บ่มให้สุกโตเต็มวัย ตรึกตรองให้ดีก่อนเป็น ‘พ่อแม่วัยใส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551843

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 10:38 น.

บ่มให้สุกโตเต็มวัย ตรึกตรองให้ดีก่อนเป็น ‘พ่อแม่วัยใส’

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

จากประเด็นข่าวทอล์ก ออฟเดอะ ทาวน์ “ครอบครัวหัวร้อน” มีเรื่องวิวาทกับตำรวจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื้อหาข่าวพ่ออายุ 32 ปี แม่ 34 ปี และลูก 19 ปีทำให้เกิดประเด็นตามมาว่า “คนเริ่มมีลูกในวัยใส” หรือมีลูกในวัยรุ่น จะสามารถสร้างสรรค์ครอบครัวคุณภาพสู่สังคมได้หรือไม่?

คำตอบซึ่งแฝงมากับครอบครัวเป็นข่าว สะท้อนปัญหาสังคมในเรื่องคุณภาพของพ่อแม่ จะผลิตลูกหลานคุณภาพเดียวกันออกสู่สังคม และเป็นประเด็นคำถามที่ว่า การตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ จะอบรมลูกได้มีคุณภาพอย่างไร?!!!

มีข้อมูลเรื่อง “แม่วัยใส ความท้าทายการตั้งครรรภ์ในวัยรุ่น” จากหนังสือรายงานประชากรประเทศไทย ปี 2556 ระบุว่าในแต่ละปีที่ผ่านมาเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นจํานวนเกือบ 1.25 แสนคน ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้กําเนิดบุตร โดยมีการประเมินว่านี่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของจํานวนเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในกลุ่มอายุนี้เท่านั้น

ดังนั้น อาจมีเด็กวัยรุ่นอีก 1.25 แสนคนหรือมากกว่าที่ตั้งครรภ์ แล้วจบลงด้วยการทําแท้งในแต่ละปี เด็กกลุ่มนี้มีสัดส่วนมากกว่า 10% ของเด็กหญิงวัยรุ่นทั้งหมดที่ตั้งครรภ์หรือคลอด ซึ่งได้เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสำหรับประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเวชภัณฑ์คุมกําเนิดได้อย่างง่ายดาย

อ่านข้อมูลนี้แล้วดูตันๆ ไม่มีทางออก แต่ทุกๆ การไขปัญหามาฟังคำตอบกัน มีประตูแห่งการสร้างสรรค์คนคุณภาพเปิดรออยู่เสมอ

‘เด็กเลี้ยงเด็ก’ อะไรจะเกิดขึ้น?!!

ข้อความจากเพจดัง “Drama-Addict” หยิบยกเอกสารอ้างอิงงานวิจัยจาก UNFPA สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อสังคม กับการตั้งครรภ์ในขณะที่พ่อแม่วัยรุ่นยังไม่มีความพร้อม พ่อแม่ที่อยู่ในช่วงวัยใส มีโอกาสที่ลูกสาวในรุ่นถัดไปจะมีโอกาสเป็นแม่วัยใสเหมือนรุ่นแม่ สูงกว่ากลุ่มประชากรอื่น ถึง 33% และลูกชายที่เกิดจากแม่วัยใส ก็มีโอกาสที่จะมีประวัติทางอาชญากรรมสูงกว่า ลูกชายที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีลูกเมื่อพร้อม ถึง 2 เท่าตัว

แน่นอนว่า พ่อแม่วัยใสที่ดีมีคุณภาพ เมื่อมีลูกแล้วก็สามารถประคองชีวิตครอบครัวกันไปได้ดี มีอนาคตนั้นมีอยู่จริง เป็นพ่อแม่ที่ให้การเลี้ยงดูสนับสนุนลูกดี เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การมีลูกในวัยเด็กทั้งที่ยังไม่พร้อม นั้นเป็นปัญหาสังคมที่ควรได้รับการแก้ไขโดยด่วนเหมือนกัน

นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ศูนย์จิตรักษ์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่าคุณภาพของเด็กย่อมมาจากการเลี้ยงดู ซึ่งตามหลักจิตแพทย์ เด็กไม่ได้เรียนรู้จากคำพูดที่สั่งสอนลูกของพ่อแม่เท่านั้น แต่การสร้างนิสัยมาจากพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Imitation Behavior in Children ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดีงาม ก็ต้องประพฤติตัวให้เห็นชัดเจน

“หมอยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณแม่สอนเด็กให้ประหยัด มัธยัสถ์ โดยบอกลูกว่าอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนะคะลูก แต่เพียงไม่ถึง 2 นาที คุณแม่หันไปช็อปปิ้งเครื่องสำอางกระหน่ำแล้ว ลูกก็จะไม่ศรัทธาคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เด็กก็รับรู้นะครับว่า นี่คือการพูดไม่จริง และสร้างนิสัยเด็กเลือกที่จะโกหกได้จากพฤติกรรมเหล่านี้ พ่อแม่คือคนที่เป็นแบบอย่างที่ลูกเลียนแบบได้ชัดเจนที่สุด”

พ่อแม่ที่อยู่ในช่วงวัยใส มีโอกาสที่ลูกสาวในรุ่นถัดไปเป็นคุณแม่วัยใสตามมาเช่นกัน สาเหตุหลักๆ ก็จะมาจากลูกทำในแบบพ่อแม่ทำ นพ.จิตริน กล่าวว่า การเป็นพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย คือมีลูกตอนยังไม่พร้อมแน่ๆ แต่การมีวุฒิภาวะ ที่ตัดสินการเป็นผู้ใหญ่ตรึกตรองได้รอบคอบแล้ว ก็ไม่ได้ระบุว่าวัยใดได้ชัดเจน

“วัยผู้ใหญ่หรือ Adulthood คือวัยไตร่ตรองโดยใช้เหตุผล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง และบุคคลรอบข้างเป็นหลัก แต่วัยรุ่นจะเป็นวัยที่คิดถึงตัวเองมากกว่าบุคคลรอบข้าง ความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะการยึดตัวเองเป็นหลัก การเติบโตในวุฒิภาวะ มีศัพท์ทางจิตแพทย์มีคำว่า Sense of Mastery ซึ่งเป็นการเรียนรู้ของคนที่มาจากภายใน และการเรียนรู้จากภายนอก พ่อแม่ ครู ปู่ย่า ตายาย ญาติผู้ใหญ่บุคคลรอบข้าง คือผู้สั่งสอนเด็กในทางภายนอก การปลูกฝังทั้งสองทางนี้ทำให้เด็กเติบโตได้สมบูรณ์แบบ”

คุณแม่วัยใสเปรียบได้กับ “เด็กเลี้ยงเด็ก”คุณหมอกล่าวว่า เริ่มตั้งแต่ผลกระทบต่อตัวพ่อแม่ ที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา สูญเสียโอกาสที่จะมีหน้าที่การงานที่ดี ไปจนถึงวุฒิภาวะในการประคองชีวิตคู่ให้ตลอดรอดฝั่ง รวมถึงการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีของสังคมเพราะมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างในชีวิต การป้องกันเรื่องนี้จึงควรเป็นการให้การอบรมสั่งสอน ให้ข้อมูลรอบด้านแก่ลูก

“การสอนเรื่องเพศเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องสอนลูก แต่ควรสอนกลางๆ หมอก็เข้าใจนะว่าเราเติบโตมาในหลักสูตรการเรียนที่มีการสอนเรื่องเพศที่ค่อนข้างน่ากลัว(หัวเราะ) คือสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ กันเลยแต่วิธีที่จะสอนกันได้ผล คือการบอกสอนกันสบายๆ ง่ายๆ เช่น วัยเด็กประถมฯ แม่สอนลูกว่านี่คือร่างกายของเราที่จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องตัวได้ง่ายๆ แล้วก็เป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่งอีกด้วย นี่คือการสั่งสอนภายนอกของพ่อแม่ โดยต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ นะครับ แล้วเด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากภายในได้ด้วยตัวเอง

ลูกวัยรุ่นพ่อแม่ยิ่งต้องพูดคุยกัน เจรจากันเยอะๆ ถ้าลูกมีแฟนก็ไม่ควรสั่งห้ามทันทีสอนวัยรุ่นไม่ใช่การบอกว่าถูกหรือผิด หรือหันซ้ายขวาเท่านั้น เพราะเขาไม่ฟัง คนเป็นพ่อแม่ต้องทำหน้าที่รับฟังลูกก่อน เขาจึงจะกล้าบอกไม่ปิดบัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติการอบรมเลี้ยงลูก” นพ.จิตรินแนะนำในทางจิตวิทยาอีกหนทางที่ปิดประตูพ่อแม่วัยใสได้

เลี้ยงลูกวัยใส (แม่) เริ่มจะไม่สดใส

เชื่อว่าบ้านไหนมีลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ไม่ว่าจะลูกสาวหรือลูกชาย ทุกครอบครัวล้วนแล้วแต่มีความวิตกกังวลทั้งสิ้น ศศิธร กนิษฐ์โรจน์ คุณแม่ที่มีลูกสาววัยรุ่นวัย 19 ปี กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัยคุณแม่ของวัยรุ่นยุค 4.0 ให้มุมมองที่เชื่อว่าลูกวัยนี้ แม่ๆ ทุกคนย่อมกังวลว่า ลูกจะก้าวผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นได้อย่างงดงามตามวัยที่ควรเป็น

ด้วยเพราะสิ่งเร้าในยุคนี้ พ.ศ.นี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งกระตุ้น และปรุงจินตนาการให้ลูกๆ ได้เพริศเตลิดไปกับสิ่งเร้านั้นโดยง่าย คุณแม่ศศิธร มีมุมมองว่ายุคที่พระเอกละคร นักร้องคนโปรด สวมบทบาทหนังรักวัยว้าวุ่น โลดแล่นอยู่ในชุดนักเรียน นักศึกษา ความรักของพระเอกนางเอกสะท้อนผ่านละครวัยรุ่นเรื่องแล้วเรื่องเล่า สร้างความคุ้นชินให้กับเด็ก จนพฤติกรรมการมีเพื่อนสนิท ที่เด็กยุคใหม่ให้คำจำกัดความคนที่เราจับจองว่า คนนื้คือ “แฟน” จึงเป็นเรื่องที่ธรรมดาของสังคม

“สอนลูกสาวเป็นเด็กรู้คิด และรู้จักการวางตัว ลูกก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ ลูกเป็นเด็กยิ้มแย้ม มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ก็จะได้รับความสนใจจากหนุ่มๆ เข้ามาแสดงตัวบ้าง ตัวลูกไม่สนใจอะไร แต่ตัวแม่ต้องสนค่ะว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

ดิฉันเลี้ยงลูกคุยกันทุกๆ เรื่อง การคุยกันคือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เลี้ยงลูกคุยกันทุกปัญหาอย่างเปิดใจและชัดเจน แม่บ้านนี้ก็เลือกบอกลูกตรงๆ ว่า มีแฟนได้ แต่ห้ามฟูมฟาย คืออย่าเอาความรักเป็นที่ตั้ง เพราะการมีแฟนในวัยนี้มันต้องมีเลิกรากันไม่ช้าก็เร็วถ้าคิดว่าต้องมีแฟน เพราะพึงพอใจกันหรืออยากมีเพราะอยากเหมือนเพื่อน ก็ต้องมีจิตที่สตรองแข็งแกร่งพอ

แม่ปลูกฝังสอนลูกสาวถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ลูกไม่ควรมีแฟน ข้อสอง แม่ทำความรู้จักเพื่อนลูก และพ่อแม่เพื่อนลูกให้มากที่สุดจะทำให้เรามีเครือข่ายที่จะได้รับรู้รับทราบ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของลูก แต่เมื่อเรารู้ข้อมูลอะไรที่ไม่เคยรู้ (หัวเราะ) ต้องไม่ตีโพยตีพาย แต่ให้สังเกตการณ์อย่างสงบ ค่อยๆ แก้ไข ซึ่งถ้าเราสนิทสนมกับเพื่อนลูกครอบครัวของเพื่อนลูก ความใกล้ชิดกันมันเหมือนญาติ สุดท้ายเด็กก็จะไม่ชอบกันไปเอง เพราะมันไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น”

คุณแม่ศศิธร เผยถึงการเลี้ยงลูก แม่คือพี่เลี้ยง ที่ต้องบอกย้ำกันบ่อยๆ ว่า การเติบโตเป็นระยะทางที่ยาวมาก

“ก็คุยกันบ่อยๆ ค่ะ แม่ก็บอกลูก ความสัมพันธ์ของเด็กสมัยนี้ ล่อแหลม แล้วความรักก็มักจบแบบไม่สวย เป็นรักที่ขัดใจพ่อแม่ ก็จะมาจากเด็กลักลอบเป็นแฟนกันโดยที่พ่อแม่ไม่รับรู้ เพราะการมีความลับกับผู้ปกครอง มันสนุก และเร้าใจวัยรุ่นดังนั้นเราต้องตัดตอนเรื่องนี้ออกไปให้ได้

ช่วงวัยอันตราย คือพรีทีน อายุ 12-13 ปี ประมาณชั้น ม.1-ม.2 เป็นช่วงฮอร์โมนวัยพลุ่งพล่านที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ไม่ต้องรับมือกับการเตรียมสอบเข้า หรือย้ายโรงเรียน จึงเป็นช่วงที่เด็กๆ จะจับจองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันมากที่สุด พอถึง ม.3 ประมาณอายุ 14 ปี เพื่อเตรียมการเข้าเรียนระดับชั้น ม.ปลาย จะต้องเลือกแผนการเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย การเรียน ม.ปลาย จึงเป็นระดับชั้นที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เด็กวัยนี้จะกลับมารับผิดชอบชีวิตกันอีกครั้ง เข้ารูปเข้ารอยกันอีกครั้ง

ถ้าลูกไม่สามารถผ่านช่วง ม.1-ม.2 ได้ปัญหาก็จะต่อเนื่องมาถึง ม.3 และต่อไปได้อีกยาวๆ เลยค่ะ ส่วนการเลือกโรงเรียนสำหรับลูกสาว ดิฉันเลือกให้เรียนในโรงเรียนสหรวมหญิงชายในระยะเริ่มแรก เพื่อให้มีเพื่อนหลากหลาย มีการปรับตัวในการเข้าสังคมกับเพื่อนต่างเพศ

แล้วเมื่ออยู่ในช่วงชั้นที่โตขึ้น บ้านนี้เลือกให้เรียนโรงเรียนหญิงล้วน จะเหมาะกว่าเพราะการเรียนการสอนสมัยนี้ จะเน้นการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เน้นกิจกรรมนอกห้องเรียนร่วมกันเยอะ การเรียนโรงเรียนหญิงล้วน การดูแลลูกสาวก็จะง่ายกว่าแน่นอนค่ะ ลดทอนปัญหาเรื่องรักในวัยเรียนไปได้ไม่น้อย”

ศศิธร บอกว่า ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นเคร่งเครียดแต่อย่างใด แต่การเรียนในระดับมัธยมนั้น ยังเป็นช่วงชั้นที่ต้องโฟกัสในเรื่องการเรียนให้มากที่สุด เพราะมันเป็นการเรียนเพื่อนำไปใช้ต่อในการเลือกคณะ มหาวิทยาลัย และกำหนดเป้าหมายอนาคตต่อไป

เน้นการดูแลอย่างใส่ใจกันทุกขั้นตอนตั้งแต่เล็กจนโตค่ะ ลูกเอาพ่อแม่มาใส่ไว้ในใจ และพ่อแม่เอาความรู้สึกนึกคิดของลูกมาใส่ไว้ในใจ ลูกสาวของทุกๆ ครอบครัวก็จะเป็นลูกวัยใส แทนคุณแม่วัยใสอย่างแน่นอนค่ะ” ศศิธร เผยเทคนิคเลี้ยงลูกสาวในยุคนี้ ในแบบง่ายๆ สบายๆ แต่เน้นคุณภาพ

‘ใช้ชีวิต ตามวิถีธรรมชาติ’ เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551789

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 14:57 น.

'ใช้ชีวิต ตามวิถีธรรมชาติ' เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์

เรื่อง : วราภรณ์   ภาพ : ข้าวเพลงรัก, โครงการพอแล้วดี

เบนซ์-เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์ เรียกตัวเองว่าเป็นทั้งชาวนาและกรรมการบริษัท หนึ่งบรรจง เจ้าของแบรนด์ “ข้าวเพลงรัก” ข้าวอินทรีย์ปลอดสารพิษที่เป็นที่สนใจของผู้บริโภคหัวใจสีเขียว อีกทั้งแนวคิดของการปลูกก็เก๋ไก๋มีเสน่ห์ตรงเปิดเพลงรัก(เท่านั้น)ของ บอย โกสิยพงษ์ ให้ข้าวฟัง โดยปัจจุบันมีกลุ่มชาวนาร่วมกลุ่มประมาณ 7 ครัวเรือน ล้วนเป็นชาวบ้าน ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และชาวนา จ.พิจิตร นอกจากอยากปลดแอกให้ชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาข้าวได้เองแล้ว เกริกกฤษณ์ ยังทำธุรกิจของครอบครัวด้านจำหน่ายเหล็กเส้นบริษัท อาร์.พี.เอ็ม.เมททัลเวอร์ค เดิมทีเขาทำงานด้านไฟแนนซ์ที่ธนาคารแห่งหนึ่งราว 1 ปี และออกมาบริหารธุรกิจของที่บ้าน และศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และใช้ชีวิตช้าๆ ที่ได้เรียนรู้จากการปลูกข้าว จนปัจจุบันเขามีแนวคิดเลี้ยงลูกในสิ่งที่ตนเองเป็น และตัวเขาเองก็ยึดการใช้ชีวิตให้เรียบง่ายที่สุด

แรงบันดาลใจปลูกข้าว

เกริกกฤษณ์เกิดแรงบันดาลใจในการสนับสนุนให้ชาวนาปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ย้อนไปเมื่อปี 2557 เขาอ่านพบข่าวชาวนาจำนำข้าวไม่ได้ราคา เกริกกฤษณ์จึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมชาวนาจึงมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ต้องเป็นหนี้สิน จากจุดนี้เขาต้องการหาคำตอบด้วยการลงมือปลูกข้าวด้วยตัวเอง โดยไปเรียนที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ของอาจารย์เดชา ศิริภัทร เรียนเพียงไม่กี่ชั่วโมงได้ความรู้ล้ำค่า ทำให้เขารู้ว่า ปัญหาของชาวนามีมานาน ก็คือ การติดกับดักการใช้สารเคมี ต้องไปซื้อปุ๋ยมาจำกัดศัตรูพืช จึงทำให้ต้นทุนปลูกต่อไร่สูง ปัญหาที่ 2 คือ ราคาข้าวถูกกำหนดโดยตลาด ชาวนาไม่มีสิทธิกำหนดราคาข้าวเอง พอเรียนเสร็จเกริกกฤษณ์จึงลงมือปลูกข้าวเองก่อน ด้วยการเช่าที่น่าผืนแรกที่ จ.นครปฐม ราว 1 ไร่ ปลูกข้าวหอมปทุม ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีที่ปลูกโดยวิธีอินทรีย์ไม่ต้องพึ่งสารเคมี

หลังจากปีแรก ด้วยการปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า เกริกกฤษณ์ต้องลงมาถอนหญ้าต้นเล็กๆ ที่ขึ้นแซมด้วยตัวเอง ปัจจุบันปลูกข้าวมา 5 ปีแล้ว เกริกกฤษณ์สามารถขยายเครือข่ายชาวนา สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่ตั้งไว้ คือ ถ้าทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวแบบอินทรีย์จะช่วยเขาที่ต้นเหตุ

“ปีนี้เรารวบรวมเครือข่ายได้ 15 ครอบครัว ปลูกข้าวบนพื้นที่ 200-300 ไร่ แต่ยังไม่ได้ทำการปลูกในปีนี้ รายได้ชาวนาเขาโอเค เพราะเขาได้กำหนดข้าวเปลือกเอง เพราะข้าวมีคุณค่าและมันคุณภาพดี และชาวนามีศักดิ์ศรี”

เมื่อย้อนกลับไป บ้านเขามีธุรกิจเล็กๆ คือ ค้าขายเหล็กเส้น ในเชิงของรูปแบบการดำเนินธุรกิจหากคิดผลกำไรขาดทุน หลีกเลี่ยงไม่ได้กับความเครียด หากชีวิตเขาไปโฟกัสที่ตัวเงินอย่างเดียว อีกทั้งโลกนี้กระแสของโลกมีภาวะที่ซับซ้อน สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม หากเราอยู่ในวังวนของเศรษฐกิจโลก ชีวิตเราก็จะไขว่คว้าไม่จบสิ้น เกริกกฤษณ์จึงหันมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ คือ การได้อยู่กับตัวเอง แล้วเราจะมีการค้นหาตัวตนของเราว่า เราชอบอะไร ถนัดในเรื่องไหน เพื่อนำความสุขซึ่งเป็นหลักปรัชญาเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ รู้จักตัวตนของเรา ความถนัด สิ่งที่เราชอบ แล้วจะทำให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น และทำให้เราชำนาญในสิ่งที่เรามีใจจดจ่อกับสิ่งที่เราทำมากขึ้น

จดจ่อกับสิ่งที่ทำ

“ถ้าอธิบายเป็นคำภาษาอังกฤษ คือ โฟกัส ใจจดจ่อมีสมาธิ ชีวิตเราก็จะมีความสุขในแบบของเรา ในทางกลับกันหากเราหมุนตามกระแสโลก ผมคิดว่าความสุขคงเกิดได้ยาก ผมจึงเริ่มค้นหาความสุขของผม คือ การปลูกข้าวที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พัฒนาให้ชาวนาในกลุ่มดีขึ้นได้ เช่น เครือข่ายข้าวเพลงรักที่มีสมาชิก 7 ครอบครัว ที่ จ.สุพรรณบุรี และพิจิตร ทำให้พวกเขาสามารถปลดหนี้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางคนไม่มีหนี้สินเลย วิธีช่วยของผม คือ เราแนะนำให้เขาทำนาแบบอินทรีย์ที่ต้นทุนประหยัดลง ข้าวเพลงรักจะให้ชาวนากำหนดราคาที่เขาอยู่ได้ จึงเป็นการทำนาที่ไม่ขาดทุน นับตั้งแต่ปี 2559 การจัดตั้งเครือข่าย เป็นผลมาจากการที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำ คนกินข้าวรู้สึกภูมิใจที่เขาได้ช่วยชาวนาได้ยืนหยัดได้ตัวเอง ไม่ใช่ชาวนาที่รอการพึ่งพาจากหน่วยงานรัฐบาล แต่รู้ในคุณค่าตัวเอง ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่คนไทยมีต่อชาวนา”

ปัจจุบันเกริกกฤษณ์มีความสุขมากกับการใช้ชีวิตแบบช้าๆ ในแบบของเขาเอง คือ ใน 1 สัปดาห์ 6 วัน วันจันทร์ถึงเสาร์เขาทำงานของที่บ้าน และยังกระจายข้าวเพลงรักไปสู่ผู้บริโภค เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวและใช้เวลาพักผ่อนค้นหาความรู้ที่ตนเองชื่นชอบ

“วิถีชีวิตของผมเรียบง่ายมาก ผมเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า ซึ่งผมปฏิบัติอย่างมีระเบียบมาตั้งแต่ผมเด็กๆ กับลูกชาย 2 คน วัย 12 กับ 9 ขวบ คนโตชื่อ มิ้ง-เชาว์วรรธน์ คนที่ 2 ชื่อ ปิง-เจษฎากร ผมให้ลูกเข้านอนเร็ว 2 ทุ่ม ไม่เกิน 3 ทุ่ม ซึ่งเราทำได้ เพราะผมย้ายบ้านตามโรงเรียนของลูก ลูกเรียนแถวบางบอน บ้านเราก็อยู่บางบอน บ้านกับโรงเรียนจึงอยู่ใกล้กันมาก อีกทั้งผมเลี้ยงลูกแบบไม่กดดัน ไม่เน้นเกรดเฉลี่ยกับลูกเลย ซึ่งผมกับภรรยาคิดตรงกัน เราคุยกันว่า หัวใจของการเรียน คือ เรียนเพื่อให้รู้ ดังนั้นการวัดผลด้วยคะแนนจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ ผมอยากให้ลูกเรียนเพื่อรู้ ส่วนคะแนนมาทีหลัง สมมติเขาทำข้อสอบแล้วคะแนนไม่ดี ผมจะบอกลูกว่าอย่าเสียใจ เพราะชีวิตการเรียนในโรงเรียนเป็นแค่ 1 ใน 3 ของชีวิตเท่านั้น เพราะการเรียนรู้เป็นได้ทั้งชีวิตเรา เขาสามารถเรียนรู้จากการทำงานหรือทำกิจกรรมก็ได้ ผมจึงไม่กดดันลูก”

เกริกกฤษณ์มีหลักการใช้ชีวิตอื่นๆ คือ ชีวิตมนุษย์เรามี 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน และเขาแบ่งการใช้ชีวิตแต่ละวันเป็น 3 ส่วน 1 ส่วนอยู่ในโรงเรียน อีก 1 ส่วนเที่ยวเล่น อีก 1 ส่วนที่เหลืออยู่กับครอบครัว

“ผมเองแน่นอน ส่วนแรก คือ การทำงาน วันหนึ่งๆ ผมทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง ที่เหลืออีก 2 ส่วนเหมือนลูก คือ เที่ยวเล่นกับอยู่กับครอบครัว ผมพยายามใช้ชีวิตแบบนี้ ส่วนการทำงานกับข้าวในฤดูกาลหนึ่งๆ ผมไปนาน้อยมาก เพราะเราปลูกแบบอินทรีย์เป็นการปลูกข้าวโดยพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ก็เลยให้ธรรมชาติดูแล คือ ปลูกแล้วปล่อย ไม่ต้องเฝ้า ไม่มีศัตรูพืชกวนเพราะให้เพื่อนบ้านช่วยดู ในแง่นาของผมปลูกควบคุมเองประมาณ 10 ไร่ ที่ อ.อู่ทอง สุพรรณบุรี แต่หากมีเวลาก็ควรแวะไปดูข้าวบ้างสำหรับคนที่มีเวลา เพราะบางครั้งผมคิดว่า ผมหย่อนเกินไป ไม่สายกลาง ที่ดีควรแวะไปดูบ้างว่าต้นข้าวเติบโตดีไหม ที่ไม่ค่อยมีเวลาไปดูนาของตัวเองเพราะผมดูเรื่องการตลาดในกรุงเทพฯ ค่อนข้างเยอะ เราทำทุกอย่างให้ดีทั้งหมดไม่ได้หรอก อะไรเกินกำลังก็ปล่อยไปบ้าง”

“พอแล้วดี” นำศาสตร์พระราชามาใช้

“ข้าวเพลงรัก” ของเกริกกฤษณ์เคยได้รับคัดเลือกให้ร่วมโครงการ “พอแล้วดี” รุ่นที่ 2 สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ ก็คือ การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในชีวิตประจำอย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่ใช้ในการทำงานเท่านั้น คือ การที่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่รัก เพื่อการเข้าใจตัวเอง การดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่รัก เราก็ยิ่งมีคุณค่าในสิ่งที่เราทำเพิ่มมากขึ้น แล้วคนอื่นที่เขาเห็นคุณค่าที่เราทำ เขาจะหันมามองเรา

นอกจากนี้ เขายังปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัว เช่น การชักชวนไปปลูกข้าวแบบอินทรีย์บ้าง

“ผมพาลูกไปนา เพื่อให้เขาได้หาตัวตนของเขา ในช่วง 10 ปีนี้ผมมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ให้เขาค้นหาสิ่งที่เขาชอบให้เจอ ถ้าเจอก็จะมุ่งไปทางนั้นเลย แต่ตอนนี้ลูกยังไม่เจอ ผมจึงให้เขาลองทำหลายๆ อย่าง แต่แววของคนโตชอบเลข ชอบการสืบสวน ชอบเรื่องราวที่ซับซ้อน ส่วนคนเล็กชอบเปียโน ใครชอบอะไรผมส่งเสริม จะศาสตร์หรือศิลป์เราก็ส่งเสริม และผมไม่กังวลกับเรื่องอาชีพของลูกว่าหากเขาเลือกในสิ่งที่เขาชอบแล้ว เขาจะเลี้ยงตัวเองได้ไหม แต่หากเขาได้ทำสิ่งที่ชอบ ศักยภาพของลูกก็จะออกมาเต็มที่ แล้วเขาจะรู้คุณค่าในตัวเขาเอง เมื่อไหร่ที่รู้คุณค่าในตัวเอง คนอื่นจะมองเห็น”

ปัจจุบันเกริกกฤษณ์บอกว่า พอใจกับชีวิตตนเองมาก เพราะเขายังได้แบ่งปันเพื่อช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นบ้าง สามารถเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ทั้งหมดทั้งมวลเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์ทำเพื่อผู้อื่นโดยแท้ สิ่งที่เขาทำถือว่าเป็นเพียงเศษธุลีเดียว

สั่นสันนิบาต อยู่กับโรคพาร์กินสันให้เท่าทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551748

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 17:21 น.

สั่นสันนิบาต อยู่กับโรคพาร์กินสันให้เท่าทัน

เรื่อง : โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

สถาบันประสาทวิทยา เป็นสถาบันเฉพาะทางในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขึ้นตรงกับกรมการแพทย์ ให้บริการตรวจรักษาด้านระบบประสาทครบวงจร

เนื่องในวันโรคพาร์กินสันโลกที่ผ่านมา ที่นี่ซึ่งมีพันธกิจในการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้จึงได้จัดกิจกรรม “สั่น สั่น สั่น กับพาร์กินสัน” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วย ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย ด้วยการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน เคล็ดลับดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย พร้อมไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันให้แก่ผู้ป่วยที่มีข้อสงสัยอย่างใกล้ชิด

นพ.อัครวุฒิ วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา มาเฉลยข้อข้องใจในประเด็นอยู่อย่างไรกับโรคพาร์กินสันว่า โรคพาร์กินสันนับว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่โลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ โดยสถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 65 ปี และมักพบในผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิง

โรคพาร์กินสัน คือโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีปริมาณลดลง จนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ซึ่งสามารถจำแนกอาการของโรคพาร์กินสันได้ทั้งหมด 5 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นน้อย มีอาการสั่นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น และยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ระดับที่ 2 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้าง พร้อมมีลำตัวที่คดงอลงเล็กน้อย

ระดับที่ 3 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้าง รวมไปถึงระบบการทรงตัวเริ่มไม่แข็งแรงจนอาจจำเป็นต้องมีผู้คอยดูแลและพยุงในบางครั้ง

ระดับที่ 4 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้างหนักมากจนเริ่มไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

และระดับที่ 5 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้างในขั้นรุนแรง และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จนต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง

“แม้โรคพาร์กินสันจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยมากที่สุดในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องมีคนคอยดูแลในบางราย เนื่องจากกล้ามเนื้อของผู้ป่วยมีการอ่อนแรงและสั่นเกร็ง จากที่เคยสามารถทำงานได้ ก็เริ่มเป็นทำได้ช้าลงและทำไม่ได้ในที่สุด

แต่ก็ยังคงมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ อาการท้องผูกเป็นประจำ อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้อเกร็ง โดยเฉพาะเวลานอนจนทำให้นอนไม่หลับ หรืออาการท้อแท้เบื่อหน่ายในชีวิตจนอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมา ซึ่งผู้ดูแลควรต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อจะสามารถติดตามความผิดปกติ และรีบแจ้งแพทย์เพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงที”

ด้าน พญ.ณัฎลดา ลิโมทัย อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่ใช้วิธีการรักษาจะเป็นแบบควบคุมประคับประคองอาการด้วยการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาในทุก 4-5 ชั่วโมง และในช่วงที่ท้องว่างเท่านั้นเพื่อให้ยาเกิดประสิทธิภาพได้เต็มที่ ทั้งยังช่วยป้องกันการดื้อยาในผู้ป่วยอีกด้วย เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอาการป่วยติดต่อมาเป็นระยะเวลานานๆ จะเริ่มมีการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้อาการที่รุนแรงขึ้นหรือลดลงในบางครั้ง จนอาจกลายเป็นสาเหตุให้เกิดสภาวะโรคแทรกซ้อนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยการผ่าตัดฝังตัวกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) และการรักษาทางกายภาพบำบัด ด้วยวิธีการการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยวิธีการรักษานั้นๆ แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาและให้คำแนะนำตามความเหมาะสมของอาการของผู้ป่วยแต่ละรายอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ป่วยมีความสุขในชีวิตและกำลังใจที่ดี ก็นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาการของผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นและสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ต่อไป

ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการป่วยมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและมีกำลังใจในการรักษาตนเองในทุกๆ วันมีดังนี้

1.สร้างความกระตือรือร้นตลอดเวลา คือการทำกิจกรรมที่ผู้ป่วยชื่นชอบทำแล้วมีความสุข และปฏิบัติกิจกรรมนั้นให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยังคงต้องระวังเรื่องความสมดุล การทรงตัวของผู้ป่วยด้วย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

2.เริ่มสร้างกำลังใจให้ตนเอง คือผู้ป่วยต้องมีความเชื่อมั่น เชื่อใจ ในตัวผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ครอบครัว และเพื่อน ว่าทุกคนล้วนเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันและเป็นกำลังใจสำคัญที่พร้อมจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเดินหน้าสู้กับโรคพาร์กินสันต่อไปได้

3.รู้จักเรียนรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันอย่างถ่องแท้ ยิ่งผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันมากขึ้นเท่าใด ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจและรู้จักที่จะรับมือกับโรคได้มากขึ้น พร้อมที่จะปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และเข้าพบแพทย์ตามเวลานัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดีที่สุด

4.การผ่อนคลายจิตใจและออกกำลังอย่างเป็นประจำ นอกจากการรับประทานอาหารที่หลากหลายและประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสภาวะความตึงเครียด และออกกำลังกายด้วยท่าทางที่ง่ายๆ และเหมาะสมต่อตัวผู้ป่วยเอง อาทิ โยคะ รำไทเก๊ก เต้นลีลาศ พร้อมมีผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

สำหรับผู้ที่มีความกังวลหรือสงสัยว่าตนเองมีอาการของโรคพาร์กินสันหรือไม่? สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่แผนกผู้ป่วยนอกได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. และที่คลินิกโรคพาร์กินสัน ในทุกวันอังคารของสัปดาห์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 02-306-9899 ติดต่อแผนกผู้ป่วยนอก สถาบันประสาทวิทยา

แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโยคะกับคนที่รักและมีแพสชั่น (Passion) ในสิ่งเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551746

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 17:18 น.

แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโยคะกับคนที่รักและมีแพสชั่น (Passion) ในสิ่งเดียวกัน

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโยคะกับคนที่รักและมีแพสชั่น (Passion) ในสิ่งเดียวกันเป็นความอิ่มเอมใจอย่างหนึ่ง ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะครบรอบปีที่ 15 ครูจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษ พูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้ ครูเต้ย-ณพัทร ธรรมกิจวัฒนา จะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากัน

ครูเจี๊ยบ : “โยคะ” มีบทบาทอย่างไรกับสุขภาพของคุณครูคะ

ครูเต้ย : เดิมทีก่อนที่ผมจะเริ่มฝึกโยคะผมเป็นคนที่ผอมแห้งมากครับและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ หลังจากผมฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 2 ปี ร่างกายผมก็เริ่มเปลี่ยนแปลง แข็งแรงขึ้น ร่างกายสมส่วนมากขึ้นโดยที่ไม่ได้ฝึกอย่างอื่นเลยนอกจากโยคะ ระบบหายใจของผมก็ดีขึ้นมากครับจากที่หายใจติดขัดเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลาก็หายใจได้เป็นปกติแถมยังหายใจได้ลึกขึ้นยาวขึ้นด้วยเวลาผมทำอะไรก็ไม่เหนื่อยง่ายและไม่ค่อยป่วยพอสุขภาพแข็งแรงผมก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขขึ้นมากครับ

ครูเจี๊ยบ : เป้าหมายการฝึกโยคะอาสนะของคุณครูคืออะไรคะ

ครูเต้ย : อย่างแรกเลยคือเพื่อให้ได้ความสงบนิ่งของจิตใจครับเพราะเมื่อเราฝึกอาสนะที่ยากหรือลึกขึ้นก็จะต้องใช้สมาธิในการโฟกัสร่างกายที่มากขึ้นด้วยพอเราโฟกัสร่างกายได้มากขึ้นก็จะรู้จักร่างกายของตัวเองมากขึ้นทั้งลมหายใจและการเก็บรายละเอียดในแต่ละอาสนะแต่ละท่วงท่าจึงทำให้เวลาสอนผมจะเข้าใจร่างกายของผู้เรียนและสอนได้อย่างถูกต้องครับ

ครูเจี๊ยบ : ข้อความที่อยากฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกคน ไม่ว่าจะในนามครูหรือนักเรียนค่ะ

ครูเต้ย : โยคะให้อะไรกับเรามากกว่าที่เราคิด ไม่ใช่แค่ลดน้ำหนัก หุ่นฟิตเฟิร์ม หากเราฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โยคะยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเราด้วยเพราะการฝึกโยคะต้องฝึกด้วยสติการรู้สึกตัวเมื่อจดจ่ออยู่กับร่างกายนานๆ จะเกิดสมาธิทำให้จิตใจของเราเบิกบานแจ่มใสคลายความกังวลต่างๆ พอเราทำงานอะไรด้วยใจที่เบิกบานชีวิตของเราก็จะมีความสุขในทุกๆ วันครับ

พบกับคลาสของครูณพัทร ธรรมกิจวัฒนา (ครูเต้ย) ได้ที่โยคะสุตราสตูดิโอทุกวันอาทิตย์เช้าเวลา 09.30 น. กับคลาส Hatha Vinyasa วันจันทร์เวลา 07.00 น. กับคลาส Hatha วันพุธเวลา 12.15 น. คลาส Balance Flow และเวลา 13.30 น. กับคลาส Hatha Flow

130 ปี ศิริราช โรงพยาบาลเพื่อแผ่นดิน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551733

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 15:04 น.

130 ปี ศิริราช โรงพยาบาลเพื่อแผ่นดิน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ศิริราชเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่แห่งแรกในประเทศไทย เปิดรักษามาแล้วกว่า 130 ปี ตั้งแต่ตอนที่รัชกาลที่ 5 สมัยนั้นยังไม่มีลักษณะเป็นโรงพยาบาล เรียกว่าโรงหมอ หรือโรงพยาบาลวังหลัง  เกิดก่อนโรงเรียนแพทย์เพียง 2 ปี อาจารย์ผู้ก่อตั้งเป็นอาจารย์จากต่างประเทศ

รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า นโยบายของศิริราชปีที่ 131 นั้น ตั้งไว้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของแผ่นดินบนมาตรฐานสากล บนพื้นฐานของการเอามาตรฐานมาเป็นที่ตั้ง ต้องการส่งมอบให้คนทั้งแผ่นดิน มีปณิธานที่จะส่งมอบคุณค่าทั้งหลายให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่เป็นคนของประเทศไทย คือประชาชน ผู้ป่วยและญาติ ให้การรักษาที่ดี รักษาแล้วหาย ให้รู้สึกได้ถึงความเอื้ออาทร ความปรารถนาดีที่จะดูแล

ปีที่ 131 มุ่งสู่มาตรฐานระดับโลก

“ให้คำมั่นว่าจะให้การรักษาที่ได้ผลและการบริการที่ดีและเหมาะสม โดยไม่ได้หวังกำไร จะให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานสากล และคำว่ามาตรฐานนั้นประชาชนสามารถเข้าถึง ถ้ามีมาตรฐานระดับโลกแต่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศเข้าไม่ถึง อันนี้ก็ไม่ใช่โรงพยาบาลของแผ่นดินแล้ว อยากให้คนเข้าได้ถึง และยังคงรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน รักษาแล้วหาย มีการดูแลที่ดี ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล นี่คือเป้าหมายหลักของศิริราช

มีความหลากหลายให้เลือก เช่น คลินิกนอกเวลาสำหรับคนไข้ที่พอมีกำลังจ่ายเพราะไม่อยากรอคิวนานๆ เหมือนคนไข้เช้า และมีส่วนของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ สำหรับคนไข้ที่มีกำลังทรัพย์ต้องการความเป็นส่วนตัวไม่ต้องรอคิว แต่ภาพรวมของการรักษานั้นก็มีมาตรฐานเดียวกันในทั้ง 3 ส่วน เพียงแต่การเข้าถึงมันมีหลายช่องทาง แล้วแต่ความสะดวกที่จะเข้าถึง

ตอนเย็นก็จะแน่นแต่ยังดีกว่าเช้า สามารถเลือกหมอได้ ยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อยหนึ่ง ไปปิยมหาราชการุณย์ ก็เลือกการบริการได้อีกแบบ การมีหลายรูปแบบของการให้บริการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง แต่บนพื้นฐานนี้อยู่บนมาตรฐานการรักษาพยาบาลแบบเดียวกัน”

ศิริราชมีวันนี้ได้เพราะมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการรักษาตลอด รศ.นพ.วิศิษฎ์ ชี้ว่าเพราะเป็นทั้งโรงเรียนแพทย์ ดังนั้นแพทย์ที่ทำการรักษาก็เป็นทั้งหมอทั้งอาจารย์

“แปลว่าต้องพยายามให้มีความตื่นตัวทางวิทยาการสมัยใหม่ มีเหตุมีผล มีหลักฐานทางเชิงประจักษ์ หลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้ การรักษาก็จะไม่ล้าสมัย และต้องสอน ต้องถ่ายทอด แพทย์ที่ทำการรักษาที่นี่ ต้องรักษาและต้องวิเคราะห์ เพราะว่าต้องอธิบายสอนลูกศิษย์ว่าทำไมถึงรักษาแบบนี้ ต้องมีเหตุผล เพราะเป็นโรงเรียนแพทย์

เราทำการวิจัยด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูล มีหลักฐานยืนยัน เพราะงานวิจัยทั้งหลายที่อ่านจากต่างประเทศ เขารักษาต่างชาติ รักษาคนประเทศอื่น ฝรั่ง แขก อินเดียเมียนมา แต่มันไม่ใช่ของคนไทย เพราะงั้นก็ควรศึกษาวิจัยเพื่อจะได้ตอบสนองกับปัญหา เราไม่ได้นำหมอและความรู้มาจากเมืองนอกเพียงอย่างเดียว แต่เราตามและศึกษาและวิจัยเพื่อตอบปัญหาของเรา

ในบางเรื่องมันเป็นปัญหาเฉพาะของเราเลย เช่น ไข้เลือดออก ฝรั่งอาจจะไม่มีหรือเรามีเยอะกว่า ซึ่งมันเป็นเรื่องของภูมิภาค เป็นโรคเฉพาะถิ่น แม้แต่โรคมะเร็ง มันก็ไม่เหมือนกัน พวกที่มันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ลักษณะการใช้ชีวิต เรื่องของพยาธิไม่เหมือนกัน ต่างชาติกินเนื้อมาก กินผักน้อยก็เป็นมะเร็งลำไส้ และเรื่องของกรรมพันธุ์คนเราไม่เหมือนกัน เหล่านี้เราไปจำเขามาทั้งหมดไม่ได้

เพราะที่ศิริราช เป็นโรงเรียนแพทย์ด้วย เลยมีการศึกษาวิจัยและสอนแพทย์ เพราะงั้นการที่คนไทยมาเป็นคนไข้ของศิริราช บางครั้งก็จะมีคนที่เข้าดูแล ทั้งอาจารย์ ทั้งแพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาแพทย์ เป็นเรื่องปกติ นี่คือภาพที่ทำให้เห็นว่าเราอยู่มา 130 ปี และจะก้าวต่อไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร”

แม้จะมีคนไข้ที่ขาดทุนทรัพย์ในภาคเช้าอยู่เป็นจำนวนมาก ก็มีเงินอยู่ที่ศิริราชมูลนิธิ เป็นเงินสังคมสงเคราะห์ ที่ช่วยเหลือเป็นค่ารถกลับบ้านซึ่งมีผู้บริจาค โดยผู้ที่มีจิตศรัทธา เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย

“ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หมายถึงช่วยเหลือค่ารถ มีกองทุนแบบนี้ แต่โดยมากคนที่บริจาคให้กับศิริราช เขาจะบริจาคที่มูลนิธิส่วนหนึ่ง หรือบางทีคนป่วยกลับไปบ้านไม่มีคนดูแล ก็ต้องเอาเขาไปฝากไว้ที่บ้านที่ดูแลหรือบ้านพึ่งพิง แล้วค่ารถจะไปยังไม่มี ศิริราชก็ต้องใช้เงินที่มีคนบริจาค นี่เป็นส่วนที่เรียกว่าไม่ได้อยู่ในระบบการจัดการของโรงพยาบาล แต่เป็นมูลนิธิคอยช่วยเหลือสิ่งเหล่านี้”

รักษาคนไข้แบบไร้รอยต่อ

ศิริราชมีอาจารย์ที่เก่งทุกด้าน แต่สิ่งที่คิดว่าจะเพิ่มเติม เข้าไปในปีที่ 131 รศ.นพ.วิศิษฎ์ บอกว่า การแพทย์ทุกวันนี้มันเปลี่ยนแนวเป็นการแพทย์ในเชิงผสมผสานหรือบูรณาการ

“เมื่อก่อนนี้คนไข้เป็นอะไร เมื่อไปหาหมอก็จะแยกส่วนออกไป ทุกวันนี้หมอดูองค์รวม พยายามจัดการดูแลที่เป็นองค์รวม หมอผู้เชี่ยวชาญหลายๆ แผนกที่เข้ามาร่วมกัน เช่น ถ้าพูดถึงหลอดเลือดสมอง โรคนี้ไม่ใช่หมออายุรกรรมคนเดียวที่รักษาได้ มีหมอสมอง มีทั้งหมอรังสีที่มีความเชี่ยวชาญในการอ่านภาพรังสี มีหมอผ่าตัดที่สามารถเข้าไปช่วยได้ มีอัมพาตก็มีหมอวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูเข้ามาช่วย ตั้งแต่ฝึกกลืน ฝึกยืน ฝึกเดิน ให้ครบวงจร โดยเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป็นการทำงานแบบบูรณาการ มันเป็นการดูแลแบบไร้รอยต่อ

เป็นเรื่องที่ค่อยๆ มุ่งเน้นขึ้นเรื่อยๆ เริ่มทำไปเรื่อยๆ เช่น ศูนย์หลอดเลือดสมอง ศูนย์การนอนหลับ ซึ่งมีศูนย์แบบนี้เยอะ ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร มันเป็นการโฟกัสบนสิ่งที่ใช้แพทย์สหสาขาเข้ามาช่วยกัน แนวคิดคือการทำงานที่มีคนไข้เป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดการรักษาที่เร็ว ในเวลาที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

การดูแลไร้รอยต่อ ไม่ได้แปลว่าคุณอยู่ที่ไหน คุณก็ต้องวิ่งมาที่โรงพยาบาล ไม่ใช่แบบนั้น แต่คือการสร้างเครือข่ายให้เป็นโมเดล ถ้าคุณมีแบบนี้คุณก็เข้าไปที่โรงพยาบาลเครือข่าย เช่น คนหนึ่งเป็นโรคหลอดเลือดในสมอง บ้านอยู่แถวนครปฐม และเกิดอาการกลางทาง ก็เอาเขามารักษา แต่ถ้าปกติเขารักษาอยู่นครปฐม ก็ต้องส่งข้อมูลกลับไป ไปรับยาที่นครปฐม ถ้ามีปัญหาก็เชื่อมโยงกัน”

‘ศิริราชออนไลน์’ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง

การรักษาจากที่บ้าน รศ.นพ.วิศิษฎ์ ย้ำว่าคนไข้ต้องมีองค์ความรู้ มีความรู้ในเรื่องของการรักษาสุขภาพ จะพบว่าความรู้ทางด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในสังคมทุกวันนี้ มันมีเยอะไปหมด

“ไม่รู้จริงหรือไม่จริง ศิริราชจะตั้งศูนย์ในปีที่ 131 เป็นศูนย์ให้ข้อมูลที่ถูกต้องคือ ‘ศิริราชออนไลน์’ ทำมาตั้งแต่สมัยโซเชียลมีเดียยังไม่นิยม มีทีมงานทำอยู่ แต่ทุกวันนี้โซเชียลมีเดีย ข้อมูลไม่แม่นยำ จึงมีแนวคิดจะทำโครงการให้ความรู้ แบบศิริราชพบปะประชาชน เช่น รายการพบหมอศิริราช 30 ปีแล้ว ทุกวันนี้ยังมีอยู่ เวลาที่สงสัยเรื่องใด เช่น โรคต่อมลูกหมาก หรือปัสสาวะไม่ค่อยออก ก็คีย์ข้อมูลเข้าไปจะรู้ว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ พยายามอัพเดทข้อมูลเพื่อให้ถูกต้องเที่ยงตรง

ตอนนี้มีโปรเจกต์นัดหมอผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น จะพัฒนาร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในการเชื่อมต่อ เริ่มสตาร์ทเวิร์กช็อป การเข้าไปทางนี้มันเข้าได้ทั้งโมบายแอพ และหน้าเว็บไซต์ซึ่งเข้าถึงง่าย ในโทรศัพท์ถ้าใครมี เอสซีบี อีซี่ และเอสซีบี คอนเนก ก็สะดวก เรื่องการแจกยา เดี๋ยวนี้มีคิวอาร์โค้ดตรงซองยาก็โหลดแอพและสแกน ก็จะทราบว่ายามีคุณสมบัติอย่างไร มีผลข้างเคียงอย่างไร กินตอนไหนอย่างไร มันจะเป็นแนวของการเชื่อมโยง นี่คือเรื่องแรกของการรักษาไร้รอยต่อ”

รับมือสังคมผู้สูงอายุ

คนอายุยืนขึ้น วิทยาการทางการแพทย์ดี รศ.นพ.วิศิษฎ์ บอกว่าอายุขัยเฉลี่ยก็ยาวขึ้น และเป็นโรคมากขึ้น

“เพราะเมื่อก่อนเป็นสองโรคต่อคน ตอนนี้ในหนึ่งคนมีหลายโรค ซับซ้อน ศิริราชก็จะทำศูนย์วิทยาการผู้สูงอายุ ของศิริราชจะทำที่บางใหญ่คือการดูแลระยะท้าย ความหมายคือคนนี้ไม่ได้มีการรักษาใดๆ ที่จะทำให้ยืดชีวิต โรคดำเนินมาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่เอาคนที่ใกล้ตายไปทิ้ง แต่เป็นศูนย์ที่ทำให้ช่วงชีวิตสุดท้าย เป็นช่วงที่มีคุณค่า มีการดูแลทั้งด้านกาย จิตวิญญาณและสังคม ซึ่งก็มีญาติไปดูแล ถ้าไม่สะดวกก็มีคนดูแล ทำให้จากไปโดยไม่มีห่วงกังวล เรียกว่าตายดี ชื่อศูนย์ว่าศิริราช Hospice เป็นชื่อที่ทั่วโลกเขาใช้กัน จะจัดตั้งแถวบางใหญ่

ส่วนการดูแลผู้สูงอายุ ก่อนจะเอาคนไข้ไปไว้ที่บ้าน ต้องมีช่วงรอยต่อ การฝึกฝน จะไปอยู่ที่บ้านได้อย่างไร? ต้องปรับสถานที่อยู่ ต้องปรับการดูแล ถ้าจะให้คนไข้ช่วยตัวเองได้ ต้องรู้วิธีกินยา จัดยา ต้องรู้ว่าต้องวัดความดันอะไรทั้งหลาย ก็ต้องมีศูนย์ที่เรียกว่าศูนย์วิทยาการผู้สูงอายุ เพื่อศึกษา เรียกว่าเป็นการดูแลในเรื่องของรอยต่อพยายามทำให้คนไข้กลับไปอยู่ด้วยตัวเขาเองได้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่อยากให้มันเป็น อยู่ที่สมุทรสาคร ชื่อศูนย์วิทยาการผู้สูงอายุ จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 เป็นศูนย์เตรียมตัวผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน”

สมาร์ท ฮอสพิทัล (Smart Hospital)

คือการเชื่อมโยงของข้อมูลทั้งหลายภายในโรงพยาบาล รศ.นพ.วิศิษฎ์ ขยายภาพว่า ข้อมูลนี้ไม่ว่าจะมีการรักษาหรือตรวจวินิจฉัยใดๆ ข้อมูลจะอยู่ในฐานข้อมูลโรงพยาบาล

“ถ้าเป็นสมัยก่อน ข้อมูลจะอยู่ในแฟ้มคนไข้ จะมีเอกซเรย์เป็นซองเป็นฟิล์มเต็มไปหมด มันมีผลการตรวจที่แยกกัน ไม่ออนไลน์ ในอนาคตตอนนี้กำลังทำโครงการที่เอาข้อมูลทั้งหมดมาใส่รวมกัน เชื่อมโยงกัน

ส่วนเป้าหมายในปีถัดไป ก็จะทำฐานเวชระเบียนให้อยู่ในฐานเดียวกันให้สำเร็จ ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลทางการตรวจวินิจฉัย เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง และในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ ต้องมีการรักษาความลับของผู้ป่วยและมีความมั่นคงทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ใครก็เข้ามาดูได้

รวมทั้งใช้หุ่นยนต์จัดยา เมื่อก่อนเราต้องเขียนและให้เภสัชกร เภสัชกรก็จะไปสั่ง ไปหยิบ และมาจ่าย แต่ต่อไประบบนี้จะใช้หุ่นยนต์จัดยา คือการนำข้อมูลมาและใช้เครื่องกลไปดึงยามาจากชั้นที่เก็บยา มาในปริมาณที่ถูกต้อง เหมาะสม แม่นยำ

การใช้เครื่องมือเหล่านี้ เป็นเครื่องมือที่ไฮเทค แต่หัวใจอยู่ที่ไฮทัช คือการที่มนุษย์กับมนุษย์ได้เจอกัน มันจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าเอาเทคโนโลยีมาใช้แล้วทำให้มนุษย์กับมนุษย์อยู่ห่างไกลกัน มันไม่ใช่การรักษาพยาบาลที่อยากจะให้เกิดขึ้น แต่อยากให้คนกับคนได้มีเวลาปฏิสัมพันธ์มากขึ้น

โดยที่ไม่ต้องเอาเวลาไปทำงานเหล่านี้ เพราะมันกินเวลาและผิดพลาดได้ง่าย สู้เอาเทคโนโลยีมาทำเพื่อให้คนได้สะดวก ได้มีเวลาไปพูดคุย เช่น หมอไปเยี่ยมคนไข้ ไม่ต้องไปเปิดแฟ้ม พลิกแฟ้มเยอะแยะเสียเวลา ข้อมูลพร้อม เพื่อที่จะได้มีเวลาพูดคุยกับคนไข้ แทนที่จะใช้เวลาพูดคุย มัวแต่ไปโฟกัสการจดเขียนตลอด จึงใช้เทคโนโลยีมาเพื่อเพิ่มคุณค่า นี่คือเป้าหมายของสมาร์ท ฮอสพิทัล (Smart Hospital)”

การรักษาแบบพอเพียง

รศ.นพ.วิศิษฎ์ เปิดให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่าตั้งเป้าการรักษา หรือต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทุกอย่าง การลงทุน การทำทั้งหลายทั้งปวง ไม่ได้มาแบบลอยๆ

“มันได้ประโยชน์มากไหม มีเหตุมีผลไหม พอประมาณไหม บางทีลงทุนไปเยอะแยะมันคุ้มค่ากับสิ่งที่ทำหรือไม่ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เราเป็นโรงเรียนแพทย์ ก็ต้องคิด แล้วมีเงินบริจาคมาช่วยทำ เรียกว่าการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาส ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงค่าใช้จ่ายสูง ก็มีคนบริจาคมา

การรักษาต่างๆ จะหารือกับคนไข้ ให้มีส่วนร่วมกับการตัดสินใจ ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้นจากการใช้วิทยาการที่มากเกินไปก็จะพิจารณาว่าเหมาะสมควรจะต้องใช้หรือไม่ คุ้มค่ากับที่ต้องเสียไป แบบนี้ก็คือเรื่องของการก้าวไปถึงความเป็นเลิศและเป็นการแพทย์พอเพียง เมื่อไรก็ตามที่คนไข้รักษาและไม่มีทางหาย เป็นการรักษาประคับประคอง จะเริ่มพูดคุยเรื่องนี้”

ไฮเทค ไฮทัช ไฮแวลู

ศิริราชต้องการส่งมอบคุณค่ากับคนไทยทั้งหมด โดยที่คุณค่านั้นก็คือว่าการรักษาพยาบาลอย่างมีมาตรฐานในระดับโลก รศ.นพ.วิศิษฎ์ บอกว่าต้องทำให้มีการเข้าถึงให้มากที่สุด

“เข้าถึงไม่ได้แปลว่าต้องมาที่ศิริราช สามารถเชื่อมโยงกับศิริราชได้ทุกรูปแบบ และพยายามที่จะดูแลรักษาต่อเนื่องวิธีการทั้งหลายก็จะใช้เทคโนโลยีเพราะอยู่ในยุคเทคโนโลยีไฮเทค ก็จะนำตรงนี้มาช่วยให้เกิดไฮทัช และที่สำคัญต้องการให้เกิดไฮแวลู คือสิ่งที่เสียไป ทั้งเวลา เงินทองที่เสียไป ต้องได้คุ้มค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งของคนไข้และของสังคม

เพราะฉะนั้นถึงมาคำพูดของ “การแพทย์พอเพียง” อันนี้สำคัญมาก การแพทย์ไม่พอเพียง เจ๊งไปหมด เพราะค่าใช้จ่ายในเรื่องของการรักษาพยาบาลมันสูงมาก ดังนั้น ต้องมีจุดที่พอเพียง และได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่าง นั่นคือการแพทย์พอเพียง วางแผนให้คนไข้เลือกและอธิบายให้ฟัง ทำแพงก็ทำได้ ถ้าคุณเลือก เราก็ให้เลือก”

รศ.นพ.วิศิษฎ์ จบที่ศิริราชและอยู่ที่นี่มาเกือบ 30 ปี บอกว่าศิริราชเปลี่ยนไปเยอะมาก ภาพในสมัยก่อนจะนึกว่าหมอโรงพยาบาลศิริราชก็คงมีแต่แก่ๆ หอบตำรา แต่สมัยนี้มีหมอหนุ่มมีประสบการณ์ พร้อมที่จะเรียนรู้ เปิดกว้างและมุ่งมั่นที่จะไปหาอะไรที่มันดีที่สุด เพื่อพัฒนาการที่ดี

“คือจิตวิญญาณของคนศิริราช คือทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในทุกกรณี ได้รับรางวัลมากมาย ต่อจากนี้ศิริราชจะเดินก้าวต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด เป้าหมายคือสร้างคุณค่าให้กับผู้รับบริการ สร้างคุณค่าให้กับสังคม และสร้างคุณค่าให้กับประเทศชาติ เชื่อว่า 130 ปีที่ผ่านมา หากมองย้อนหลังไปเห็นการก้าวพัฒนามาจนถึงวันนี้ ถ้ามองไปข้างหน้า มันต้องก้าวไปกว่านี้เยอะ คิดว่าอีก 100 ปีต่อไป ศิริราชจะต้องดีมาก มั่นใจในทีมงาน มั่นใจในจิตวิญญาณของศิริราช

หลักการบริหารงานคือ “คน” บริหารคนให้มีเป้าหมายร่วมกัน ทำงานร่วมกันและวางเป้าหมายให้ชัดเจน สร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ให้ทำงานในสิ่งที่ถนัด สนับสนุนให้ทรัพยากรทุกเรื่อง ให้เป้าหมายชัด มอบหมายงาน อยู่บนความสามารถของทีมงาน ให้อำนาจในการตัดสินใจ และช่วยแก้ไขปัญหา แต่เป้าหมายต้องชัดมาก คนสำคัญที่สุด”

อาวุโสเล่นโซเชียลฯ ป้องกันเสี่ยง เลี่ยงมิจฉาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551718

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

อาวุโสเล่นโซเชียลฯ ป้องกันเสี่ยง เลี่ยงมิจฉาชีพ

เรื่อง : กันติพิชญ์ ใจบุญ/พรเทพ เฮง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน/อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้สูงอายุประมาณ 11.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 16.7% ของประชากรไทย ซึ่งคาดว่าไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2564 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า และในปี 2562 เป็นครั้งแรกที่ประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยเด็ก

จากข้อมูลการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2560 พบว่ามีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 4.2 ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย ผู้สูงอายุไทยในอนาคตจึงต้องรู้เท่าทันและสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และสมาร์ทโฟน ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โปรแกรมการดูแลสุขภาพต่างๆ ตลอดจนการทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ตกเป็นผู้เสียหาย โดนหลอกจากการเผยแพร่ข่าวสารปลอม นำไปสู่การละเมิดสิทธิ การฉ้อโกงทรัพย์สิน

ผู้สูงอายุที่หันมาเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็เป็นคนกลุ่มใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากโซเชียลมีเดียเหมือนกัน อย่างการถูกหลอกลวงข้อมูลเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์​ ทำให้ส่งต่อเรื่องราวที่ได้มาแบบผิดๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหลายๆ เรื่องได้

มาดูเรื่องราวหลากมิติของผู้สูงอายุในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งกำลังมีผลกระทบในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนในรุ่นอาวุโสนี้

โซเชียลมีเดีย

โลกใหม่ของวัยอาวุโส

แนวโน้มการใช้งานพบว่ามีอัตราการเข้าถึงที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือเฟซบุ๊ก “หมอลี่” นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ขยายความว่า ที่จริงแล้วในอดีตที่ผ่านมาผู้สูงอายุก็เข้าถึงโทรศัพท์มือถือมาก แต่เป็นไปในลักษณะการติดต่อพูดคุยกับลูกหลานในครอบครัว

“แต่ในปัจจุบันที่มือถือถูกพัฒนาให้ฉลาดมากขึ้นมีระบบต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้มากขึ้น หรือที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้สูงอายุที่ใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนสามารถสื่อสารได้มากกว่าการพูดคุย ทั้งการส่งรูปภาพ คลิปวิดีโอ และทำให้ช่องทางการสื่อสารกว้างมากขึ้นกว่าแค่คนในครอบครัว

เพราะสมาร์ทโฟนจะพาผู้สูงอายุไปพบกับคนใหม่ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน หรืออาจจะเคยรู้จักกันมาบ้าง รวมถึงสามารถเข้าถึงกลุ่มต่างๆ บนโลกออนไลน์ที่ผู้สูงอายุสนใจ เช่น การทำบุญ กีฬา เป็นต้น และจากจุดนี้ปัญหาการใช้งานก็จะเริ่มตามมาเรื่อยๆ”

ปัญหาที่ว่าผ่านการใช้สมาร์ทโฟนบนโซเชียลมีเดียของผู้สูงอายุตามที่ นพ.ประวิทย์ สะท้อนคือ เพราะสมาร์ทโฟนนำไปพบกับเพื่อนใหม่และผู้สูงอายุเองที่ใช้งานก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเพื่อนใหม่นั้นมีพื้นเพเป็นอย่างไร เป็นข้อมูลจริงดังที่แสดงเอาไว้หรือไม่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมิจฉาชีพก็ใช้การสร้างโปรไฟล์ส่วนตัวที่ปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อต้มตุ๋นหลอกลวงเหยื่อ และผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียเงินทองผ่านการหลอกลวงในโซเชียลมีเดีย

“เพราะการคิดแบบผู้สูงอายุ คือการคิดแบบตรงไปตรงมา เชื่อเพราะคิดว่าไม่มีใครมาหลอกลวง และผู้สูงอายุมักเชื่อว่าตัวเขาเองอยู่ในสังคมที่ไว้วางใจกันมาตลอด แต่สังคมจริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะมิจฉาชีพมีอยู่ทุกที่ และผู้สูงอายุมักจะไม่รู้เท่าทันเหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะรู้เท่าทันเสมอ” นพ.ประวิทย์ กล่าว

นพ.ประวิทย์ ฉายภาพอีกว่า หากมองอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นว่าสมาร์ทโฟนที่พาผู้สูงอายุสู่โลกโซเชียลมีเดียนั้น หากจะใช้เพื่อประโยชน์จริงๆ ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่สะดวกไม่น้อย โดยเฉพาะการเข้าถึงระบบต่างๆ ทั้งข้อมูลสุขภาพ การเชื่อมต่อกับโรงพยาบาล บริการสาธารณะต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งก็คือเรื่องของเงินสวัสดิการ

“ทุกวันนี้รัฐบาลกำลังก้าวเข้าสู่คำว่ารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ใครก็หนีไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะหลีกหนีโลกดิจิทัล หากไม่มีหรือไม่มีความรู้ด้านการใช้โซเชียลมีเดียผู้สูงอายุก็จะกลายเป็นคนที่ถูกทอดทิ้ง ต้องรอเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ แต่หากเข้าถึงระบบก็จะไม่ตกสำรวจ อยู่ในกลุ่มที่ได้รับสวัสดิการอย่างครบถ้วน

ข้อควรระวังคือผู้สูงอายุอย่าพยายามทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนที่ไม่รู้จัก จนกว่าจะมีการยืนยันตัวตนที่ชัดเจน ลูกหลานก็ต้องบอกย้ำด้วย รวมถึงอีกเรื่องที่สำคัญคืออย่าเชื่อข่าวสารบนโซเชียลมีเดียทั้งหมด แต่ควรคิดวิเคราะห์เพื่อช่วยในการตรวจสอบ อย่าแชร์จนกว่าจะแน่ใจเพราะอาจมีผลกระทบตามมาได้”

หมอลี่ ทิ้งท้ายว่า การให้ความรู้กับผู้สูงอายุเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมนับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ภาครัฐหรือภาคเอกชน แม้แต่ภาคการศึกษาควรจะต้องเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ตรงนี้สู่ผู้สูงอายุ เฉกเช่นที่ต่างประเทศถึงกับมีหลักสูตรเพื่อให้ผู้สูงอายุเรียนรู้การใช้โซเชียลมีเดีย ไม่เช่นนั้นกลุ่มผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มเสี่ยงอย่างมากต่อโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เหยื่ออาวุโสในโลกโซเชียลฯ

ผู้สูงอายุถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าในโลกออนไลน์จากการที่อยู่บ้านลำพังนั้น ซึ่งอาจเกิดได้จากการกดสั่งซื้อโดยไม่ได้อ่านรายละเอียด หรืออ่านไม่เข้าใจ จากปัญหาสุขภาพดวงตาไม่ดี หรือมองเห็นไม่ชัด

การป้องกันปัญหานี้เป็นไปได้ ลูกหลานควรดูแลท่านอย่างใกล้ชิด หรือให้คำแนะนำท่านว่า หากไม่เข้าใจเรื่องการเล่นโซเชียลฯ ให้รีบถามหรือปรึกษาก่อนที่จะซื้อสินค้าอะไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินใจซื้อโดยลำพัง หรือหากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ก็ควรเลือกเวลาที่ลูกหลานอยู่ เพื่อให้คำแนะนำคุณตาคุณยาย กรณีที่สินค้าเสี่ยงต่อการไม่ได้มาตรฐาน

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในโลกโซเชียลมีเดียไว้เมื่อเดือน ต.ค. 2560 ว่า การดูแลผู้สูงอายุที่เล่นโซเชียลฯ ให้ปลอดภัย ก็มีความคล้ายคลึงกับเด็กมาก

เนื่องจากลูกหลานต้องให้ความรู้กับผู้สูงวัยว่าการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เล่นอย่างไร เช่น ไลน์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ด้วยการหมั่นพูดคุยจะทำให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งช่วยป้องกันผู้สูงอายุเล่นโซเชียลฯ โดยไม่ถูกหลอก

โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นยอดฮิตของคนสูงวัย ต้องเรียนรู้ว่าปุ่มเพิ่มเพื่อนกดตรงไหน และจะไม่รับเพื่อนแปลกหน้าต้องคลิกออกอย่างไร และต้องอธิบายให้ท่านรู้ว่าภัยในโลกออนไลน์มีอย่างไรบ้าง ทั้งการถูกหลอกโอนเงินโดยการปลอมชื่อเพื่อนในกลุ่มไลน์ การถูกหลอกซื้อสินค้าไม่มีคุณภาพ ฯลฯ

ที่สำคัญ ไอคอนแบบไหนที่ไม่ควรคลิกเข้าไปดู เช่น การขายสินค้าที่มีพรีเซนเตอร์ดูดี และข้อความโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดูอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ก็ไม่ควรคลิกเข้าไปดู กระทั่งสอนการตั้งสถานะที่ให้เฉพาะเพื่อนสนิทดูได้ ก็ถือเป็นการเซฟความปลอดภัยในโลกออนไลน์ที่ลูกหลานควรให้ความรู้ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ใช่การสอนด้วยคำพูดรุนแรง แต่ต้องค่อยๆ อธิบายพร้อมกับทำเป็นตัวอย่างให้ดู จากนั้นค่อยให้ลองฝึกทำเอง

เมื่อทราบถึงขั้นตอนในการเล่นโซเชียลฯ ที่ถูกต้อง หากมีข้อมูลสินค้าหรือเบอร์มือถือแปลกๆ ส่งเข้าที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟนของผู้สูงอายุ ลูกหลานต้องให้ข้อมูลว่าควรนำมาให้ลูกหลานดูก่อน เช่น หากมีข้อความชวนเชื่อ ซื้อยาบำรุงร่างกาย ส่งมาที่โปรแกรมข้อความในเฟซบุ๊ก หรือแม้แต่โฆษณาชวนเชื่อที่แชร์ต่อๆ กันอยู่หน้าเฟซบุ๊ก

ที่สำคัญ ผู้สูงอายุต้องรู้จักบ่ายเบี่ยงเพื่อหาเวลาในการเช็กข้อมูล ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดีจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อปรึกษาลูกหลานก่อน โดยบอกว่ามีหลายแบรนด์ที่เข้ามาชวนให้ซื้อสินค้าประเภทนี้ สิ่งสำคัญขณะที่ผู้สูงอายุนำข้อความเหล่านี้มาให้ดู ลูกหลานไม่ควรตำหนิ เพราะคนแก่จะน้อยใจและเกิดการประชด กระทั่งพิสูจน์ด้วยตัวเองด้วยการกดคลิกสั่งซื้อสินค้าในโลกออนไลน์โดยปราศจากการไตร่ตรอง

ส่วนกรณีการที่ผู้สูงอายุในต่างจังหวัดเล่นเฟซบุ๊ก และถูกลากเข้าไปอยู่กลุ่มแชร์ลูกโซ่ จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อลงเล่นแชร์ที่ผิดกฎหมาย หรืออยู่ในขั้นที่กำลังตัดสินใจจะหลงเชื่อนั้น อยากแนะนำสั้นๆ ว่า อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหลานกับคนสูงอายุ เพราะถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่ไม่ดี พ่อแม่ก็ไม่นำมาให้ลูกดู แต่ถ้าผู้สูงอายุไว้วางใจ และมีการพูดคุยกันได้ดีในทุกเรื่องๆ ผู้สูงอายุฟังคำเตือนของลูกหลาน ก็จะช่วยแก้ปัญหาการถูกหลอกลวงในโลกออนไลน์รูปแบบดังกล่าวได้

การที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคน 2 วัย ลูกหลานควรหมั่นพูดคุย หรือเข้าไปทักทายผู้สูงอายุในกลุ่มไลน์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ เช่น เข้าไปถามว่าวันนี้ไปเที่ยวไหน หากคุณยายส่งรูปขณะไปนอกบ้านมาให้ดูในไลน์ เมื่อนั้นความไว้วางใจก็จะมาเอง

สรุปอย่างง่ายเลยว่า การป้องกันภัยจากการใช้โซเชียลฯ ของผู้สูงอายุอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกหลาน และการควบคุมเวลาในการเล่นให้เหมาะสม แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ ลูกหลานไม่ควรไปแอบดูเวลาที่ผู้สูงอายุเล่นโซเชียลฯ กับใคร อย่างไร เพราะอย่างไรเสียถ้าความสัมพันธ์ดี ปู่ย่าตายายก็เต็มใจให้ลูกหลานดูโดยไม่ต้องขอ

แต่หากการที่ผู้สูงอายุเล่นโซเชียลฯ อย่างพอดี หรือเล่นไลน์หรือเฟซบุ๊กเพียงแค่สำหรับติดต่อหาเพื่อนๆ บ้างโดยที่ไม่ได้ทำให้เสียสุขภาพ ซึ่งก็เปรียบเสมือนการดูทีวี ถ้าผู้สูงอายุดูเพื่อรับรู้ข่าวสารบ้านเมือง และมีรายการบันเทิงบ้างเล็กน้อยก่อนเข้านอน ก็เป็นสิ่งทำได้ โดยสรุปแล้ว ในหนึ่งวันผู้สูงอายุไม่ควรเล่นโซเชียลฯ เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กระทบกับกิจกรรมปกติ ซึ่งผู้สูงวัยที่ถูกลูกหลานตำหนิจะทำให้เกิดภาวะน้อยใจ และไม่ยอมปรึกษาขณะเกิดปัญหาเมื่อใช้สื่อออนไลน์ จึงมีโอกาสเสียทรัพย์จากการใช้โซเชียลมีเดีย

ปรากฏการณ์

“เจโรทรานสเซนเดนซ์”

การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้มีทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) คือการมีทักษะในการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสื่อสาร การปฏิบัติงาน และการอยู่ร่วมกัน ที่สำคัญจะต้องไปสู่สังคมสูงวัยที่ก้าวไปด้วยกัน

นพ.กฤษฎา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เสริมกับเรื่องผู้สูงอายุกับการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย หรือโลกออนไลน์ในมุมมองของแพทย์ไว้อย่างน่าสนใจ

เขาสะท้อนว่าไม่ใช่แค่เรื่องของสังคม หรือบริบทรอบข้างผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียวที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่ยังเกี่ยวกับตัวเนื้อสมองและสรีรวิทยาด้วย เรียกง่ายๆ คือผู้สูงอายุมีร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เปิดกว้าง ให้ความสนใจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว หรืออยากจะเข้าไปร่วมมีส่วนในกิจกรรมต่างๆ ทั้งจิตอาสา การหาเพื่อนหาสังคม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เจโรทรานสเซนเดนซ์” (Gerotranscendence) หรือลักษณะจิตทางความคิดของผู้สูงวัยที่มุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้าง

“จึงไม่แปลกที่ผู้สูงอายุจะหันมาสนใจโซเชียลมีเดีย และใช้งานมากขึ้น แต่ความสนใจในโลกออนไลน์จะแตกต่างกับคนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุมักเลือกใช้เป็นช่องทางพูดคุยกับลูกหลานและติดตามความเคลื่อนไหวของคนรู้จักมากกว่า”

นพ.กฤษฎา เสริมอีกว่า “ความเหงา” ก็เป็นอีกแรงผลักดันให้ผู้สูงอายุต้องเข้าสู่โลกออนไลน์ เพราะด้วยพฤติกรรมที่เรียกว่า “รังที่ว่างเปล่า” หมายถึงความห่างจากบุตรหลาน หรือการต้องอยู่คนเดียว หรืออยู่กันแค่เพียงสองคน การเข้าถึงกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่สนใจในเรื่องราวเหมือนๆ กัน ก็จะช่วยเติมเต็มได้

“ผมเคยเจอผู้สูงอายุที่เข้าสังคมเลี้ยงสุนัขพันธุ์เดียวกัน และติดต่อกันผ่านโซเชียลฯ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนวัยเดียวกันก็ได้”

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยังสะท้อนถึงด้านมุมมืดของโลกออนไลน์กับผู้สูงอายุ ที่ต้องระมัดระวังการใช้งานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการถูกหลอกเป็นเหยื่อจากกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ โดยเฉพาะการถูกชักชวนให้ซื้อวิตามิน อาหารเสริม ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าอาหารเสริมที่จะซื้อถูกกฎหมายหรือเหมาะสมกับร่างกายตนเองหรือไม่

“เต็มไปด้วยทั้งการหลอกลวง ทำให้ผู้สูงอายุหลงเชื่อ หรืออาจไม่ได้หลอกลวงแต่ก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่เหนืออื่นใดแล้วนอกจากการตลาดของโลกออนไลน์ทั้งทำอย่างถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม ยังไม่อาจมีอิทธิพลต่อผู้สูงอายุที่ใช้งานในโลกออนไลน์ได้มากเท่ากับคำ 3 คำ คือ เพื่อนบอกต่อ”

นพ.กฤษฎา ทิ้งท้ายว่า ส่วนใหญ่ที่ซื้ออาหารเสริมแล้วถูกหลอกผ่านโลกออนไลน์ สาเหตุหนึ่งก็เพราะเพื่อนบอกมาว่าใช้แล้วดี ซึ่งกลุ่มเพื่อนเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากในการสร้างแนวโน้มของผู้สูงอายุให้คล้อยตาม ซึ่งบุตรหลานต้องคอยเติมความรู้และข้อแนะนำให้กับผู้สูงอายุในครอบครัว โดยมีหลักง่ายๆ อยู่ 3 ประการ คือ 1.สร้างแนวความคิดว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยปราศจากข้อพึงระวัง หรือไม่มีของฟรีของถูกที่ปราศจากข้อด้อย

2.ใช้โซเชียลมีเดียในทางสร้างสรรค์ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นยาพิษต่อสมองผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการเสพสิ่งดราม่าในโลกออนไลน์ เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับสมอง และสมรรถภาพจะยิ่งถดถอยลง

และ 3.อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น แม้จะมีเพื่อนหรือคนสนิทมาแนะนำก็ตาม

ไหว้ 9 พระอาเซียน 9 พระนามมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551546

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

ไหว้ 9 พระอาเซียน 9 พระนามมงคล

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กระทรวงวัฒนธรรม

เมื่อวันวิสาขบูชามาถึง ก็พึงที่พุทธศาสนิกชนจะได้เวียนเทียนประทักษิณและปฏิบัติบูชาโดยทั่วกัน วันวิสาขบูชาปีนี้ ตรงกับวันอังคารที่ 29 พ.ค.หรือในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในฐานะที่เป็นชาวพุทธปุจฉาก็ไถ่ถามกันตามประสา อีกแบ่งปันถึงแหล่งสถานประมาณสัปปายะ ที่จะได้กราบสักการ 9 พระอาเซียนและ 9 พระนามมงคลแบบวันสต็อปเซอร์วิส ไม่ใช่อื่นไกล…ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร (นี่เอง)

พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการเตรียมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชาโลก 2561 ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ กระทรวงวัฒนธรรม เล่าว่าโครงการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกปีนี้ จะจัดขึ้น ณ บริเวณลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. รวม 5 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.

“พระอาเซียนจาก 9 ประเทศ และพระนามมงคลจาก 9 วัดดังทั่วประเทศของไทย จะได้จำลองมาประดิษฐานให้ประชาชนสักการะอย่างสะดวกสบายแบบวันสต็อปเซอร์วิส จุดเดียวพร้อมกันไหว้ให้ครบ 18 องค์พระศักดิ์สิทธิ์ ณ ลานคนเมือง เสาชิงช้าในวันวิสาขบูชานี้”

วันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธบริษัทต่างยึดถือเป็นวาระสำคัญ โดยปีนี้การจัดงานฯ เน้นกิจกรรมที่มุ่งปฏิบัติด้านศีล สมาธิ ปัญญา เพิ่มพลังศรัทธาศาสนาพุทธ ถือเป็นมหากุศลถวายเป็นราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

งานวันวิสาขบูชาปกติจัดที่บริเวณท้องสนามหลวง หากปีนี้เป็นปีแรกที่ริเริ่มจัดขึ้นที่ลานคนเมือง เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน เนื่องจากพระอาเซียนทั้งหมดจำนวน 9 องค์ ที่จำลองมาประดิษฐานโดยเฉพาะพระนามมงคลอีก 9 องค์ มิใช่เรื่องง่าย ที่จะไหว้สักการะในจุดเดียวพร้อมกัน รวมทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก

“ไหว้พระเป็นสิริมงคล ในนามของกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกรุงเทพมหานคร ขอเชื้อเชิญทุกท่านได้มาไหว้พระที่ลานคนเมืองในวาระอันเป็นมงคลยิ่งนี้”

9 พระนามมงคล

1.พระไพรีพินาศ

วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร

ราวปี 2391 มีผู้นำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระไพรีพินาศองค์นี้ทรงแสดงอภินิหารให้ปรากฏอริราชศัตรูที่คิดปองร้าย ต่างพ่ายแพ้ภัยตนเอง จึงโปรดให้ถวายพระนามว่า พระไพรีพินาศ

2.หลวงพ่อดับภัย

วัดดับภัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปศิลปะล้านนา เชียงแสนยุคแรก หล่อขึ้นด้วยโลหะสัมฤทธิ์ สร้างโดยพระยาอภัย ไม่ว่าท่านจะย้ายไปอยู่ที่ใด จะอัญเชิญหลวงพ่อดับภัยไปด้วยทุกที่ ต่อมาเกิดล้มป่วยหนัก ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดก็ไม่บรรเทาลงได้ จึงตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อ พระยาอภัยหายจากอาการเจ็บป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ ต่อมาท่านตั้งบ้านเรือนที่บริเวณวัดตุงกระด้าง ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ พร้อมอัญเชิญหลวงพ่อดับภัยมาประดิษฐาน

3.หลวงพ่อดวงดี

วัดดวงดี อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปเก่าแก่ปางมารวิชัย ทางวัดได้เก็บรักษาไว้อย่างเร้นลับ มีเพียงองค์จำลองให้กราบไหว้แทน เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2560 มีการอัญเชิญหลวงพ่อดวงดีองค์จริงออกมาให้ประชาชนได้สักการะเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี แม้กระทั่งพระและสามเณรในวัด หากไม่ได้บวชมานานจริงๆ ก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เชื่อกันว่าใครได้เห็นได้กราบไหว้ จะดวงดีตลอดไป

4.หลวงพ่อโชคดี

วัดท่าใหม่อิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์พระปิดทองงามอร่าม ประดิษฐานในวิหารเก่าแก่อายุ 500 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยกทัพขึ้นมารบกับพม่า ชื่อวัดมีที่มาจากพระนามของ“พระนางมณีจันทร์” พระชายาของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเคยใช้พระนามแฝงว่าแม่อิชื่อนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของวัด ต่อมาเพี้ยนเป็นวัดท่าใหม่อิ ทุกวันจะมีผู้ศรัทธาเดินทางมาขอพร

5.หลวงพ่อสมหวัง

วัดกลางบางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

สร้างโดยพระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนฺทโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางพระที่มรณภาพแล้วศพไม่เน่าเปื่อย ท่านได้สร้างหลวงพ่อสมหวังจากนิมิต (22 เม.ย. 2525) หลังจากมีผู้มาสักการะขอพรและได้รับโชคลาภมากมาย บางคนแก้บนด้วยหัวหมู 500 หัว ไข่ไก่ 5 หมื่นฟอง ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเดินทางมาสักการะขอพร

6.หลวงพ่อทันใจ

วัดพระธาตุดอยคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ 1,400 ปี สร้างขึ้นในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์อาณาจักรล้านนา มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ผู้บนบานได้สมปรารถนา ทุกคนจะเดินทางกลับมาถวายดอกมะลิแก้บน (50 พวงขึ้นไป)

7.หลวงพ่อสัมฤทธิ์

วัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปปางมารวิชัย เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร พระมงคลสุธี (สี ยโสธโร) เจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดไผ่เงินโชตนาราม กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุสืบประวัติทราบเพียงว่า เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลายต่อสมัยอยุธยา มีการปิดทองหลวงพ่อสัมฤทธิ์ทั้งองค์ในช่วงฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

8.หลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์

วิหารริมคลอง อ.หนองแค จ.สระบุรี

พบหลวงพ่อเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ปี 2502 โดยคนงานชลประทานประตูน้ำพระเอกาทศรถมาขุดดินได้พบก้อนดินที่แข็งมาก ขุดไปได้หลายวัน ดินที่เป็นก้อนแข็งได้แตกเป็นรูปองค์พระ ยายเกลี้ยงสุขเจริญ บ้านอยู่ใกล้องค์หลวงพ่อ เกิดอาการคล้ายคนเข้าทรง ชาวบ้านถามว่าเป็นใครก็ตอบว่า “หลวงพ่อ” มาจากไหน ก็ตอบว่า“มาอยู่ที่นี่ 2 สมัยแล้ว”

ยายหนูชาวบ้านแถวนั้นถามต่อว่าชื่ออะไร ตอบว่า “รับทำได้ไหมแล้วจะบอกชื่อให้” ยายหนูรับปาก หลวงพ่อจึงบอกให้นิมนต์พระ 5 วัด มาสวดและให้ตั้งศาลเพียงตา ให้ทำขันธ์ห้าทุกวัน และจัดงานกลางเดือน 12 ทุกปี แล้วหลวงพ่อก็บอกชื่อว่า “สำเร็จศักดิ์สิทธิ์” ศักดิ์สิทธิ์และสำเร็จทุกอย่างที่คิด

9.หลวงพ่อเหลือ

วัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างในสมัยหลวงปู่เบี้ยวเป็นเจ้าอาวาส ปี 2445 หล่อจากทองเหลืองที่เหลือจากการหล่อพระประธานในอุโบสถ จึงได้ชื่อหลวงพ่อเหลือ เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวในวัดสร้อยทองที่รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตร เนื่องจากวัดอยู่ใกล้สะพานพระรามหก ซึ่ง เป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์

9 พระอาเซียน จาก 9 ประเทศ

1.พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปเก่าแก่คู่กับพระพุทธสิหิงค์ พ.ศ. 1978 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งล้านนา สถูปใหญ่ในเมืองเชียงรายถูกฟ้าผ่าทลายลง พบว่ามีพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ข้างใน จึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในวิหาร ต่อมาปูนปั้นกะเทาะออกปรากฏเป็นพระพุทธรูปแก้วทึบสีเขียวมรกต งดงามบริสุทธิ์ โปรดให้อัญเชิญมาสู่เมืองเชียงใหม่

หากกระบวนช้างทรงกลับอัญเชิญไปเมืองลำปาง เป็นอาการถึง 3 ครั้ง พระเจ้าสามฝั่งแกนจึงอัญเชิญไปไว้ ณ วัดพระแก้วดอนเต้า ประดิษฐานที่เมืองลำปาง 32 ปี ต่อมาในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1985-2031) จึงอัญเชิญสู่เชียงใหม่ ในช่วงเวลา 300 กว่าปีได้ประดิษฐานยังเมืองหลวงพระบางตราบกระทั่ง พ.ศ. 2321 สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คุมกองทัพไปกรุงเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาด้วย ต่อมาเมื่อสร้างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วเสร็จ จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ

2.พระบาง

เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่ราชอาณาจักรลาว ปางห้ามสมุทร ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้งพุทธศักราช 236 มีพระอรหันต์ชื่อว่าพระจุลนาคเถระ จำพรรษาอยู่ลังกาทวีป ปรารถนาจะให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบไปถึง 5,000 ปี จึงมีดำริสร้างพระพุทธปฏิมากร ได้ให้คนไปป่าวร้องบอกบุญชาวเมืองลังกาทวีป แล้วให้ช่างปั้นรูปพระพุทธองค์ ในลักษณะยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นห้ามสมุทร (ห้ามญาติ)

ถวายพระนามว่าพระบาง แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ ใส่ผอบแก้วขึ้นประดิษฐานไว้บนอาสนะทอง เบื้องหน้าพระพักตร์พระบาง อธิษฐานว่า หากพระจะได้เป็นที่สักการบูชาแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ขอให้พระบรมสารีริกธาตุทั้งห้าเสด็จเข้าสถิตในพระบาง พระบรมธาตุเสด็จเข้าไปประจำพระนลาฏ 1 องค์ พระหนุ 1 องค์ พระอุระ 1 องค์ พระหัตถ์เบื้องขวา 1 องค์ พระหัตถ์เบื้องซ้าย 1 องค์ แสดงปาฏิหาริย์มหัศจรรย์เป็นนานาประการ จัดสมโภช 7 วัน 7 คืน ผู้ใดได้สักการบูชาจะหมดทุกข์หมดโศก เจริญรุ่งเรือง

3.พระแก้วมรกต

วัดเจดีย์เงิน (วัดพระแก้ว) กรุงพนมเปญ กัมพูชา

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกรุงพนมเปญ องค์พระสีเขียวมรกต มีความศักดิ์สิทธิ์เลื่องลือ ผู้ขอพรประสบความสุขความสำเร็จดังปรารถนา วัดพระเจดีย์เงิน รู้จักในนาม “วัดพระแก้ว” ห้ามถ่ายรูปอย่างเด็ดขาด สมเด็จพระนโรดมทรงสร้างเจดีย์เงินนี้ขึ้นในปี 1892

4.พระมหามัยมุนี

มัณฑะเลย์ เมียนมา

พระมหามัยมุนี แปลว่า พระผู้เป็นที่เคารพสูงสุด ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์ สูง 12 ฟุต 7 นิ้วก่อนสร้างพระองค์ได้ทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธรูปเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ในการสืบทอดพระศาสนา

ในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกรุกรานโดยกษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพเพียงใด ก็ไม่อาจเคลื่อนย้ายพระมหามุนีออกจากเมืองได้ ต้องมีเหตุขัดข้องทุกคราไป ตราบเมื่อพระเจ้าปดุงยกทัพมาตียะไข่ได้ จึงอัญเชิญลงมาตามลุ่มน้ำอิระวดีถึงเมืองมัณฑะเลย์ องค์พระถูกปิดทองทั้งองค์ทับซ้อนกันหลายร้อยปี(ยกเว้นบริเวณพระพักตร์) ทำให้องค์พระแลดูใหญ่ขึ้น แต่อัศจรรย์ที่พระพักตร์ก็ใหญ่โตขึ้นตาม ทั้งที่มิได้ปิดทองที่พระพักตร์เลย

5.พระประธาน วัดเซ็นกวน

วัดเซ็นกวน เมืองมะนิลา ฟิลิปปินส์

พระพุทธรูปประทับนั่ง พุทธลักษณะแตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไป ประดิษฐานอยู่ที่วัดเซ็นกวน วัดสำคัญทางพุทธศาสนาในฟิลิปปินส์ ภายในวัดมี 3 ห้องโถง ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ประธาน พุทธศาสนิกชนพากันหลั่งไหลมา เพื่อสักการะพระพุทธปฏิมาประธาน ขอพรในสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งจะสำเร็จตามตามบุญบารมีแห่งตน

6.พระอมิตาพุทธ

วัดโต๋งเลิม เมืองญาจาง เวียดนาม

พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม แกะสลักจากหิน สูง 44.8 เมตร สร้างในปี 2552 ด้วยเงิน 6,546 ล้านด่อง (3.1 แสนดอลลาร์สหรัฐ) เป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวพุทธในเวียดนาม ประทับอยู่ด้านทิศตะวันตกของสุขาวดี ตามความเชื่อของชาวพุทธนิกายมหายาน มีพุทธลักษณ์เป็นศิลปะแบบจีน

7.พระศากยมุนี

วัดเมนดุด เกาะชวา อินโดนีเซีย

พระพุทธปฏิมาศักดิ์สิทธิ์ของอินโดนีเซีย ประทับนั่งในท่าห้อยขา โดยมืออยู่ในท่าหมุนพระธรรมจักร ประดิษฐานในวัดเมนดุดเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งแต่ก่อนสมัยบุโรพุทโธ (Borobudur) วัดสร้างในปี 824 ภายในวัดประดิษฐานพระศากยมุนี, พระอวโลกิเตศวรและพระศรีอริยเมตไตรย

8.หลวงพ่อโต สิงคโปร์

วัดศากยมุนีพุทธคยา (วัดโคมไฟพันดวง) ถนนสนามม้า สิงคโปร์

พระพุทธปฏิมาองค์ใหญ่ ปางมารวิชัย สีจีวรสีส้ม สูง 15 เมตร สร้างโดยพระวุฒิสาระ พระสงฆ์จากไทย ที่ฐานองค์พระมีภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ประทับนั่งใต้แสงไฟ ประชาชนที่เดินทางมาสักการบูชา จะรู้สึกเหมือนว่า หลวงพ่อโตเสมือนมีชีวิต เพราะสีที่พระฉวีเหมือนสีผิวคนจริงๆ

9.พระพุทธลีลามหามงคล (หลวงพ่อสระทอง)

วัดพิกุลทองวราราม รัฐกลันตัน มาเลเซีย ประดิษฐานอยู่ที่วัดพิกุลทองวราราม อำเภอตุมปัด รัฐกลันตัน พุทธลักษณะปางลีลา ซึ่งจำลองแบบมาจากพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พุทธมณฑล นครปฐม ประเทศไทย เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในมาเลเซีย

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ มองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551293

x

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เทรนด์ด้านสุขภาพและความงามกำลังมาแรงต่อเนื่องมาหลายปี เพราะใครๆ ก็อยากสวยดูดีแข็งแรงไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ดังนั้นจึงมีนักธุรกิจหน้าใหม่จากหลายวงการที่อยากเข้ามาแชร์ตลาดตรงนี้เช่นเดียวกับชายคนนี้ที่เป็นนักการเงินและการตลาดชายหนุ่มวัยสี่สิบเศษๆ หน้าตายิ้มแย้มใจดี

แม้ในแวดวงความงามเขาอาจจะเป็นหน้าใหม่ แต่ถ้าในด้านการตลาดและการเงินการลงทุนเขาก็คร่ำหวอดนานกว่า 10 ปี ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือ ทาพาโก้ เดิมนั้นประกอบธุรกิจออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ พร้อมทั้งฉีดพลาสติกเชิงวิศวกรรม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ และปี 2016 บริษัทยังขยายการลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสวีเดน และปลายปีนี้เขามีแผนที่จะเริ่มบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์

หากวันนี้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ ขยายไลน์ในการทำธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางขนาดใหญ่ ในชื่อ เฮย์สตรีท (Hej Street) โดยเป็นการรวมแบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์ จับกลุ่มตลาดระดับซีบวกขึ้นไป สาเหตุที่เขาขยายการลงทุนมาสู่ธุรกิจคอสเมติก เพราะเขามองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มไปได้ดีและยังมีโอกาสเติบโตได้เพราะเรื่องความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่อัตราการเติบโตก็มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้คิดเร็วทำเร็วตามไปด้วยและมีกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจนแม่นยำ

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชายไม่ใช้เครื่องสำอาง แต่ปัจจุบันเพื่อนผู้ชายรอบๆ ตัวใช้เครื่องสำอางไม่ต่างจากผู้หญิง จึงมีเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีครีมบำรุงสำหรับผู้ชาย หมายถึงผู้ชายแมนๆ แท้ ไม่ใช่ผู้ชายหวานๆ นะครับ (หัวเราะ) คือการดูแลใบหน้า ผิวพรรณ รูปร่าง มันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำเพราะหน้าตาคือนามบัตร ผู้ชายมาเดินซื้อครีมบำรุงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป การทำธุรกิจคือเราต้องมองหาโอกาสว่าอะไรเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้ยั่งยืนพอสมควร พบว่าธุรกิจความงามทั้งหลายมีอัตราเติบโตปีละ 5-6% ทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้วกลุ่มเป้าหมายกว้างมากตั้งแต่ 18-60 ปี มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก คือ ปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากสนุกและมีความสุขที่จับจ่ายเครื่องสำอาง”

หลังจากที่ทีมงานทำการศึกษาข้อมูลอย่างมั่นใจมาเป็นเวลาปีกว่า เขาจึงเริ่มลุยธุรกิจนี้อย่างจริงจัง โดยเปิดสาขาแรกที่ถนนสีลมเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และตั้งเป้าว่าจะขยายสาขาเกือบทุกเดือนภายในสิ้นปีนี้ให้ครบ 10 สาขา โดยเขาจะทำร้านให้เป็นคอนเซ็ปต์บิวตี้ไลฟ์สไตล์ เช่น มีมุมให้นั่งรอพร้อมปลั๊กเสียบไว-ไฟ เสียบคอมพ์ เพื่อนั่งทำงานหรือเวลาที่คุณผู้ชายมานั่งรอแฟนช็อปปิ้ง มีเครื่องดื่มจำหน่าย มีที่นั่งเป็นจุดนัดพบ หรือในอนาคตอาจจะมีอีเวนต์ เช่น สอนแต่งหน้าฟรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และภายในปีหน้าจะเปิดช็อปออนไลน์เพื่อมอบความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งการทำโปรโมชั่นตามเทศกาลต่างๆ

เขาบอกว่าแม้ร้านของเขาจะมาช้ากว่าแบรนด์อื่นๆ อยู่หลายปี แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำธุรกิจ เพียงแต่อาจจะต้องทำงานให้หนักขึ้น ทำการบ้านให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่ามีความพร้อมทั้งทางด้านเงินทุน ทำเลที่ตั้ง สินค้า บุคลากรและจะเปิดเพิ่มปีละ 20-40 สาขา โดยภายในปี 2020 จะเปิดให้ครบ 50-100 สาขาโดยพิจารณาตามสภาพแวดล้อมการตลาด มีทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและสแตนด์อะโลน โดยตั้งเป้าว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เขาจะต้องทำให้ธุรกิจทั้งเครือมีอัตราการเติบโตให้ได้ปีละ 20-25%

นอกจากนี้ เขามีแผนที่จะขยายสาขาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้น ด้วยการทำเป็นรถบิวตี้ทริกไปจอดในย่านมหาวิทยาลัยหรืออาคารสำนักงานหรืองานอีเวนต์ต่างๆ โดยจะทำเป็นโมเดลนำร่องช่วงปลายปีนี้ และปีหน้าจะขยายไปยังประเทศในแถบเอเชียใต้ อย่าง เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งทีมงานได้เริ่มทำการบ้านกันแล้ว

ด้านการศึกษานั้นเขาจบวิทยาศาสตรบัณฑิต ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาด และจบปริญญาโท ด้านการเงินการธนาคาร ที่รามคำแหง วัยเด็กเกิดที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เขาเรียนดีมาตั้งแต่เด็กๆ สร้างชื่อเสียงด้านวิชาการให้โรงเรียนอยู่เสมอ ที่บ้านทำฟาร์มสุกร จึงมุ่งมั่นที่จะเรียนวิทยาศาสตร์สัตวศาสตร์เพื่อจะมาช่วยธุรกิจที่บ้าน แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 แล้วกลับค้นพบว่าตนเองชอบด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่าก็เลยไปเรียนปริญญาตรี ด้านบริหารที่มหาวิทยาลัยรามฯ ควบคู่กันไป เลยจบปริญญาตรีมาพร้อมๆ กัน 2 ใบ

หลังจบปริญญาตรีไปทำงานกับบริษัทด้านการเกษตรชื่อดังอยู่พักใหญ่ ทำไปทำมาก็มีความชัดเจนว่าชอบงานด้านบริหารด้านการเงินมากกว่า ก็เลยลองลงทุนในตลาดหุ้นไปด้วย แต่ฟองสบู่แตกปี 2540 ก็เสียหายไปกับหุ้นเยอะ จึงลาออกมาเรียนปริญญาโท ด้านการเงินการธนาคาร และทำธุรกิจทางด้านออนไลน์เมื่อ 21 ปีที่แล้ว โดยขายอาหารสุนัขและอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสุนัขและสัตว์เลี้ยง เพราะเขาชอบเลี้ยงสุนัขมาตั้งแต่เด็กๆ ในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทย การขายของผ่านออนไลน์ตอนนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากๆ แต่ธุรกิจก็ไปได้ดี

หลังจากนั้นเขาได้รับการชักชวนให้มาทำงานเป็นผู้บริหารให้กับธุรกิจด้านบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ก็ทำงานที่บริษัทแห่งนี้อยู่หลายปี เมื่อได้มาทำงานที่ถนัดและตรงกับจิตวิญญาณตนเองมากที่สุดก็สามารถสร้างผลงานได้ดี ทำให้เกิดเครือข่ายด้านธุรกิจมากมาย เริ่มจากมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า แม้สามารถสร้างฐานลูกค้าจนมีผลงานดีที่สุดในบริษัทก็รู้สึกรวยยากเหลือเกิน เมื่อมีความพร้อมจึงลาออกมาทำหน้าที่ตัวกลางในการซื้อขายกิจการ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ พร้อมๆ กับเป็นดีลเมคเกอร์ให้กับธุรกิจต่างๆ

จนกระทั่งเขาเองได้ไปซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการไม่ค่อยดีราคาหุ้นต่ำๆ แล้วนำแนวคิดดีๆ โอกาสทางธุรกิจไปนำเสนอต่อผู้บริหาร จนบริษัทเหล่านี้พลิกฟื้นจนธุรกิจกลับมาทำกำไร ราคาหุ้นก็กลับมาเติบโตไปได้ดี ซึ่งเขาซื้อหุ้นในลักษณะนี้มา 2-3 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและปรับโมเดลการทำธุรกิจก็กลายเป็นบริษัทที่เติบโตมั่นคงแข็งแรงในตอนนี้

สำหรับหลักปรัชญาในการทำงานของเขานั้น คือ หาจุดแข็งจุดอ่อนในธุรกิจของตนเองให้เจอแล้วปิดจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งเข้าไป พร้อมๆ กับมองหาโอกาสทางธุรกิจให้เจอ แต่ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมในการทำงาน บริษัทในเครือหลายบริษัทมีชื่อ C4 เพราะทีมงานทำงานโดยยึดหลักธรรมของพระมหาชนก คือ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือที่เรียกว่าอิทธิบาท 4 นั่นเอง

ด้านผู้บริหารที่ดีในความคิดเห็นของเขานั้น ก็คือ ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีเครดิตที่ดี อย่าเสียคำพูด อย่าเสียหายเรื่องเงิน ถ้าภาพลักษณ์ในการทำงานดี คนจะเชื่อถือและให้การสนับสนุนได้ดีกว่า เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคในการทำงานควรตั้งสติให้ดี ทบทวนปัญหาและเริ่มต้นใหม่ เพราะคนเรานั้นมีสิทธิที่จะผิดพลาดกันได้เสมอ แต่เมื่อล้มแล้วอย่าท้อ ลุกขึ้นเริ่มใหม่อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจอะไรง่ายๆ

ที่สำคัญ คือ ควรมีอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค “ผมชอบเอานำหลักธรรมะมาช่วยในการคิดและตัดสินใจเพราะคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องทันสมัยใช้ได้ตลอดเวลาไม่มีล้าสมัย ตอนเด็กๆ ผมเรียนธรรมศึกษาจนถึงชั้นนักธรรมเอกและนำสิ่งที่เรียนมาใช้ในชีวิตการทำงานหลายเรื่อง เพราะธรรมะสอนให้เดินสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป เหมือนมีวัคซีนใจไว้ดูแลตัวเอง ธรรมะเป็นธรรมชาติสามารถนำมาปรับใช้ได้หมดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในส่วนของบุคคลที่เป็นโรลโมเดลที่เขาชื่นชอบ คือ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เป็นผู้บริหารที่คิดนอกกรอบและทำได้จริง ไม่ขายฝัน มีวิสัยทัศน์ มองอนาคตได้ขาด และมีความคิดที่ทันสมัยอยู่เสมอ อีกท่านคือ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม PTT เพราะเป็นนักการบริหารที่เก่ง มีสายตากว้างไกล และเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี มีความเป็นมิตรสูงกับทุกๆ คน สามารถทำให้กิจการของเครือ PTT ขยายตัวไปหลายมิติจนมีมูลค่ากิจการขยายตัวไปหลายเท่า ทั้งที่เป็นกิจการกึ่งรัฐวิสาหกิจที่ต้องมีการประสานประโยชน์กับหลายภาคส่วน

ท่านได้แต่ใดมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551291

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

ท่านได้แต่ใดมา

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอเอฟพี

การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีในสายตาคนทั่วไป แต่เชื่อไหมว่าคนรวยส่วนใหญ่แม้จะมีเงินเก็บหลายล้านก็ล้วนเป็นหนี้ธนาคารด้วยกันทั้งสิ้น ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะเป็นหนี้เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างหนึ่ง หากใช้เงินเก็บที่มีลงทุนแล้วไม่ได้ผลตามที่คาด

เท่ากับว่าเงินเก็บหลายปีที่ผ่านมานั้นต้องสูญสลายหายไปในพริบตา แต่หากกู้ยืมเงินธนาคารมาลงทุนในเพียงบางส่วนก็จะทำให้ความเสี่ยงนั้นลดลงและหากได้ผลกำไรดีก็ยังสามารถลงทุนกู้ยืมลงทุนทำธุรกิจเพิ่มเติมอีกได้ นั่นคือการเป็นหนี้เพื่อสร้างรายได้และเงินที่งอกเงยขึ้นมา แล้วหนี้สินของเราส่วนใหญ่ล่ะเกิดจากอะไรบ้าง

1.ชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม

ค่านิยมเรื่องความกลัวใช้ชีวิตไม่คุ้ม ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่อยากทำงานไปจนวันตาย อยากเที่ยว อยากกิน ทำให้เราไม่อยากทำงานเก็บเงิน อยากกินอยากเที่ยว อยากได้อะไรก็จะใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ทั้งที่ตัวเลขอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทย และประชากรโลกนั้นมีแนวโน้มอายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราลืมไปว่าเรี่ยวแรงหาเงินตอนสูงอายุนั้นไม่ได้มีมากเท่ากับหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรงและความฝัน

จึงเป็นเหตุให้เราใช้เงินในการหาความสุขให้กับตัวเองโดยลืมคำนึงถึงอนาคตที่เราอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และสร้างหนี้ด้วยการรูดบัตรเครดิต สร้างหนี้ระยะสั้นเพื่อความสุขใส่ตัวมากเกินไป การหาความสุขเพื่อความผ่อนคลายในชีวิตนั้นมีได้แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความสุขที่ไม่สร้างหนี้ ไม่เกินกำลังจ่ายมากเกินไป

2.ชีวิตต้องอินเทรนด์

ไม่มีใครอยากตกยุคหรือล้าสมัย เทคโนโลยีนั้นมีค่าใช้จ่ายราคาแพงกว่าที่เราคิดเสมอ เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาก็เริ่มขวนขวายหาเทคโนโลยีที่ดีกว่า โดยลืมไปว่าเราจำเป็นต้องใช้ความสามารถตรงนั้นหรือเปล่า เช่น กล้องความละเอียด 20 ล้านพิกเซล คมชัดทุกรูขุมขน แต่พออัพขึ้นอินสตาแกรมแต่งภาพย้อมสี คุณภาพเหลือ 3 แสนพิกเซลแล้ว แล้วอีก 19.7 ล้านพิกเซล ที่เหลือ กับราคา 2 หมื่นกว่าบาทนั้นหายไปไหน

ใช้เงินเท่าที่จำเป็นกับเทคโนโลยีทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้เราเป็นหนี้เพิ่มขึ้น คนที่หาเงินเก่งจะมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการทำงานหาเงินเท่านั้น นักธุรกิจรุ่นเก่าใช้เพียงแค่โทรศัพท์พื้นฐานโทรติดต่องานก็สามารถสร้างรายได้หลักแสนหลักล้านก็มี ลองเพิ่มแนวความคิดว่าต้องใช้เทคโนโลยีทำเงิน ไม่ใช่เสียเงินไปกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

3.ชีวิตไม่เคยยับยั้งชั่งใจ

การใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ นั้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเราใช้จ่ายเงินสูงเกินรายได้จนเกิดหนี้ โดยเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เราซื้อโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ที่มักจะให้น้ำหนักกับการซื้อก็คือเรื่อง ความชอบ เป็นความชอบส่วนบุคคล เช่น ของสะสม แก้วน้ำ รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า แว่นตา กล้องถ่ายรูป เห็นแล้วอดใจไม่ได้ต้องซื้อ

อีกเหตุผลที่ใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจก็คือ ความจำเป็นเทียม บางครั้งเราคิดว่าสิ่งที่เรากำลังจะซื้อนั้นจำเป็นต้องใช้ เช่น กระเป๋าใบใหม่ที่มีช่องใส่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ใบเดิมมีช่องใส่น้อยกว่าเพียงแค่ช่องเดียว หรือกระเป๋าเดินทางที่ต้องซื้อให้ครบทุกไซส์เผื่อการเดินทางหลายวัน ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเที่ยวเกินระยะเวลา 5 วัน กับกระเป๋าขนาด 20 นิ้ว หรือซื้อหม้อหุงข้าวแบบคอมพิวเตอร์ทำอาหารได้หลากหลาย แต่ใช้จริงเพียงหุงข้าวทั่วไป ไม่เคยเอามาต้มทำโจ๊ก หรืออบขนมปังในหม้อข้าวเลยสักครั้ง แบบนี้คือความจำเป็นเทียมที่ต้องคิดให้ดีว่าเอาเข้าจริงแล้วเราจะได้ใช้เป็นประจำอย่างที่คิดหรือเปล่า

4.ชีวิตไม่เคยขายของ

ทักษะจำเป็นในโลกยุคใหม่ก็คือ ทักษะพ่อค้าแม่ค้า การซื้อขายสินค้ามือสองในบ้านจะช่วยประหยัดเงินได้มาก ทุกครั้งที่ซื้อของใหม่เข้ามาแทนที่ของเก่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากของเก่ายังใช้งานได้ก็ควรทำความสะอาดและถ่ายรูปขายของชิ้นนั้นออกไป ซึ่งมีข้อดีคือช่วยให้คุณมีเงินซื้อเครื่องใหม่ในราคาที่ถูกลง เช่น ซื้อลำโพงใหม่ราคา 1,000 บาท แต่คุณขายลำโพงเก่าออกไปได้ 300 บาท ก็เท่ากับว่าคุณซื้อลำโพงใหม่ในราคา 700 บาท

ในหลักการเดียวกันกับการซื้อขายสมาร์ทโฟน เช่น ซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ในราคา 1 หมื่นบาท ใช้งาน 1 ปีผ่านไป คุณอยากจะซื้อเครื่องใหม่ราคา 1.2 หมื่นบาท ก็ขายสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าออกไปได้ในราคา 4,000 บาท แล้วซื้อรุ่นใหม่ก็จะเท่ากับว่าคุณซื้อเครื่องใหม่ในราคา 8,000 บาทเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ลองดูว่าคุณสามารถปรับวิธีคิดและรูปแบบการใช้เงินแบบไหนได้บ้าง บางครั้งการสละสิ่งของละทิ้งความเสียดายจะทำให้คุณเสียเงินน้อยลงและได้ของที่จำเป็นกับชีวิตที่แท้จริง

ไทยนิยม สู่นิยมไทย อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551288

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

ไทยนิยม สู่นิยมไทย อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ไทยพีบีเอส

ต้องยอมรับว่าการจัดงานอุ่นไอรักฯ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบันมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขึ้น ณ ลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า ระหว่างวันที่ 8 ก.พ.-11 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ละครบุพเพสันนิวาสที่จบไปแล้วนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมที่คนไทยต้องตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย จนเป็นกระแสไทยนิยม

ดังจะเห็นได้จากการแต่งชุดไทย อาหารไทยโบราณ การท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย และได้รับการหยิบยกเป็นประเด็นในวงสนทนาวิชาการอย่างแพร่หลาย แต่ทำอย่างไรกระแส “ไทยนิยม” นั้นจะเกิดความยั่งยืนต่อไป ที่มิใช่แค่ปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟางที่วูบวาบสักพักแล้วก็ดับมอดไปเฉยๆ

ทำไมต้องเสวนาคอนเสิร์ต วัฒนธรรมนำไทยฯ

การจัดเสวนาคอนเสิร์ต “วัฒนธรรมนำไทย ไทยนิยม…สู่นิยมไทย” ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ นับเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยนิยม” ของภาครัฐอีกด้วย

รศ.ดร.กิติมา อินทรัมพรรย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มก. กล่าวถึงการจัดโครงการเสวนาดนตรีดังกล่าวว่า ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสถือเป็นละครที่สาธารณชนให้ความสนใจจนเกิดเป็นกระแสไทยนิยมและการฟื้นฟูวัฒนธรรมหลายๆ ด้าน คณะมนุษยศาสตร์ มก. จึงเห็นโอกาสที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้จากการบูรณาการศาสตร์ในสาขามนุษยศาสตร์และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ดนตรี ตอบสนองนโยบายภาครัฐในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย จึงได้จัดโครงการเสวนาคอนเสิร์ตดังกล่าว

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ศิลปะและวัฒนธรรมไทย เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความงามความเจริญของบ้านเมืองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่แฝงอยู่ในชีวิตความเป็นอยู่ของสยามประเทศอันผูกพันอยู่กับสถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ทั้งวัฒนธรรมอาหาร การปกครอง เครื่องแต่งกาย ความเชื่อ ภาษา ดนตรี และสถาปัตยกรรมอันงดงามจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยในปัจจุบัน

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การจัดเสวนาคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นนวัตกรรมหนึ่งที่จะสร้างสรรค์และแสดงการรวมตัวด้านสื่อสารมวลชนและดนตรีอย่างลงตัว ทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากงานนี้จะเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์และภาพทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่เพียงในสื่อโทรทัศน์อย่างที่ผ่านมา แต่เผยแพร่สื่อสารต่อไปยังสื่ออื่นๆ ได้กว้างขวาง กระตุ้นให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างดี โดยเฉพาะภาครัฐด้านวัฒนธรรม ภาษา การท่องเที่ยว และส่วนที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณค่าทางวัฒนธรรมในตัวสินค้าเพื่อการส่งออกต่อไป

ในงานเสวนาคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการนำเสนอเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ เครื่องแต่งกาย ในสมัยอยุธยา ผสมผสานกับบทเพลง ในประวัติศาสตร์ เพลงอมตะจากละครย้อนยุค บรรเลงโดยวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU Wind Symphony ได้แบ่งการแสดงออกเป็น 3 ช่วงสลับกับการเสวนา

ช่วงที่ 1 ใช้ชื่อว่า “ยอยศศรีอโยธยา” ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงโหมโรงอยุธยา ซึ่งมีบทบาทในการต้อนรับราชทูตสยามในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่วงที่ 2 คือ เสมอนคราเทพยรังสรรค์ ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงสายโลหิต ช่วงที่ 3 “สถิตสวรรค์รัตนโกสินทร์” ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงอมตะจากละครเรื่องสี่แผ่นดิน ลาวคำหอม และเพลงในหลวงของแผ่นดิน

แต่ละช่วงของการแสดงบนเวทีเป็นที่ตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมในงานและผู้ชมทางบ้านเรียกว่าเป็นไฮไลต์ได้ทั้งหมด โดยมีนักแสดงมากมาย ซึ่งมาจากคณาจารย์ นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงดารานักแสดงที่เป็นศิษย์เก่าของ มก.ทั้งสิ้น อาทิ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ที่มาพร้อมกับคุณแม่ เป็นต้น

นุ่งโจงกระเบนมรดกกรุงศรีที่คนอย่าได้ลืม

หันมาที่เวทีเสวนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับยุคทองของอยุธยา ความรู้เรื่องการแต่งกายรูปแบบการแต่งกาย และการเสวนาให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับภาพสะท้อนวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์อยุธยาตอนปลาย โดยมีคณาจารย์ร่วมเสวนา 3 คน คือ ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์อาจารย์ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ศิลปินผู้ประพันธ์บทละครโทรทัศน์ และ ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีรผู้เชี่ยวชาญสาขาวรรณคดีและภาษาไทย

ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศิลปินนักออกแบบเครื่องแต่งกายสมัยอยุธยา ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายละครเรื่องพิษสวาท ภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่องศรีอโยธยา กล่าวว่า ต้องยอมรับกรุงศรีอยุธยาได้ถ่ายทอดศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้ ซึ่งแต่เดิมชื่อว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา ก็คือเมืองอยุธยาใหม่ ผ่านยุคสมัยมาเรื่อยๆ จนมาเป็นคนไทยทุกวันนี้ ฉะนั้น กรุงศรีอยุธยายังไม่ตาย สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 คนอยุธยาก็มาสร้างเมืองใหม่คือธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แบบแผน ประเพณีของรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มาจากกรุงศรีอยุธยา คนที่มาสร้างกรุงเทพฯ ก็คือคนอยุธยาตอนปลาย แล้วคนที่สืบเชื้อสายมาในคนกรุงเทพฯ ก็คนอยุธยานั่นเอง

“ถ้าถามสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่กรุงศรีอยุธยามาถึงปัจจุบันที่อยากจะฝากคนไทย คือ การนุ่งโจงกระเบน ต้องยอมรับว่าตั้งแต่งานอุ่นไอรักฯ มาถึงละครบุพเพสันนิวาสที่เกิดกระแสฟีเวอร์ ฯพณฯ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า พอดูละครบุพเพสันนิวาสคนไทยในยุคใหม่ก็ตื่นเต้น ได้ภาษาไทยมาหนึ่งคำคือ ‘ออเจ้า’ ได้อาหารมาหนึ่งอย่างคือ ‘หมูโสร่ง’ ส่วนเราได้โจงกระเบนมาคนละผืน เห็นใส่กันแพร่หลาย แต่หลายคนใส่ไม่เป็น บางคนต้องไปซื้อสำเร็จรูปมาใส่ฉะนั้นจึงอยากฝากมรดกอยุธยาคือการนุ่งโจงกระเบนให้คนไทยอย่าได้ลืม นุ่งไม่ยากฝึกนิดหน่อยก็เป็นแล้ว”

ละครเสียกรุงต้องไม่สร้างต่อไป

ศัลยา สุขะนิวัตติ์ หรือ อาจารย์แดง ศิลปินผู้ประพันธ์บทละครโทรทัศน์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ คู่กรรม นางทาส สายโลหิตดอกส้มสีทอง รวมถึงบุพเพสันนิวาส และเป็นอดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ตอนนี้กำลังเขียนบทละครสายโลหิตเวอร์ชั่นที่ 2 โดยตัดสินใจที่จะไม่เขียนถึงการเสียกรุงเหมือนเวอร์ชั่นแรกอีกต่อไป

“ดิฉันอยากจะอ่านอะไรสักอย่างให้ฟังเพื่อยืนยันว่า เราต้องจบเรื่องการเสียกรุงไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรอยต่อจากอยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ หรือถึงอะไรก็ตาม ขอให้จบเรื่องการเสียกรุง แล้วการเสียกรุงไม่น่าจะเข้ามาอยู่ในละครอีกต่อไป ดิฉันขออ่านให้ฟัง

คำพูดแรกมีอยู่ว่า ‘ขออโหสิกรรมในเหตุการณ์ต่างๆ ที่กองทัพพม่าได้ก่อขึ้นไว้อย่างโหดร้ายและเศร้าสลดที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เศร้าสลดขึ้นในครั้งนั้นเมื่อพม่าได้รับเอกราช สิ่งแรกที่ชาวพม่ามุ่งหวังก็คือกลับเป็นมิตรพุทธมามกะกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือประเทศไทย’ นี่คือคำพูดนี้ของ ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2500 ในงานฉลองพุทธศตวรรษ

อีกคำพูดหนึ่ง ‘ประเทศทั้งสองได้เรียนรู้ข้อพิพาทที่เคยมีมาในอดีต และส่งเสริมไมตรีจิตมิตรภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นด้วยกัน ขอให้ประเทศทั้งสองแสดงให้ปรากฏแก่ตาโลกว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ประเสริฐ ตั้งอยู่ด้วยกันโดยสันติเป็นนิตย์และประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นนิรันดร’ นี่คือพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนพม่าในเดือน มี.ค. 2503”

อาจารย์ศัลยา กล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ด้วยคำพูดดังกล่าวนี้จะต้องไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้น ไม่มีภาพหรือเรื่องราวการเสียกรุงเกิดขึ้นในละครของไทยอีกต่อไป ส่วนทางพม่าจะทำละครเหล่านี้หรือไม่ไม่อาจทราบได้ แต่ของไทยต้องไม่มี แล้วสายโลหิตเวอร์ชั่น 2 จะไม่เหมือนกับสายโลหิตในเวอร์ชั่นแรก

ขณะที่ ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีร ผู้เชี่ยวชาญสาขาวรรณคดีและภาษาไทย อดีตอาจารย์ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ละครไทยจะไม่สร้างที่เกี่ยวกับการเสียกรุง แต่สิ่งที่อยากให้คนไทยตระหนัก ไม่อยากให้นำมาสู่การเสียกรุงอีกในยุคสมัยของพวกเราคนไทยในปัจจุบันและอนาคต ก็คือตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันทุกคนมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ชาติไทยคงไม่ดำรงอยู่มาถึงวันนี้ได้

“สิ่งที่อยากฝากคือ เมื่อเราจะสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม นิยาย ละคร บทเพลง ดนตรี หรือสิ่งที่จะสร้างความบันเทิงรื่นเริงต่อผู้ชมนั้น ก็ควรแทรกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ด้วย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงอยู่คู่คนไทย และเป็นหัวใจของพวกเราไปตลอดกาล”

วัฒนธรรมไทยสู่ไทยนิยมอย่างยั่งยืน

ดร.สุรัตน์ มองว่า วัฒนธรรมไทย ไทยนิยมสู่นิยมไทย เป็นชื่อที่ดี แต่ต้องการให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่อยากให้เป็นไฟไหม้ฟางวูบขึ้นมาแล้วหายไป ทุกคนไม่ต้องลุกขึ้นมานุ่งโจงกระเบน ห่มสไบเดินไปถ่ายรูปอย่างเดียวก็ได้ แต่ยังมีความนิยมไทยอื่นๆ ที่เป็นความเป็นไทยที่ยั่งยืนในชีวิต เช่น ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความเป็นเพื่อน ความเป็นญาติเป็นมิตร ที่คนไทยมีมาแต่โบราณ แต่ปัจจุบันสังคมเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีวัฒนธรรมการอยู่แบบใหม่ เช่น อยู่คอนโด หมู่บ้านจัดสรร อพาร์ตเมนต์ ทุกคนไม่รู้จักกัน นี่คือความเป็นไทยที่หายไป อีกอย่างเวลาที่เกิดไทยนิยม เช่น ละครจบแล้วก็หายไป กระทั่งเกิดไทยนิยมอย่างอื่นก็มาเริ่มกันใหม่ ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น อีกอย่างอยากให้ความนิยมไทยอย่างอื่นที่ฝังรากลึกในจิตใจของเรา เช่น ความมีน้ำใจ การรู้จักแบ่งปัน ให้อยู่ในใจคนต่อไปอย่างยั่งยืน

ด้าน อาจารย์ศัลยา กล่าวว่า การที่จะเกิดไทยนิยม นิยมไทยอย่างยั่งยืนนั้น ต้องทำในรูปแบบที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงแค่ละครที่สอดแทรกไปนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งไม่พอ ต้องทำละครที่มุ่งเน้นประเด็นนั้นจริงๆ ยกตัวอย่าง นาฏศิลป์ไทย เพลงไทย วิจิตรศิลป์ หรืออาหารก็ต้องทำจริงๆ

“จะทำแดจังกึมก็ต้องทำแบบแดจังกึมจริงๆ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่หมูโสร่งที่ดิฉันเขียนในบุพเพสันนิวาส ตัวเองก็ไม่รู้จักเลย ไม่เคยกินด้วย ก็ไปเปิดหนังสือดูว่ามันทำแบบไหน อย่างนี้ไม่ได้ หรือการฝีมือต่างๆ เช่น ร้อยมาลัย ไม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ทำให้มันจริงจัง ส่วนเรื่องทางสังคม วัฒนธรรม การอยู่ร่วมกัน ความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าถามดิฉันอยากทำละครเรื่องอะไร ก็อยากทำที่เกี่ยวกับคนแก่ ซึ่งวัฒนธรรมสำหรับคนแก่ในบ้านเราไม่มีที่ไหนในโลกที่พิเศษกว่านี้แล้ว จึงต้องไปหาข้อมูลทำออกมาชัดเจน

อีกเรื่องที่อยากทำคือ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ ดิฉันเชื่อคนไทยยังไม่รู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่จะพูดต่อไปคือความร่วมมือจากผู้จัดละครหรือช่องทีวีต่างๆ ยากที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพระเป็นเรื่องพาณิชย์ศิลป์ ฉะนั้น ถ้าเผื่อใครที่มีหน้าที่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม นอกเหนือจากงานที่ท่านทำอยู่แล้วก็มาทำตรงนี้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องการที่สุด

สำหรับดิฉันต้องการคอนเทนต์ที่ชัดเจนและแข็งแรง แต่นิยายที่มีอยู่เดี๋ยวนี้แทบจะใช้ไม่ได้แล้ว มันเก่า มันช้ำ มันเฝือ ไม่มีนิยายเรื่องอะไรที่โดดเด่นในเรื่องวัฒนธรรม ฉะนั้นคอนเทนต์เหล่านี้ คนที่มีหน้าที่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม ต้องไปจัดการทำให้เกิดขึ้นไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แล้วคนทำละครก็ไปเอามา แล้วก็มาถึงมือดิฉันก็เขียนอย่างดีที่สุดส่งไปขายต่างประเทศได้เลย” นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย