พนักงานไมโครซอฟต์ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 40% หลังบริษัททดลองหยุด 3 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605350

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 16:30 น.

พนักงานไมโครซอฟต์ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 40% หลังบริษัททดลองหยุด 3 วัน

เรื่อง: ณัฐพันธ์ ส่งวิรุฬห์

ไมโครซอฟต์ ประจำประเทศญี่ปุ่นได้อนุญาตให้พนักงานไมโครซอฟต์กว่า 2,300 ราย ในบริษัททำงานเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการทดลองรูปแบบการทำงานใหม่ตามนโยบายของโครงการ Work Life Choice Challenge ที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวจาก CNBC

ซึ่งจากการเฝ้าติดตามผลการทดลองในเดือนสิงหาคม ปรากฏว่ายอดขายของพนักงานสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 39.9% แถมยังลดต้นทุนการใช้ไฟฟ้าบริษัทไป 23.1% และลดการใช้กระดาษไปได้ถึง 58.7% รวมทั้งพนักงานมีความพึงพอใจมากถึง 92.1% กับการทำงานเหลือ 4 วัน

สำหรับกลยุทธ์การปรับวันทำงานเหลือ 4 วันถือว่าหลาย ๆ บริษัททั่วโลกเคยนำมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องการลดความเครียดในการทำงานของพนักงาน แต่ในครั้งนี้ถือได้ว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นกับบริษัทในญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชั่วโมงทำงานมากที่สุดในโลก

4 เทคนิคต้องมีเมื่อร่วมงานกับองค์กรหลากวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605301

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

4 เทคนิคต้องมีเมื่อร่วมงานกับองค์กรหลากวัฒนธรรม

เมื่อต้องร่วมงานในองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม 4 เรื่องจำเป็นเหล่านี้ไม่มีไม่ได้

ในยุคที่โลกพัฒนาไปไกล แต่ละประเทศมีการเปิดเสรีให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาทำงานในประเทศของตนเองมากขึ้น การทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การทำงานร่วมกันสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ

1.ตรงต่อเวลา เรื่องของการตรงต่อเวลายังคงเป็นสิ่งสำคัญในทุกๆ การทำงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงออก ถึงการให้ความสำคัญกับเวลาแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ร่วมงาน โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ที่เป็นอีกหนึ่งชาติที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก หากอยากให้การเจรจาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จงอย่าลืมให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลา

2.เข้าใจความต่าง สำหรับใครที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นชาวต่างชาติ การเข้าใจถึงความต่างทางวัฒนธรรม นับเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยให้แต่ละฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านของความเชื่อ ค่านิยม รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติและความต่างทางศาสนา โดยพยายามเรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรมของเพื่อนร่วมงาน นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานแล้ว ยังช่วยให้เรามีหัวข้อในการพูดคุย ทักทาย เพื่อสร้างความคุ้นเคยกันได้อีกด้วย

3.ภาษาสร้างโอกาส ภาษานับเป็นสิ่งสำคัญกับการทำงานในยุคปัจจุบัน แม้ว่าการมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงาน แต่ทุกวันนี้โลกเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประเทศที่มีภาษาเป็นของตัวเอง อย่าง จีนและญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจ การมีทักษะภาษาที่สามจึงถือเป็นอีกสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยสร้างโอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้มากขึ้น

4.กล้าคิด กล้าทำ มีค่านิยมหลายๆ อย่างของคนไทยที่ได้รับการยกย่องในหมู่ของชาวต่างชาติ แต่ยังมีค่านิยมบางอย่างที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เช่น การกลัวที่จะถามหรือแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพราะเกรงว่าจะถูกมองเป็นตัวตลก เป็นสิ่งที่เราควรแก้ไขเมื่อต้องทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ จงกล้าคิด กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น รวมถึงกล้าที่จะถาม จงจำไว้ว่า ถ้าไม่กล้าที่จะถามก็ไม่มีทางรู้

 

ภาพ freepik

10 เทคนิคมองการใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605234

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

10 เทคนิคมองการใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

เพราะเราต้องอยู่กันไปอีกนานนะสิ…คุณหมอแนะวิธีมองและวิธีคิดเพื่ออยู่แบบวัยทองอย่างมีความสุข

เมื่อไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ หลายคนก็วาดฝันที่จะมีความสุขในวัยทอง และแน่นอนความสุขกับการมีชีวิตยืนยาวก็ต้องถูกใช้ควบคู่กับการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า พญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช เจ้าของหนังสือ “วัยทอง(ฉบับปรับปรุง)” แนะวิธีมองและคิดกับวัยทองให้เป็นสุข ดังนี้

1.ถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดีๆ ที่ได้ทำมา

คุณผู้หญิงแทบทุกคนได้ทำงานอุทิศชีวิตทั้งเพื่อตนเอง ครอบครัว การงาน ฯลฯ เมื่อมาถึงจุดนี้ จึงเป็นช่วงวัยที่จะได้มีเวลาหยุดมอง ทบทวน คิดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขมหาศาล เช่นว่า ลูกทุกคนเรียนหนังสือจบหมด มีการงานที่ดี คิดถึงทีไรก็มีความสุข ความภาคภูมิใจ

2.ถือเป็นช่วงโอกาสที่มีสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต

ในวัยนี้ คุณควรจะหย่อนการทำงานลงบ้าง หลายคนไปท่องเที่ยว หลายคนทำงานอดิเรกที่ชอบ หลายคนหันมาคุยกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน เช่น เขียนหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี ท่องเที่ยว หลายคนได้หลานคนแรก

3.ถือเป็นช่วงที่เติมเต็มความฝันให้ชีวิต

บางคนกลับไปเรียนหนังสือ บางคนเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนวาดรูป ปั้นถ้วยชาม อุทิศเวลาวาดฝาผนังโบสถ์วิหาร เขียนหนังสือ ออกกำลังกาย ฯลฯ บางคนได้รับเกียรติยศและชื่อเสียงจากงานอดิเรกที่ชอบเป็นของแถมด้วย

4.ถือเป็นช่วงที่ดีที่จะตรวจเช็กสุขภาพ

เป็นวัยที่การแพทย์เน้นให้ตรวจสุขภาพ นอกจากจะได้รักษาโรคตั้งแต่แรกเจอ ยังป้องกันโรคที่จะเกิดในวัยทองส่วนใหญ่ เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลัง การลดความเครียด การเสริมวิตามิน แคลเซียม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เข้าสู่วัยทองอย่างมีความสุขขึ้น

5.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะได้ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและตกแต่งบ้าน

คงจำเวลาที่มีลูกตัวน้อยวิ่งเจี๊ยวจ๊าวได้ บ้านแทบไม่เป็นบ้าน โซฟาพัง ฝาผนังมีรอยขีดเขียน ห้องรกเลอะเทอะด้วยของเล่น เมื่อถึงวัยนี้ คุณสามารถเลือกมีความสุขด้วยการแต่งบ้านใหม่ ทำสวนในแบบที่ชอบ หรือเลี้ยงสัตว์อย่างมีความสุข

6.ถือเป็นช่วงเวลารื้อฟื้นความโรแมนติก

อย่าคิดว่าวัยทองคือวัยเรื้อความรัก การอยู่ด้วยกันมานานทำให้รู้จักและรู้ใจ มองผ่านความเปล่งปลั่งทางร่างกาย พบแต่ความสวยงามของการกระทำที่ดีต่อกัน ในวัยนี้หลายคู่ชวนกันไปเที่ยวฮันนีมูนรอบใหม่ บางคู่จัดพิธีแต่งงานอีกรอบ

7.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลการเงินการคลังของครอบครัว

ถ้าก่อนวัยทองวางแผนการเงินไว้ดี เมื่อถึงวัยนี้ก็สามารถปล่อยมือจากเรื่องทำมาหากินได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าสู่วัยทองขณะที่เศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ยังพอมีเวลาที่จะหาลู่ทางได้อยู่ วัยนี้ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความรักความอบอุ่นในครอบครัว วิธีใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างด้วย

8.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลตัวเอง

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสกันหน่อย เช่น ถ้าผมเปลี่ยนสี ก็เปลี่ยนทรงเปลี่ยนสีให้เข้ากับบุคลิก เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว เสื้อผ้า รองเท้าให้แปลกให้ใหม่ไปเลย ซื้อของที่อยากได้ให้ตนเองและคนรัก

9.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะทำความรู้จักตัวเองให้ดี

เดินทางมาเกินครึ่งระยะทางของชีวิต จึงควรหันกลับไปมองอดีต สรุปประสบการณ์ บทเรียน เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต หลายคนหันมาศึกษาคำสอนทางศาสนา ฝึกสติ ฝึกจิต

10.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะคืนสิ่งดีให้สังคม

คนวัยทองสั่งสมประสบการณ์อันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก การอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีในสังคมถือเป็นการได้ทำประโยชน์แก่สังคมขั้นที่ 1 การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่โกงกิน ถือเป็นประโยชน์ขั้นที่ 2 ยิ่งถ้าได้อุทิศตนทำประโยชน์แก่ชุมชนสังคมในสิ่งที่ถนัด ก็ยิ่งทำให้วัยทองมีคุณค่า

 

ภาพ freepik

7 ข้อนี้ HR บอกว่า “คุณไม่ผ่าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603518

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

7 ข้อนี้ HR บอกว่า "คุณไม่ผ่าน"

ความท้าทายของคนที่ทำงานด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HR นอกจากการคัดกรองเรซูเม่จากผู้สมัครจำนวนมากแล้ว การสัมภาษณ์งานก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะต้องใช้เวลาในช่วงสั้น สัมภาษณ์ผู้สมัครเพื่อจะทำให้รู้จักตัวตนของพวกเขามากขึ้นผ่านบุคลิกและทัศนคติว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับหรือไม่ แต่ก็มีหลายครั้งที่คนเป็น HR พบข้อบกพร่องจนอาจจะยังลังเลใจหรือรู้สึกสงสัยว่า ผู้สมัครคนนี้จะใช่คนที่ควรรับเข้าทำงานแค่ไหน

พูดถึงแต่แง่ลบของบริษัทเดิม

นับเป็นเรื่องปกติที่คนเปลี่ยนงานจะรู้สึกไม่พอใจ หรือไม่มีความสุขจนต้องมองหางานใหม่ แต่ถ้าผู้ที่มาสัมภาษณ์เอาแต่พูดถึงแค่แง่ลบของบริษัทเดิม ก็คงพอทำให้เรามองเห็นได้ว่าเขาพร้อมที่จะตำหนิคนอื่นอยู่เสมอ จนบางครั้งก็ดูไม่เป็นมืออาชีพในการทำงานมากพอ ทั้งที่จริงคือเขาควรควบคุมสติตัวเองให้ได้ แล้วอธิบายว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เขาไม่มีความสุขในการทำงานและเลือกที่จะลาออก

ปกปิดสาเหตุของการเปลี่ยนงาน

เป็นธรรมดาที่ HR จะอยากรู้สาเหตุของการลาออก แต่ถ้าผู้สมัครไม่บอกสาเหตุของการเปลี่ยนงาน หรืออธิบายแบบคลุมเครือ เราก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าทำไมเขาจึงไม่บอก เพราะนี่อาจหมายความว่าเขาลาออกจากที่เก่าด้วยเหตุผลที่ไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเราจะเสี่ยงรับก็อาจเป็นผลเสียกับบริษัทได้ในอนาคต

ไม่ยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง

ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือทำงานได้สมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราถามผู้สมัครเรื่องความผิดพลาดในอดีตว่าได้เรียนรู้อะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร แต่เขาเลือกที่จะไม่บอกหรือตอบว่าไม่มี ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังปิดบังอะไรเราอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นจุดสังเกตได้ว่า คนที่รู้ข้อด้อยของตัวเอง กล้ายอมรับความผิดพลาด มักจะเป็นคนที่พร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นและคำแนะนำจากคนอื่นเสมอ

โอ้อวดมากเกินไป

การพยายามแสดงออกถึงความมั่นใจเป็นคุณสมบัติที่ดีของการทำงาน แต่ในการสัมภาษณ์งานถ้าพูดถึงความสำเร็จมากเกินไปจนเกินพอดี ก็จะกลายเป็นเหมือนการพูดโอ้อวดไปได้ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้สัมภาษณ์พูดค่อนข้างเกินจริง หรือเวลาที่เรามีข้อสงสัยแล้วเขาตอบได้แค่กว้างๆ นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องถามตัวเองอีกครั้งแล้ว

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

การควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงาน เพราะเราต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอ ถ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบต่อคนอื่น และแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ลองสังเกตผู้สมัครของเราดูว่าเขาควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าเกิดบางคำถามที่ถามออกไปแล้วเขาแสดงอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ร้องไห้ พูดสะบัดเสียง ตื่นเต้น ประหม่า จนตอบถูกๆ ผิดๆ หรือตอบคำถามทั่วไปไม่ได้ นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องคิดหนักด้วยเหมือนกัน

ให้หัวหน้าเมื่อนานมาแล้วเป็นบุคคลอ้างอิง

ที่จริงแล้วผู้สมัครควรเลือกหัวหน้าคนปัจจุบันมาเป็นบุคคลอ้างอิง แต่ในกรณีที่เขายังไม่ได้แจ้งบริษัทว่าจะลาออก และยังไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่ากำลังหางานใหม่ ก็ควรเลือกหัวหน้าคนล่าสุดมาเป็นบุคคลอ้างอิง ไม่ใช่เลือกคนที่เป็นหัวหน้าเมื่อสิบปีที่แล้ว ถ้าผู้สมัครยังไม่ยอมให้ติดต่อบุคคลอ้างอิงคนล่าสุดเราก็ควรต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าเพราะอะไร

ครอบครัวไม่สนับสนุนงานนี้

ต้องบอกว่าคนใกล้ตัวและคนในครอบครัวคือส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตัดสินใจของผู้สมัคร ถ้าคนเหล่านี้ไม่สนับสนุนงานที่ผู้สมัครมาสัมภาษณ์ก็อาจจะส่งผลเสียต่อทั้งบริษัทและตัวเขาเองในอนาคต ลองคิดภาพนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องมาทำงานไกลจากบ้าน เช่าหอพักอยู่คนเดียวเพื่อให้เดินทางสะดวก ทั้งๆ ที่ผู้ปกครองอยากให้ลูกเลือกทำงานใกล้บ้านมากกว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คนเป็น HR ก็ต้องคิดดูให้ดีว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกบ้าง

 

ภาพ freepik

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/522711

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 10:35 น.

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ไตรมาสนี้มีคำเตือนหลายสำนักประกาศให้ระวังการใช้จ่าย แม้หลายคนมองว่าการออมเงินเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่มีคำว่าสาย ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย  7 ประเภทการออมฉลาดกันก่อนก็ได้

มนุษย์เงินเดือนอาจมองว่าการเก็บการออมเงินเป็นเรื่องยาก หากใครยังตั้งต้นตั้งตัวไม่ได้  ลองเริ่มด้วยการอาศัยหลัก “ออม-เปิด-ลงทุน” ดูซิ

1. ออมก่อนใช้ หักไว้ทันที

เมื่อถึงวันเงินเดือนเข้า ให้รีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีทันที และส่วนที่เหลือค่อยนำมาแบ่งเป็นรายจ่ายต่างๆ เช่น รายจ่ายส่วนตัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรวจดูว่าสามารถออมเงินในแต่ละเดือนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน อาจเริ่มต้นที่ 10% ก่อน แล้วค่อยขยับ เป็น 20-30% ตามกำลังความสามารถ เพียงเริ่มแบ่งเงินออมก่อนใช้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว

2. เปิดบัญชีเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้

การเปิดบัญชีก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ตามความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป เช่น บัญชีเพื่อใช้ จะเป็นการแบ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สามารถฝากถอน โอนเงิน จ่ายบิล ค่าใช้จ่าย ได้ตลอดเวลา ส่วนบัญชีเพื่อออม ให้มองหาสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง ไม่ซ่อนเงื่อนไข และอาจจะแบ่งบัญชีเพื่อออมนี้ เป็นระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น

3. ลงทุนให้งอกเงย

ควรศึกษาหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เงินที่ออมนั้นงอกเงยเพิ่มดอกเพิ่มผล เช่น การลงทุนหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงน้อย และมีผลประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องมีเรื่องภาษี ซึ่งสามารถนำเงินออมนี้ไปใช้สิทธิในเรื่องของการลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF/RMF หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตในลักษณะของการออมเงินระยะยาวพร้อมให้ความคุ้มครอง

แนะนำ 7 ประเภทการออมฉลาด

ประเภทการออมได้แบบฉลาดๆ ออมได้แบบง่ายๆ และไม่ต้องเสียภาษี จะเป็นอะไรกันบ้างมาดูกันเลย

1.สลากออมทรัพย์จากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สลากออมทรัพย์จัดอยู่ในเงินฝากเผื่อเรียก เป็นการออมเงินที่เหมือนการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ซื้อสลากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษที่มากกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป โดยผู้ซื้อสลากจะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัลทุกเดือนหรือทุกงวดจนกว่าจะครบกำหนดอายุของสลากนั้นๆ

ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 42(8)(ก) และ(11) ที่ระบุไว้ว่า “ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก” และ “รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ได้รับยกเว้นภาษี

2.ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์

ก่อนจะฝากเงินกับสหกรณ์ได้ ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆ ก่อน โดยผลตอบแทนที่ได้จะมีทั้งในรูปแบบของเงินปันผล และดอกเบี้ยเงินฝาก(ออมทรัพย์) ซึ่งผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบจะสูงกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารทั่วไป แถมได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 42(8)(ข) และพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 40

3.เงินฝากประจำระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์

คุณสมบัติของเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายมาตรา 50(2) และมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากรนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปี(12 เดือน)ขึ้นไป และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันแล้ว ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 3 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้ฝากต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์(นับตามวันเดือนปีเกิดของผู้ฝาก)

4.การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 2 หมื่นบาท

เงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านระบบการหักหรือโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์นี้ ไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีเงินฝากอื่นใด และจะต้องมีจำนวนดอกเบี้ยรวมกันทุกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของทุกธนาคารทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น

5.เงินฝากประจำปลอดภาษี

เงินฝากประจำปลอดภาษีเป็นการฝากเงินรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยยอดเงินฝากแต่ละครั้งต้องมีจำนวนเท่ากันทุกเดือน และยอดเงินที่ฝากในแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 6 แสนบาท ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถเปิดได้คนละ 1 บัญชีเท่านั้น(รวมทุกธนาคาร)

6.ลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เนื่องจากเงินปันผลของกองทุนต่างๆ นั้น จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%(มาตรา 48(3) แห่งประมวลรัษฎากร) ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตราที่ถูกไว้ (Final TAX) โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เมื่อยื่นแบบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุนไปพร้อมกันด้วย

7.ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด เช่น รถไฟฟ้า เขื่อน ถนน เป็นต้น กองทุนกำหนดให้บุคคลธรรมดาผู้ซื้อกองทุน ได้รับสิทธิยกเว้นสำหรับเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนเป็นเวลา 10 ปีภาษีต่อเนื่อง นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าว รวมทั้งกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ ก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเช่นกัน

นั่งทำงานเกิน 6 ชม.ต่อวัน ได้ของแถมอะไรกันบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603533

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

นั่งทำงานเกิน 6 ชม.ต่อวัน ได้ของแถมอะไรกันบ้าง

วารสารทางการแพทย์ เผยการนั่งทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน เป็นอีกสาเหตุการเสียชีวิตของคนทำงาน ทั้งยังสร้างภาระให้แก่ภาครัฐ

ตามรายงานการศึกษาซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology and Community Health ระบุว่าในปี 2016-2017 ภาครัฐฯ ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ เป็นเงินจำนวน 424 ล้านปอนด์ โรคเบาหวาน เป็นเงินจำนวน 281 ล้านปอนด์ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นเงิน 30 ล้านปอนด์

งานวิจัยจาก Queen’s University Belfast and Ulster University ค้นพบว่า การเสียชีวิตของผู้คนในสหราชอาณาจักรจำนวน 69,000 คน (คิดเป็นร้อยละ 11.6) ในปี 2016 เกิดจากการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานจนเกินไป ซึ่งเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อีกทั้งทางทีมวิจัยได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายของ NHS ซึ่งเป็นระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติในปี 2016-2017 และการสำรวจพฤติกรรมการทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพในปี 2012 ได้ข้อสรุปออกมาว่า หลังจากพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ และการเล่นฟิตเนส ตลอดจนการนั่งทำงานที่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ร้อยละ 17 ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดร้อยละ 7.5 และลดความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 5

Leonie Heron หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แม้คุณจะออกกำลังกายตามคำแนะนำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะทางสุขภาพ หากคุณยังใช้เวลานั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานก็ส่งผลต่อการเกิดโรคได้

ด้าน Naveed Sattar ผู้เชี่ยวชาญด้านการเผาผลาญจาก University of Glasgow กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่างการนั่งเป็นเวลานานจะส่งผลเลวร้ายต่อร่างกายมากถึงขณะนั้น หากมีการขยับร่างกายอยู่เรื่อยๆ และมีการออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

 

ภาพ Freepik

รู้หรือไม่? จากสถิติมีคนไทยมากถึง 80% เป็นออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604815

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 11:09 น.

รู้หรือไม่? จากสถิติมีคนไทยมากถึง 80% เป็นออฟฟิศซินโดรม

“ออฟฟิศซินโดรม” อาการปวดๆ ตึงๆ ที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง IWG ผู้ดำเนินการบริหารแบรนด์ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานชั้นนำระดับโลก แนะนำ 5 เคล็ดลับหลีกเลี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตรงบริเวณกระดูกสันหลัง และเป็นโรคที่มักจะเกิดกับพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งในท่าซ้ำๆ แม้อาการในระยะแรกอาจจะไม่รุนแรงมากนัก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาให้ถูกวิธีอาจจะลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังและเกิดอันตรายตามมาได้ เช่น ผลกระทบถึงกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร การไหลเวียนของเลือด และความสามารถในการมองเห็นลดลง หรือ สำหรับบางคนอาจมีอาการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้าและความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง

ข้อมูลเชิงสถิติโดยโรงพยาบาลสมิติเวช พบว่า คนไทยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำงานในออฟฟิศมักมีอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่ง IWG ในฐานะผู้ดำเนินการบริหารแบรนด์ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานชั้นนำระดับโลกอย่าง Regus (รีจัส), Spaces (สเปซเซส) และ HQ (เอชคิว) จึงขอนำเสนอ 5 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในที่ทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรมนี้

1. เปลี่ยนท่านั่ง ยืดกล้ามเนื้อ ปรับอิริยาบถบ่อยๆ

มนุษย์ออฟฟิศใช้เวลาในการนั่งทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ลองลุกจากที่นั่งแล้วออกห่างจากคอมพิวเตอร์บ้าง เพื่อยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายขยับร่างกาย อย่างน้อยทุก ๆ 20 นาที เพื่อป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว ทุก ๆ 1 ชั่วโมง ลองเดินไปรอบ ๆ บริเวณโต๊ะทำงาน เพื่อยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แขน ข้อมือและขา เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจได้ดีแล้ว ยังเป็นการช่วยพักสายตาได้ดีอีกด้วย

2. ผ่อนคลายสายตา

คุณเคยมีอาการเมื่อยล้าทางสายตา (Digital eye strain) มาก่อนหรือไม่ นั่นคือผลกระทบที่คุณได้รับจากการจ้องมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ ควรพักสายตาทุก ๆ 10 นาทีหรือกะพริบตา บ่อย ๆ เพราะจะช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นขึ้น หรือลองเนรมิตพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมให้โต๊ะทำงานของคุณ เพื่อลดอาการปวดตา ในขณะเดียวกันการเข้าถึงแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอ ยังสามารถช่วยลดผลกระทบของอาการปวดตา ซึ่งเป็นสาเหตุที่เราอยากแนะนำให้พนักงานออฟฟิศทุดท่านลองลดแสงจอคอมพิวเตอร์ลง เพื่อเป็นการลดปริมาณแสงสีน้ำเงินที่ปล่อยออกมาสัมพันธ์กับดวงตาให้น้อยที่สุด ซึ่งแสงสีน้ำเงินมักเป็นสีเจ้าปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียดทางตามากกว่าสีอื่น ๆ

3. ไม่ไหวอย่าฝืน

การทำงานอย่างหนักเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่คุณควรรู้ถึงขีดจำกัดของตนเองไว้เสมอ หัดสังเกตอาการปวดและความรู้สึกเหนื่อยล้าที่มักเป็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาการเหล่านี้คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังฟ้อง เมื่ออาการปวดดูท่าจะไม่หายง่ายๆ ลองหากิจกรรมอื่น ๆ ทำเพื่อเป็นการผ่อนคลายบรรเทาอาการปวด ลองลุกขึ้น ดื่มน้ำ หรือออกไปเดินบ้างเพื่อยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและรับอากาศบริสุทธิ์เพื่อเปลี่ยนทิวทัศน์ แล้วคุณจะกลับมานั่งโต๊ะทำงานเหมือนเดิมได้ด้วยความรู้สึกสดชื่น พร้อมลุยต่อได้!

4. จัดพื้นที่ทำงานให้ตรงตามหลักสรีรศาสตร์ของคุณ

ควรทำให้แน่ใจว่าพื้นที่ทำงานของคุณเหมาะกับการใช้งานตามหลักสรีรศาสตร์ของคุณ ซึ่งนั่นหมายถึง ความสูงของเก้าอี้ ระยะห่างระหว่างอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานต่าง ๆ รวมไปถึงท่านั่ง ซึ่งช่วยให้คุณมีความสุขและสนุกไปกับการทำงานแบบไม่ต้องปวดข้อ แต่ก็ต้องตรวจสอบให้มั่นใจอีกว่าความสูงของเก้าอี้นั้นไม่เตี้ยหรือไม่สูงจนเกินไป ควรอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดหรือเป็นตำแหน่งที่อยู่ในระยะสายตาที่คุณสามารถมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ รวมไปถึงระยะห่างคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากคุณและดูให้แน่ใจว่าพื้นที่สำหรับวางเม้าส์นั้นเพียงพอต่อการรขยับแขนหรือไม่ แต่จะต้องพึงจำไว้ว่าแขนห้ามงอเด็ดขาด!

5. ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคุณ

มนุษย์ออฟฟิศเองนอกจากจะทำงานแล้วควรดูแลสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีอาหารใดที่จะช่วยบำรุงหรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้ แต่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างเช่น ผัก ผลไม้ และไขมันจากปลาที่พอเหมาะ จะช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายมากกว่ารับประทานอาหารจากคาร์โบไฮเดรตและอาหารแปรรูป และที่สำคัญห้ามลืมเด็ดขาด สำหรับการตรวจสุขภาพร่างกายอย่างเป็นประจำ เพราะถึงแม้ว่าอาการออฟฟิศซินโดรมอาจดูไม่รุนแรงในตอนแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ร้ายแรงต่อสุขภาพได้

ทั้งนี้ จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลภายในองค์กรที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี และบุคคลที่มีความสามารถทางด้านการรู้คิด จะช่วยให้พวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้ดิ้นรนต่อความก้าวหน้าในชีวิต และยังรักษาความสมดุลในชีวิตของการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้มีความสุขและมีสุขภาพดีอีกด้วย โดย IWG มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชั่นสถานที่ทำงานที่ตอบโจทย์การทำงานที่ให้ความยืดหยุ่นได้ให้กับลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมมอบการบริการแบบครบวงจรด้วยการออกแบบหลักสรีรศาสตร์และ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ที่เหมาะสมทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้คุณและธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จในระยะยาว

ปัจจุบัน IWG บริษัทผู้ดูแลและบริหารแบรนด์พื้นที่สำนักงานชั้นนำพร้อมเปิดให้บริการแล้วกว่า 3,300 แห่ง ใน 1,100 เมืองใน 120 ประเทศ โดยลูกค้าในประเทศไทยสามารถเลือกใช้บริการได้ตามที่เอื้อต่อการทำงานจาก 3 แบรนด์ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ IWG อย่าง รีจัส (Regus) สเปซเซส (Spaces) และ เอชคิว (HQ) ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และศรีราชา โดยแต่ละแห่งจะตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางธุรกิจที่เหมาะแก่กลุ่มผู้ประกอบการ (Entrepreneurs), สตาร์ทอัพ (Startup), เอสเอ็มอี (SMEs) ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่

A massage for a warrior

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30377906

A massage for a warrior

Oct 30. 2019
By THE NATION

1,523 Viewed

The Anantara Spa at the Anantara Siam Bangkok Hotel is reaching back to a cherished period of history with the “Siamese Warrior Massage”, which will be available throughout November.

The combination of Thai traditional massage and yoga uses movements from muay thai, dance and medicine to promote overall health.

It mingles rhythmic massage, acupressure, gentle twisting and deep stretching to relieve tension and promote the balance of “qi energy” in the body.

โรค MS (Multiple Sclerosis) ภัยเงียบใหม่ของวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604739

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

โรค MS (Multiple Sclerosis) ภัยเงียบใหม่ของวัยทำงาน

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เตือนคนวัยทำงานระวังภัยโรคเอ็มเอส (มัลติเพิล สเคอโรสิส) ทำให้แขนขาอ่อนแรง ชาตามร่างกาย มีปัญหาในการเดิน การทรงตัว ตาพร่ามัวมองไม่เห็น พร้อมแนะวิธีการสังเกตเพื่อรักษาให้ทันท่วงที

รู้จักกับโรคเอ็มเอส

โรคมัลติเพิลสเคอโรสิส (Multiple Sclerosis) หรือโรคเอ็มเอส (MS) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ซึ่งร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจะเกิดอาการขึ้นในช่วงอายุระหว่าง 20–40 ปี ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน จากการสำรวจพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยเอ็มเอสได้รับผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งนี้ พบว่าหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วยเอ็มเอสจะเกิดภาวะทุพพลภาพภายใน 20–25 ปี หลังเริ่มมีอาการครั้งแรก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า รวมไปถึงมีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมหากพบมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นประมาณ 1%

สาเหตุของโรค

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่แน่ชัด จากข้อมูลพบว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น ความไม่สมดุลของภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อไวรัสบางชนิด โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและในช่วงวัยทำงาน อายุเฉลี่ยประมาณ 20-40 ปี โดยผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง ตามองไม่เห็นหรือมองภาพซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับการกลืน การออกเสียง สะอึก ปวดแสบร้อน หรือคล้ายไฟช็อตการทรงตัวที่ผิดปกติ ภาวะเมื่อยล้า ปัญหาด้านความจำ อารมณ์ ความคิด และการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เป็นต้น

อาการของโรคเอ็มเอส

ในโรคเอ็มเอส ระบบภูมิคุ้มกันของท่านเองจะทำลายปลอกประสาท (Myelin) ซึ่งทำหน้าที่หุ้มเส้นประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง รวมถึงเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็น ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายปลอกหุ้มประสาทจะทำให้การส่งสัญญานระหว่างเซลล์ประสาทช้าลงหรือขัดขวางการส่งสัญญานระหว่างเซลล์ประสาท เป็นสาเหตุให้เกิดอาการต่างๆ ในโรคเอ็มเอส มักจะพบอาการผิดปกติของระบบประสาทเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง อาการผิดปกติเหล่านี้เรียกว่า การกำเริบหรือการกลับเป็นซ้ำของโรค ซึ่งอาการที่เกิดจากการกำเริบของโรคมีได้หลากหลายแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย แต่ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปัญหาเกี่ยวกับการเดิน มีอาการเกร็งปวด ขากระตุก
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • อาการชา แน่นๆ รอบอก อ่อนแรงหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มแทง
  • อาการปวด ปวดร้าวที่คอและกลางหลัง
  • ปัญหาเรื่องการมองเห็น ตามัวกึ่งเฉียบพลัน เห็นภาพซ้อน สีผิดเพี้ยน
  • ปัญหาเรื่องการทรงตัว ทรงตัวลำบาก

โรคนี้ติดต่อหรือไม่

แพทย์หญิงทัศนีย์ ตันติฤทธิ์ศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า โรคเอ็มเอส ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยแต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนเป็นหนัก บางคนแสดงอาการเป็นครั้งคราว และไม่สามารถคาดเดา การเกิดอาการได้จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

วิธีการรักษา

วิธีการรักษาปัจจุบันยังไม่มีการรักษาแบบให้หายขาด แต่เป็นการรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายและควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ

1. รักษาด้วยยา ตามอาการของผู้ป่วย จะเป็นยาที่บรรเทาอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด เป็นต้น

2. การบำบัด โดยยึดเส้นและออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงลดการสั่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัว โดยออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก รวมทั้งยังเป็นการช่วยยืดเส้นอีกด้วย

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเอ็มเอส

ผู้ป่วยเป็นโรคเอ็มเอสควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • งดสูบบุหรี่
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ยืดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยช่วยในการขับถ่าย
  • หลีกเลี่ยงความเครียด

อย่างไรก็ตาม โรคเอ็มเอสเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ควรหมั่นสังเกตร่างกายของตนเอง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อจะได้รีบรักษาได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพ freepik.com

10 ทักษะสำคัญที่คนทำงานจำเป็นจะต้องมี รับปี 2020 !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604187

  • วันที่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 15:13 น.

10 ทักษะสำคัญที่คนทำงานจำเป็นจะต้องมี รับปี 2020 !!

อะไรคือทักษะที่คนทำงานยุคใหม่จำเป็นจะต้องมี? เมื่อวิวัฒนาการไม่หยุดนิ่ง แล้วมนุษย์จะหยุดพัฒนาตัวเองได้อย่างไร และนี่คือ 10 ทักษะสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นต้องมีในปี 2020 เตรียมตัวฝึกทักษะไว้ตั้งแต่วันนี้…ยังทัน!!!

1.ทักษะในการแก้ปัญหาซับซ้อน (Complex Problem Solving)

เมื่อปัญหาเกิดขึ้นและกระทบยังหลายๆ ส่วนงาน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คนทำงานยุคใหม่จะต้องผสมผสานการใช้ความคิดเชื่อมโยง และการคิดเชิงระบบควบคู่กัน ซึ่ง AI ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ มนุษย์ต้องเข้ามาแก้ปัญหาโดยย้อนไปดูถึงต้นทาง ด้วยการใช้ความสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน เพื่อไม่เกิดการวนซ้ำของปัญหากลับมาอีก2.คิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

เป็นความสามารถในการใช้ตรรกะและเหตุผลในการประเมิณจุดแข็งและจุดอ่อนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยุคนี้ผู้ที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลดิบๆ และตีความออกมาใหม่ให้น่าสนใจ จะเป็นที่ต้องการในตลาดที่ซับซ้อนและทำงานแบบ co-working

3.มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative)

ความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และการคิดสิ่งใหม่ที่ต่างออกไปจากเดิมจะเป็นที่ต้องการ โดยความคิดสร้างสรรค์จะเรียกร้องสัญชาตญาณในการคิดนอกกรอบและการสุ่มเลือก ‘สูง’ ในระดับที่ AI ทำไม่ได้ นี่คืออีกสิ่งที่มนุษย์จะได้เปรียบ AI เสมอ

4.บริหารจัดการบุคคล (People Management)

หุ่นยนต์อาจวิเคราะห์และคำนวณได้อย่างยอดเยี่ยม แต่มันก็ไม่สามารถมาแทนสิ่งที่เรียกว่า ‘ภาวะการเป็นผู้นำ’ และความสามารถในการจัดการอย่างมนุษย์ อาทิ การโน้มน้าว สร้างแรงจูงใจ พัฒนา ชี้นำผู้คน และสามารถเข้าใจจุดแข็งของคนอื่น

5.ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี (Coordinating with others)

การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ผู้ประกอบการและนายจ้างต้องการ ตามมาด้วยความสามารถในการประสานงาน ปรับตัว ทำความเข้าใจ และรับฟังผู้อื่น

6.มีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

ความฉลาดทางการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจ ความอยากรู้อยากเห็น จะกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจ้างบุคลากรระดับผู้บริหารขึ้นไปในอนาคต

7.ตัดสินใจและประเมินได้ดี (Judgment and Decision Making)

ความสามารถในการย่อยข้อมูลมหาศาล แล้วแปลงให้เป็นรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ รวมไปถึงการทำความเข้าใจปัจจัยและผลกระทบต่างๆ และสามารถเลือกตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด คือทักษะที่เป็นประโยชน์ในสังคมอุดมข้อมูลในอนาคต

8.มีการบริการที่ดี (Service Orientation)

คนที่รู้ถึงความสำคัญของการนำเสนอ ‘คุณค่า’ หรือตัวช่วยในการแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้า ผ่านรูปแบบการบริการและความช่วยเหลือต่างๆ จะเป็นที่ต้องการ

9.ทักษะในการต่อรอง (Negotiation)

การต่อรองในที่นี้คือ ความสามารถในการประเมินและค้นหาจุดร่วมของความต้องการทั้งสองฝ่าย และสร้างข้อเสนอที่ยอมรับได้จากทุกคนจะทำให้การแก้ปัญหาลงท้ายแบบวินวิน เป็นทักษะที่จำเป็นเพื่อการอยู่รอดของอุตสาหกรรมที่ต้องตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมอ

10.ความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility)

คือความสามารถในการเปิดรับความคิดใหม่ๆ และแก้ปัญหาโดยการผสมผสานทักษะที่หลากหลายเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว เช่น ความสามารถในการสลับ เปลี่ยน โยกย้าย บุคลากรที่แตกต่างกันให้ถูกหรือตรงกับความสามารถจะเป็นสิ่งสำคัญในการควบรวมหลายธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

และนี่คือ 10 ทักษะสำคัญที่คนทำงานต้องมีในปี 2020 เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความสามารถอันหลากหลายมากขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้คนจ้างงานเองก็คาดหวังความสามารถอันหลากหลายขึ้นจากคนทำงานเช่นกัน โดยทักษะส่วนใหญ่ที่ว่ามานี้ก็ยังเป็นทักษะที่หุ่นยนต์ยังเลียนแบบได้ยาก และยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้อยู่