ภัคพงศ์ พจนารถ ถ้า3ปีแก้ฝุ่นไม่จบ มันจะอยู่กับเราอีกยาวนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579747

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 10:02 น.

ภัคพงศ์ พจนารถ ถ้า3ปีแก้ฝุ่นไม่จบ มันจะอยู่กับเราอีกยาวนาน

โดย ธเนศน์ นุ่นมัน

กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชาว กทม.และปริมณฑล พร้อมใจกันตื่นตัวต่อปรากฏการณ์พิษหมอกควันจากฝุ่นขนาดอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า ฝุ่น PM2.5

ความสนใจเรื่องนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ แสวงหาความรู้ เฝ้าดูตัวเลขระดับมลพิษในทุกเช้า ตามหาต้นตอที่แท้จริงของฝุ่นละออง PM2.5 จนได้ทราบว่าส่วนใหญ่เกิดจากอะไร และได้ทราบด้วยว่ามลพิษนี้เคยอาละวาดมาแล้วทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ปัญหา PM2.5 เป็นสิ่งที่ ผศ.ภัคพงศ์ พจนารถ รักษาการแทนคณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บอกว่า ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เป็นเรื่องที่มีมานานหลายปี

“ที่จริงแล้ว เราสามารถเรียกกรณีฝุ่น PM2.5 ว่าเป็นปัญหามลพิษประจำฤดูหนาวของ กทม. เมื่อก่อนก็เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่เราคิดว่าเป็นหมอกช่วงหน้าหนาวซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ เรื่องนี้เพิ่งตื่นตัวกันเมื่อปีสองปีก่อนนี้เอง เมื่อมีการพูดถึงอันตรายก็มีการเรียกร้องให้ภาครัฐเผยแพร่ข้อมูล กรมควบคุมมลพิษต้องหาเครื่องมือมาตรวจสอบและออกมาระบุค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI มีการตรวจติดตามฝุ่นละออง PM2.5 อย่างต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ

…เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงฤดูฝนไม่มีปัญหานี้ ทั้งๆ ที่การจราจรก็เหมือนเดิม แต่พบในระดับวิกฤตในฤดูหนาว เพราะสภาพอากาศฤดูนี้มีความกดอากาศสูง และมักจะเกิดสภาพอากาศนิ่งไม่ค่อยมีการระบายอากาศ ทำให้ฝุ่นละอองที่ถูกปล่อยมาแต่ละวันจึงสามารถสะสมตัวในแนวดิ่ง ต่างจากช่วงฤดูฝนที่อากาศระบายได้ดี มลพิษทางอากาศต่างๆ จะยกตัวขึ้นไปในบรรยากาศระดับสูงขึ้นด้วยการพาความร้อนของอากาศ และฝนที่ตกลงมาก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่น

…เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็สรุปได้ว่า ถ้าแหล่งกำเนิดซึ่งหมายถึงไอเสียจากรถยนต์ยังไม่เปลี่ยนแปลง ทุกฤดูหนาว เราก็เสี่ยงที่จะเจอปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับวิกฤตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง”

นอกจาก กทม.และปริมณฑลแล้ว อาจารย์ภัคพงศ์ ระบุว่า จังหวัดอื่นๆ ก็เจอปัญหานี้เช่นกัน และเกิดขึ้นทุกปีในภาคเหนือ รวมถึงพบว่าปัญหานี้กำลังกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของเมืองใหญ่ๆทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย

“ปัญหานี้เกิดคู่กับการพัฒนาเมืองมาตลอด มีเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศเป็นอันดับต้นๆ ของโลกหลายแห่ง สาเหตุหลักๆ มาจากแหล่งกำเนิดที่ปล่อยออกมามากเกินกว่าขีดความสามารถของตัวกลางคืออากาศจะรองรับและระบายได้ทัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น หรือหลายประเทศในยุโรปก็เคยประสบปัญหานี้เมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบัน สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้แล้ว โดยใช้เวลาแก้นับสิบปี

ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ญี่ปุ่นแก้โดยใช้ยาแรง ห้ามรถยนต์ดีเซลวิ่งในเขตโตเกียว เป็นการออกคำสั่งห้ามโดยท้องถิ่น คือเมืองโตเกียวเอง ไม่ใช่จากรัฐบาลกลาง

ภัคพงศ์ กล่าวว่า เมืองใหญ่ทั่วจีนที่แก้ปัญหาเรื่องนี้มาแล้ว 5-6 ปี ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังทั้งในภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน มีบทลงโทษขั้นรุนแรงสำหรับผู้ก่อมลพิษทางอากาศ ที่สำคัญคือ รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ มาตรการระยะสั้น จีนได้จำกัดการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง กำหนดพื้นที่และเวลาที่ห้ามรถยนต์ส่วนตัววิ่งเข้าเมือง กำหนดทะเบียนเลขคู่และเลขคี่สำหรับบางพื้นที่และบางเวลาปรับปรุงอุตสาหกรรมรถยนต์ให้เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาเป็นใช้ไฟฟ้า กำหนดค่ามาตรฐานของน้ำมันให้สูงขึ้น ในระยะยาวได้ออกคำสั่งย้ายโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูงออกไปจากเมืองใหญ่ให้ไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เห็นได้ว่าการจัดการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองมีการพัฒนาการที่รวดเร็วและเห็นผลทันใจกว่าเมื่อสมัยที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเสียอีก

คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม นิด้า ระบุว่า หากมองปัญหานี้อย่างจริงจัง ก็ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักว่าแม้ในปีนี้จะคลี่คลายลงเมื่ออากาศเปลี่ยนไป แต่ปัญหานี้ก็จะวนกลับมาเกิดใน กทม.และปริมณฑลอีก การแก้ปัญหานี้จึงต้องดำเนินการอย่างในระยะยาว

“เราต้องลด PM2.5 จากแหล่งกำเนิด แต่ก็เป็นวิธีการที่ใช้ต้นทุนทางการเงินสูงและกระทบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน ภาครัฐในหลายประเทศจึงยังไม่กล้าใช้ยาแรงกับการลดที่แหล่งกำเนิด หากเราจำกัดหรือยกเลิกการใช้รถดีเซลใน กทม. ควบคุมการเผาในที่โล่งในปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง รับรองว่าคุณภาพอากาศดีขึ้นแน่นอน

…มาตรการระยะยาว คือ เปลี่ยนประเภทของเชื้อเพลิงของรถโดยสารสาธารณะ การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและคุณภาพรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5/6 การปรับลดอายุการตรวจสภาพรถยนต์ใช้งาน การเพิ่มภาษีรถยนต์เก่า จัดโซนนิ่งจำกัดจำนวนรถเข้าเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น หากทำได้จริงก็มีส่วนช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้”

อาจารย์คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อมนิด้า กล่าวอีกว่า แม้ในอนาคตอันใกล้นี้ หลายพื้นที่ใน กทม.และปริมณฑลจะก่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จ สามารถใช้งานได้แล้วแต่ก็อาจจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นคลี่คลาย เนื่องจาก กทม.และปริมณฑล เป็นกลุ่มเมืองที่มีความพิเศษคือ เป็นเมืองหลักแห่งเดียวของประเทศ ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและมีเครือข่ายมากขึ้น จะยิ่งทำให้เมืองขยายใหญ่ขึ้นไปอีก ซึ่งในอนาคตหากคนจำนวนมากจะยังคงโยกย้ายเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ปริมาณรถก็ยากที่จะลดลง

“ถ้าภายใน 3 ปีนี้เราไม่สามารถออกมาตรการควบคุมปริมาณรถยนต์อย่างจริงจัง และไม่เริ่มใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การโซนนิ่งการจราจร ระบบภาษี มาตรการเรื่องที่จอดรถ การตรวจสภาพรถ การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำๆ ไม่หามาตรการต่างๆ มาดำเนินการอย่างเป็นระบบ รับรองว่าปัญหาฝุ่น PM2.5ยังคงอยู่กับเราไปอีกนานแน่นอน ตราบเท่าที่รถยนต์เก่าๆ ของเรายังอยู่ตามท้องถนน ยังปล่อยให้มีการลักลอบเผาไร่นา เผาขยะกันในที่โล่ง หรือไม่ควบคุมแหล่งปล่อย ปัญหานี้ก็ไม่มีวันหมดไป

…สิ่งที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ และทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ คือ กำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากยานพาหนะที่เข้มงวดขึ้น หรือการตรวจสภาพและบำรุงรักษาสภาพรถที่เข้มงวดจริงจัง รถยนต์เก่าที่อายุเกิน 7 ปีต้องรับการตรวจสภาพ รถเก่านั้นสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มันเป็นต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว ต้องเอารถเก่าออกจากระบบให้ได้”

ภัคพงศ์ กล่าวว่า ในอนาคตต้องเร่งสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นมาตรการที่อเมริกา ยุโรป จีน กำลังให้ความสำคัญมาก ในประเทศจีนยอดขายรถยนต์ EV สูงถึง 40% นอร์เวย์ประสบความสำเร็จในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ยอดขายรถยนต์ใหม่ 1 ใน 3 กลายเป็นรถ EVขณะที่ในประเทศไทย รัฐบาลเหมือนจะให้การสนับสนุน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน การผลิตในประเทศจึงยังไม่มีความชัดเจน ส่วนรถ EV นำเข้า แม้จะลดภาษีศุลกากรลง แต่ราคาก็ยังเกินเอื้อมสำหรับครอบครัวคนรายได้ปานกลางส่วนใหญ่

“การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องใช้เวลา ปัจจุบันในประเทศไทยพิสูจน์แล้วว่า มาตรการที่ภาครัฐรวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เครื่องมือต่างๆ ยังไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากปัญหา PM2.5 PM10 ที่ จ.สระบุรี หรืออีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันปัญหาก็ไม่คลี่คลายหรือหายไปไหน

แม้จะเปลี่ยนฤดูจนสภาพอากาศทำให้ปัญหาฝุ่นคลี่คลายลง แต่ตราบใดที่แหล่งปล่อยมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาก็ยังถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งในฝุ่นแม้จะเจือจางลงแต่ก็อาจจะหมายถึงสารพิษอื่นๆ ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนมากยังไม่นับถึงคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน การสัมผัสกับมลพิษอาจจะแค่น้อยลง แต่ไม่ได้หายไปไหน เราจึงจำเป็นต้องคิดเรื่องนี้ คิดถึงการป้องกันตัวเอง เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น เพราะในระยะยาวต้นทุนเรื่องสุขภาพที่ถูกบั่นทอนลงจะสร้างปัญหาอื่นๆ ที่คาดไม่ถึงได้อีกมากมาย” รักษาการแทนคณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อมกล่าวทิ้งท้าย

ออกสเต็ปเต้น ลดภาวะสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579539

  • วันที่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ออกสเต็ปเต้น ลดภาวะสมองเสื่อม

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เอพี อีพีเอ

การศึกษา 2 ชิ้นเผย การเต้นอาจช่วยรักษาสุขภาพในผู้สูงวัย โดยเฉพาะลดความเสี่ยงต่อภาวะทุพพลภาพและภาวะสมองเสื่อม ชิ้นแรกได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในกีฬาแห่งสแกนดิเนเวีย ได้ศึกษาว่าการเคลื่อนไหวร่างกายหลากหลายรูปแบบส่งผลต่อผู้หญิงสูงวัยชาวญี่ปุ่น (จำนวน 1,000 คน) และความเสี่ยงในการทำให้ร่างกายพิการอย่างไร โดยให้พวกเธอตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายที่พวกเธอทำ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดิน อาบน้ำ และแต่งตัว

การศึกษานี้ได้เก็บข้อมูลเป็นเวลานาน 8 ปี ซึ่งระหว่างนั้นมีจำนวน 130 คน ต้องเผชิญกับภาวะทุพพลภาพอย่างรุนแรง นักวิจัยค้นพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายโดยทั่วไปช่วยให้ผู้หญิงสูงวัยมีสุขภาพดีตามวัย แต่มีกิจกรรมบางอย่างที่เฉพาะเจาะจงและเห็นผลดีต่อร่างกายชัดเจน คือ การเต้น

จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงสูงวัยที่เต้นเป็นประจำมีความเสี่ยงทุพพลภาพลดลงถึงร้อยละ 73 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้เต้น รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเดิน โยคะ และการออกกำลังกาย ที่ใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้าน (Calisthenics) เช่น วิดพื้น ซิตอัพ ก็ล้วนทำให้ร่างกายห่างไกลภาวะทุพพลภาพได้เช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้การเต้นได้ผลมากที่สุดนั้น อาจเพราะการเต้นเป็นกิจกรรมที่ใช้ทักษะหลายด้าน และให้ประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ “การเต้นไม่เพียงใช้ทักษะการบาลานซ์ร่างกาย แต่ยังทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง มีความอดทน ใช้ความจำ และยังสร้างสมาธิให้อยู่กับการเคลื่อนไหวและเสียงดนตรี” นักวิจัยระบุ

สำหรับการศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมคนชราแห่งสหรัฐ โดยได้วิเคราะห์ผลวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางร่างกายที่มีผลต่อจิตใจจำนวน 32 ชิ้น รวมกว่า 3,500 คน ที่มีอายุ 50-85 ปี พบว่า ไทชิ โยคะ และการเต้น ช่วยพัฒนาระบบความทรงจำในคนสูงวัย

แม้ว่ายังไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและระบบความทรงจำเสื่อมถอย แต่หลังการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว นักวิจัยเห็นด้วยว่า ผู้สูงวัยที่ออกกำลังกายแบบไทชิ โยคะ และการเต้น หรือที่เรียกว่า Mind-Body Exercise ร่างกายจะพัฒนาระบบความทรงจำให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทำกิจกรรมเหล่านี้

นอกจากนี้ เมื่อนักวิจัยได้วิเคราะห์ลงลึกเข้าไปก็พบว่า การทำไทชิ 60-120 นาที/สัปดาห์ หรือเต้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ สามารถช่วยพัฒนาระบบความทรงจำได้ดีกว่ากิจกรรมอื่น เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทั้งการเคลื่อนไหวอย่างรู้ตัว การเปลี่ยนแปลงท่าทางตลอดเวลา การจัดระเบียบร่างกายตัวเอง ทั้งหมดล้วนกระตุ้นให้สมองได้คิดและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาทั้งสองชิ้นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่แนะนำว่า การเต้นส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ มีอีกงานวิจัยหนึ่งในปี 2560 พบว่าการเต้นช่วยเพิ่มขนาดของส่วนชั้นใน (White Matter) ของสมองเล็ก (Cerebellum) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานประสานกัน ควบคุมการทรงตัว และควบคุมการเกร็งตัวของร่างกาย ซึ่งสมองส่วนนี้จะเสื่อมลงไปตามอายุ แต่ผู้สูงวัยที่เต้นเป็นประจำจะมีสมองส่วนนี้ทำงานได้ดี

นักวิจัยจึงสรุปได้ว่าการเต้นดีต่อผู้สูงวัยทั้งด้านร่างกาย สมอง จิตใจ และความทรงจำ ทั้งยังแนะนำว่าอย่าหักโหมเต้นจนได้รับบาดเจ็บ แต่ให้เต้นด้วยความสนุกสนานก็พอแล้ว

ช่วงนี้… ลงทุนตราสารหนี้ดี(ไหม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579537

  • วันที่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ช่วงนี้... ลงทุนตราสารหนี้ดี(ไหม)

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ออกมาแล้ว…สลิปเงินเดือน หรือใบแจ้งยอดรายรับสำหรับพนักงานอัตราเงินเดือน เห็นเพื่อนๆ ในออฟฟิศที่เลือกลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบกองทุนตราสารหนี้ไว้ มีเฮกันยกใหญ่ ก็เพราะผลตอบแทนการลงทุนจากปีที่แล้วได้น้ำได้เนื้อ และมีกำไรอยู่กองเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุนตราสารประเภทอื่น

ชอบลงทุนแบบเสี่ยงน้อยใช่ไหม? ชอบการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแน่ๆ ใช่ไหม? มาทางนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย ในขณะเดียวกันก็อยากได้ผลตอบแทนแบบแน่นอน สม่ำเสมอ การลงทุนใน “ตราสารหนี้” คือ ทางเลือกที่ “ใช่” สำหรับคุณ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่ตลาดหุ้นตลาดการเงินผันผวน

ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (ผู้ลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุ ตราสารหนี้ที่พบเห็นทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน

ทำไมถึงควรลงทุนในตราสารหนี้

1.ก็ถ้าตอบตัวเองว่าเป็นนักลงทุนที่ลงทุนสั้นก็ได้ ยาวก็ดี เพราะตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 20 ปี มีระดับความเสี่ยงหลากหลาย ซึ่งผู้ลงทุนเลือกได้ตามต้องการ

2.เป็นแหล่งรายได้ประจำ เมื่อลงทุนแล้วจะได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ตามที่ระบุไว้บนหน้าตั๋ว เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้แน่นอน สม่ำเสมอ

3.ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก โดยพันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป

4.ลำดับสิทธิดีกว่าหรือสูงกว่าหุ้นสามัญ ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ขณะที่ผู้ลงทุนในหุ้นมีฐานะเป็น “เจ้าของ” นั่นหมายถึงเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเสมอ

5.เป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น จึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้เป็นอย่างดี

6.ขายก่อนครบกำหนดได้ ผู้ลงทุนสามารถขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดได้ ซึ่งสภาพคล่องในการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณและประเภทของตราสารหนี้นั้นๆ

7.เครื่องมือสำคัญ…ดัชนีราคาตราสารหนี้ (Bond Index) ตัวช่วยวัดมูลค่าตลาดตราสารหนี้ที่ต้องรู้ เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ โดยราคาตราสารหนี้จะเป็นตัวสะท้อนภาวะของอัตราดอกเบี้ยในตลาดนั่นเอง

8.เริ่มต้นที่นี่…ขั้นตอนการลงทุนในตราสารหนี้ การซื้อขายตราสารหนี้ไม่ยากอย่างที่หลายคนคิด ตราสารหนี้มีหลายประเภท เงื่อนไขและผลตอบแทนต่างกัน ผู้ลงทุนต้องศึกษาให้ดี เพื่อเลือกตราสารหนี้ที่เหมาะกับตัวเอง

9.ศึกษาข้อมูลทางการเงินให้รอบด้าน โดยทั่วไปตราสารหนี้ภาครัฐมักมีสภาพคล่องที่สูงกว่าตราสารหนี้ภาคเอกชน และตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า Investment Grade หรือไม่มีการจัด Rating จะมีสภาพคล่องต่ำ

10.ช่องทางการซื้อขายตราสารหนี้ ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ 3 วิธี คือ 1.ลงทุนตราสารหนี้ในตลาดแรก 2.ลงทุนตราสารหนี้ในตลาดรอง หรือ 3.ลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ สำหรับตลาดแรก เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกขายเป็นครั้งแรกในตลาด ส่วนตลาดรอง ก็เมื่อตราสารหนี้ผ่านการซื้อขายไปสู่ผู้ลงทุนในตลาดแรกแล้ว เมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือ จะซื้อขายกันผ่านช่องทาง Over the Counter (OTC)

ด้านการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่มาก รวมทั้งสามารถเลือกเงื่อนไขในการขายคืนหรือถือจนครบกำหนดอายุก็ได้ ทำให้สะดวกต่อการบริหารเงิน หากลงทุนในกองทุนเปิดจะได้รับความสะดวกในเรื่องสภาพคล่องและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ในกรณีที่ราคาตราสารหนี้เปลี่ยนแปลง NAV ของกองทุนรวม และราคาซื้อขายของหน่วยลงทุน ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย พร้อมแล้วใช่ไหม…มาลงทุนในตราสารหนี้กันเถอะ!

ฐิติพงษ์ ด้วงคง บ้านสไตล์โคซี่ ที่พักพิงกายและใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579540

  • วันที่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ฐิติพงษ์ ด้วงคง บ้านสไตล์โคซี่ ที่พักพิงกายและใจ

เรื่อง  ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ค่าฝุ่นละออง PM2.5 วันนี้ ค่าสูงปรี๊ดเพิ่มขึ้นทุกวัน พื้นที่หลีกลี้จากวิกฤตภัยฝุ่นคลุมเมือง ฐิติพงษ์ ด้วงคง เลือกบ้านหลังกะทัดรัดสองชั้นโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ ร่มครึ้มด้วยลีลาวดีออกดอกสีขาวบานสะพรั่งเต็มต้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยตามลมเบาๆ บัวสวรรค์ต้นใหญ่ออกดอกให้นกขมิ้นบินมาเกาะไซ้เกสร กล้วยใบพัดไซส์ยักษ์ต้นใหญ่ไม่แพ้กัน มุมสวนหน้าบ้านแผ่ไอเย็นต้อนรับเจ้าของบ้านได้ฟอกปอดทุกๆ วันหลังฝ่าการจราจรมาถึงบ้านหลังสีขาวสะอาดตา

เจ้าของบ้าน ฐิติพงษ์ มีความสุขกับการจัดสวนสไตล์ทรอปิคอล เลือกพันธุ์ไม้ปลูก ดูแลง่าย และส่วนใหญ่จะเป็นไม้ใบสีเขียวชะอุ่มมองแล้วสบายตา

“พื้นที่สีเขียว มีความจำเป็นมากต่อการใช้ชีวิตมากสำหรับผมเลยครับ ความเงียบสงบทำให้บ้านคือสถานที่พิเศษในการใช้ชีวิตของเรา ถนนแจ้งวัฒนะการจราจรวันนี้คึกคักวุ่นวายมาก แต่เมื่อผมกลับถึงบ้านปุ๊บก็รู้สึกผ่อนคลายได้พักทั้งกาย ได้พักใจทันที

เมื่อก่อนผมอยู่คอนโดมิเนียมย่านสาทร แล้วขับรถไปทำงานที่รังสิต บางวันขับกลับไปท่าพระจันทร์ ขับกลับบ้านวนเป็นสามเหลี่ยม สูญเสียทั้งค่าน้ำมันและเรี่ยวแรงที่แทบไม่เหลือในแต่ละวัน จึงปรึกษาคุณแม่บอกถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ คุณภาพชีวิตแบบนี้ย่ำแย่ไม่ไหวแน่นอน จึงตัดสินใจลงจากตึกสูง เลือกอาศัยอยู่บ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น เลือกในทำเลที่แม้ไม่ใช่กลางใจเมือง แจ้งวัฒนะเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ถือเป็นเมืองใหม่ที่กำลังจะถูกพัฒนา เชื่อมต่อการจราจรได้หลายเส้นทาง รถราไม่ติดแหง็กแบบกลางใจเมือง

นอกจากลดภาระทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายการเดินทางแล้ว การตัดสินใจเลือกพำนักอาศัยในบ้าน ก็ได้ให้คำตอบที่คอนโดไม่สามารถให้ผมทำสวนในพื้นที่ขนาดนี้ได้เลยนะครับ ไม่สามารถเหยียบพื้นดินแบบนี้ได้ การปลูกต้นไม้เราได้เห็นวิวัฒนาการของการเติบโต ออกดอก แตกหน่อเพิ่มความร่มครึ้มขึ้นเรื่อยๆ มันคือความสุขของการทำสวนครับ”

บ้านหลังนี้ยิ่งเอื้อต่อการใช้ชีวิตยิ่งขึ้น ณ เวลานี้ ฐิติพงษ์ บอกว่ากำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ เพิ่งลาออกจากงานกลายเป็นอดีตอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเมื่อได้รับโอกาสเป็นผู้บรรยายการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ครั้งที่ผ่านมา “อาจารย์ธง-ฐิติพงษ์” เริ่มเป็นที่รู้จัก และเมื่อเปิดคอร์สอบรมภาษา คนก็เริ่มสนใจอยากมาเรียนด้วย

“พื้นที่ชั้นล่างมีอีก 1 ห้องเล็ก กำลังจะปรับเป็นห้องเวิร์กช็อป บ้านกลายเป็นโฮมออฟฟิศของผมไปตอนนี้ด้วยครับ นั่งทำงานตรงโต๊ะไม้หน้าเคาน์เตอร์ครัว ผมตกแต่งเองทั้งหมด ความที่พื้นที่มีจำกัดเหมาะสำหรับการพักอาศัยได้ไม่เกิน 2-3 คน บ้านหลังไม่ใหญ่โตครับ เพียง 65 ตารางวา แต่ก็สามารถต้อนรับเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ได้สบายๆ

การจัดสรรพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่แบ่งครัว ไม่แบ่งห้องรับแขก พื้นที่ในบ้านควรเป็นพื้นที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ทุกการใช้ชีวิต

ผมไม่มีทางทำให้ตัวเองถูกกักขังไว้ในตัวบ้าน หรือโดนขังด้วยผนังปูนตีเป็นกรอบสี่เหลี่ยม หรือถูกบังวิวไว้ด้วยผ้าม่าน มุ้งลวดกันยุง แน่นอนครับมีสวนก็ต้องมียุง แต่ผมตั้งคำถามว่า ถ้าเราไม่มีม่าน ไม่มีมุ้งลวดแล้วเราจะได้อะไร? คำตอบก็คือได้เห็นสวนผ่านผนังกระจกชัดขึ้น ได้ไอเย็นจากต้นไม้ ได้ยินเสียงนกร้อง สิ่งเหล่านี้ทำบ้านได้อารมณ์ในแบบโคซี่ ตอบโจทย์เรื่องความอบอุ่นสบาย

ไม่กลัวโจรขโมยครับ แก้ไขได้โดยเราไม่เลือกของแพงๆ ประดับบ้าน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ซื้อมาเพื่อใช้จริง ไม่ใช่เพื่อโชว์”

เจ้าของบ้านเดินทางเยอะ รูปภาพบันทึกการเดินทางจึงเยอะไปด้วย ฐิติพงษ์ บอกว่าตอนไปเรียนต่อเป็นนักเรียนทุนที่ประเทศสเปน แล้วก็ติดนิสัยคนสเปนมาด้วยอีก 1 อย่าง ก็คือความชอบพรินต์ภาพถ่ายมาเก็บใส่อัลบั้ม หรือใส่กรอบติดผนังบ้าน เป็นการตกแต่งบ้านได้สวยงาม และเป็นการบันทึกความทรงจำของผู้เป็นเจ้าของบ้านไว้ได้อย่างแจ่มชัด

“ผมเป็นคนพัทลุง คุณแม่ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น และอาจจะไปๆ มาๆ เยี่ยมเราบ้าง การใช้ชีวิตตัวคนเดียวในเมืองหลวง แล้วเราจะเชื่อมความผูกพันกับครอบครัวของเราได้อย่างไร รูปถ่ายคือคำตอบได้เด่นชัดที่สุดเลยครับ

รูปถ่ายช่วงเวลาดีๆ อัดรูปใส่กรอบตั้งไว้ในบ้าน คือ สิ่งบอกว่าเราคือใคร ย้อนความทรงจำว่าช่วงเวลานั้นเราทำอะไร อยู่ที่ไหน รัก ผูกพันกับสิ่งใด เก็บวันเวลาที่ดีๆ สวยงามเอาไว้ เมื่อเรากลับมาถึงบ้านก็เหมือนเราได้อยู่กับคนที่รัก บ้านเป็นที่พักพิงใจ ได้อยู่กับสิ่งที่รักตลอดเวลาครับ”

อยากส่งขนมไทยไปทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579420

  • วันที่ 06 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

อยากส่งขนมไทยไปทั่วโลก

เรื่อง  กันย์ ภาพ  วิศิษฐ์  แถมเงิน

ความชอบกินขนมไทย และมองเห็นความเป็นไปได้ของอนาคตขนมไทยที่จะพัฒนาไปได้ไกลทั่วโลก มีมิณฌ์กรณ์ อัคราเตชะสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด ที่ทำธุรกิจทางด้านเบเกอรี่มานานหลายปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ชื่อศรีฟ้าเบเกอรี่ อยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ที่เติบโตมานานหลายปี ขณะนี้มีอยู่หลายสาขาไปที่จังหวัดอื่นๆ อย่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ จนคิดว่าธุรกิจได้ขยายมาเต็มที่แล้ว มีการขยายสาขา ขยายโรงงานในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งทำเบเกอรี่แช่แข็งเพื่อส่งออก ทั้งในนามแบรนด์ของตัวเองและเป็นแบบ OEM ผลิตให้กับแบรนด์ของคนอื่น เป็น FroZen Dough รวมทั้งยังส่งให้กับสายการบินและส่งเป็นแบบชิ้นสำเร็จรูปให้กับร้านสะดวกซื้อเป็นหลักหมื่นชิ้นต่อวัน

เธอบอกว่าจะเรียกว่าโตมาจากเบเกอรี่อย่างแท้จริงก็ได้เลย จนรู้สึกว่าถ้าในงานเบเกอรี่แล้วทำมาเยอะจนไม่มีเวลาจะคิดอะไรต่ออีก แต่ในส่วนตัวเธอแล้วชอบกินขนมไทย เวลาเจอขนมไทยอร่อยๆ จะคิดว่าทำไมขนมไทยเราอร่อยแต่แพ็กเกจมันไม่ค่อยสวยเลย รูปแบบบรรจุภัณฑ์ก็จะดูบ้านๆ ขายกันในท้องถิ่นส่งไปขายไม่ได้ไกล

“มีความคิดว่าเราน่าจะจับขนมไทยมาแต่งตัวใหม่ สร้างแพ็กเกจให้สวยงามดูดี หากรรมวิธีในการผลิตให้อยู่ได้นานขึ้นจะได้ส่งไปขายได้ไกลขึ้น เป็นของฝากของขวัญที่น่าภูมิใจนำไปให้ผู้ใหญ่ เพื่อนฝูงเจ้านาย หรือให้แขกต่างประเทศได้บ้าง เราไปญี่ปุ่นหรือยุโรปขนมแพงมากกล่องละเกือบพันบาท ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ช็อกโกแลตเป็นหลัก ขนมไทยนั้นมีมากมายหลากหลายทุกรสชาติอร่อยมากด้วย ทั้งมีขนมตามภูมิภาค ขนมทางเหนือก็อย่างหนึ่ง ขนมทางใต้ก็อย่างหนึ่ง ทางภาคกลางก็อีกแบบหนึ่ง ก็เลยอยากลองมาทำขนมไทยดูบ้าง” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการแยกมาทำขนมไทย

เธอบอกว่าแน่นอนว่างานหลักก็ต้องช่วยธุรกิจของครอบครัวเป็นหลักอยู่นั่นเอง แต่ส่วนของขนมไทยนั้นเป็นการแยกแบรนด์ออกมาอย่างชัดเจน โดยเธอเริ่มจากมาทำทองม้วนใช้ชื่อ แบรนด์สุธีรา

“ที่เลือกทองม้วนเพราะอร่อยเก็บได้นานหลายเดือนโดยที่ไม่ได้ใส่สารกันบูดเลย ทำได้หลายรสชาติ อร่อยกินได้ทุกเพศทุกวัย เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดีมีทั้งรสเค็มรสหวาน เป็นของหวานที่เป็นสแน็กกินเล่นได้อีกด้วย” เธอเล่าอย่างกระตือรือร้น

นอกจากจะทำรสชาติที่หลากหลายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมันม่วง รสทุเรียน รสชีส รสข้าวโพด รสมะพร้าว ครันซ์จิมิลค์ช็อกโกแลต ครันซ์จิรสสตรอเบอร์รี่ ทองพับใส่ไส้ชีส และทองพับใส่ไส้ไก่หย็อง และมีแบบเป็นแครกเกอร์ด้วย ที่สำคัญเธอได้พัฒนาแพ็กเกจให้ดูสวยสดใสทันสมัย กันกระแทกกันแตก มีกล่องสวยงามตั้งแต่ราคา 100 บาท จนหรูหราสุดกล่องกระดาษลายไทยกล่องแข็งอย่างดีราคา 990 บาท เพราะกล้าที่จะจับทองม้วนหรือขนมไทยอื่นมาแต่งตัวใหม่ ให้ดูรูปลักษณ์หรูหราน่าซื้อ

“ถ้าเราไปต่างประเทศแล้วไปซื้อช็อกโกแลตกล่องละ 500-600 บาท ได้ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น มาเที่ยวไทย ก็ต้องซื้อขนมไทยกล่องละ 400-500 บาท กลับไปได้สิ ซึ่งเราทำมาปีกว่า ลูกค้าคนจีนชอบขนมทองม้วนมากๆ โดยเฉพาะรสทุเรียน (หัวเราะ) เขาชอบจริงๆ กล่องละ 200-300 บาท นี่เขาซื้อกันคนละ 5-6 กล่องเลย แต่กล่องละ 990 บาท นี่เราทำมาแค่ช่วงเทศกาลก่อน ถ้าตอบรับดีก็จะมีไปเรื่อยๆ” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอบอกว่ามั่นใจในขนมไทยของไทยเรามีหลากหลายชนิด อร่อยมีประโยชน์ เพียงแต่จับมาปรับรูปลักษณ์ แต่งตัวใหม่ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยขึ้น แข็งแรงในการพกพาไปไกล เชื่อว่าขนมไทยไม่แพ้ขนมใดในโลก เพียงแต่ต้องกล้าลุกมาแต่งตัวใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม

หลังจากที่มั่นใจในการทำตลาดมาเกือบ 2 ปี ปีนี้เธอตัดสินใจเปิดร้านทองม้วนสุธีราในแหล่งท่องเที่ยวย่านราชดำริ เพื่อจับกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในปลายเดือน ก.พ.นี้ เพราะมั่นใจขนมไทยๆ ของบ้านเรานั้นดีจริง

อัญญ์ชิสา พันธุ์ป้องนพ เสน่ห์หินยิ่งนานยิ่งเพิ่มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579421

  • วันที่ 06 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

อัญญ์ชิสา พันธุ์ป้องนพ เสน่ห์หินยิ่งนานยิ่งเพิ่มค่า

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

สำหรับผู้หญิงแล้วนอกจาก เพชร เสื้อผ้าเครื่องประดับแล้ว ก็มีหลายคนชอบสะสมหินสี ลูกปัดโบราณ เช่นเดียวกับเธอคนนี้ อัญญ์ชิสา พันธุ์ป้องนพ เธอทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายเครื่องเฟอร์นิเจอร์เก่า ของแต่งบ้านในสไตล์แอนทีก และมีงานอดิเรกเป็นนักพยากรณ์จากไพ่ป๊อกอีกด้วย นอกจากนี้เธอยังสะสมเครื่องประดับจากหินสีลูกปัดโบราณมานานกว่า 7 ปี

เธอจะเน้นหินสีไซส์ใหญ่ขนาด 11 มิลลิกรัมขึ้นไป โดยจะเป็นหินระดับท็อปอย่างไหมเงิน ไหมทอง ไหมนาก ไหมจักรพรรดิ เนื้อไหมแน่นระยับเต็มเส้น รวมทั้งสร้อยคอจากหินก้อนใหญ่ ราคาตั้งแต่หลักหมื่น จนถึงใกล้แสนบาท มีทั้งหินเก่าและหินใหม่ ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากประเทศรัสเซียและมาดากัสการ์

“เรารู้สึกถูกโฉลกกับการใช้หินโดยเฉพาะหินตระกูลไหมต่างๆ เวลาใส่แล้วอุ่นใจ สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นแค่เครื่องประดับ แต่สำหรับเราแล้วมีคุณค่าทางใจ ใส่แล้วมีความอุ่นใจ มั่นใจ รู้สึกจะโชคดี และบ่อยครั้งที่เคยลองอธิษฐานเรื่องโชคลาภก็เคยมาแล้ว ของแบบนี้ศรัทธาของใครก็ของคนนั้น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อาจกล่าวได้ว่าที่มีวันดีๆ แบบทุกวันนี้ได้ ส่วนใหญ่มั่นใจว่ามาจากพลังศรัทธาของหินสีและลูกปัดโบราณ” เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

เธอบอกว่าหินเป็นพลังจากธรรมชาติ มีความเชื่อมานานหลากหลายทศวรรษ เกี่ยวกับเรื่องพลังอำนาจของหิน อัญมณี ที่จะช่วยเสริมดวงชะตาชีวิต ให้กับผู้ที่ครอบครองหรือสวมใส่และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ผู้ที่เชื่อในพลังบริสุทธิ์ของหินให้ความสำคัญกับการสวมใส่หินหรืออัญมณีที่ถูกโฉลกกับตัวเอง

อัญญ์ชิสา บอกว่าเธอเคยทดสอบมากับตัวเองแม้อาจจะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลก็ตาม เพราะหินคือแร่ธาตุ และดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ ซึ่งหินแต่ละก้อนได้หลอมรวมสะสมพลังจากจักรวาล พลังจากหิน สามารถช่วยพัดพาชีวิตผู้ครอบครองให้โชคดีเจริญรุ่งเรือง และความเชื่อในเรื่องของการใช้หินเพื่อเป็นเครื่องรางของขลังนั้นมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ

เนื่องจากมีความเชื่อกันว่า หินบางชนิดเมื่อมีการนำมาคำนวณกับ วัน เดือน ปีเกิด ของผู้สวมใส่ จะสามารถนำโชคและเพิ่มพลังแห่งการปกป้องคุ้มครอง รวมทั้งขจัดภัยอันตรายให้แก่เจ้าของได้ จึงนิยมที่จะมอบหินที่เชื่อว่าเป็นเครื่องรางคุ้มภัยให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก เพราะเชื่อว่าหินหรือรัตนชาติทุกก้อนมีรังสีเช่นเดียวกับดาวเคราะห์อื่นๆ และรังสีนั้นมีผลต่อมนุษย์ ความเชื่อนี้มีมากในแถบเอเชีย อินเดีย อียิปต์ ยุโรปในบางประเทศ รวมถึงไทยด้วย

เธอบอกว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมานี้ใส่หินออกจากบ้านทุกวัน วันไหนลืมใส่ถ้าออกไปไม่ไกลบ้านจะย้อนกลับมาเอา (หัวเราะ) แล้วจะเลือกหินเพื่อใช้งานทุกครั้งว่าวันไหนจะใส่อะไรตามแต่ธุระที่จะไป เช่น ไปติดต่องานด้านขายจะใส่หินเส้นนี้ จะไปเรื่องซื้อที่ดินจะใส่หินชนิดนี้ จะไปพบผู้ใหญ่ให้ท่านเมตตาก็จะเลือกประเภทของหินเพื่อการใช้งาน ให้เหมาะกับความประสงค์ในแต่ละวัน

ปัจจุบันนี้เธอมีสร้อยหินเกรดพรีเมียมกว่า 100 เส้น แต่ที่มากที่สุดมีอยู่ 6 เส้น คือ ไหมทองนำเข้าจากประเทศบราซิล จะเป็นไหมทอง หรือ (Golden Rutilated Quartz) เป็นควอตซ์ใส และมีเส้นไหมสีเหลืองทองกระจายอยู่ภายในเนื้อหิน ที่เชื่อกันว่าเป็นหินเสริมความมั่งคั่งร่ำรวย เรียกโชคลาภ หากมีการสื่อสารเรื่องเงินทองให้นำสวมใส่ติดกายไว้ จะทำให้โชคดี เจรจาเป็นผลสำเร็จ หรืออาจมีลาภลอยเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ยังเป็นหินสร้างความเชื่อมั่น ชำระล้างพลังด้านลบ รักษาโรคที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัส เส้นประสาททั้งหมดมีพลังเหมือนเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เหมาะกับอาชีพเกี่ยวกับการขาย นักธุรกิจ

อีกชนิดที่เธอสะสมไว้มากหลายเส้น คือ หินไหมจักรพรรดิ หินแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย และอำนาจบารมี มีพลังในการเรียกทรัพย์ เงิน ทอง และโชคลาภ ช่วยในเรื่องเก็บเงินเก็บทอง ขจัดความโกรธความเครียด ทำให้ผู้ครอบครองกระตือรือร้น และยังช่วยในการดูแลลูกน้องและบริวารให้อยู่ในโอวาทอีกด้วย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร รวมถึงผู้ที่ต้องการความมั่งคั่งมีอำนาจเพิ่ม

รองลงไปที่เธอชอบคือโป่งข่าม แก้วโป่งข่าม ก็เหมือนอัญมณีอื่นๆ ที่มาจากก้อนหินอันดูดซับเอาพลังงานธรรมชาติเอาไว้ในตัวเองนี้เมื่อสัมผัสกับร่างกายของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยพลังงานเช่นกัน ร่างกายกับหินจะเกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ความเชื่อที่ว่าอัญมณีเลือกเจ้าของ และเจ้าของคือผู้รักษาอัญมณีจึงมีสืบทอดกันมาเสมอๆ

หินโป่งข่าม หรือที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า แก้วโป่งข่าม ซึ่งหินชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่ก่อกำเนิดมาจากธรรมชาติ มีลักษณะเป็นหินควอตซ์สีขาวใส ภายในจะมีมลทินหรือวัตถุลักษณะต่างๆ ที่แตกต่างกันอยู่ภายในอีกที โดยชื่อของหินโป่งข่ามนี้ เป็นศัพท์โบราณ

คำว่าโป่งมาจากชื่อของสถานที่ที่ค้นพบหินโป่งข่ามเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนคำว่าข่าม มีความหมายตามภาษาเหนือว่า อยู่ยง ยั่งยืน คงกระพัน ซึ่งโดยรวมๆ แล้วหินโป่งข่าม จึงมีความหมายว่าเป็นวัตถุที่มีความมั่นคง ยั่งยืน และคงกระพันนั่นเอง ซึ่งหินโป่งข่าม หินมงคลชนิดนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็นหินอีกหลายๆ ประเภท โดยรวมแล้วแยกออกเป็น 12 ประเภทด้วยกัน และแต่ละอย่างก็จะมีคุณลักษณะและความหมายแตกต่างกันด้วย ถือเป็นอัญมณีของไทยที่หาได้ยากอย่างหนึ่ง และปัจจุบันก็เป็นที่นิยมกันมาก ราคาก็อาจจะแพงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความหายาก

สุดท้ายคือหินเครียล หรือหินการ์เด้น ควอตซ์ อัญญ์ชิสา บอกว่าถือเป็นหินประจำปีนี้ ที่จะช่วยล้างสิ่งไม่ดีต่างๆ “หินควอตซ์ใสเป็นอีกหนึ่งหินมงคลที่อยู่ตระกูลควอตซ์ของหินสีขาว ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เชื่อว่าเป็นหินแห่งความร่ำรวย มีส่วนในการช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสามารถทำให้สมองนั้นสามารถส่งคลื่นพลังความถี่ออกไปยังปลายทางที่ต้องการได้

เชื่อว่ามีพลังแห่งพระอาทิตย์จากสีทั้งเจ็ดนั้นมารวมกันอยู่ เป็นพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่หลอมรวมอยู่ในหิน ช่วยให้หัวใจถูกกระตุ้นทำงานได้ดีช่วยขจัดความเครียด เป็นหินแห่งโชคลาภ เมตตามหานิยม คล้ายๆ หินเขี้ยวหนุมาน คนสมัยก่อนนิยมนำหินเขี้ยวหนุมานพกติดตัวไว้ เพื่อกันคุณไสย เขี้ยวงาต่างๆ สามารถป้องกันปัญหา และขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายให้ออกจากร่างกาย อาคารบ้านเรือน และสถานที่ที่ทำงานได้เป็นอย่างดี”

เธอบอกว่าพยายามที่จะหยุดอยู่แค่นี้ แต่ทุกครั้งที่เจอก็อดใจไม่ไหวทุกที เพราะหินมีแรงดึงดูด และเกือบทุกครั้งหินก็มักจะเลือกเจ้าของด้วยเช่นกัน

บ้านหมุนอาการนี้ไม่ปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579284

  • วันที่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

บ้านหมุนอาการนี้ไม่ปกติ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

อาการวิงเวียนศีรษะ สิ่งของรอบตัวหมุนเคว้ง รู้สึกโคลงเคลงแม้ยืนนิ่งอยู่กับที่ อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เกิดจากการพักผ่อนไม่พอ ความเครียด หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น เพราะทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแค่ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ “บ้านหมุน” ซึ่งแท้จริงแล้วมีต้นตอมาจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยนั้น เกิดจากโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน

พญ.ภัทราพร อุ่ยรุ่งโรจน์ แห่งแผนกโสต ศอ นาสิกวิทยา (หู คอ จมูก) โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (Benign Paroxysmal Positional Vertigo : BPPV) ว่า เกิดจากตะกอนหินปูนภายในอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นในเคลื่อนที่หลุดออกจากอวัยวะควบคุมการทรงตัว ทำให้เกิดการส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลางที่กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนขึ้นมา

อาการบ้านหมุน จากโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน จะสำแดงอาการเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางศีรษะ หรืออาจมีอาการเวียนศีรษะทันทีทันใด เมื่อล้มตัวลงนอน พลิกตะแคงขวา หรือก้มเงยหน้า บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

“อาการเวียนศีรษะมักเกิดไม่นานราว 1 นาทีก็จะทุเลาลง แต่อาการอาจกลับมาได้อีก เมื่อขยับศีรษะในท่าเดิมซ้ำ แต่จะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก ทั้งนี้อาการเวียนศีรษะมักเป็นอยู่หลายวันแล้วจะดีขึ้นภายในสัปดาห์ถึงเดือน”

ถามว่าใครคือกลุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับอาการบ้านหมุน พญ.ภัทราพร ระบุว่า อาการนี้มักพบในผู้ที่มีอายุ 30-70 ปี ส่วนมากมักเกิดกับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อัตราส่วนประมาณ 2:1 โดยโรคนี้สามารถเกิดขึ้นกับหูทั้งสองข้าง แต่โดยทั่วไปมักเกิดกับหูเพียงข้างเดียว

สาเหตุของโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนมาจากหลายสาเหตุ ในบางรายอาจเกิดจากอุบัติเหตุ การกระแทกบริเวณศีรษะ ความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น มีภาวะอักเสบในหูชั้นใน มีการผ่าตัดหูชั้นกลางหรือใน หรือมีการเคลื่อนไหวศีรษะซ้ำๆ เช่น การทำงานที่ต้องก้มๆ เงยๆ

สำหรับแนวทางการตรวจวินิจฉัย และแนวทางรักษาอาการบ้านหมุน แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทดสอบ Dix-Hallpike Maneuver โดยจะให้ผู้ป่วยล้มตัวลงนอนหงายอย่างรวดเร็ว ในท่าศีรษะตะแคง และห้อยศีรษะเล็กน้อย หากพบการกระตุกของลูกตาร่วมกับอาการเวียนศีรษะจะเป็นลักษณะที่บ่งชี้ของโรคนี้ ซึ่งหากพบว่าเกิดจากโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนจะมีแนวทางการรักษาตามอาการให้ยาบรรเทาการเวียนศีรษะ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงท่าทางหรือกิจกรรมที่กระตุ้นให้เวียนศีรษะ

“นอกจากนี้ ยังอาจมีการทำกายภาพบำบัด เน้นฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและลำคอ เพื่อให้ตะกอนหินปูนเคลื่อนกลับเข้าไปภายในอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นในตามเดิม หรือในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดไม่ได้ผลอาจใช้การผ่าตัด” พญ.ภัทราพร ทิ้งท้าย

เตรียมความพร้อม ด้วยการเก็บเงินลงทุนเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579285

  • วันที่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

เตรียมความพร้อม ด้วยการเก็บเงินลงทุนเพิ่ม

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

สมัยนี้ถ้าจะคิดฝากชีวิตไว้กับการมีรายได้เพียงทางเดียว เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป ข้าวของก็แพง เงินเฟ้อก็ขยายตัวขึ้นทุกปี ทำให้ค่าครองชีพบ้านเราแพงตามไปด้วย ถ้าจะให้มั่นคงทางการเงินเราจึงควรมีรายได้มากกว่าทางเดียว หาเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ บ้าง ทั้งการไปลงทุนในกองทุนต่างๆ หรือแม้กระทั่งเก็บเงินสักก้อนไปทำธุรกิจเล็กๆ ดูบ้าง แต่ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าคิดจะเอาเงินไปลงทุน ตอนนี้มีเงินในกระเป๋าตังค์กี่บาท

จะเป็นนักลงทุนว่ายากแล้ว แต่การเป็นนักลงทุนที่ดีนั้นยากยิ่งกว่า ต่อให้เป็นคนเดินสายกลาง ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อแล้วก็ตาม แม้การอยู่กับปัจจุบันขณะจะเป็นคำตอบของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่คนเราก็ไม่อาจจะเลี่ยงได้ที่จะพูดถึงเรื่องของอนาคต เพราะท้ายสุดแล้วอนาคตก็นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องพบเจอ เพียงแต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีเพียงแต่ความฝันที่อยากให้คืนวันในยามบั้นปลายชีวิตเต็มไปด้วยความสุข ถ้าจะให้ฝันเป็นจริงต้องเตรียมตัว ต้องวางแผนล่วงหน้ากันแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า

ความจริงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของความสุขนั้นประกอบด้วยปัจจัยที่เรียกว่าเงิน ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เงินก็มักจะเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนหรือเป็นตัวกลางเสมอๆ หากไม่ต้องการให้บั้นปลายทุกข์ยากและขัดสนเรื่องการเงินสำหรับการเติมความสุขในวาระสุดท้าย สิ่งที่เราควรจะทำนับตั้งแต่วันนี้คือลงทุนเพื่ออนาคต

อยู่ดีๆ นึกอยากลงทุน ก็โยนเงินเข้าไปในกองทุนหรือหุ้นเลย อย่างนี้คงขาดทุนแหงๆ ฉะนั้นเราอยากให้คุณลองเช็กเงินในกระเป๋าก่อนเป็นอันดับแรก ว่าตอนนี้มีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ ถ้าเช็กดูอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่ามีเงินเก็บอยู่ 3 หมื่นบาทละก็ สิ่งที่เราต้องทำอย่างแรกนั้น ไม่ใช่การมองหากองทุนดีๆ หรือว่าตราสารหนี้ที่ใครต่อใครบอกว่าเจ๋ง แล้วเริ่มลงทุน แต่อยากให้เก็บเงินจำนวนนั้นไว้ให้ดีๆ ชนิดที่ว่า 3-4 เดือนผ่านไปมันยังอยู่ที่เดิมแบบไม่ถูกนำไปใช้จ่าย เพราะข้อผิดพลาดของนักลงทุนมือใหม่หลายๆ คน นั่นก็คือรีบลงทุนโดยที่ตัวเองยังไม่พร้อม นึกว่ามีเงินหลักหมื่นก็สามารถลงทุนเก็งกำไรได้แล้ว แต่ระวังจะเป็นเม่าไม่รู้ตัว

หากเพิ่งเริ่มออมเงินเพื่อลงทุนละก็ ก่อนอื่น เก็บเงินฉุกเฉินให้ได้ก่อน ให้ดีควรมีเงินฉุกเฉินจำนวน 3-6 เท่าของเงินเดือนเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากที่สามารถฝากถอนได้ง่าย แล้วต่อด้วยการเริ่มต้นออมเงินเพื่อลงทุน

ในส่วนนี้เราขอเรียกว่าเงินเย็น เหตุที่ต้องเรียกอย่างนั้นก็เพราะว่ามันจะถูกจัดเป็นเงินสำหรับลงทุนโดยเฉพาะ หากลงทุนแล้วขาดทุน เราต้องมั่นใจว่าการสูญเสียเงินส่วนนี้ไปจะไม่กระทบกับสภาพคล่องของเงินในกระเป๋า คือมีเงินฉุกเฉิน และมีเงินเย็นเก็บสักก้อน พร้อมแล้วถึงลงทุน

อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย สำหรับการออมเงินให้ครบทั้งสองส่วน แต่เชื่อเถอะ มันจะทำให้การลงทุนของคุณลื่นไหล ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังว่าจะได้ทุนคืนจากการลงทุนรึเปล่า ระหว่างที่ออมเงินอยู่นั้น คุณก็อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยโดยเปล่าประโยชน์ล่ะ

หมั่นศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างแข็งขัน ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจหรือเรื่องที่เราสนใจจะลงทุนให้เป็นนิตย์ล่ะ เมื่อถึงเวลาลงทุนจริงจะได้ไม่งกเงิ่นตอนจิ้มเลือกหุ้นหรือกองทุนหรือไปค้าขายออนไลน์ใดๆ ก็ตาม

ลองเปิดกระเป๋าของเราดู ขุดบัญชีออมทรัพย์ขึ้นมาตรวจตัวเลข ตอนนี้เรามีเงินออมฉุกเฉินกี่บาท และเป้าหมายออมเงินสำหรับลงทุนของเราก้าวไปถึงไหนแล้ว ถ้าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว ก้าวต่อด้วยการเปิดพอร์ตลงทุนได้เลย อย่างน้อยก็มีความมั่นใจเป็นต้นทุนที่สำคัญ

มาริสา จงคงคาวุฒิ สังคมน่าอยู่เพราะมีการแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579282

  • วันที่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

มาริสา จงคงคาวุฒิ สังคมน่าอยู่เพราะมีการแบ่งปัน

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร-วันวิสา เหมือนศรี ภาพ  ทีเอ็มบี

สังคมที่ดีและน่าอยู่ต้องเป็นสังคมที่มีการแบ่งปัน มีทั้งผู้ให้และผู้รับ มีคนที่สนใจในเรื่องของการทำจิตอาสาในระดับองค์กรหรือส่วนตัวกันมากขึ้น เช่นเธอคนนี้ที่สนใจในเรื่องงานจิตอาสามาตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ จนถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว ที่เธอยังทำงานในส่วนนี้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใดก็ตาม

มาริสา จงคงคาวุฒิ เจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ธนาคารทีเอ็มบี สาวสวยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี ผู้ดูแลโครงการศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้าของธนาคารทีเอ็มบี ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 ศูนย์ คือ ศูนย์ไฟ-ฟ้า ประดิพัทธ์ ประชาอุทิศ บางกอกน้อย และที่ถนนจันทน์ เพื่อเปิดโอกาสและปลูกฝังให้กับเยาวชนในชุมชนที่มีอายุ 12-17 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตได้รู้จักการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ผ่านการเรียนรู้และการทำกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะ รวมถึงการพัฒนาทักษะชีวิต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยจุดมุ่งหมายให้เยาวชนได้นำสิ่งที่เรียนรู้ไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว และช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคมรอบข้างให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ปีนี้ครบรอบปีที่ 10 จึงได้เปิดตัวแคมเปญเด็กธรรมดาคือสิ่งที่สวยงาม เพื่อสะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนว่าทีเอ็มบีไม่ได้ต้องการเสริมทักษะเพื่อมุ่งพัฒนาเยาวชนสู่ความเป็นเลิศหรือเพื่อการแข่งขัน แต่ต้องการมอบโอกาสให้เด็กในชุมชนท้องที่ ที่อาจมีต้นทุนติดลบหรือไม่เคยได้รับโอกาสให้ได้มีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ ในสังคม อยากให้เด็กธรรมดาได้ค้นพบตัวเอง ค้นพบศักยภาพ เกิดแรงบันดาลใจ มีความสุขกับชีวิต ได้รับการยอมรับและสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคต

มาริสา บอกว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้น ถ้าเราได้เจอหรือได้ทำอะไรในสิ่งที่รักก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดีมาก สิ่งสำคัญเลยคือถ้าทุกสิ่งที่คุณทำไม่ว่างานหรือว่าอะไร แล้วเป็นงานที่มันได้เผื่อแผ่ถึงคนอื่นบ้างก็ทำเลย

“ก่อนที่จะมาทำงานที่นี่ เมื่อเห็นทีเอ็มบีเขาทำ CSR แบบนี้ เป็นคนภายนอกยังไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีเอ็มบี ก็รู้สึกว่าโหดีจังเลย เราต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นทีเอ็มบีแล้ว มันเป็นเพราะผลพวงจากนี้แหละ จากการที่เขาให้โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ให้โดยที่เขาไม่ได้มาบอกคนอื่น ทำมาเงียบๆ และต่อเนื่อง”

เธอบอกว่า จากคนที่เติบโตมากับงานสายการตลาดกว่า 10 ปี ย้ายมาสู่งานสาย CSR ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อหวังให้เด็กๆ ได้รับโอกาสที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เธอได้เล่าถึงที่มาของการเปลี่ยนสายงานจากนักการตลาด ตั้งแต่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเอแบคด้าน MBA และทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้องค์กรใหญ่ๆ มากว่า 10 ปี

“เป็นความชอบส่วนตัว เราเคยอยู่องค์กรใหญ่ๆ ก็ได้มีโอกาสทำ CSR ซึ่งเป็นพาร์ตหนึ่งของแบรนด์ ซึ่งรู้สึกว่ามันดี ได้ช่วยเหลือคนอื่น เราก็เลยรู้สึกว่าศาสตร์นี้ก็ดีเหมือนกัน เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำงานที่ทีเอ็มบี เลยเปลี่ยนจากมาร์เก็ตติ้งมาทำ CSR ที่นี่เลย จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วก็รู้สึกว่าได้ใช้ทักษะเหมือนกัน ถึงแม้งานด้านจิตอาสาจะมีความแตกต่างจากงานด้านการตลาด เนื่องจากปรับเปลี่ยนจากการค้ากำไรมาเป็นการค้าที่ไม่ได้หวังผลกำไร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงการต้องปรับตัวอะไรมากนัก เพราะในแง่ของการทำงานต้องมีเรื่องของการบริหารจัดการคน กระบวนการในการทำงาน ซึ่งเป็นเพียงแค่การปรับเทคนิคในด้านการทำงานเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นความรู้สึกใหม่ๆ ที่ได้สร้างสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เกิดเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อสังคม” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอบอกว่า งาน CSR ต้องมีทีมและงบประมาณสนับสนุนที่ดี เพราะมันเป็นงาน Back Office ไม่ใช่งานที่จะทำธุรกิจทำกำไร และทีเอ็มบียังทำต่อเนื่องจริงจังไม่ได้ฉาบฉวยแต่ลงลึก ไม่ใช่เน้นแค่บริจาคให้ทุนแล้วจบ แต่เน้นให้องค์ความรู้นำไปใช้ต่อยอดสร้างงานสร้างอาชีพได้ เอาวิชาความรู้ที่มีไปช่วยเหลือสังคม ในอนาคตต้องการสร้างโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือเด็กและชุมชนมากขึ้น โดยจะขยายศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้าเพิ่มอีก 1 แห่งในเร็วๆ นี้ เพราะตั้งใจที่จะช่วยเหลือเด็กในชุมชนต่างๆ ที่ขาดโอกาส

เป้าหมายหลักคือต้องการรณรงค์ให้สังคมรับรู้ถึงแนวคิด เพื่อช่วยกันทำให้ทุกคนได้เห็นความสำคัญของเด็กธรรมดาที่อาจมีต้นทุนติดลบ และเด็กๆ ในชุมชนที่โอกาสน้อยกว่าเด็กทั่วๆ ไป ที่มักจะถูกมองข้ามจากคนส่วนใหญ่ โครงการเติบโตขึ้นทุกๆ ปี ทั้งจำนวนเด็กที่เข้าร่วมโครงการและอาสาสมัครเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากเดิมมีศูนย์การเรียนรู้ที่กระจายอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด 4 แห่ง จึงมีแพลนจะเปิดศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ขึ้นอีก 1 แห่ง ที่ จ.สมุทรปราการ

สำหรับหลักในการทำงานของเธอนั้น คือคิดแล้วลงมือทำ คิดเร็วทำเร็ว คือตั้งเป้าแล้วก็อยากจะทำเลย อย่างงาน CSR ที่พอมีแล้วได้โอกาสก็ทำเลย แต่ก็พยายามที่จะช้าๆ ลงบ้าง พยายามถอดบทเรียนในทุกๆ อันที่เคยทำ ว่าอันนี้เร็วไปมันเลยเป็นอย่างนี้ อันนี้ช้าไปจะเป็นอย่างนี้ ต้องปรับไปเรื่อยๆ เพราะการทำงาน ที่ผ่านมาโชคดีที่มีผู้ใหญ่ มีเจ้านาย และทีมสนับสนุนกันมาอย่างดี

ก่อนที่จะทำงานชิ้นไหนก็ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ก่อนให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ทำนั้นทำไปเพื่ออะไร เพราะถ้ามีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ก็จะเข้าใจตรงนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจวัตถุประสงค์ไปในทิศทางเดียวกันก็จะไม่หลงทาง จะยอมเสียเวลาตรงนั้น พยายามมีแผนการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจน เพื่อให้เดินไปตรงตามเป้าหมายไม่เสียเวลา

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคบ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาในการทำงาน แต่เธอมีวิธีการรักษาจิตใจตัวเองให้เข้มแข็งหนักแน่นด้วยการนั่งสมาธิและปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ที่นับถือ เนื่องจากเป็นคนที่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาบางทีอาจจะเร็วเกินไป เพื่อเป็นการเบรกตัวเองให้ช้าลง เพื่อความสมดุลในการทำงาน

เธอบอกว่าโชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ในองค์กรที่ดี โชคดีที่เจอเจ้านายที่ให้โอกาส เจอลูกน้องที่เข้าใจ ถ้าเขาไม่เข้าใจก็จะพยายามปรับตัวเข้าหากัน มีอะไรก็บอกกันตรงๆ โชคดีที่ได้เจอครอบครัวการทำงานแบบนี้ ก็มีบ้างคนที่ไม่เข้าใจกัน แต่มันก็ไม่ได้ถึงขนาดแบบบั่นทอนจิตใจ มีคนที่พร้อมที่จะให้กำลังใจ มีคนพร้อมที่จะเข้าใจ ทำให้การทำงานทุกวันมีความสุขพร้อมลุยไปข้างหน้า

ตอนนี้เมื่อช่วงชีวิตย่างเข้าสู่ช่วงวัย 40 กว่า ที่ไม่ได้เน้นเรื่องความสุขที่เกิดภายนอก แต่เน้นการสร้างความสุขที่ภายใน

“ก็ขอให้ตัวเองมีโอกาสได้ทำงานที่เรารัก อย่างงานโครงการไฟ-ฟ้าที่เรารัก เป็นงานที่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น ส่งต่อให้เด็กรุ่นใหม่ๆ คือการได้ให้ตอบและได้ส่งต่อ มีสันติมีความสงบสุขในใจ เหมือนเวลาที่เราเครียดก็จะมาที่ศูนย์ไฟ-ฟ้านี้ เมื่อเราได้เห็นเด็กๆ พอเราได้มาอยู่กับเด็ก เขาใส เขายิ้ม เขาซื่อๆ แค่ได้กอดทีหนึ่ง มันก็หายแล้ว ได้เติมพลัง ได้เห็นเด็กมากินอาหาร มาทำกิจกรรมโน่นนั่นนี่ ได้คุยกับเขาได้ ความคิดใหม่ๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกเติมเต็มแล้ว ซึ่งเขาเป็นผู้ให้เราด้วยซ้ำ” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

เธอยังสนุกกับงานและยังอยากจะช่วยเหลือเด็กๆ ให้ได้มากกว่านี้ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ถ้าชุมชนดี เราก็ดีไปด้วย เป็นทั้งผู้ให้และเป็นทั้งผู้รับ เด็กๆ เมื่อเคยได้รับแล้วเขาก็จะรู้จักให้ต่อไป

ใส่หน้ากากออกกำลังกาย ได้มากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579169

  • วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 11:00 น.

ใส่หน้ากากออกกำลังกาย ได้มากกว่าที่คิด

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

ในสถานการณ์เผชิญฝุ่นพิษทั่วโลกแบบนี้ กระทบต่อสุขภาพของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็คือการสูดหายใจเข้าไปตรงๆ ส่วนทางอ้อมที่เรากำลังพูดถึงนี้ก็คือการที่เราไม่สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งและอินดอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก

ยิ่งมีประกาศให้ประชาชนงดออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูงกว่า 100 ขึ้นไปด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราขาดโอกาสในการออกกำลังกาย หากวันไหนที่ค่าฝุ่นเพิ่มสูงกว่า 150 แม้จะออกกำลังกายในห้องยิมก็ต้องใส่หน้ากากกันฝุ่น N95 ซึ่งเราต่างรู้ดีว่าเป็นหน้ากากที่หายใจลำบากที่สุด แต่ก็ปลอดภัยที่สุดเช่นกัน แต่รู้ไหมว่าการใส่หน้ากากออกกำลังกายก็มีข้อดีที่ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งเราเรียกการออกกำลังกายแบบใส่หน้ากากนี้ว่า เทรนนิ่งมาสก์ หนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายแบบอัลติจูด สำหรับคนที่อยากเพิ่มความอึดให้กับตัวเอง

แนวคิดของการออกกำลังกายแบบ อัลติจูด เทรนนิ่ง ก็คือการฝึกการออกกำลังกายที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,500 เมตรขึ้นไป ยิ่งสูงมากร่างกายยิ่งมีความอดทนในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น นิยมใช้ในหมู่นักกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังอย่างหนักและต่อเนื่อง เช่น นักมวย นักวิ่งระยะกลาง นักปั่นจักรยานทางไกลประเภทไต่เขา

ทั้งหมดนี้เริ่มจากการตั้งคำถามที่ว่าทำไมในการแข่งขันกีฬาระดับโลก นักกีฬาที่มาจากประเทศที่มีพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 เมตรขึ้นไป ถึงสามารถเอาชนะการแข่งขันกีฬาในหลายประเภทได้ทั้งที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีงบพัฒนาวงการกีฬามากนัก

นักวิทยาศาสตร์จึงค้นคว้าและวิจัยในเรื่องการออกกำลังกายบนที่สูงที่มีออกซิเจนเบาบาง จึงพบความลับในร่างกายมนุษย์อย่างหนึ่งว่า เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลที่ประมาณ 2,500 เมตรขึ้นไป ไม่ว่าจะออกกำลังกายหรือไม่ก็ตาม ตลอด 24 ชั่วโมง ร่างกายจะเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงเพื่อจับออกซิเจนมาเลี้ยงร่างกายให้ได้มากขึ้น

โดยเฉพาะนักกีฬาที่ฝึกฝนอย่างดีจะสามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงได้มากกว่านักกีฬาที่ไม่ได้ออกกำลังกายในแบบเดียวกันถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย เหนื่อยน้อยลง ทำให้นักกีฬาได้เปรียบในการแข่งขัน

จึงมีคนคิดค้นรูปแบบการออกกำลังกายด้วยการใส่หน้ากาก จำกัดการรับออกซิเจนให้กับร่างกายขึ้นมา หลักการทำงานก็คือทำให้ร่างกายหายใจเอาออกซิเจนได้น้อยลง ดังนั้น เราจะใช้หน้ากากที่ออกแบบมาเฉพาะ หรือจะใช้หน้ากากกันฝุ่นระดับ N95 ก็ได้ผลที่คล้ายกัน

แนวทางในการออกกำลังกายด้วยการใส่หน้ากากนั้น มีสิ่งที่ต้องรู้อย่างแรกนั้นก็คือ ควรใส่ก่อนออกกำลังกายประมาณ 30 นาทีเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวคุ้นชินกับปริมาณออกซิเจนที่ลดลง จากนั้นลดโปรแกรมการฝึกลงอย่างละครึ่ง จากเดิมที่เคยวิ่งเป็นเวลา 45 นาที ให้เหลือ 20 นาที และลดความเร็วในการวิ่งลง ให้อยู่ในระดับที่ไม่หนักจนเกินไป

ทำแบบนี้ในช่วงสัปดาห์แรก จนกว่าจะรู้สึกคุ้นชิน ไม่มีอาการหน้ามืด อึดอัด เหนื่อยหอบ หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ค่อยเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น

สิ่งที่เราจะได้รับจากการใส่หน้ากากออกกำลังกายคือ เพิ่มความจุดปอด เสริมสร้างความแข็งแรงของกะบังลม เพราะแค่สร้างแรงต้านทานหายใจ แม้จะวิ่งเบาๆ ก็จะเหนื่อยเท่ากับการวิ่งเร็วเกือบเต็มกำลัง ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน แค่ใส่หน้ากากฝึกซ้อม 30 นาที จะเท่ากับออกกำลังกายทั่วไป 1 ชั่วโมง

ช่วยให้ผู้ฝึกมีสมาธิความอดทนในการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะความรู้สึกเหนื่อยจนอยากจะเลิกตลอดเวลา บังคับให้มีจังหวะหยุดสูดหายใจลึกขึ้น และจะติดเป็นนิสัยหายใจลึกเป็นจังหวะเวลาถอดหน้ากาก

ดังนั้น คนที่ไม่อยากใส่หน้ากากออกกำลังกายลองมองในแง่บวกแล้วปรับตัวให้คุ้นชิน อย่างไรก็ตาม เราไม่แนะนำให้ใส่ออกกำลังกายในที่โล่ง ควรใส่ออกกำลังกายในยิมในวันที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเท่านั้น เพราะระหว่างออกกำลังกายหากมีรอยลมรั่วจะยิ่งทำให้เราดูดฝุ่นพิษเข้าสู่ร่างกายอยู่ดี