4 วิธีสร้างผลงานดีและอยู่ยงกับองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579166

  • วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 10:30 น.

4 วิธีสร้างผลงานดีและอยู่ยงกับองค์กร

เรื่อง เรื่อง  กันย์  ภาพ  pixabay

การรักษา “คน” ไว้กับองค์กรเป็นปัญหาที่ใหญ่มากไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตและประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาวขององค์กรคือตัวพนักงานกับองค์กร และการดำเนินงานได้ตรงตามเป้าหมาย นั่นแปลว่า องค์กรต้องสร้างความตื่นเต้นและแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งหมายถึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่สร้างความท้าทายให้บุคลากร ไม่ใช่ในฐานะพนักงาน แต่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญต่อองค์กรต่างหาก

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง กล่าวว่า ต่อไปนี้เป็นกลวิธีที่องค์กรสามารถนำไปใช้สร้างความเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการเติบโต ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนและดำเนินต่อไปได้แม้ภาวะความเปลี่ยนแปลงแบบไหนก็ตาม

1.สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับพนักงาน

การสร้างวัฒนธรรมที่เห็นคุณค่าของการมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อพนักงานในองค์กรจะสร้างเหตุผลจูงใจในการมาทำงานทุกวันที่แท้จริง จะทำให้พนักงานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและพัฒนาขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจในสภาวะที่โลกมีความซับซ้อนขึ้นทุกขณะ เพราะอย่างไรก็ตาม “คน” คือผู้ขับเคลื่อนองค์กร การทำงานอาจจะมีมากกว่าแค่เรื่องของผลตอบแทน แน่นอนว่างานที่ท้าทายและความผูกพันกับองค์กรก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้พนักงานอยู่กับองค์กรไปอย่างเหนียวแน่น

2.ถามคำถาม!

ส่วนสำคัญของการสร้างองค์กรที่มุ่งเน้นการเติบโตคือการถามคำถามพนักงานอย่างสม่ำเสมอ การสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการถามคำถาม” จะช่วยให้พนักงานสามารถระบุความคุ้นเคยได้ และช่วยยกระดับความคาดหวังที่มีต่อผลการปฏิบัติงานทั่วทั้งองค์กรได้ รวมทั้งช่วยฝึกให้พนักงานพิจารณาวิธีการทำงานของตนอย่างรอบคอบ และทำให้มั่นใจว่ามีเหตุผลที่ฟังขึ้นสำหรับการตัดสินใจทุกๆ ครั้ง ซึ่งการตั้งคำถามที่มีประสิทธิภาพนี้ต้องมีเทคนิคการตั้งคำถามที่ถูกต้องเป็นทักษะประเภทหนึ่ง

3.เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้าบ้าง

บางทีความขัดแย้งและการเผชิญหน้าก็มีประโยชน์ และมีความหมายของการทำงานเป็นทีมที่แท้จริง และยังจำเป็นต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จุดประสงค์ของการมาทำงานไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีความสุขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างการพัฒนาของพนักงานให้ถึงขีดสุดและผลลัพธ์ที่ทุกคนต่างพอใจ เพราะฉะนั้นการขัดแย้งกันบ้างในเรื่องงานจะทำให้เกิดสิ่งใหม่ในที่สุด ไม่ใช่ต่างเกรงใจกันจนไม่เกิดผลงาน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะเกิดความเบื่อหน่ายและทำให้ไม่อยากจะทำงานร่วมกันในที่สุด

4.ให้ข้อมูลป้อนกลับตามตรงและเอาใจใส่

เปิดช่องทางการสื่อสารไว้ตลอดโดยการบอกผลการปฏิบัติงานให้กับพนักงานอยู่เสมอ หากปราศจากการให้ข้อมูลป้อนกลับ จะเป็นการปิดโอกาสที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดการเติบโตและการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเหตุผลว่าการให้ข้อมูลป้อนกลับนั้นเป็นการเอาใจใส่ประการหนึ่ง หลายคนกลัวที่จะได้รับหรือให้ข้อมูลป้อนกลับเพราะไม่อยากแสดงออกถึงข้อบกพร่องหรือสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้อื่น แต่หากจัดการอย่างถูกวิธีแล้ว ผู้อื่นก็จะเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับนี้ จะสามารถนำพาบุคลากรและองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองจากคุณลักษณะภายในได้

เหตุผลสำคัญของการดำเนินกลยุทธ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับอนาคตมากกว่าปัจจุบัน การสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้รู้จักตนเองได้อย่างมากผ่านการถาม ความขัดแย้ง และข้อมูลป้อนกลับ ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตขององค์กรที่จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาได้มากขึ้นและมีความยั่งยืน พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้นแล้วหากองค์กรยังอยู่กับวัฒนธรรมความเกรงใจกันไม่กล้าที่จะขัดแย้ง เผชิญหน้า หรือให้ข้อมูลป้อนกลับ พนักงานอาจจะเบื่อหน่ายและออกไปหาโอกาสใหม่ๆ ในที่สุด จนองค์กรต้องสูญเสียคนเก่งๆ ไป

รมิตา เสน่ห์ งานดีไซน์จากเปลือกถั่วลิสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579170

  • วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 10:30 น.

รมิตา เสน่ห์ งานดีไซน์จากเปลือกถั่วลิสง

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากสถิติเมืองไทยมีขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรมมากถึง 30 ล้านตัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ หลากหลายอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นใช้กระบวนการจัดการของเสีย ผ่านการออกแบบวัสดุ หรือ Material Design ที่นำวัตถุดิบซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือนำมาใช้ซ้ำ เพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดจากขยะ และลดความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต

ผลงานการออกแบบของ มิตา-รมิตา เสน่ห์ วัย 21 ปี นักศึกษาภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม สาขาออกแบบสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่นำไอเดียจากความชอบของแม่ที่ชื่นชอบการกินถั่วลิสงต้มมาก เธอจึงปิ๊งแนวคิดน่าจะพัฒนาเปลือกถั่วที่แม่ทิ้ง มาพัฒนาไปเป็นวัสดุของตกแต่งบ้านสุดเก๋

ปัจจุบัน มิตา กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่ภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม คณะถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สอนให้เธอเรียนรู้ด้านวัสดุที่แตกต่าง เธอเลือกเรียนภาควิชานี้เพราะสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีการทอ การย้อม การเพนต์ และการถัก โดยมิตาสนใจด้านวัสดุมากเป็นพิเศษ

“ดิฉันชอบเท็กซ์ไทล์ เพราะชอบเย็บผ้าเหมือนแม่ และดิฉันเลือกเรียนสาขานี้ เพราะเครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ เรียนเพื่อได้ทั้งเป็นนักออกแบบสิ่งทอที่อยู่ในงานตกแต่งบ้านหรือแฟชั่นดีไซน์ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกแบบเสื้อผ้าอย่างเดียว ซึ่งวัสดุภายในบ้านด้านเท็กซ์ไทล์ ได้แก่ ผ้าม่าน โซฟา ฯลฯ ถ้าออกแบบเครื่องแต่งกายเรียกแฟชั่นดีไซน์ แต่เท็กซ์ไทล์จะเรียนสำหรับเครื่องใช้ที่ใช้ในชีวิตจริงๆ หรือดิฉันจะผันตัวเองไปเป็นนักออกแบบกราฟฟิก ออกแบบลายบนเสื้อผ้า หรือนักออกแบบตกแต่งภายในก็ได้ ซึ่งภาคศิลปะอุตสาหกรรมคือการออกแบบผลิตภัณฑ์อินดัสเทรียล ดีไซน์ สามารถผลิตของได้ในจำนวนมากๆ”

ความภาคภูมิใจล่าสุดของมิตา คือ โปรเจกต์ “พีนัท เบทเทอร์” เป็นโครงการออกแบบเคหะสิ่งทอจากเปลือกถั่วลิสง เธอเลือกเฉพาะเปลือกถั่ว เพราะมักเห็นในถังขยะเต็มไปหมด เธอจึงอยากนำเปลือกถั่วให้เป็นมากกว่าแค่ปุ๋ย มิตานำเปลือกถั่วมาติดบนชิ้นงานแล้วระบายสีลงไป ทำให้ชิ้นงานมีลักษณะ 3 มิติ

ในระยะแรก เธอพบอุปสรรคคือต้องใช้เปลือกถั่วเป็นจำนวนมาก เธอจึงไปหาซื้อจากร้านจำหน่ายปุ๋ย ซึ่งใช้เปลือกถั่วลิสงที่เขาใช้ในการเกษตร โดยเสิร์ชจากกูเกิล และพุ่งเป้าไปแหล่งวัตถุดิบที่ จ.ลพบุรี ที่ทำการเกษตรปลูกถั่วลิสงที่นำถั่วลิสงมากะเทาะนำเมล็ดไปปลูกต่อและเหลือเปลือกทิ้ง ซึ่งยอมจำหน่ายเปลือกถั่วให้เธอในราคาถูก 5 กิโลกรัม 30 บาท ต้นทุนสร้างสรรค์วัตถุดิบจึงไม่สูงนัก

“เปลือกถั่วเป็นวัตถุดิบธรรมชาติ เมื่อใช้ไม่หมดจึงเกิดเชื้อราได้ง่าย ดิฉันจึงไปปรึกษาและศึกษากับคณะนาโนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีสารอยู่ตัวหนึ่งช่วยไม่ให้เปลือกถั่วเป็นเชื้อราได้คือ สารซิงค์ออกไซด์ มันจะมีตัวช่วยยับยั้งการเกิดขึ้นของแบคทีเรียบนเปลือก เก็บเปลือกถั่วไว้นานเท่าไหร่ก็ไม่เกิดเชื้อรา ดิฉันจึงใส่สารตัวนี้ลงไปทั้งตอนปั่นเปลือกถั่วลิสงให้ละเอียดกับขั้นตอนการย้อมสี

ตอนแรกดิฉันนึกถึงเท็กซ์เจอร์ของไม้ค็อกที่ใช้ทำจุกไวน์ มันเป็นไม้ที่เขาสามารถนำไปตกแต่งบ้านได้ด้วย หรือเอาไปทำเป็นบอร์ด ดิฉันคิดว่าเอาเปลือกถั่วลิสงไปทำอย่างนั้นก็ได้ ดิฉันจึงเอาไปเปลี่ยนรูปแบบด้วยการปั่นให้ละเอียด”

เมื่อได้เปลือกถั่วลิสงชิ้นเล็กๆ แล้ว ขั้นตอนการสร้างงานต่อไปคือ นำเปลือกถั่วลิสงที่ผ่านการปั่นด้วยเครื่องมูลิเนค (หากเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องใช้เครื่องจักรในการปั่น) แล้วนำเศษเปลือกถั่วลิสงที่ละเอียดๆ ไปผสมกับกาว นำมารีดด้วยลูกกลิ้งไม้ โดยนำแผ่นพลาสติกมาวางด้านบนกับด้านล่าง

“พอรีดได้เป็นแผ่นๆ แล้ว ดึงพลาสติกออกและนำไปตากแห้ง ก็จะได้เป็นแผ่นๆ จากนั้นดิฉันจะออกแบบลวดลายในคอมพิวเตอร์ และนำแผ่นเปลือกถั่วลิสงที่ได้ไปเลเซอร์ตัดตามลายรูปทรงเรขาคณิต เพราะดิฉันชื่นชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นลอฟต์เป็นพิเศษ มันดูเรียบง่ายและสะท้อนความดิบของวัสดุได้ดี พอได้เป็นแผ่นๆ ทำให้เห็นลายเนื้อถั่วเป็นผืนๆ แผ่นๆ ได้เป็นชิ้น ก็สามารถนำมาประกอบกัน เช่น ประดับบนโคมไฟ หรือทำเป็นกรอบรูปตั้งโชว์หรือติดบนผนัง กลายเป็นงานศิลปะบนผนังก็ได้ โดยผ่านการใส่สีผสมเข้าไปให้มีความหลากสี ดิฉันมีแผ่นเปลือกถั่วลิสงทั้งหมด 4 สี”

สีแรกเกิดจากการฟอกเป็นสีธรรมชาติที่ทำให้สีอ่อนลง 2.ย้อมด้วยอัญชัน 3.ย้อมด้วยกระเจี๊ยบ และอื่นๆ จนเกิดเป็นแผ่นต่างสี สามารถนำมาต่อกันให้เกิดลวดลายได้ เพื่อหลีกหนีความจำเจ โดยผลงานของมิตาสามารถนำมาต่อยอดได้ นอกจากโคมไฟ กรอบรูป และประดับผนังแล้ว ยังนำไปเป็นผ้าปูโต๊ะได้อีกด้วย

ทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดราว 1 ปี โดยได้รับเสียงชื่นชมจากอาจารย์เป็นอย่างมาก กว่าชิ้นงานจะประสบความสำเร็จเธอพบกับอุปสรรคและหาหนทางแก้ไขอยู่หลายครั้ง

“อุปสรรคอื่นๆ ที่ดิฉันได้เรียนรู้คือ หลังจากส่งงานรอบสุดท้ายไปแล้ว ดิฉันก็นิ่งนอนใจ พอได้วัสดุมาแล้วก็ไม่ได้คิดถึงผลิตภัณฑ์ต่อยอดต่อไป เรียกว่าดิฉันขี้เกียจในตอนต้น กว่าจะเริ่มได้จริงใช้เวลานานมาก พอเจอเพื่อนที่เริ่มงานไปแล้ว ดิฉันทำงานช้ากว่าเพื่อนถึง 1 เดือน ทำให้ดิฉันคิดว่าไม่ได้แล้ว เรียกว่ามีเพื่อนเป็นตัวกระตุ้น คืองานเพื่อนจะเสร็จแล้ว แต่งานดิฉันยังไม่ถึงไหนเลย ดิฉันจึงรีบถีบตัวเองทำงานทุกวันอย่างทุ่มเท จากนั้นก็มุ่งมั่นจนทำงานได้สำเร็จ นอกจากนี้ปัญหาเรื่องสุขภาพก็มี เพราะเมื่อปั่นเปลือกถั่วลิสงได้เป็นอณูเล็กๆ ทำให้เปลือกเข้าตาจนเกิดอาการตาแดงและเป็นตากุ้งยิง ก็ต้องหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย

ดิฉันเป็นเด็กรุ่นใหม่ ดิฉันคิดว่าอาจจะยังไม่มีคนคิดนำเปลือกถั่วลิสงไปทำ อาจเป็นการเลือกเห็นสิ่งที่แทบจะไร้ค่า แต่เราสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าได้ ดิฉันคิดว่าจุดนี้น่าจะทำให้คนหันมารักษ์โลกมากขึ้น ทำให้เขาเห็นค่าของสิ่งของรอบตัว คิดใส่ไอเดียเข้าไป อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้”

สิ่งที่มิตาคาดหวังก็คือ อาจจะมีคนรักการตกแต่งบ้านเห็นชิ้นงานของเธอและเกิดการสนใจ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของเปลือกถั่วลิสงไปตกแต่งบ้านบ้างก็ได้

“ดิฉันอยากทำให้เปลือกถั่วลิสงมีมูลค่ามากขึ้นไปอีก ดิฉันอาจสร้างแบรนด์ของตัวเองก็ได้ หากได้สร้างสรรค์งานต่อ จะพัฒนาขึ้นจากคอลเลกชั่นเดิมๆ ทำให้ใช้ได้จริงมากขึ้น ทำได้ในปริมาณมากๆ สำหรับการขายในเชิงธุรกิจมากขึ้นค่ะ”

ใครสนใจแนวคิดของมิตา สามารถติดต่อได้ที่ happymitar@gmail.com หรือไลน์ไอดี happymitar

จระเข้ตัวเล็กนิดเดียว ความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579070

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 11:45 น.

จระเข้ตัวเล็กนิดเดียว ความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จิ๋ว เป็นจระเข้ตัวเล็ก หางก็เล็ก แขนขาก็เล็ก มันไม่มั่นใจว่าจะทำงานได้ผลดีเท่าตัวอื่น ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า แต่สุดท้ายขนาดไม่สำคัญ ความรับผิดชอบในหน้าที่ต่างหากทำให้จิ๋วได้รับคำชื่นชม

“ไอริณ อิสริยะเนตร” คือผู้เขียนและวาดภาพประกอบครอบครัวจิ๋ว ในนิทานเรื่อง “จระเข้ตัวนิดเดียว” ผลงานเล่มแรกที่เธอเองก็ไม่มั่นใจเพราะชั่วโมงบินน้อย หากนิทานเรื่องนี้ก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ นิทานรางวัลแว่นแก้วครั้งที่ 14 ปี 2561 ชุดนิทานส่งเสริมคุณธรรม

ไอริณ เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปัจจุบันเป็นนักวาดภาพประกอบอิสระ แน่นอนเรียนมาสายนี้ สิ่งที่เธออยากทำมากที่สุด คือ หนังสือเพื่อเด็กๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากการเรียน ทำให้เธอตกผลึกจนเกิดนิทานเล่มแรก “ตอนเรียนได้ทำสื่อการเรียนการสอนเด็ก ออกแบบฝึกหัดให้เด็ก เรียนตั้งแต่การคิดจนออกมาเป็นรูปเล่ม เด็กในแต่ละวัยต้องการอะไร

การที่เรียนด้านนี้ช่วยในการเขียนนิทานมาก มีคำถามถามตัวเองตลอดเวลา ตรงนี้ใส่ทำไม อันนี้มีความหมายต่อเรื่อง ต่อจุดประสงค์ของเราไหม ถ้าภาพเล่าเรื่องแทนได้แล้วไม่ต้องใส่คำก็ได้”

จระเข้ตัวเล็กนิดเดียว ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างแยบยลและน่ารัก “การประกวดมีหัวข้อ ชุดนิทานส่งเสริมคุณธรรม มีหัวข้อแยกย่อยอีกหลายอย่าง เช่น ขยัน ประหยัด มีวินัย สุภาพ มีน้ำใจ หนูเลือก ความรับผิดชอบ คิดว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของเด็ก ถ้าเด็กมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม เขาเติบโตก็ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น

หนูก็เริ่มวาดก่อน เพราะชอบทำงานจากสิ่งที่อินที่สุดในตอนนั้น แล้วตอนนั้นชอบวาดจระเข้ ชอบรูปทรงของมัน คนมักนึกถึงจระเข้น่ากลัว ตัวใหญ่ แต่เราสามารถสื่อออกมาน่ารัก ตัวอวบ ขาเล็ก แขนเล็ก หางเล็ก ใช้โทนสีตัดกัน เขียว เหลือง ชมพู ให้ดูสดใส

พอได้จระเข้ กลับมาที่หัวข้อ จะเอาความรับผิดชอบมาสอนเด็กยังไง เริ่มหาข้อมูล ยุคนี้พ่อแม่จะสอนเด็กในเรื่องนี้เขาทำกันยังไง

ก็ได้มาคือ ให้หน้าที่เด็กรับผิดชอบหนึ่งอย่าง เจาะลึกลงไป นึกถึงตอนหนูเด็ก พ่อแม่ให้ทำอะไรสักอย่าง แล้วชม หนูก็รู้สึกดีแล้วทำมาเรื่อยๆ กลายเป็นความชอบไม่ใช่หน้าที่ ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

ถ้าให้เด็กมีความสุขกับสิ่งที่ทำเขาจะทำได้ สนุกสนานกับมัน และต้องมีคำชม หนูว่ามันเป็นแรงผลักดันที่ดี อย่าพูดไปก่อนว่า ทำไม่ได้หรอก หรือบังคับว่าต้องทำให้ได้นะ ถ้าพ่อแม่บังคับแล้วเด็กทำไม่สำเร็จยิ่งออกมาทางลบ”

เมื่อได้คอนเซ็ปต์ของเรื่อง ในรายละเอียดก็อบอวลไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ “จระเข้มีหางที่ใหญ่ เอามาประยุกต์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ใช้หางทาสี ตัวเอกตัวเล็ก หางไม่ใหญ่เหมือนคนอื่น เป็นอุปสรรคในเรื่องว่าเขาจะใช้หางยังไง

พอพูดถึงความรับผิดชอบ หนูไม่อยากสอนว่า เด็กไม่มีความรับผิดชอบเป็นเด็กไม่ดี เด็กมีความรับผิดชอบเป็นเด็กดี เลยนำเสนอด้านบวก ให้ตัวแวดล้อมไม่มีใครพูดแย่ๆ กับเขาเลย ถึงเขาจะแย่กังวล ก็มีแต่คนพูดดีๆ ให้กำลังใจ

ตอนที่เขาเสนอความคิดเห็นกับพี่ๆทุกคนก็รับฟัง ไม่มีใครขัด เขาช่วยทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งน้อยๆ ที่เขาทำ ช่วยให้ภาพรวมน้ั้นสมบูรณ์

ตรงนี้ได้ไอเดียมาจากตอนเรียน นิทานหลายเรื่องเอาเรื่องลบมาก่อนแล้วมาบอกผลตอนจบว่าเป็นบวก หนูคิดว่า ถ้าอยากให้เห็นด้านดีๆ ให้เนื้อเรื่องมันบวกไปเลยดีกว่า ก็ถูกจริตกับตัวเองด้วยที่มองอะไรในทางบวก”

ในปี 2562 ไอริณ กำลังคิดคอนเซ็ปต์นิทานเรื่องใหม่ เพื่อส่งเข้าประกวดเวทีเดิม รอติดตามกันว่า เธอจะสร้างอะไรออกมาเป็นสื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน

รวมภาพพิมพ์ ‘ศิลปินคิวบา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579066

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 11:07 น.

รวมภาพพิมพ์ ‘ศิลปินคิวบา’

โดย อฐิณป ลภณวุษ

ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสปริงฟิลด์ รัฐมิสซูรี กำลังมีนิทรรศการภาพพิมพ์จากศิลปินชาวคิวบา ไปจนถึงวันที่ 17 มี.ค.นี้ โดยนิทรรศการEl Grabado : Contemporary Cuban Printmaking นับเป็นการรวบรวมผลงานภาพพิมพ์จากศิลปินชาวคิวบาเอาไว้ได้มากมายที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยจำนวนเจ้าของผลงานมากกว่า 30 ท่าน

ผลงานศิลปะทั้งหมดเกิดจากแหล่งที่มาร่วมกัน คือ การทำงานกับ เดอะ ทอลเลอร์ เอกซ์เพอริเมนทัล เด กราฟิกา เด ฮาบานา (The Taller Experimental de Grafica de Habana) ศูนย์เวิร์กช็อปด้านศิลปะการพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดในคิวบา ซึ่งภาพพิมพ์กว่า 70 ชิ้นงาน จากอาร์ติสต์ 33 ท่าน มาจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของ ดร.อันโตนิโอ และลูซ ราเซลา

สำหรับ เดอะ ทอลเลอร์ เอกซ์เพอริเมนทัล เด กราฟิกา เด ฮาบานา ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1962 โดยนักวาดจิตรกรรมฝาผนัง อย่าง ออร์ลันโด ซัวเรซ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเช เกวารา ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของคิวบา

ภาพพิมพ์ที่เป็นผลจากการทำงานกับ เดอะ ทอลเลอร์ เอกซ์เพอริเมนทัล เด กราฟิกาเด ฮาบานา แบบต่างกรรมต่างวาระกันของ33 อาร์ติสต์ มีทั้งเทคนิคแบบดั้งเดิมและเทคนิคใหม่ๆ นอกจากนี้โรงพิมพ์ยังกลายเป็นชุมชน สถานที่พบปะ แบ่งปันความคิด ทั้งแง่มุมศิลปะ การทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และไอเดียอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือวัฒนธรรมด้วย โดยในปัจจุบัน เดอะ ทอลเลอร์ เอกซ์เพอริเมนทัล เด กราฟิกา เด ฮาบานา ยังคงเป็นสถานที่สำคัญของเหล่าบรรดาศิลปินไม่แพ้วันนั้นในอดีต

สำหรับครอบครัวราเซลาเริ่มสะสมภาพพิมพ์ของศิลปินที่สร้างสรรค์ ณ เวิร์กช็อปการพิมพ์แห่งนี้มาเป็นเวลานาน โดยผ่านที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง ฟิลิป ลาเบอร์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์ แห่งมิสซูรี หลังจากประทับใจในผลงานศิลปะภาพพิมพ์ของศิลปินชาวคิวบา เมื่อครั้งที่เดินทางไปเยือนกรุงฮาวาน่ากับมูลนิธิการกุศลเพื่อการศึกษาราเซลา

ก่อนหน้านี้ El Grabado : Contemporary Cuban Printmaking เคยจัดแสดงทั้ง 70 ภาพ และจัดแสดงภาพบางส่วนมาแล้วที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์แห่งมิสซูรี โคลอมเบียคอลเลจ สถาบันศิลปะแคนซัสซิตี และศูนย์ศิลปะลาติโนในมิลวอกี

นิค เนลสัน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะสปริงฟิลด์ กล่าวขอบคุณ ดร.อันโตนิโอและลูซ ราเซลา ที่ทำให้เกิดนิทรรศการEl Grabado : Contemporary Cuban Printmaking ครั้งนี้

“นับเป็นผลงานที่น่าทึ่ง เป็นมรดกทางศิลปะของคิวบาโดยแท้ ที่ช่วยทำให้เราเข้าใจ และได้สัมผัสสุนทรีย์ทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมภาพพิมพ์อันรุ่มรวยที่เกิดขึ้น ณ ศูนย์เวิร์กช็อปด้านศิลปะการพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของพวกเขา

เรายังภูมิใจที่จะประกาศว่า นี่คือนิทรรศการสองภาษาครั้งแรก ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสปริงฟิลด์ด้วย งานนี้ต้องขอบคุณ โยลันดา ลอร์เก ประธานกลุ่มกรุปโป ลาติโนอเมริกาโน (Grupo Latinoamericano) ที่ดูแลงานแปลภาษาอังกฤษ-ภาษาสเปนให้ถูกต้องครบถ้วน เหมาะสมในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้ช่วยขยายกลุ่มผู้เข้าชมนิทรรศการเพิ่มมากยิ่งขึ้น”

พิพิธภัณฑ์ศิลปะสปริงฟิลด์ ตั้งอยู่ที่ 1111 ถนนอีสต์บรูคไซดไดรฟ์ เมืองสปริงฟิลด์ รัฐมิสซูรี สหรัฐ ค่าเข้าชมฟรีตลอดกาล

เลเซอร์เกม ยิงแสงสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579064

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 10:56 น.

เลเซอร์เกม ยิงแสงสนุก

โดย กั๊ตจัง ภาพ : LazGam

หากคุณจะหาเกมกีฬาในเมืองที่ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที แต่ได้เหงื่อและความสนุกกับเพื่อนๆ เราขอแนะนำเลเซอร์เกมที่สร้างเกมความสนุกกับเพื่อนกลุ่มใหญ่กว่า 32 คน ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากระแสความนิยมการเล่นเลเซอร์เกมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว อะไรที่ทำให้ปืนไฮเทคนี้เป็นที่นิยมกับกลุ่มวัยรุ่น

พอล วัชรอุทัย นักเล่นเลเซอร์เกม อธิบายการเล่นเลเซอร์เกมให้สนุกว่า การเล่นเลเซอร์เกมเป็นเกมกีฬาที่ เล่นง่ายและเล่นได้ทุกเพศทุกวัย หากเทียบกับกีฬาชนิดอื่นๆ แล้ว เลเซอร์เกมผู้ชายผู้หญิงค่อนข้างเสมอภาค ขอยิงให้แม่นก็พอ รูปแบบการเล่นจะแบ่งออกเป็น 2-3 ฝ่าย แล้วเข้ายิงในพื้นที่ที่มีฉากกำบัง

รูปแบบเกมจะคล้ายเพนต์บอลหรือบีบีกัน แต่มีความปลอดภัยสูงกว่า เหนื่อยน้อยกว่า แต่ต้องใช้ทักษะการเอาตัวรอดพอสมควร เพราะฝ่ายตรงข้ามจะเห็นเราจากแสงเสื้อ จึงตกเป็นเป้ายิงได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับบีบีกันหรือเพนต์บอล ยังหาที่หลบกำบังซ่อนตัวได้บ้าง

ข้อดีของเลเซอร์เกมก็คือที่เล่นส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้าเดินทางสะดวก เสื้อผ้าใช้ชุดเที่ยวได้เลย แต่รองเท้าต้องเป็นรองเท้าผ้าใบเท่านั้น ถ้าเป็นรองเท้าแตะควรหุ้มส้น

การพาเพื่อนไปเล่นนั้นควรไปเป็นกลุ่มใหญ่ ส่วนมากจะชวนไปเล่นกันทั้งห้องเรียนหรืออย่างน้อยหากไปในวันธรรมดาที่จำนวนคนไม่มากนัก ควรไปอย่างน้อย 12 คน เรียกได้ว่าค่อนข้างลำบากเหมือนกันในการรวมเพื่อน แต่ถ้ามีเพื่อนที่เล่นฟุตบอลด้วยกันเป็นประจำก็ไม่ใช่เรื่องยากกับการเปลี่ยนมาเล่นเลเซอร์เกม

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายยอมรับว่าค่อนข้างสูงหากเล่นแล้วชอบ มีเพื่อนเล่นด้วยกันให้ซื้อแพ็กเกจแบบสมาชิกหรือเหมาจำนวนครั้งเล่นจะได้ราคาถูกกว่า

กติกาการเล่นเลเซอร์เกมนั้นไม่ยาก หากจำนวนคนไม่มากให้แบ่งออกเป็น 2 ทีม ถ้ามีคนมารอเล่นมากเราจะได้เล่นแข่งกับทีมอื่น

เล่นครั้งแรกเราแนะนำให้ฟังกฎกติกาและเทคนิคการเล่นจากเจ้าหน้าที่ มองรูปแบบสนามวางแผนกับเพื่อนว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งไหนของแผนที่ เป้าหมายในการเล่นแต่ละทีจะมีกฎกติกาที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการบุกเข้าไปยิงฐานเพื่อเก็บคะแนนทีม

เราจะต้องทำทั้งหน้าที่ป้องกันฐานและบุกฐานฝั่งตรงข้ามในตัว ดังนั้นการคุมโซนหรือการคุมพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ เลือกวางตำแหน่งในจุดที่ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุด บุกในจุดที่มีฉากกำบัง ล่อ ตรึง ดึงความสนใจโถม การเล่นเป็นทีมจึงค่อนข้างสำคัญ แต่เอาจริงๆ แล้วไม่มีใครมานั่งวางแผนกันมาก เพราะแทบไม่มีการสื่อสารระหว่างกัน ส่วนใหญ่จะเล่นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและบุกตะลุยไปแดนตรงข้ามมากกว่า

ชุดที่ใส่จะมีจุดยิงอยู่ 3 จุด คือ หัวไหล่ หน้าอก และหลัง ยิงรัวๆ ให้โดนเซ็นเซอร์ คนที่โดนยิงไฟจะดับลงเครื่องสั่นดังให้เดินออกจากจุดตายกลับมาที่ฐานรอเวลานับถอยหลังเริ่มต้นใหม่ แล้วกลับเข้าสู่สนามแข่ง ทีมที่ยิงคู่ต่อสู้และทำลายฐานได้มากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ แมนออฟเดอะแมตช์จะเป็นคนที่ยิงศัตรูได้มากที่สุด

ข้อห้ามในการเล่น คือ ห้ามวิ่ง ต้องเดินอย่างเดียวเพราะฉากค่อนข้างมืดอาจวิ่งปะทะกันทำให้เจ็บตัวได้ ห้ามหมอบยิงหรือเคลื่อนที่ด้วยการคลาน ห้ามเอามือบังเซนเซอร์ เพราะเป็นการโกงอย่างหนึ่งด้วยการกำบังเป้า ห้ามทำร้ายฝั่งตรงข้ามด้วยการชน กระแทกให้ล้ม หรือใช้กำลังทำร้ายร่างกาย หากยิงคู่ต่อสู้ตายแล้วให้ปล่อยไปไม่ควรตามยิงซ้ำและหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ นอกจากจะเสียมารยาทแล้วก็ไม่ได้ทำให้คะแนนสูงขึ้น เป็นการเสียเวลาทำแต้มอย่างน่าเสียดาย ส่วนคนที่ตายในสนามแล้วไม่ควรเดินเอาตัวเป็นฉากกำบังเพื่อนหรืออยู่ที่เดิมเพื่อรอเวลาเกิดกลางดงศัตรูเพราะจะทำให้ทีมเสียคะแนนหากถูกรุมยิงตอนเกิดอีกครั้ง

1 เกมจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที ทั้งหมด 3 เกม จะใช้เวลาประมาณ 45-50 นาที ซึ่งก็นานพอที่จะทำให้เราเหนื่อยได้เหมือนกัน เพราะต้องเคลื่อนที่และมองไปรอบๆ ตลอดเวลา สุดท้ายแนะนำว่าเล่นให้สนุกเน้นมิตรภาพมากกว่าเล่นแบบจริงจัง เกมนี้เป็นเกมการเล่นแบบช่วยเหลือกัน สู้ด้วยกันจึงไม่ควรหัวร้อนหากเพื่อนเล่นไม่ได้อย่างใจ ถ้ารู้สึกว่าเล่นได้ดีกว่านี้ก็ควรวางแผนและกลับมาเล่นใหม่ให้ชนะไปด้วยกันอีกครั้ง

สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต มาที่นี่ไม่มีเสียเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/579057

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 10:13 น.

สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต มาที่นี่ไม่มีเสียเที่ยว

โดย กั๊ตจัง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ระยะทางประมาณ 23.5 กม.อาจดูเหมือนไกลสำหรับทุกคน แต่เมื่อเราได้ลองมาปั่นจักรยานที่สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิตแล้ว น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสนามปั่นจักรยานที่สวยและน่ามาเยือนสักครั้ง

ก่อนอื่นเราอยากจะให้ลืมภาพเดิมๆ ที่หลายคนเคยมารีวิวเมื่อหลายปีก่อน มาแล้วไม่มีที่นั่งพัก แดดร้อน ห้องน้ำสกปรก ถ้าจะมาก็ต้องมากับเพื่อน หากคนในครอบครัวไม่มาปั่นด้วยก็จะเป็นการรอคอยที่นานเกินไป แต่ทุกวันนี้สนามได้รับการปรับปรุงใหม่ปรับเปลี่ยนเส้นทางการปั่นใหม่

รวมทั้งเอาใจขาวิ่งด้วยการทำสนามเล็กระยะทาง 1.6 กม. สำหรับนักวิ่งที่อยากมาวิ่งออกกำลังกายและนักปั่นที่ไม่พร้อมปั่นลู่ใหญ่ก็สามารถใช้งานในลู่เล็ก และยังมีลู่ปั่นสำหรับเด็กที่เต็มไปด้วยเนินและโค้งกว้างน่ารักให้เด็กๆ ได้ท้าทายความสามารถในการปั่นของตัวเอง

ออกแบบโดยนักออกแบบจากสวิตเซอร์แลนด์มาออกแบบลู่ปั่นจักรยานสำหรับเด็กโดยเฉพาะ มีนักออกแบบจากออสเตรเลียเข้ามาดูแลในเรื่องของเครื่องเล่นและการวางสวนสนุกของเด็ก มาแล้วเชื่อเลยว่าเด็กๆ สนุกแน่นอน

นอกจากนี้ ภายในมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านจักรยาน และร้านขายเสื้อผ้าสำหรับนักปั่น มีที่นั่งสำหรับกลุ่มนักปั่น และที่แขวนจักรยาน มีจุดเซอร์วิส เติมลม ซ่อม ประกอบจักรยานพร้อมรับสำหรับนักปั่นทุกรูปแบบ

ใช้จักรยานหลักพันไปถึงหลักแสนก็มาปั่นได้ นักวิ่งมาวิ่งได้ หรือแค่มาเที่ยวเล่นไม่มาปั่นก็ทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่กำลังหาสถานที่รอรับคนที่สนามบิน อยากหาร้านกาแฟ ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ วางแผนมาปั่นจักรยานเล่นที่สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต เวลาเหลือก็นั่งร้านกาแฟ ร้านฟาสต์ฟู้ด ดูวิวเครื่องบินและส่องจักรยานสวยๆ ก็มีความสุขแล้ว

พาครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ยังได้ เพราะที่นี่มีระบบทุกอย่างรองรับไว้พร้อมอยู่แล้ว เพียงแค่ขับรถมาจอดรถที่ลานจอดรถระยะยาวแล้วปั่นมาตามทางสกายบริดจ์ ซึ่งเป็นสะพานปั่นจักรยานเชื่อมระหว่างลานจอดรถระยะยาวกับสนามปั่น (ไม่ใช่เส้นทางปั่นจักรยานหลัก) แค่เส้นทางแรกก็เรียกได้ว่าเป็นการวอร์มอัพอย่างดี แถมวิวยังสวยอีกต่างหาก

เมื่อมาถึงที่สนามปั่นคนที่มาครั้งแรก เราแนะนำให้ลงทะเบียนเพื่อรับสายรัดข้อมือที่ตู้จ่ายสแนป (Snap) สำหรับใช้ผ่านเข้าออกทางเข้าสนาม สมัครฟรีและใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที เพียงแค่เสียบบัตรประชาชน กรอกเบอร์โทรศัพท์ ถ่ายภาพ แล้วรับสายรัดข้อมือได้ทันที แนะนำว่าควรเติมเงินติดไว้สัก 200 บาท สำหรับใช้เป็นกระเป๋าเงินซื้อของภายในสนามปั่น

ทุกร้านที่นี่ไม่รับเงินสดแต่จะจ่ายด้วยสแนปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านสะดวกซื้อ ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารข้าวแกง ก็ใช้ระบบเดียวกัน เพราะนักปั่นจักรยานจะพกแค่สมาร์ทโฟนกับจักรยานเท่านั้น ไม่พกกระเป๋าสตางค์ให้หนักตัว สแนปจึงเป็นอุปกรณ์ที่สะดวกสามารถบันทึกเวลาเข้าออก และใช้จ่ายเงินได้อีกด้วย

ถ้าไม่มีจักรยานมาก็มีจักรยานให้เช่า ราคาเช่าประมาณ 400 บาทต่อ 3 ชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์ครบ (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงควรสอบถามก่อน) สำหรับเด็กที่จะมาปั่นจักรยานลู่เล็ก ต้องสวมหมวกกันน็อกก่อนเจ้าหน้าที่จึงจะอนุญาตให้เข้าได้

เมื่อเข้าสนามจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ทาง ทางแรกสีฟ้า เหมาะสำหรับคนปั่นออกกำลังกายที่ไม่ได้เน้นความเร็ว ทางที่สอง สีม่วงสำหรับขาแรงเป็นลู่ปั่นจักรยานความเร็วสูง สำหรับมือใหม่เราแนะนำให้พกขวดน้ำติดรถไปอย่างน้อย 2 ขวด และแนะนำให้ปั่นใน 2 ช่วงเวลา คือ6 โมงเช้า และ 5 โมงเย็น

เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดกับการปั่นจักรยานที่นี่ เพราะสภาพอากาศไม่ร้อนจนเกินไป อยู่ในช่วงเวลาที่รถยังไม่ติดมากนัก แต่ที่จริงแล้วเราจะเห็นนักปั่นขาแรงมาปั่นเล่นที่นี่เกือบตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่มาซ้อมกันเป็นทีม

การปั่นสำหรับมือใหม่ให้ปั่นชิดซ้ายให้มากที่สุด และคอยระวังนักปั่นที่ยังไม่ได้ผ่านการอบรมมารยาทจากที่บ้าน วิ่งเบียดชิดด้วยความเร็วจากข้างหลังให้ตกใจจนเกือบล้ม บางคันชิดจนแฮนด์กระแทกกันก็มี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้เจอ นักปั่นส่วนใหญ่ที่มาปั่นที่นี่จะเป็นคนที่มาปั่นบ่อยๆ และอยากจะทำเวลาต่อรอบให้ดีขึ้น ด้วยการปั่นชิดซ้ายในเลนสีฟ้าซึ่งจะได้ระยะทางที่สั้นกว่าและทำเวลาได้ดีกว่าการปั่นเลนสีม่วงซึ่งเป็นเลนสำหรับนักปั่นความเร็วสูง

หากมีโอกาสมาปั่นสังเกตดีๆ จะเห็นนักปั่นมือโปร ปั่นเฉพาะเลนสีม่วงแล้วขี่ผ่านเราไปด้วยความรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะมากันเป็นทีมซ้อมเตรียมลงแข่ง เวลาที่ใช้ในการปั่นสนามนี้อยู่ที่ 40 นาที-2 ชั่วโมง อยู่ที่สภาพจักรยานและความแข็งแรงของผู้เล่น

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการเดินทางมาสนามปั่นจักรยานที่นี่ จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวจะมีความสะดวกสบายที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสสนามปั่นจักรยานระดับโลกด้วยกันสักครั้ง

Head to Knee Pose (Janu Sirsasana) Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578981

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 12:33 น.

Head to Knee Pose (Janu Sirsasana) Variations

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าโยคะอาสนะหลายๆ ท่า ช่วยยืดกล้ามเนื้อขาหนีบ (Groin) บางคนอาจนึกไม่ออกว่ากล้ามเนื้อขาหนีบอยู่ตรงไหน ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือรอยต่อตรงขอบบิกินี่ หรือตรงทางแยกระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกต้นขา ที่มีลักษณะเหมือนตัวอักษร วี ในภาษาอังกฤษ “V” นั่นเอง โดยมีกล้ามเนื้อขาหนีบด้านหน้า กล้ามเนื้อขาหนีบด้านใน

อันที่จริงแล้วกล้ามเนื้อขาหนีบเป็นส่วนของกล้ามเนื้อแอดดักเตอร์ (Theadductor muscle group) ที่เป็นกล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ ประกอบไปด้วย 5 กล้ามเนื้อ ที่ช่วยในการดึงขาหรือหุบขาเข้าหากัน รวมทั้งช่วยการเคลื่อนไหวของสะโพก หากเรายืดกล้ามเนื้อขาหนีบอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้บริเวณนี้ ส่งผลให้ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากการทำกิจกรรมต่างๆ ได้

สำหรับท่าหัวถึงเข่าแบบพลิกแพลงในวันนี้ จะมีการเปิดไหล่และยืดกล้ามเนื้อแขนเข้าไปด้วย ส่วนประโยชน์หลักๆ ของการฝึกท่าหัวถึงเข่า ไม่ว่าจะเป็นการยืดเส้นใต้ขา (Hamstrings) ยืดกระดูกสันหลัง ช่วยกดนวดอวัยวะในช่องท้อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของตับและไต ก็จะส่งผลสำหรับการฝึกท่าหัวถึงเข่าในเวอร์ชั่นพลิกแพลงนี้ด้วยเช่นกัน

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรง เหยียดขาขวาไปด้านหน้าตั้งส้นเท้าให้ตรง ส่วนขาซ้ายชันเข่าเพื่อเตรียม

2.หมุนเท้าซ้ายออกไปด้านข้างให้นิ้วเท้าซ้ายชี้ไปฝั่งซ้าย

3.หายใจเข้าส่งมือขวาอ้อมหลังมาจับที่ต้นขาซ้ายข้างที่เราชันเข่าอยู่ ลักษณะการจับเหมือนในรูป แต่ฝั่งนี้เจี๊ยบหันหลังเพื่อให้เห็นได้ง่าย ดังนั้นแขนข้างที่อ้อมหลังมาจับจะเป็นแขนขวา

4.หายใจออกค่อยๆ พับลำตัวลงไปหาขาขวาแล้วส่งมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวา ตั้งเข่าซ้ายให้ตรงอย่าเอนหรือเอียงหัวเข่าลงมา เพื่อให้สามารถยืดกล้ามเนื้อตรงขาหนีบได้เต็มที่ รวมทั้งสามารถยืดเหยียดแขนและเปิดไหล่ข้างขวาในองศาที่สมบูรณ์ จึงต้องออกแรงดันที่ต้นขาข้างซ้ายไว้ไม่ให้ล้มลงมา ขณะที่เราพับมาหาขาข้างที่เราเหยียด ซึ่งก็คือขาข้างขวา ลองค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เข้า-ออก จากนั้นค่อยๆคลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

ความสดใสในโลกของเธอ ‘โลกรอบนุ้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578969

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 10:57 น.

ความสดใสในโลกของเธอ ‘โลกรอบนุ้ง’

โดย รอนแรม ภาพ : โลกรอบนุ้ง

รอยยิ้มและความสดใสของ “พราว” ทิฆัมพร ราชวงค์ สาวนักเดินทางวัย 23 ปีกลายเป็นจุดเด่นของเพจเฟซบุ๊ก “โลกรอบนุ้ง”

เพจท่องเที่ยวที่เธอเริ่มต้นเดินทางเพราะคนรัก จนต้องเปลี่ยนจากบล็อกเกอร์สายอาหารมาเป็นสายท่องเที่ยวเต็มตัว พร้อมภารกิจอยากเดินทางรอบโลก

เธอเล่าว่า เพิ่งเริ่มท่องเที่ยวมากขึ้นหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งแต่ละครั้งที่ไปจะชอบถ่ายรูปกับวิดีโอเก็บไว้ เธอจึงคิดอยากเปิดเพจ นำรูปมาแต่ง นำวิดีโอมาตัด เพื่อไม่ให้ความทรงจำนอนนิ่งอยู่เฉยๆ

“พราวอยากทำเป็นอัลบั้มเมโมรีชีวิตของตัวเองและอยากแชร์ให้คนอื่นรับรู้เพราะโดยส่วนตัวเวลาจะไปเที่ยวไหนพราวจะทำการบ้านไปอย่างดี ทั้งที่พักการเดินทาง จะวางแผนให้ใช้เวลาและเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

พราวเลยอยากให้คนที่รุ่นๆ เดียวกับเราได้มีโอกาสไปเที่ยวในแบบเราบ้าง ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศแบบไม่ต้องใช้เงินเยอะก็สามารถไปเที่ยวอย่างสนุกและมีความสุขได้”

เธอเปิดเพจและเว็บไซต์ http://www.worldaroundnung.com ได้ราวครึ่งปีถ่ายทอดประสบการณ์การเดินทางที่ไม่ลุย แต่ก็ไม่แพง เน้นกิจกรรมสนุก และได้พักผ่อนไปในตัว ซึ่งทุกทริปเธอจะเดินทางเอง วางแผนเอง และหยิบยกสิ่งที่น่าสนใจมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ร้านอาหารอร่อย คาเฟ่เก๋ๆ และโรงแรมดีไซน์สวย

“ในเพจเฟซบุ๊กเราต้องทำเนื้อหาให้สะดุดตาทั้งรูปเปิดที่ต้องสวยเด่น และการโปรยคำที่ต้องดึงดูดตั้งแต่ประโยคแรก ดังนั้นเนื้อหาในเพจและในเว็บไซต์จะแตกต่างกัน สำหรับเพจเราต้องทำให้คนหยุดอ่านฟีดของเรา

ส่วนในเว็บไซต์จะเป็นคนที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นเนื้อหาในเว็บไซต์จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือรีวิวที่ละเอียดกว่าเพื่อให้เขานำข้อมูลไปใช้วางแผนการเดินทางต่อได้”

พราวกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่เปิดเพจทำให้เธอใช้เวลาว่างไปกับการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะอยากออกไปเก็บเรื่องราวมาแบ่งปันต่อ ซึ่งหลังจากเที่ยวมากขึ้น ทำให้เธอค้นพบว่าการเดินทางตั้งแต่วัยรุ่นทำให้เธอไปได้ไกลและสนุกกับมันได้อย่างเต็มที่

“การเดินทางให้อะไรกับเราบ้าง” เธอทวนคำถาม

“ตอนแรกพราวเข้าใจว่าการเดินทางทำให้ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ซึ่งคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันคงจะให้อะไรกับเราเยอะ แต่จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของเรามากกว่า อย่างปีที่ผ่านมาพราวไปญี่ปุ่นสองครั้ง ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเขา วิถีชีวิตของเขา ทำให้เห็นความต่างของคนซึ่งทำให้เราได้ย้อนกลับมาดูคนรอบๆ ตัวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละคนจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะเราต่างเติบโตมาในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

และยังได้ข้อคิดให้ตัวเองว่าอะไรที่ดีและอะไรที่ไม่ดีล้วนต้องผ่านไป ทำให้พราวเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติด ทำให้ทุกข์ไม่นานเหมือนแต่ก่อน และรู้ด้วยว่ายามที่มีความสุขก็จะอยู่กับเราไม่นานเสมอไปดังนั้นอย่าไปยึดติดกับอะไรแต่ต้องพร้อมรับความทุกข์และชื่นชมความสุขที่มีให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ เธอยังหวังว่าทุกโพสต์จะเป็นประโยชน์ให้คนที่ติดตามไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในการเดินทางตามรอย รวมถึงเทคนิคเล็กๆน้อยๆ แต่สำคัญสำหรับนักเดินทาง

“ก่อนเขียนคอนเทนต์พราวจะคิดเสมอว่าคนอ่านจะได้รับอะไรจากโพสต์นี้บ้าง ไม่ใช่แค่โพสต์รูปสวยๆ ให้คนกดไลค์เท่านั้น แต่พราวอยากให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ลงไปด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามความสดใสในโลกของเธอได้ที่เพจเฟซบุ๊ก โลกรอบนุ้ง และเว็บไซต์ http://www.worldaroundnung.com

ลูลู่ & ลาล่า คู่ซี้สายฮา‘รักล้วนๆ แต่กวนนะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578960

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 10:26 น.

ลูลู่ & ลาล่า คู่ซี้สายฮา‘รักล้วนๆ แต่กวนนะ’

โดย วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากเอ่ยชื่อ ดวงฤดี บุญบำรุง กับ ขวัญนภา เรืองศรี คนต้องสงสัย แต่ถ้าเป็นลูลู่ กับ ลาล่า อาร์สยาม คนต้องร้อง อ้อ! พร้อมมีใบหน้าเปื้อนยิ้มนิดๆ เพราะค่าที่ทั้งสองเป็นคู่หูดูโอสายฮาตลอดระยะเวลาที่เข้าวงการบันเทิงมานานกว่า 15 ปี

ลูลู่เจ้าของชื่อจริงว่า ดวงฤดี ส่วนลาล่า คือ ขวัญนภา ล่าสุดผลงานลูกทุ่งแบบม่วนๆ โจ๊ะๆ สไตล์ลำเต้ยผสมดิสโก้กับซิงเกิ้ลที่ 4 “ไผกะได้” ภายใต้ค่ายอาร์สยาม เนื้อหาพูดถึงสาวที่ไม่สมหวังในความรัก จมปลักอยู่กับความโสด จึงอยากมีหนุ่มที่มีจิตใจสักคนมาอยู่เป็นคู่ชีวิตกันตลอดไป

ทั้งสองประสานเสียงเล่าถึงผลงานชิ้นล่าสุดของพวกเธอที่เติบโตมาอีกขั้นหนึ่ง ภาพลักษณ์ที่ออกมาจึงเป็นสาวที่เซ็กซี่อยู่สักหน่อยว่า เพลงนี้เป็นสไตล์วาไรตี้สนุกสนาน ซึ่งเป็นแนวที่ไม่เคยทำแนวหมอลำมาก่อน แม้ทั้งคู่เป็นคนอีสานแท้ๆ แต่ร้องหมอลำไม่เป็น และไม่เคยร้องเลย แต่ชอบฟังชอบเต้น

ลูลู่ เล่าว่า แม้เธอเป็นเด็กเรียนนาฏศิลป์ทั้งคู่ แต่ไม่เคยร้องหมอลำเลย เมื่อต้องทำผลงานชิ้นที่ท้าทาย พวกเธอจึงต้องฝึกทั้งร้องและฟังเพลงหมอลำให้มากขึ้น โดยได้ครูเพลงอย่างแม่เดือนเพ็ญ หนึ่งในศิลปินอาร์สยามและครูเพลงด้านหมอลำมาติวเข้มด้านการร้องอย่างเข้มข้น

“เหตุที่ทั้งสองต้องเปลี่ยนแนวบ้าง เนื่องจากต้องทำเพลงตามยุคสมัย เพราะการเสพของคนเปลี่ยนไป อีกทั้งเพลงหมอลำเป็นเพลงที่ติดหูคนง่าย เพราะธรรมชาติของคนฟังชอบเพลงสนุกๆ สังเกตเวลาทั้งสองออกงานคอนเสิร์ตที่ไหน หากเพลงหมอลำขึ้นมา คนจะลุกขึ้นเซิ้งทันที (หัวเราะ) คนสามารถลุกขึ้นเต้นกันอย่างสนุกสนานมากที่สุด”

พวกเธอได้ เพชร สหรัตน์ หรือสหสหเจริญพาณิชย์ มาช่วยแต่งเพลงให้ ถือเป็นโจทย์ที่ยากจริงๆ เพราะศิลปะของการร้องหมอลำคือลูกคอมีหลายชั้นมาก แม้ทำการบ้านมาดีแล้ว แต่พอเข้าห้องอัดเสียงจริงๆ พวกเธอยังไม่เชื่อตัวเองว่า ร้องดีแล้วจริงเหรอ เพราะอยากทำผลงานเพลงออกมาให้ดีที่สุด

ในแง่ความเป็นเพื่อนจึงต้องช่วยกันประคับประคองเวลาทำผลงานที่มีความยาก เวลาออกคอนเสิร์ตคู่กันหากใครไม่สบาย อีกคนก็ต้องช่วยกันประคองปีกดูแลกันและกัน

ไม่ใช่เพียงแนวเพลงที่เปลี่ยนไปเท่านั้น การแต่งกายก็ต้องให้ดูโตตามวัยด้วย ซึ่งเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่พักใหญ่

“แต่งตัวแนวน่ารักแบบเดิมๆ เราเคยแล้ว การแต่งตัวในซิงเกิ้ลใหม่นี้ เราตีโจทย์ว่า เพลงของเราไร้ขีดจำกัด ดังนั้นการแต่งตัวจากเดิมแฟนๆ เป็นวัยเด็กกับครอบครัว พอเราโตขึ้น ไม่จำเป็นต้องเรียบร้อยแล้ว เพราะเราโตมาอีกสเต็ปหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ แฟนๆ จึงได้เห็นนิวลาล่า นิวลูลู่มาในฟอร์มใหม่ๆ คนเห็นต้องร้อง ว้าว!คือภาพเซ็กซี่เราก็ทำได้นะ” ลูลู่ กล่าว

ส่วนลาล่าเล่าเสริมว่า พวกเธอตั้งใจมากๆ อยากให้แฟนๆ ให้กำลังใจพวกเธอทั้งสองคนด้วย เพราะเตรียมงานกันนานครึ่งปี ในการเลือกเพลง เฟ้นหานักแต่งเพลง โชคดีที่ได้เพชรมาช่วยแนะว่า พวกเธอจะเป็นหมอลำแนวไหน จนออกมาเป็นหมอลำดิสโก้ ซึ่งเหมาะกับเทศกาลเฉลิมฉลองนี้มาก

ลาล่า : “ทุกอย่างต้องปรับจูน”

แม้ลูลู่จะอายุมากกว่าลาล่า 2 ปี ถือเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสาขานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ สมัยเรียนก็เจอกันบ้างในงานแสดงโชว์บ้าง เจอกันตามที่ต่างๆ ก็สวัสดีทักทายแต่ไม่ได้สนิทกันมาก แต่มาสนิทกันสุดๆ ตอน อี๊ด โปงลางสะออน ชวนมาอยู่ร่วมวง ต้องกินอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นคู่ซี้ที่ห่างกันไม่ได้ และไม่น่าเชื่อว่าทั้งคู่แม้อุปนิสัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จนไม่น่าเชื่อว่าจะกลายมาเป็นคู่หูกันได้

“เราสนิทกันมาก เพราะเรากินนอนด้วยกัน เหมือนเป็นบัดดี้กัน แต่หนูห่วงเรื่องนอน แรกๆ ถ้าหนูเลือกได้ หนูไม่อยากนอนกับพี่ลูลู่ เพราะพี่ลูลู่ต้องนอนมืดมากๆ แต่หนูต้องนอนสว่าง อุปนิสัยการนอนเราต่างกันโดยสิ้นเชิง จนลูกวงแต่งงานแยกวง ไม่มีใครแล้ว เราก็ต้องนอนด้วยกัน

หนูจะเปิดไฟนอน แต่พี่ลูลู่ไม่ยอมเลยต้องปิดไฟมืดหมด ทำให้หนูนอนไม่หลับ จนตกลงพี่ลูลู่พบกันครึ่งทางคือ ตั้งเวลาเปิดทีวี เพื่อรอให้หนูนอนหลับก่อน เมื่อหนูหลับ แสงต่างๆ ก็มืดพอดีพี่ลูลู่จึงหลับได้”

นอกจากนอนมืดกับนอนสว่างแล้วลาล่ายังเมาท์ว่า

“พี่ลูลู่ขี้หนาวมาก นอนคลุมโปงมิดหมด แต่ลาล่ากลับขี้ร้อน เรียกว่ากว่าจะเป็นบัดดี้กันได้ต้องปรับจูนกันอย่างหนัก แต่ก็ยังมีความฮาซ่อนอยู่”

ลาล่ายังสะท้อนอุปนิสัยลูลู่อีกว่า เป็นคนอารมณ์ค่อยๆ ไต่ขึ้นตามลำดับ หากถึงจุดที่ลูลู่โมโห ต้องถอยให้ห่าง

“อย่างเราทำธุรกิจร่วมกัน เวลาคุยงาน ลาล่าจะเป็นคนอะลุ่มอล่วย ใครขออะไรก็ให้ จนพี่ลูลู่มองหน้า คือในแง่การเจรจาพี่ลูลู่จะเป๊ะมากกว่า เจรจาแล้วจบ แต่ล่าจบไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าคุยกันสามคนแล้วหนูพูดไม่เข้าหู พี่จะหันมามองหน้า จนหนูต้องหยุดพูด นี่แหละคือการให้เกียรติพี่ของหนู”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ลาล่าเป็นห่วงพี่ก็คือ เรื่องสุขภาพที่สามวันดีสี่วันไข้ อยากให้ดูแลรักษาสุขภาพบ้าง

“พี่ลูลู่ไม่ค่อยแข็งแรงแม้พ่อแม่จะเป็นชาวนา (หัวเราะ) โดนลมก็ไอ แต่เวลาเขาป่วยเขาจะไม่บอกหนู ให้หนูรู้จากคนอื่นตลอด แต่หนูรู้ว่าพี่เกรงใจ บางทีพี่ลูลู่ป่วยไปนอนโรงพยาบาลแต่หนูรู้ช้ามาก หนูก็ไปโวยวาย พี่คิดได้ไงพาตัวเองมาส่งโรงพยาบาล

พี่ป่วยทำไมไม่บอกหนู บางครั้งเขาป่วยกินยาแต่ต้องขับรถพาตัวเองไปหาหมอ ถ้ากินยาแล้วเป็นลมขณะขับรถจะทำไง คือบางครั้งพี่ไม่ต้องสตรองขนาดนั้นก็ได้ คือพี่ลูลู่จะรั้นในการดูแลตัวเอง ไม่ยอมพึ่งคนอื่น เพราะความเกรงใจ”

ลูลู่ : “เป็นกระจกส่องกันและกัน”

กว่า 15 ปีที่ ลูลู่ กับ ลาล่า ขวัญนภา คบกันฉันพี่น้อง เรียกว่าทั้งคู่สนิทกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆ ที่คลอดและคลานตามกันมาเสียอีก

“เราทำงานด้วยกัน คุยปรึกษากันตลอด จึงเหมือนมีกระจกส่อง เวลาหนูโกรธใครมา หน้าจะบึ้ง เวลาเจอแฟนคลับแล้วหนูหน้าบึ้ง ลาล่าจะสะกิดเตือนกัน เราจึงมีกันและกันที่เป็นกระจกเงาส่องสะท้อนให้เราปรับอะไรบางอย่าง เราจึงรับฟังและกล้าที่จะพูดเตือนกัน จะเตือนสติกันโดยไม่ทะเลาะกัน มีอะไรไม่เข้าใจกัน พูดกันและฟังกัน จากนั้นเราจะเหมือนเดิม

เพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียว ทำงานกันสองคน อย่างที่ลาล่าบอกว่าเราไม่เหมือนกันเลย ดังนั้นต้องจูนกัน ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก (หัวเราะ) แต่ลาล่าเป็นน้องที่ตื่นตัวตลอดเวลาเหมือนเขากินยาม้า คือเขามีความสุขตลอดเวลา ไม่เคยเห็นเขามีความทุกข์เลย น้อยมากที่เขาจะทุกข์

จนหนูคิดว่าชาตินี้เขาคงไม่มีความทุกข์ หรือถ้าเขาทุกข์แล้วเขาไม่คุยก็ไม่รู้นะคะ แต่เวลามีปัญหาเราคุยกันตลอด เช่น มีปัญหาครอบครัวก็คุยปรึกษากัน มันมากกว่าคำว่าพี่น้อง ยิ่งกว่าครอบครัวเพราะสัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน เราอยู่ด้วยกัน 6 วัน ขนาดวันหยุดลาล่ายังโทรมาถามว่า พี่อยู่ไหน หากับข้าวมากินด้วยกันนะ บางทีหนูก็มีไล่น้องบ้าง ล่ากลับเหอะ (ขำ)”

ไม่ใช่มีแต่เรื่องขำขัน เรื่องความประทับใจลาล่าก็ทำให้ลูลู่ซาบซึ้งน้ำตาไหลได้เหมือนกัน

“ลาล่าอยู่ทุกเหตุการณ์ที่ร้ายๆ ของหนู เช่น ตอนที่เราแยกจากพี่อี๊ดหนูจิตตกมาก เพราะกระแสโจมตีเราแรงมาก หาว่าเราเนรคุณบ้าง มีคำพูดแรงๆ และหนูก็เป็นคนเซนซิทีฟมาก จนหนูรู้สึกเศร้ามากๆ ลาล่าก็ปลอบใจด้วยคำพูด หยุดเดี๋ยวนี้นะ พี่นั่งตาลอยแล้วเราจะได้อะไรกับการที่พี่เป็นแบบนี้

เพราะเขาไม่อยากให้หนูคิดมาก เขาช่วยเติมเต็มและช่วยเอนเตอร์เทนหนูตลอด จะมีคำพูดเตือนสติหนูตลอด เช่น หนูเศร้ามากจนไม่มีสมาธิทำงาน แล้วต้องเข้าฉากแสดงละคร เขาก็พูดเตือนสติว่า เมื่อตัดสินใจทำแล้วอย่าเสียใจ เราต้องปล่อยวาง ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง ถ้าหนูมัวแต่คิดมากหนูเป็นแบบนี้แล้วงานจะเดินไหม เราได้รับงานมาแล้วเราต้องรับผิดชอบให้ดีสิ ไม่ใช่มานั่งตาลอยแบบนี้ แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา ทีมงานต้องมานั่งรอหนูเสียเวลานะ

เขาจะพูดตรงและเตือนอย่างจริงจัง ไม่มัวมานั่งพูดจาไพเราะ จะมีวิธีปลอบใจที่ไม่เหมือนใคร หรือช่วงที่แม่หนูเสียชีวิต น้องไม่พูดถึงแม่เลย เขาจะหันไปพูดเรื่องอื่น เพื่อให้เวลาให้หนูผ่านความทุกข์ๆ ไปให้ได้ นอกจากครอบครัวของหนูแล้ว ก็มีลาล่าที่ช่วยปลอบใจทุกอย่าง เวลาเราสุขเราก็อยู่ด้วยกัน แต่เวลาหนูทุกข์เขาก็ยังอยู่เคียงข้าง คอยให้กำลังใจ เวลาหนูเศร้าเขาจะมาเป็นกำลังใจให้หนูเป็นคนแรกๆ เราอยู่ด้วยกันสัมผัสกันได้”

สิ่งหนึ่งที่ลูลู่รู้สึกเป็นห่วงลาล่าก็คือ ห่วงเรื่องขับรถเร็ว หรืออย่าให้ใจใครเกินร้อย เพราะหากผิดหวังแล้วจะเสียใจมาก

สุดท้ายทั้งคู่เผยเคล็ดลับการคบกันเป็นเพื่อน พี่ น้องได้ยาวนาน ก็คือต้องอาศัยความจริงใจต่อกัน เปิดใจคุยกัน และยอมรับในตัวของกันและกัน และต้องมีความรักล้วนๆ ที่ควรมีให้กันตลอดเวลา

อภิภู พรหมโยธี ปัจจุบันดี อนาคตก็ต้องดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578959

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 10:18 น.

อภิภู พรหมโยธี ปัจจุบันดี อนาคตก็ต้องดี

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

อภิภู พรหมโยธี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ณวรางค์ แอสเซทถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ไฟแรงของตระกูล “พรหมโยธี” อีกท่านหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจเข้ามาสานต่อธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยการนำที่ดินกลางใจเมืองบริเวณถนนหลังสวนของครอบครัวมาพัฒนา ทั้งในรูปแบบคอนโดมิเนียมรวมไปถึงคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งแต่ละโครงการประสบความสำเร็จดีเยี่ยม

ทั้งนี้ อภิภู ได้เล่าถึงมุมมองและวิสัยทัศน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครว่า หลังจบการศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปี 2550 ได้เข้าทำงานในตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท ปอร์ติโก พร็อพเพอร์ตี้ และเมื่อปี 2554ได้เปิดตัวคอมมูนิตี้มอลล์ใจกลางเมืองภายใต้ชื่อ เดอะ ปอร์ติโก จากที่ก่อนหน้านี้ได้พัฒนาคอนโดมิเนียมบ้าน ณ วรางค์

จากนั้นในปี 2559 ได้เปิดตัว ณ วรา เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ และล่าสุดกับโครงการ ณ วีรา พหลฯ-อารีย์ ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือน ต.ค. 2561 ที่ผ่านมาและในปี 2562 พร้อมเปิดตัวโครงการบนที่ดินย่านเจริญนครมูลค่าโครงการราว 1,300 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแผน 3 ปี (2561-2563) โดยตั้งเป้าพัฒนาโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท

สำหรับด้านการทำงานนั้น อภิภูจะรับผิดชอบในด้านการบริหาร ดูภาพรวมของบริษัท ทั้งด้านการขาย การบริการ และงบประมาณ รวมไปถึงการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในทำเลที่ดีมีคุณภาพและการขายที่สามารถสร้างขาย โอน ปิดโครงการได้จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภค ซึ่งคนซื้อแฮปปี้กับราคาที่สามารถอยู่ได้จริง ขณะที่บริษัทเองก็สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นอกจากอสังหาฯ เพื่อขายและคอมมูนิตี้ที่สร้างรายได้จากค่าเช่าแล้ว ยังมีความสนใจพัฒนาอสังหาฯ ประเภทอื่นๆ เช่น โรงแรม อพาร์ตเมนต์ เป็นต้น แม้ครอบครัวจะมีที่ดินหรือแลนด์แบงก์หลายแปลง แต่ยังคงต้องหาที่ดินใหม่เพิ่ม โดยดูเรื่องโลเกชั่นเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ต้องใช้เวลาในการคืนทุน ดังนั้นโครงการเหล่านี้เป็นเรื่องในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเราพร้อมที่จะพัฒนา

อย่างไรก็ดี นอกจากเป็นผู้บริหารหนุ่มที่ทุ่มเทกับการทำงานแล้วยังหาเวลาเรียนรู้เพิ่มเติม โดยสำเร็จการศึกษาปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสื่อบันเทิง สถาบันกันตนา รวมทั้งการเข้าอบรมหลักสูตรด้านต่างๆ เช่น หลักสูตรส่งเสริมการจัดการที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมK SME Care รุ่นที่ 18 ธนาคารกสิกรไทย และThe Next Real รุ่นที่ 5 มหาวิทยาลัยชินวัตร

อภิภู กล่าวว่า กิจกรรมยามว่างที่ทำมาตั้งแต่เด็กๆ คือ การขี่ม้า หรือจะเรียกว่าการขี่ม้าเป็นกิจกรรมของครอบครัวก็ว่าได้ ตั้งแต่คุณปู่-พล.อ.มังกรพรหมโยธี (หลวงพรหมโยธี) คุณพ่อ-กำจรเดช พรหมโยธี ซึ่งตนเองเป็นอดีตนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย ประเภทศิลปะการบังคับม้า ติดทีมชาติตั้งแต่สมัยมัธยมฯ เมื่อปี2544 ได้เข้าแข่งขันรายการแรกในกีฬาซีเกมส์ ประเทศมาเลเซีย คว้าเหรียญเงินประเภททีมให้กับทีมชาติไทย ทำให้ปัจจุบันหากมีเวลาว่างจะไปเป็นผู้ตัดสินกีฬาขี่ม้าเพราะบุคลากรด้านนี้มีไม่มากนัก

“ในอนาคตถ้ามีโอกาสจะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อสังคมมากขึ้น โดยเห็นว่าการขี่ม้าจะช่วยพัฒนาการเด็กพิเศษ (ออทิสติก)ได้เป็นอย่างดี ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการกีฬาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นตนจะเป็นผู้ประสานระหว่างหาแพทย์และคอกม้ามาเจอกันเพื่อวางโปรแกรม รวมทั้งหาพาร์ตเนอร์หรือสปอนเซอร์สนับสนุน”

นอกจากกีฬาขี่ม้าแล้ว อภิภู ยังสนใจการวิ่งมาราธอนเริ่มมา 2-3 ปีแล้วเริ่มมีก๊วนวิ่ง และการไปปฏิบัติธรรม โดยจุดเริ่มต้นคืออยากลองไปดู เพราะใครๆ ก็บอกว่ายาก ซึ่งได้สมัครศูนย์วิปัสสนาธรรมสีมันตะจ.ลำพูน ตลอด 10 วันได้อยู่กับตัวเอง เจออะไรหลายๆ อย่าง

“ที่สำคัญคือสู้กับความคิดกับตัวเอง ทำให้เห็นความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น จิตมีกำลังและควบคุมได้ไม่ฟุ้งซ่าน ทำในแบบที่เป็นเรา การคาดหวังทำให้เราไม่มีความสุข

อีกกิจกรรมที่ทำในทุกๆ ปีที่มีโอกาสหากมีวันหยุดยาวสัก 10 วัน คือการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศ โดยเมื่อก่อนแบ็กแพ็กไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น วัด โบราณสถานต่างๆ การไปชมมิวเซียมต่างๆ ได้ไปดู ไปฟังการบอกเล่า ทำให้เรารู้ถึงต้นกำเนิดของอารยธรรมในแต่ละที่ โดยเฉพาะในเอเชียซึ่งมีประวัติศาสตร์ต่อเนื่องกับประเทศไทย เช่น เมียนมาและที่อยากไปคือกัมพูชา”

นอกจากนี้ เขายังไปที่ฮ่องกง ไต้หวันยุโรป ซึ่งอภิภูบอกว่ามิวเซียมก็มีความน่าสนใจ ซึ่งพิพิธภัณฑ์มีมากมายหลากหลายรูปแบบให้คนที่ชอบเที่ยวแนวนี้ได้สัมผัสความสวยงามและเรียนรู้กลิ่นอายอารยธรรมดั้งเดิม ซึ่งในอนาคตก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนามิวเซียมในไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่หลายๆ จังหวัดยังไม่มีการดูแลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง

“ประเทศไทยแต่ละเมืองมีของดีอยู่เยอะแต่ไม่มีคนดูแล เสียดายของอันทรงคุณค่า การทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เน้นปั้นของหวือหวาหรือการเปิดตัวโครงการปีละหลายสิบโครงการ ทั้งนี้จะอยู่กับปัจจุบันจะไม่เปรียบเทียบเพื่อเกิดภาวะกดดัน จึงไม่วางแผนระยะยาวแต่จะวางแผนระยะสั้นๆ 2-3 ปี เช่น การพัฒนาโครงการเพียงปีละ 2-3 โครงการในทำเลที่มีศักยภาพเท่านั้น เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าและบริษัทก็สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน คือปัจจุบันดี อนาคตก็ต้องดีเช่นเดียวกัน ตามกำลังความสามารถที่มี” อภิภู กล่าวทิ้งท้าย