สุภชัย เพ็ชรโยธา ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ไร่อิ่มบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579894

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 17:00 น.

สุภชัย เพ็ชรโยธา ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ไร่อิ่มบุญ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข/ไร่อิ่มบุญ

ชีวิตของเรา…เราเลือกได้เสมอ สุภชัย เพ็ชรโยธา วัย 36 ปี เจ้าของไร่อิ่มบุญ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย บอกตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิต จากคนงานทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา เขาบอกตัวเองว่า “พอแล้ว” ไม่เอาอีกแล้วชีวิตในเมือง จากนี้ไปคือชีวิตนอกเมือง ชีวิตที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ “ไร่อิ่มบุญ”

สุภชัยเล่าว่า ชีวิตเลือกกลับบ้านเกิด เดิมเป็นชาวศรีสัชนาลัย พ่อแม่เป็นชาวนาชาวไร่ ชีวิตหนหลังอยู่กับเรือกสวนไร่นามาตลอด กระทั่งเมื่อจบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันราชภัฏวไลยอลงกรณ์ จบแล้วเข้าทำงานที่โรงงานอุตสาหกรรมย่านนวนคร

“ผมทำงานอยู่ที่นี่ 8 ปีเต็ม ต่อมาเมื่อประมาณปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โรงงานเลย์ออฟคนงานบางส่วน ผมยกมือเลย”

โรงงานปลดคนงานครั้งใหญ่ สุภชัยสมัครใจใช้สิทธิขอลาออกเป็นคนแรกๆ เนื่องจากเป็นลูกชายคนเดียวและมีความตั้งใจอยากกลับไปช่วยพ่อกับแม่ทำไร่ที่ศรีสัชนาลัยบ้านเกิด นึกเบื่อชีวิตในเมือง ที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นเช้าเพื่อเดินทางมาโรงงาน ทำงานเดิมๆ ในโรงงาน กินอาหารเดิมๆ ในโรงครัว หมดกะก็กลับบ้าน

หันหลังให้ชีวิตคนงานโรงงานอุตสาหกรรม สุภชัยเล่าว่า กลับบ้านได้มาช่วยพ่อแม่ทำไร่ เขาเองเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ก็คิดว่าทำถูกแล้ว ตัดสินใจถูกแล้ว เดิมไร่ของบิดาเป็นไร่อ้อยตัดส่งโรงงานน้ำตาลในพื้นที่ หากสุภชัยมองว่า ที่สุโขทัยไม่มีและไม่เห็นคนทำน้ำอ้อยคั้นสด (เมื่อ 7 ปีก่อน) จึงหาข้อมูลและซื้อพันธุ์ไปปลูกที่ไร่

“สมัยก่อนตอนทำงานที่อยุธยา มีรถคั้นน้ำอ้อยสดระหว่างทางหอพักกับโรงงาน ผมแวะซื้อกินบ่อย ก็คิดว่ามันน่าจะทำได้ที่สุโขทัย ก็ทำเลย ปรากฏว่าขายดีมาก ช่วงแรกๆ ประมาณ 3 ปีแรกที่ผมทำน้ำอ้อยคั้นสด ผมไม่มีคู่แข่งเลย”

ไร่อ้อยที่สุโขทัยนั้นเดิมนิยมปลูกเพื่อป้อนโรงงานน้ำตาลในพื้นที่ หากสุภชัยมองว่า ตลาดน้ำอ้อยคั้นสด โดยเฉพาะน้ำอ้อยออร์แกนิก ที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี ก็มีตลาดของคนรักสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการตลาด กระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่ จึงตัดสินใจเดินหน้า

“อ้อยของไร่อิ่มบุญได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ GAP พืช จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอมาตรฐาน Organic Thailand”

ไม่เสียใจที่เลือกทางเดินเกษตรกร สุภชัยบอกว่า เขามาถูกทาง หัวจิตหัวใจเดิมนั้นมีความรักชอบในงานเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงไม่เคยนึกเสียดายชีวิตหรือตำแหน่งหน้าที่ที่จากมา ชีวิตทุกวันนี้ไม่ต้องเร่งรีบ แข่งกับเวลา สมัยก่อนต้องตื่นตี 5 จึงจะทันเวลาไปเข้างานที่โรงงาน กลับอีกทีก็สองทุ่ม

“ปลูกผัก ทำสวน สุขภาพดีขึ้น 6 ปีมาแล้ว หรือตั้งแต่ออกจากงานโรงงาน ที่ผมไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆ เลย เรียกว่าสุขภาพร่างกายดีขึ้นอย่างชัดเจน”

สุภชัยแบ่งปันว่า มีเงินแต่สุขภาพไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้เขาทั้งสุขภาพดี พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวก็สุขภาพดีหมดทุกคน เขาเชื่อว่าเป็นเพราะการได้ปลูกพืชผักกินเองไร้สารพิษ ได้ออกกำลังแรงกายในไร่เสริมสร้างสมรรถนะร่างกาย จิตใจแจ่มใสเบิกบาน สูดอากาศเต็มปอด

แนวคิดคือการปลูกไร่นาสวนผสม พืชไร่เลือกปลูกที่ตัวเองชอบกิน ชอบรับประทาน สิ่งที่ครอบครัวได้ใช้ได้อยู่ ถือว่าประสบผลสำเร็จเพราะลดรายจ่ายได้มากทั้งค่าอุปโภคบริโภค สมัยก่อนเทียบกับชีวิตในเมือง มีเงินเดือน 2 หมื่นบาท แต่เงินไม่เคยเหลือเก็บ ปัจจุบันนี้ผ่อนส่งค่างวดที่ดินเดือนละ 1.6-1.7 หมื่นบาทแล้ว ยังเหลือเก็บ

พืชไร่ในสวนอิ่มบุญมีมากมาย ยึดหลักว่าชอบกินอะไรก็ปลูกอันนั้น แน่นอนคืออ้อย โดยสายพันธุ์เดิมที่ตัดส่งโรงงานน้ำตาลก็ยังทำอยู่ ขณะเดียวกันก็แยกแปลงมาปลูกออร์แกนิกสำหรับอ้อยสำหรับคั้นน้ำ (สายพันธุ์สุพรรณบุรี 50) ยังมีมะม่วง กระท้อน ลำไย ส้มโอ มัลเบอร์รี่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า มะนาว และอีกมาก

สิ่งสำคัญคือบ่อน้ำ ที่ดินมีทั้งหมด 80 ไร่ แบ่งออกเป็นหลายแปลง โดยบ่อน้ำคิดเป็น 2 ใน 4 ส่วนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ บ่อน้ำคือหลักของการเกษตร โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ที่ดินของสุภชัยไม่มีปัญหาเรื่องน้ำเพราะให้ความสำคัญกับบ่อเก็บ ในบ่อยังปล่อยปลา มีปลาบึก ปลานิล ปลาสวาย ฯลฯ ที่ได้อาศัยกิน เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี เพราะเลี้ยงเอง ไร้ฮอร์โมนสารเร่งใดๆ อ้อ ยังมีเนื้อและไข่จากแม่ไก่ในฟาร์มด้วย

“ชีวิตผมก็มีความสุขดี ได้ทำไร่ ทำอินทรีย์ ถือว่าทำแล้วได้เงิน ได้อิ่ม และได้บุญด้วย ได้เงินก็ได้ปัจจัยจากอาหารอินทรีย์มาเลี้ยงครอบครัว ได้อิ่มก็เราเองที่ได้อิ่มได้อร่อยจากของในไร่ ปลอดภัยจากสิ่งที่ปลูก ได้บุญเพราะเราขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ คนกินของในไร่เราเขาก็ไม่ต้องเจอสารพิษ เขาก็ปลอดภัย นั่นคือบุญของเรา ที่ก็ได้ด้วย”

ได้ทำในสิ่งที่เป็นอาหารปลอดภัยของคน นั่นเป็นที่มาของชื่อไร่อิ่มบุญ เพราะมีแนวคิดแบบนี้ จึงเป็นที่มาของไร่อิ่มบุญ อาหารที่เป็นอินทรีย์ อาหารที่คนกินแล้วปลอดภัย ชีวิตที่ต่างคนก็ต่างเลือก แต่สุภชัยถือว่า เขาเลือกแบบนี้แล้วมีความสุขความดีกับใจของตัวเองมากที่สุด

“บางทีบางจังหวะได้เจอกับเพื่อนที่เคยทำงานในโรงงานด้วยกันสมัยก่อน บางคนก็กลับบ้านต่างจังหวัดเหมือนกัน เขาก็อิ่มตัวเหมือนกัน แต่บางคนที่ยังใช้ชีวิตแบบเมือง ก็ทรุดโทรมเห็นชัดเลยนะ เพราะการกินการอยู่การปนเปื้อนสารเคมีที่เลี่ยงไม่ได้”

ด้านภรรยา มุกดา จริตวงษ์ วัย 36 ปี เล่าให้ฟังว่า ชีวิตเลือกเดินตามรอยพ่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยสมัยก่อนตอนทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมนวธานี ใกล้ๆ กันกับโรงงานมีพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ ก็ได้แวะไปเยี่ยมไปดูอยู่เรื่อยๆ

“แฟนทำงานด้วยกันที่นิคมฯ เขามีความสนใจทางนี้ ถ้ามีเวลาเขาก็จะพามาดูเรื่อย เขาบอกว่าความรู้เป็นเรื่องสำคัญ ทำงานการเกษตรต้องทำอย่างมีความรู้ ต้องทำอย่างมีหลัก” มุกดาเล่า

ในที่สุดก็ตัดสินใจแต่งงานกันตอนเลย์ออฟออกจากงาน (ฮา) พร้อมๆ กับการตัดสินใจเดินทางไปเป็นชาวไร่ที่บ้านเกิดของสามี ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เคยทำงานหน้าสายการผลิตในโรงงาน ก็ไปทำงานในไร่ มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา เช้าตื่นขึ้นมาก็ไปไร่ดูไร่ให้อาหารปลา เปิดระบบน้ำ ฯลฯ เหนื่อยหรือร้อนก็นอนเล่น ชีวิตเป็นไปตามที่ทางของมัน

“อยู่ที่นี่ ไม่มีคำว่ารถติด นอนตื่นสายได้ นึกๆ เหนื่อยๆ ก็นอนเปลเล่นอยู่ในสวน อากาศดีมาก ถามว่าคิดถึงชีวิตในเมืองมั้ย ก็ต้องตอบเลยว่าไม่”

ตบท้ายด้วยสุภชัยที่เล่าว่า ชีวิตดำเนินตามเบื้องพระยุคลบาท แนวพระราชดำริของพระองค์ท่านได้นำมาปรับใช้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง อีกทั้งครอบครัวชุมชน โดยเฉพาะแนวพระราชดำริเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ในไร่นา เรื่องดินเรื่องน้ำ เป็นโมเดลหรือต้นแบบที่ใช้ได้จริง ที่สำคัญคือแนวคิดปรัชญาเรื่องความพอเพียง

“พยายามดำเนินชีวิต ดำเนินความพอเพียง ตามรอยพระองค์ท่าน ความสุขและรอยยิ้มในครอบครัวคือผลลัพธ์”

ศมส.จัดการพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ที่เชียงแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579885

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 16:00 น.

ศมส.จัดการพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ที่เชียงแสน

โดย…ประชาสัมพันธ์ ศมส.

พีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) กล่าวว่า ศมส.ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือ ภายใต้ชื่องานมหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน : ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. 2562 ณ วัดเจดีย์หลวง และบริเวณเมืองเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

การจัดงานในรูปแบบนิทรรศการ ที่แบ่ง 5 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 ของดีเมืองเชียงแสน ประกอบด้วย จารึกเมืองเชียงแสน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิหารสกุลช่างเชียงแสนใน จ.ลำปาง อุปกรณ์เครื่องตีเงิน ลวดลายสลุงเงินของชาวเชียงแสน จากพิพิธภัณฑ์วัดม่อนคีรีชัย

ปั๊บสาพื้นเมืองเชียงแสนและพระทองคำเชียงแสนจิ๋ว จากพิพิธภัณฑ์เมืองขุนควร พะเยา วัตถุโบราณศิลปะเชียงแสน จากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น กู่เชียงแสน จากวัดพระแก้ว ปูนปั้นเชียงแสน จากไร่แม่ฟ้าหลวง ฯลฯ มีกิจกรรม อาทิ สาธิตการทอผ้าห่อคัมภีร์ และการทำสวยกาบ แบบเชียงแสน โดยพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านปงสนุก สาธิตการจารคัมภีร์ใบลาน จากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมราชภัฏจังหวัดลำปาง กิจกรรมเรียนรู้ตั๋วเมือง การตัดกระดาษ การทำสวยดอก จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นต้น

โซนที่ 2 จูงแขนปิ๊กบ้าน เป็นการร่วมจัดนิทรรศการของชาวไทยวนเชื้อสายเชียงแสนที่ไปตั้งถิ่นฐานในจังหวัดต่างๆ 10 จังหวัด เช่น ราชบุรี สีคิ้ว แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ฯลฯ จัดเป็นตลาดนัดไทยวนที่ไม่ควรพลาด

โซนที่ 3 สร้างสรรค์ความรู้ เป็นการจัดบูธเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ในสถานศึกษา จนเชียงแสนถือว่าเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์โดยแท้ นิทรรศการ อาทิ กระบวนการจัดทำชุดการเรียนรู้เมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน พิพิธภัณฑ์พันธุ์ไม้บ่ะเก่า โรงเรียนเทศบาลเวียงเชียงแสน กิจกรรมทำใบไม้อัดแห่ง แผนที่ต้นไม้หมายเมือง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม กิจกรรมการใช้คิวอาร์โค้ด ข้าวพื้นเมืองเชียงแสนและภูมิปัญญาการเลี้ยงผึ้งโก๋น สถาบันความหลากหลายชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นต้น

โซนที่ 4 ภาพคู่ความหลัง เป็นนิทรรศการภาพเก่าเล่าความหลังของเมืองเชียงแสน ที่ชุมชนมีส่วนร่วมค้นหา และถ่ายทอดความทรงจำในอดีต ลองมาค้นหาว่านิทรรศการชุดนี้มีใครที่ท่านรู้จักบ้าง นิทรรศการประกอบด้วยนิทรรศการถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จเมืองเชียงแสน กิจกรรมเขียนข้อความประทับใจเมื่อครั้งเฝ้าฯ รับเสด็จ (ตัวเอง/พ่อแม่เล่าให้ฟัง) โดยพิพิธภัณฑ์มิกกี้เฮาส์ ลำพูน นิทรรศการภาพถ่ายน้ำท่วมเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2509 กิจกรรมเขียนข้อความถึงความทรงจำในเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยพิพิธภัณฑ์โฮงนิทัศน์ครูบาศรีวิชัย ลำพูน

โซนที่ 5 รวมพลังพัฒนา เป็นนิทรรศการที่แสดงถึงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ในรูปของคลินิกพิพิธภัณฑ์ ใครมีปัญหาเรื่องอะไร เชิญมาพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในบูธนี้

พลาดไม่ได้ กับการนั่งรถรางชมเมืองโบราณเชียงแสน และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าและหอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดพระธาตุผาเงา พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น หอฝิ่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน มีรถรางบริการฟรี วันละ 2 รอบสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ โทร. 08-9850-4236

อุบัติเหตุในสนามแข่ง ทำชีวิต ฉัตรพล เจียมวิจิตรเกือบเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579892

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 16:00 น.

อุบัติเหตุในสนามแข่ง ทำชีวิต ฉัตรพล เจียมวิจิตร​ ​เกือบเปลี่ยน

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

นักแข่งรถมืออาชีพ ฉัตรพล เจียมวิจิตร ที่ปรึกษาคนสำคัญของทีมผู้บริหารบริษัท สกาย โปรดักส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นเหล็กพรีเมียม ตอบโจทย์ทุกการออกแบบที่แตกต่าง ภายใต้แบรนด์นอร์ดิก คอปเปอร์ (Nordic Copper) เพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบชาวไทยได้ลองสัมผัสกับวัสดุประเภทโลหะที่เป็นที่นิยมในยุโรปถือเป็นทางเลือกใหม่แห่งอนาคตที่จะมาพลิกโฉมหน้าวงการสถาปัตยกรรมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเขาอัพเดทว่าตอนนี้มีวัสดุห่อหุ้มอาคารอย่าง Mesh ลักษณะคล้ายตาข่าย​ถือเป็นวัสดุด้านการออกแบบใหม่ที่เมืองไทยยังไม่เคยมีมาก่อน และพุ่งเป้าขยายธุรกิจห่อหุ้มอาคารไปที่สิงคโปร์และเวียดนาม

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้บริหารบริษัทของครอบครัว RMI ประมูลงานราชการ เช่น​ ระบบไอที​ ซ่อมแซมอะไหล่เครื่องบินให้กองทัพ อีกทั้งเขายังเป็นตัวแทน WPS ออฟฟิศซอฟต์แวร์ ที่เข้ามาตีตลาดขนานคู่กับไมโครซอฟท์ออฟฟิศของอเมริกา แม้หน้าที่การงานจะยุ่ง แต่เขามักหาเวลาว่างไปทำกิจกรรมที่ชอบคือ การแข่งรถที่มีฝีไม้ลายมือระดับมืออาชีพทีเดียว

แต่สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ทำให้เขาเกิดอุบัติเหตุเกือบพิการตลอดชีวิต กระดูกสันหลังท่อนสุดท้ายยุบตัว ทำให้เกือบจะกลับมาเดินไม่ได้ แต่ด้วยการมีระเบียบวินัยการพักรักษาตัวหลังเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างดี เขาจึงกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง และกลับมาแข่งรถได้อีกครั้ง​ และสามารถคว้าแชมป์เซอร์กิต​ แจ๊ซ วัน เมค เรซ ปี 2011 ได้เป็นผลสำเร็จ

เริ่มขับรถแข่งตอนอายุ 17 ปี

ฉัตรพลเป็นนักแข่งรถมืออาชีพชื่อดัง สังกัดทีม RMI Racing Team โดยเริ่มจากการเป็นนักแข่งรถตั้งแต่เด็กอายุเพียง 17 ปี เริ่มรายการแรกชิมลางสนามนครชัยศรี ในการแข่งระยะทาง 400 เมตร ควอเตอร์ไมล์ไม่จำกัดอายุ​คลาสซี​เพียงสนามแรกก็สามารถได้ลำดับที่ 3 มาครองในปี 1997

“แม้วัยรุ่นแต่ผมกล้าที่จะลงแข่ง ผมชอบอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน ทำให้ผมได้มีสติรู้ตัว ความสุขที่ได้ลงสนามแข่งต้องมั่นใจ ผมไม่ได้ลงแข่งได้ตามใจ ก่อนแข่งต้องหาโค้ช เรียนรู้สเต็ป บายสเต็ป​ ​แข่งทุกครั้งเป็นการวัดสกิลตัวเอง”

ครูคนแรกในวงการแข่งรถของฉัตรพลคือ อาจารย์ณัฐวุฒิ เจริญสุขวัฒนะ ได้เคารพรักเป็นครูลูกศิษย์ตั้งแต่ปี 2008 ที่การเป็นนักแข่งต้องรักษาวินัยที่เคร่งครัดมาก เพราะนั่นหมายถึงชีวิต

“ในการแข่งขันแต่ละครั้งเราอยู่ในเสื้อผ้ามิดชิดและปลอดภัย ตอนวัยรุ่นผมเป็นนักแข่งรถมาเรื่อยๆ ผมเริ่มศึกษาอู่แข่งในสนาม ซึ่งมีไม่กี่รูปแบบ ซึ่งฮอนด้าเปิดกว้างให้นักแข่งรถมือใหม่ ทำให้ผมได้แข่งขันในรายการแจ๊ซ วัน เมค เรซ จากคลาสซี​ ทำอันดับได้ดีก็ขยับมาอยู่คลาสบี​และคลาสเอคือ มืออาชีพ​ ผมมีองค์กรคือฮอนด้าซัพพอร์ตแต่ต้องจ่ายสตางค์แล้วเขาดูแลเรื่องรถแข่งให้ทั้งหมด เช่น สอนขับรถ ดูแลรถให้หมด เหมือนผมเป็นพีอาร์เรื่องสมรรถนะรถ

การพบอาจารย์ทำให้ผมเข้าใจระบบเซอร์กิตคือ การขับรถวนๆ ในสนาม ผมได้แข่งรถจริงๆ ตั้งแต่นั้น โดยผมตั้งเป้าว่า อยากได้แชมป์ของเซอร์กิต​ แจ๊ซ วัน เมค เรซ โดยแข่งปีละ 5 สนามเท่านั้น เพื่อดูพรสวรรค์ของผมเอง ผมมีโค้ชเป็นไกด์เพราะผมห่วงเรื่องความปลอดภัยของผม การแข่งประมาทไม่ได้เลย”

ถึงอย่างไรหากยังไม่เกิดอุบัติเหตุฉัตรพลก็ยังคงประมาท เพราะด้วยวัย 30 ปี ชอบทำสิ่งที่ท้าทายอยู่เสมอ ซึ่งล้วนเกิดจากสิ่งไม่คาดคิด

เป็นนักแข่งใจต้องนิ่ง

“ในการแข่งผมหวังแชมป์ทุกครั้ง แต่ครูเตือนว่าอย่าเลยมันยังไม่ถึงเวลา ถือว่าลงสนามเพื่อซ้อมใหญ่ แต่ด้วยความมั่นใจของผม ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาของผม ผมศึกษาสนามแล้วน่าจะทำได้ โดยย้อนไปเมื่อปี 2008 ผมเคยเกิดอุบัติเหตุขับรถชนกำแพงเหตุเกิดเพราะฝนตก อาจารย์แนะนำแล้วว่า ให้ใช้เกียร์ต่ำ แต่ผมเห็นคนอื่นที่แข่งมานานใช้ความเร็วสูง ผมก็ขับตามเขา ก็เลยชนกำแพง ครูเตือนเพราะรู้ว่าผมสกิลยังไม่ถึง ทักษะผมยังไม่ดีมากพอ เหมือนเด็กอนุบาลแข่งกับมหาวิทยาลัย และผมใจร้อน” อุบัติเหตุครั้งแรกเกิดขึ้นที่สนามพีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี ความเสียหายครั้งนั้นโชคดีที่มีเพียงเคล็ดขัดยอก รถพัง ล้อแตกประตูบุบ แม้เจ็บเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เขารู้สึกใจเสีย​ ถึงกับอยากกลับบ้านเลย และโค้ชได้ตักเตือนว่า เห็นไหม เตือนแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉัตรพลระมัดระวังมากขึ้น และในปีนั้นเขาทำผลงานได้ดีจนได้ขึ้นโพเดียมลำดับที่ 3 ที่ จ.นครราชสีมา ทำให้ปีหน้าเขามีกำลังใจที่จะแข่งต่อ

ต่อมาในปี 2009 เขาทำผลงานตลอดปีจบที่เข้าเส้นชัยคะแนนสะสมอันดับที่ 4 ความคิดว่าจะได้แชมป์เข้าใกล้มาทุกที

อุบัติเหตุชีวิตเกือบเปลี่ยน

กระทั่งปี​ 2010 ในวัย 31 ปี ด้วยความใจร้อนอยากได้แชมป์ไวๆ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุเกือบคร่าชีวิต

“ครูมักเรียกผมว่า ไอ้ดื้อ ตอนฝึกซ้อมผมโดนครูดุมาตลอด เพราะดื้อมาก ดื้อจนผมเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะผมฝืน โดนแซงจะเอาชนะ จึงหลุดแผนทำให้ร่างกายเหนื่อย ตอนนั้นจำได้ว่าปี 2010 ปกติคนอื่นแข่ง 2 เรซ/วัน ก็เยอะแล้ว แต่วันนั้นผมแข่ง 4 เรซ/วัน ทำให้ร่างกายเหนื่อย เข้าโค้งไปชนกำแพง กระดูกสันหลังจากครั้งแรกโรงพยาบาลที่เชียงใหม่วิเคราะห์ว่าผมกระดูกหลังแตกเป็น 100 ชิ้นอย่างแน่นอน คือ ปีนั้นผมลง 2 รุ่น ในรายการเดียวกันคือ แจ๊ซ วัน เมค เรซ รุ่น 1,600 ซีซี จึงต้องแข่ง 2 รุ่น 4 รอบ/วัน เพราะผมอยากขึ้นรุ่นที่ใหญ่กว่าเครื่อง 1,600 ซีซี พอสนามที่ 2 แข่งที่เชียงใหม่ โดยโค้ชวางเป้าหมายไว้ว่า แข่งรุ่น 1,600 ซีซี ต้องซ้อมนะเพื่อให้ได้ความรู้สึกจากรถเพียงพอ แต่อย่าคาดหวัง อย่าเสี่ยงกับรุ่นอื่น ให้โฟกัสที่รุ่นแจ๊ซ วัน เมค เรซ พอ แต่ใจผมคิดว่าลงแล้ว ขับสนามแรกผมกลัว แต่ระมัดระวัง พอสนามที่ 4 ที่เชียงใหม่ ตอนเช้าผมแข่งแจ๊ซก่อนตอน 9 โมงเช้า ผมทำลำดับที่ดีจึงได้ออกที่ 1 แต่โค้งแรกผมโดนชน จึงตกมาอยู่อันดับท้ายๆ แต่ก็ไล่จนจบที่ 4 เหมือนความหงุดหงิดค้างอยู่ในหัว​ แต่ความฝันอยากได้แชมป์ประจำปี ทำให้ในหัวผมว้าวุ่นไปหมด ผมจึงไประบายกับรุ่น 1,600 ตอน 11 โมงเช้า ซึ่งอาจารย์บอกผมว่าซ้อมขับแค่ 4 รอบ พอเดี๋ยวแข่งจริงจะเหนื่อย เพื่อรอแข่งเวลาบ่ายสองต่อ คือผมต้องแข่งเช้า 2 เย็น 2 รอบ ครูจึงบอกว่าซ้อม 4 รอบพอแล้วให้เก็บรถ แล้วให้มีสมาธิกับแจ๊ซซะ อะไรที่ผิดพลาดในตอนเช้าให้ลืมซะ แต่ใจคนโมโหผมอยากระบาย”

พอขับรอบที่ 4 มีสัญญาณเตือนครบ 4 รอบให้พัก แต่ฉัตรพลไม่ฟังวิ่งสู่รอบที่ 8 คือ การฝ่าฝืนคำสั่ง จึงพลาดเนื่องจากมีน้ำมันหยดลงบนพื้นสนาม และเขาขับพบหย่อมน้ำมันเป็นคนแรก ทำให้ล้อของเขาหมุน​และลอยคว้างกลางอากาศ

“ผมโชคร้ายน้ำมันน่าจะเพิ่งหยดและผมเจอคันแรก หากกรรมการเห็นรถส่ายๆ เขาจะยกธงขาวเพื่อส่งสัญญาณว่าบนพื้นมีของเหลวบนถนน แต่ผมอาจไม่เห็นว่าธงยกหรือไม่ยก ซึ่งน้ำมันหยดบนโค้งไฮสปีดพอดี​ รถส่วนใหญ่วิ่งมาด้วยความเร็ว 140-160 เมตร/ชั่วโมง พอรถเจอน้ำมันทำให้รถเสียการทรงตัว ผมแก้ไขอาการรถหมุนบนสนามได้ 2 รอบ แต่รอบที่ 3 ผมแก้ไม่ได้ รถพุ่งไปทางซ้าย ซึ่งเป็นแท่นแบริเออร์ปูนวางอยู่ ไม่มีกรวยตั้งบัง รถของผมปัดเข้าแท่นปูนเต็มๆ จำได้ว่าผมไม่ได้เบรกเลย เพราะเบรกไม่ทัน ชนเข้าปูนเต็มๆ หน้า พอรถชนแท่นปูนปุ๊บ รถผมก็ลอย แล้วตกลงมาสู่พื้น ตอนรถกระแทกลงพื้น​ ผมรู้สึกเลยว่ากระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวของผมท่อนสุดท้าย หรือ Lumber 2 แตก ซึ่งตอนแข่งสนามนี้ผมไปแข่งที่เชียงใหม่ และพี่ชายของผมตามไปด้วย พอเคลื่อนย้ายผมไปโรงพยาบาลพี่ชายเห็นฟิล์มเอกซเรย์เห็นกระดูกส่วนนี้แตกละเอียด”

เจ็บเจียนขาดใจ

ฉัตรพล เล่าว่า ขณะที่รถชนแท่นแบริเออร์เสร็จ พอรถกระแทกพื้นแล้วหยุดเลย แต่เขายังมีสติจึงรู้สึกเจ็บช่วงล่างตั้งแต่หลังส่วนล่างลงไปหัวเข่า​ เจ็บเหมือนใจจะขาด และอยู่ในชุดแข่ง​ หมวกที่ร้อนมากๆ เขาค่อยๆ ปลดเข็มขัด เปิดประตูลงมาทรุดหัวเข่าลงกับพื้นแล้วค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ที่แข็งแกร่งพยุงตัวแบบนั้นได้เพราะการออกกำลังกายมาโดยตลอดด้วยการเล่นกล้าม ทำให้กล้ามเนื้อแก่นกลางลำตัวของเขาค่อนข้างแข็งแรง กล้ามเนื้อจึงหุ้มกระดูกสันหลังที่เสียหายไว้ได้

“ก้าวแรกที่ผมเหยียบบนพื้นรู้สึกว่า ทำไมมันเจ็บขนาดนี้ โดยผมใช้วิธีโหนตัวแล้วก้าวลงมา แล้วรู้สึกตัวทรุดคุกเข่าลงแล้วค่อยๆ ตะแคงตัวลงนอนราบกับพื้น เจ็บแบบหายใจไม่ออก ผมต้องขอบคุณทีมรักษาพยาบาลและทีมรักษาความปลอดภัย Por Medic ที่มืออาชีพมาก เมื่อทีมรักษาความปลอดภัยวิ่งมาหาผม เขาถามอาการผมว่า ผมเจ็บไหม นอนท่าไหนผมรู้สึกโอเคที่สุด เพื่อประเมินอาการบาดเจ็บ พอผมบอกอาการไปเขารู้ว่าผมน่าจะมีกระดูกหัก เขาเอาเปลมาตักผมขึ้น ซึ่งเจ็บมากผมต้องเกร็งหลังตลอด พอตักผมเสร็จพาขึ้นรถพยาบาลส่งโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ราว 20 นาที ขณะที่นอนบนรถพยาบาลผมรู้สึกเจ็บมากจนต้องให้ออกซิเจน ผมรู้สึกอึดอัดเพราะชุดแข่งก็ถอดไม่ได้ เจ็บมาก พอถึงหมอมาถามอาการและวิเคราะห์ว่า กระแทกแรงมากจนกระดูกสันหลังแตกต้องผ่าตัดด่วน เนื่องจากหมอกลัวว่า กระดูกที่คมแหลม ถ้าไปทิ่มอวัยวะต่างๆ เช่น เส้นเลือด เส้นประสาท ท่อน้ำเลี้ยงที่กระดูกสันหลังขาดอาจทำให้เสียชีวิตได้ เคสผมถือว่าเป็นเคสหนึ่งในล้านที่พอกระดูกแตกแล้วยังเป็นทรงของกระดูกอยู่ พอคุณแม่ของผมซึ่งท่านเป็นพยาบาลเก่าที่อเมริกาเกือบ 30 ปีรู้ข่าว ท่านต้องหาความคิดเห็นที่สองจึงติดต่อหมอที่กรุงเทพฯ ที่เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกสันหลังจึงจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผมจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ มารักษากับ นพ.ดิเรก ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ”

เลือกไม่ผ่าตัดและนอนรักษาตัวนิ่งๆ นาน 1 เดือน

ฉัตรพลนอนคืนเดียวที่เชียงใหม่ ซึ่งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหักไม่ใช่เรื่องง่าย สร้างอาการเจ็บจนไม่อยากจะหายใจ

“ครอบครัวของผมจองเครื่องบิน 6 ที่นั่ง ของสายการบินไทยเพราะผมต้องนอนมาบนเครื่องและต้องอยู่ท้ายลำ ซึ่งผมสลบไม่ได้การเคลื่อนย้ายแต่ละทีทำให้ผมเจ็บมาก แค่หายใจปกติก็เจ็บแล้ว เจ็บมากๆ เพราะเส้นประสาททั้งนั้น เจ็บจนอยากตายเพราะทีมแพทย์ไม่อยากให้ผมหลับ ต้องสื่อสารกับแพทย์ตลอด เช่น เลือดออกไหม เจ็บไหม รู้สึกอย่างไร ก่อนขึ้นเครื่องผมฉีดยาแก้ปวดถึง 6 เข็ม” ทุกเวลานาทีเคลื่อนคล้อยไปอย่างช้าๆ เขาเฝ้ามองนาฬิกาตลอด เพราะทุกนาทีความรู้สึกเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แค่นอนเฉยๆ ยังเจ็บ และต้องหอบความเจ็บนานถึง 1 ชั่วโมง เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต

เมื่อมาถึงมือคุณหมอที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธวิเคราะห์ว่า กระดูกสันหลังเขาแตกและยุบลงไป 17% จะทำการผ่าตัดก็ได้​ ไม่ผ่าตัดก็ได้

“ระหว่างให้ผมผ่ากับไม่ผ่า ผมเลือกไม่ผ่าเพราะถ้ากระดูกยุบเกิน 50% ต้องผ่าอยู่ไม่ได้แล้ว อีกทั้งกระดูกคนเรามหัศจรรย์ เพียง 6 สัปดาห์ก็ต่อกัน​ รอ ​3 เดือนกระดูกก็ติดกันแล้ว ผมจึงเลือกการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่า แต่ต้องนอนเฉยๆ 1 เดือน-​1 ปีก็ได้ ผมลุกไม่ได้เลย 3 เดือน โดยต้องนอนราบกับเตียง นอนกินขับถ่ายด้วยท่านอนทั้งหมด ผ่านไปสักพักผมสามารถนอนทำงานได้ ประชุมได้ โดยเดือนแรกผมนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่ผมย้ายมานอนพักรักษาตัวที่บ้านพักที่หัวหินอีกเดือนครึ่ง 3 เดือน ผมเริ่มหัดเดิน ใช้วอลเกอร์และใส่เฝือกดามหลัง เวลาอยู่แนวตั้งไม่ว่าจะนั่งหรือยืนต้องใส่เฝือกอ่อนตลอด”

อาการหลังจากต้องนอนติดเตียงเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้ฉัตรพลพบปัญหาคือ ลุกขึ้นมาแล้วรู้สึกมึน จนเขารู้สึกเครียดมาก เพราะตาเบลอ เพราะเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง นั่งสักพักบ้านหมุนมึนหัวแล้ว แต่ต้องฝืนช่วยเหลือตัวเองด้วยการเริ่มหัดเดินในเดือนที่ 4 5 6 พอเข้าเดือนที่ 7 เริ่มใช้ไม้เท้า แต่เขายังดื้อใช้ไม้เท้าลงฝึกซ้อมที่สนามแข่งรถอีกครั้ง

“ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผมนอนป่วย อาจารย์ณัฐวุฒิมานั่งเฝ้าข้างเตียงทุกวันแล้วให้กำลังใจผม ซึ่งเขาก็เคยบาดเจ็บมาหลายครั้งจนมีเหล็กดามอยู่ในร่างกายถึง 13 ชิ้น อาจารย์บอกถึงการรักษาตัวในภาวะกระดูกแตกให้กินแคลเซียม ทำตามคำสั่งหมอเพื่อให้กระดูกสมานเร็วที่สุด ซึ่งผมก็เชื่อคุณหมอและเสิร์ชถึงข้อปฏิบัติในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดมาก เพราะผมกลัวกลับไปเดินไม่ได้อีก เพราะขาเริ่มลีบ​ ขาของคนเราสำคัญไว้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย ผมนอนร้องไห้ทุกคืน กลัวเดินไม่ได้อีก​ ผมนั่งหยิกขาตนเองที่อ่อนแรง เพราะไม่ได้เคลื่อนไหวอยู่นานเป็นเดือนทุกวัน” อุบัติเหตุครั้งสำคัญในชีวิตทำให้เขาได้ตรึกตรองว่า​ เขาแค่อยากแข่งรถเพราะเป็นกิจกรรมที่เขาทำแล้วรู้สึกสนุก แต่ทำไมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงด้วย แต่ก็ได้กำลังใจที่ดีจากคุณหมอ​และ​คนในครอบครัว

“ช่วงนอนป่วยผมค่อนข้างฟุ้งซ่าน แต่ด้วยวัยที่แข็งแรงของผมกระดูกมีโอกาสเชื่อมต่อได้เร็ว แม้ตอนนี้ผมกลับมาเดินได้ปกติแล้วแต่ยังส่งผลต่อขาผมก็คือผมไม่สามารถยืนกระต่ายขาเดียวได้ ร่างกายน่าจะเสียศูนย์บางอย่าง เพราะกระดูกมันหายไป 17% และผมเคร่งครัดในการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อ โดยการเล่นไตรกีฬา เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในทุกวัน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง แค่น้ำหนักตัวขึ้น 80 กิโลกรัม ผมจะรู้สึกเลยว่าเจ็บและเมื่อยที่หลัง”

คีย์สำคัญที่ทำให้ฉัตรพลกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ลงแข่งขันจนได้แชมป์แจ๊ซ วัน เมค เรซ ในปี 2011 ได้สำเร็จคือ การมีวินัยสูงในการนอนรักษาตัวให้นิ่ง ประกอบกับอ่อนแอได้แต่อย่าท้อถอย และต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งและต้องใส่เฝือกอ่อนดามตัวอยู่เกือบปี เบื่อรำคาญแต่ต้องยอม​

จนคุณหมอบอกว่าเอาเฝือกออกได้แล้ว เพราะกระดูกสันหลังรูปทรงดีมากแล้ว ที่สำคัญหากรักจะกลับมาแข่งรถเขาต้องเลิกดื้อกับครูได้แล้ว แล้วเขาก็ทำสำเร็จโดยต้องฝ่าด่านความไม่เห็นด้วยของคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ และเขาก็พิสูจน์ได้ว่า เขามีความระมัดระวังที่มากพอ

“หลังจากผมรักษาตัวหายดีแล้ว ผมซุ่มฝึกซ้อมนาน 8 เดือน แล้วลงแข่งสนามแรกที่เมืองทอง ควอลิฟาย ผมอยู่ลำดับที่ 11 ในการออกรถ เรซแรกผมจบที่ลำดับที่ 8 เรซที่ 2 ผมจบที่ลำดับที่ 4 ในวันเดียวกัน ผมรู้สึกดีใจมาก ได้ขึ้นโพเดียม แค่รอเคาะสนิมนิดเดียว พอไปสนามที่ 3-4 กับ 5-6 แข่งติดกันเลยที่เพชรบุรี ผมควอลิฟายได้ออกตัวที่หนึ่งทั้งสองวัน พอแม่รู้ว่าผมกลับไปแข่งรถอีกแม่รู้สึกผิดหวังมาก ผมก็อธิบายกับแม่ว่า อาร์ตปลอดภัยดี​ อาร์ตมีสติรู้ดีทุกอย่างและไม่ประมา​ทแล้ว​ พอสนามที่ 7 กับ 8 ผมพาครอบครัวของผมไปดูแข่งรถที่ภูเก็ตเลย เพราะนี่คือความฝันของผมที่อยากได้แชมป์ โดยสนามที่ 7 กับ 8 ผมเข้าที่ 1 ทั้งสองครั้งคะแนนรวมผมขาด แข่งสนามสุดท้ายที่พีระ เซอร์กิต ผมได้แชมป์เลยในปี 2011 เพราะคะแนนรวมผมมาเป็นที่ 1 ในรุ่นแจ๊ซ วัน เมค เรซ ได้รับถ้วยประทานของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ นำพาความภาคภูมิใจมาสู่ผมเป็นอย่างมาก”

การได้แชมป์ครั้งนั้นให้ประสบการณ์กับชีวิตเขาอย่างมาก ทำให้เขารู้ว่าทุกอย่างมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมันเสมอ ดังนั้น อย่าเร่งรัด อย่าประมาท ต้องให้เวลากับทุกๆ อย่าง ถ้าเร่งจะอันตราย

“ในการแข่งรถที่ประสบความสำเร็จ ผมเก็บรายละเอียดในทุกอย่างของการขับรถ จุดเสี่ยงยิ่งต้องประณีตกับมัน เพราะนักแข่งไม่ถนัดไปทุกอย่าง ผมไม่ใช่นักแข่งสายบู๊ แต่ผมหาความเสถียรในการขับ รอจังหวะให้ได้ อย่าเสี่ยงเลย ต้องมั่นใจแล้วค่อยไป อาจารย์สอนว่า ถ้าห้าสิบห้าสิบอย่าไป แปดสิบยี่สิบไปได้แค่ให้คิดดูก่อน ถ้าร้อยค่อยไป ครูสอนว่า ถ้าวันนี้ขับ 1 นาทีสิบวิ พรุ่งนี้ถึงเราอยู่อันดับสุดท้ายแต่ขับเข้าเส้นชัยได้เวลา 1 นาทีแปดวิ เวลาเราดีขึ้นแค่นั้นพอแล้ว อันดับไม่สำคัญให้สู้กับตัวเองเท่านั้นเป็นพอ​“ 

สามเหลี่ยมทองคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579884

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 15:45 น.

สามเหลี่ยมทองคำ

โดย…ส.ส.ต

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จะจัดงานมหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เมืองเชียงแสน ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน เพื่อเปิดพื้นที่เผยแพร่ความรู้ของชาวเชียงแสนโดยเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและผู้คนในชุมชน ให้สาธารณชนและสื่อมวลชนได้เห็นการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ศมส. วันที่ 7-9 ก.พ. 2562 ณ วัดเจดีย์หลวง ต.เวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงรายจุดเด่นๆ ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในอดีต คือความเป็นมาของฝิ่นและสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 2 แห่งคือ พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น และหอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น และหอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

สามเหลี่ยมทองคำเป็นดินแดนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องที่เกี่ยวกับการค้าฝิ่นในอดีต แม้ว่าปัจจุบันภาพลักษณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่ประวัติและความสำคัญของฝิ่นก็ยังเป็นสิ่งที่เตือนใจแก่คนรุ่นหลังเสมอมา ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ใน อ.เชียงแสน 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่นและหอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ แบ่งหัวข้อเรื่องออกเป็น 2 หัวข้อ

พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น (Opium House Museum)

“บ้านฝิ่น” เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนตั้งอยู่ที่สามเหลี่ยมทองคำ เลขที่ 212 หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 57150 เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยจัดแสดงเรื่องราวและเครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับฝิ่นประกอบด้วยประวัติความเป็นมาของพืชฝิ่น ตั้งแต่อดีตเช่นถิ่นกำเนิดของฝิ่นจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วเข้ามาสู่อินเดีย อังกฤษซึ่งปกครองอินเดียและทำการค้าขายกับจีนและเสียดุลการค้ามหาศาลเพราะต้องการซื้อผ้าไหม ใบชา เครื่องเทศ ฯลฯ จากจีน จึงบีบบังคับให้จีนยอมรับการซื้อขายฝิ่นอย่างเสรี (โดยอังกฤษได้เอาฝิ่นจากอินเดียมาขายให้จีน) เมื่อจีนไม่ยอม จึงเกิดการสู้รบกันเป็นสงครามฝิ่นถึง 2 ครั้ง ชาวเขาหลายเผ่าที่อาศัยอยู่ทางใต้ของจีนหนีภัยสงครามลงมาสู่อินโดจีนและแถบชายแดนไทย ลาว พม่าพร้อมกับนำเมล็ดฝิ่นติดตัวมาด้วย ฝิ่นจึงได้เข้าสู่สามเหลี่ยมทองคำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตำนานฝิ่น

ส่วนตำนานฝิ่น ฟังแล้วอัศจรรย์ คือเล่าว่า ต้นฝิ่นงอกออกมาจากหลุมฝังศพของผู้หญิง บางเผ่าก็เป็นหลุมฝังศพของหญิงสาว บางเผ่าก็เป็นหญิงชรา และมีกลิ่นเหม็นดังเช่นตำนานกำเนิดยาสูบและฝิ่นของชนชาติลัวะ ซึ่งเล่ากัน ว่า “แต่ก่อนนานมาแล้ว มีแม่เฒ่าคนหนึ่ง อายุยืนมาก ต่อมาแกตายลงโดยไม่ได้เป็นโรคอะไร ก่อนตายแม่เฒ่าสั่งว่า ให้เอาศพของแกไปฝังไว้ที่สี่แยกชุมทางที่คนผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ จากนั้นปรากฏว่ามีต้นยาสูบ 2 ต้น และต้นฝิ่นอีก 1 ต้น โผล่ขึ้นมาบนหลุมฝังศพ ต้นยาสูบขึ้นตรงกับนม ต้นฝิ่นขึ้นตรงอวัยวะเพศของแม่เฒ่า ชาวบ้านผ่านไปมาเห็นต้นไม้แปลกประหลาดก็ลองไปชิมดู ชาวบ้านชอบยาสูบมากกว่ายาฝิ่น ต่อมาจึงมีคนเอายาสูบไปปลูก และสูบกันมากกว่าต้นยาฝิ่น เนื่องจากต้นยาสูบเกิดจากนม ดังนั้นเด็กๆ เมื่อหย่านมก็เลยดูดยาสูบแทน”

นิทรรศการเครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับฝิ่นเช่น มีดกรีดฝิ่น เกรียงปาดฝิ่น กระทะ เคี่ยวฝิ่น ตลับเก็บฝิ่นตา ชั่งฝิ่น ลูกเป้ง (ตุ้มน้ำหนักที่ใช้กับตาชั่ง) กล้องสูบฝิ่นแบบต่างๆ ตะเกียงสูบฝิ่น เสื่อไม้ไผ่สำหรับนอนสูบฝิ่น และหมอนนอนสูบฝิ่น เป็นต้น นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่นยังมีการจัดแสดงประกอบเป็นนิทรรศการหมุนเวียน เช่น เรื่อง มูยา (กล้องสูบยาเส้น) ไปป์น้ำ กะเหรี่ยงคอยาว และเรื่องปลาบึก อีกด้วย

หอฝิ่น

1.ความเป็นมา

ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ จุดที่ประเทศไทย ลาว และพม่า มาบรรจบกัน เป็นที่ที่แม่น้ำรวกไหลมารวมกันกับแม่น้ำโขง และยังหมายถึงพื้นที่กว้างครอบคลุมบริเวณถึงสามประเทศ ในพื้นที่นี้เองมีการปลูกฝิ่น ผลิตเฮโรอีนและลักลอบนำออกไปขาย เมื่อได้ยินคำว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” คนส่วนมากมักจะนึกถึงดอกฝิ่น ชาวไทยภูเขา เทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก แม่น้ำโขง หรือภาพของภาพป่าเบญจพรรณ แต่ภาพที่ผู้คนนึกถึงมากที่สุดคงจะเป็นภาพของฝิ่นและเฮโรอีน ภาพความลึกลับ น่าสะพรึงกลัวของการปลูกและการลักลอบค้าฝิ่น ภาพสงครามกลางเมือง กองทหารการสู้รบของพวกลักลอบการค้าฝิ่น ชาวบ้านยากจน การกวาดล้างโรงงานผลิตเฮโรอีนคาราวานขนฝิ่นไปตามเส้นทางในป่า

“สามเหลี่ยมทองคำ” คือ แหล่งที่มาของเฮโรอีนกว่าครึ่งของจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดในโลก สามเหลี่ยมทองคำ คือรากเหง้าของอาชญากรรมและการกระทำอันทุจริตที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย แพร่ไปสู่แอฟริกา ยุโรป และอเมริกา ทุกๆ ปีจะมีนักท่องเที่ยวนับแสนคน เดินทางมาที่นี่เพียงเพราะชื่อสามเหลี่ยมทองคำ

มองพิมพ์เขียวสะเทือนถึงง้าวกวนอู (และพระราม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579869

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 13:00 น.

มองพิมพ์เขียวสะเทือนถึงง้าวกวนอู (และพระราม)

โดย…พิธิพันธ์ วิประวิทย์

ใครทำงานวงการก่อสร้างอาจมีคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาในใจ เมื่อหยิบพิมพ์เขียวขึ้นมาทีไรแล้วปรากฏว่ามันเป็นกระดาษสีฟ้าปนน้ำเงิน…

บอกได้ว่าความสับสนในสีฟ้า น้ำเงิน และเขียวแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากกว่าแค่เรื่องกระดาษพิมพ์เขียว หากใครมีญาติผู้ใหญ่สูงอายุ หรือญาติต่างจังหวัด (โดยเฉพาะชาวแม่กลอง) คงเคยมีประสบการณ์เรียกสีฟ้า สีน้ำเงิน ว่าเป็นสีเขียวกันบ้างไม่มากก็น้อย…

แม่บอกให้ลูกไปหยิบหม้อใส่แกงสีเขียว ลูกบอกไม่มี แม่หายเข้าไปแวบเดียว บอกนี่ไงหม้อเขียว ลูกบอกว่านี่มันหม้อสีน้ำเงิน…

จบที่การถกกันว่าอะไรคือน้ำเงินอะไรคือเขียว ซึ่งไม่เคยจบลงได้สักที…

เฉลยกันง่ายๆ เลยละกันว่า แต่ก่อนนี้ไทยใช้คำว่า “เขียว” ครอบคลุมทั้งสีเขียว ฟ้าและน้ำเงิน และยุคที่พิมพ์เขียวเข้ามาในไทย น่าจะเป็นยุคที่ชาวไทยก็ยังใช้นิยามเช่นนี้อยู่ กระดาษพิมพ์แบบสีฟ้าที่ภาษาอังกฤษเรียก Blue Print จึงถูกแปลว่า “พิมพ์เขียว” ไป

บางคนอาจถกว่าที่มาของชื่อกระดาษพิมพ์เขียว อาจจะมาจากสีของกระดาษชนิดนี้ก่อนผ่านการพิมพ์ลายเส้นลงไปซึ่งมีสีเหลืองเจือเขียวนิดๆ แต่หากเชื่อหลักการตั้งชื่อของนวัตกรรมนำเข้า ว่าน่าจะแปลจากภาษาต่างชาติโดยตรง พิมพ์เขียวก็ควรแปลโดยตรงจากคำว่า Blue Print มากกว่า

เพียงแต่ตอนนั้น แม้จะมีคำว่าฟ้าที่หมายถึงท้องฟ้าแล้ว แต่ไม่ได้นำมาเป็นชื่อสี สี Blue ในคำว่า Blue Print จึงแปลว่าเขียวแทน

สุดหล้าฟ้าเขียว ก็น่าจะเป็นหนึ่งในวลีที่ทำให้เห็นอดีตในวันที่ “สีฟ้า” ยังไม่ปรากฏ เอ๊ะ หรือเป็นเพราะอากาศสะอาดหมดจด ไร้ PM2.5 ฟ้าจึงเป็นสีเขียว… ก็คงไม่ใช่

หลายคนอาจสงสัยเลยเถิดไปถึงว่าสายตาคนโบราณอาจแยกแยะสีสันได้ไม่มากเท่าคนสมัยนี้ แต่หลักฐานข้างเคียงบ่งชี้ ว่าประเด็นน่าจะอยู่ที่การระบุสีในภาษาพูดทั่วไปในสมัยโบราณ ไม่ได้เคร่งครัดและไม่ได้มีนิยามแบบสมัยนี้มากกว่า

ยกตัวอย่างเช่นชาวพิษณุโลกสมัยก่อนที่เรียกรถเมล์สีส้มและสีฟ้ากันติดปากว่า รถเมล์แดงและรถเมล์เขียว เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่า ในวิถีชีวิตแบบหนึ่ง สีอะไรออกร้อนๆ ก็เรียกรวมๆ ว่าสีแดง สีอะไรเย็นๆ ก็เรียกรวมๆ ว่าสีเขียว ไม่ใช่เรื่องผิด

(แต่ชาวพิษณุโลกรุ่นใหม่จะเรียกรถเมล์ฟ้าว่ารถธรรมดาแทน ขณะที่รถเมล์ส้ม ยังเรียกรถเมล์แดงอยู่)

และถ้าจะสืบกันไปถึงต้นตอทางภาษาที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน “ปัวเขียว” ในภาษาเขมรปัจจุบันแปลว่าสีน้ำเงิน ส่วน “ปัวใบตอง” แปลว่าสีเขียว

ซึ่งก็คือ ไทยเราตั้งสีฟ้าเพื่อแยกสีออกมาจากสีเขียว แต่เขมรตั้งสีใบตองแยกมาจากสีเขียว (สีน้ำเงิน) แทน

มันก็จะงงๆ หน่อย…

หลักฐานที่คำว่า “เขียว” ที่กินความกว้างไกลกว่าสีเขียวในปัจจุบันยังมีอีกไม่น้อย เช่นคำว่า “เมฆเขียวครึ้มไปหมด” “ฟกช้ำดำเขียว” “ดำจนเขียว” รวมถึงในสมัยก่อนสุนัขสีดำมักถูกตั้งชื่อว่าไอ้ “เขียว” เป็นต้น

เห็นได้ว่า เขียว กินความได้ตั้งแต่ สีเขียว ฟ้า น้ำเงิน จนกระทั่งสีโทนเย็นเข้มออกดำ

ต้องเน้นย้ำอีกทีว่าไม่ใช่เพราะคนยุคก่อนแยกแยะสีไม่ได้ (เพราะเอาเข้าจริงหากระบุสีให้ชัด คนยุคก่อนก็มีคำระบุสีให้แม่นยำขึ้นมากมาย เช่น สีคราม มอคราม เขียวไหล เขียวไข่กา) เพียงแต่ในยุคก่อน การใช้คำว่าเขียวเรียกสีโทนเย็นกว้างๆ ไม่ใช่เรื่องผิด และคำว่า “สีฟ้า” “สีน้ำเงิน” เกิดขึ้นภายหลัง

หม้อแกงสีน้ำเงินที่แม่ยกมา แม่จึงมีความเห็นว่ามันเป็นสีเขียว

ก่อนจะเปลี่ยนชื่อคอลัมน์จากมองตะเกียบฯ เป็นมองหม้อใส่แกงฯ ก็ต้องรีบบอกว่าเรื่องทำนองนี้ ไม่ได้เกิดกับภาษาไทยเท่านั้น เพราะอารยธรรมตะเกียบทั้งหมดก็เป็น

ชาวญี่ปุ่นยังมีเศษซากความคลุมเครือระหว่างสีเขียวและสีฟ้าในคำว่า “อะโอะ” (青) ที่ทุกวันนี้มักหมายถึงสีฟ้า

ขณะที่ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นมีคำว่า “มิโดริ” (绿) เรียกแทนสีเขียว แต่มีการใช้ในบางบริบทที่ “อะโอะ” ยังหมายถึงสีเขียวอยู่

หนึ่งในความสับสนที่ส่งผลถึงยุคสมัยใหม่ คือเมื่อญี่ปุ่นในยุคโชวะเริ่มใช้สัญญาณไฟจราจรหรือที่บ้านเราเรียกไฟเขียวไฟแดง

ยุคนั้น ไฟเขียวของญี่ปุ่นเป็นสีฟ้า และถูกเรียกว่า ไฟ(สี)ฟ้า จนถึงปี ค.ศ. 1973 ญี่ปุ่นจึงค่อยเปลี่ยนให้ไฟเขียวกลายเป็นสีเขียวตามมาตรฐานสากล แต่ไฟเขียวก็ยังคงถูกเรียกว่าไฟ (สี) ฟ้าอยู่ดี

และความสับสนในสีฟ้าสีเขียวในชาวเกาหลีก็มีเช่นกัน (โดยเฉพาะในคนสูงอายุและชนบท)

สำหรับต้นกำเนิดวัฒนธรรมตะเกียบอย่างจีน นอกจากความสับสนในสีฟ้ากับเขียวแล้ว คำว่า ชิง (青 – อักษรตัวเดียวกันกับ “อะโอะ” (สีฟ้า) ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า (Cyan) นั้น ก็หมายถึงสีเขียว และยังหมายถึงสีดำได้อีกด้วย

เพื่อให้สอดคล้องกับสีเขียวของไทยที่เคยแทนสีโทนเย็นหลากหลายได้ จึงขอแปลสี “ชิง” (青) นี้ว่าสีเขียวละกัน (ทั้งๆ ที่วัดจากนิยามปัจจุบันควรจะเรียกว่าสีฟ้า)

คำว่า “เส้นเขียว” (青丝) ในภาษาจีนแปลว่าเส้นผมดำขลับของวัยหนุ่มสาว วลี “青丝变白发” ที่แปลตรงตัวว่า “เส้นเขียวเปลี่ยนเป็นผมขาว” ก็มีความหมายว่า “จากวัยหนุ่มสาวกลายเป็นคนเฒ่าคนแก่”

“ว่ากันว่า เหล่าจื่อ-ศาสดาลัทธิเต๋า หลังจากเขียนคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต๋าเต็กเก็ง) เสร็จเรียบร้อย ก็ขี่วัวเขียว (青牛) ออกนอกด่าน จากเมืองจีนไป”

แท้ที่จริง “วัวเขียว” ในที่นี้ น่าจะหมายถึง “ควาย”

ปกติแล้ว “ควาย” ในภาษาจีนจะใช้คำว่า “วัวน้ำ”(水牛)

เพราะในวิธีคิดของระบบภาษาจีน สัตว์ใดที่ล่ำบึ้ก มีเขารูปทรงฐานหนา ปลายแหลม ไม่แตกกิ่ง ล้วนแตกแขนงออกจาก “วัว”

ฉะนั้นสัตว์คล้ายวัว ชอบแช่น้ำ หรือตัวดำ ก็ควรจะหมายถึง ควาย

จริงอยู่ที่มีผู้อาศัยความลักลั่นระหว่างสีเขียวและดำเติมแต่งเรื่องราวแบบเทพปกรณัมให้ “วัวเขียว” ของเหล่าจื่อกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มีหน้าตาเป็นวัวเขาเดียวตัวสีเขียวอยู่ด้วย

แต่หากเป็นภาพวาดที่เน้นความสมจริง “วัวเขียว” ที่เหล่าจื่อขี่ก็คือ “ควายดำ” ดีๆ นี่แหละ

นอกจากนั้นในภาษาจีน “ปลาเขียว” (青鱼) คือปลา Black Carp “เสื้อเขียว” (青衣) คือเสื้อที่ชาวบ้านสมัยโบราณใส่กัน ซึ่งมักมีสีครามหรือครามอมดำ

คนจีนรุ่นใหม่เมื่อคุยกับคนเฒ่าคนแก่ ก็ยังมีความสับสนระหว่างสีเขียว น้ำเงิน คราม และสีดำอยู่บ้างไม่ต่างจากชาวไทย

และด้วยระบบคำกำหนดสีเช่นนี้ จึงส่งผลให้ในภาพวาดพู่กันจีนตั้งแต่โบราณ สามารถใช้สีฟ้าครามจนถึงเขียว แทนสีของต้นไม้ใบหญ้าได้แบบไม่เคอะเขินลังเล (ส่วนท้องฟ้ามักเว้นว่าง ไม่ใส่สีใดๆ)

ร้อนถึงง้าวของกวนอู ซึ่งชื่อว่า “ง้าวมังกรเขียว” (青龙偃月刀) ว่าที่จริงแล้วควรมีสีเขียว ฟ้า น้ำเงิน หรือนิล(ดำ) ดี

…ว่ากันตามจริง สีนิลก็ไม่เลว

แต่เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย มิเช่นนั้นแล้ว Code RGB ที่ระบุสีของง้าวไว้กว้างเกินไป อาจสั่นคลอนถึงศรัทธาอันควรเป็นหนึ่งเดียว (เขียนให้ตื่นเต้นไปอย่างนั้นเอง โปรดอย่าจริงจัง)

เนื่องจากมังกรเขียว (青龙) ที่เอามาเป็นชื่อง้าวไม่ใช่เรื่องของ มังกรและสีสันที่มีได้หลากหลาย แต่มังกรเขียวนั้น ถูกกำหนดเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำทิศตะวันออก มีธาตุไม้ และสีประจำธาตุไม้คือสีเขียวและสีฟ้า (Cyan) ฉะนั้นหากพิจารณาตามศาสตร์สัญลักษณ์แล้ว ง้าวมังกรเขียวจึงควรมีสีเขียวหรือฟ้า ไม่ใช่สีดำหรือน้ำเงิน

เพราะสีดำหรือน้ำเงิน เป็นสีประจำธาตุน้ำ มิใช่ธาตุไม้

และหากพิจารณาจากหลักวัสดุศาสตร์ โลหะที่เป็นที่นิยมในยุคนั้นน่าจะเป็นสำริด (青铜) ง้าวมังกรเขียว ก็อาจจะมาจากสีสนิมเขียวของสำริดก็เป็นได้ (แสดงว่าท่านคงออกศึกบ่อย ไม่ค่อยมีเวลาได้ขัดเงา)

การวิเคราะห์สองสามย่อหน้าหลังโปรดอย่าถือจริงจัง เพราะในทางประวัติศาสตร์ ง้าวกวนอูไม่มีอยู่จริง การวิเคราะห์จึงเป็นไปเพื่อเสริมอรรถรสและแสดงให้เห็นวิธีคิดในกรณีเกิดความคลุมเครือ

ความสับสนในสีเขียว น้ำเงิน ฟ้า ดำ ยังเลยไปถึงอารยธรรมอินเดีย จนเคยมีคนเอามาเป็นประเด็นว่าเจ้าชายสิทธัตถะอาจจะเป็นฝรั่งคอเคซอยด์ตาสีฟ้ามาแล้ว เพราะสีตาของท่านที่ถูกระบุว่าเป็นสี “นิละกะ” (สีนิล) ซึ่งเป็นสีที่กินความรวมตั้งแต่สีเขียว น้ำเงิน และดำ เช่นกัน

และนี่อาจจะเป็นหนึ่งในที่มาที่พระรามของอินเดียที่มีกายเป็นสีดอกอัญชัน แต่พอมาถึงไทยก็กลับ “กาย” เป็นสีเขียวซะอย่างนั้นเลย

ก่อนที่จะกลายเป็นมองตะเกียบเห็นโรตี จึงขอหยุดไว้เท่านี้ และปล่อยให้ความสงสัยของท่านผู้อ่านได้งอกเงยพรั่งพรูอย่างเป็นอิสระต่อไป

เสี่ยงชีวิตหมื่นลี้เสาะหาพระวินัย (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579867

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 12:50 น.

เสี่ยงชีวิตหมื่นลี้เสาะหาพระวินัย (1)

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ในประวัติศาสตร์จีนมีนักเดินทางชาวพุทธที่สำคัญอยู่ 3 ท่านคือ พระฝาเสี่ยน พระเสวียนจั้น หรือพระถังซำจั๋ง และพระอี้จิ้ง เรามักจะได้ยินชื่อของพระถังซำจั๋งมากกว่าใคร แต่ท่านที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ พระฝาเสี่ยน ซึ่งเดินทางไปสืบพระศาสนาที่ชมพูทวีป ในสมัยราชวงศ์หนานเป่ย

พระธรรมวินัย คือ ตัวแทนพระศาสนา พระถังซำจั๋งรอนแรมไปชมพูทวีปเพื่อนำพระธรรมกลับมา ส่วนพระฝาเสี่ยนบุกบั่นนับหมื่นๆ ลี้เพื่อแสวงหาพระวินัย

ในยุคของพระฝาเสี่ยนศาสนาพุทธรุ่งเรืองอย่างมาก พระสงฆ์มีความรู้ทางปรัชญา ทั้งยังมีอิทธิพลทางการเมือง แต่กระทำตนตามอำเภอใจ เพราะไม่มีพระวินัยให้ศึกษา แม้การศึกษาพระธรรมจะรุ่งเรือง แต่ส่อวี่แววเสื่อมถอย เพราะขาดรากแก้ว คือพระวินัย

เดิมนั้น พระฝาเสี่ยนบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพราะท่านมักป่วยกระเสาะกระแสะ บิดามารดาจึงฝากท่านไว้กับพระศาสนาที่วัดเซียนถัง ในมณฑลซานซี ต่อมาอายุได้ 20 ก็อุปสมบทที่วัดเดียวกัน พำนักอยู่ที่นั่นนานเกือบ 50 ปี ไม่เคยย่างกรายไปไหน

กระทั่งอายุได้ 50 จึงเดินทางไปศึกษาพระธรรมที่ฉางอัน ได้รับความกระจ่างมากมาย แต่กลับพบว่าพระสงฆ์วินัยเหลวแหลก ซ้ำยังไม่มีคัมภีร์พระวินัยให้ศึกษา สร้างความกลัดกลุ้มแก่ท่านอย่างมาก

ในวัย 62 ปี ท่านจึงตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไปแสวงหาพระวินัยที่ชมพูทวีป แม้ขณะนั้นจะชราภาพมากแล้ว ทั้งยังต้องเดินทางไกลนับหมื่นๆ ลี้ ผ่านภยันตรายมากมาย ท่านก็ตั้งมั่นถวายกายใจเพื่อนำพระวินัยมาสู่แผ่นดินจีนให้จงได้

ในปี ค.ศ. 399 ท่านเดินทางพร้อมกับพระสงฆ์อีก 10 รูป ไปดินแดนตะวันตก ผ่านทะเลทราย ผ่านภูเขาหิมะ ผ่านแผ่นดินที่ไม่เป็นมิตร ภยันตรายนานัปการ ผู้ร่วมคณะต่างล้มหายตายจากไปกระทั่งเหลือท่านกับพระสงฆ์อีกรูป มาถึงกรุงปาฏลีบุตรในที่สุด จนได้พบกับคัมภีร์พระวินัยที่ดั้นด้นค้นหา

ท่านคัดลอกพระวินัยที่กรุงปาฏลีบุตรนาน 3 ปี กระทั่งถึงเวลาที่จะต้องกลับไปวางรากฐานพระวินัยที่จีน แต่พระสงฆ์จีนในคณะอีกรูปไม่คิดกลับ เพราะเบื่อหน่ายกับความหย่อนยานของคณะสงฆ์ที่บ้านเกิด เหลือแต่ท่านฝาเสี่ยนเดินทางกลับเพียงลำพัง แรกท่านเดินทางไปที่ท่าเรือเมืองตามราลิปติ ศึกษาธรรมอีก 2 ปี รวมอยู่ในอินเดีย 5 ปี ต่อมาล่องเรือไปลังกาทวีปศึกษาธรรมอีก 2 ปี

จนวันหนึ่ง เห็นของถวายพระจากเมืองจีน จึงเกิดรำลึกถึงบ้านเกิดยิ่งนัก กอปรกับเก็บเกี่ยวความรู้และคัมภีร์มากพอแล้ว จึงตัดสินใจออกเดินทางกลับเมืองจีน แม้จะอายุมาก และไม่แน่ว่าจะเดินทางกลับถึงแผ่นดินเกิดหรือไม่ ครั้งนั้นท่านอายุถึง 74 ปีแล้ว

ที่ท่านเลือกกลับจีนทางเรือ เพราะเส้นทางสายไหมทางทะเลทรายมีสถานการณ์ไม่แน่นอน อาจถูกภัยสงครามหรือผู้มีอำนาจขัดขวาง ท่านจึงเลือกกลับพร้อมกับเรือสินค้า

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

ขอปิดท้ายด้วยข้อคิดสักเล็กน้อยเรื่องอานุภาพแห่งศีล เรียบเรียงจากอรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร

มีอุบาสกท่านหนึ่ง ชื่อ จักกนะอุบาสก อยู่ในสีหลทวีป(ศรีลังกา) ในเวลายังหนุ่มอยู่นั้นมารดาของเขาเกิดป่วยเป็นโรคและหมอบอกว่าควรจะได้เนื้อกระต่ายสดๆ มาประกอบยา

ลำดับนั้น พี่ชายของจักกนะสั่งว่า “ไปเถอะเจ้าจงไปนา ไปหากระต่ายมาให้แม่”

จักกนะจึงไปที่นานั้น พอดีมีกระต่ายตัวหนึ่งมาเล็มหญ้าอ่อนอยู่ พอมันเห็นเขาแล้วรีบวิ่งหนีไป แต่ไปด้วยอารามรีบร้อนมันจึงไปติดกับเถาวัลย์ จึงส่งเสียงร้อง “แกร่ก แกร่ก” ขึ้นมา

จักกนะตามเสียงนั้นไป จับกระต่ายไว้ได้ ตั้งใจว่าจะเอามาทำยาให้แม่ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าไม่เป็นการสมควรสำหรับเขาที่จะทำลายชีวิตสัตว์อื่นแลกชีวิตแม่ของเรา จึงพูดว่า “ไปเถิดเจ้า ไปกินหญ้ากินน้ำร่วมกับกระต่ายทั้งหลายในป่าเถิด” แล้วปล่อยมันไป

เมื่อกลับถึงบ้าน พี่ชายถามว่า “เป็นอย่างไรน้อง ได้กระต่ายไหม?” จักกนะจึงได้บอกความเป็นไปนั้นให้ทราบ พี่ชายได้ยินจึงต่อว่าอย่างรุนแรง

จักกนะจึงเข้าไปหาแม่แล้วได้ยืนตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาจำความได้ไม่เคยจงใจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย”

ทันใดนั้นด้วยอานุภาพแห่งสัมปัตตวิรัติ แม่ของเขาได้หายจากโรคอย่างปาฏิหาริย์

‘คนเมืองปลูกผัก’ ชักชวนคนเมืองลุกขึ้นมาปลูกผักกินเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579767

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 11:52 น.

‘คนเมืองปลูกผัก’ ชักชวนคนเมืองลุกขึ้นมาปลูกผักกินเอง

“คนเมืองปลูกผัก” เป็นกลุ่มนักปลูกผักที่รักในกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ก่อตั้งในปี 2553 โดย ศิริกุล ซื่อต่อชาติ หรือที่เรียกตัวเองว่า “ป้าป้อม” ที่วันนี้จะมาแนะนำให้รู้จักอะไรดีๆ กินอะไรดีๆ ที่ปลูกเอง ก็ไม่แน่ว่า อ่านจบแล้วอาจอยากไปสมัครเป็นสมาชิกคนเมืองปลูกผัก และปลูกผักปลอดภัยกินเองตลอดไปก็ได้นะ

ป้าป้อม เล่าให้ฟังว่า กลุ่มคนเมืองปลูกผักเริ่มต้นขึ้นพอดีกับที่เป็นช่วงเฟซบุ๊กบูม และเป็นพอดีกับที่ป้าป้อมเริ่มสนใจการปลูกผัก ได้ไปสมัครเรียนวิชาปลูกผักที่“สวนผักบ้านคุณตา” เรียนแล้วก็ร้อนวิชา เพราะกลับบ้านมาปลูกผักทันที (ฮา) กลับมาก็ปลูกผักเลย จากนั้นก็โพสต์ลงเฟซบุ๊กบอกเล่าและชักชวนเพื่อนร่วมสังคมเมืองกรุงให้ลุกขึ้นมาปลูกผักกินเอง

“ก็เลยชักชวนกันมา ตั้งกลุ่มเมื่อคนเมืองอยากปลูกผัก ก็ชวนๆ กันว่า ปลูกผักกันเถอะ จาก 10 คนก็เป็น 100 คน และกลายเป็น 5 หมื่นคนในปัจจุบัน” ป้าป้อมเล่า

ในกลุ่มคนเมืองฯ ก็จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้สำหรับมือใหม่นักปลูกผักว่า อะไรควร อะไรไม่ควร มีทั้งเกร็ดความรู้หรือเกร็ดสุขภาพนำมาฝากกัน

ขณะเดียวกันก็เป็นนักกินข้าวในสวน เพราะจะนัดเจอกันในสวนสาธารณะต่างๆ เพื่อนำกับข้าวที่ปรุงเองจากแต่ละบ้านแต่ละคนมากินและสังสรรค์กัน

“ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสวนสาธารณะในเมือง เช่น สวนรถไฟ ประพฤติปฏิบัติการกินในสวนนี้กันมาตั้งแต่ปี 2554 สนุกมาก มีความสุขมาก เพราะกับข้าวของแต่ละคน เรารู้ว่าคัดเด็ดมาจากสวนของเพื่อนๆ สมาชิกนี่เอง เติมเต็มด้วยสูตรอร่อยๆ ที่ทำกันง่ายๆ แต่อุดมด้วยประโยชน์และความปลอดภัย”

การกินในสวน นัดเจอกันครั้งละ 20-30 คน ต่างคนต่างทำกับข้าวมาจากบ้าน มิได้ซื้อหา เพราะเช่นนั้นจึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมี ด้วยปลูกเองปรุงเอง นอกจากนี้ก็คือการได้เจอกันบ้าง เพื่ออัพเดทหรือตามติดข้อมูลเทคนิคการปลูกผักต่างๆ เช่น การปรุงดิน การทำแปลงเกษตร การถนอมอาหาร การแบ่งปันเมล็ดพันธุ์กิ่งพันธุ์ เป็นต้น

ปลูกผักในเมือง ป้าป้อมยืนยันว่า ทำได้แน่อย่าเพิ่งตื่นตูมว่า ไม่มีที่ดิน ไม่มีพื้นที่มือร้อนหรือไม่มีเวลา ลองดูว่า จะทำได้สักตั้งไหม เพราะอย่างสมาชิกบางคนก็ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับปลูกพืชผัก แต่อาศัยปลูกตามแนวตะเข็บกำแพง ปลูกลอยฟ้า ปลูกพืชแนวตั้ง ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีวิธีทำได้ทั้งสิ้น

สำหรับผู้สนใจกิจกรรมของคนเมืองอยากปลูกผัก ป้าป้อมแนะนำว่า สามารถติดตามได้จากเพจ : ป้าป้อมปลูกผัก ซึ่งจะเป็นเพจที่ใช้สำหรับประชาสัมพันธ์สอนการปลูกผักโดยตรง กับเพจ : ปลูกง่ายๆ สไตล์คนเมือง ที่สอนตั้งแต่การเพาะถั่วงอก เพาะต้นอ่อนพืช เช่น ทานตะวัน หรือการเพาะกล้าผัก

“ใครสนใจเต็มที่ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นมาปลูกผักกินเอง ไม่ง้อผักสารเคมีปนเปื้อนที่มีขายอยู่เต็มท้องตลาด ก็เชื้อเชิญให้มาเป็นสมาชิกนักปลูกผักคนเมืองด้วยกัน เรามีศูนย์เรียนรู้ปลูกง่ายๆ สไตล์คนเมือง ตั้งอยู่ที่ย่านสุขุมวิท 71ใครว่างก็เชิญได้ทุกเมื่อ”

นอกจากนี้กลุ่มคนเมืองอยากปลูกผักยังจัดจำหน่ายสินค้า ได้แก่ผักและพืชผลทางการเกษตรแปรรูปในหลายสถานที่ส่วนใหญ่ออกร้านในงานออร์แกนิกหรืออีเวนต์ด้านสุขภาพทั่วไป ใครสนใจอุดหนุนก็แวะเวียนเข้ามาดูรายละเอียดกิจกรรมงานอีเวนต์ที่กลุ่มคนเมืองฯ นำสินค้าไปออกร้านได้ตลอดทั้งปีที่เพจป้าป้อมปลูกผักหรือเพจปลูกง่ายๆ สไตล์คนเมืองก็ได้

ป้าป้อมตบท้ายว่า ครัวคนเมืองที่ควรจะเป็นคือครัวที่ได้วัตถุดิบมาจากแหล่งที่เราปลูก สำคัญว่าคนเมืองก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของอาหารปลอดภัย ไม่ใช่ว่าซื้อกินตลอดเวลา ซื้อกินทุกมื้อ พวกอาหารถุงหรืออาหารที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหน? ปรุงทำอย่างไร? ต่อยอดจากการปลูกผักก็ทำอะไรกินเองที่บ้าน ได้ทั้งสุขภาพที่ดีและอารมณ์จิตใจที่แจ่มใส

นักสื่อสาร‘KANT’ เดินทางบนเส้นทางท่องเที่ยว โรงแรม ไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579761

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 11:21 น.

นักสื่อสาร‘KANT’ เดินทางบนเส้นทางท่องเที่ยว โรงแรม ไลฟ์สไตล์

อดีตผู้ประกาศข่าว กานต์จอมอินตา กลายเป็นนักเดินทางที่สื่อสารข้อมูล ความรู้ และภาพถ่ายผ่านเพจเฟซบุ๊ก “KANT” พื้นที่ที่บอกเล่าวิถีการเดินทางในแบบของเขา ภายใต้ 3 คอนเซ็ปต์หลัก “ท่องเที่ยวโรงแรม ไลฟ์สไตล์”

กานต์เล่าว่า ราว 10 ปีก่อนสมัยเป็นผู้ประกาศข่าว เขาเห็นสกู๊ปข่าวต่างประเทศมากๆ เข้า จนเกิดความรู้สึกอยากไปจึงเริ่มหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เก็บไว้และเริ่มเดินทาง

“ประเทศแรกที่ผมไปคือ อินเดีย เพราะใครๆ ก็บอกว่าอินเดียเป็นประเทศปราบเซียนเราก็อยากรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วอินเดียเป็นยังไง สรุปผมไป 8 วัน กลายเป็น 8 วันที่ทรมานมาก เพราะเที่ยวยาก กินยาก

แต่สุดท้ายเราก็มองว่ามันเป็นการฝึก เป็นประสบการณ์ และเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักเดินทาง”

ส่วนจุดเริ่มต้นในการทำเพจเกิดขึ้นเพราะเขาอยากสื่อสารเรื่องราวและภาพถ่ายตามจิตวิญญาณของนักข่าว ทำให้ช่วงที่ลาออกจากงานประจำ (2 ปีก่อน) เขาได้กลับมาทำเพจที่เคยเปิดไว้อย่างจริงจังโดยเปลี่ยนชื่อเพจจาก KANT Journey ให้เหลือเพียงคำหน้า พร้อมวางคอนเซ็ปต์ใหม่เป็นท่องเที่ยว โรงแรม ไลฟ์สไตล์ โดยเน้นวิถีชีวิตแบบกานต์มากขึ้น

“เพจของผมค่อนข้างจะจริงจังกับเนื้อหา เน้นให้ข้อมูล และเลือกใช้ภาพที่สวย ผมจะทำงานเหมือนการเขียนคอลัมน์ในแมกกาซีน แต่แค่เปลี่ยนจากรูปเล่มมาเป็นออนไลน์ ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่การเล่าว่าเจออะไรมา แต่ต้องให้ผู้อ่านได้รับความรู้และประโยชน์จากสิ่งที่เราทำด้วย”

เขากล่าวด้วยว่า การปั้นเพจให้เป็นที่รู้จักต้องสร้างคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะเนื้อหาที่เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องมีกลวิธีในการเล่าเฉพาะของตัวเอง

“พอเราโตขึ้นทำให้วิถีในการเที่ยวเปลี่ยนไป ตอนนี้ผมไม่ได้ตะบี้ตะบันเที่ยวเหมือนแต่ก่อน ไม่ไปเก็บเช็กลิสต์ ไม่ไปเช็กอินแลนด์มาร์ค แต่ผมชอบไปพักผ่อนในโรงแรม โดยจะหาโรงแรมที่มีคอนเซ็ปต์หรือมีวิวสวย เพื่อไปพัก เพื่อไปอยู่กับตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติ ให้รางวัลกับจิตใจแล้วค่อยกลับไปทำงาน” กานต์กล่าวต่อ

“คงเคยได้ยินมาว่าเราควรออกไปเปิดโลก มันเป็นเรื่องจริง เพราะการเดินทางทำให้เราเข้าใจโลก เข้าใจตัวเองมากขึ้น ทำให้เราไม่ได้ถูกครอบอยู่กับวิถีชีวิตเดิมๆ ที่เคยเป็น

และหลังจากได้เริ่มต้นเดินทางแล้วเราจะโหยหาการท่องเที่ยวตลอดเวลา เพื่อไปดูสิว่าประเทศนั้นมีอัตลักษณ์อย่างไร แล้วเราจะไม่ตั้งคำถาม แต่จะเข้าใจโลกมากขึ้น”

นอกจากนี้ เขายังมีเว็บไซต์ kantism.coที่แบ่งเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และข่าวประชาสัมพันธ์ เสมือนเป็นบ้านหลังใหญ่ของตัวเอง

“การเดินทางจะทำให้รู้ว่าเราเหมาะกับอะไร และควรไปตรงไหน ประสบการณ์จะเป็นตัวบอกเราว่านี่แหละคือสิ่งที่เราถนัด และยังทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของโลกใบนี้ เราจะไม่นำตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วตัดสินใจคนที่ไม่เหมือนเราว่าเป็นคนแปลก เพราะทุกเรื่องบนโลกมีเหตุผลเสมอ ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องน่าแปลก แต่เป็นเรื่องน่าเข้าใจมากกว่า” เขากล่าวทิ้งท้าย

แม้ไม่ใช่แบ็กแพ็กเกอร์ แต่เป็นคนที่อยากไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนในโรงแรมดีไซน์สวย และควรค่าแก่การไปชาร์จพลังหากคุณกำลังตามหาสถานที่ที่ทำให้ลืมคำว่างานได้ชั่วขณะ

ติดตามเรื่องราวการเดินทางและไลฟ์สไตล์ในแบบของกานต์ได้ที่เพจเฟซบุ๊กKANT และเว็บไซต์ kantism.co

ทิฆัมพร อยู่กำเหนิด+ร่มเกล้า อมาตยกุล คู่ซี้ผู้ประกาศข่าวสาวสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579757

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 10:56 น.

ทิฆัมพร อยู่กำเหนิด+ร่มเกล้า อมาตยกุล คู่ซี้ผู้ประกาศข่าวสาวสวย

สาวสวยมากความสามารถ “ลูกเกด” ร่มเกล้า อมาตยกุล คือผู้ประกาศข่าวประจำรายการข่าวเด่นช่อง 8 (11.40-13.35 น.) และอีกรายการก็คือ คุยข่าวค่ำช่อง 8 (22.30-00.15 น.) ออกอากาศทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ทั้งสองรายการ ควงคู่มากับเพื่อนสาวคู่ซี้ “แนส” ทิฆัมพร อยู่กำเหนิด ซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวของรายการคุยข่าวปากท้อง (09.10-10.20 น.) และรายการคุยข่าวค่ำช่อง 8 ซึ่งทำด้วยกันกับลูกเกด โดยออกอากาศทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ทั้งสองรายการเช่นกัน

สองสาวมาเล่าถึงความสนิทสนมในฐานะเพื่อนซี้ในสายงานให้ฟัง

ลูกเกด พูดถึง แนส

“ช่วงแรกๆ ที่แนสเข้ามาทำงานที่ช่อง 8 เราสองคนก็ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร เพราะตอนนั้นน้องอ่านข่าวช่วงเช้า อ่านเสร็จก็กลับบ้าน เลยยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน จนวันหนึ่งเฮียฮ้อ (สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์)ให้เราทำงานร่วมกัน โดยวางตัว เกด แนส และพี่อ๊อฟ-อัครพล ทองธราดล ไว้ในรายการคุยข่าวค่ำช่อง 8 เราสองคนจึงค่อยๆ เริ่มรู้จักกัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ทำรายการข่าวด้วยกันมา 2 ปีแล้วค่ะ

ตั้งแต่วันแรกแนสเป็นน้องที่น่ารักมาก จำได้ว่าตอนทำเดโมรายการ เราต้องซ้อมเปิดรายการกันทุกวัน โดยซ้อมอยู่ 1 เดือนเต็ม เลยเจอกันทุกวัน แรกๆ ก็คุยกันตามมารยาท แต่ไม่คิดเลยว่าจะเจอคนประเภทเดียวกัน (หัวเราะ) เลยคุยกันรู้เรื่อง

จริงๆ เห็นแบบนี้เกดเป็นคนตลกและแอบทะลึ่งนะ แต่พอเล่นมุขทะลึ่งทีไร น้องดันรับมุขเกดได้อีก (หัวเราะ) เราสองคนก็เลยเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าเจอกัน7 วัน บ่อยยิ่งกว่าแฟนอีก”

ลูกเกด บอกว่า การได้ร่วมงานกับใครสักคนแล้วคลิกกัน หรือทำงานได้เข้าขากัน คนแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ แต่พอได้มาร่วมงานกับแนสก็รู้สึกได้เลยว่าทั้งสองคนมีจุดมุ่งหมายในการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เกดกับน้องมีนิสัยเหมือนกัน คือเราจะให้ความสำคัญในเรื่องการทำงานเป็นหลัก อีกอย่างเราสองคนไม่ได้มีนิสัยผู้ยิ้งผู้หญิงไม่จุกจิก ไม่ขี้เมาท์ นิสัยออกจะแมนๆ ด้วยกันทั้งคู่ ทำให้เราเข้ากันได้ดี เวลาทำงานก็คือรู้ใจกันโดยที่ไม่ต้องนัด อย่างเวลาที่อ่านข่าวเบื้องหน้า เราสองคนจะปล่อยมุขและรับมุขทันกันเลย ตอนออกอากาศจึงช่วยให้อรรถรสในการทำงานมันสนุกขึ้น ซึ่งคนดูรายการก็จะสัมผัสได้ นี่คือสิ่งที่เกดรู้สึกประทับใจในตัวน้อง

ที่จริงตอนนี้เราคุยกันได้ทุกเรื่องเลยล่ะ เพราะเรามีแบ็กกราวด์ของครอบครัวที่คล้ายกัน แถมการทำงานที่ผ่านมา เราได้เจอประสบการณ์ที่ยากๆ หรือหนักหน่วงมาเหมือนกัน เราจึงสามารถแชร์ความรู้สึกหรือแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้กันได้ แต่เป็นการแชร์ที่ให้กำลังใจกันซะมากกว่าค่ะ” (ยิ้ม)

ลูกเกด บอกว่า ในการทำงานร่วมกันแรกๆ แนสก็มีเรื่องเปิ่นๆ ให้พูดถึงเช่นกัน ซึ่งเรื่องที่ว่านี้ก็คือ การส่งมุข การรับมุขตอนรายการข่าวออกอากาศนี่แหละ

“ช่วงแรกๆ แนสจะรับมุขไม่ทัน พูดง่ายๆว่ามุขแป้ก (หัวเราะ) แต่พอหลังๆ แนสก็เริ่มตามมุขทัน เราจึงเริ่มรับส่งมุขกลางรายการได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อ้อ! อีกอย่างที่ขอเมาท์เลยก็คือ แนสจะเป็นคนที่กลัวงูมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งจะมีข่าวเกี่ยวกับงูเยอะมาก เวลาอ่านข่าวงูนี่แนสจะไม่ยอมมองจอเลย เพราะนางบอกว่ากลัวจะติดตาแล้วเก็บไปฝัน

เกดก็ชอบแกล้งน้องเป็นประจำ เช่น จะแกล้งพูดว่า ‘คุณรู้ได้ยังไงว่างูตัวใหญ่ในเมื่อคุณไม่ได้ดูจอทีวีเลย’ พูดง่ายๆ ว่าแกล้งหยอกน้องออกอากาศเลยค่ะ” (หัวเราะ)

ลูกเกด เสริมว่า ทั้งคู่มีกิจกรรมฮาๆ อย่างหนึ่งที่ชอบทำร่วมกัน นั่นก็คือการอัดคลิป TikTok ซึ่งเป็นคลิปตลกๆ ที่ต้องขยับปากให้ตรงกับเสียงพูดในแอพ หลังจากเล่นกันอยู่เป็นเดือน ก็เริ่มขยับปากและแอ็กติ้งตรงกับคำพูด เลยอัดกันไปหลายคลิปเลย บางคลิปก็เต้นตามเพลงบ้าง ปรากฏว่ามีคนตามดูเป็นหลักแสนหลักล้านทีเดียว ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดีต่อรายการข่าวมากๆ และทำให้รู้ว่าสองสาวเป็นสายฮาที่มีอารมณ์ขันไม่แพ้ใคร

“สิ่งที่เกดเป็นห่วงแนสมีอยู่เรื่องเดียวก็คือ การดูแลสุขภาพ เพราะน้องมักจะนอนดึก แล้วต้องตื่นมาอ่านข่าวช่วงเช้าด้วย ก็เลยอยากให้น้องดูแลตัวเองในเรื่องการนอน อยากให้นอนมากกว่าเดิมอีกสัก 1-2 ชั่วโมง นอกจากนี้เกดยังชวนน้องไปเข้าคลาสเต้นโคโรกราฟด้วยกัน ก็เพราะอยากให้น้องมีสุขภาพที่ดี เขาจะได้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยค่ะ”

แนส พูดถึง ลูกเกด

“ช่วงแรกๆ ที่เจอพี่เกด เราก็มองว่า โอ้โห! ร่มเกล้า อมาตยกุล ไฮโซ สวยๆ สง่าๆ มาดนางแบบ ส่วนพี่อ๊อฟ อัครพล ก็ดูหล่อมาดดี แต่เรานี่สิเป็นผู้ประกาศข่าวที่ธรรมดามาก ทำให้ตอนที่เริ่มงานกันแรกๆ แนสจะรู้สึกเกร็งๆ หน่อย กลัวพวกพี่ๆจะไม่รัก (หัวเราะ) แต่พอได้ทำงานร่วมกันไปนานๆ ก็เริ่มคุยเล่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่าพี่เกดไม่ได้มีมาดเยอะอย่างที่เราคิด

นางเป็นคนตลก ชอบเล่นมุข พูดทะลึ่งกันก็บ่อย แถมใจดีอีกต่างหาก แนสก็เลยรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย เพราะตอนที่เริ่มทำงานด้วยกันเรามาจากช่องอื่นด้วยไงคะ แต่พอพี่เกดให้คำแนะนำ และปล่อยมุขกันในรายการบ่อยๆ จนตอนนี้เราสองคนกลายเป็นคู่หูคู่ฮาไปแล้วค่ะ (หัวเราะ)

สิ่งที่แนสประทับใจในตัวพี่เกด อันดับแรกก็คือ บุคลิกที่สวยเพอร์เฟกต์ของเขา แต่นอกจากภาพลักษณ์ที่ดูดีแล้ว เมื่อเราเริ่มสนิทกัน ก็ยิ่งทำให้รู้ว่าพี่เกดไม่ได้อยู่ในกรอบแบบที่เราคิดไว้เลย แนสรู้สึกว่าคนแบบนี้นี่แหละคือมืออาชีพ อีกอย่างที่แนสรู้สึกประทับใจเขาก็คือ พี่เกดรักพ่อแม่ ทำงานเพื่อครอบครัว ซึ่งก็เหมือนกับแนสเลยค่ะ”

แนส บอกว่า ตั้งแต่ได้เริ่มงานกับลูกเกด ทั้งสองก็ทำงานด้วยกันได้ดีมาตลอด จะไม่มีการแกล้งกันหรือรับน้องในการทำงานเลย เรียกว่าเป็นการทำงานที่สบายใจ ทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือกัน ฉะนั้นงานที่ทำร่วมกันจึงออกมาดี ไม่มีใครชิงความเด่นมากกว่าใคร ทุกคนโดดเด่นในแต่ละด้าน เลยทำให้เรตติ้งรายการคุยข่าวค่ำออกมาดีและเข้าถึงคนดูได้มากขึ้น

“พี่เกดทำให้แนสรู้สึกว่าตัวเองทำงานอยู่ที่ช่อง 8 ได้ง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยเรามีพี่สาวใจดีและมีทีมที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจ แม้แต่ทีม ‘คุยข่าวปากท้อง’อีกรายการหนึ่งที่แนสทำ เพื่อนร่วมงานก็น่ารักเช่นกัน ข้อดีของพี่เกดอีกอย่างก็คือ ถึงเราจะสนิทกัน แต่เราก็จะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของกันและกันมากจนเกินไป ถ้าพี่เกดอยากปรึกษาแนส เขาก็จะมาเล่ามาคุยกับเราเอง บางทีเราไม่ต้องไปถามเลยนี่แหละค่ะที่ทำให้เราสองคนคบกันได้

สำหรับความโก๊ะของพี่เกด เห็นสวยๆ เพอร์เฟกต์แบบนี้ แต่นางก็มีความเปิ่นอยู่ในตัวเหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากอ่านข่าวดึกเสร็จ นางก็จะรีบกลับบ้าน แล้วรถที่นางใช้จะเป็นรถรุ่นที่คนช่อง 8ใช้กันเยอะมาก ปรากฏว่าวันนั้นนางก็เปิดประตูรถแล้วก้าวเข้าไปนั่งทันทีเพราะประตูไม่ได้ล็อกไว้

ตอนแรกนางก็คิดว่าตัวเองลืมล็อกรถแล้วนางก็นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างสบายใจ แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมแก้วน้ำในรถนี้มันดูแปลกๆ ไม่เหมือนของนางฉับพลันสติก็กลับคืนมา นางเลยรู้ตัวว่า เอ๊ย! นี่ไม่ใช่รถนางนี่หว่า (หัวเราะ) จากนั้นนางก็รีบลุกออกจากรถคันนั้นทันที นี่ก็เป็นเรื่องเปิ่นๆ น่ารักๆ ของนาง โอ๊ย!ยังมีอีกหลายเรื่องเลยละค่ะ”

แนส เสริมว่า สำหรับกิจกรรมที่ลูกเกดชอบชวนเธอไปทำด้วยกันก็คือ การไปเรียนเต้นโคโรกราฟ ซึ่งช่วงแรกๆ ลูกเกดจะไปฝึกเต้นมาก่อน เพราะการออกกำลังกายด้วยการเต้นโคโรกราฟนี้เป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานมาก นอกจากการแกะท่าเต้นสวยๆ ตามเสียงเพลงแล้ว มันยังช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

“กิจกรรมการเต้นโคโรกราฟนี้เราเริ่มกันเมื่อปลายปีที่แล้ว คือเราไม่ได้หวังว่าจะเต้นได้ท่าสวยเหมือนแดนเซอร์หรือนักร้อง แต่จุดประสงค์ของเราคืออยากออกกำลังกายแบบสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ แล้วยังเผาผลาญแคลอรีได้ดีไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเวลาเต้นส่วนใหญ่เราจะใช้เพลงไทยในยุค 90’s เต้นกันโดยมีคุณครูมาสอนให้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่พวกเราชอบไปทำด้วยกันมากๆ ในช่วงนี้

สิ่งที่แนสเป็นห่วงพี่เกดก็คือเรื่องสุขภาพเช่นกัน เพราะทราบมาว่าก่อนที่แนสจะเข้ามาทำงาน พี่เกดก็ป่วยบ่อยเนื่องจากทำงานเยอะ แต่พอพี่เขาได้ไปออกกำลังกาย ทั้งเข้าคลาสเต้น ทั้งโยคะ และเล่นฟิตเนส ตอนนี้สุขภาพพี่เกดดีขึ้นมากๆ เพราะเขาเป็นคนมีวินัยด้วย อ้อ! ในเมื่อพี่เกดดูแลตัวเองได้ดีแล้ว แนสก็อยากให้มีผู้ชายดีๆสักคนมาดูแลเขาด้วย (หัวเราะ) แนสอยากให้พี่เกดมีความสุข สำหรับตัวแนสแล้วขอดูนิสัยของคนที่เข้ามาไปเรื่อยๆ ก่อนค่ะ แนสยังไม่รีบ”

ติดตามผลงานของลูกเกดได้ที่ IG :romklao_ch8, FB : romklao TikTok :loukkade_romklao

ติดตามผลงานของแนสได้ที่ IG : nazzy_ch8, FB : แนส ทิฆัมพร อยู่กำเหนิดTikTok : nazzika

สุภา ลิ้มวงศ์ สอนเด็กๆ ปั้น ปัก ถัก วาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579750

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 10:20 น.

สุภา ลิ้มวงศ์ สอนเด็กๆ ปั้น ปัก ถัก วาด

ต้องมีมากเท่าไหนถึงจะแบ่งปันคนที่มีน้อยกว่า มากน้อยของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่จิตใจที่คิดอยากแบ่งปันนั้นต่างหาก มีค่ามากกว่ามูลค่าของทรัพย์สมบัติ

สุภา ลิ้มวงศ์ อดีตบรรณาธิการ อิน แมกกาซีน ทำงานสื่อสารมวลชนมา 30 ปี วันนี้เธอผันตัวไปทำงานส่วนตัวเล็กๆ ที่เกี่ยวกับงานประดิษฐ์ มีร้านชื่อ “ที่ 1” เป็นล็อกขายแจ็กเกตยีนส์ ที่ตลาดนัดรถไฟรัชดา และเจ้าของแฟนเพจ supapradit แต่อุดมการณ์ในการทำงานจิตอาสาไม่เคยผันแปร

ความสุขที่เกิดขึ้นจากการแบ่งปันไม่เคยลดน้อยลง กลับยิ่งมีโอกาสได้แบ่งปันมากขึ้น จากเวลาที่คล่องตัวจัดสรรได้เอง และจากทักษะที่เธอมี เย็บ ปัก ถัก ร้อย วาด และห้วงเวลาหนึ่งของเด็กๆ ก็สดใสขึ้น จากการแบ่งปันของเธอ

“ถ้าเราเห็นอะไรที่เราสามารถทำได้มากกว่าที่เราทำเป็นก็อยากสอน เป็นนิสัยตั้งแต่เด็กแล้ว มัธยมเริ่มผมยาวก็เริ่มถักผมให้เพื่อนที่โรงเรียน พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้เรารู้จักคนแบบต่างๆ เข้ากับคนได้ง่าย เรื่องจิตอาสาเราก็ทำอยู่เรื่อยๆ ที่มีโอกาส”

สำหรับงานจิตอาสาล่าสุดที่ทำ คือ “โครงการ ป๊อบ ปั้น ปัก ถัก วาด” ซึ่งเป็นโครงการของโรงเรียนสอนวาดรูปป๊อปอาร์ต (POP ART) ของ “ครูปู” กนิษฐา ประสิทธิชัย” และ “ครูจุ๊” กัลย์ รามสูตร” ที่เธอเรียนอยู่

“สานต่อมาจากที่เคยไปสอนวาดรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

เมื่อปีที่แล้วทางโรงเรียนติดต่อมาทางครูจุ๊ ครูปู ขอให้สอนเย็บปักถักร้อย เพื่อให้เด็กๆ ได้นำไปต่อยอดในการดำรงชีวิต และเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน น้องๆ เป็นเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปะเกอกะเญอและม้ง จึงได้ร่วมทีมไปสอนปักผ้าแก่เด็กๆ ร่วมกับเพื่อนๆที่แบ่งทีม ทั้งปั้นหน้าตุ๊กตา ถักตุ๊กตาชาวเขา และวาดรูปสมเด็จย่า”

การได้ร่วมทำงานจิตอาสากับป๊อปอาร์ตเคยได้ร่วมสอนวาดภาพมาหลายครั้งแล้ว ทั้งเด็กๆ และประชาชนทั่วไป เคยไปเป็นผู้ช่วยครูปู ครูจุ๊ สอนวาดภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายครั้ง ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เคยวาดรูปขาย ปักผ้าขาย เพื่อนำเงินหรือซื้อของไปมอบให้เด็กๆ ที่อยู่ห่างไกล บางครั้งก็ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลน

“สำหรับการทำงานจิตอาสา พวกเราชาวป๊อปอาร์ตได้ตั้งปณิธานที่จะสานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่พระองค์จากไป พวกเราก็แปลงความทุกข์ เศร้า ให้เป็นแรงผลักดันให้ทำในสิ่งที่ดีๆ เพื่อคนอื่น”

นอกจากร่วมกับกลุ่มป๊อปอาร์ต สุภายังทำอีกหลายอย่าง ที่ทำต่อเนื่องอยู่เสมอก็คือช่วยโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญซึ่งพี่สาวสอนอยู่ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์

“เคยทำงานฝีมือขายโดยบอกว่าจะเอาเงินไปทำบุญ สร้างอาคารเรียนหลักสูตรหนึ่งของอนุบาล ที่โรงเรียนที่พี่สาวสอนอยู่ เราเลยช่วยพี่สาวหางบประมาณ ก็มีเพื่อนๆ ช่วยซื้อ อย่างของราคา 100 บาท ก็โอนเงินมาให้ 500 1,000 ฝากทำบุญด้วย ตอนนั้นใช้เงินตัวเองลงทุนไป 5 หมื่นบาท ขายของได้เงิน 2 แสนกว่าบาท

เวลากลับบ้านไปหาพี่สาวที่อุตรดิตถ์ก็ไปสอนวาดรูป พาเด็กๆ เดินไปตามหมู่บ้าน เก็บดอกไม้ ใบไม้ ดิน หินมาตำมาใส่น้ำ เพื่อเอาสีจากธรรมชาติมาวาดรูป มาระบาย

เด็กๆ ชอบมาก มีความสุข เราเองก็มีความสุขมาก เรารักเด็ก ไม่มีลูก อยู่กับเด็กๆได้เห็นจินตนาการของเขา มันอะเมซิ่ง แต่ละคนน่าตื่นเต้น เด็กหลากหลายเด็กกรุงเทพฯ สอนวาดรูปเขาก็แสดงออกอีกแบบหนึ่ง เด็กต่างจังหวัดก็รู้สึกอีกแบบหนึ่งเด็กตาบอดก็เคยไปเป็นครูช่วยสอน เราก็ทึ่งว่าเขามองไม่เห็นแต่เขามีวิธีการวาดของเขา”

สุภา บอกว่า ไม่ต้องมีมากก็สามารถเป็นจิตอาสาได้ เชื่อว่าในจิตใจทุกคนนั้นมีความเอื้ออารี แบ่งปันอยู่แล้ว

“เห็นจากรัชกาลที่ 10 มีโครงการจิตอาสา คนเข้าร่วมเยอะมาก จริงๆคนไทยเรา สังคมไทยเราชอบช่วยเหลือกัน อย่างมีคุณยายขายของอยู่ริมถนน ก็มีน้องๆ วัยรุ่นไปช่วยขาย คนก็หันมาสนใจช่วยซื้อมากขึ้น เราเห็นยังรู้สึกน่ารักดี

คนที่ผ่านมาเห็นคนทำดี ก็เกิดความรู้สึกอยากทำ เป็นความดีต่อๆ กันได้อย่างเด็กที่เราสอนวาดรูป พอเขาทำเป็นเขาก็ไปสอนคนอื่นๆ ให้ทำเป็นเพิ่มขึ้น”

ทุกครั้งที่สุภาได้มีโอกาสไปร่วมทำงานจิตอาสา ความรู้สึกนอกจากจะมีความสุขที่มีโอกาสได้เป็นผู้ให้แล้ว เธอบอกว่ายังทำให้ได้รู้จักผู้คนอีกมากมาย

“ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่แตกต่างกัน ได้เห็นมิตรภาพ และที่สำคัญอีกอย่างคือ เราได้รับน้ำใจจากเพื่อนๆ จากผู้คนอีกมากมาย ทำให้เราสัมผัสได้ว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกัน

สังคมเราไม่ต้องซื้อขายตลอดเวลา สังคมมีการเอื้ออาทรจิตใจคนก็อ่อนโยนขึ้น ด้วยเศรษฐกิจ สังคมมันรวดเร็ว คนไม่หันมามองกัน ถ้าสังคมเรามีเรื่องดีๆ เราแชร์เรื่องดีเยอะๆ คนก็เห็นความดีเยอะ คนก็รับรู้ สุดท้ายคนที่เราเคยช่วยเหลือเขาก็ไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ”