5 สเต็ปรับมือเมื่อสุ่มเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604178

  • วันที่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 13:45 น.

5 สเต็ปรับมือเมื่อสุ่มเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

ส่องฟังก์ชันความปลอดภัยโมบายล์ แบงก์กิ้ง ในยุคสังคมไร้เงินสด พร้อม 5 สเต็ปรับมือเมื่อสุ่มเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปกับการทำธุรกรรมธนาคารในยุคดิจิทัล ซึ่งทุกคนสามารถทำรายการและตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สะดวกรวดเร็วผ่านโมบายล์ แบงก์กิ้งของผู้ให้บริการ หมดปัญหาตามหาสาขาธนาคาร และช่วยลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปเพื่อเดินทางไปทำธุรกรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคสู่สังคมไร้เงินสดดังกล่าว เป็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง เนื่องจากจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลจาก Hootsuite ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติผู้ใช้งานโมบายล์ แบงก์กิ้งในประเทศ พบว่ามีจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 74% หรือราว 51 ล้านคน และยังคงมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มันก็อาจเป็นช่องทางให้เกิดการโจรกรรมผ่านไซเบอร์ หรือ Cyber Crime เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยกว่า 91% ของการหลอกลวงหรือการโจรกรรมข้อมูลมาจากอีเมล (Email) และ 35% ของผู้ใช้งานโมบายล์ แบงก์กิ้ง ได้รับข้อความ (SMS) จากผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้ในการทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายตามมากับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ

ด้านธนาคารผู้ให้บริการ นอกจากจะต้องออกแบบโมบายล์แอปพลิเคชันเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วแล้ว ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล รวมถึงมีบริการต่างๆ ที่ช่วยแจ้งเตือนลูกค้าอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันนี้มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ลูกค้าลดความกังวลในการทำธุรกรรมผ่านโมบายล์ แบงก์กิ้งได้ ไม่ว่าจะเป็น

· แสดงรายการเรียลไทม์ บนโมบายล์แอปฯ

ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ บนแอปฯ ของธนาคารได้ทันที รวมถึงมีระบบแจ้งเตือน เมื่อเกิดการทำ โอน – รับ – ใช้จ่าย ผ่านโมบายล์แอปฯ ทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายการที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

· โอทีพี (One-Time Pin) และโมบายล์ โทเค็น (Mobile Token)

หนึ่งในสเต็ปหลักประกันก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องใส่รหัสการใช้งานครั้งเดียว หรือ โอทีพี (One-Time Pin) ที่ส่งตรงจากธนาคารเข้าสู่โทรศัพท์ส่วนตัวของผู้ใช้ เพื่อใช้ยืนยันการทำในแต่ละธุรกรรม นอกจากนี้ ในบางธนาคารผู้ใช้งานยังให้บริการยืนยันการทำธุรกรรมด้วย “โมบายล์ โทเค็น” หรือรหัสส่วนตัวที่กำหนดโดยตัวผู้ใช้งานเอง ช่วยเพิ่มขีดความปลอดภัย กรณีการถูกดักโจรกรรมข้อมูลผ่านทาง SMS และสามารถทำรายการต่อได้แม้ว่าจะเดินทางอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้เปิดบริการโรมมิ่ง

· เชื่อมทัชพ้อยน์ รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

แม้จะมีระบบการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ธนาคารจึงจำเป็นต้องพัฒนา และเชื่อมต่อการแจ้งเตือนธุรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ทางอีเมล สำหรับกลุ่มคนทำงาน ข้อความ SMS ที่เหมาะกับกลุ่มที่ไม่เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีมากนัก หรือแม้กระทั่งไลน์ (LINE) แอปพลิเคชัน ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก

· ป้องกันรายการที่น่าสงสัยผ่าน 2-way SMS

2-way SMS เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เสริมความปลอดภัย ที่นำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของการใช้บัตร เมื่อธนาคารพบว่ามีรายการที่น่าสงสัยผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ธนาคารจะส่งข้อความไปยังลูกค้าเพื่อตรวจสอบว่าลูกค้าได้ทำรายการดังกล่าวจริงหรือไม่ ในกรณีที่ลูกค้าตอบกลับว่าลูกค้าไม่ได้ทำรายการนั้นๆ ด้วยตนเอง ธนาคารฯ จะทำการอายัติบัตรและติดต่อลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำในลำดับต่อไป ซึ่งเป็นการป้องกันรายการทุจริตอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น

· ไบโอเมตริกซ์อัจฉริยะ

เทคโนโลยีล่าสุดที่พัฒนาขึ้นสอดรับกับความสามารถของสมาร์ทโฟน ซึ่งบางธนาคารได้นำเอาการพิสูจน์ตัวตนทางชีวภาพ หรือ ไบโอเมตริกซ์ (Biometric Authentication) เช่น การตรวจสอบลายนิ้วมือ และการจดจำใบหน้า เพื่อใช้ในการเข้าล็อกอินสู่แอปฯ และใช้ยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรม ซึ่งให้ความปลอดภัยที่สูง ยากที่จะถูกลอกเลียน เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่รหัสผ่านหรือโอทีพี และยังอำนวยความสะดวกและรวดเร็วกับลูกค้ามากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ มีข้อแนะนำ 5 ขั้นตอนในกรณีผู้ใช้งานคาดว่ามีแนวโน้มถูกโจรกรรมข้อมูล ได้แก่

  1. ปิดการเชื่อมต่อไวไฟ (Wi-Fi) แล้วใช้สัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์แทน ในการเข้าสู่โมบายล์แอปฯ
  2. ตรวจสอบรายการใช้จ่ายหรือการทำธุรกรรมล่าสุดทันทีผ่านแอป
  3. ระงับการใช้งานบัตรชั่วคราวผ่านแอปฯ ทันทีที่พบรายการที่น่าสงสัย
  4. เปลี่ยนรหัสผ่าน และรหัสแอปฯ ใหม่
  5. ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อแจ้งรายการที่น่าสงสัยทันที

กลั่นแกล้งแบบไหนเป็น Cyberbullying?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604088

  • วันที่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กลั่นแกล้งแบบไหนเป็น Cyberbullying?

6 รูปแบบการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ หรือ Cyberbullying ที่เราอาจเคยทำโดยไม่รู้ตัว

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyber bullying) คือการรังแกผู้อื่นผ่านทางโลกออนไลน์ โดยการรังแกในที่นี้เป็นได้ทั้ง การด่าทอ, กล่าวหา, ใช้ถ้อยคำเสียดสี ต่อว่าผู้อื่นโดยเป็นการแกล้งที่เจาะจงบุคคลเป้าหมาย และมีแนวโน้มว่าจะเป็นการรังแกที่ต่อเนื่อง

สาเหตุของการเกิด cyberbullying เกือบทั้งหมด มักเริ่มก่อตัวจากความขัดแย้ง ความเห็นต่าง หรือมีกรณีพิพาทระหว่าง 2 คน ลุกลามจนเป็นชนวนของการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ นอกจากนี้ผู้คนยังเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียคือพื้นที่ส่วนตัว สามารถใช้ระบายความรู้สึกได้ ถ้อยคำที่ใช้โพสต์จึงออกแนวรุนแรง โพสต์เสียดสี หรือสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายและแสดงอารมณ์แง่ลบออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจ

กลั่นแกล้งแบบไหน เป็น Cyberbullying?

1. การโจมตี ขู่ทำร้าย หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย

การโพสต์ด่าทอ ขู่เข็ญ ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย ไม่ว่าจะเป็นทางแชทส่วนตัว หรือโพสต์ที่หน้าโซเชียลมีเดียของผู้ถูกกระทำ เช่น ขู่ว่าจะมาทำร้าย ถึงผู้กระทำจะยังไม่ได้มาทำร้ายจริงๆ แต่เพียงการข่มขู่ด้วยข้อความก็ถือว่าเข้าข่าย Cyberbullying แล้วครับ

2. การคุกคามทางเพศแบบออนไลน์

การพูดจาคุกคามทางเพศผ่านโซเชียลมีเดีย?สามารถ?พบเห็น?ได้ทั่วไปเลยครับ โดยเฉพาะ?ทางไลฟ์?เฟสบุ๊ค? หรือตามโพสต่างๆ ก็จะมีข้อความที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศอยู่มาก นอกจากนี้?การส่งข้อมูลที่มีเนื้อหาอนาจารโดยที่ผู้รับไม่ได้?ต้องการ หรือการเอารูป?ไปตัดต่อในเชิงลามก ก็ถือว่าเป็?น? Cyberbullying? อย่างหนึ่งได้เหมือนกั?นครับ

3. การแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น

กรณีนี้ผู้กระทำจะแอบอ้างใช้บัญชีของเหยื่อ แล้วนำบัญชีนั้นไป โพสต์ข้อความหยาบคาย คลิปวิดิโอที่ไม่เหมาะสม หรือกระทำการต่างๆ ที่เกิดผลเสียต่อเจ้าของบัญชีตัวจริง ใครเคยเห็นเพื่อนล็อกอินบัญชีเฟสบุ๊คทิ้งไว้แล้วเราเข้าไปสวมรอยโพสข้อความ หรือกระทำการต่างๆ ที่เขาไม่ได้เต็มใจให้ทำ ก็ควรเลิกทำนะครับ

4. การแบล็กเมล์กัน

การแบล็ก?เมล์?คือการนำความลับของผู้อื่นไม่ว่าจะมาเป็?น?ในรูปแ?บ?บ?ภาพ วิดีโอ? หรือเสียง มาเผยแพร่ลงโซเชียล?มีเดีย? เพื่อทำให้เกิดการแชร์?ต่อในวงกว้าง หรือการใส่ร้ายป้ายสี เช่น ตัดต่อรูปภาพของเหยื่อ? แล้วนำมาโพสต์ประจาน

5. การหลอกลวง

มีทั้งการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ นัดเจอนอกสถานที่เพื่อจะทำมิดีมิร้าย หรือการหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้ด้วยวิธีการต่าง ๆ พบได้บ่อยตามการซื้อ-ขายของในเฟสบุ๊คครับ

6. การสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ

ที่เห็นภาพได้ชัดเลยคือการตั้งเพจขึ้นมาเพื่อโจมตีบุคคลที่เป็นเป้าหมาย จัดผิดทุกการกระทำของเขา โพสข้อความให้เกิดความเกลียดชังเป้าหมาย เป็นต้น

การป้องกันการกลั่นแกล้งกันผ่านพื้นที่ออนไลน์

การป้องกันการกลั่นแกล้งกันผ่านพื้นที่ออนไลน์ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยป้องกันปัญหาคือ เราควรเรียนรู้มารยาทของการใช้การสื่อสารผ่านทางพื้นที่ออนไลน์ต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งตัวผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำหลังการลงรูป คลิป หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม

รางวัลที่ไม่อยากได้ ของคนนั่งทำงานเกิน 6 ชม.ต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603533

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

รางวัลที่ไม่อยากได้ ของคนนั่งทำงานเกิน 6 ชม.ต่อวัน

วารสารทางการแพทย์ เผยการนั่งทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน เป็นอีกสาเหตุการเสียชีวิตของคนทำงาน ทั้งยังสร้างภาระให้แก่ภาครัฐ

ตามรายงานการศึกษาซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology and Community Health ระบุว่าในปี 2016-2017 ภาครัฐฯ ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ เป็นเงินจำนวน 424 ล้านปอนด์ โรคเบาหวาน เป็นเงินจำนวน 281 ล้านปอนด์ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นเงิน 30 ล้านปอนด์

งานวิจัยจาก Queen’s University Belfast and Ulster University ค้นพบว่า การเสียชีวิตของผู้คนในสหราชอาณาจักรจำนวน 69,000 คน (คิดเป็นร้อยละ 11.6) ในปี 2016 เกิดจากการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานจนเกินไป ซึ่งเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อีกทั้งทางทีมวิจัยได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายของ NHS ซึ่งเป็นระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติในปี 2016-2017 และการสำรวจพฤติกรรมการทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพในปี 2012 ได้ข้อสรุปออกมาว่า หลังจากพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ และการเล่นฟิตเนส ตลอดจนการนั่งทำงานที่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ร้อยละ 17 ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดร้อยละ 7.5 และลดความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 5

Leonie Heron หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แม้คุณจะออกกำลังกายตามคำแนะนำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะทางสุขภาพ หากคุณยังใช้เวลานั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานก็ส่งผลต่อการเกิดโรคได้

ด้าน Naveed Sattar ผู้เชี่ยวชาญด้านการเผาผลาญจาก University of Glasgow กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่างการนั่งเป็นเวลานานจะส่งผลเลวร้ายต่อร่างกายมากถึงขณะนั้น หากมีการขยับร่างกายอยู่เรื่อยๆ และมีการออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

 

 

ภาพ Freepik

Stop Bullying หยุดการกลั่นแกล้ง ยุติความรุนแรงในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603557

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

Stop Bullying หยุดการกลั่นแกล้ง ยุติความรุนแรงในสังคม

Bullying ปัญหาที่ส่งผลกระทบทางลบทั้งกับผู้ที่กระทำและผู้ถูกกระทำ การกลั่นแกล้งกันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป แต่เป็นภัยร้ายที่ใกล้ตัวเราและเป็นอันตรายมากกว่าที่คาดคิด

ปัญหาการกลั่นแกล้งของคนในสังคม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อน สังคมที่ทำงาน หรือบนโลกออนไลน์มีเกิดขึ้นทุกวันและเป็นปัญหาที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลายคนอาจมองว่าการกลั่นแกล้งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องสนุกสนานกันในกลุ่มเพื่อน แต่ปัจจุบันปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบทางลบทั้งกับผู้ที่กระทำและผู้ถูกกระทำ การกลั่นแกล้งกันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป แต่เป็นภัยร้ายที่ใกล้ตัวเราและเป็นอันตรายมากกว่าที่คาดคิด

การกลั่นแกล้ง (Bullying) หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม โดยพฤติกรรมนั้นเป็นความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ความเจ็บปวด เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจ หรือมีพลังเหนือกว่าผู้อื่น อีกทั้งการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลายาวนาน

ปัจจุบันระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งได้ทวีคูณมากขึ้นกว่าในอดีต จากข้อมูลกรมสุขภาพจิตซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นที่แล้ว ระบุว่า มีเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนถึง 600,000 คน เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนแล้วเท่ากับประมาณ 40% ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นแล้ววิธีการกลั่นแกล้งก็เปลี่ยนไปจากในอดีตที่เคยใช้ เช่น การล้อเลียนชื่อพ่อแม่ การเรียกชื่อสมมติหรือปมด้อยของเพื่อน การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มเล่นหรือทำกิจกรรม และการตบหัวหรือการชกต่อยเบาๆ พฤติกรรมดังกล่าวเหล่านี้เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้ในการกลั่นแกล้ง แต่สำหรับในปัจจุบัน สื่อ (Media) และเทคโนโลยี (Technology) มีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกลั่นแกล้งของคนในยุคปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทย พบว่า กลุ่มเยาวชนมากกว่าร้อยละ 50 มีพฤติกรรมกลั่นแกล้งผ่านโลกไซเบอร์และคุกคามผู้อื่นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ประเภทของการกลั่นแกล้ง

  • การกลั่นแกล้งทางร่างกาย เป็นลักษณะของการทำร้ายร่างกาย การชกต่อย การผลัก การตบตี
  • การกลั่นแกล้งทางสังคมหรือด้านอารมณ์ เป็นลักษณะของการใช้กลุ่มเพื่อนหรือสังคมกดดันและทำให้บุคคลแยกออกจากกลุ่ม เป็นผลทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจจากการกระทำดังกล่าว
  • การกลั่นแกล้งทางคำพูด เป็นลักษณะการพูดที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือทำให้เจ็บปวด จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีการยั่วยุ เย้าแหย่ เยาะเย้ย ข่มขู่ การพูดจาดูถูก เสียดสีกันในกลุ่มเพื่อน หรือการวิจารณ์ด้วยคำพูดในลักษณะข่าวลือ คำนินทา และการพูดจาโกหกบิดเบือนข้อมูลที่ไม่เป็นจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเจ็บปว
  • การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) เป็นประเภทหนึ่งของการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นประเด็นปัญหาสำคัญในสังคม โดยใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นเครื่องมือหลัก เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แชท หรือเครือข่ายทางสังคม ออนไลน์อื่นๆ ในการโจมตี ขู่ทำร้าย หรือใช้ถ้อยหยาบคาย การคุกคามทางเพศแบบออนไลน์ การแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น การนำความลับของอีกฝ่ายมาเปิดเผย การหลอกลวง การสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ เพื่อให้อีกฝ่ายขายหน้าหรือทนไม่ได้จนกลายเป็นปัญหาบานปลาย

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying)

สาเหตุของการเกิด cyberbullying เกือบทั้งหมด มักเริ่มก่อตัวจากความขัดแย้ง ความเห็นต่าง หรือมีกรณีพิพาทระหว่าง 2 คน ลุกลามจนเป็นชนวนของการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ นอกจากนี้ผู้คนยังเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียคือพื้นที่ส่วนตัว สามารถใช้ระบายความรู้สึกได้ ถ้อยคำที่ใช้โพสต์จึงออกแนวรุนแรง โพสต์เสียดสี หรือสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายและแสดงอารมณ์แง่ลบออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจ

Cyber bullying แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ

  1. การส่งข้อความนินทาผู้อื่น ให้เขาเสียหาย
  2. การไล่บางคนออกจากกลุ่มออนไลน์ เช่น กลุ่มไลน์หรือเฟซบุ๊กกรุ๊ป
  3. การแอบเข้าไปในใช้เฟซบุ๊กของคนอื่นและโพสต์ข้อความให้เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กเสียหาย และทำให้คนรอบตัวเข้าใจผิด
  4. การว่ากล่าว ด่าทอ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตอกย้ำปมด้อยทำให้เสียความมั่นใจ
  5. ส่งข้อความ รูป วิดีโอ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คนอื่นอับอายบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงข่มขู่
  6. หยอกล้อ ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายเผยความลับที่น่าอายของตัวเองบนโลกออนไลน์
  7. เห็นการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์แล้วเข้าไปร่วมด้วย

การป้องกันการกลั่นแกล้งกันผ่านพื้นที่ออนไลน์

การป้องกันการกลั่นแกล้งกันผ่านพื้นที่ออนไลน์ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยป้องกันปัญหาคือ เราควรเรียนรู้มารยาทของการใช้การสื่อสารผ่านทางพื้นที่ออนไลน์ต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งตัวผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำหลังการลงรูป คลิป หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม

สาเหตุที่กลั่นแกล้งคนอื่น

  • เคยถูกแกล้งมาก่อน คนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น หลายคนเคยถูกรังแกมาก่อน ไม่ว่าจากเพื่อนหรือจากครอบครัวก็ตาม และพวกเขารู้สึกว่าต้องระบายความเกรี้ยวโกรธที่ตนเองได้รับออกไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเผชิญกับประสบการณ์ร้ายๆ ในวัยเด็ก เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่ติดนิสัยชอบระบายความโกรธกับผู้อื่น
  • รู้สึกโดดเดี่ยว ความรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่มีความสำคัญ อาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งผู้อื่นได้ ทุกๆ คนต้องการความสนใจและหากไม่ได้รับความสนใจมากพอ การกลายเป็นคนพาล คือ ทางเลือกที่ได้ผล เพราะนอกจากจะได้รับความสนใจแล้วยังช่วยให้พวกเขารู้สึกมีอำนาจมากขึ้น
  • มีความพึงพอใจในตนเองต่ำ หากใครสักคนรู้สึกว่าตนเองไม่ฉลาดพอ หน้าตาไม่ดีพอ หรือไม่ร่ำรวยมากพอ คนๆ นั้นอาจมองหาวิธีการให้ตนเองรู้สึกดีกว่าคนอื่น โดยการกดให้ผู้อื่นต่ำลงกว่าตนเอง
  • ถือว่าตนเองสำคัญ บางคนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น มักหยิ่งผยองในตนเอง และรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำหรือสิ่งที่พวกเขาคิดนั้นดีที่สุด และการถือว่าตนเองสำคัญนี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็นความโกรธเมื่อใครสักคนท้าทาย หรือพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกต้องไปเสียทุกอย่าง
  • เพราะความแตกต่าง บางครั้งการกลั่นแกล้งก็มาจากเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะเหยื่อแตกต่างจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ เพศ สีผิวหรือแม้แต่ความพิการ ความแตกต่างนี้จะถูกหยิบยกมาล้อเลียนจนนำไปสู่การปฏิบัติกับเหยื่อแบบที่ไม่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ

ร่วมกันหยุดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งผู้อื่น

หากเราใช้สติในการแก้ปัญหา เรียนรู้ที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ตระหนักถึงข้อดีข้อเสียของพฤติกรรมที่จะกระทำลงไป จะมีผลกระทบทางบวกหรือลบกับใครบ้าง พฤติกรรมใดที่ไม่ควรกระทำต่อผู้อื่น แม้เราอาจจะมองว่าพฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนอื่นๆ แล้วอาจไม่ใช่ เด็กวัยรุ่นเป็นวัยของการเปลี่ยนแปลงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความอยากรู้อยากเห็นอยากทดลอง ต้องการได้รับการยอมรับ และวัยรุ่นสามารถใช้พลังที่มีในตัวนั้นสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น ในสังคมและเป็นฮีโร่ของวัยรุ่นคนอื่นด้วยพฤติกรรมบวกที่สร้างสรรค์ได้

 

 

ภาพ Freepik

All a-flutter in Nakhon Sawan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30377668

All a-flutter in Nakhon Sawan

Oct 23. 2019
By Special for The Nation
Artid Nima

53 Viewed

edited Luci Several species of migratory birds can now be seen at Bueng Boraphet as Thailand’s winter approaches.

Bueng Boraphet or Boraphet Marsh is the largest freshwater swamp and lake in Thailand. It is spread over more than 200 square kilometres in Nakhon Sawan province and is home to almost 200 species of wild animals, birds and plants.

Veteran lensman Artid Nima refers to Bueng Boraphet as a lake of life and often heads to the area to snap the birds and aquatic animals living among the pinkish-red lotuses. He says that the cold temperatures in the north of Thailand draw thousands of migratory birds, making this time of year the perfect period for birdwatching.

A love for home and garden

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30377643

A love for home and garden

Oct 22. 2019
By The Nation

1,278 Viewed

The always popular Baan Lae Suan Fair 2019 is drawing eager shoppers to Challenger Halls 1-3, Impact Muang Thong Thani this week thanks an even bigger range of creative ideas than usual for both house and garden.

This year’s event, which has as its theme “Living Transformed”, continues through Sunday (October 27) and Rarin Ukapnan Punjarungroj, president of Amarin Printing and Publishing, is confident that the more than 1.8 million attendees expected will spend some Bt7 billion at the event.

Damrong Leewairoj, editorial director Baan Lae Suan, Magazine Group said that that some 3,200 booths are offering living improvements that will appeal to everyone along with plenty of creative new ideas to make use of what you already have and transform it to best answer your specific lifestyle needs.

7 ข้อบกพร่องของผู้สัมภาษณ์งานที่ HR อยากบอกว่า “คุณไม่ผ่าน” มากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603518

  • วันที่ 14 ต.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

7 ข้อบกพร่องของผู้สัมภาษณ์งานที่ HR อยากบอกว่า "คุณไม่ผ่าน" มากที่สุด

ความท้าทายของคนที่ทำงานด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HR นอกจากการคัดกรองเรซูเม่จากผู้สมัครจำนวนมากแล้ว การสัมภาษณ์งานก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะต้องใช้เวลาในช่วงสั้น สัมภาษณ์ผู้สมัครเพื่อจะทำให้รู้จักตัวตนของพวกเขามากขึ้นผ่านบุคลิกและทัศนคติว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับหรือไม่ แต่ก็มีหลายครั้งที่คนเป็น HR พบข้อบกพร่องจนอาจจะยังลังเลใจหรือรู้สึกสงสัยว่า ผู้สมัครคนนี้จะใช่คนที่ควรรับเข้าทำงานแค่ไหน

พูดถึงแต่แง่ลบของบริษัทเดิม

นับเป็นเรื่องปกติที่คนเปลี่ยนงานจะรู้สึกไม่พอใจ หรือไม่มีความสุขจนต้องมองหางานใหม่ แต่ถ้าผู้ที่มาสัมภาษณ์เอาแต่พูดถึงแค่แง่ลบของบริษัทเดิม ก็คงพอทำให้เรามองเห็นได้ว่าเขาพร้อมที่จะตำหนิคนอื่นอยู่เสมอ จนบางครั้งก็ดูไม่เป็นมืออาชีพในการทำงานมากพอ ทั้งที่จริงคือเขาควรควบคุมสติตัวเองให้ได้ แล้วอธิบายว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เขาไม่มีความสุขในการทำงานและเลือกที่จะลาออก

ปกปิดสาเหตุของการเปลี่ยนงาน

เป็นธรรมดาที่ HR จะอยากรู้สาเหตุของการลาออก แต่ถ้าผู้สมัครไม่บอกสาเหตุของการเปลี่ยนงาน หรืออธิบายแบบคลุมเครือ เราก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าทำไมเขาจึงไม่บอก เพราะนี่อาจหมายความว่าเขาลาออกจากที่เก่าด้วยเหตุผลที่ไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเราจะเสี่ยงรับก็อาจเป็นผลเสียกับบริษัทได้ในอนาคต

ไม่ยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง

ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือทำงานได้สมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราถามผู้สมัครเรื่องความผิดพลาดในอดีตว่าได้เรียนรู้อะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร แต่เขาเลือกที่จะไม่บอกหรือตอบว่าไม่มี ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังปิดบังอะไรเราอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นจุดสังเกตได้ว่า คนที่รู้ข้อด้อยของตัวเอง กล้ายอมรับความผิดพลาด มักจะเป็นคนที่พร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นและคำแนะนำจากคนอื่นเสมอ

โอ้อวดมากเกินไป

การพยายามแสดงออกถึงความมั่นใจเป็นคุณสมบัติที่ดีของการทำงาน แต่ในการสัมภาษณ์งานถ้าพูดถึงความสำเร็จมากเกินไปจนเกินพอดี ก็จะกลายเป็นเหมือนการพูดโอ้อวดไปได้ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้สัมภาษณ์พูดค่อนข้างเกินจริง หรือเวลาที่เรามีข้อสงสัยแล้วเขาตอบได้แค่กว้างๆ นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องถามตัวเองอีกครั้งแล้ว

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

การควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงาน เพราะเราต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอ ถ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบต่อคนอื่น และแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ลองสังเกตผู้สมัครของเราดูว่าเขาควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าเกิดบางคำถามที่ถามออกไปแล้วเขาแสดงอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ร้องไห้ พูดสะบัดเสียง ตื่นเต้น ประหม่า จนตอบถูกๆ ผิดๆ หรือตอบคำถามทั่วไปไม่ได้ นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องคิดหนักด้วยเหมือนกัน

ให้หัวหน้าเมื่อนานมาแล้วเป็นบุคคลอ้างอิง

ที่จริงแล้วผู้สมัครควรเลือกหัวหน้าคนปัจจุบันมาเป็นบุคคลอ้างอิง แต่ในกรณีที่เขายังไม่ได้แจ้งบริษัทว่าจะลาออก และยังไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่ากำลังหางานใหม่ ก็ควรเลือกหัวหน้าคนล่าสุดมาเป็นบุคคลอ้างอิง ไม่ใช่เลือกคนที่เป็นหัวหน้าเมื่อสิบปีที่แล้ว ถ้าผู้สมัครยังไม่ยอมให้ติดต่อบุคคลอ้างอิงคนล่าสุดเราก็ควรต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าเพราะอะไร

ครอบครัวไม่สนับสนุนงานนี้

ต้องบอกว่าคนใกล้ตัวและคนในครอบครัวคือส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตัดสินใจของผู้สมัคร ถ้าคนเหล่านี้ไม่สนับสนุนงานที่ผู้สมัครมาสัมภาษณ์ก็อาจจะส่งผลเสียต่อทั้งบริษัทและตัวเขาเองในอนาคต ลองคิดภาพนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องมาทำงานไกลจากบ้าน เช่าหอพักอยู่คนเดียวเพื่อให้เดินทางสะดวก ทั้งๆ ที่ผู้ปกครองอยากให้ลูกเลือกทำงานใกล้บ้านมากกว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คนเป็น HR ก็ต้องคิดดูให้ดีว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกบ้าง

 

ภาพ freepik

How to ใช้ชีวิตให้มีสุขหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603294

  • วันที่ 11 ต.ค. 2562 เวลา 10:47 น.

How to ใช้ชีวิตให้มีสุขหลังเกษียณ

ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มต้นก้าวแรกบนถนนแห่งการเกษียณอายุ คนที่เตรียมตัวไว้ดีก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก แต่ก็มีบางท่านที่อาจกลัวขั้นจิตตกว่าจะอยู่อย่างไรกับชีวิตหลังเกษียณ เพียงปรับความคิด “ไม่กลัวการปรับเปลี่ยน” เคล็ดลับคือค่อยๆ ปรับ ทั้งร่างกาย จิตใจ ความคิด อารมณ์ ทัศนคติ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

คนที่ประสบความสำเร็จกับการเกษียณอายุ คือคนที่วางแผนก่อนเกษียณ บางคนวางแผนตั้งแต่เมื่อแรกเข้ารับราชการ ดูแลและเข้มงวดกับตัวเองตั้งแต่รายรับรายจ่าย เงินเดือนเดือนแรกยันเดือนสุดท้าย เงินออม การวางแผนเพิ่มพูนเงินออม หารายได้พิเศษ วันหยุดเวลาว่างไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าเลย แต่ขยันทำมาหากินหารายได้เสริม

ไม่เอาแต่เก็บ หากคิดวางแผนจัดการเงินที่มี หลายคนคำนวณรายได้รายรับเป็นระยะ เงินเดือนเงินได้และเงินบำนาญพึงได้ที่จะได้รับเมื่อถึงวันเกษียณ กลุ่มนี้จะตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มรายรับที่สามารถทำได้ บางช่วงต้องการเงินเพิ่ม ก็ไม่รบกวนเงินออม แต่จะขวนขวายหาทางหางานพิเศษเพิ่ม เพิ่มรายรับในส่วนที่ต้องการแต่ต้องไม่รบกวนงานหลัก ทำเท่าที่สามารถทำได้ มีแผนอาชีพสำรองตามความถนัด ตั้งแต่งานช่าง งานด้านภาษา ดนตรี กีฬา งานกสิกรรมฯลฯ

สร้างเครือข่าย นี่เป็นเรื่องจริงของชาวเกษียณ บางคนมีเครือข่ายหรือก๊วนเพื่อนร่วมรุ่นตั้งแต่สมัยประถม มัธยม วิทยาลัย มหาวิทยาลัย คบกันเหนียวแน่นไม่จืดจาง ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดูแลกันไม่เฉพาะเรื่องงานเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความสุข สุขภาพ แนวคิด เพื่อนคู่คิดคู่คุย คบหาสมาคม การมีเพื่อนมากและได้เพื่อนดี ย่อมได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลในการสร้างรายได้ งานที่ว่ายากหากมีเพื่อนแล้วไม่ต้องกลัวเลย เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา

อย่าพะวงกับอายุ อายุ 60 แล้วไง ต้องเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวพบปะผู้คนใหม่ๆ อย่าให้ตัวเองเรื้อสนาม เรียนรู้ต่อไป มองทุกสิ่งอย่างสร้างสรรค์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

อย่าวิตกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่ากลัวไปก่อน อย่าคิดแทนคนอื่น วิตกแทนคนอื่น ผู้สูงวัยบางคนคิดเองเออเอง วิตกเอง เช่น กลัวลูกหลานจะไปไม่รอด กลัวการค้าถดถอย กลัวเสียหน้าเสียวงศ์ตระกูล ฯลฯ ทั้งหมดคิดไปเอง เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงเลยสักอย่างเดียว คิดมากเกินไปก็ไม่ดี

ดูแลสุขภาพ สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนสูงอายุ ถ้าสุขภาพไม่ดีหมายถึงต้นทุนต่ำ ไปต่อได้ยาก ทั้งการคิด การทำ การพูด

รักษามาตรฐานของตัวเอง เรื่องนี้ก็สำคัญ อย่าคิดว่าแก่แล้วแก่เลย ไม่ปรับตัวปรับใจ ชีวิตจะสะดุดเพราะสิ่งแวดล้อมทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจะไม่เปลี่ยนได้ยังไง เรื่องมาตรฐานเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่อย่างน้อยก็ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาด สมาร์ท ปรายตาดูแฟชั่นบ้าง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห่างไกลสิ่งเสพติด

ชีวิตยังต้องวางแผนต่อ เขียนแผนชีวิตล่วงหน้า หรืออย่างน้อยก็วางแผนไว้คร่าวๆ เช่น ปีนี้จะใช้เงินเท่าไรอย่างไร ทรัพย์สินที่ดินที่ใดจะขายตรงไหน ราคาเท่าไร จะไปเที่ยวต่างประเทศในปีไหนเดือนไหน ไปประเทศใดบ้าง ฯลฯ แค่คิดก็มีความสุขแล้วใช่มั้ย

สำหรับสิ่งที่คนเกษียณทั่วโลกผิดพลาดคล้ายกันมีอยู่ 2 กรณี อย่างแรกคือ “สถานการณ์ Honeymoon Retirement” โดยเฉพาะคนเกษียณที่มีเงินก้อนใหญ่ออกมาครั้งเดียวหลังเกษียณ ส่วนใหญ่เงินจะหมดลงภายใน 5-10 ปี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยตามกฎหมาย บางรายมีรายได้เดือนสุดท้าย 200,000 บาท และได้เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมกับเงินชดเชยตามกฎหมาย 10 ล้านบาท แต่ผังสมองหรือความเข้าใจไม่เคยถูกฝึกให้รู้ว่า 10 ล้านบาท คือเงินเท่าใดของชีวิตที่เหลืออยู่

ส่วนอีกกรณีคือ “เรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่บางรายอาจเตรียมไว้ไม่พอ” ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือดูแลสุขภาพ กินให้น้อย รับเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์ มีสาระกับร่างกาย คืออาหารที่มีสารอาหารหลักครบ 5 หมู่ เคลื่อนไหวให้เยอะ มีความสุขกับชีวิต

6 สิ่งที่ต้องคำนึงในการวางแผนการเงินเมื่อเกษียณอายุ

1.สำรวจเงินได้หลังเกษียณพร้อมคำนวณการใช้ เมื่อเกษียณเราจะได้รับเงินตามกฎหมาย เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยตามกฎหมาย บำนาญ เงินจากกองทุนชราภาพประกันสังคม หรือ RMF และอื่นๆ และเมื่อนำมารวมกันแล้วให้คำนวณว่าจะสามารถใช้ได้อีกกี่ปี ตามข้อถัดไป

2. ประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ โดยประมาณจากอายุขัยเฉลี่ยของบรรพบุรุษ และบวกเพิ่มอีก 10 ปี เช่น อายุขัยบรรพบุรุษเฉลี่ย 75 ปี อายุขัยคือประมาณ 85 ปี หากเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี จึงจะต้องการใช้เงินไปอีก 25 ปี ซึ่งจะนำไปคำนวณ โดยนำ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 เดือน x จำนวนปีหลังเกษียณ = เงินที่จะต้องมีหลังเกษียณ ในจำนวนนี้ยังไม่รวมกับค่าเงินเฟ้อ และเมื่อนำตัวเลขที่คำนวณได้ เทียบกับแหล่งเงินที่มีหลังเกษียณเพียงพอหรือไม่

3. บันทึกรายจ่าย เนื่องจากการใช้ชีวิตหลังเกษียณมักจะมีความเปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายบางรายการลดลง บางรายการเพิ่มขึ้น การบันทึกรายจ่ายจะทำให้รู้ค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ควรบันทึกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เห็นค่าใช้จ่ายทุกรายการ

4. ทำงบประมาณรายจ่าย ใช้ข้อมูลจากการบันทึกรายจ่าย ทำงบประมาณรายจ่าย แยกแต่ละประเภทรายจ่าย บันทึกรายจ่ายตามงบประมาณ เพื่อให้รู้ตัวว่ามีค่าใช้จ่ายรายการใดใช้เกิน ก่อนเงินหมดแบบควบคุมไม่ได้

5. เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือน สำรองไว้กรณีที่มีค่าใช้จ่ายเกินจากงบประมาณที่คาดการณ์ไว้

6. หาอาชีพเสริมสุข สร้างรายได้ หลังจากคำนวณค่าใช้จ่ายประมาณการแล้ว ถ้าเราเห็นว่าแหล่งเงินหลังเกษียณไม่พ่อ สิ่งที่เราต้องเตรียมคือ หาอาชีพ โดยอาชีพที่ค้นหาง่ายที่สุดคือ อาชีพเดิมที่เคยทำก่อนเกษียณ เพราะมีความชำนาญอยู่แล้ว อาจจะเป็นที่ปรึกษา รับเป็นจ๊อบ หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ค้นหาอาชีพจากพรสวรรค์หรือความถนัดความชอบพื้นฐาน งานอดิเรก และแรงบันดาลใจ มาพัฒนาเป็นอาชีพ สำคัญที่สุดคือ อาชีพหลังเกษียณหากจำเป็นต้องลงทุน ให้ทดลองทำเล็กๆ ก่อน ได้ผลจึงจะขยายผลจากส่วนกำไร และมีความสุขกับการทำงานนั้น

 

ภาพ Freepik

สำรวจเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603266

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

สำรวจเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020

Booking.com คาดการณ์เทรนด์ท่องเที่ยวประจำปี 2020 ชาวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม เที่ยวเมืองรองมากขึ้น จากการไปตามคำแนะนำของเทคโนโลยีประมวลผล มาสู่เทรนด์การเที่ยว “เมืองรอง”

เนื่องจากการเข้าสู่ปีใหม่ครั้งนี้เป็นการเข้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยเช่นกัน จึงส่งผลให้ความต้องการ พฤติกรรม และความปรารถนาด้านการเดินทางของเราพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ โลกทุกวันนี้ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเหล่านักสำรวจ ด้วยภารกิจที่ต้องการช่วยให้ทุกคนออกไปสำรวจโลกกว้างได้ง่ายขึ้น Booking.com จึงคาดการณ์ว่าปี 2020 จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเชิงสำรวจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี รวมถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นต่อผู้คนและสถานที่ที่เราไปเยือน ด้วยความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำของแวดวงการเดินทางและเทคโนโลยี พ่วงด้วยผลสำรวจจากกลุ่มนักเดินทางมากกว่า 22,000 คนจาก 29 ประเทศ อีกทั้งข้อมูลเชิงลึกจากรีวิวของผู้เข้าพักกว่า 180 ล้านรายการที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ทั้งหมดนี้นำมาสู่บทสรุปเทรนด์ท่องเที่ยวซึ่งเราคาดไว้ว่าจะกลายเป็นจริงในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

1. กระแสเที่ยว “เมืองรอง” จะมาแรงขึ้น

การเที่ยวเมืองรอง หมายถึง การไปสำรวจจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า เพื่อพยายามลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองและช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยเทรนด์ท่องเที่ยวนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่จะมาถึง ผู้เดินทางชาวไทยจำนวนมากกว่าครึ่ง (68%) อยากมีส่วนร่วมในการลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (จาก 54% ของผู้เดินทางทั่วโลก) ส่วน 65% ต้องการเปลี่ยนแผนไปเที่ยวจุดหมายอื่นที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าแต่คล้ายกับของเดิม หากพบว่าจะช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อกระตุ้นความสนใจนี้ยิ่งขึ้น ผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าสามในสี่ 79% อยากให้มีบริการ (แอปพลิเคชัน/เว็บไซต์) แนะนำจุดหมายที่หากมีผู้ไปเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้วจะช่วยสร้างผลเชิงบวกให้กับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่าบริษัทต่าง ๆ จะตอบสนองต่อความต้องการนี้ โดยเสนอฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้เดินทางสามารถระบุเมืองรอง/ละแวกจุดหมายได้ง่ายขึ้น โดยฟังก์ชั่นนี้จะทำความเข้าใจกับสไตล์ของผู้เดินทาง แล้วนำไปจับคู่กับจุดหมายทางเลือก หรือจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าในประเทศหรือภูมิภาคที่ผู้เดินทางต้องการไป นอกจากนี้ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในแวดวงการเดินทาง จะทำให้แคมเปญสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นจำนวนมาก อีกทั้งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การกระตุ้นให้ผู้เดินทางเลือกใช้เส้นทางที่มีการเดินทางไปน้อยกว่าได้สะดวกยิ่งขึ้น

2. ให้เทคโนโลยีคาดการณ์สิ่งที่ไม่คาดคิด

ในปี 2020 ผู้เดินทางจะใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ในกระบวนการตัดสินใจหลัก ๆ อย่างการเลือกว่าจะไปเยือนมุมใดของโลกที่แสนน่าทึ่งนี้ ซึ่งอาจมีตัวเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก ทว่าในปีที่ใกล้เข้ามานี้จะมีการใช้เทคโนโลยีสุดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและช่วยให้เราก้าวข้ามเรื่องยุ่งยากนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยคำแนะนำที่ชาญฉลาดและเทคโนโลยีประมวลผลที่เชื่อถือได้ จะเชื่อมโยงเรากับประสบการณ์ใหม่ๆ จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีแล้วเราก็อาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัส นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา (รวมถึงเวลาที่ใช้นั่งหน้าจอดิจิทัล) และช่วยให้เราใช้ทุกนาทีของ “ตอนนี้” ได้อย่างเต็มที่ระหว่างออกเดินทาง

นี่เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้เดินทางชาวไทยมากกว่า 4 ใน 5 (82%) ซึ่งกล่าวว่าต้องการให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเสนอ “ไพ่เด็ด” และตัวเลือกสุดเซอร์ไพรส์ ซึ่งจะพาไปพบกับประสบการณ์แปลกใหม่อย่างแท้จริงสำหรับทริปในปีที่จะมาถึง นอกจากนี้ ผู้เดินทางไทยมากกว่าครึ่ง (64%) เน้นว่าระหว่างเดินทางจะใช้แอปพลิเคชันที่ทำให้เลือกดูและจองกิจกรรมแบบเรียลไทม์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ในขณะที่ผู้คนจำนวนใกล้กัน (61%) มีแผนที่จะใช้แอปพลิเคชั่นซึ่งสามารถวางแผนกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อให้มีคำตอบรวมอยู่ในที่เดียว และเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ในปี 2020 จะมีแอปพลิเคชันจำนวนมากยิ่งขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คอยเสนอคำแนะนำสำหรับผู้ใช้รายนั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นจุดหมาย ที่พัก และกิจกรรมน่าสนใจ โดยอิงตามความชอบในปัจจุบัน ทริปก่อนหน้า และองค์ประกอบหลักที่อาจส่งผลกระทบได้ เช่น สภาพอากาศและความนิยม

3. เที่ยวแบบสโลว์ ๆ จะมาแทน #FOMO

แทนที่จะต้องคอยกลัวตกกระแส (Fear of Missing Out หรือ FOMO) และต้องเร่งรีบทำทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเดินทางในปี 2020 นั้นจะพลิกโฉมไปเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าครึ่ง (61%) วางแผนที่จะใช้รูปแแบบการเดินทางที่ช้าลงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 3 ใน 4 (78%) อยากเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์จากการเดินทางให้มากขึ้น รูปแบบการเดินทางซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการที่เปลี่ยนไป ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน รถราง เลื่อนลาก เรือ รวมถึงเดินด้วยสองเท้าของนักเดินทางเอง ตามจริงแล้วผู้เดินทางชาวไทย 75% ไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางไปจุดหมายนานขึ้น หากได้ใช้วิธีเดินทางแบบแปลกใหม่ นอกจากนี้ ผู้เดินทาง 73% อยากสัมผัสถึงความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลา ด้วยการนั่งรถไฟสายประวัติศาสตร์ (เช่น Flying Scotsman หรือ Orient Express) เฝ้ารอปีแห่งการเดินทางสุดพิเศษแบบค่อยเป็นค่อยไปได้เลย

4. ค้นพบการท่องเที่ยวที่สัมผัสความสนุกได้แบบครบครัน

โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาว่างพอ เป็นเหตุให้ไม่ได้เริ่มทริปหรือหยุดพักผ่อน ผู้เดินทางต่างต้องการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุดระหว่างพักผ่อน ดังนั้น แทนที่จะเที่ยวแค่แบบเดียวตลอดทริป ในปี 2020 จะมีผู้เดินทางที่ต้องการทริปแบบ “ความสนุกครบครัน” เพิ่มขึ้น โดยไปเยือนจุดหมายที่มอบประสบการณ์หลากหลายและมีสิ่งน่าสนใจ โดย 7 ใน 10 ของผู้เดินทางชาวไทย (71%) กล่าวว่าต้องการออกทริปยาว ๆ สักครั้งเพื่อไปยังสถานที่ที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กัน และอีก 77% ยอมรับว่าจะเลือกจุดหมายที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กันเพื่อจะได้ประหยัดเวลาเดินทาง จากเทรนด์นี้จึงทำให้คาดได้ว่า แวดวงการเดินทางจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ผู้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น โดยสร้างแผนเดินทางที่อัดแน่นด้วยความสนุกและสิ่งที่น่าสนใจหลากหลาย ข้อเสนอ และเส้นทางที่จะทำให้ผู้เดินทางได้เที่ยวจุดหมายสนุกครบครันเหล่านี้อย่างเต็มที่

เมื่อพูดถึงจุดหมายที่มีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติโดดเด่น ซึ่งสามารถดื่มด่ำได้จากระเบียงห้องพักไปจนถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสุดตื่นตา และชายหาดสำหรับเล่นน้ำคลายร้อน เพื่อผ่อนคลายหลังออกสำรวจมากทั้งวัน ปิดท้ายด้วยมื้อเย็นที่ร้านอาหารท้องถิ่นรสดั้งเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางที่ใช้บริการ Booking.com ต่างกล่าวว่าจุดหมายอันดับต้น ๆ ที่สามารถมอบประสบการณ์ความสนุกแบบครบครันให้กับนักท่องเที่ยวได้ คือ มอนเตวิเดโอ (อุรุกวัย) อิลญาเบลา (บราซิล) และนาฮะ (ญี่ปุ่น) เมื่อเทียบกับจุดหมายอื่น ๆ

5. สัตว์เลี้ยงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเกินครึ่ง (55%) กล่าวว่าให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นลูก รวมถึง 53% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทยด้วยเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เทรนด์การเดินทางปี 2020 นี้จะถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการพักผ่อนโดยมีสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือเมื่อเลือกจุดหมาย ที่พัก และกิจกรรม เราจะได้เห็นผู้เดินทางให้ความสำคัญกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงแสนรักก่อนตัวเอง

เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทย 52% ยอมรับว่าในปีหน้าจะเลือกจุดหมายพักร้อนโดยอิงจาก ความเป็นไปได้ในการพาสัตว์เลี้ยงไปด้วย และเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวน 52% ก็ยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อพัก ณ ที่พักซึ่งเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เทรนด์นี้เห็นได้ชัดจากจำนวนที่พักซึ่งยินดีต้อนรับสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบน Booking.com แม้ว่าผู้ประกอบการที่พักจะตระหนักถึงความต้องการนี้ แต่ผู้ประกอบการที่พักทั่วโลกก็ยังคงมองหาวิธีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น ที่นอนสุนัข สปาสัตว์เลี้ยง เมนูรูมเซอร์วิส หรือแม้แต่ห้องอาหารที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่าสัตว์เลี้ยงที่เดินทางพักร้อนพร้อมเจ้าของสามารถตั้งตารอประสบการณ์ระดับ 5 ดาวได้อย่างแน่นอน

6. สร้างความทรงจำดี ๆ ด้วย “ทริปสองวัย”

ปี 2020 เป็นปีแห่ง “ทริปสองวัย” ลืมคำว่าช่องว่างระหว่างวัยไปได้เลย เพราะจะมีปู่ย่าตายายจำนวนมากขึ้นที่พร้อมไปพักร้อนอย่างยิ่งใหญ่กับหลาน ๆ โดยไม่ได้พาคนเป็นพ่อแม่ไปด้วย ชาวไทยในรุ่นปู่ย่าตายายเกือบ 3 ใน 4 (74%) ยอมรับว่าการใช้เวลากับหลาน ๆ ทำให้ตนเองได้รู้สึกย้อนวัย โดยอีก 56% เชื่อว่าเหล่าพ่อแม่ก็อยากมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างโดยไม่มีเด็ก ๆ มารบกวน เมื่อจับคู่กับความจริงที่ว่าผู้สูงวัยทุกวันนี้แข็งแรงกว่า ชอบผจญภัยมากกว่า และกระตือรือร้นที่จะได้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก อีกทั้งกระฉับกระเฉงกว่าเมื่อก่อน เราก็จะได้เห็นว่า “ทริปสองวัย” ซึ่งมีกิจกรรมสุดแอคทีฟมากมายให้คนสองวัยได้เข้าร่วมนั้น จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีกในปีหน้า

7. แข่งกันไปจองร้านอาหาร

เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องท่องเที่ยวในปีหน้า จะเห็นว่าผู้เดินทางต่างให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารเป็นอันดับแรก ๆ โดยต่างแย่งกันจองร้านอาหารดัง ๆ สำหรับหลายคนแล้ว การเลือกจุดหมายและช่วงที่จะเดินทางนั้นเริ่มต้นจาก (และขึ้นอยู่กับว่า)สามารถจองร้านเพื่ออิ่มอร่อยกับอาหารที่อยากทานมาก ๆ ได้หรือไม่ ซึ่งหลายครั้งหลายคราจะเป็นร้านซึ่งมีคิวยาวเหยียดต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ นอกจากนี้ ความหิวก็ยังถูกกระตุ้นด้วยเนื้อหาและคำแนะนำมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย จึงไม่ได้มีเพียงร้านอาหารชื่อดังเท่านั้นที่ผู้เดินทางต่างพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจองโต๊ะ “ร้านลับ” ซึ่งเป็นสถานที่โปรดของคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน เสิร์ฟเมนูที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ผู้คนมากมายอยากลิ้มลอง โดยหลายครั้งอยู่ในเส้นทางซึ่งคนไม่ค่อยรู้จักกัน ได้กลายมาเป็นร้านซึ่งมีแนวโน้มชวนให้ผู้เดินทางซึ่งต้องการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นน้ำลายสอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางชาวไทยส่วนใหญ่ จำนวนถึง 85% กล่าวว่าการได้ทานอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญเมื่อไปทริปวันหยุด ดังนั้น เตรียมกาปฏิทินหาวันหยุดได้เลย เพราะในปีหน้าผู้เดินทางจะเปลี่ยนแผนท่องเที่ยวโดยอิงจุดหมายที่เหมาะกับการไปทานอาหารเป็นหลัก โดยอยากไปดื่มด่ำรสชาติก่อนใคร และต้องการไปเยือนร้านเป็นรายแรก ๆ หรือก่อนที่จะกลายเป็นร้านดังออกสื่อต้องจองโต๊ะไปอีกร้าน

8. ทางลัดที่จะได้ออกเดินทางระยะยาว

เนื่องจากการเกษียณมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อมีอายุถึงจุดหนึ่งและไม่ต้องทำงานแล้ว แต่วางแผนอย่างแข็งขันที่จะเกษียณเร็วขึ้น ในปี 2020 เราจึงจะได้เห็นการวางแผนการเกษียณเป็นเหมือนกับ “การวางแผนเดินทางเพื่อออกผจญภัย” ชาวไทยในช่วงอายุ 18-25 ปี จำนวนมากกว่าหนึ่งในสี่ (28%) กำลังวางแผนที่จะเกษียณก่อนอายุ 55 ปี โดยเรื่องที่วางแผนว่าจะทำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สำหรับปี 2020 ผู้เดินทางจะเปลี่ยนแนวคิดและเริ่มวางแผนครั้งใหญ่หลังเกษียณในอนาคต โดยผู้เดินทางชาวไทย 7 ใน 10 (72%) เห็นว่าการออกเดินทาง หรือท่องเที่ยว เป็นวิธีสุดสมบูรณ์แบบที่จะใช้เวลาว่างจากการเกษียณ

ส่วนผู้เดินทางชาวไทยสามในสี่ (73%) วางแผนที่จะทำให้ทริปโลดโผนขึ้นเมื่อเกษียณแล้ว และมากกว่าหนึ่งในสี่ (28%) ของคนที่เกษียณแล้วก็กำลังวางแผน Gap Year กล่าวคือเอาเวลาไปเที่ยวนานหลายเดือนโดยไม่ให้มีเรื่องอะไรมาขัดจังหวะ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ผู้เดินทางชาวไทยเกือบ 3 ใน 4 (73%) เห็นพ้องว่าสามารถทำตอนอายุเท่าไรก็ได้ และเนื่องจากการเกษียณและการเดินทางการเป็นเรื่องที่ควบคู่ไปด้วยกันสำหรับกลุ่มคนในหลายช่วงอายุ จึงคาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถเริ่มกระบวนการวางแผนผ่านเงินเก็บสำหรับ “ทริปหลังเกษียณ” โดยเป็นไปในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ผู้เดินทาง ปันเงินไว้สำหรับทริปพักร้อนที่ยาวที่สุดในชีวิต

อายาน เดคก์ (Arjan Dijk) ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Booking.com กล่าวว่า “เมื่อเราก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ เราก็จะได้เห็นธุรกิจในแวดวงการเดินทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และฟังก์ชั่นต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนออกไปสัมผัสโลกกว้างได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเพื่อตอบสนองต่อนักเดินทางที่ต้องการเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้น อยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำจุดหมายเมืองรองเพื่อช่วยต่อสู้กับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ไปจนถึงคำแนะนำด้านการเดินทางที่คัดสรรมาให้มีความเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงทำให้มั่นใจว่ามีตัวเลือกที่พักหลากหลายที่สุดสำหรับลูกค้าทั่วโลก เราต้องการให้แน่ใจว่าผู้เดินทางนั้นมีความพร้อม โดยได้รับการสนับสนุนและตื่นเต้นกับการเดินทางในปี 2020 และหลังจากนี้ไปอีกตราบนานเท่านาน”

โค้ดดิ้ง (Coding) ภาษาใหม่ของเด็กยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603010

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

โค้ดดิ้ง (Coding) ภาษาใหม่ของเด็กยุคดิจิทัล

เด็กๆ ในปัจจุบันเติบโตขึ้นพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่า อะไรที่ทำให้เทคโนโลยีที่อยู่รอบตัวตอบสนองความต้องการของเราได้ คำตอบก็คือ การเขียนโปรแกรมหรือที่เรียกกันว่าโค้ดดิ้ง (Coding) นั่นเอง

ทุกวันนี้การเขียนโปรแกรม หรือที่เรียกกันว่า “โค้ดดิ้ง (Coding)” ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด คุณพ่อคุณแม่อาจจะยังไม่รู้ว่าโค้ดดิ้งคืออะไร และสำคัญกับเด็กๆ อย่างไร แต่งานเสวนาหัวข้อ “โค้ดดิ้งภาษาใหม่ที่เด็กทั้งโลกต้องตามให้ทัน การูด้า ลา ฟลอร่า หนังสือการ์ตูนความรู้ที่จะทำให้เด็กไทยรู้จักโค้ดดิ้งมากขึ้น” จากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 (Book Expo Thailand 2019) ยกขบวนไปอิมแพ็ค ได้ขยายความให้เราเข้าใจมากขึ้น

วัชราภรณ์ ดอนแสง General Manager บริษัท โค้ดคิดส์ จำกัด เล่าว่า “ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมและก้าวตามให้ทัน เมื่อทุกสิ่งรอบตัวเราต่างเป็นเทคโนโลยีที่ถูกเขียนโปรแกรมขึ้นมาได้ ซึ่งโค้ดดิ้ง (Coding) คือหนึ่งในการเขียนชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้โปรแกรมทำตามคำสั่งซึ่งหรือการสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำตามที่เราต้องการด้วยการใช้ภาษาของคอมพิวเตอร์นั่นเอง โดยเด็กๆ สามารถเริ่มเรียนได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป จะเริ่มด้วยการให้ฝึกคิดให้เป็นระบบช่วยให้เด็กคิดทุกเรื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผลส่งผลให้เกิดทักษะการแก้ปัญหา นำปัญหามาแยกย่อยเป็นส่วนๆ รู้จักจัดลำดับความสำคัญเพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขในแต่ละส่วน อีกทั้งในแต่ละขั้นตอนของการเขียนโค้ดดิ้งจะได้เรียนรู้ระบบการวางแผน เมื่อฝึกฝนไปสักพักก็จะทำให้เข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดได้ในทุกสาขาอาชีพไม่จำเป็นว่าเด็กๆ ที่เรียนจะต้องเป็นโปรแกรมเมอร์เพียงอย่างเดียว”

ด้าน ภาสกร กฤษสมัย Content Manager บริษัท อี.คิว.พลัส กรุ๊ป จำกัด เล่าว่า “โค้ดดิ้ง (Coding) ถือเป็นหนึ่งใน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21stCentury Skill)” เป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับทั้งตัวผู้ปกครองและเด็กๆ เอง โดยสำนักพิมพ์ อี.คิว.พลัสต้องการที่จะสื่อสารและสร้างความเข้าใจในเรื่องโค้ดดิ้งผ่านการ์ตูนความรู้ สำหรับผู้ปกครองก็จะเป็นหนังสือเรื่อง “เตรียมลูกรักให้พร้อมรับ Coding” ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “การเรียนเขียนโปรแกรม” หรือ “Coding” ว่ามีความจำเป็นและสำคัญต่อเด็กๆ ในปัจจุบันนี้และอนาคตอย่างไร ส่วนเยาวชนยังเพลินเพลินไปกับหนังสือการ์ตูนซีรีส์เสริมความรู้ในวิชาโค้ดดิ้ง อย่าง “โรงเรียนโรบอทถอดรหัสอัจฉริยะ การูด้า ปะทะ ยัยทิวาจอมป่วน” และ “7 ขั้นสุดง่ายสร้างเกมด้วย Scratch ตอน แผนพิชิตพลาสติกกลางทะเล”

จากการเสวนาครั้งนี้จะเห็นได้ว่า “โค้ดดิ้ง (Coding)” เป็นอีกความรู้หนึ่งที่ไม่ใช่แค่การเรียนไปเพื่อจบมาเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่เป็นความรู้ทางกระบวนการคิดในแบบคอมพิวเตอร์ที่ได้ฝึกฝนระหว่างการโค้ดดิ้ง ซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับทุกเรื่องในชีวิตประจำวันได้

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาดีๆ อีกมากมาย อาทิ “การสร้างวิธีคิดและพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย” โดย ศศิประภา สุนทรพิธ ในวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 – 15.00 น. และ “ผจญภัยในโลกแฟนตาซีกับ a place called perfect และ nevermoor” โดย อลิสา สันตสมบัติ และ ทศพล ศรีพุ่ม ในวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 – 15.00 น. พร้อมเดินช้อปหนังสือแวะชิมกาแฟกันได้ที่ “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 24” ยกขบวนไปอิมแพ็ค (Book Expo Thailand 2019) หนังสือดีมีชีวิต – Bring Content to Life จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook Fanpage: Book Thai