ประวัติศาสตร์ดนตรี ผ่านชีวิต’ไคล์ฟ เดวิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521418

ประวัติศาสตร์ดนตรี ผ่านชีวิต'ไคล์ฟ เดวิส'

โดย แหนง-ดู

ตั้งชื่อเรื่องได้ดี และก็เป็นจริงตามนั้น … เพราะว่า บทเพลง (และศิลปิน) ที่ ไคล์ฟ เดวิส มีส่วนในการสร้างสรรค์นั้นล้วนเป็นผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี เป็นเพลงฮิตเพลงดังที่บรรเลงประกอบทุกช่วงอายุของเรา ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เชื่อก็ลองมาดูสารคดีเรื่องนี้ Clive Davis: The Soundtrack of Our Lives

สารคดีชีวิตของผู้เฒ่า ไคล์ฟ เดวิส ซึ่งปัจจุบันอายุ 85 ปี ดำรงตำแหน่งซีซีโอของโซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และยังไม่พร้อมที่จะเกษียณตัวเอง เขาเขียนอัตชีวประวัติ The Soundtrack of My Life ออกมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และปีนี้หนังสารคดีซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของเขาก็ออกฉาย ผลงานการกำกับโดยนักตัดต่อและกำกับหนังสารคดี – คริส เพอร์เคล ก่อนที่แอปเปิ้ลมิวสิคจะซื้อไปจัดจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัล

หนังเรื่องนี้ให้รายละเอียดที่หลากหลายรอบด้าน แต่อาจจะไม่ลึกนักเกี่ยวกับ “ไอคอน” แห่งอุตสาหกรรมดนตรีผู้นี้ หนังพาเราไปรู้จักกับอาชีพการงานของ ไคล์ฟ เดวิส ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง โปรดิวเซอร์ (และผู้จัดงานปาร์ตี้แกรมมี่) แนะนำคนดูให้รู้ว่า เขาคือผู้นำพาโคลัมเบียเรคอร์ดส ซึ่งแต่เดิมเชี่ยวชาญดนตรีแจ๊ซและบลูส์ เดินทางมาสู่วงศ์วานร็อก ป๊อป ฮิปฮอป และอื่นๆ ในเวลาต่อมา เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลงอริสตา ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตและศิลปินดังมากมายนับไม่ถ้วนตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา เขาผู้ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับกาลเวลา บางครั้งออกจะล้ำกว่ากาลด้วยซ้ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ประเด็นหนึ่งที่หนังนำเสนอ แต่ไม่ลงลึกนักก็คือ เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของ ไคล์ฟเดวิส ผู้ที่เกิดในครอบครัวยิว และสูญเสียพ่อแม่ไปตอนเป็นวัยรุ่น จากทนายความกลายมาเป็นประธานค่ายเพลงโคลัมเบีย เรคอร์ดส (ปัจจุบันเป็นค่ายเพลงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) ซึ่งเป็นงานที่เขาไม่คิดหรือฝันถึงมาก่อน

เรื่องราวและเส้นทางของ ไคล์ฟ เดวิส บอกเล่าผ่าน คนร่วมงาน ศิลปิน นักวิจารณ์ ผู้บริหารค่ายคู่แข่ง ลูกๆ และตัวของเขาเอง โดยมีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวซึ่งน่าสนใจมาประกอบ ที่สำคัญคือ มีบทเพลงมากมายหลากหลายยุคให้ได้ฟัง ส่วนใหญ่จะตัดมาแบบสั้นๆ แนะนำว่า ถ้ายังค้างคาอยากจะฟังเต็มๆ ยาวๆ ก็ไปหาซาวด์แทร็กประกอบสารคดี ซึ่งรวม 34 เพลงจากหลากหลายศิลปินไว้ให้ฟังจนอิ่มเลยทีเดียว

สำหรับบรรดาคนดังซึ่งพร้อมใจกันมาปรากฏตัวในสารคดีเรื่องนี้รวมถึง แบร์รี มาริโลว์, พอล ไซมอน, อาร์ต การ์ฟังเกล, เจนิส จอปลิน, แพตตี สมิธ, บรูซ สปริงสทีน, เดวิด เกฟเฟน, อรีธา แฟรงคลิน, ร็อด สจวร์ต, คาร์ลอส ซานตานา, เบบีเฟซ, ไซมอน โคเวลล์,ฌอน พัฟฟี คอมบ์ส, อลิเซีย คีย์ส ฯลฯ

สารคดีเน้นเรื่องราวความสัมพันธ์ (ที่เกือบจะเหมือนพ่อ-ลูก) ระหว่าง ไคล์ฟ เดวิส และ วิทนีย์ ฮิวสตัน นับตั้งแต่วันที่เขาพบเธอตอนเป็นวัยรุ่น ก่อนนำมาเจียระไน กลายเป็นนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยุคนั้น เรื่อยมาถึงยุคตกต่ำ ก่อนจะจากไปอย่างช็อกโลก

แน่นอนว่า ในเมื่อหนังเรื่องนี้ ไคล์ฟเดวิส เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดถึงในแง่ลบจึงออกมาอย่างเบาบาง รายละเอียดเรื่องการทำงานร่วมกับศิลปิน การให้คำแนะนำกับทีมงาน การวิเคราะห์คาดเดาว่า เพลงไหนจะมา แทร็กไหนจะโด่งดัง ประเด็นนี้ไม่ได้เจาะลึกเข้าไป ซึ่งน่าเสียดาย เพราะหลายคนน่าจะอยากรู้ รวมไปถึงการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดนตรีจากมุมของผู้อยู่มาเนิ่นนานก็ขาดหายไปเช่นกัน

แต่ถึงอย่างไร หนังเรื่องนี้ก็ยังมีคุณค่าน่าชมในแง่ที่เป็นมุมมองเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทนายความที่ไม่มีแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจเพลงใดๆ มาก่อน ภายหลังกลับกลายมาเป็นชายผู้เป็นแรงผลักดันมหาศาลต่อทิศทาง และความเป็นไปในวงการเพลงมานานหลายทศวรรษ

Clive Davis: The Soundtrack of Our Lives เป็นหนังที่มิวสิคเลิฟเวอร์ (โดยเฉพาะคนที่ชอบหลากหลายแนวทางดนตรี แจ๊ซ ร็อก ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี คันทรี่ ฯลฯ) น่าจะเพลิดเพลิน เหมือนกับได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์วงการดนตรีไปด้วย ได้เปิดตาและเปิดหู รับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังงานเพลงหรือศิลปินที่ชื่นชอบ

และ ณ จุดหนึ่งสารคดีเรื่องนี้ถึงกับทำให้คนดูหลั่งน้ำตาได้อย่างไม่คาดคิด

 

ต้าปิง นักเขียนท็อปเทนของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521416

ต้าปิง นักเขียนท็อปเทนของจีน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน/โพสต์บุ๊กส์

“เป็นเด็กดีนะ” หนังสือแปลดีๆ อีกเล่มจากโพสต์บุ๊กส์ วันนี้ขอแนะนำผู้เขียน “ต้าปิง” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 อันดับนักเขียนที่ทำยอดขายถล่มทลายสูงสุดแห่งจีนแผ่นดินใหญ่ปีล่าสุด มาทำความรู้จักเขากันเลยดีกว่า

ก่อนจะเป็นนักเขียน ต้าปิงเป็นนักดนตรีและเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ของสถานีท้องถิ่นในมณฑลซานตง หากในวันหนึ่งจังหวะหนึ่ง เขาก็ปลีกวิเวกจากชื่อเสียงและความโด่งดัง แล้วเดินทางไปทั่วประเทศ ไม่เพียงในประเทศแต่เขาเดินทางไปทั่วโลก นำมาซึ่ง “คน” และ “ฉาก” ที่รวมอยู่ในซีรี่ส์ “ต้าปิงเฉี่ยวอู” (เป็นเด็กดีนะ) นั่นเอง

ต้าปิงเขียนหนังสือเล่มแรกในปี 2013 ถึงปัจจุบันปี 2017 รวม 5 เล่ม ทุกเล่มกลายเป็นซีรี่ส์ขายดีที่ทำยอดจำหน่ายต่อเนื่อง เล่มแรกทำสถิติยอดขาย 1.5 ล้านเล่ม ภายใน 2 เดือน ติดอันดับหนังสือขายดีประจำปีของอเมซอนไชน่า โดยแต่ละเล่มทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านเล่ม รวมทั้งหมด 5 เล่มทำยอดจำหน่ายทั้งสิ้นกว่า 12 ล้านเล่มแล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นี่คือเรื่องจริงที่เปี่ยมพลัง หนังสือบอกเล่าเรื่องจริง ซึ่งทำให้ได้รับรู้ชีวิตที่คนบางคนอาจไม่มีวันได้สัมผัส ความพิเศษยังอยู่ที่การเดินเป็นเส้นขนานระหว่างเรื่องเล่าและเรื่องจริงในชีวิตจริงของคนคนนั้นที่ยังดำเนินอยู่ต่อไป เสน่ห์มาจากความจริงที่สัมผัสได้ลึกๆ และรากเหง้าเหงาๆ ของความเป็นคนในชีวิตของคนทุกคน

“คนโหยหาสิ่งที่ตัวเองไม่มี การที่หนังสือประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้อ่านส่วนใหญ่โหยหารากเหง้า ชีวิตและความเป็นจริงของชีวิต”

การเดินทางสู่โลกของต้าปิงเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ทั้งสุข เศร้า เหงา ตลก บางครั้งก็นำมาซึ่งความประหลาดใจที่ได้รู้ว่าบนโลกมีคนแบบนี้ มีวิถีชีวิตแบบนี้ และมีเรื่องราวแบบนี้ เบื้องหลังการเขียนคือโพยรายชื่อจำนวน 200 รายชื่อ ที่ต้าปิงได้จดและจำไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะเขียนถึงเรื่องราวของคนเหล่านี้

“ผมใช้วิธีหลับตาจิ้ม จิ้มไปถูกรายชื่อไหน ผมก็เขียนเรื่องของคนนั้น รายละเอียดทั้งหมดประเดประดังขึ้นมาเหมือนคลังอารมณ์และความรู้สึก” ต้าปิงเล่า

ต้าปิงยังเล่าให้ฟังถึง ต้าปิงเฉี่ยวอูแปลตรงตัวว่า “กระท่อมของต้าปิง” กระท่อมซึ่งเขาเปิดพื้นที่ให้กับนักดนตรีพเนจรจากทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่ยูนนาน บรรยากาศล้อกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของยูนนานแต่เดิม ที่นักเดินทางจากทั่วประเทศเดินทางมาค้าขาย เมื่อคิดถึงบ้านก็ล้อมวงรอบกองไฟ ผลัดกันร้องเพลงประจำถิ่นที่ตัวจากมาให้คลายเศร้า ที่นี่ก็เป็นอีกแหล่งที่ต้าปิงได้พบเจอผู้คนและเรื่องราวต่างๆ

หัวใจงานเขียนชิ้นนี้ ต้าปิงบอกว่าคือการให้ความสำคัญกับ “คน” มากกว่า “สถานที่” แต่ละตอนหนึ่งๆ คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่ติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึง เล่มหนึ่งมี 12 ตอน หมายถึง 12 คน ปัจจุบันเขียนไปแล้ว 5 เล่ม และคงใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าชีวิตนี้ ที่จะเขียนถึงคนทั้งหมดในโพยรายชื่อ ที่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 300 รายชื่อเข้าไปแล้ว

“เหลืออีก 250 คน ที่จะต้องเขียน ผมอยากได้เวลาอีก 200 ปี (ฮา)”

ปัจจุบันนักเขียนหนุ่มยังใช้ชีวิตเป็นเส้นขนานกับการเดินทาง เขาเดินทางบ่อยมาก ไม่ใช่เพื่อหาเรื่องมาเขียน แต่เพื่อตอบสนองต่อสัญชาตญาณความเป็นตัวเอง กระท่อมต้าปิงก็ยังเปิดการแสดงในทุกค่ำคืน พร้อมๆ กับนักร้องพเนจรจำนวนมาก ที่ผลัดกันขึ้นร้องและแสดงบนเวทีแห่งชีวิต

ต้าปิงอายุ 37 ปี อย่างที่บอกว่าเขายังไม่เหนื่อยกับการเดินทาง หนังสือของเขาเล่มที่ 4 เขียนที่ขั้วโลกใต้ หนังสือเล่มที่ 5 เขียนที่ขั้วโลกเหนือ แฟนๆ กำลังติดตามว่า เล่มต่อไปจะเขียนที่ใด ลืมบอกไปว่าต้าปิงชอบเมืองไทยนะ เขาเคยมาใช้ชีวิตที่ภาคเหนือ ที่ ป่าเขาในเชียงรายและเชียงใหม่ ไม่แน่ว่าเล่มต่อไปของต้าปิง อาจเขียนที่เมืองไทยก็ได้

ขอบคุณล่าม : ศุณิษา เทพธารากุลการ

ศิลปะแห่งศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521410

ศิลปะแห่งศรัทธา

โดย มัลลิกา นามสง่า

นับเป็นการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมครั้งสำคัญของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ซึ่งรวบรวมผลงาน 112 ภาพ (ณ วันนี้) ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความศรัทธา เพื่อสื่อสารพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ใช้ชื่องาน โครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ 23 วิธีทรงงาน

นัยของตัวเลข ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ อาจารย์ปรีชา เผยว่า 89 เท่ากับพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 /70 เท่ากับจำนวนปีที่ทรงครองราชย์ / 4447+ หมายถึงจำนวนโครงการในพระราชดำริ / = 9 ตัวเลขทั้งหมด คือ ในหลวง รัชกาลที่ 9 / และเลข10 สื่อถึงการรับและสานต่อจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผลงานที่นำมาจัดแสดง แบ่งเป็นการสร้างงาน 2 ช่วงใหญ่ คือ ก่อน 13 ต.ค. 2560 และหลัง14 ต.ค. 2560 ซึ่งนับเป็นการสร้างงานในห้วงเวลา 35 ปีในชีวิตการทำงานศิลปะของอาจารย์ปรีชา

“งานเยอะๆ เป็นภาพที่วาดช่วงหลังสวรรคตประมาณ 70 กว่าภาพ ก็เหมือนคนไทยทุกคนที่รู้สึก เป็นช่วงที่เรามีพลัง ในอีกแบบ มีเรื่องที่อยากสื่อสาร

ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2560 ผมทำงานทุกวันทำอย่างไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสแสดงหรือไม่ รู้แต่ว่าอยากทำและต้องทำ ทุกอย่างตกผลึกมาจากทั้งชีวิตของผมที่มีบุญอยู่ในช่วงแผ่นดินของรัชกาลที่ 9 ส่วนในงานที่มีอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ไปขอความอนุเคราะห์จากเจ้าของผลงานนำมาร่วมแสดง

งานที่สร้างขึ้นทีหลังไม่ขาย ให้เป็นสมบัติของลูกชายและลูกสาว รูปที่ 112 ผมวาดเมื่อวันสวรรคตครบ 365 วัน และผมตั้งใจจะวาดภาพที่ 113 ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ”

ส่วนเทคนิคการสร้างงานนั้น มีทั้งสีน้ำ สีน้ำมันสีอะครีลิก ดิน ปากกา ดินสอ แม้กระทั่งใช้มือแทนพู่กันก็มี ซึ่งเป็นไปตามห้วงความรู้สึก

“ผมศรัทธาในหลวงในแง่มุมต่างๆ ดังนั้น รูปออกมามีวิธีการไม่ซ้ำกันเลย ศิลปะอยู่ที่ใจไม่อยู่ที่รูปแบบ สไตล์เป็นแค่เปลือก ผมสร้างงานที่สะท้อนความรู้สึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9

บางรูปเป็นนามธรรม บางรูปเสมือนจริง หลายๆ รูปไม่มีพระพักตร์ในหลวงเลย แต่ทุกรูปสื่อสารถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ทำงานชุดนี้ อยากให้คนมาดูแล้วรู้สึก เข้าใจ จดจำ ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ผมอยากสอนให้คนดูงานศิลปะคิดชอบ กระทำชอบ

เหมือนเราเป็นคนเล่านิทานให้ลูกหลานเข้าใจในหลวงรัชกาลที่ 9 ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำหลายมุม พระองค์ทรงงานวางแนวคิดเอาไว้แล้วให้เราเอาไปพัฒนาชาติ พัฒนาตัวเองต่อ งานชุดนี้ต้องการส่งสารความหมายเตือนสติให้คนไทยรู้จักพอดีรู้จักพอเพียง”

อาจารย์ปรีชาบอกว่า ศิลปะไม่ต้องดูเอาเรื่องก็ได้ แต่ดูให้รู้สึก “ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะวิจักษ์ งานชุดนี้อยากสอนคนให้ดูศิลปะ ไม่ต้องสนใจฝีมือดีไม่ดี ไม่ต้องรู้เรื่อง ขอแค่รู้สึก รู้คิด รู้จินตนาการ ตีความด้วยตัวของเราเองไม่ต้องคิดตามศิลปิน เนื้อหา เทคนิค ส่วนอื่นๆ เป็นองค์ประกอบของความรู้สึกแล้วต้องมั่นใจในความรู้สึกของเรา ถ้าดูงานมัวแต่จะดูเอาเรื่องเราไปไหนไม่ได้เลย เรามาดูงานกลับไปเราต้องอิ่มเอม เข้าใจ รู้สึกออกมา”

นอกจากผลงานจริงที่จัดแสดงให้ชมแล้ว อาจารย์ปรีชายังจัดทำหนังสือรวบรวมภาพผลงานในนิทรรศการนี้ ซึ่งมีผลงานจำนวน 111 ภาพ“ผมออกแบบหนังสือเอง มี 2 ปก ภาษาไทยและอังกฤษ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้สภากาชาดไทย”

นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2560 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ส่วนหนังสือเล่มละ 4,999 บาท สั่งจองได้ที่ร้านเดอะ แกลเลอรี ช็อป

การจัดงานครั้งนี้ จัดแบบ Crowdfunding คือไม่มีผู้สนับสนุน แต่ให้ทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการสนับสนุนโครงการผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทยสาขาพหลโยธิน 40 ชื่อบัญชี นิทรรศการพระราชกรณียกิจ ร.9 – 89/70/4447+= 9 เพื่อการกุศลโดย วช. เลขที่บัญชี 9864093177 รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้สภากาชาดไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.แปดสิบเก้าทับเจ็ดสิบ.com

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521408

ในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

โดย สมแขก

“…การกีฬานั้น ย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้วว่า เป็นปัจจัยในการบริหารร่างกายให้แข็งแรง และฝึกอบรมจิตใจให้ผ่องแผ้วร่าเริง รู้จักแพ้และชนะไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน สามัคคีกลมเกลียวกัน อย่างที่เรียกกันว่ามีน้ำใจเป็นนักกีฬา…” จากความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ในพิธีเปิดการแข่งขันกรีฑาประจำปี ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ วันที่ 1 ธ.ค. 2498

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้รับคำสดุดีจากนานาประเทศว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ทรงเป็นองค์อัครศิลปิน ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักปกครอง ฯลฯ และพระอัจฉริยภาพอีกด้านหนึ่งที่ได้รับการยอมรับคือ “การกีฬา” พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในทวีปเอเชียที่สามารถครองรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันและเป็นที่ยอมรับในวงการกีฬาเรือใบระดับโลก ทรงได้รับชัยชนะร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ (ในขณะนั้น)ในการแข่งขันเรือใบ ประเภท โอ.เค. ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2510 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดการกีฬาและสนพระราชหฤทัยในกีฬาหลายประเภทตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เช่น สกีหิมะ สกีน้ำแข็ง ว่ายน้ำเรือใบ แบดมินตัน กอล์ฟเล็ก เครื่องร่อน เป็นต้น นอกจากทรงสนพระราชหฤทัยแล้วยังทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด ทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

กีฬาแบดมินตัน เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่พระองค์สนพระราชหฤทัย พระองค์ทรงแบดมินตัน สัปดาห์ละ 3 วัน ที่สนามแบดในสวนจิตรลดา โดยโปรดให้มีการปรับแต่งหอประชุมภายในศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เปลี่ยนให้เป็นสนามแบดมินตันมาตรฐาน เพื่อทรงแบดมินตัน ทรงเคยรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้านกีฬาว่า “กีฬาแบดมินตันเป็นกีฬาหนึ่งในไม่กี่ประเภทที่คนไทยสามารถจะไต่เต้าไปสู่ระดับโลกได้ เพราะไม่เสียเปรียบทางด้านรูปร่าง และพละกำลังมากจนเกินไป เพียงแต่อาศัยความคล่องแคล่วว่องไวกับปฏิภาณไหวพริบของผู้เล่น คนไทยก็สามารถเอาชนะต่างชาติได้ไม่ยาก”ไม่น่าเชื่อว่าในปัจจุบันประเทศ ไทยจะมีนักกีฬาแบดมินตันในมือวางอันดับต้นๆ ในระดับโลกอย่างที่ทรงวิเคราะห์ไว้อย่างแม่นยำ

การออกกำลังกายตามแนวทางปฏิบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้น พระองค์ได้ทรงปฏิบัติอย่างถูกหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกขั้นตอน และออกกำลังพระวรกายอย่างสม่ำเสมอ โดยอยู่ในความพอดี ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สัมมนาเรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ วันที่ 17 ธ.ค. 2523

“…ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะเจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว ดังนั้นผู้ที่ปกติทำการงานโดยไม่ได้ใช้กำลัง หรือใช้กำลังแต่น้อย จึงจำเป็นต้องหาเวลาออกกำลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอ ทุกวัน…”

จากเรื่องราวในหนังสือ “สองธรรมราชา”โดย อัครวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ มีเรื่องราวตอนหนึ่งเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยระบุว่า ทรงออกกำลังพระวรกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ทรงสนพระราชหฤทัย และทรงโปรดการบริหารพระวรกายด้วยการวิ่ง โดยพระองค์จะทรงวิ่งครั้งหนึ่งเป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ถ้าเป็นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานก็จะทรงวิ่งในศาลาดุสิดาลัย ทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองอย่างถูกหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกขั้นตอน อาทิ มีการจดบันทึกพระชีพจร ความดันพระโลหิตทั้งก่อน และหลังทรงออกกำลังกายพระวรกายอย่างสม่ำเสมอ และทรงศึกษาตลอดเวลาว่าควรจะเริ่มต้นออกกำลังกายพระวรกายแล้วอย่างไรโดยทรงเช่นนี้เป็นกิจวัตร เป็นแบบฉบับของนักกีฬาที่ดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาเพิ่มเติมว่าควรจะเริ่มต้นออกกำลังพระวรกายอย่างไร โดยทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตรมาตลอด เพื่อให้พระวรกายของพระองค์แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังพระวรกายอย่างพอดี ไม่น้อยไปไม่มากไป มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการออกกำลังกายเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพารหลังการออกกำลังพระวรกายประจำวัน เพื่อฟื้นฟูพระวรกายหลังจากประชวรในช่วงปี พ.ศ. 2525 ความตอนหนึ่งว่า “การออกกำลังกายนั้น ถ้าทำน้อยไป ร่างกายและจิตใจก็จะเฉา ถ้าทำมากเกินไป ร่างกายและจิตใจก็ช้ำ”

ถือเป็นหัวใจของการออกกำลังกายโดยแท้ แสดงถึงความเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งในแนวทางการออกกำลังกายที่ถูกต้องซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการออกกำลังกายที่ประชาชนทั่วไปควรตระหนักและยึดถือเป็นแนวทางในการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันของตัวเอง

 

เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาที่เปี่ยมด้วยความรัก สุพจน์ หลี่จา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521404

เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาที่เปี่ยมด้วยความรัก สุพจน์ หลี่จา

โดย สมแขก

อีกหนึ่งบุคคลที่ทำให้เรารู้จักชุมชนหมู่บ้านปางสา และทำให้ภาพรอยพระบาทที่ดำเนินผ่านชุมชนชาวเขาแห่งนี้ได้ดีขึ้น ก็คือ จะแฮ-สุพจน์ หลี่จา ผู้จัดการโครงการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในการสร้างเสริมสุขภาวะ เครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เขามีโอกาสได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะนั้นจะแฮยังเด็กเกินกว่าจะจดจำรายละเอียดและรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างรางเลือน

ความทรงจำของหนุ่มลีซูคนนี้ที่จดจำได้ก็คือ ในหลวงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเรียนหนังสือและภาพในวัยเด็กเริ่มแจ่มชัดขึ้นต่อเมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แล้วได้กลับมาทำงานร่วมกับชาวชาติพันธุ์ เขาจึงเริ่มเสาะหาเรื่องราวของพระองค์ท่าน ตลอดจนแนวทางที่พระองค์พระราชทานไว้ให้แก่ชาวชาติพันธุ์ นั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียง

จะแฮ บอกว่า สิ่งที่เขาได้ยินตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเติบโตขึ้น ก็คือความเมตตาและความรักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีให้ชาวชาติพันธุ์ “คนรุ่นเก่าพูดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จะมีชีวิตที่มีคุณภาพชีวิตดีงามได้อย่างไร เขาซาบซึ้งที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำเข้าไปหาเขาในพื้นที่ เสวยพระกระยาหารแบบเดียวกับชาวชาติพันธุ์ ความซาบซึ้งกลายเป็นความเชื่อและศรัทธา รักหวงแหนต่อในหลวงรัชกาลที่ 9”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ความภาคภูมิใจก่อตัวขึ้นหนาตัวจนกลายเป็นปณิธานที่จะดำเนินรอยตามพระราชาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง “ภาพจำในหลวงของผม ต้องบอกว่าตอนที่พระองค์ท่านเสด็จมาที่หมู่บ้านปางสา ผมยังตัวเล็กอยู่ ได้เห็นภาพต่างๆ แม้ไม่ได้ใกล้ชิด ณ วันนั้นผมอาจไม่รู้ว่าพระองค์ท่านรับสั่งอะไรบ้าง แต่เพราะพระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เรียนหนังสือ และความโชคดีของผมคือมีโอกาสได้เรียนหนังสือ เป็นคนรุ่นแรกที่ได้เรียนหนังสือ และจบปริญญาตรีและปริญญาโทคนแรกในชุมชนหมู่บ้านปางสา แล้วก็ได้มาศึกษาสิ่งที่ในหลวงตรัสในวันเวลาที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มา

ถามจากคนเฒ่าคนแก่ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 มาทำอะไรไว้ให้ พอรู้ก็มาถอดความทำงานสืบสานเจตนารมณ์ของพระองค์ท่านทำทุกอย่างที่ในหลวงทรงเคยทำไว้ สิ่งหลักคือเราจะทำให้คนได้ระลึกถึงบุญคุณของพระองค์ท่าน เช่น ในหลวงให้ชุมชนผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อ

ริโภคในครัวเรือน เราก็ทำตามในเรื่องสวนผักของพ่อ มีผ้าป่าพันธุ์พืชเพื่อแจกจ่ายให้คนไปปลูกแบ่งปันในการบริโภคอาหาร มีมหกรรมอาหารชนเผ่า ในหลวงทรงประทับใต้ต้นแขริมแม่น้ำจันทน์ โครงการก็รื้อฟื้นให้ชุมชนรักษ์น้ำและอนุรักษ์พันธุ์ปลามากขึ้น เพื่อให้มีอาหารที่มีโปรตีน ในหลวงเสด็จฯ มาที่โรงเรียนที่เราเรียนหนังสือ ทุกวันนี้โรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนในชุมชนเรียนหนังสือมากขึ้น และผมก็เป็นตัวอย่างว่าไปเรียนหนังสือและกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน

ส่วนตัวเองก็ดำเนินชีวิตตามรอยในหลวง ผมมีพื้นที่การเกษตรของตัวเอง ปลูกพืชไม่ใช้สารเคมีใดๆ มีชีวิตที่เรียบง่าย เพาะปลูกทำการเกษตรเพื่อหล่อเลี้ยงชีพในครอบครัวและแบ่งปันไปสู่คนในชุมชนและสังคม เพราะเราสอนคนอื่นเราก็ต้องทำให้เห็นด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีงาม ใช้มิติความรักความเมตตา สอดคล้องกับภูมิปัญญา ผมมองว่าสื่อที่ดีงามที่สุดคือสื่อบุคคล เมื่อเราสามารถเป็นสื่อบุคคลได้ ก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พื้นที่เป้าหมายต่างๆ ในกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์กับพี่น้องทั่วประเทศ

ความหมายที่พระองค์ท่านพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาหาร สิ่งที่แฝงอยู่ในนั้นคือเรื่องของความรัก ความเอื้ออาทร ความเมตตาของในหลวงแฝงเพื่อให้ทุกคนมีความรัก ความสามัคคี เห็นใจผู้อื่น มีความเอื้ออาทรกัน สามารถดำรงชีวิตท่ามกลางวัฒนธรรมที่งดงาม มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่ในหลวงได้แฝงไว้กับระบบเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น หน้าที่ของผมก็คือการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีความรัก ความสามัคคี ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 นี่คือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมต้องกลับมาทำงานในชุมชนของตนเอง และรวบรวมขยายสื่อสารกับคนในตำบล ในอำเภอ ให้คนมีความรักและระลึกถึงบุญคุณของพระองค์ท่าน”

จะแฮ เล่าในสิ่งที่เขาทำและเผยความรู้สึกของชาวชาติพันธุ์ หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตครบ 1 ปี “ในหลวงได้มอบความรักเป็นมรดกที่สำคัญที่ทำให้พี่น้องชาติพันธุ์ นั่นคือสิ่งที่พวกเรายึดมั่นมาตลอด สิ่งที่เราสื่อสารออกไปกับคนรุ่นใหม่ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเต็มไปด้วยความรัก โดยใช้หลักเหตุผล สิ่งที่ในหลวงแฝงไว้คือความรักความเมตตา การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข พี่น้องชาติพันธุ์เองก็ได้รับรู้

เท่าที่ผมได้ทำงานและพูดคุยกับชาวบ้าน แม้ว่าวันนี้ในหลวงไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว สิ่งที่พวกเรายึดมั่นและสืบทอดจากความรักความเมตตา สิ่งที่จับต้องได้ที่สุดคือการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำรัสตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่นาที่ในหลวงพระราชทานให้ พวกเราจะดำรงและใช้ประโยชน์จากผืนดินแห่งนี้ในการผลิตอาหาร เลี้ยงลูก เลี้ยงดูครอบครัว ไปสู่ลูกหลานตราบนานเท่านาน”

 

3 อาหารควรทานเพื่อบำรุงตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 16:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521328

3 อาหารควรทานเพื่อบำรุงตับ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ควรใส่ใจดูแล ซึ่งอาหารบางชนิดก็มีส่วนช่วยในการบำรุงตับให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีหน้าที่สะสมพลังงานและกำจัดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย รวมไปถึงผลิตน้ำดีและสารอาหารบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย หลายคนมักจะละเลยการบำรุงตับ เนื่องจากเป็นอวัยวะภายในที่เรามองไม่เห็น จนเผลอทำร้ายตับไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่งอาจมีส่วนทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติและเกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย ดังนั้นจึงควรหันมาใส่ใจดูแลตับกันให้มากขึ้น ทั้งนี้การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงตับมากเช่นกัน

1. กะหล่ำปลี – กะหล่ำปลีเป็นผักที่หาทานง่าย นำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย ที่สำคัญคือมีส่วนช่วยในการต่อต้านมะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี สามารถล้างสารพิษและทำความสะอาดลำไส้ ซึ่งจะทำให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เห็ด – ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดนางฟ้า อาหารจำพวกเห็ดล้วนมีคุณสมบัติในการช่วยล้างพิษ ทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. แครอท – เราเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงได้ด้วยแครอท เนื่องจากมีหลากหลายคุณสมบัติที่มีส่วนช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในแครอท มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง และสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินจากตับได้

 

6 เคล็ดลับวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 15:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521326

6 เคล็ดลับวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นสิ่งที่ได้ง่ายๆ แต่หากวิ่งผิดวิธีก็อาจทำให้บาดเจ็บได้เช่นกัน

การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเพียงแค่มีรองเท้าวิ่งคู่ใจสักคู่ ก็สามารถออกวิ่งได้แล้ว แต่ด้วยความง่ายนี้ บางคนอาจจะประมาท หรือออกกำลังกายผิดวิธี ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราจึงมีเคล็ดลับในการวิ่งที่จะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากฝากกัน เพื่อให้ทุกคนสุขภาพดีแบบไม่เจ็บตัว

1. วอร์มก่อนวิ่ง – การเตรียมความพร้อมให้ร่างกายถือเป็นสิ่งสำคัญในทุกการออกกำลังกาย ก่อนออกวิ่งควรวอร์มอัพเพื่อให้เครื่องร้อนเล็กน้อย ถือเป็นการยืดเส้น เตรียมกล้ามเนื้อก่อนใช้งาน

2. วิ่งให้ถูกวิธี – โดยปกติผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้วิ่งโดยการลงปลายเท้าหรือลงส้นเท้า แต่ที่ถูกต้องควรจะวิ่งในท่าที่ทำให้เรารู้สึกสบาย เป็นธรรมชาติของตัวเอง เหนื่อยน้อย และไม่บาดเจ็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. หาจุดสมดุลของร่างกาย – นอกจากการลงส้นเท้าให้เข้ากับสรีระแล้ว ผู้วิ่งต้องหาแกนกลางของร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อเข่าในขณะที่เท้าสัมผัสกับพื้น เพื่อลดการบาดเจ็บ และไม่ก้มหน้ามากจนเกินไปในขณะวิ่ง

4. แกว่งแขน – ถ้าเราปรับให้แขนและขามีความสัมพันธ์กัน เช่น แกว่งแขนในทิศทางที่ถูกต้อง จะทำให้การวิ่งนั้นดีขึ้น และลดการใช้พลังงานของระบบภายในของร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้วิ่งได้เร็วและนานขึ้น

5. คูลดาวน์ – เมื่อวิ่งเสร็จแล้วควรคูลดาวน์ด้วยการลดความเร็วลงและยืดเส้นประมาณ 10 – 30 นาที เพราะจะช่วยให้อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ จนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รวมถึงการลดปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดจากกรดแลคติกในขณะวิ่ง

6. รองเท้าวิ่ง – รองเท้าวิ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้วิ่ง การเลือกรองเท้าจึงควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก เลือกขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป รวมไปถึงอาจเลือกที่มีนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องเท้า รองรับน้ำหนัก ลดอาการบาดเจ็บได้ด้วย

 

‘ความดี’ สิ่งที่เราทำถวายในหลวงได้ตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521322

‘ความดี’ สิ่งที่เราทำถวายในหลวงได้ตลอดชีวิต

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

21 ต.ค. 2560, วันนี้เป็นเวลา 373 วันแล้วที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต และอีกไม่ถึงสัปดาห์จะถึงงานพระราชพิธีสำคัญ, พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม้เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตจะผ่านมาเป็นปีแล้วแต่ความเศร้าและอาลัยยังอยู่ในใจของคนไทยทั่วประเทศไม่จางหาย แต่แม้จะยังอยู่ในช่วงเวลาที่โศกเศร้าผู้เขียนเองสังเกตเห็นผู้คนทั้งที่รู้จัก ไม่รู้จัก จำนวนมากลุกขึ้นมาทำกิจกรรมที่เป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งการทำกิจกรรมในนามองค์กรบริษัท สมาคม กลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่ทำคนเดียว ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย แตกต่างออกไป ทั้งการบริจาค การเข้าให้ความช่วยเหลือ การสมัครเป็นจิตอาสา รวมถึงการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

มีเพื่อนคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาถามตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ตลอด 70 ปีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อคิดค้นหนทางที่จะทำให้ประชาชนที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเจริญ มีการพัฒนา แล้วเราในฐานะประชาชนได้ทำอะไรเพื่อตอบแทนถึงเศษเสี้ยวที่ท่านทำเพื่อประเทศหรือยัง แต่ในบทสนทนาของเราก็จบด้วยข้อสรุปว่า มีอย่างหนึ่งที่เราทุกคนสามารถทำถวายพระองค์ท่านได้ตลอดชีวิตของเราเลย นั่นคือการทำความดี ชื่นชมให้กำลังใจกับคนที่ทำความดี เพื่อให้เกิดการส่งต่อความปรารถนาดีต่อกันไปเรื่อยๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จริงๆ แล้วการทำและส่งต่อความดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพียงแต่ทำในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว ตามกำลัง

มีตัวอย่างของบุคคลท่านหนึ่งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จัก เขามักทำสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่น่าประทับใจ บุคคลท่านนี้คือ “คุณต่อ ปิยะ ซอโสตถิกุล” บุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงธุรกิจธนาคารในฐานะอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ และปัจจุบันหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวในกลุ่มซีคอนกรุ๊ปเต็มตัว

สิ่งเล็กๆ ที่คุณต่อทำไม่เคยขาดคือการช่วยเหลือผู้คนที่กำลังลำบาก อย่างช่วงเช้าวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา หากจำกันได้ ได้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ คุณต่อก็ได้นำรถส่วนตัวที่ตัวรถสูงสามารถวิ่งในพื้นที่น้ำท่วมได้ ไปรับส่งผู้คนในย่านซอยสุขุมวิท 35-55 ผู้คนที่ได้ใช้บริการมีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนแก่ คนไทย ต่างชาติ วิ่งรับส่งอยู่อย่างนั้นกว่า 4 ชั่วโมงจนน้ำลด

นอกจากนี้ สิ่งที่คุณต่อทำเป็นประจำคือ การซื้อของใช้จำเป็นให้คนเร่ร่อนที่ผ่านไปพบเห็น โดยเฉพาะคนเร่ร่อนย่านสวนลุมพินี ที่คุณต่อจะไปวิ่งออกกำลังกายทุกเช้า ล่าสุดก็ไปซื้อสบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน อาหารให้คนเร่ร่อนพร้อมกับนั่งกิน นั่งคุย สุดท้ายก็ยกเสื้อสีดำของตัวเองให้เขาไปอีก ด้วยเหตุผลว่าถึงวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ จะได้มีเสื้อดำใส่กับคนอื่นเขา

ในห้องเรียนที่ผู้เขียนกำลังศึกษาคณะนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็ได้พบกับเพื่อนที่ทำดีเพื่อเพื่อนสม่ำเสมอตั้งแต่ปีแรกจนปีนี้ปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียนไม่เคยขาดตกบกพร่อง สำหรับใครที่เคยเรียนนิติศาสตร์ภาคบัณฑิต จะรู้ซึ้งถึงความหิน ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาวิชาที่ยากและเยอะ แต่ต้องต่อสู้ภาระการงานที่มากโข เพราะคนที่มาเรียนภาคนี้เกือบทั้งหมดเป็นคนที่ทำงานแล้ว ต้องแบ่งเวลางาน เวลาเรียน เวลาอ่านหนังสือกันให้ลงตัว

โดยการฝ่าฟันสอบผ่านวิชาต่างๆ มาได้เกือบจะตลอดหลักสูตรของคนกว่า 100 ชีวิต มาจากความสม่ำเสมอของเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยอัดเทป ส่งไฟล์เสียงบรรยาย ทำเอกสารสรุป และคอยติวเพื่อเตรียมสอบซ่อมให้กับเพื่อนกลุ่มที่สอบตกในการสอบภาคปกติ (การเรียนนิติศาสตร์ จะมีการสอบในภาคปกติและซ่อมในภาคฤดูร้อน)

ตัวอย่างของคุณต่อและเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่นการเรียนของผู้เขียน เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของคนในสังคมที่เลือกทำสิ่งที่ดีเล็กๆ แต่สม่ำเสมอเพื่อคนอื่น และผู้เขียนเองเชื่อว่าในสังคมยังมีผู้คนที่ทำดีแบบนี้อยู่อีกจำนวนมาก

ไม่รู้จะเป็นการหวังที่สูงเกินไปหรือไม่ ผู้เขียนเองอยากให้ช่วงเวลาที่ผู้คนในสังคมกำลังลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเวลานี้ เปลี่ยนแปลงเป็นแรงส่งการทำดีต่อกันของผู้คนในสังคมที่จะยังคงอยู่ต่อๆ ไป เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน หลังจากที่ดูจะห่างเหิน เป็นสังคมตัวใครตัวมันไปมากในช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา

การเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เล็กๆ ต่อผู้คนรอบข้างในวันนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงก็เป็นได้ หรือแม้อนาคตยังมาไม่ถึง ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นเมื่อลงมือทำคือ ความรู้สึกที่ดี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาว่าจะทำสิ่งใดเพื่อถวายตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 เพียงลงมือทำสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” และทำถวายพระองค์ท่านไปตลอดชีวิต เท่านี้คุณก็มีส่วนทำให้ประเทศและโลกใบนี้ดีขึ้นแล้ว

 

Sound Meditation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521321

Sound Meditation

 โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คลื่นเสียง คือการสั่นสะเทือนที่สัมผัสได้ในทุกส่วนของการดำรงคงอยู่ เสียงไม่ได้เพียงแค่ได้ยินด้วยหูเท่านั้น แต่เซลล์ทุกๆ เซลล์ในร่างกายได้ยินหมดจนถึงระดับโมเลกุล คุณรู้หรือไม่ว่าพลังแห่งเสียงส่งผลกับเราในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นในระดับยีน ระดับพลังงาน คลื่นสมอง ฮอร์โมน ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึก ระบบประสาท ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคด้วย เพราะการสั่นสะเทือนส่งผลถึงกระบวนการได้ยินภายใน เพราะว่าในร่างกายของเรามากกว่า 60% เป็นน้ำ ซึ่งเสียงจะเดินทางได้ดีในของเหลวมากกว่าในอากาศ

คลื่นเสียงเดินทางได้เป็น 15 เท่าในน้ำ มากกว่าเดินทางในอากาศ เลือดของเรา 92% ก็เป็นน้ำ สมองและกล้ามเนื้อ 75% เป็นน้ำ และกระดูกก็มีน้ำถึง 22% ดังนั้นทุกๆ เซลล์ในร่างกาย จึงเกิดการสั่นสะเทือนด้วยคลื่นเสียง

มนุษย์เราทุกวันนี้ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ คิดงาน วางแผนธุรกิจ จึงต้องใช้งานสมองฝั่งซีกซ้ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การจัดระบบ การคำนวณ การใช้เหตุผล การใช้ภาษา ซึ่งเมื่อมากเกินไปย่อมก่อให้เกิดความเครียด ปวดหัว บางคนก็ปวดหนักมากจนลงไปสะสมในกล้ามเนื้อแถวคอ บ่า ไหล่ หลัง ส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ จนในที่สุดประสิทธิภาพในการทำงานก็จะลดลง อย่าลืมว่าความเครียดที่ไม่ได้รับการปล่อยออกหรือขับออกไป ไม่ได้ระบายมันออกไป จะเป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในขณะที่สมองฝั่งซีกขวา ซึ่งเป็นเรื่องของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ดนตรี และจังหวะ รวมถึงจิตสำนึก ไม่ค่อยได้รับการกระตุ้นหรือการสั่นสะเทือน การทำสมาธิด้วยพลังแห่งเสียงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองของคุณ ทำให้สมองฝั่งซีกซ้ายเงียบลง ได้พักผ่อน ลดความเครียด ไม่ต้องใช้ความดิด

หากคุณร้องเพลงที่มีเนื้อร้อง และมีความหมายในเพลง สมองซีกซ้ายของคุณยังคงใช้งานอยู่ในเรื่องของภาษา ความหมายของเนื้อร้อง คุณฟังแล้วสมองคุณก็ประมวลผลทางความคิด เพลงทั่วไปที่คุณฟังอยู่ จึงไม่ได้ทำให้สมองฝั่งซ้ายคุณได้เงียบลงจริงๆ ไม่ได้พักผ่อนลึกๆ จริงๆ ซึ่งเป็นการมองในแง่การบำบัด ครูก็ยังคงฟังเพลงทั่วไปอยู่นะคะ เช่น แนวแจ๊ซที่ครูชอบมากๆ แนวป๊อป แนวอาร์แอนด์บี หรือเพลงเพื่อชีวิตต่างๆ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการใช้พลังแห่งเสียงบำบัดสำหรับศาสตร์โยคะที่มีมานานหลายพันปีนี้ มีรายละเอียดที่ต่างกัน

ดังนั้นแล้วสำหรับเคอตันคอนเสิร์ต จะทำให้สมองฝั่งซ้ายคุณเงียบลง ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้สมองซีกขวาของคุณทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระตุ้นพลังแห่งศิลปะ กวี ความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้อารมณ์และความรู้สึกของคุณอยู่ในภาวะสมดุล ในชั้นเรียนคุณจะรู้สึกถึงการปลดปล่อย อารมณ์ดี และเป็นอิสรภาพ รวมทั้งการปล่อยอีโก้ให้ลอยไปในอากาศ ความมีตัว ถือตน เจือจางลง เหลือเพียงแค่พลังงาน จนเกิดความสำนึกรู้ตัวที่เปี่ยมไปด้วยสติ

พบกับคลาสพิเศษส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์ และเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ มาร่วมกันปลดปล่อย ร่วมกันระบาย อารมณ์ที่มันสะสมไว้ เก็บกดไว้ออกมากันค่ะ ศิลปะแห่งดนตรีที่ไม่ได้มีเพียงแค่การปลดปล่อยแต่ยังเป็นพลังแห่งสมาธิบำบัด มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกัน

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใสและเบิกบาน…

 

7 วิธีบอกลาอาการอาหารไม่ย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521319

7 วิธีบอกลาอาการอาหารไม่ย่อย

รวมวิธีที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียด

อาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้ทุกเวลาโดยที่เราไม่คาดคิด และแน่นอนว่าก็คงไม่มีใครอยากอยู่ในสถาวะจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดกันไปทั้งวันอยู่แล้ว เราจึงรวบรวมวิธีที่จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการเหล่านั้น ที่เป็นผลข้างเคียงมาจากอาการอาหารไม่ย่อยมาฝากกัน

1. เคี้ยวอาหารให้นานขึ้น – การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและนานขึ้น นอกจากจะช่วยให้อาหารย่อยง่ายแล้ว ยังทำให้อิ่มเร็วอีกด้วย

2. ไม่ทานข้าวคำน้ำคำ – ควรลดการดื่มนํ้าระหว่างทานข้าว เพราะจะทำให้ท้องอืด ย่อยอาหารลำบาก กรดในกระเพาะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ย่อยอาหารได้ไม่สมบูรณ์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ลดกรดจากภายนอก – งดทานพวกน้ำอัดลม คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือการกินผลไม้หลังกินอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันจะย่อยช้า ผลไม้จึงบูดก่อนที่จะได้ย่อย ทำให้เกิดแก๊สขึ้น

4. ลดการทานเปรี้ยวและเผ็ด – อาหารรสเปรี้ยวและเผ็ดจัด เป็นตัวสร้างกรดในกระเพาะอาหารให้มากขึ้น จนอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหารได้เช่นกัน

5. เลือกทานอาหาร – ควรงดทานอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ รวมไปถึงอาหารจำพวกแป้งสาลี นม โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยมาก เพราะเป็นตัวดูดซับน้ำไว้ เมื่อพองตัวจะทำให้ท้องอืด เกิดอาการจุกแน่น

6. ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักทันทีหลังกินอาหาร – เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้เลือดที่ควรจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหาร ถูกดึงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแทน ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบย่อยไม่เพียงพอ

7. สมุนไพรช่วยย่อย – สมุนไพรบางชนิด เช่น ขิง ตะไคร้ กะเพรา ยาหอม มีประสิทธิภาพในการช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารได้ด้วยเช่นกัน