จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602145

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ทำอย่างไรจะโหมกระพือไฟอันริบหรี่ให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ในวันที่รู้สึกไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ สิ่งที่เคยใฝ่ฝันกลายเป็นกับดักอันขมขื่นค่อยๆ กัดกร่อนคนทำงานทีละน้อย

หากใครเริ่มรู้สึกแบบนี้ทุกๆ เช้า นั่นแสดงว่าสัญญาณ Burnout Syndrome หรือโรคเบื่องาน หมดไฟในชีวิตการงานกำลังเริ่มมอดไปทีละน้อยๆ อันตรายมากสำหรับคนทำงาน วิธีแก้ปัญหาก็คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานอย่างกะทันหัน เพราะไม่ใช่ทางออกทำให้พบงานในฝันแบบเสกได้แน่ๆ หากเรายังไม่เข้าใจปัญหา หรือธรรมชาติของความหมดไฟ ต่อให้ได้งานใหม่ อาการไฟมอดก็พร้อมวนกลับมากลืนกินอยู่ดี วิธีแก้ต้องดูต้นตอกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งบั่นทอนคนทำงานให้ไปต่อไม่ได้

ทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อน

“หมดไฟ” เป็นเรื่องเบสิกไม่ว่าคนทำงานหน้าไหน ใครๆ ก็ต้องเผชิญทั้งนั้น แต่อาการเลยจุดเดือด คือวันหนึ่งจู่ๆ ก็เลือกหันหลังให้งานตัวเอง ด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนแรง เกิดอาการถอดใจเทงานกลางคัน ซึ่งถ้าจะหาสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้หมดไฟ ก็คือ “ความเครียด” ในระดับสูง เช่น กลุ่มคนทำงานให้ได้ตามเดดไลน์ เจ้านายหรือลูกค้าไล่จี้ทวงงาน ต้องปั่นงานแข่งกับเวลา ขณะที่ก็ต้องคิดงานให้แจ่มแจ๋วไร้ที่ติอีกต่างหาก ทำงานเหมือนหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ ความเครียดแบบนี้ก็สะสมได้ยาวๆ เช่นกัน

งานที่รักที่ทำ ทำด้วยความรู้สึกสนุก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จู่ๆ ลานก็ขาดผึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้เกิดอาการเบื่อ หมดไฟ หมดแรง ไม่อยากทำงาน(ที่เคย)สนุกกับมันเหลือเกิน ไม่อยากทำต่อไปอีกแล้ว ซึ่งความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน อาการแรกคือรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นโรคเบื่อหน่ายงานทุกขณะ

วิธีแก้ไข คือต้องฝืนกายใจให้ฟิตกว่าเดิม สุขภาพคือปราการด่านแรกที่จะทำให้แกร่งกว่าเดิม เริ่มการนอนหลับอย่างเพียงพอ จัดเมนูอาหารให้ได้สาร 5 หมู่ครบในแต่ละวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ไม่หมดแรงง่ายๆ แม้วันนี้(ยัง)เปลี่ยนงานไม่ได้ก็ตาม แต่เราแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังความอึดได้

สุขภาพที่ดีจะทำให้กลับเป็นเจ้าของผู้บริหารชีวิตของเราเองได้อีกครั้ง ด้านชีวิตส่วนตัวก็จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม เมื่อเจอกับงานหนักมาตลอดทั้งเดือน ต้องหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายเลือกเวลาพักร้อน ออกไปท่องเที่ยวมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ให้มีความรู้สึกว่าเรากำลังกุมบังเหียนชีวิตของตัวเองอยู่ ไม่ใช่แค่ระบบของออฟฟิศมาครอบเราไว้

บริหารเวลาไม่ได้ดังใจ

ความเครียดเรื้อรังทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง เพราะเราแทบจะไม่มีสมาธิกับสิ่งอื่นๆ เลย นอกจากต้องวุ่นกายวุ่นใจอยู่กับการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า พานทำให้ทุกๆ อย่างรอบตัวเกิดปัญหาอีนุงตุงนังเหมือนยุงตีกันไปด้วย วิธีแก้ไขก็ไม่ยาก แค่เพียงเริ่มจัดระเบียบชีวิต โดยเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เมื่อจัดสรรชีวิตได้แล้ว ความเครียดก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง

ลองใช้กฎทำชีวิตให้เร็วขึ้น 30 นาที เช่น ตื่นเช้าเร็วขึ้น 30 นาที จากที่เคยตื่น 06.00 น. เป็นกิจวัตร ลองตื่นเร็วขึ้นเพียง 30 นาที ตั้งเวลาอาบน้ำแต่งตัวให้เร็วขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น และถึงออฟฟิศเพื่อสะสางงานได้เร็วขึ้น วิธีนี้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้ชัดเลยทีเดียว

อย่าประเมินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงนี้ว่าน้อยเกินไป เพียงบริหารเวลาด้วยวิธีนี้ ตั้งเดดไลน์กับตัวเองให้เร็วขึ้นอีกนิด เราจะมีเวลาทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ซึ่งการมีเวลามากขึ้นก็จัดระเบียบที่ทำงานได้มากมายหลายอย่าง ตั้งแต่เคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่ง สะอาด และสบายตา ฮวงจุ้ยโต๊ะดี งานก็ดีไปด้วย ขณะที่ถ้าใช้ชีวิตเดิมๆ ไปถึงที่ทำงานตรงเวลาเป๊ะ ก็หันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ปั่นงานทันที ชีวิตแบบนี้บางทีไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรกำลังทำงาน

คิดแง่ลบไปเสียทุกๆ เรื่อง

อีกอาการสำคัญเป็นสัญญาณว่า “คุณหมดไฟ” คือแต่ละวันแต่ละนาทีเอาแต่คิดในแง่ลบ วิธีแก้ไขก็แค่เลิกคิดแง่ลบ คิดง่ายๆ แบบนี้ไม่ต้องคิดยากให้ซับซ้อน เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น

การคิดดี คิดบวก ก็แค่ให้นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค หากเราทำงานชิ้นที่ยากๆ ครั้งนี้ได้ ถ้าทำได้ คือความภูมิใจกับผลงานที่จะตามมาแน่นอน การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อให้เกิดทัศนคติในการทำงานที่ดี จะช่วยให้เรามีแรงใจในการทำงานมากขึ้น พยายามอย่าคิดว่าเพราะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้คิดว่าต้องทำอย่างไรเราจึงจะทำงานได้ดีขึ้น อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเสียบ้างก็ดี หรือคนรอบข้างที่จะสร้างความไม่สบายใจให้กับเรา จนเราทำงานไม่ได้ จะต้องยอมรับว่าบางคนหมดไฟในการทำงาน เพราะมีทัศนคติด้านลบมากเกินไป

ขาดการออกกำลังกาย

อาการหมดไฟในการทำงานของคนทำงาน เห็นได้จากอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไม่ใช่แสดงออกทางร่างกายแค่นั้น แต่เป็นจิตใจของเราที่เหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันเลย แล้วก็ยังทำให้เราคิดไป(เอง)ว่า เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีกแล้ว เราหมดไฟในการทำงานไปแล้ว ชีวิตทำงานดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนวันก่อนๆ อีกต่อไป

บางครั้งก็อาจรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานเริ่มไม่มีความสุข ร่างกายก็เปลี้ยไปเสียทุกส่วน

เมื่อร่างกายเหน็ดเหนื่อย ล้า ก็ต้องกลับมาฟิต ทั้งตำราสุขภาพ ทั้งคุณหมอก็พร่ำบอกประโยชน์การออกกำลังกายช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้ การบริหารร่างกายก็เป็นการบริหารใจได้ด้วย เอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมา ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ไม่ว้าวุ่น และได้ดึงพลังความเครียดที่อั้นอยู่มาปลดปล่อย และโฟกัสกับการออกกำลังแทน สุดท้ายช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป

 

ภาพ : Freepik

เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597472

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวสู่อีกหนึ่งช่วงของชีวิตที่กินเวลานาน..น…น…คือช่วงของวัยทำงาน มารู้จักกับกฎหมายแรงงานของไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด รวมถึงสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างงานก่อนเข้าสู่สนามจริง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 และสิทธิตามกฎหมายแรงงานที่กระทรวงแรงงาน ระบุไว้ดังนี้

วันลาและสิทธิการลาตามกฎหมาย ประกอบด้วย

  • ลาพักร้อน : ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานมาเกิน 1 ปี สามารถยกหรือเลื่อนไปสะสมในปีอื่นได้
  • ลาป่วย : ลาป่วยได้ตามจริง โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน และหากลาติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์
  • ลากิจ : ลาโดยมีเหตุธุระจำเป็นได้ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามปกติไม่เกิน 3 วันต่อปี
  • ลาคลอด : และลาตรวจครรภ์ก่อนคลอดได้รวม 98 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
  • ลาทำหมัน : โดยต้องมีใบรับรองให้หยุดงานจากแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถหยุดได้ตามแพทย์สั่ง และยังได้รับค่าจ้าง
  • ลารับราชการทหาร : ลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
  • ลาฝึกอบรม : ลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น

ทั้งนี้ จำนวนวันหยุดอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของบริษัท แต่ตามกฎหมายแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนด

วันหยุดประจำสัปดาห์

  • กรณีทั่วไป กำหนดให้ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน โดยยังได้รับค่าจ้างอยู่ (ไม่รวมลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง)
  • กรณีลูกจ้างในกิจการที่วันหยุดไม่แน่นอน เช่น งานโรงแรม งานในป่า งานขนส่ง งานในที่ทุรกันดาร เช่น งานประมง งานดับเพลิง สามารถตกลงวันหยุดกับเจ้านายได้ และสามารถสะสมวันหยุดและเลื่อนวันหยุดไปใช้ตอนไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

การทำงานล่วงเวลา

  • ล่วงเวลาในวันธรรมดา ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ล่วงเวลาในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ทำงานเวลาปกติในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ

ทั้งนี้ การทำงานล่วงเวลาต้องรวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การเลิกจ้าง

บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานในกรณีเลิกจ้าง โดยแบ่งตามอัตรา ดังนี้

  • ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
  • หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยช้ากว่ากำหนด จะต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้าง 15% ต่อปี

ชาย-หญิงเท่าเทียม

สำหรับงานที่มีค่าเท่ากัน ลูกจ้างทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนต่างๆ เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างอย่างเท่าเทียมกันด้วย

การเปลี่ยนนายจ้าง

กรณีที่นายจ้างเกิดต้องการโยกย้ายลูกจ้างให้ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายจ้างใหม่ ต้องมีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบและยินยอมก่อน

การย้ายสถานประกอบการ

นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างก่อนอย่างน้อย 30 วัน โดยหากไม่มีการแจ้งก่อนจะต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 30 วันสุดท้ายของการทำงาน หากลูกจ้างไม่สะดวกไปทำงานในที่ตั้งใหม่ สามารถยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วัน โดยจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

 

ภาพ freepik

วัย Millennials สุขภาพแย่ ‘ป่วยง่าย-ตายเร็ว’ โยงไลฟ์สไตล์ ‘นอนดึก-ตื่นสาย-ซึมเศร้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/606631

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 07:17 น.

วัย Millennials สุขภาพแย่ 'ป่วยง่าย-ตายเร็ว' โยงไลฟ์สไตล์ 'นอนดึก-ตื่นสาย-ซึมเศร้า'

ขอต้อนรับสู่เช้าวันจันทร์ เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการทำงานที่วนเวียนเป็นวัฏจักรของคนกว่าครึ่งโลก พร้อมปัญหามากมายที่ส่งผลให้คนวัย Millennials มีสุขภาพที่แย่ลง แล้วคุณพร้อมแค่ไหนที่จะมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงเสียดฟ้าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

จากรายงานการดูแลสุขภาพฉบับใหม่ของ Blue Cross Blue Shield ที่ตีพิมพ์รายงานยาวกว่า 32 หน้า ได้ให้รายละเอียดของปัญหามากมายที่คนวัย Millennials จะต้องรับมือ ทั้งการมีสุขภาพที่แย่ลงและต้องใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น ในบทนำของรายงานดังกล่าว นักวิเคราะห์จาก Moody Analytics ระบุว่า ในการตรวจสอบรูปแบบสุขภาพของวัย Millennials พบว่า คนวัยนี้มีแนวโน้มที่จะป่วยและอายุสั้นกว่าคน Gen X หรือตีความได้ว่า “พวกเขาจะอายุสั้นกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่”

โดยเรื่องที่จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของวัย Millennials ไม่ใช่สงครามหรือโรคติดต่อร้ายแรง แต่มันคือเรื่องของ “ภาวะซีมเศร้าและสมาธิสั้น” ซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ ข้อมูลสนับสนุนเรื่องนี้คือ ระหว่างปี 2014-2017 พบว่าอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะสมาธิสั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในคนวัย Millennials ซึ่งแตกต่างจากคน Gen X ที่มีแนวโน้มจะตายด้วยโรคหัวใจและโรคมะเร็ง

ดังนั้น ความจริงก็คือ แม้ว่าโภชนาการและเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนวัย Millennials จะส่งผลให้คนรุ่นนี้มีสุขภาพกายที่ดีกว่าคนรุ่นก่อน แต่สิ่งที่กลับกันก็คือคนรุ่นนี้กลับมีสุขภาพจิตที่แย่กว่า และสิ่งนี้เองที่ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมาอย่างรุนแรง เพราะความเครียดยิ่งมากยิ่งทำลายสุขภาพทั้งกายและใจ รู้แบบนี้แล้วคนวัยนี้นอกจากจะต้องขยันสร้างสุขภาพกายที่ดีแล้ว เรื่องของสุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กัน

ซ้ำร้ายยิ่งกว่า ถ้าเมื่อคืนคุณได้นอนหลับเพียง 5-6 ชั่วโมง บอกเลยว่านั่นเป็นการทำลายสุขภาพโดยที่เราเองไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ปวดหัว สมาธิสั้น เพราะจากผลการศึกษาของ Northwestern Medicine และมหาวิทยาลัย Surrey หนึ่งในสถาบันชั้นนำของสหราชอาณาจักร ได้มีการศึกษาพบว่า คนที่ชอบนอนดึกมักมีปัญหาไม่ยอมลุกจากเตียงในตอนเช้า มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่เข้านอนเร็วและตื่นนอนในตอนเช้า

การศึกษาในครั้งนี้มีผู้ที่เข้าร่วมวิจัยกว่าครึ่งล้านคน โดยใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลนานถึง 6 ปีครึ่ง ซึ่งการวิจัยก่อนหน้านี้จะมุ่งเน้นไปที่อัตราการเผาผลาญของร่างกาย โรคหัวใจและหลอดเลือด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ศึกษาวิจัยถึงความเสี่ยงในการเสียชีวิต

บทความวิจัยได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Chronobiology International นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนที่นอนดึก ตื่นสาย จะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นไปได้ว่าคนนอนดึกตื่นสายมักจะนอนช้าทำให้ตื่นยากในช่วงเช้าจะไปตื่นในตอนกลางวันหรือตอนบ่าย จึงทำให้นาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ผิดเพี้ยนไป ส่งผลให้ระบบในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเครียดซึ่งเกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งการกินอาหารผิดเวลา การออกกำลังกายไม่เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอ กลางคืนตาสว่างนอนไม่หลับ และอาจมีการใช้ยาเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งหมดเป็นไลฟ์สไตล์คนวัย Millennials ที่จะย้อนกลับมามีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ดังนั้น หลังจากนี้ลองเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้เป็นคนนอนเร็ว ตื่นเช้า ออกกำลังกายสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 150 นาที นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิมากขึ้น ทำให้เรียนและทำงานได้อย่างเต็มที่ตลอดวัน

เรื่อง : วารุณี มณีคำ

อ้างอิง : https://www.vice.com/en_us/article/evj98k/millennials-will-get-sick-and-die-faster-than-the-previous-generation และ : https://www.sciencedaily.com/

ภาพ : Freepik.com

Learning by playing

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378368?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Learning by playing

Nov 15. 2019
By Kupluthai Pungkanon
Special to The Nation
Helsinki, Finland

2,040 Viewed

Based on the Finnish education philosophy for kids and adults alike, SuperPark Thailand is all set to make a splash

Finland’s education system has long been admired the world over, not least for its philosophy of “Playing is Learning”. By creating an encouraging atmosphere, schools advocate lifelong earning both inside the classroom and out, bringing sports and life skills into the equation for a well-rounded adulthood.

Bangkok kids and the parents will soon get to discover part of that Finnish philosophy with the opening on November 30 of global indoor activity park SuperPark Thailand on the 7th floor of Iconsiam.

The new SuperPark concept is large, airy and offers more than 25 fun, healthy, safe and energising activities under one roof.  It’s divided into three distinctive areas, the first being “The Adventure Area”, which focuses on exciting play activities for younger children and parents. Among them is iTeacher-Lu, an interactive edutainment game within the basic rectangular space with the games projected on the wall. Kids play by throwing or kicking balls to hit the targets. The iWall, meanwhile, consists of multiple cameras allowing an interactive and “AI” experience across multiple games. For Flying Fox, children are seated on 20-metre zip wires and crash into foams blocks (similar to the Angry Birds movie). Giant tube slides provide an exciting turn at the end with additional acceleration.  Also here is the Kid’s Adventure City featuring multipurpose wooden play towers with traditional play equipment and digital games, the Super Ninja (obstacle courses), Pedal Car Track, and much more.

The second area is “The Game Area”, where young visitors can serve and compete in immersive SuperTennis, a revolutionary tennis simulation system using sensors, projectors and a powerful computer system to simulate a real on-court scenario. Baseball 2.0 is the upgraded version and is only in available in Thailand. Youngsters can also challenge themselves with Robo Keeper, which was made famous by Lionel Messi and has been adapted for SuperPark. For youngsters that still have the energy, there’s a mini Street Basketball court where the hoops have sensors allowing the scoring to be completely automated so visitors can challenge their friends or parents.

The third area is known as “Freestyle Hall” and encourages teens to put down their smartphones and venture into super activities including Super Bigdrop, a tube slide that drops the rider into a Big Air Bag from seven metres. Other activities include the SuperClimb, Skate and Scoot World, Super Boxer (AI Boxing), and a Trampoline Platform. Last but not least, bringing chilly Finnish pursuits to Thailand’s heat, there’s Super Ski where everyone can learn the basics of skiing and

snowboarding in just a few days.

These exciting activities are the brainchild of former teacher and coach Juha Tanskanen, founder and global chief executive of SuperPark who, seven years ago decided to create a safe indoor activity park to align with the nation’s education principles. He brought in physical education teachers to advise on sports and activities that benefit both physical and mental wellbeing and thus help young people lead a more fulfilling life.

Mark Kumarasinhe, left, and Juha Tanskanen

Mark Kumarasinhe, left, and Juha Tanskanen

“We created SuperPark because, firstly, children nowadays don’t move enough and spend too much time playing computer games or on social media. Secondly, they aren’t many platforms where families can have fun together.  I wanted to make an indoor park that targeted a wide range of age groups and that meant a lot of activities – physical development for children, team building for adults, for example. We started in Finland in my hometown of Vuokatti, which is a family travel destination but which had only one small playground where the kids were happy to play but the parents couldn’t join in. That sparked the idea of SuperPark and it has become very successful. We’ve expanded throughout Finland to 10 parks and to Asia, namely Hong Kong and Singapore and now Bangkok,” he says.

“We would like visitors to experience Finnish culture and our education system. Kids learn by doing and move with joy. Maybe families will no longer need to belong to a sport club. They can come here, explore lots of things and also play sports. It’s the Finnish’s philosophy. We should make technology the learning tools. It’s the future of our kids; the ability to learn and innovate.”

SuperPark is very proud of its special environment. One of the big attractions, says Mark Kumarasinhe, chief executive of SuperPark Asia, is the knocking down of barriers.  “In the park, there are many barriers ready to be explored like climbing soft spot mountain, which even toddlers can do.  There’s also the Ninja track where kids learn that even if they are not successful at completing the entire course but can do the first part, the next time they come, they can try the second part. They are following the difficulty levels of the activities. We always give them free time to explore. It’s all part of learning that challenges take time,” he says.

“SuperPark is opening in one of Bangkok’s most famous shopping malls and will be one of the best parks ever. We’ll have everything that the other parks have plus a few activities unique to Bangkok. We’ll have the three areas: The Adventure Area caters to younger kids, the Game Arena has both traditional and digital sports, and the Freestyle Hall is packed with such challenges as the Trampoline platforms and the Ninja Warrior zone. It’s a great place for adults too. Safety is the top priority with the utmost attention to detail given to all design and technical aspects and every member of our staff is fully trained and qualified. So we’re really looking forward to welcome Thais to our

SuperPark.”

Find out more at http://www.superpark.fl/en or http://www.superpark.co.th and follow

SuperPark’s Thailand at http://www.facebook.com/superparkth

คนทำงานต้องรู้ “ลาป่วยบ่อยเลิกจ้างได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/606099

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

คนทำงานต้องรู้ "ลาป่วยบ่อยเลิกจ้างได้"

เฟซบุ๊กแฟนเพจ กฎหมายแรงงาน โพสต์ให้ความรู้ด้วยความหวังดี กรณีลูกจ้างลาป่วยบ่อยระวังจะถูกเลิกจ้างโดยไม่รู้ตัว

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิต่ำลงส่งผลให้อากาศหนาวมาเยือน สิ่งที่ตามมาอีกประการคืออาการป่วยไข้และโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกระทบกับการทำงาน

อย่างที่เราทราบกันดี แม้ว่าตามองค์กร/บริษัท จะให้สิทธิ์พนักงานลาป่วยได้ปีละ 30 วันตามความจำเป็น แต่หากใครใช้สิทธิ์ลาบ่อยๆ นายจ้างก็มีสิทธิ์เลิกจ้างได้ตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องราวนี้ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

ซึ่งข้อมูลจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ กฎหมายแรงงาน ได้โพสต์ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า

“ลาป่วยบ่อยเลิกจ้างได้”

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1836/2561

ลูกจ้างเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีหน้าที่บริการลูกค้าของนายจ้าง คอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัยของผู้โดยสารในระหว่างการบินและหน้าที่อื่น ๆ ตามที่จะได้รับมอบหมาย

นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอ้างเหตุลูกจ้างขาดงานหลายครั้งโดยไม่แจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าอย่างสมเหตุสมผล

การลาป่วยจำนวนมากหลายวันแสดงว่า ลูกจ้างมีสภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

ทั้งการลาป่วยบางครั้งลูกจ้างมิได้ป่วยจริง เป็นการลาป่วยเท็จและจงใจละทิ้งหน้าที่

การเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ดังนั้น การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุการหย่อนสมรรถภาพในการทำงานดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ขอบคุณเฟซบุ๊กแฟนเพจ กฎหมายแรงงาน

ภาพ Freepik

บิล เกตส์ เผยทักษะเด็ดที่เด็กไฮสคูลต้องมีเพื่อต่อยอดสู่อนาคตปี 2030

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605995

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 12:02 น.

บิล เกตส์ เผยทักษะเด็ดที่เด็กไฮสคูลต้องมีเพื่อต่อยอดสู่อนาคตปี 2030

เมื่อโลกไม่หยุดหมุน ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่หยุดนิ่ง บิล เกตส์ เผยทักษะที่เด็กไฮสคูลต้องมีเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของอนาคตปี 2030

เมื่อ บิล เกตส์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ กลับไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมของเขา ชื่อ Lakeside School เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี เขาเจอกับคำถามที่ว่า “นักเรียนทุกวันนี้ต้องรู้อะไรบ้างเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในปี 2030”

คำตอบที่ บิล เกตส์ เอ่ยออกมาคือ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่เขาพอจะบอกได้ว่าทักษะใดที่เขาคิดว่าจะทำให้เด็กๆ มีความได้เปรียบสำหรับการแข่งขันในอนาคต ก่อนอื่นทุกคนควรจะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” เราต้องปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็นให้กับเด็กนักเรียน เพราะยิ่งพวกเขาค้นหาความรู้มากเท่าใดพวกเขาก็ยิ่งมีความพร้อมที่จะรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เขากล่าวต่อว่า เด็กสมัยนี้มีตัวช่วยในการเรียนรู้มากมาย พวกเขาสามารถหาความรู้ได้จากพ็อดแคสต์และการบรรยายออนไลน์จำนวนมหาศาล พวกเขาอยู่ในยุคที่ดีสำหรับการศึกษาหาความรู้ ส่วนพื้นฐานของความอยากรู้อยากเห็นของเด็กควรจะอยู่ที่เรื่องของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

ในอนาคตการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในการดูแลสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ส่วนความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุการณ์ในอดีตจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ และเพื่อให้สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องมีความเข้าในในเศรษฐศาสตร์

ทั้งนี้ เขาได้ยกตัวเขาเองเป็นกรณีศึกษา เขาบอกว่าตอนที่จบการศึกษาจากที่นี่ในปี 2516 เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขานำติดตัวไปด้วย และสิ่งนั้นเป็นการเตรียมตัวของเขาให้พร้อมสำหรับความสำเร็จในอนาคต สิ่งนั้นคือ “ความสามารถในการเรียนรู้” ทักษะนี้เองที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จกับการลาออกจากฮาร์วาร์ดและเริ่มต้นทำบริษัทไมโครซอฟต์

 

ภาพ AFP / Freepik

ชาวออฟฟิศ…เลือกกินอย่างไรให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605630

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 08:07 น.

ชาวออฟฟิศ...เลือกกินอย่างไรให้สุขภาพดี

กินแบบคนออฟฟิศ แค่เปลี่ยนเมนู ชีวิตก็เปลี่ยนได้

เชื่อว่าชาวออฟฟิศหลายคน เคยประสบปัญหาเมื่อนัดมีตติ้งสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน มักจะโดนแซวต่างๆ นานา ทั้ง “อ้วนขึ้นหรือเปล่า” “ปล่อยตัวเองโทรมแล้วนะ” เนื่องจากทุ่มเทให้กับงานจนลืมดูแลตัวเอง อาหารการกินจึงเน้นสะดวกที่สุด โดยอาจลืมคิดว่าจะดีต่อสุขภาพหรือไม่  เราจึงอยากให้ชาวออฟฟิศ สละเวลาสักนิดกับการเลือกอาหารที่จะรับประทานในแต่มื้อ เพราะแค่เปลี่ยนเมนู…ชีวิตก็เปลี่ยนได้

เริ่มต้นด้วยมื้อแรกของวันอย่าง “Breakfast” มื้อที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามเพราะด้วยเวลาที่เร่งรีบ จึงทำให้หลายคนหมองหาเมนูง่ายๆ มารับประทานหรือบางคนก็ไม่รับประทานเลย ดังนั้น ถ้าใครอยู่ในเคสเหล่านี้ ต้องรีบเปลี่ยนตัวเองแบบเร่งด่วน

อันดับแรก ออกไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน มองหาวัตถุดิบที่ทำง่ายมาตุนในตู้เย็นไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผักสด เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ทูน่า ขนมปังโฮวีท ผลไม้นานาชนิด ที่สามารถที่จะหาซื้อได้ไม่ยาก ถึงจะไม่ค่อยมีเวลา แต่ก็สามารถสร้างสรรค์เมนูได้ง่ายๆ มีประโยชน์ เช่น กรีกโยเกิร์ตที่มีแคลเซียมสูง ช่วยกระตุ้นให้อารมณ์ดี ทำให้สมองพร้อมเรียนรู้ ไข่ลวกหรือไข่ต้ม ได้ประโยชน์มากและแคลอรี่ต่ำ เพียงกิน 2-3 ฟองในมื้อเช้าก็จะทำให้รู้สึกอยู่ท้องและร่างกายก็ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ สลัดผักและผลไม้ต่างๆ สามารถแพ็คแช่เย็นให้เรียบร้อย พอถึงมื้อเช้าก็แกะมารับประทานได้ทันที และสุดท้ายแซนวิชโฮลวีททูน่า เป็นเมนูแสนอร่อยที่ทำเองได้ง่าย เพราะสามารถเลือกสรรวัตถุดิบได้เอง

ต่อด้วย Lunch Time มื้อกลางวันแสนเร่งด่วนมื้อนี้ก็สำคัญที่หลายคนใช้เวลาไปเกือบหมดแล้วจบด้วยอาหารกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งไม่ควรทำ ส่วนเมนูจานหลักที่ถูกต้องคำนึงง่ายๆ คือเน้นผัก เน้นต้ม เน้นเนื้อสัตว์สีขาว ไม่เน้นมัน ไม่เค็ม ไม่หวานเกินไป ถ้ารู้ว่าตัวเองต้องมีประชุมแบบด่วน และคาดว่าจะเลยมื้อกลางวันอย่างแน่นอน ให้เตรียม ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว กล้วย ติดโต๊ะไว้ เพราะเมนูเหล่านี้อุดมไปด้วยพลังงานและวิตามินสูง ที่สำคัญคือไขมันต่ำ เมื่อรู้สึกหิวให้หยิบขึ้นมารับประทานทันที เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เราผ่านพ้นมื้อกลางวันไปได้อย่างง่ายดาย

ปิดท้ายที่ มื้อเย็น มื้อสุดท้ายของวัน เราต้องทนกับความหิวหลังจากเลิกงาน หรือบางครั้งเพื่อนก็ชวนปาร์ตี้บุฟเฟ่ต์บ้างล่ะ จะทำยังไงให้เรามีสุขภาพที่ดี ท่ามกลางคำชวนต่างๆ นานานี้ได้ โดยเราอาจจะต้องตั้งปณิธานเพื่อให้เรามีความสุขเล็กๆ กับมื้อเย็นด้วยการทานอาหารจำพวกผัก และเน้นเป็นเมนูปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ที่อุดมไปด้วยโอเมก้า3 และวิตามิน บี12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ติดมัน หรือของทอดในมื้อเย็น เพราะร่างกายกำลังจะพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานจากแป้งแล้ว ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายเน้นไปที่โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ อาทิเช่น เมนูน้ำพริกปลาทูกับผักต้มชนิดต่างๆ ตบท้ายด้วยผลไม้อย่างแตงโม เพื่อเพิ่มความสดชื่น หรือจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็ได้ รับรองว่าคุณจะมีอารมณ์ที่ดี คลายความเครียดจากการทำงานได้อย่างแน่นอน

 

ข้อมูลจาก GenHealthyLife ศูนย์รวมคอนเทนท์ด้านสุขภาพของเจนเนอราลี่

ภาพ Freepik

Work&Life บริหารจัดการอย่างไรให้สมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/594945

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Work&Life บริหารจัดการอย่างไรให้สมดุล

3 สิ่งที่ควรโฟกัสก่อนสัมผัสกับคำว่า “ความสุข” เคล็ดลับง่ายๆ ในการเริ่มต้นสร้างสมดุลให้ชีวิต

ความสุข คือสิ่งที่ใครๆ ต่างแสวงหา บ้างก็ค้นจนเจอ บ้างก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าที่จนเหนื่อยล้าและไม่มีเวลาทำสิ่งอื่น โดยไม่เคยรู้เลยว่าความสุขที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ทุกคนสร้างเองได้ แค่รู้จักใช้ชีวิตอย่างสมดุล หรือจัดสรรชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ก็มีหลายคนบ่นว่าเป็นเรื่องยากจะทำได้ เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการเริ่มต้นสร้างสมดุลให้ชีวิตมาแบ่งปันกัน

1 บริหารเวลาให้เป็น

ไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่ทุกคนบนโลกนี้ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เท่าเทียมกันก็คือเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน ใครจะสามารถใช้ได้คุ้มค่าที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันหมดไปกับการทำงาน ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด เพราะการใช้เวลาที่เหมาะสมนั้นคือคนที่สามารถจัดสรรเวลา ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำให้ลงตัวได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและปรับกันไปให้เข้ากับรูปแบบของการใช้ชีวิต โดยอาจจะเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำแต่ละวันในทุกๆ เช้า และพยายามทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้

2 ชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่งาน

จริงอยู่ที่งานสร้างคุณค่าให้กับคน แต่หลายๆ คนทุ่มเทเวลาที่มีแทบทั้งหมดให้กับการทำงาน โดยมักมองว่าการมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับงานจะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต จนลืมไปว่าชีวิตของคนเรายังมีสิ่งอื่นที่มากกว่านั้น ทั้งครอบครัว เพื่อน คนรัก และเวลาส่วนตัว จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถสร้างความสุขในชีวิตได้ และประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านของชีวิต ทั้งการมีครอบครัวที่มีความสุข การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรัก มีเพื่อนที่เข้าใจ ลองแบ่งเวลาที่มีให้กับคนรอบข้าง ใช้เวลาร่วมกันพบปะพูดคุย และสุดท้ายไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาให้ตัวเองได้อยู่กับพื้นที่ส่วนตัว ใช้เวลาทำในสิ่งที่รัก เป็นการสร้างความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเอง นี่แหละคือความสำเร็จที่แท้จริง ที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

3 สุขภาพดีไม่มีขาย

ทุกวันนี้มีคนมากมายให้ความสำคัญกับเงิน และมองว่าเงินคือตัวแปรสำคัญในการดำเนินชีวิต พยายามทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อเงินจนลืมใส่ใจสุขภาพ จงอย่าลืมว่าร่างกายคือต้นทุนอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต หากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ก็จะช่วยให้สามารถทำหลายๆ สิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น อย่ามัวแต่ทำงานหนักจนลืมหันมารักตัวเอง ให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารดีๆ ให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และสุดท้ายให้ตัวเองได้มีสุขภาพที่แข็งแรง พยายามสร้างระเบียบวินัยด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูยากสักหน่อย แต่ลองปรับทัศนคติต่อการออกกำลังกาย ให้มองว่าเป็นสิ่งที่ดีกับตัวเอง เพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรง เพื่อได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัว และเพื่อที่ตัวเองจะได้มีแรงทำสิ่งดีๆ ต่อไป

 

ภาพ freepik

ดูสไตล์จากการกินอาหาร…แล้วคุณล่ะสไตล์ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605466

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

ดูสไตล์จากการกินอาหาร…แล้วคุณล่ะสไตล์ไหน?

เพราะทุกคนมีสไตล์การกินแตกต่างกัน บางคนกินเร็ว กินช้า ชอบหวาน ชอบเผ็ด แต่เชื่อมั้ยว่าแค่เรื่องกินก็สามารถบอกตัวตนบางอย่างของเราได้ ลองดูสิว่าเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารและตัวคุณเป็นคนแบบไหนกันนะ

 

สาวขี้เหงา ไม่กลัวอ้วน เพราะการกินข้าวคนเดียว มันไม่อร่อย เมื่อมีใครชวนกินบุฟเฟต์ล่ะก็ สาวกลุ่มนี้มักจะไม่ปฏิเสธ แม้บางครั้งใจจะไม่นึกอยากก็ตาม แถมยังไม่อยากขัดใจเพื่อนด้วย แบบนี้จึงทำให้เธอเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนอย่างแท้ทรู แต่ไม่ต้องกังวลไป ถ้าอยากกินบุฟเฟต์แบบไม่อ้วนก็มีนะ แค่เปลี่ยนมาเติมผักเยอะๆ ได้ประโยชน์ แถมยังคุ้มสุดเหมือนกัน

สาวหวาน ใจดี สาวเหล่านี้ยังคงรักษาความหวานอย่างต่อเนื่อง ต่อให้ปากบอกอิ่ม แต่เธอยังมีพื้นที่ในกระเพาะให้กับของหวานเสมอ ในอีกด้านเธอมีความเป็นมิตร เห็นอกเห็นใจ และพร้อมจะรับฟังปัญหาของคนอื่น แต่กับปัญหาชีวิตของตัวเองมักไม่เปิดใจให้คนอื่นฟัง จึงมักลงเอยโดยการใช้ขนมหวานเป็นเพื่อนปลอบใจ ยังไงก็ควรเลือกของหวานที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มธัญพืชหน่อยหรือกินผลไม้สดทดแทน จะได้วิตามิน ไฟเบอร์ และลดเสี่ยงเป็นเบาหวานนะเออ

 

สาวใจงาม รักอิสระ เวลาจะกินอะไรก็ต้องคำนึงถึงผู้อื่นเสมอ ยิ่งเป็นร้านอาหารที่ดี มีความตั้งใจช่วยเหลือสังคม เลือกใช้วัตถุดิบแบบออร์แกนิคด้วยล่ะก็ เธอยิ่งอยากสนับสนุน ถ้าให้เธอเป็นคนเลือกร้านอาหาร มื้อนั้นจะไม่ได้กินพิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือจังก์ฟู้ดตามกระแสนิยมแน่นอน แต่ต้องเป็นอาหารที่อร่อยและดีต่อใจตามสไตล์สาวรักอิสระที่ชอบความแปลก ไม่เหมือนใคร

 

สาวเฮลตี้ ทันโลก ยืนหนึ่งในเรื่องของการมีสุขภาพดีเพราะเธอจะใส่ใจดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่เว้นแม้ในมื้อเร่งด่วนยังต้องขอมีผักในอาหารหรือสมูทตี้จากผักผลไม้สดด้วย และไม่ต้องแปลกใจที่เธอจะรู้จักผักชนิดต่างๆ เป็นอย่างดี ช่วงนี้ผักอะไรกำลังฮิต ไม่ว่าจะเป็นผักเคล เซเลอรี่ สวิสชาร์ต ฯลฯ ในขณะที่เพื่อนทำหน้าเหวอ นั่นเพราะเธอไม่เคยตกเทรนด์สุขภาพยังไงหล่ะ

 

สาวแซ่บซี้ด กล้าเสี่ยง สาวประเภทนี้มีเอกลักษณ์ในการแต่งตัว ถ้าเท่ก็ต้องเท่ให้สุดหรือเปรี้ยวซ่าให้สุดทาง เช่นเดียวกับนิสัยที่กล้าเสี่ยง กล้าลุย เธอสามารถเปลี่ยนจากที่รักกลายเป็นนางมารร้ายได้ในพริบตา แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนจิตใจดี ส่วนอาหารต้องขอแซ่บสะใจไว้ก่อน ไม่ว่าต้มยำ ส้มตำ ยำต่างๆ ต้องถึงรสถึงเครื่อง ร้านไหนที่ว่าแซ่บ เธอต้องไปจัดแน่นอน

 

ได้รู้จักตัวตนของสาวทั้ง 5 กันแล้ว ก็ขอแนะนำร้านอาหารที่ตอบโจทย์ของสาวๆ ทุกประเภทได้เป็นอย่างดีที่ร้านฌานา ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ เพราะที่นี่เสิร์ฟบุฟเฟต์สไตล์ฟาร์มพอร์ทที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมเนื้อสัตว์ ซีฟู้ด และผักสดๆ ปลอดสารหลากชนิดให้เลือกเติมไม่อั้น หรือเลือกอิ่มครบคุณค่ากับอาหารจานเดียวรสชาติไทยๆ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ผัด น้ำพริกหนุ่มกับสเต็กปลาแซลมอน เส้นหมี่ข้าวกล้องผัดผักหวานกุ้งสด พาสต้าผักอินทรีย์กับสเต็กปลากะพงซอสเพสโต้ ส่วนสายแซ่บต้องไม่พลาดสลัดและยำต่างๆ ที่จัดจ้าน ถึงรสถึงเครื่องทุกเมนู จบมื้อด้วยขนมหวานและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้อร่อยไม่ซ้ำใคร เช่น น้ำเต้าหู้ออร์แกนิคเกล็ดหิมะหวานกลมกล่อม ไอศกรีมน้ำมะพร้าวและน้ำเต้าหู้ออร์แกนิคที่มีท็อปปิ้งธัญพืชที่มีประโยชน์ให้เลือกเติมได้ตามใจชอบ รวมถึงชาดอกไม้ผสมสมุนไพรหอมกรุ่นชวนผ่อนคลายและสดชื่น

 

ที่สำคัญทุกเมนูของฌานามีมากกว่าความร่อย เพราะมาจากความตั้งใจนำของดีจากฟาร์มเพื่อนเกษตรกรวิถีเกษตรอินทรีย์และออร์แกนิคมาสร้างสรรค์มื้ออาหารแห่งความสุขให้คนเมืองได้อิ่มเอมและสุขภาพดี พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนให้ชุมชนไทย ทุกคำอร่อยที่ร้านฌานาจึงตอบโจทย์โดนใจสาวๆ แน่นอน

A mindset for sustainability

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378230?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

A mindset for sustainability

Nov 11. 2019
 Academic and former industrial designer Torvong Puipanthavong has taken up a new career as an agriculturist, turning his home into a sufficiency economy learning centre.

Academic and former industrial designer Torvong Puipanthavong has taken up a new career as an agriculturist, turning his home into a sufficiency economy learning centre.
By Kitchana Lersakvanitchakul
Special to The Nation

2,904 Viewed

Former industrial designer and lecturer Torvong Puipanthavong ditches the rat race to devote his time to the self-sufficiency philosophy.

Torvong has developed his land according the philosophy of His Majesty the late King Rama IX.

Torvong has developed his land according the philosophy of His Majesty the late King Rama IX.

The sufficiency economy philosophy, introduced in 1974 by His Majesty the late King Bhumibol Adulyadej the Great, is an approach to sustainable development that espouses moderation, reasonableness and prudence as a development framework based on knowledge and virtue.

Torvong in his workshop

Torvong in his workshop

Over the years, it has been adopted by many Thais, one of whom, Torvong Puipanthavong, the former head of the Industrial Design Department and vice-dean of the Faculty of Architecture, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang (KMITL) decided to make it his life’s work in 2015 and has never looked back.

“I was 46 when I retired and my friends and colleagues all thought I was mad to be giving up a steady income of almost Bt100,000 a month,” he says with a happy smile, adding that he is enjoying life on his Bt9,300 pension. “Once, I was a part of making furniture design become the most popular subject of the Faculty of Architecture and the most selected by students. As a result, the faculty earned Bt20 million.”

Torvong in his vegetable patch

Torvong in his vegetable patch

The son of a civil servant, Torvong, who is now 50, was raised in different parts of the country before the family settled down in Phetchaburi Province. As a teenager, he was sent to Amnuay Silpa School and his talent for art and architecture landed him a place in the industrial product design course of KMITL.

Torvong points to the canal that winds through his land.

Torvong points to the canal that winds through his land.

“As a student, I learned how to design everything from a toothpick to large items. When I graduated in 1993, I was approached by a major organisation but instead chose to work for a new company so I could learn from scratch. And learn I did – administration, marketing, psychology, and economics – as well as producing artistically beautiful designs that satisfied customers because they were also functional. All I thought of at that time was getting the maximum benefit,” recalls Torvong.

After working at the new company for a while, Torvong decided to further his studies. Short of cash, he opted to work as a lecturer at KMITL for four years and earned a scholarship for a master’s degree in industrial design at Central Saint Martins, the world-renowned arts and design college in London.

Coming home in 2001, Torvong was made head of the Industrial Design Department at his alma mater where he passed on his knowledge to students. Six years later, wanting more free time, he became a part-time lecturer and spent his leisure hours building a loft-style home suited to the Thai climate on a 3-rai plot belonging to his wife’s grandmother Lim in Phetchaburi’s remote Nong Ya Plong district.

Weekends, he would drive home and put on his farmer’s hat.

The 3-rai plot has been developed in line with the sufficiency philosophy.

The 3-rai plot has been developed in line with the sufficiency philosophy.

“At first, I planned to retire at 50 and spend my life surrounded by nature. One day, Asst Prof Pichet Sowittayasakun, the vice dean of the Faculty of Architecture, told me how he based on his work on the King’s philosophy and introduced me to Dr Wiwat Salyakamthorn, or Ajarn Yak as he is better commonly known, a faculty adviser who had been following the sufficiency philosophy on his own land for almost 20 years. After having a conversation with Ajarn Yak, I decided to do the same.”

After two years of learning the King’s philosophy from Wiwat, who is the president of the World Soil Association, an adviser to Agri-Nature Foundation, and a former Deputy Agriculture and Cooperatives Minister, Torvong was all set to go. “I created a mind map with everything I had learnt about the King’s philosophy with regard to natural agriculture, soil, water, forest, people and dharma.”

That’s not to say he has totally given up on design. These days he uses his talent in art and science to create a life that’s in total harmony with nature. He has set up the Phetchaburi River Basin Agrinatural Community (PAC) and turned his Ban-Rai-Yai-Lim home into a sufficiency economy learning centre.

“I still lecture but these days my subject is the sufficiency philosophy and I work out of this learning centre. That too was a suggestion of Ajarn Yak, who helped me develop my land according to the King’s ‘3 Forests, 4 Benefits’ philosophy. I believe that people today yearn for a simple and natural way of life,” he says.

Torvong participated in “The Power of Human Energy: A Journey Inspired by the King”, a project led by Chevron Thailand Exploration & Production in cooperation with Research and Development Institute of Sufficiency Economy Philosophy, the Agri-Nature Foundation, and KMITL which motivates people to acknowledge the importance of the recovery and development of the Pa Sak River basin in line with the King’s philosophy and local wisdom to sustainably solve the problems of floods and drought. Torvong is one of the driving forces in the Phetchaburi River Basin.

 “I really believe that the King’s philosophy is vital to the sustainable survival of the Thai people.” – Torvong Puipanthavong, former head of KMITL’s Industrial Design Department

“I really believe that the King’s philosophy is vital to the sustainable survival of the Thai people.” – Torvong Puipanthavong, former head of KMITL’s Industrial Design Department

“This project is very important to expand results of the King’s philosophy and serves as a guideline and an inspiration for everyone. The most important thing is the power of humans in helping each other to push it forward quickly. I believe in the power of unity,” says Torvong.

Torvong also respects the late King Rama IX’s teaching: “Our loss is our gain” meaning “our deficit constitutes our profit, or we incur a loss to reap a profit.”

“I would like to write a design textbook that relates the King’s philosophy to a new business system. I think it would be a new dimension of design,” says Torvong. “I really believe that the King’s philosophy is vital to the sustainable survival of the Thai people.”