สิทธิพร สุวรรณสุต สานฝันทั้งงานและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548584

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:18 น.

สิทธิพร สุวรรณสุต สานฝันทั้งงานและท่องเที่ยว

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว กล่าวคือมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 หรือ 20% ซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นกลุ่มที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และภาครัฐที่จะต้องให้การดูแลรวมทั้งสวัสดิการต่างๆ

สิทธิพร สุวรรณสุต ในฐานะนายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน รวมทั้งซีอีโอ บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท ปทุมดีไซน์ดีเวลลอป มีมุมมองที่น่าสนใจเล่าให้ฟังว่า

“สำหรับตนเองปีนี้อายุก็ย่าง 56 ปีแล้ว เหลืออีกแค่ไม่กี่ปีก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัยเช่นกัน หากย้อนความคิดกลับก่อนหน้านี้เคยตั้งใจว่าจะขอเกษียณตัวเองที่อายุ 55 แต่เอาเข้าจริงๆ เวลาผ่านมันไปเร็วเหลือเกิน รู้สึกใจหายเหมือนกันนะ เฮ้ย!… หนุ่มน้อยลงอีกปีแล้วหรือนี่”

ทุกวันนี้ สิทธิพร ขยายภาพให้เห็นว่า งานที่ทำและหน้าที่รับผิดชอบ จะว่างานหนักก็ไม่เชิง จะว่างานสบายๆ ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

“คือชีวิตมันคุ้นชินกับการทำงานและก็ไม่ชอบหยุดนิ่ง เพราะเป็นคนชอบคิด ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งความคิดและสิ่งที่ทำมันก็แหวกแนวหรือล้ำหน้าเกินไป จนเพื่อนๆ ร่วมธุรกิจรับสร้างบ้านเขาตามกันไม่ทัน มีหลายๆ เรื่องที่เขาไม่ยอมรับความคิดเรา แต่สุดท้ายเรื่องที่เราคิดและทำเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มาวันนี้ก็เห็นเขาเริ่มทำตามแล้วนะ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา งานที่บริษัท ลูกๆ ก็เข้ามาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์กัน โดยให้เขาเริ่มทำงานตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไป เหตุผลก็เพราะว่าต้องการให้รู้ว่าระดับผู้ปฏิบัติเขาทำงานกันอย่างไร และที่สำคัญเขาจะต้องทำงานให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมงานก่อนจะได้รับโอกาสและไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหารในอนาคต

ตอนนี้เริ่มถ่ายงานประจำหลายๆ อย่างให้กับทีมผู้จัดการรุ่นใหม่และลูกๆ รับผิดชอบแทน แต่ยังคอยเฝ้าดูและให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ส่วนเขาจะตัดสินใจและผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร นั่นก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถเฟดตัวเองออกมาจากงานประจำได้ งานทุกวันนี้ก็หันมาเดินสายต่างจังหวัด เพื่อเยี่ยมเยียนทีมงานพร้อมกับแวะเที่ยวสถานที่สวยๆ ไปด้วย”

สิทธิพร กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่วางแผนไว้ในใจและอยากทำหลังเกษียณก็คือ อยากจะหนีเมืองกรุงแล้วไปอาศัยอยู่ในชนบท จะเป็นท้องทุ่งนา ภูเขา ริมแม่น้ำ หรือทะเลก็ได้หมด

“ยอมรับว่าความคิดนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจที่มาจากการเดินทางออกไปยังต่างจังหวัดบ่อยๆ ในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา รู้สึกหลงเสน่ห์ผู้คนและธรรมชาติในชนบท วางแผนไว้ว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ สักหลัง อยู่ในสภาพแวดล้อมและอากาศดีๆ มีสาธารณูปโภคพื้นฐานพอประมาณ มีสถานพยาบาลไม่ไกลมากนัก

อาศัยอยู่กัน 2 ตายาย ชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ดอก ทำพอสนุกๆ พอได้ออกกำลัง เพื่อจะมีสุขภาพที่ดีตามวัย ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แบบพึ่งยาพึ่งหมอมากนัก มีลูกหลานแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างเป็นครั้งคราว สำคัญที่สุด คือไม่อยากจะกลายเป็นผู้สูงวัยที่เป็นภาระของลูกหลานและภาครัฐหรอกนะ

ส่วนเรื่องงาน ถ้ายังมีใครเห็นประโยชน์ก็อยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อาจเป็นลักษณะรับงานบรรยายเพื่อเป็นวิทยาทานก็พอ คงไม่รับงานอะไรมากนักแค่ได้พบปะกันไม่ให้หลุดโลกตกยุคเท่านั้นพอ”

ทั้งนี้ หลายๆ คนชอบไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่สำหรับสิทธิพรและภรรยาชื่นชอบที่จะเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยมากกว่า โดยเฉพาะในชนบทที่วิถีชีวิตของผู้คนยังเป็นแบบสังคมไทยในอดีต

“ความเป็นกันเอง ศิลปหัตกรรมของชุมชนที่ยังคงรักษาไว้ รอยยิ้มต้อนรับ และคำเชิญชวนให้ช่วยอุดหนุนสินค้าที่ชาวบ้านนำมาขาย ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะควักกระเป๋าซื้อกลับมาอย่างเต็มใจ ถือเป็นการกระจายรายได้ เพื่อเขาจะได้ไม่ทิ้งถิ่นฐานแล้วอพยพเข้ามาทำงานในเมือง แถมยังช่วยดูแลสภาพแวดล้อมและธรรมชาติในชนบทเอาไว้ให้เราและลูกหลานอีกด้วย

ทุกครั้งที่มีโอกาสได้สัมผัสก็รู้สึกมีความสุข จนแทบไม่อยากกลับเข้าเมืองมาเลยจริงๆ หลายปีมานี้อาจนับได้ว่าเป็นกิจกรรมหลักในช่วงวันหยุดประจำสัปดาห์ของเราไปแล้ว ทุกคนไม่มีทางรับรู้สิ่งที่เล่าได้ ถ้าหากไม่ออกไปสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ”

เมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณจากการทำงานจริงๆ เป้าหมายแรกของสิทธิพร คือหยุดทำงานประจำ แล้วจัดการกับเงินออมที่มี เพื่อบริหารให้เพียงพอตลอดชีวิต

“รีบลงมือทำตามความคิดที่เล่ามาข้างต้นให้เป็นจริง ซึ่งตอนนี้ก็เล็งๆ ไว้หลายที่ เช่น เชียงราย เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ ภูเก็ต และอีกหลายที่ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะไปปักหลักวัยเกษียณที่จังหวัดใด ยังพอมีเวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง สำคัญที่ว่าตั้งใจจะเกษียณด้วยวัย 60 ปี ก็ไม่รู้ว่าน้องๆ ทีมงานและลูกๆ จะยอมปล่อยให้หยุดทำงานหรือไม่น่ะสิ พวกเขาบอกว่าผมยังหนุ่มอยู่นะ

เชื่อว่ามีหลายคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้แล้ว อาจคล้ายหรือแตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่ก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ก็อยากจะบอกว่าอย่าช้า ช่วงอายุปูนนี้เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ถ้าไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานมากนัก คิดและวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ยิ่งถ้ามีแผน 1 และแผน 2 สำรองไว้ก็ยิ่งดี แต่สำหรับตนเองเวลานี้มีถึง 3 แผนแล้ว” สิทธิพร กล่าว

กินดี อายุยืน ยืดอายุอวัยวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548426

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 12:05 น.

กินดี อายุยืน ยืดอายุอวัยวะ

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบชัดเจนขึ้นทุกวัน สาระของการเป็นผู้สูงวัยว่าจะอยู่จนอายุเท่าไร ไม่สำคัญเท่ากับต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บออดๆ แอดๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร จะไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งหาคนอื่นจนเกินสมควรนั้นเป็นเรื่องที่ดี

มีข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับวิธียืดอายุ 10 อวัยวะ ที่ใครๆ ก็ทำได้ โดยได้อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic สหรัฐ ได้เด็ดยอดวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ไว้ ดังนี้

1.สมอง – ความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตัวช่วยคือการ นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว ช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน เลือกกิน ปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช ฝึกเจริญสติก่อนนอน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่ง

2.ดวงตา – หลังอายุ 40 ปี ดวงตา จอประสาทตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ควรสวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อคลายเครียดให้สายตาและงดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3.หู – คนสูงวัย 1 ใน 3 คน มีปัญหาเรื่องการได้ยิน ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือกลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา งดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4.ปอด – หลังอายุ 30 ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1 ควรว่ายน้ำ หรือวิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที-1 ชั่วโมง เลือกใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ จิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว หลีกเลี่ยงควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

5.หัวใจ – หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้น งดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิต และน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ รวมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลองปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง

6.ไต – หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องที่ดี สถาบันการแพทย์สหรัฐ ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำ 13 แก้ว/วัน ขณะที่ผู้หญิง ต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ ต้องควบคุมน้ำหนักตัว และความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์

7.สำไส้ – หลังอายุ 60 ปี ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง จึงต้องกินอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารทอด ควรกินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้ ลองฝึกโยคะช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน อย่างท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ

8.กระดูก – หลังอายุ 35 ปี ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรยกน้ำหนัก หรือกระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซต เพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อ/สัปดาห์ ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

9.กล้ามเนื้อ – หลังอายุ 40 ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ออกกำลังด้วยการวิดพื้น สควอต และยกน้ำหนัก ท่าละ 15-20 ครั้ง นับเป็น 1 เซต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซต

การกินอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนต์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม จะช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ อย่าลืมเสริมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด (ตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์) เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่างๆ ได้

เอิร์ทเดย์ 2561 ขอให้โลกไร้ขยะพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548423

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 11:54 น.

เอิร์ทเดย์ 2561 ขอให้โลกไร้ขยะพลาสติก

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ อีพีเอ, เอเอฟพี

22 เม.ย.ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันคุ้มครองโลก หรือเอิร์ทเดย์ ซึ่งในแต่ละปีนั้นจะมีหัวข้อในการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปตามปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาใหญ่ในช่วงปีนั้น และในปี 2561 นี้ เอิร์ทเดย์ได้กำหนดหัวข้อว่า End Plastic Pollution สืบเนื่องจากปัญหาการพบไมโครพลาสติกในทะเล และตกค้างในตัวสัตว์ทะเลมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และมนุษย์ก็บริโภคอาหารทะเลที่ปนเปื้อนไมโครพลาสติกกลับสู่ตัวเราเอง

ขยะนั้นคืนสนอง

ช่วงเวลาที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯ ได้เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศด้วยฝุ่นควันขนาดเล็กเกินกว่า2.5 พีเอ็ม จนเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน แต่กลับกลายเป็นเรื่องเล็กในทันที เมื่อโลกทั้งใบโดยเฉพาะความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้กำลังเผชิญปัญหาขยะพลาสติกขั้นรุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยมีการศึกษาวิจัยมา

หลายคนตั้งคำถามว่าปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่ ทำไมถึงได้ตื่นตระหนกกันไปมากมาย ซึ่งถูกต้องแล้วที่ว่าปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ไมโครพลาสติกที่เกิดจากการย่อยสลายพลาสติก กำลังแพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศ อยู่ในอาหารและน้ำดื่มที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พูดถึงธีมใหญ่ของเอิร์ทเดย์ ในปีนี้ที่กล่าวถึงการจัดการปัญหาขยะพลาสติก ก็เพื่อจะขับเคลื่อนให้คนทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกที่สั่งสมมานาน “และจะเป็นประเด็นที่เอิร์ทเดย์จะพูดถึงไปอีก 2 ปี จนถึงประมาณปี 2563 ซึ่งจะครบ 50 ปีของการก่อตั้งเอิร์ทเดย์ แล้วจบปัญหาขยะพลาสติกโดยให้ทั่วโลกมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขให้ได้

การแก้ปัญหาขยะพลาสติก ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ต้องมีการเน้นถึงพลาสติกว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนผลิตใครเป็นคนใช้ โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย โดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย

หากดูข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันถูกลงมีการผลิตเพื่อตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีการผลิตเม็ดพลาสติกเข้าสู่ท้องตลาด เพิ่มเป็นเงาตามตัวยิ่งมีราคาถูกมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้พลาสติกกันมากขึ้นเท่านั้น

ในเอเชียที่มีปัญหาขยะพลาสติกมากที่สุดก็คือ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก ก็จะพบปัญหาขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตของขยะพลาสติกอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลให้มีปัญหาขยะพลาสติกไม่เพียงแต่เฉพาะบนบก แต่ยังแพร่กระจายไปสู่แหล่งน้ำสู่ทะเลจนถูก ย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกที่สร้างผลกระทบในวงกว้างอีกด้วย”

พลาสติกล้นโลก

วาเรเลีย เมอร์ริโน รองประธานเครือข่ายเอิร์ทเดย์ กล่าวถึงปัญหาขยะพลาสติกไว้ว่า พลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นราว 9,100 ล้านตัน “ในจำนวนนี้จะกลายเป็นขยะพลาสติกสูงถึง 6,900 ล้านตัน และในจำนวนนี้มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล จึงเห็นได้ว่าเรายังไม่สามารถจัดการปริมาณขยะจำนวนมหาศาลได้อย่างถูกต้อง และคาดว่าจะมีการผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในอีก 25 ปีข้างหน้า

เวลานี้มีการพบไมโครพลาสติกในน้ำดื่มและปลาที่เรากิน พลาสติกที่เราทิ้งไว้ในธรรมชาติไม่เพียงฆ่าสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก จากความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติก

มลพิษพลาสติกเป็นความท้าทายที่เราต้องร่วมกันแก้ปัญหา เราเห็นพลาสติกลอยอยู่ในแม่น้ำ ในมหาสมุทรและทะเลสาบของขยะเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของเราและอนาคตของเยาวชนนับพันล้านคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในปัญหานี้โดยไม่รู้ตัว และเราต้องทำทุกอย่างเพื่อลดขยะพลาสติก และท้ายสุดคือการยุติมลพิษพลาสติกลงให้ได้”

ข้อมูลจากเอิร์ทเดย์ยังระบุว่า เมื่อปี 2553 มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลสูงถึง 8 ล้านตัน และมีการคาดการณ์กันว่ามีขยะราว 2 แสนตัน แพร่กระจายไปทั่วท้องทะเล รวมไปถึงก้นมหาสมุทร

7 ปีถัดมา ในปี 2560 พบรายงานของมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า ตัวเคยจำนวนมากที่พบในมหาสมุทรแอนตาร์กติก สามารถย่อยเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนขนาด 31.5 ไมครอน ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่ถึง 1 ไมครอน ซึ่งคาดว่าจะมีพลาสติกขนาด 1 ไมครอน แพร่กระจายอยู่ทั่วมหาสมุทรแล้ว

ในขณะเดียวกันยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ พบเม็ดไมโครพลาสติกจากขยะอยู่ในท้องของสัตว์ที่อาศัยตามก้นทะเลลึกของมหาสมุทรแปซิฟิก แม้แต่ในสัตว์น้ำที่อาศัยตรงส่วนที่ลึกถึง 11 กิโลเมตร

ด้านมหาวิทยาลัยแห่งชาติไอร์แลนด์ก็รายงานในทิศทางเดียวกัน จากการสำรวจปลาใต้ทะเลลึกขนาดเล็กถึงปานกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ก็พบไมโครพลาสติกตกค้างอยู่ในกระเพาะปลาทะเลเป็นจำนวนมากกว่า 73 เปอร์เซ็นต์

ประเทศที่มีปัญหาพลาสติกสูงเป็นอันดับ 1 ก็คือ จีน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนไทยนั้นอยู่อันดับ 6 จากการเก็บข้อมูลของเครือข่ายเอิร์ทเดย์

จากขยะสู่วงจรอาหาร

ไมโครพลาสติก คือชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดประมาณ 1 นาโนเมตร  ซึ่งมีขนาดเล็กจนสายตาปกติของเรามองไม่เห็น เกิดจากการย่อยสลายพลาสติกบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ตามธรรมชาติ สามารถปนเปื้อนในน้ำและแพร่กระจายได้ในอากาศ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาไกลตัวเราแต่อย่างใด

องค์การอนามัยโลกได้ออกคำเตือน ผลสำรวจสารตกค้างในน้ำดื่มที่วางขายทั่วโลก พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในน้ำดื่มบรรจุขวดสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และหนึ่งในนั้นมีน้ำขวดจากประเทศไทยรวมอยู่ด้วยโดยขวดที่มีปริมาณไมโครพลาสติกปะปนสูงสุดมีมากกว่า 1 หมื่นเม็ด ซึ่งจากการสำรวจทั้งหมด 259 ขวด มีเพียง17 ขวดเท่านั้น ที่ไม่มีไมโครพลาสติกปะปนอยู่

ธารา เล่าต่อว่า นโยบายการจัดการขยะที่มีอยู่นั้นไม่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้น “หากมองประเทศที่มีการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่ดี เราก็จะพบว่ามีการควบคุมปัญหาขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง และไม่คิดอะไรซับซ้อน เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ มีโครงการที่เรียกว่าขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) ที่เริ่มทำมานานแล้วและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

พวกเขามีการตั้งเป้าหมายว่าใน 10 ปีข้างหน้าจะลดขยะ ลดการผลิตสิ่งที่จะกลายเป็นขยะลงครึ่งหนึ่งการที่ลดลงครึ่งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะจัดการด้วยการฝังกลบหรือไปสู่การเผา

การลดลงเกิดจากมาตรการ ห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ด้วยมาตรการทางภาษีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือขยายความรับผิดชอบร่วมกันนั่นเอง

ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงว่าถ้าจะผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีหีบห่อพลาสติกออกมา จะต้องออกแบบให้ดี คนเอาไปใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกไหม หรือเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้แทนที่จะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องลดการใช้เวลาซื้อสินค้า สังเกตว่าเมื่อไปที่นิวซีแลนด์ เขาจะไม่มีการให้ถุงพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า แต่จะถามก่อนว่าต้องการไหม ถ้าต้องการก็จะต้องเสียค่าถุงพลาสติกเพิ่มเป็นการผลักภาระสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค

ในประเทศไทยเองเคยมีงานวิจัยในเรื่องของการลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งก็พบว่าส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยที่จะมีการเรียกเก็บค่าถุงพลาสติกเพิ่มทุกครั้งที่ซื้อสินค้า แต่สิ่งที่เราพบในปัจจุบันก็คือ เมื่อเข้าไปยังร้านค้าก็จะมีการบริการใส่ถุงพลาสติกมาให้ในทันที ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกไม่ลดน้อยลงไปเลย มิหนำซ้ำขยะพลาสติกเหล่านั้น ส่วนหนึ่งจะถูกพัดพาลงทะเลอีกด้วย

สำหรับไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผมมองว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดปัญหา แต่ไม่ใช่กระสุนทองคำที่ยิงไปแล้วจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ทั้งหมด ทุกอย่างต้องเริ่มจากนโยบายที่ชัดเจน และออกมาตรการที่จูงใจให้ลดใช้พลาสติกมากกว่านี้

ปัญหาธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด เราเผาขยะ ขับรถใช้น้ำมัน เผาป่า ก็กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ เราทิ้งขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ปล่อยลงทะเล ไม่จัดการให้ดี สุดท้ายก็ย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนในน้ำที่เราดื่ม อยู่ในอาหารที่เรากิน กระทบวนเวียนกันเป็นวัฏจักรกลับมาสู่ตัวเรา” ธารา ทิ้งท้าย

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ในโลกความงามที่ไม่หยุดพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548319

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ในโลกความงามที่ไม่หยุดพัฒนา

เรื่อง ปอย  ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

พื้นฐานเป็นเด็กเรียนดี ชอบเรียนหนังสือชอบหมั่นหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ กอปรกับพื้นฐานครอบครัวเป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลบางมด ซึ่งเป็นปัจจัยให้ก้าวสู่อาชีพแพทย์ผิวหนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง “คุณหมอเจี๊ยบ” พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ประจำของมิเนอร์ว่า คลินิก ให้บริการในแบบโฮลิสติก สกินแคร์ แอนด์ บิวตี้ เซ็นเตอร์ เน้นความโดดเด่นเรื่องการนำเทรนด์ความงามจากทั่วโลก เข้ามาอัพเดทให้คนไทยสม่ำเสมอ

“หมอผิวหนังต้องชอบศึกษาหาความรู้ค่ะ โลกความงามทุกวันนี้ไม่หยุดพัฒนา มีนวัตกรรม มีคอร์สให้หมอไปเรียนเพิ่มตลอดเวลาเลยนะคะ ซึ่งก็ตรงกับนิสัยหมอค่ะที่เป็นเด็กเรียน จากเมื่อ10 ปีก่อน มีเรื่องฟิลเลอร์ โบทอกซ์ การพัฒนาก็ก้าวมาถึงเรื่องการยกกระชับใบหน้าและลำตัวด้วยไหมละลาย นวัตกรรมล่าสุดก็คือการดูดไขมัน เพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม หมอไปศึกษาเรื่องนี้ที่นิวยอร์ก สหรัฐ กำลังนิยมมาก เพราะให้ความเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องผ่าตัดค่ะ”

พญ.อณัฏฐ์ชา บอกน้ำเสียงหวานใสเพิ่มบุคลิกหมอสวยสง่า คู่ควรกับอาชีพหมอผิวพรรณ ซึ่งปฏิเสธกันไม่ได้เลย ว่าคืองานที่ใช้ทั้งการสั่งสมประสบการณ์ด้านการแพทย์ ใช้ทั้งภาพลักษณ์บุคลิกน่าประทับใจ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ที่ใฝ่ฝันรูปเป็นทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบ

รู้สิ่งที่ผู้หญิงต้องการ

มิเนอร์ว่า คลินิก กำลังก้าวสู่ปีที่ 10 ในเร็วๆ วันนี้ พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวภาคภูมิใจว่าธุรกิจพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากวันแรกที่ได้รับคำปรึกษาเรื่องการบริหารคลินิก จากสามี-สุภัทร พฤกษานานนท์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ ได้ให้คำแนะนำเรื่องงานบริหารด้านความงามได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีคำว่าติดขัด โดยแนะให้เลือกคลินิกในทำเลที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง จึงเลือกทำเลทองที่ห้างสยามพารากอน

การอัพเดทเทรนด์ความงามใหม่ๆ ก็เป็นหน้าที่ล้วนๆ ซึ่งโดยหน้าที่แพทย์ที่ต้องหมั่นหาความรู้อยู่เสมอ

“เทคนิคเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม เป็นการย้ายไขมันส่วนเกินออกไปด้วยวิธี fat cell แล้วต่อด้วยกระบวนการของการฉีดไขมันเข้าสู่บริเวณหน้าอก ไม่มีสารเคมีหรือวัตถุแปลกปลอมใดๆ มีความเป็นธรรมชาติและหนึ่งเดียวกับร่างกาย มากกว่าซิลิโคนแบบเดิม หมอได้ไปศึกษาเรื่องนี้ที่นิวยอร์ก แรงบันดาลใจก็เกิดขึ้นจากตัวหมอเองเลยค่ะ หมออายุ 38 ปี มีลูกแล้ว 2 คน น้องเจสัน น้องเจน่า ซึ่งลูกๆ กินนมแม่คนละ 2 ปี สรีระคุณแม่เปลี่ยนไปแน่นอนค่ะ

หน้าอกมีการขยายตั้งแต่ตั้งครรภ์ แล้วเมื่อหยุดให้นมลูก ต่อมน้ำนมก็จะไม่มีการผลิตน้ำนมอีกต่อไป หน้าอกจึงหดลงและมีการคล้อยตัว ซึ่งช่วงให้นมน้องจะเป็นช่วงหน้าอกผู้หญิงเต่งตึง สวยที่สุดเลยนะคะ หมอเชื่อว่าเป็นช่วงที่ผู้หญิงเรามีความสุขที่สุด ทั้งสรีระอกฟูขึ้นมาก หัวใจก็ฟูตามเพราะมีความสุขที่ได้ให้นมลูก แต่หลังจากลูกหย่านมแล้ว หน้าอกแม่ก็ฟีบลงกว่าเดิม หลายๆ คนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันดูแย่กว่าตอนให้นมลูกมากๆ เลยนะคะ

หมอพยายามศึกษาหาวิธีรักษาความงามในเรื่องนี้ เมื่อได้เรียนรู้ก็ชอบยิ่งขึ้นกับวิธีไม่ต้องผ่าตัด ผู้หญิงเราไม่ต้องหวาดกลัว ไม่ต้องเจ็บตัวมาก และเซฟร่างกายไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นค่ะ” พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวพร้อมรอยยิ้มหวานติดใบหน้า ได้ใจคนไข้โดยถ้วนทั่ว

รอยยิ้มเกิดจากความสุขกับงาน โดยหลักการทำงานของหมอ คือการทำงานภายใต้แนวความคิดที่ว่าต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ซึ่งอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้หญิงกังวล คือริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะในวัยคุณหมอก็เข้าใจผู้หญิงเรื่องนี้ ลึกซึ้งอีกเช่นกัน

“หมอคุยกับคนไข้ยิ้มตลอดเวลาค่ะ บุคลิกของเราที่ทุกคนบอกคือยิ้มเยอะมาก (ยืนยันด้วยรอยยิ้มสดใส) แล้วยิ่งเราอายุมากขึ้น ก็หลีกเลี่ยงการมีริ้วรอยตามวัยไม่ได้ ร่องแก้มก็เริ่มมา หางตาก็เริ่มมีเส้น หมอก็จะเติมโบทอกซ์ หรือฟิลเลอร์บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของคลินิกแล้วจะเติมตลอดเวลานะคะ (คราวนี้บอกพลางหัวเราะ) จะฉีดเติมเมื่อเห็นริ้วรอยชัดเท่านั้นค่ะ เป็นการเสริมความมั่นใจในหน้าที่การงาน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้คนไข้ด้วย เพราะถ้าคุณหมอดูแลตัวเองไม่ได้ดีแล้ว จะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร”

จุดเด่นบนใบหน้าคุณหมอหน้าตาสวย สะดุดตาที่ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ใต้ตามีรอยบุ๋มเล็กๆ คล้ายลักยิ้ม ไม่เหมือนใครที่คนทั่วไปมีรอยบุ๋มแบบนี้ตรงมุมปาก

“ร่องรอยบนใบหน้านับเป็นโหงวเฮ้งอีกอย่างหนึ่งค่ะ หมอเจี๊ยบมีความรู้เรื่องดูโหงวเฮ้งได้ด้วยนะคะ ได้มาจากการศึกษากับอาจารย์ผู้รู้หลายๆ ท่าน ความงามควรไปคู่กับโหงวเฮ้งที่ดี การปรับใบหน้าได้ถูกหลัก แล้วชีวิตดีรู้สึกมีความสุขขึ้น สวยขึ้น เป็นสิ่งควรทำค่ะ

ผู้หญิงไม่ควรปล่อยให้บริเวณขมับยุบ เพราะจะส่งผลมีปัญหาเรื่องความรัก ซึ่งตรงส่วนนี้ก็จะเป็นไปตามวัยด้วยนะคะ แฟตแพ็กบนใบหน้าจะหายไป บางคนอายุ 30 ปีต้นๆ ขมับ แก้มก็ยุบหายได้แล้วค่ะ แต่บางคนก็อายุ 40 กว่าปีจึงจะเห็นว่าใบหน้าเปลี่ยนไป ร่องแก้ม ถุงใต้ตา ก็ทยอยดาหน้ากันมานะคะ ยิ่งบางคนมีทั้งถุงทั้งร่อง หมอต้องได้วิเคราะห์ใบหน้าคนไข้ก่อนจะเข้ารับการรักษา หมอเจี๊ยบไม่รับปรึกษาทางโทรศัพท์นะคะ  ต้องเข้ามาหาให้หมอเห็นตัวจริงจึงจะบอกได้ ดี หรือไม่ดี ไม่เห็นหน้ากันชัดๆ ก็อาจจะวิเคราะห์ผิดกันได้นะคะ

จมูก คือโหงวเฮ้งกลางใบหน้าที่สำคัญมาก คนจมูกสวย ใบหน้าโดยรวมก็จะดูดีโดยอัตโนมัติ นวัตกรรมเติมใบหน้าให้มีมิติรับใบหน้า ทั้งจมูก คาง ได้ด้วยฟิลเลอร์ และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นหนังตาก็จะตก ปรับแก้ไขได้หลายวิธีค่ะ ทั้งโบทอกซ์ร้อยไหม นวัตกรรมที่วิธีช่วยทำให้ใบหน้าเราเฟรชสดใสได้ค่ะ

คนไข้หลายคนติดหมอเจี๊ยบ (บอกพลางยิ้มหวานอีก) เพราะฉะนั้นถ้าเปิดสาขา 2-3 หมอวิ่งไม่ไหวแน่นอน จึงเป็นเหตุผลที่หมอไม่คิดเพิ่มสาขาค่ะ มิเนอร์ว่า คลินิกมีสาขาเดียวคือที่พารากอน แล้วด้วยนโยบายก็คือทำคลินิกเน้นฝีมือแพทย์ ทุกคนต้องได้เจอหมอเจี๊ยบค่ะยกเว้นวันอาทิตย์ จะได้เจอหมอท่านอื่นแทน 1 วัน หมอเจี๊ยบขอเป็นวันหยุดเป็นวันของการดูแลครอบครัวนะคะ”

ชีวิตที่ดีต้องรักษาบาลานซ์ 

ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัย แถมเป็นคุณแม่ลูก 2 หุ่นแบบบางน้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม พญ.อณัฏฐ์ชา เผยความลับการใช้ชีวิตที่น่าพึงพอใจ ต้องรักษา 3 คำคือ Work Life Balance ความสมดุลระหว่าง สุขภาพ ชีวิต ครอบครัว และงาน แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ต้องมีเป้าหมายที่จะไปถึงความสำเร็จนั้นให้ได้ แม้จะยากแค่ไหนก็ตาม

“หมอเข้าคลินิกวันละ 5 ชั่วโมงกว่าๆ ค่ะ หยุดวันอาทิตย์เพื่อใช้ชีวิตกับครอบครัว ทุกวันนี้หมอไม่ไว้ใจให้พี่เลี้ยงรับผิดชอบทั้งหมด หมอรับส่งลูก 2 คนไปโรงเรียน เราอุ่นใจได้ดูแลลูกๆ ด้วยตัวเองนะคะ แล้วได้ตื่นเช้าด้วย หลังจากส่งลูกแล้วก็มีเวลาเป็นของตัวเองด้วยค่ะ หมอเข้าฟิตเนสไปวิ่ง หมอเป็นสายเบิร์นคาร์ดิโอ แท็กทีมกับสามี ไปวิ่งด้วยกัน ก็เลยทำให้เราวิ่งเร็วพอๆ กับผู้ชาย ระยะทาง 3 กิโลเมตรที่วิ่งทุกวัน หมอวิ่งได้ไม่ถึง 30 นาที 20 กว่าๆ ก็เบิร์นได้แล้วค่ะ ล่าสุดไปลงสนามวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรกับสามี เป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาร่วมกันได้อย่างดีเลยนะคะ”

เคล็ดลับหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ใบหน้าอ่อนเยาว์เช่นนี้ พญ.อณัฏฐ์ชา บอกสบายๆ พร้อมรอยยิ้มอีกเช่นเคยว่าคนไข้โดยเฉพาะคนต่างชาติ ถึงกับถามไถ่กันตรงๆ ว่าเป็นหมอหน้าเด็กแบบนี้ สะสมประสบการณ์มีความชำนาญในอาชีพจริงหรือไม่?!!

“หมอไม่โกรธนะคะ (หัวเราะ) เพราะอยากได้ใบไหน วุฒิบัตรเวชศาสตร์ความงาม American Academy of Aesthetic Medicine เกียรติบัตรแพทย์ด้านเครื่องเลเซอร์ University of Miami หรือโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ New York University School of Medicine สหรัฐ ประกาศนียบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย Emory University School of Medicine ทุกใบจากสหรัฐ กระทั่งผลการเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม และจบแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับเกียรตินิยมอีกเช่นกัน มีให้ดูครบทุกใบค่ะ

พญ.อณัฏฐ์ชา บอกพลางหัวเราะเบาๆ และย้ำว่าสไตล์หมอไม่แรง แต่ตรงไปตรงมา ใช่ ไม่ใช่ ทำได้ ไม่ได้ ก็จะบอกกันด้วยรอยยิ้มเช่นนี้

“อยากเช่นการดูดไขมันเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม นวัตกรรมนี้หมอเลือกทำเพราะน่าสนใจ ทำแล้วปลอดภัย ไม่เจ็บด้วยนะคะ แล้วหมอลงมือปฏิบัติเอง ซึ่งหมอไม่ใช่หมอศัลยกรรม จึงมีกรอบด้วยค่ะว่าสิ่งไหนทำได้ หรือทำไม่ได้ หมอบอกตรงๆ เลยค่ะ” พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวทิ้งท้ายซึ่งก็แน่นอนว่ามาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจอีกเช่นเคย เป็นบุคลิกคุณหมอสายสวยหวานที่ให้ความเชื่อมั่นคนไข้ได้ว่า เรื่องความงามปรึกษาคุณหมอคนนี้ได้เลย

ธุรกิจ (ต้อง) มี ‘เรื่อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548318

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 10:57 น.

ธุรกิจ (ต้อง) มี ‘เรื่อง’

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ตอนนี้การสร้างธุรกิจ ปั้นแบรนด์ขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่คุณจะขายอะไร ขายใคร ที่ไหน ขายอย่างไร แต่สิ่งที่คุณจะขายต้องมีเรื่องราวอันน่าจดจำ โดนใจ เข้าไปสัมผัสใจของผู้ซื้อให้ได้

การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าจึงเป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะความเชื่อใจ วางใจ จนสามารถนำไปสู่การยอมควักเงินเพื่อซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำนั้นสำคัญ

ธุรกิจกับการเล่าเรื่อง

ในยุคที่ผู้คนมีอิสระในการเป็นผู้สร้าง ผู้นำเสนอ ทำให้วงการธุรกิจเกิดการแข่งขันสูง จะให้อยู่รอด องค์กรจำเป็นต้องมีจุดยืนและการนำเสนอที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับ

เนื้อหา (Content) เป็นส่วนสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นเข้าใจและจดจำสิ่งที่ต้องการจะบอก จึงเป็นที่มาของหลักสูตร The Story ปลุกจิตวิญญาณการใช้ศาสตร์และศิลป์สร้างคอนเทนต์ ตอบรับยุคคอนเทนต์ครองตลาดดิจิทัล

เป็นการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม และเหล่าสุดยอดนักพัฒนาคอนเทนต์ของประเทศไทย ภายใต้แนวความคิด Content is the King

มานินทร์ เจริญลาภ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า พยายามสอนการเล่าเรื่องในหลายรูปแบบเป้าหมาย คืออยากให้ผู้ประกอบการสามารถเล่าเรื่องโปรดักต์ เล่าเรื่ององค์กร หรือแม้กระทั่งเล่าเรื่องตัวเองได้

“ถ้าจะสอนให้เล่าเรื่ององค์กรอย่างเดียวมันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมเกินไป เพราะเราเชื่อว่าเขาอยู่กับองค์กรมานานมากๆ คงเล่ามาหลายรูปแบบแล้ว เราอยากชวนเขามาเห็นและออกมาลองวิธีคิดการคิดเล่าเรื่องอื่นๆ บ้าง”

ดร.เอกพล ณ สงขลา

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า การทำธุรกิจคือการปรับความเชื่อของคนให้เชื่อว่ามันสำเร็จได้ เน้นหลักการจัดการในองค์กร โดยมีหลักคิด 5 ข้อ

1.ต้องสื่อสารด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

2.สร้างแรงบันดาลใจเพื่อเชื่อมโยงเป้าหมาย โยงความเป็นส่วนตัวกับความสัมพันธ์ขององค์กร เพื่อให้ก้าวไปเป็นหนึ่ง

3.เปลี่ยนแรงบันดาลใจ เป็นการลงมือปฏิบัติ จุดประกายให้คนลงมือทำ

4.เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เนื่องจากคนเรามีหลากหลายเจเนอเรชั่น

5.อย่ายอมแพ้

ในขณะที่ผู้เรียน พิมพ์สิริ ทองร่มโพธิ์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น บอกว่า “อุตสาหกรรมที่ทำอยู่คือเอนเตอร์เทนเมนต์โรงภาพยนตร์ เรามีสิ่งที่อยากบอกเล่าให้ลูกค้า สตอรี่ เทลลิ่ง จะเข้ามาเติมเต็มในทุกงาน และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตามในองค์กร

พิมพ์สิริ ทองร่มโพธิ์

ถ้าคุณสามารถเล่าเรื่องได้ มันมีค่ามาก เรื่องบางเรื่องถ้าสามารถเล่าออกมาเป็นเรื่องราวได้จะทำให้คนจดจำได้ดีกว่าอะไรที่มันเป็นทฤษฎี เป็นหลักการ เป็นเหตุผลเยอะๆ

ธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่เราเคยทำได้ ณ วันหนึ่ง มันไม่ได้แปลว่าเราก๊อบปี้แล้วเอาไปใช้กับโปรเจกต์อื่นได้ มันก็ต้องเปลี่ยน”

พะเนียง พงษธา นักลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มาเรียนเพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นนักลงทุนที่คิดถึงตัวเองเป็นหลัก ต่อมาจึงมีเป้าหมายว่าเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จ อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

ปัจจุบันเขามีอีกบทบาท คือเป็นสมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า สมาคมที่ให้ความรู้ และนำรายได้ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เขามีหน้าที่รับผิดชอบระดมทุน ทักษะการเล่าเรื่องและการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในหน้าที่นี้

“นอกจากวิทยากรที่ให้ความรู้ เพื่อนๆ เล่าประสบการณ์ชีวิตให้เราฟัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เหมือนว่าปกติเราใช้ชีวิตพัฒนาตนเองผ่านประสบการณ์ของเรา แต่จุดนี้เราได้เรียนลัดประสบการณ์ของคนอื่นอีกมากมาย

ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา และผมก็จะรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เอาไปแบ่งปันให้ผู้อื่นเช่นกัน”

พะเนียง พงษธา

เรื่องต้องตรึงใจ และแชร์ต่อได้

วันนี้สื่ออยู่ในมือทุกคน ในขณะเดียวกันถ้ามีกระบวนการในการเล่าเรื่องที่ดี ถือว่าได้เปรียบมาก เพราะทุกคนสามารถเล่าเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระ และเรื่องเหล่านั้นอาจจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

ศุ บุญเลี้ยง ครูใหญ่ประจำหลักสูตร เดอะ สตอรี่ กล่าวถึงเสน่ห์การเล่าเรื่องว่า เรื่องที่เล่าจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มต้นจากห้วงเวลา มีเหตุ มีจุดเร้าใจ มีผลลัพธ์ และข้อคิด

“เรื่องเล่าที่ดีต้องมีคำว่า ‘แต่’ ที่อาจจะขัดแย้งกับตัวเอง หรือกับคนอื่นอย่างมีตรรกะ มีการ ‘ขยัก’ บางอย่างไว้ และมีการ ‘ขยาย’ ตามด้วยการ ‘ขยี้’ ในขณะที่ต้อง ‘ขจัด’ คำซ้ำซ้อนที่ทำให้ลดความน่าสนใจ และปิดท้ายด้วยการ ‘ขัดเกลา’ เพราะข้อมูลรายละเอียดที่มากไปจะทำลายอารมณ์คน”

ด้าน กฤษณ์ บุญญะ หรือบี้ เดอะ สกา ยูทูบเบอร์ (YouTuber) ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทำวิดีโอออกมากว่า 600 คลิป มียอดวิวรวมเกือบ 2,000 ล้านวิว สะสมประสบการณ์การเป็นยูทูบ วิดีโอ ครีเอเตอร์ (YouTube VDO Creator) มา 9 ปี ได้แชร์ความรู้ เล่าเรื่องอย่างไรให้โดนใจคนดูและมียอดวิวเป็นล้านๆ

“การทำวิดีโอให้โดนใจ จากประสบการณ์ที่ผมใช้มาตลอดคือ SIC — S หมายถึง Share คือ คอนเทนต์ต้องเป็นสิ่งที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์หรือความรู้สึกให้กับคนดูได้

I หมายถึง Interact การทำวิดีโอจะต้องมีการตอบสนองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู

C หมายถึง Connect, Conversation และ Closer ที่สามารถเชื่อมประสบการณ์เข้ากับคอนเทนต์ ไม่ใช่ทำแต่สิ่งที่เราอยากพูด หรือทำแต่สิ่งที่คนอยากดู แต่ต้องหาจุดสนใจ หรือจุดที่พอดีระหว่างคนทำและคนดูให้ได้ ทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างคนดูด้วยกัน

สร้างความใกล้ชิดระหว่างคนทำวิดีโอกับคนดู ทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับเรา สิ่งสำคัญในการทำวิดีโอคือ ให้พูดสั้นๆ ว่าอยากให้คนดูทำอะไร เช่น ให้แชร์วิดีโอ หรือให้สับตะไคร้ (Subscribe) อะไรก็ว่าไป (หัวเราะ)”

จักรพงษ์ คงมาลัย

12 ข้อ สร้างเรื่องให้โดนใจ

แต่ละคน แต่ละธุรกิจย่อมมีต้นเรื่อง และเลือกกลวิธีเล่าเรื่องต่างกัน แต่ถ้ายึดหลักคิดว่า ทำคอนเทนต์อย่างไรคนถึงจะแคร์ สนใจเรา จักรพงษ์ คงมาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์แห่งวงการดิจิทัล เจ้าของบริษัท มูนช็อท ดิจิทัล ได้สรุปแนวคิดการทำคอนเทนต์ออกเป็น 12 ข้อ ดังนี้

1.ทำความเข้าใจ ให้แยกระหว่างคอนเทนต์ กับมาร์เก็ตติ้ง ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

2.ควรสร้างฐานคนติดตามที่ยั่งยืนด้วยการทำ Subscription

3.แบรนด์ต้องชัดเจนกับตัวเองว่าพันธสัญญาของตัวเองคืออะไร

4.สร้างบล็อก (Blog) หรือฮับ (Hub) ของข้อมูลตรงกลาง เชื่อมโยงโซเชียลทุกอันเข้ามา

5.ทอล์กอะราวด์ โปรดักต์ หมายถึงสิ่งที่คนจะได้อะไรกลับไป

6.จงตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเราออกไป

7.กำหนดภาพจำที่เหมาะกับธุรกิจเรา

8.เข้าใจ Audience จริงๆ

9.คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งใช้คุยกับบางคน ไม่ใช่ทุกคน

10.แบรนด์ควรจะทำตัวให้มีประโยชน์อย่างไรผ่านคอนเทนต์

11.เพจวิวไม่ใช่การวัดผลที่ยั่งยืนในระยะยาว

12.จะทำคอนเทนต์ จงเคารพคอนเทนต์ อย่าใช้เป็นแค่เครื่องมือประกอบการขาย หมายความว่าเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากอ่านจริงๆ

สตอรี่ เทลลิ่ง ยังเป็นแก่นแท้ที่มีความสำคัญ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือการเล่าเรื่อง แม้จะผ่านมากี่ยุคสมัย การเล่าเรื่องก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้น เฉกเช่นคำว่า Content is the King

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ร.5-ร.7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548230

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ร.5-ร.7

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร

กระแสออเจ้า ปลุกรากเหง้าแห่งความเป็นไทย กระแสแต่งไทยนิยมกำลังมาแรง บัตรเคทีซีจึงจัดกิจกรรมย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ สมัย ร.5 จนถึง ร.7 เพื่อย้อนเรื่องราวของรัตนโกสินทร์ผ่านมุมมองที่หลากหลาย สะท้อนให้เห็นสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7 ตั้งแต่เริ่มวางรากฐานสยามประเทศเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก เช่น การแต่งกาย วัฒนธรรมต่างๆ รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนักและปฏิรูปประเทศจนเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคประชาธิปไตย

วัดเบญจมบพิตร

วัดและวังถือเป็น 2 สถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมาเสมอในยุคของรัตนโกสินทร์ เช่น วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น และน่าจะถือได้ว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 ซึ่งออกแบบโดยนายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่มีศิลปะวิจิตรงดงาม แตกต่างจากวัดทั่วไป

ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถที่สร้างด้วยหินอ่อนได้สัดส่วนสวยงาม จิตรกรรมฝาผนัง และพระพุทธรูปต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นศิลปะไทยที่งดงามทั้งสิ้น วัดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในชื่อของ The Marble Temple

เนื่องจากประดับด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดจากประเทศอิตาลี ด้านนอกเป็นหินอ่อนสีขาว ที่เวลากลางคืนต้องแสงจันทร์วัดจะดูสว่างสกาวสดใสดูวับวาม ส่วนด้านในจะเป็นหินสีที่วางสลับลวดลายกันอย่างสวยงาม อีกทั้งองค์พระประธานก็จำลองมาจากพระพุทธชินราช ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองพิษณุโลก

ความแตกต่างของวัดนี้กับวัดอื่นๆ ในยุครัชกาลที่ 4 ก็คือบริเวณพระระเบียงด้านหลัง หรือวิหารคด เพราะสถาปนิกออกแบบให้วิหารคดโอบอยู่ด้านหลังอุโบสถ เมื่อมองด้านหน้า ด้านใต้ ด้านเหนือ พระอุโบสถ ล้วนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนแหวน ตัวพระอุโบสถเปรียบเหมือนหัวแหวน ระเบียงพระอุโบสถ เรียงรายด้วยพระพุทธรูปโบราณปางต่างๆ รวม 52 องค์ ทั้งปางประทับนั่งและยืนสลับกันราวกับแกลเลอรี่พระพุทธรูป เพราะแต่ละองค์จะมีซุ้มกรอบ ที่มองจากมุมไกลราวกับอยู่ในกรอบรูปเลยทีเดียว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมมาจากหัวเมืองต่างๆ และจากต่างประเทศ

รูปทรงของพระอุโบสถหลังนี้มีผู้กล่าวว่าเป็นยอดของสถาปัตยกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์  กล่าวคือ เป็นรูปทรงจตุรมุข หน้าบันของมุขเด็จแต่ละด้านมีลวดลายไทยสลักเป็นรูปต่างๆ สวยงามน่าชมมาก อีกทั้งพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระอุโบสถ คือ พระพุทธชินราชจำลอง โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงขึ้นไปจำลองแบบจากองค์เดิมที่ จ.พิษณุโลก ที่มุขเด็จด้านตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ปิดทองอยู่ติดผนังหลังพระพุทธชินราช พระพุทธรูปนี้เรียกกันอย่างเป็นสามัญว่า หลวงพ่อธรรมจักร ถือเป็นพระศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของวัด และมีต้นพระศรีมหาโพธิ์พันธุ์พุทธคยา ทางด้านหลังวิหารคดมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้มาเป็นต้นแรกในรัชกาลที่ 5

อ.นัท-จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม กล่าวถึงปฐมเหตุการสร้างพระอุโบสถว่า เมื่อแรกสร้างในปี 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสนเพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์

ในการนี้มีพระบรมราชโองการประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่ดินให้เป็นเขตวิสุงคามสีมาของวัด พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดเบญจมบพิตร อันหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และเพื่อแสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์

เมื่อครั้งมีการจัดระเบียบพระอารามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 2458 วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามได้รับการจัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ดังนั้นชื่อวัดจึงมีสร้อยนามต่อท้ายด้วย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

นอกจากนี้ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล เขียนบันทึกไว้ โดยเล่าเรื่องการออกร้านในวัดเบญจมบพิตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในฤดูหนาว มีพระราชดำริให้ปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ และให้จัดงานฉลองสมโภชวัดในปี 2443 โดยทรงเป็นประธานจัดงานด้วยพระองค์เอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บเงินบำรุงวัด สร้างในส่วนที่ยังไม่เสร็จ งานนี้นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีการออกร้านมากมายและสนุกสนานยิ่งนัก มีทั้งร้านของพระมหากษัตริย์ ร้านของเจ้านายทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้า ร้านของข้าราชการและประชาชน และร้านของชาวต่างประเทศที่มาพึ่งโพธิสมภาร ในงานมีการนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ การตักบาตร สนุกกับการละเล่นและมหรสพต่างๆ อีกด้วย งานนี้จึงสนุกสนานและให้ประโยชน์ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมประเพณี และเป็นที่พบปะของหนุ่มสาวในยุคนั้นๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ บันทึกนี้ยังเขียนไว้ว่าในการสร้างวัดเบญจมบพิตรนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ 4 ประการ คือ

1.จะให้เป็นวัดที่แสดงแบบอย่างการช่าง ศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ และวัฒนธรรมของไทยในสมัยของพระองค์ ซึ่งใช้ในการคำนวณและออกแบบตามหลักวิชาของตะวันตก

2.จะให้เป็นวัดวิทยาลัย ที่ศึกษาหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนา และสามัญศึกษาของกุลบุตรด้วย

3.จะให้เป็นที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณต่างๆ ของไทย

4.จะให้เป็นวัดที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) ของพระองค์

ประโยชน์ที่ได้จากการจัดงานออกร้าน มีทั้งด้านวัฒนธรรม การจัดงานที่วัดย่อมจะต้องมีการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม การแต่งกายและดนตรีตามความนิยมของคนไทย นอกจากนั้นยังมีการทำบุญ มีพิธีกร และประเพณีต่างๆ สอดแทรกอยู่ในงานวัดอีกด้วย

ส่วนด้านสังคม มีการพบปะสังสรรค์ และร่วมงานกุศลกันที่วัด โดยมีบุคคลต่างฐานะ ต่างเพศต่างวัยมาชุมนุมกัน องค์พระประมุขของชาติก็ได้มีโอกาสเสด็จมาให้ราษฎรและข้าราชการเฝ้าอย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน

สุดท้ายด้านเศรษฐกิจ มีการซื้อขายสินค้านานาชาติ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน คนมีเงินก็จ่ายซื้อของต่างๆ คนค้าขายก็ขายสินค้าได้ราคา เป็นผลให้เศรษฐกิจของส่วนรวมดีขึ้น และทางวัดก็ได้เงินไปบำรุงวัดช่วยในการก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อยในโอกาสต่อมา

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร ก็คือการบันทึกประสบการณ์ในอดีตไว้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะช่วยทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ งานเขียนในลักษณะนี้จัดอยู่ในประเภทสารคดี เพราะเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นจากความจริง มุ่งให้ความรู้และเพลิดเพลินด้วย

การจัดงานวัดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดึงความสนใจของคนให้มารวมอยู่ที่วัด ทำให้เกิดศรัทธาที่จะทะนุบำรุงวัด และเป็นการบำรุงพระพุทธศาสนาไปด้วย ผู้ที่ไปชมงานวัด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเพศใด วัยใด และมีฐานะทางสังคม อย่างไรย่อมได้ประโยชน์กลับไปตามความสนใจของตน สถานที่หนึ่งในสมัยหนึ่งก็ย่อมมีความหมายแก่คนในสมัยนั้นอย่างหนึ่ง ครั้นกาลเวลาผ่านไปสถานที่แห่งเดียวกันนั้นย่อมมีความหมายที่เปลี่ยนไปสำหรับคนรุ่นหลังๆ

แม้จะเหลือเพียงเรื่องราวและภาพถ่ายเป็นหลักฐาน แต่งานวัดเบญฯ ก็เป็นที่กล่าวขานมาโดยตลอด เพราะเป็นงานวัดที่พิเศษจากงานวัดอื่นๆ มีมหรสพแบบราชสำนัก เช่น โขน ละครใน พร้อมด้วยการออกร้านที่น่าสนใจ เช่น ร้านถ่ายรูปของโรเบิร์ต เลนซ์ ช่างภาพชื่อดัง การเปิดหีบเพลงชาวตะวันตก และหุ่นทรงเครื่องของหม่อมราชวงศ์เถาะในปี 2443 ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น

อาจารย์นัท เล่าว่า “ภายในงานวัดหลวง ยังมีร้านหลวง หรือร้านของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในแต่ละปีจะจัดไม่ซ้ำกัน บ้างก็จำหน่ายหนังสือ บ้างก็จัดแสดงละครเพื่อเก็บเงินเข้าบำรุงวัด แต่ปีที่พิเศษที่สุดคือปี 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งร้านถ่ายรูปหลวง และเสด็จฯ มาประทับที่ร้านทุกคืน เพื่อทรงถ่ายรูปพระราชทานแก่บรรดาเจ้านาย ข้าราชการ และชาวต่างชาติที่กราบบังคมทูลร้องขอ โดยทรงเก็บค่าถ่ายรูปคนละ 20 บาท เพื่อสมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศล นอกจากนี้ยังทรงออกแบบจัดฉากถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง บางฉากทรงทำเป็นกรอบรูปจำลอง แล้วโปรดให้เจ้านายยืนประทับอยู่ด้านหลัง บางฉากทรงกำกับให้โพสท่าต่างๆ หรือบางรูปทรงถ่ายเป็นภาพล้อเลียน เป็นโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้า ร.5 ในแบบไพรเวท เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทุกคนในยุคนั้นเฝ้ารอ และมีหลายคนที่ได้พบคู่หมายในงานนี้”

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล

เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สัมผัสเรื่องราวความเป็นอยู่ของเจ้านายฝ่ายในเฉพาะเจ้านายผู้หญิง โดยหลังจากที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรป และตั้งพระทัยให้สวนสุนันทาเป็นพระราชอุทยานส่วนพระองค์

ราชสำนักฝ่ายในหรือพระราชฐานชั้นใน นอกจากจะมีพระที่นั่งอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ยังมีตำหนักและเรือนต่างๆ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับและที่พำนักของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน

โดยในช่วงต้น ร.5 ยังคงอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้เปลี่ยนไปประทับ ณ พระราชวังดุสิต ภายหลังเมื่อเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปครั้งที่ 2 จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสวนสุนันทาเพื่อใช้เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ การก่อสร้างต่างๆ ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ กาลล่วงมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จ สวนสุนันทาจึงกลายเป็นราชสำนักฝ่ายในขนาดใหญ่ตลอดสมัยรัชกาลที่ 6-7

พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในหลายพระองค์เสด็จมาประทับ ณ สวนสุนันทา โดยมีตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศูนย์กลางสมัยนั้น

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอมใน ร.5 เข้ามาพำนักอีก 13 ท่าน ซึ่งต่างมีเรือนแยกเป็นสัดส่วน และยังมีบางพระองค์เสด็จฯ เข้ามาประทับเป็นครั้งคราว ซึ่งอาคารสายสุทธานภดลนี้ ถือเป็นศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในยุคสุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นพิพิธภัณฑ์พระมหากษัตริย์ที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม พิพิธภัณฑ์นี้แสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และของใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมยุโรป

ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น พบกับต้นแบบของการออกแบบสะพานพระพุทธยอดฟ้า สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยใช้พระราชลัญจกรในการสร้าง และแบบจำลองโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ปรับอากาศแห่งแรกในอาเซียน และพระอัจฉริยภาพในการทรงประพันธ์บทภาพยนตร์เรื่องแหวนวิเศษ พร้อมอ่านพระราชหัตถเลขาสละพระราชอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการสละราชสมบัติและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามประเทศ และชมแรงบันดาลใจจากหนังสือทรงอ่าน ซึ่งเป็นหนังสือที่สนพระทัยส่วนพระองค์

ออกกำลังกาย สำหรับนักกอล์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548093

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 10:03 น.

ออกกำลังกาย สำหรับนักกอล์ฟ

โดย กัตจัง ภาพ เอพี, เอเอฟพี

มีความสงสัยอย่างหนึ่งในการเล่นกอล์ฟว่าจำเป็นขนาดไหนที่นักกีฬากอล์ฟจะต้องเข้ายิมเสริมกล้ามเนื้อ เพื่อให้การเล่นกอล์ฟดีขึ้น เพราะเมื่อเทียบรูปร่างกับนักกีฬาประเภทอื่นแล้วจะออกทางเจ้าเนื้อกว่ามาก

นพ.วีระยุทธ เชาวน์ปรีชา จากศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิภาวดี ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายของนักกีฬากอล์ฟในคลินิคนักกอล์ฟไว้ว่า มีตัวอย่างการศึกษาวิจัยรายงานในเวิลด์ ไซแอนติฟิก คอนเกรซ ออฟ กอล์ฟ 4 (World Scientific Congress of Golf IV)  เรื่อง “การบริหารให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเปรียบเทียบระยะการตีกอล์ฟ” โดยการแบ่งนักกอล์ฟเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเล่นกอล์ฟตามปกติ อีกกลุ่มหนึ่งเพิ่มโปรแกรมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง 12 แบบที่มีในมาตรฐานการออกกำลังกายทั่วไปเป็นเวลา 7 สัปดาห์ โดยเปรียบเทียบความเร็วหัวไม้ ความเร็วลูกกอล์ฟ และระยะทางของลูกกอล์ฟที่ลอยอยู่ในอากาศทั้งก่อนและหลัง 7 สัปดาห์

พบว่าในกลุ่มที่มีการบริหารกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 54.5 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วหัวไม้เพิ่มขึ้น 3.2 เปอร์เซ็นต์  ความเร็วลูกกอล์ฟเพิ่ม 1.2 เปอร์เซ็นต์ ระยะลูกกอล์ฟในอากาศเพิ่ม 0.8 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้บริหารกล้ามเนื้อ ความเร็วหัวไม้ลดลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วลูกกอล์ฟลดลง 0.1 เปอร์เซ็นต์ และระยะลูกกอล์ฟในอากาศลดลง 0.6 เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปของการวิจัย คือ กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องตีกอล์ฟไกลขึ้น คำอธิบายสำหรับนักกอล์ฟที่ฝึกออกกำลังกายทั่วๆ ไปแล้วยังเล่นกอล์ฟไม่ดีขึ้นเช่นเดียวกับผลงานวิจัย ใช้หลักของฟังก์ชั่น เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการออกกำลังกายเพื่อการใช้งาน

การฝึกร่างกายแต่ละอย่างจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพื่อตอบสนองสิ่งที่ทำในลักษณะเช่นเดียวกับการฝึก ซึ่งเป็นหลักการในการฝึกความแข็งแรงและปรับสภาพร่างกายให้เหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละชนิด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ฝึกออกกำลังกายปั่นจักรยานทุกวัน จะเป็นนักกีฬาขี่จักรยานที่ดีขึ้น ไม่ใช่นักวิ่งที่ดีขึ้น

ดังนั้น การจะเล่นกอล์ฟให้ดีขึ้นต้องฝึกร่างกายด้วยการซ้อมควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถรักษาแกนกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีการทรงตัว และการถ่ายน้ำหนักที่ดีรวมทั้งการบริหารกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ ที่ใช้การเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกับการเล่นกอล์ฟ

จุดมุ่งหมายของนักกอล์ฟในการบริหาร คือ สามารถออกกำลังกายเพื่อควบคุมวงสวิงได้ เร่งความเร็วหัวไม้ให้กระทบลูกกอล์ฟได้แม่นยำ และหน้าไม้ตั้งฉากกับทิศทางเป้าหมาย สามารถทำซ้ำๆได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันการบาดเจ็บจากการเล่นกอล์ฟ

กล้ามเนื้อที่ใช้เล่นกอล์ฟนอกจากมือ แขน และไหล่ ยังมีกล้ามเนื้อที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อใช้ในการหมุนรอบแกนกระดูกสันหลัง แต่ในชีวิตประจำของเราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ในการหมุนรอบแกนกระดูกสันหลังเหมือนการเล่นกอล์ฟ แต่ใช้ในการก้ม งอ เอียงหลังเป็นส่วนใหญ่

การออกกำลังกายบริหารที่จะตีกอล์ฟให้ดีขึ้น จึงต้องบริหารยืดเหยียดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ สะโพก ลำตัว ขา และสร้างให้แข็งแรงเพื่อที่จะเป็นฐานที่มั่นคง และช่วยให้การเร่งความเร็วหัวไม้อยู่ในแนววงสวิงที่ถูกต้องได้ ถ้ากล้ามเนื้อที่จะรักษาแนวแกนกระดูกสันหลังให้แข็งแรงและหมุนไม่ดีแล้ว เมื่อทำดาวน์สวิงจะทำให้แนวแกนกระดูกสันหลังเสียไป ทำให้เสียการสมดุลของร่างกาย ข้อมือจะต้องเหยียดออกไปเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

การฝึกนอกจากจะต้องตีกอล์ฟอย่างถูกวิธี ในทุกวันควรขึ้นลงบันไดอย่างน้อย 1-2 ชั้น ถ้าเดินไหวไม่ควรใช้รถกอล์ฟและควรมีการฝึกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ถ้ามีอาการปวดเมื่อยควรพักให้หายเป็นปกติก่อนเล่น หากซ้อมไดรฟ์ด้วยหัวไม้เต็มที่จำนวนครั้งจะต้องไม่มากจนเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ และแนะนำว่าควรสลับกับการซ้อมลูกสั้นต่ำกว่า 100 หลาลงมา เพื่อฝึกควบคุมกล้ามเนื้อในส่วนอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี ต้องซ้อมตีให้ถูกวิธีโดยมีครูผู้ฝึกสอนช่วยดูและเรียนรู้วิธีป้องกันการบาดเจ็บ จะทำให้การเล่นกอล์ฟเป็นกีฬาที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นอย่างแน่นอน

อายุมากวุ้นตาเสื่อมมาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548089

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

อายุมากวุ้นตาเสื่อมมาเยือน

โดย แมงโก้หวาน ภาพ เอเอฟพี

เคยไหมเวลามองท้องฟ้า หรือพื้นสว่างๆ แล้วมีจุด มีเงาดำๆ ลอยไปมาคล้ายแมลงบิน หรือหยากไย่ แต่จริงๆ ไม่มี หรือเคยไหมเวลาอยู่ในห้องมืด อยู่ดีๆ มีไฟแวบขึ้นมาเองเหมือนฟ้าแลบ ถ้าเคยแสดงว่าจอประสาทตามีปัญหาเข้าแล้ว และอาจเกิดจากวุ้นตาเสื่อมก็ได้

พญ.อัจฉรา อัมพรพฤติ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า วุ้นตาเป็นสารใสคล้ายเจลบรรจุอยู่ภายในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน ให้สารอาหารแก่จอตาและผนังลูกตาชั้นใน ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้บางส่วนของวุ้นตาขุ่นไป เราจะรู้สึกเห็นเหมือนมีเงา หรือหยากไย่ลอยไปมา อาจมีรูปร่างแตกต่างกันได้หลายแบบ เช่น เป็นจุดเล็กๆ คล้ายลูกน้ำ ยุงบินไปมา เป็นวงกลม วงรี หรือเส้นโค้ง และสังเกตเห็นได้ง่ายหรือชัดขึ้นเวลามองไปยังพื้นผิวที่เป็นสีอ่อน เช่น ผนังห้องสีอ่อนกระดาษสีขาว ท้องฟ้า หรือกลางแดด

เมื่อคนอายุมากขึ้นและเข้าสู่วัยกลางคน วุ้นตาจะมีการเสื่อมตามอายุ ระยะแรกวุ้นตาเริ่มขุ่นเป็นตะกอน เกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในวุ้นเจลมีการเสียโครงสร้างบางส่วนจับตัวกันเป็นก้อนๆ ทำให้มีอาการเห็นเป็นเส้น หรือจุดลอยไปลอยมา ตามการกลอกตา ต่อมาวุ้นตามีการหดตัวรวมกันเป็นก้อน หลุดออกจากพื้นจอตา ในระยะนี้บางครั้งบางคนอาจมีอาการเห็นแสงแวบๆ แสงฟ้าแลบ หรือแสงแฟลช

“เมื่อกลอกตาเร็วๆ ในที่มืด ซึ่งเกิดจากมีแรงดึงรั้งที่จอตา ตรงรอยต่อระหว่างส่วนที่วุ้นตาแยกจากจอตาแล้ว กับส่วนที่วุ้นตายังติดกับจอตาอยู่ ในระยะนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือมีเลือดออกในวุ้นตา ซึ่งเกิดจากมีการฉีกขาดของจอตาและมีจอตาลอกตามมาได้ อาการจะเห็นตะกอนหนาขึ้น ตามัวลง เห็นภาพขาดหายไป เห็นอะไรมาบังเยอะขึ้น หรือลานสายตาแคบลง แนะนำให้รีบมาพบจักษุแพทย์เพื่อรีบทำการรักษาต่อไป”

พญ.อัจฉรา กล่าวต่อว่า ปกติถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนแสงแวบๆ หรือแสงแฟลชจะน้อยลง และค่อยๆ หายไป ตะกอนในวุ้นตาที่เห็นเป็นจุดเป็นเส้นก็จะค่อยๆ จางไปด้วย

กรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ม่านตาอักเสบ เส้นเลือดในตาอักเสบ สายตาสั้นมาก หรือได้รับอุบัติเหตุมาก่อน อาจจะต้องตรวจอย่างละเอียดต่อไป เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวานขึ้นจอตา เส้นเลือดในตาอุดตัน วุ้นตาอักเสบ หรือจอตาอักเสบ เป็นต้น

Biting into a sharper, sweeter apple

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30355425

Biting into a sharper, sweeter apple

lifestyle September 29, 2018 01:00

By Paisal Chuenprasaeng
The Nation Weekend

The new 15-inch Macbook Pro takes computer work to new heights

THE LAST edition of the MacBook Pro was impressive enough, but its new reincarnation, the 15-inch MacBook Pro has managed to ramp that perfection up a scale with a faster processor, larger memory and better security features.

The new model I got to test, which is not yet available in Thailand, has been configured with 6-core 8th generation Intel Core i9 2.9 GHz processor, 32 GB 2,400 MHz DDR4 working memory or RAM and a very fast 2 terabytes of SSD (Solid State Drive) storage.

It was also the first computer with Core i9 that I had ever tried and the super fast CPU, large memory and fast and large storage resulted in much faster performance.

With two additional processor cores, the new 15-inch MacBook Pro can get through workloads even faster because most pro software is designed to scale well with cores. The underlying code of most pro software is written in multiple threads that can be processed in parallel. So, with more cores to do the processing work, multi-thread workloads can reduce computing times a lot.

The new 15-inch MacBook Pro is the first Mac notebook computer to use Core i9, which features Intel’s Thermal Velocity Boost capability enabling the processor to opportunistically turbo up to 4.8 GHz when workloads and system thermals allow.

And with 32 GB DDR4 memory, you will experience better performance when using multiple pro apps simultaneously. Memory-intensive tasks will see a boost in performance. For example, when you apply effects to large projects in Adobe Photoshop, the task will be done up to 2.8 times faster quicker than with 16GB memory.

The new MacBook Pro has super-fast SSD storage with sequential read speeds of up to 3.2GB per second. And 2TB is a lot of memory for storing graphic works.

Video conversion and photo editing were completed fast during the test and the business applications were the fastest I had ever experience.

Measured with Wolffram Mathematica: CPU Benchmark, the new 15-inch MacBook with 6-core processor is 55 per cent faster than 15-inch MacBook Pro with quad-core CPU.

The new MacBook Pro features the custom Apple T2 chip that first debuted in the iMacPro. That chip brings security features like secure booth and encrypted storage, consolidates the system management controller, and audio and SSD controllers, manages the Touch ID, Touch Bar, the camera image signal and the ambient light sensor and also enables Siri personal assistant to receive voice commands.

The Apple T2 chip has a dedicated hardware encryption engine built into it for encrypting the data on the SSD so only your MacBook can read it. FileVault on MacBook Pro also extends this encryption to add your personal user key to ensure only your credentials can unlock your data.

And the new MacBook Pro now supports a secure boot process to ensure that only operating system software trusted by Apple loads at start up.

The T2 chip allows you to give voice commands to Hey Siri. For example, you can say “Hey Siri, activate the screen saver” as you walk away from your desk. Or you can say “Hey Siri, play some jazz”.

Like the previous MacBook Pro, the new 15-inch MacBook Pro also provides the security and convenience of Touch ID on the keyboard. The Touch ID, which is a fingerprint reader, is integrated with the power button at the end of the Touch Bar. The surface is a laser-cut sapphire crystal surrounded by a black, stainless steel border. Integrated with the button is a capacitive single-touch sensor.

The Touch ID uses sophisticated algorithms to recognise your fingerprint, thanks to a dedicated processor called the Secure Enclave, which is located on the T2 chip.

You can enrol your fingerprint when you’re setting your Mac or you can add your fingerprint later, then use your fingerprint to unlock it instead of typing user password.

Best of all, you can also quickly and securely authorise Apple Pay purchases on the web in Safari with Touch ID.

The new MacBook Pro retains the Touch Bar, which was introduced in the previous MacBook Pro to provide a dimension of interactivity to the keyboard in lieu of conventional function keys.

The Touch Bar is actually a Retina-resolution strip of glass with Multi-Touch capabilities. It has 2170×60-pixels resolution that can display millions of colours. It is located at the top of the keyboard where the function row used to be.

The Touch Bar can still display function keys but it has a lot of more uses because it is designed to dynamically adapt to the application you are using by providing app controls when and where you need them.

For example, the Touch Bar can provide formatting shortcuts, easy access to emojis, iTunes playing control and volume controls.

I loved this concept of a Touch Bar because it helped me discover useful functionality within the apps I use frequently to speed up common tasks.

The Touch Bar functionality is integrated throughout macOS and in apps such as Pages, Numbers, Keynote, and Final Cut Pro X. Third-party apps have also adopted the Touch Bar functionality. They include Evernote, Microsoft Office, Spotify, Adobe Photoshop and Final Draft.

Among other things, the Touch Bar provides the Control Strip that shows familiar system controls like display brightness, keyboard backlight, media controls, system volume and Siri.

And when you use Safari browser, for example, the Touch Bar will provide tab thumbnails to switch between your open tabs. When you tap the search field or open a new tab, the Touch Bar shows your favourite pages.

When you use Photos app, you can slide your finger along the middle of the Touch Bar to browse your library. You can even rotate or edit a photo on the Touch Bar. For example, in Crop mode, you can use the alignment wheel to straighten your photo.

The new MacBook Pro comes with a beautiful Retina display with True Tone technology. The display is very bright with 500 nits of brightness and it supports P3 wide colour.

Apple says the Retina display of the new MacBook Pro comes with the True Tone technology used in iPhone and iPad Pro. So the new Pro will now automatically shift the whitepoint of the display and the Touch Bar to match the colour temperature in the room, resulting in a more natural and comfortable viewing experience. The display has 2880×1800 pixels.

Another thing I love about the MacBook Pro is its keyboard, which delivers a quiet, comfortable and precise typing experience. The keyboard features a butterfly mechanism, which provides four times more key stability than a traditional scissor mechanism. Best of all, every key is individually illuminated with low-power LEDs, so I could conveniently type in low-light conditions.

Like the previous MacBook Pro, the new Mac notebook comes with four Thunderbolt 3 (USB-C) ports and abandons other ports, such as Thunderbolt 2 or full-size USB ports that are larger in size. Apple says there are now over 300 Thunderbolt 3 accessories and peripherals in the market so the ports will be very useful.

Every Thunderbolt 3 port is versatile and fast and supports charging, data transfer and video output. It’s also compatible with USB-C peripherals.

You can charge your MacBook Pro with any one of four Thunderbolt 3 ports – two on the right side and two others on the left side of the MacBook Pro.

And the Thunderbolt 3 ports have twice the bandwidth of Thunderbolt 2. The Thunderbolt 3 has a bandwidth of up to 40 Gbps. And when you connect USB-C devices, you’ll enjoy USB 3.1 Gen 2 speeds of up to 10 Gbps.

You can even connect two 5K displays to your MacBook Pro to get a whole new level of workspace.

The graphic engine of the new MacBook Pro is AMD Radeon Pro 560X with 4 GB of video memory. You can also upgrade the graphics performance with an optional and external module, Blackmagic eGPU that features a Radeon Pro 580 graphics processor and provides up to 2.8x faster graphics.

Two options of new 15-inch MacBook Pro are available on http://www.Apple.com/th. The option with Core i7 2.2 GHz, 16 GB RAM and 256 GB SSD retails for Bt85,900 and the option with Core i7 2.6 GHz, 16GB RAM, and 512 GB SSD for Bt100,900. They are available in silver and space grey. Blackmagic eGPU is available at http://www.Apple.com for US$699.

>> OS: macOS High Sierra

>> Processor: 2.9 GHz |6-core Intel Core i9

>> Memory: 32 GB 2400 MHz DDR4 RAM

>> Storage: 2TB SSD

>> Graphics: Radeon Pro 560X with 4GB of GDDR5 memory

>> Display: 15.4-inch |500-nit LED-backlit Retina display with IPS technology with 2880×1800 pixels, P3, True Tone technology

>> Camera: 720p FaceTime HD camera

>> Wireless: 802.11ac Wi-Fi, Bluetooth 5.0

>> Charging and expansion: 4 Thunderbolt 3 (USB-C) ports

>> Battery: Built-in 83.6-watt lithium-polymer battery; up to 10 hours of wireless web browsing

>> Dimensions: 34.93×24.07×1.55cm (WxDxH)

>> Weight: 1.83kg |(vary according to configuration)

>> In the box: 15-inch MacBook Pro, 87W USB-C Power Adapter, USB-C Charge Cable (2M)

Looking back and going forward

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30355419

Ikea launches the Gratulera limited edition vintage collection to celebrate its 75 years in business.
Ikea launches the Gratulera limited edition vintage collection to celebrate its 75 years in business.

Looking back and going forward

lifestyle September 29, 2018 01:00

By The Nation Weekend

Ikea celebrates its 75th anniversary with a vintage collection that will look great in any home

SWEDISH FURNITURE and home furnishings giant Ikea celebrates its 75 years of business by bringing back a nostalgic vibe, introducing the Gratulera collection featuring the handpicked favourites created in three different periods – the 1950-60’s, 70-80’s and the 1990-00’s.

Classic Comebacks

“Each launch is very different, signifying its respective time period; from dark woods with a classic expression, to a very playful style with strong colours, and then to a more minimal look with natural light woods and graphic colours,” says Karin Gustavsson, creative leader of Ikea Sweden.

The designs from the 1950-60’s, a time when Ikea introduced some of its most iconic products, capture a sombre expression where darker woods meet classic lines.

Lovbacken table

The Lovbacken table (previously known as the Lovet) is a great example with only three legs, and the tips covered in metal. It was Ikea’s first knock-down product. Ironically, the flat-pack idea came about by chance. Gillis Lundgren, an Ikea co-worker, spontaneously decided to remove the legs from the table to make it fit into his tiny car to avoid damage during transit. Today, almost all Ikea products are flat-packaged for easier transportation and fewer trucks on the road.

Ganget armchair

Ikea launched the handmade Ganget armchair in 1958 when its first store opened in the Swedish town of Almhult. During the grand opening, all the journalists had the chance to sit in the armchair’s round design – a representation of a more optimistic future.

The Klippan sofa and Raane armchair add a bold, colourful and fun vibe.

The ’70’s and ’80s saw the launch of the Klippan sofa, a tribute to the Memphis group, an ’80’s design movement that was very popular at the time. The Klippan sofa was one of the first affordable sofas the firm offered, which is why it’s an icon of its era. Launched when the living room was declared for children, it was created with the idea of a sofa that could withstand the human need to play. For the new collection, new covers will come in a bright yellow, fiery red and a cool cobalt blue.

When launched in 1983, the Raane armchair was called Jarpen. Designer Niels Gammelgaard wanted to challenge the idea of an armchair and see if it was possible to make it comfortable without any filling or fabric. The solution? Mesh material in a resource-efficient design.

 PS bench

The 1990s was a simple and minimal period, mixing untreated, blonde Scandinavian woods with graphic patterns. During this decade, Ikea went for a more natural expression.

A small bench with wheels on one end, and legs on the other, was a design piece desired by so many people at the time it quickly became iconic. Its sleek design comes with a good dose of functionality thanks to its hidden storage. The Ikea PS bench was launched in the first PS collection back in 1995. With this collection, Ikea wanted to challenge and explore what modern Scandinavian design could look like.

Bjuran chair

The Bjuran chair, formerly known as Ogla, was first launched back in 1961. To this day, it’s still manufactured by the same factory in Poland, and the solid wood is bent in the same artisanal way. Place it by itself as a single pop of colour, or as a set around your dining table. The Gratulera limited edition vintage collection is available at Ikea Mega Bangna and Bang Yai.

For more information, check out Ikea.co.th.