการมองไม่เห็น แต่ชีวิตก็ได้รับแต่สิ่งดีๆ มากมายจากผู้คนในสังคม ทั้งจากเด็กและผู้ใหญ่และจากคนหลากหลายอาชีพ ถือว่าทุกความช่วยเหลือสร้างความประทับใจเสมอ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถมองเห็นหน้าตา รูปพรรณสัณฐานของคนคนนั้น แต่ว่าก็รับรู้ได้ด้วยใจและจำได้ด้วยเสียงตลอดโดยเฉพาะคนที่ให้ความช่วยเหลืออยู่ประจำ

“ตอนสมัยเรียนมัธยมที่เซนต์คาเบรียล ผมมาโรงเรียนและกลับบ้านเอง บ้านอยู่ศาลายา นครปฐม เวลากลับนั่งรถเมล์สาย 515 กระเป๋ารถเมล์ใจดีมาก วันหนึ่งผมนั่งรถกลับบ้าน พอนั่งไปสักระยะก็โทรบอกแม่ให้มารอรับ เพราะใกล้จะถึงบ้านแล้ว พอดีวันนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ล่ม ไม่สามารถโทรออกได้ พี่ๆ กระเป๋ารถเมล์ก็ใช้โทรศัพท์เขาช่วยโทรหาแม่ โทรยังไงก็โทรไม่ติด จนในที่สุด มาถึงที่ลงแม่ยืนรออยู่แล้ว

พอมาเรียนปริญญาตรีที่จุฬาฯ ผมก็จะนั่งรถเมล์สาย 542 ไปลงที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล แล้วต่อรถเมล์สาย 515 ไปลงศาลายา ซึ่งทุกครั้งที่นั่งรถสาย 515 พี่ๆ กระเป๋ารถเมล์ ทั้งคนขับจะรู้จักผมอยู่แล้ว ก็คอยช่วยเหลือคอยบริการอยู่ตลอด ถ้ามีเหตุขัดข้องหรือตอนขึ้นลงรถเมล์ก็จะคอยดูแลใจใส่ทุกครั้ง และผมเดินทางด้วยรถเมล์สายนี้ 10 กว่าปี ผมจึงไม่เคยลืมความประทับใจที่ได้รับจากพี่ๆ กระเป๋ารถเมล์สาย 515

เรื่องที่สอง ผมประทับใจในอาจารย์วีณา รัตนสุมาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวดผมเอง มีวันหนึ่งต้องพรีเซนต์ผลงาน อาจารย์วีณาพูดว่าถึงแม้ครูไอซ์จะพาเด็กไปแข่งขันไม่ได้เหมือนครูท่านอื่นๆ แต่ระหว่างที่ครูท่านอื่นพาเด็กไปแข่งนั้นครูไอซ์ก็จะเข้าช่วยสอนแทนให้ ตรงนี้ผมรู้สึกประทับใจและปลื้มมาก จึงพยายามบอกตัวเองเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องคาดหวังเหมือนคนปกติ แค่เอาจุดที่เราทำได้มาทำให้ดีที่สุดก็พอ

หรืออย่างตอนสอบปลายภาคที่ผ่านมา ผมไม่สามารถคุมสอบนักเรียนได้เหมือนครูท่านอื่น ทางโรงเรียนจึงให้มานั่งประจำ ณ จุดประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน คอยประกาศประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียงให้นักเรียนเตรียมตัวเข้าห้องสอบและตอนหมดเวลาสอบ นี่ก็ถือว่าช่วยได้เหมือนกันแม้จะไม่ได้ช่วยเหมือนที่คนอื่นช่วยก็ตาม

อีกเรื่องหนึ่ง ตอนประเมินครูผู้ช่วยซึ่งจะต้องกรอกข้อมูลในเล่มประเมินลงในเอ็กเซล ผมประทับใจเด็กนักเรียนหลายคน ซึ่งบ้านเขาอยู่แถวโรงเรียน ได้มาอ่านข้อมูลให้ผมฟัง ทั้งที่ช่วงนั้นปิดเทอมเขาจะไปเที่ยวไหนก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะมาช่วย

อีกความประทับใจไม่ลืมคือ วันที่ผมได้รับการบรรจุเป็นครูสอนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยเมื่อปี 2559 ได้มีนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ชื่อน้องมาย “ณัฐรดา สิงหเสนี” กำลังจะขึ้นชั้น ม.6 ในปีการศึกษา 2562 น้องณัฐรดาเดินทางมารับผมที่สถานีรถไฟฟ้า บีทีเอสตากสินในวันแรกของการทำหน้าที่ครูจริงๆ ของผม และไม่ใช่แค่วันนั้นวันเดียว จากวันนั้นเป็นต้นมาเธอก็มารอรับผมที่บีทีเอสตากสินทุกวัน (ยกเว้นวันที่เธอติดธุระมาไม่ได้) เป็นเวลา 2 ปีแล้ว

ผมถามเธอว่า ทำไมถึงเลือกมารับครู เพราะถึงทำตรงนี้ครูก็ไม่มีคะแนนให้ เธอตอบว่า วันนั้นที่มารับครูเป็นวันเกิดของหนูพอดี หนูแค่อยากทำความดีในวันเกิดของตัวเอง หนูนึกได้ว่าครูจะมาสอนวันแรก ก็เลยมารอรับค่ะ ผมฟังแล้วประทับใจ ได้เห็นความความคิดที่ประเสริฐของเขา ได้เห็นจิตใจที่บริสุทธิ์ของเขา ประทับใจมากๆ ชีวิตนี้ไม่ลืมครับ

นอกจากนี้ ยังมีพี่วินมอเตอร์ไซค์ตรงบีทีเอสตากสิน วินที่อยู่บริเวณประตูทางเข้าสวน มีวินเดียวอยู่ตรงนั้น มีพี่วินคนหนึ่งผมไม่ทราบว่าพี่เขาชื่ออะไร พอวันไหนที่น้องณัฐรดาไม่ได้มารับผม พี่วินคนนี้ก็จะทักทายผมตลอด อาจารย์ น้องไม่ได้มารับเหรอ งั้นอาจารย์นั่งรถผม ผมจะไปส่ง ที่ยิ่งกว่านั้นคือ พี่วินคนนี้ยังบอกพี่วินทุกคนว่าถ้าเห็นผมเดินมาคนเดียวก็ให้ไปส่งที่โรงเรียน เวลาพี่ๆ ไปส่งผมให้เงินค่ารถนะ แต่พี่ๆ เขาไม่เอา ก็เกรงใจพี่ๆ เหมือนกัน” ครูไอซ์เล่าความประทับใจที่ไม่ลืม

ยังมีอีกหนึ่งความประทับใจที่ครูไอซ์รู้สึกซาบซึ้งที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ การได้รับพระราชกระแสทรงชมเชยจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งอยู่ในกรอบอย่างดี ผู้แทนพระองค์ได้อัญเชิญมามอบให้ถึงโรงเรียน

“ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดไม่ได้ แก่ผมและครอบครัว ผมรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อยู่เสมอ พระราชกระแสทรงชมเชยของพระองค์ท่าน ทำให้ผมมีกำลังใจมีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ครูที่ดีิอย่างเต็มที่และตลอดไป” ครูไอซ์กล่าว

โคตรเหง้าศักราชของคำว่า “หนักแผ่นดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582119

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 14:53 น.

โคตรเหง้าศักราชของคำว่า "หนักแผ่นดิน"

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ผมเป็นแค่นักศึกษาประวัติศาสตร์ผู้ต่ำต้อย เห็นคนเขาพูดถึงเรื่องหนักแผ่นดิน เลยอยากจะเล่นกับเขาบ้างว่าในหนังสือหนังหาของเก่าเขามีคำว่าหนักแผ่นดินกันหรือเปล่า ก็พอได้มาจุนเจือความอยากรู้พอสมควร ดังนี้

ในความหมายว่าเป็นเสี้ยนหนาม

“จักหื้มันอยู่หนักแผ่นดินเจ้า สังควรดีเอาไพข้าเสีย” แปลว่า จะให้มันอยู่หนักแผ่นดินเจ้าไปไย สมควรที่เอาไปฆ่าเสีย

(ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม, ระดับความเก่าแก่ที่สุด)

ใช้แสดงขัตติยะมานะ

จะล่วงประมาทหมิ่นนินทา/ว่าแพ้อสุราอาธรรม์/อยู่ไยให้ หนักแผ่นดิน/จะสู้สิ้นชนมาอาสัญ

(รามเกียรติ์รัชกาลที่ ๑ สมุดไทยเล่มที่ ๙๓)

พระพันสวาด่าขุนนางที่ขี้ขลาด

ดีแต่ฉ้อไพร่ไพล่เงินกิน/ปลอกปลิ้นสิ้นลมประสมประสาน/เลี้ยงเสียเบี้ยหวัดไม่ต้องการ/มีศฤงคารยศศักดิหนักแผ่นดิน

(ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายงามอาสา)

ด่าวันทองว่าชั่วจนหนักแผ่นดิน

ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว/หาตามตอมกันเกรียว

เหมือนมึงไม่/หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย/อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา

(ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา)

ในความหมายออกอาการน้อยใจ

“เราเป็นคนไม่มีวาสนาแล้วจะอยู่ไปไยให้หนักแผ่นดิน ว่าแล้วชักดาบออกจะเชือดคอตายเสีย”

(พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับกรมพระยาดำรง)

ใช้เยาะเย้ยตัวเองอย่างองอาจ

“ต้องอดตายอย่างเช่นสุนักข์ไม่มีเจ้าของ เมื่อจะต้องอดตายไปไม่ หนักแผ่นดิน ก็ตามเรื่องมันเถิด”

(นิพพานสมาคม, 2459)

นักเลงเขาใช้ข่มกัน

“แต่เมื่อไรมันหนักแผ่นดิน มันก็ต้องใช้หนี้ให้กับแผ่นดิน

(พันธุ์ลูกหม้อ, อรวรรณ, 2507)

ใช้ด่าคนไทยที่ใจเป็นเทศ

คนที่เกิดมาเป็นไทย แต่มีใจเห่อในฝรั่งบูชาฝรั่งยิ่งกว่าพระเจ้า คนไทยชาติเดียวกันเลวหมดไม่มีความสามารถอะไรเลย ต้องให้ฝรั่งมาทําทั้งนั้นบ้านเมืองจึงจะเจริญได้ กระผมอยากทราบว่าเราควรจะจัดการกับคนหนักแผ่นดิน พวกนี้อย่างไรดี

(คึกฤทธิ์ ปราโมช กับปัญหาของไทยสมัยเลือกตั้งไม่เรียบร้อย, 2511)

เพลงที่กำลังเป็นดราม่า

หนักแผ่นดินหนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคน หนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)

(เนื้อเพลงหนักแผ่นดิน, พ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก, 2518)

เมื่อศัตรูเป็นพวกหนักแผ่นดินฆ่าไม่บาป

“ฆ่าศัตรู ฆ่าพวกหนักแผ่นดิน พวกนี้ไม่บาปหรอกคุณ มันเหมือนหมาบ้า อยู่ไปก็รกแผ่นดิน ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน”

(ช่องเขาขาด นิมิตร ภูมิถาวรม 2520)

หนักแผ่นดินในทัศนะนักวิเคราะห์

“คอมมิวนิสต์ ซ้าย ลูกทรพี อ้ายหนักแผ่นดิน วาทศิลป์เหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อทำลายความเป็นมนุษย์ของปฏิปักษ์”

(เชิงอรรถสังคมไทยในสายตานักวิเคราะห์, นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2532)

Multifunctional

(เพลง) “หนักแผ่นดิน” ซึ่งสมัยหนึ่งวงดนตรีกรรมาชนของนักศึกษา ถึงกับเคยนำมาร้อง เพื่อโจมตีพวกฝ่ายขวาเอง เพราะเนื้อเพลงส่วนใหญ่สามารถ “ไปกันได้” กับการแอนตี้จักรวรรดินิยมต่างชาติของขบวนการนักศึกษา!”

(ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, 2544)

ความหมายของทางราชการ

หนักแผ่นดิน ว. (วิเศษณ์) ไม่รู้คุณของแผ่นดินที่อาศัย

(ภาษิต คําพังเพย สํานวนไทย : ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2544)