ส่องไฮไลต์เด็ด มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602866

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 18:07 น.

ส่องไฮไลต์เด็ด มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 มีอะไรให้ว้าว ในคอนเซ็ปต์ “หนังสือดีมีชีวิต – Bring Content to Life”

โค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับ “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24” (Book Expo Thailand 2019) ที่ครั้งนี้ยกขบวนไปที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี กับคอนเซ็ปต์สุดว้าว “หนังสือดีมีชีวิต – Bring Content to Life” พบมิติใหม่ของการนำเสนอเนื้อหาดีๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่เพียงในหนังสือ และเป็นครั้งแรกกับการจัดงานในสถานที่ใหม่ บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ณ ชาเลนเจอร์ 2 พร้อมขนไฮไลท์เด็ดเอาใจหนอนหนังสือเพียบ

Exhibition…สุดว้าว!

“นิทรรศการ Bring Content to Life” ที่โดดเด่นอยู่ด้านหน้าฮอลล์ โดยนิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมและเรื่องราวการอ่านในรูปแบบต่างๆ ภายในมีห้องกิจกรรม 5 ห้อง ได้แก่ “ห้องแบบสอบถาม” ให้ได้ร่วมสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอ่าน “ห้อง Reception” พบเคาน์เตอร์บรรณารักษ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในห้องสมุดและเพลิดเพลินไปกับคำคมการอ่านของเหล่าคนดัง “ห้อง Timeline” จัดแสดงข้อมูลวิวัฒนาการการอ่านแต่ละยุคสมัย “ห้อง Documentary” วิวัฒนาการของการอ่านที่เปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ซึ่งนำไปสู่การอ่านในรูปแบบใหม่ๆ และสุดท้ายกับ “ห้องจัดแสดงงานของผู้ร่วมออกบูธ (showcase)” ที่จะรวบรวมสื่อที่เข้ากับยุคสมัยเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ AR หนังสือ pop-up ที่สื่อให้เห็นถึงการนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาผสมผสานกับสื่อที่หลากหลาย หรือประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี

Check-Point…ลุ้นรางวัล

ใครว่างานหนังสือจะมีแต่หนังสือเพราะงานนี้เขามีของมาแจก! เพียงลงทะเบียนเข้าชมงานแล้วแวะสแกนคิวอาร์โค้ดที่จุด Checkpoint ครบ 4 จุด จาก 7 โซนหนังสือ ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ iPad Air รุ่น 10.5 นิ้ว WiFi 64GB และ คูปองเงินสดมูลค่า 1,000 บาทได้ทุกวัน โดย iPad จะจับรางวัล วันละ 1 เครื่อง ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ของทุกวัน และ คูปองเงินสดมูลค่า 1,000 บาท จับรางวัล วันละ 20 – 50 รางวัล ตั้งแต่เวลา 13.00 – 20.00 น.

New Release…หนังสือปกใหม่

แน่นอนว่านอกจากจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ร่วมสนุกแล้ว “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24” (Book Expo Thailand 2019) ยังยกขบวนหนังสือใหม่กว่า 1,500 ปก หนังสือชุด “เด็กรักษ์ไทย” เรื่อง “โขนไทย” ที่จะช่วยให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกับศิลปะการแสดงของไทย หรือ หนังสือพัฒนาตนเองอย่าง “คิดแบบ Bluefishing ชีวิตเนรมิตได้” และ “อยากสำเร็จ ต้องโฟกัส ด้วยแนวคิด OKRs” ที่จะช่วยแนะนำทางไปสู่ความสำเร็จ สำหรับแฟนหนังสือนิยายวรรณกรรมพบกับการกลับมาของนิยายที่สร้างความประทับใจให้คนทั่วประเทศในภาคต่อของบุพเพสันนิวาสกับผลงาน “พรมหมลิขิต” และอีกมากมายให้ได้เลือกจับจองเป็นเจ้าของ

Talk ดีดี…มีสาระ

แวะมาอัพเกรดความรู้และจินตนาการ พร้อมกับค้นหาแรงบันดาลใจจากร้อยเรื่องราวของนักเขียนคนดังที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียในหัวข้อต่างๆ อาทิ แนะนำหนังสือสำหรับเจ้าของ “บ้าน – สำนักงาน – อาคารสูง” โดย เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ อายุธพร บูรณะกุล และ วิญญู วานิชศิริโรจน์ และ “Home Cooking สวยได้ อร่อยด้วย สไตล์ Food influencer” โดย หม่าม้าหวาน และเชฟพลอย เสวนา “นักแปลมือใหม่ แปลอย่างไรให้ได้งานทำ” และยังมีเหล่านักคิดอีกมากมายที่จะมาร่วมแชร์ไอเดียดีๆ

Coffee Corner มุมกาแฟสุดชิล

พักเหนื่อยจากการเดินช้อปหนังสือมานั่งจิบกาแฟรสละมุนที่ PUBAT Cafe by SOD Coffee แบรนด์กาแฟสายพันธุ์ไทยแท้ที่ผ่านการเพาะปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ พร้อมมีมุมพักผ่อนให้นักอ่านได้นั่งอ่านหนังสือเพลินๆ ผ่อนคลายไปกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นท่ามกลางบรรยากาศสวน ที่ทำมาเพื่อเอาใจนักอ่าน ให้สามารถมานั่งพักกันได้ที่บูธ H06 บริเวณตรงกลางฮอลล์ใกล้กับโซนหนังสือเก่า

Delivery Service…ตัวปลิวไม่ต้องหิ้วหนัก

บอกลากระเป๋าเดินทางล้อลาก หรือ สารพัดสิ่งที่เตรียมมาขนหนังสือกลับบ้านกันได้เลย เพราะครั้งนี้มีบริการที่จะทำให้เหล่านักอ่านเดินตัวปลิวกลับบ้านสบายๆ ไม่ต้องหิ้วให้หนักกับ “บริการจัดส่งหนังสือจาก Kerry” ในราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท และยังมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% รวมถึงฟรีอุปกรณ์แพ็คและบริการช่วยแพ็คอีกด้วย ซึ่งสามารถไปใช้บริการกันได้ที่บูธ B13 ด้านหลังฮอลล์ฝั่งซ้ายใกล้กับโซนหนังสือ Book Wonderland

Post Books จัดโปรโมชั่นสุดว้าววววววว

ก่อนกลับอย่าลือตรงไปเช็กอินที่บูธ #B03 พบกับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ พลาดไม่ได้กับ #บุฟเฟ่ต์ไม่อั้น เต็มถุงเพียง 99 บาท! และโปรโมชั่น “1+1” ซื้อหนังสือเล่มแรกในราคาปกติ แต่เล่มที่สองจ่ายเพียง 1 บาทเท่านั้น!

แวะไปสัมผัสไฮไลต์เด็ดเหล่านี้มาพบกันได้ที่ “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 24” ยกขบวนไปอิมแพ็ค (Book Expo Thailand 2019) ตั้งแต่วันนี้ – 13 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดการเดินทาง โปรโมชั่นและกิจกรรมดีๆ ภายในงานได้ทาง Facebook Fanpage: Book Thai

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/522711

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 07:35 น.

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ไตรมาสนี้มีคำเตือนหลายสำนักประกาศให้ระวังการใช้จ่าย แม้หลายคนมองว่าการออมเงินเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่มีคำว่าสาย ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย  7 ประเภทการออมฉลาดกันก่อนก็ได้

มนุษย์เงินเดือนอาจมองว่าการเก็บการออมเงินเป็นเรื่องยาก หากใครยังตั้งต้นตั้งตัวไม่ได้  ลองเริ่มด้วยการอาศัยหลัก “ออม-เปิด-ลงทุน” ดูซิ

1. ออมก่อนใช้ หักไว้ทันที

เมื่อถึงวันเงินเดือนเข้า ให้รีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีทันที และส่วนที่เหลือค่อยนำมาแบ่งเป็นรายจ่ายต่างๆ เช่น รายจ่ายส่วนตัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรวจดูว่าสามารถออมเงินในแต่ละเดือนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน อาจเริ่มต้นที่ 10% ก่อน แล้วค่อยขยับ เป็น 20-30% ตามกำลังความสามารถ เพียงเริ่มแบ่งเงินออมก่อนใช้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว

2. เปิดบัญชีเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้

การเปิดบัญชีก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ตามความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป เช่น บัญชีเพื่อใช้ จะเป็นการแบ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สามารถฝากถอน โอนเงิน จ่ายบิล ค่าใช้จ่าย ได้ตลอดเวลา ส่วนบัญชีเพื่อออม ให้มองหาสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง ไม่ซ่อนเงื่อนไข และอาจจะแบ่งบัญชีเพื่อออมนี้ เป็นระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น

3. ลงทุนให้งอกเงย

ควรศึกษาหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เงินที่ออมนั้นงอกเงยเพิ่มดอกเพิ่มผล เช่น การลงทุนหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงน้อย และมีผลประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องมีเรื่องภาษี ซึ่งสามารถนำเงินออมนี้ไปใช้สิทธิในเรื่องของการลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF/RMF หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตในลักษณะของการออมเงินระยะยาวพร้อมให้ความคุ้มครอง

แนะนำ 7 ประเภทการออมฉลาด

ประเภทการออมได้แบบฉลาดๆ ออมได้แบบง่ายๆ และไม่ต้องเสียภาษี จะเป็นอะไรกันบ้างมาดูกันเลย

1.สลากออมทรัพย์จากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สลากออมทรัพย์จัดอยู่ในเงินฝากเผื่อเรียก เป็นการออมเงินที่เหมือนการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ซื้อสลากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษที่มากกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป โดยผู้ซื้อสลากจะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัลทุกเดือนหรือทุกงวดจนกว่าจะครบกำหนดอายุของสลากนั้นๆ

ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 42(8)(ก) และ(11) ที่ระบุไว้ว่า “ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก” และ “รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ได้รับยกเว้นภาษี

2.ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์

ก่อนจะฝากเงินกับสหกรณ์ได้ ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆ ก่อน โดยผลตอบแทนที่ได้จะมีทั้งในรูปแบบของเงินปันผล และดอกเบี้ยเงินฝาก(ออมทรัพย์) ซึ่งผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบจะสูงกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารทั่วไป แถมได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 42(8)(ข) และพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 40

3.เงินฝากประจำระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์

คุณสมบัติของเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายมาตรา 50(2) และมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากรนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปี(12 เดือน)ขึ้นไป และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันแล้ว ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 3 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้ฝากต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์(นับตามวันเดือนปีเกิดของผู้ฝาก)

4.การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 2 หมื่นบาท

เงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านระบบการหักหรือโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์นี้ ไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีเงินฝากอื่นใด และจะต้องมีจำนวนดอกเบี้ยรวมกันทุกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของทุกธนาคารทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น

5.เงินฝากประจำปลอดภาษี

เงินฝากประจำปลอดภาษีเป็นการฝากเงินรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยยอดเงินฝากแต่ละครั้งต้องมีจำนวนเท่ากันทุกเดือน และยอดเงินที่ฝากในแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 6 แสนบาท ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถเปิดได้คนละ 1 บัญชีเท่านั้น(รวมทุกธนาคาร)

6.ลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เนื่องจากเงินปันผลของกองทุนต่างๆ นั้น จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%(มาตรา 48(3) แห่งประมวลรัษฎากร) ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตราที่ถูกไว้ (Final TAX) โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เมื่อยื่นแบบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุนไปพร้อมกันด้วย

7.ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด เช่น รถไฟฟ้า เขื่อน ถนน เป็นต้น กองทุนกำหนดให้บุคคลธรรมดาผู้ซื้อกองทุน ได้รับสิทธิยกเว้นสำหรับเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนเป็นเวลา 10 ปีภาษีต่อเนื่อง นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าว รวมทั้งกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ ก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเช่นกัน

How to การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่ได้ไวขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602276

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

How to การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่ได้ไวขึ้น

งานใหม่ สถานที่ใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ เราต้องปรับตัวเรื่องอะไรให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้บ้าง

มนุษย์เรามีอะไรใหม่ๆ ก็ต้องเรียนรู้และปรับตัว ส่วนใครที่กำลังกังวลกับการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ แล้วคิดไปว่าเจ้านายจะดีหรือเปล่า เพื่อนร่วมงานจะคุยกับเราไหม พักเที่ยงจะกินข้าวกับใคร วัฒนธรรมองค์กรจะเป็นแบบไหน วันนี้ลองมาเรียนรู้แล้วปรับไปทีละสเต็ปกันดีกว่า

มิตรภาพ ย้ายที่ทำงานใหม่ เราเป็นสมาชิกใหม่ อย่างแรกเลยเราต้องเป็นมิตร ไม่ว่าใครจะเป็นมิตรกับเราหรือไม่ แต่เราเป็นมิตรไว้ก่อนไม่เสียหาย เริ่มจากการแสดงรอยยิ้มทักทาย ลดความตึงเครียด แล้ววางตัวเป็นมิตรกับทุกคนด้วยการทักทายพูดคุยเรื่องทั่วไป หรือแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน พร้อมฝากเนื้อฝากตัวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีไว้ก่อนเลย

มารยาท ต้องสุภาพอ่อนโยน เป็นการดีที่เราจะใช้ความสุภาพเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจกับออฟฟิศใหม่ หากเราสุภาพกับเพื่อนร่วมงานตั้งแต่ตอนต้น เราก็จะได้รับการตอบรับอย่างสุภาพกลับคืนมาเช่นกัน การทำงานก็ทำอย่างสุภาพนุ่มนวล เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเราให้เกียรติและจริงใจกับงาน ไม่ใช่เจออะไรที่ผิดไปจากที่คิดไว้ก็ชักสีหน้า บ่นพึมพำ หรือแสดงอาการไม่พอใจจนเกินไป แบบนี้ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้น้องใหม่อย่างเราแน่ๆ

เรียนรู้ให้มาก บางคนอาจจะมีประสบการณ์การทำงานมาแล้วหลายปี แต่การไปทำงานที่ใหม่ก็เหมือนกับการเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะแก่กล้าประสบการณ์มาจากไหน หากเปลี่ยนที่ทำงานใหม่เราก็ต้องขยันเรียนรู้ อะไรที่ไม่เข้าใจหรือไม่มั่นใจก็ถามจากเพื่อนร่วมงานที่อยู่มาก่อน แต่การถามทุกครั้งควรถามอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่ว่าถามไปซะทุกเรื่อง แบบนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องที่ดี

กลมกลืน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม สุภาษินี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ใช้ได้ผลดีเสมอ การเข้าไปทำงานที่ใหม่ก็เช่นกัน เข้าไปช่วงแรกๆ หมั่นสังเกตว่าเพื่อนร่วมงานของเราเขาทำงานอย่างไร สื่อสารอย่างไร เช่น ที่ทำงานบางที่สื่อสารกันผ่าน line แบบนี้เราก็ต้องหมั่นเช็กข้อความ หมั่นตอบ ไม่ใช่รู้ตัวอีกทีเขาคุยสรุปงาน สั่งงานกันผ่าน line จนจบแล้วแต่เรากลับเพิ่งเข้าไปเห็น แบบนี้อาจจะเสียงานได้ ดังนั้นสังเกตให้มากเพื่อการปรับตัวให้ไว แบบนี้มีชัยแน่นอน

รับผิดชอบหน้าที่ แน่นอนว่าการเข้าไปทำงานช่วงแรก ๆ เราจะยังรู้สึกเก้ๆ กังๆ เพราะไม่แน่ใจเรื่องขอบข่ายความรับผิดชอบในหน้าที่ของเรา และอาการนี้แหละที่จะทำให้งานเราหลุด กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบไปซะอย่างนั้น ดังนั้น เราควรถามจากหัวหน้างานให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ว่างานที่เราต้องรับผิดชอบ หรือต้องตัดสินใจนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ไม่ปล่อยหลุดให้ใครมาว่าเราได้ทีหลังว่าขาดความรับผิดชอบ

ติดตามงานของตัวเอง เป็นน้องใหม่ไม่ใช่แค่ต้องตั้งใจทำงาน แต่เราต้องใส่ใจงานด้วยการติดตามและเช็กผลอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่เรายังไม่ค่อยรู้จักใคร ยิ่งต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เช่น งานที่ต้องทำกันเป็นทีม เราทำเสร็จแล้วก็ต้องส่งต่อให้คนในทีมคนอื่นสานต่อ เราควรติดตามผลงานว่า งานที่เราทำไปเป็นอย่างไร มีผิดพลาดตรงไหน ต้องไขตรงไหนบ้างหรือเปล่า ไม่ใช่เสร็จงานแล้ว ก็เลยตามเลยไปไม่สนใจงานนั้นอีกเลย เพราะงานที่ทำไม่ได้จบที่เราแค่คนเดียว ดังนั้น การติดตามและเช็คผลงาน จึงเป็นหน้าที่ของน้องใหม่อย่างเราที่ต้องใส่ใจอย่างมาก

สื่อสารให้เป็น การสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในองค์กร ดังนั้น การไปเริ่มงานที่ใหม่เราควรให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ต้องพยายามจับประเด็นสิ่งที่ฟังให้ได้ ถ้าหากจำไม่ได้ต้องจดบันทึกเอาไว้ และเมื่อคุณต้องเป็นคนสื่อสารออกไป คุณต้องสื่อสารออกไปให้ตรงจุด ไม่พูดจาวกวนไปมา เรื่องไหนที่ไม่เข้าใจต้องพูด ต้องถาม เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ช่วยป้องกันความผิดพลาด

 

ภาพ : Freepik

ตอบ 6 คำถามสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ดูไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602149

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

ตอบ 6 คำถามสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ดูไม่ธรรมดา

วิธีการตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ผ่านด่านอรหันต์ เตรียมคำตอบเพื่อให้ 6 คำถามธรรมดาต่อไปนี้มีแต่ความประทับใจ

การสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่บังคับให้เราพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนมีความสามารถมากพอที่คู่ควรกับตำแหน่งงานในองค์กรนั้นๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคนโดยเฉพาะมือใหม่ และต่อไปนี้คือเทคนิคในการตอบคำถามสัมภาษณ์งานที่พบบ่อยที่สุด พร้อมคำแนะนำที่จะทำให้คำตอบน่าสนใจกว่าใครๆ

คำถามที่ 1 คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทของเราบ้าง ?

80% ในการสัมภาษณ์ต้องมีคำถามนี้ ดังนั้น ก่อนไปสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนไหนต้องมีการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทมาแล้วอย่างถี่ถ้วน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ควรหยุดอยู่ที่การนั่งอ่านโปรไฟล์ของบริษัท หรือท่องจำพันธกิจของบริษัทจนขึ้นใจ ลองเข้าไปดูโซเชียลมีเดียของบริษัทผ่านทาง Facebook หรือว่า Instagram ดูว่าเขาทำอะไรกันอยู่บ้าง อ่านบทความเกี่ยวกับบริษัท หรือแม้กระทั่งบุคคลที่น่าสนใจที่ทำงานอยู่ในบริษัทนั้น สิ่งนี้จะช่วยให้เราไม่ใช่แค่เข้าใจว่าบริษัทนี้ทำอะไร แต่ยังทำให้เรารู้ว่าบริษัทมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรและเพราะอะไร นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียของหลายองค์กรในปัจจุบันนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงความสร้างสรรค์และวัฒนธรรมขององค์เป็นอย่างดีอีกด้วย

คำถามที่ 2 ทำไมคุณจึงออกจากงานเก่า ?

เหตุผลที่แท้จริงที่คุณลาออกจากบริษัทเก่า อย่าง “ไม่ชอบเจ้านายเก่า” หรือ “เงินเดือนน้อย” อาจเป็นความจริงที่คุณอยากบอก แต่จะต้องหาวิธีพูดให้ดูราบรื่นกว่านั้น เช่น ลาออกเพราะวิสัยทัศน์ไม่ตรงกับหัวหน้า ซึ่งคำถามในลักษณะนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการทดสอบผู้สมัครงานในเรื่องทัศนคติ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู

– แสดงให้รู้ว่าสาเหตุเกิดจากตัวคุณเอง เช่น คุณมีความต้องการเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า และโอกาสในหน้าที่การงาน ที่ทำงานเดิมไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ การสมัครงานที่ใหม่มีตำแหน่งที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณ จากความสามารถและการสั่งสมความรู้ละแสวงหาความรู้เพิ่มเติมทำให้คุณอยากทำงานที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถนี้สร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทได้มากขึ้น

– สะท้อนให้เห็นว่าตัวงานใหม่เป็นสิ่งที่คุณมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เป็นการขยายความจากการตอบข้อแรก คุณต้องกล่าวให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่า การมาสมัครงานที่ใหม่นี้คุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะมาทำงานที่มีความท้าทาย และความท้าทายที่ว่านี้หาไม่ได้จากงานในองค์กรเดิม เช่น งานในองค์กรที่มาสมัครงานในครั้งนี้ ให้ใช้ความสามารถในการประสานงานกับองค์กรต่างชาติ ได้ร่วมงานกับต่างชาติ และมีโอกาสดูแลโครงการขนาดใหญ่

– บอกให้ฟังว่าบริษัทที่คุณมาสมัครงานมีข้อดีที่จะส่งผลให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร เช่น มีความมั่นคง มีระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ เป็นองค์กรระดับชาติ คุณมองเห็นแนวทางในการเดินไปสู่การพัฒนาตัวเอง ได้อย่างไรอย่างไรก็ตามควรที่จะหลีกเลี่ยง ในการตอบว่า รายได้ ผลตอบแทน หรือสวัสดิการที่จะได้จากองค์กรใหม่มีมากกว่าองค์กรเดิม และจำไว้ให้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรให้เสื่อมเสียแก่เจ้านาย หรือที่ทำงานเก่า ควรพูดในสิ่งที่เป็นด้านดีๆ และย้ำว่าการออกจากที่เดิมคุณ “ต้องการความก้าวหน้า”

คำถามที่ 3 ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง

คุณควรทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ ด้วยการอ่านรายละเอียดของตำแหน่งงาน และคุณสมบัติต่างๆ ที่ทางบริษัทต้องการทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจ ถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่า เข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนัก อยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นและ ถ้าไม่รู้อย่าพยายามตอบเพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมาไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก

คำถามที่ 4 คุณเช็กอีเมลของคุณในวันลาพักร้อนหรือไม่ ?

นี่เป็นหนึ่งในกับดักของการสัมภาษณ์งาน ในมุมหนึ่งคุณควรจะตอบให้ดูเหมือนว่าคุณสามารถอุทิศเวลาของคุณเพื่อให้งานสำเร็จรุร่วง อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างก็รู้ว่าสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพจิต เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญของความสำเร็จระยะยาว ดังนั้น สิ่งที่คุณควรจะสื่อออกไปคือการที่คุณยืนยันว่าคุณสามารถอุทิศเวลาเพื่อให้งานสำเร็จลุร่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามคุณ ก็ยังคำนึงถึงสุขภาพของคุณเพื่อความสำเร็จระยะยาวอีกด้วย

คำถามที่ 5 เงินเดือนที่คาดหวัง ?

คำถามปลายเปิดที่ตอบยากมากในการสมัครงาน อันนี้ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมมากหน่อยก่อนที่จะสัมภาษณ์ เพื่อที่จะรู้ว่าคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ และสายงานใกล้เคียงกันเขาได้กันเท่าไหร่ แต่ถ้ารู้สึกว่างานเก่าเงินเดือนต่ำจนเกินไป “เช็กเงินเดือนเฉลี่ยของแต่ละอาชีพ” รีบบอกก่อนเลยพร้อมกับเหตุผลว่าทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น คุณอาจอยากโกหกเงินเดือนเก่าให้สูงๆ เพื่อที่จะได้การยกระดับเงินเดือนขึ้นไป แต่มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำแบบนั้น บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีการเช็คจากสลิปเงินเดือนจากที่ทำงานเก่ากันแล้ว คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือบอกความจริง และบอกไปว่าคุณจะพอใจกับเงินเดือนที่มากขึ้น 20% ถึง 30% แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์เสนอเงินเดือนมาสูงหรือต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้ คุณก็อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการพิจารณาสัก 1-2 วัน แล้วค่อยให้คำตอบก็ได้เพราะถ้าเกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นประเภทคนโลเลไม่น่าเชื่อถือได้

คำถามที่ 6 มีคำถามอะไรไหม ?

คำตอบคือ มี!! คุณต้องมีคำถามสำหรับผู้สัมภาษณ์เสมอ ไม่ใช่เพื่อที่จะให้เขาประทับใจ แต่นี่เป็นโอกาสไขข้อข้องใจของตัวเองด้วย นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสร้างความประทับใจต่อบริษัท ถ้าเจอคำถามนี้ ย่อมหมายถึงการสัมภาษณ์ได้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในการตอบคำถามข้อสุดท้ายนี้จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่าเราเป็นคนเอาใจใส่ เช่น “สวัสดิการที่ผมจะได้รับมีอะไร” หรือคุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะถ้าคุณได้ทราบข้อมูลของบริษัทนี้มากพอแล้ว แต่ถ้าเกิดสงสัยจริงๆ ก็ควรตั้งคำถามที่ฟังแล้วดูดีและที่คาดว่าน่าจะถูกใจนายจ้างของคุณให้มากที่สุด

 

ภาพ : Freepik

จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602145

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ทำอย่างไรจะโหมกระพือไฟอันริบหรี่ให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ในวันที่รู้สึกไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ สิ่งที่เคยใฝ่ฝันกลายเป็นกับดักอันขมขื่นค่อยๆ กัดกร่อนคนทำงานทีละน้อย

หากใครเริ่มรู้สึกแบบนี้ทุกๆ เช้า นั่นแสดงว่าสัญญาณ Burnout Syndrome หรือโรคเบื่องาน หมดไฟในชีวิตการงานกำลังเริ่มมอดไปทีละน้อยๆ อันตรายมากสำหรับคนทำงาน วิธีแก้ปัญหาก็คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานอย่างกะทันหัน เพราะไม่ใช่ทางออกทำให้พบงานในฝันแบบเสกได้แน่ๆ หากเรายังไม่เข้าใจปัญหา หรือธรรมชาติของความหมดไฟ ต่อให้ได้งานใหม่ อาการไฟมอดก็พร้อมวนกลับมากลืนกินอยู่ดี วิธีแก้ต้องดูต้นตอกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งบั่นทอนคนทำงานให้ไปต่อไม่ได้

ทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อน

“หมดไฟ” เป็นเรื่องเบสิกไม่ว่าคนทำงานหน้าไหน ใครๆ ก็ต้องเผชิญทั้งนั้น แต่อาการเลยจุดเดือด คือวันหนึ่งจู่ๆ ก็เลือกหันหลังให้งานตัวเอง ด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนแรง เกิดอาการถอดใจเทงานกลางคัน ซึ่งถ้าจะหาสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้หมดไฟ ก็คือ “ความเครียด” ในระดับสูง เช่น กลุ่มคนทำงานให้ได้ตามเดดไลน์ เจ้านายหรือลูกค้าไล่จี้ทวงงาน ต้องปั่นงานแข่งกับเวลา ขณะที่ก็ต้องคิดงานให้แจ่มแจ๋วไร้ที่ติอีกต่างหาก ทำงานเหมือนหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ ความเครียดแบบนี้ก็สะสมได้ยาวๆ เช่นกัน

งานที่รักที่ทำ ทำด้วยความรู้สึกสนุก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จู่ๆ ลานก็ขาดผึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้เกิดอาการเบื่อ หมดไฟ หมดแรง ไม่อยากทำงาน(ที่เคย)สนุกกับมันเหลือเกิน ไม่อยากทำต่อไปอีกแล้ว ซึ่งความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน อาการแรกคือรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นโรคเบื่อหน่ายงานทุกขณะ

วิธีแก้ไข คือต้องฝืนกายใจให้ฟิตกว่าเดิม สุขภาพคือปราการด่านแรกที่จะทำให้แกร่งกว่าเดิม เริ่มการนอนหลับอย่างเพียงพอ จัดเมนูอาหารให้ได้สาร 5 หมู่ครบในแต่ละวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ไม่หมดแรงง่ายๆ แม้วันนี้(ยัง)เปลี่ยนงานไม่ได้ก็ตาม แต่เราแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังความอึดได้

สุขภาพที่ดีจะทำให้กลับเป็นเจ้าของผู้บริหารชีวิตของเราเองได้อีกครั้ง ด้านชีวิตส่วนตัวก็จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม เมื่อเจอกับงานหนักมาตลอดทั้งเดือน ต้องหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายเลือกเวลาพักร้อน ออกไปท่องเที่ยวมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ให้มีความรู้สึกว่าเรากำลังกุมบังเหียนชีวิตของตัวเองอยู่ ไม่ใช่แค่ระบบของออฟฟิศมาครอบเราไว้

บริหารเวลาไม่ได้ดังใจ

ความเครียดเรื้อรังทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง เพราะเราแทบจะไม่มีสมาธิกับสิ่งอื่นๆ เลย นอกจากต้องวุ่นกายวุ่นใจอยู่กับการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า พานทำให้ทุกๆ อย่างรอบตัวเกิดปัญหาอีนุงตุงนังเหมือนยุงตีกันไปด้วย วิธีแก้ไขก็ไม่ยาก แค่เพียงเริ่มจัดระเบียบชีวิต โดยเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เมื่อจัดสรรชีวิตได้แล้ว ความเครียดก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง

ลองใช้กฎทำชีวิตให้เร็วขึ้น 30 นาที เช่น ตื่นเช้าเร็วขึ้น 30 นาที จากที่เคยตื่น 06.00 น. เป็นกิจวัตร ลองตื่นเร็วขึ้นเพียง 30 นาที ตั้งเวลาอาบน้ำแต่งตัวให้เร็วขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น และถึงออฟฟิศเพื่อสะสางงานได้เร็วขึ้น วิธีนี้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้ชัดเลยทีเดียว

อย่าประเมินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงนี้ว่าน้อยเกินไป เพียงบริหารเวลาด้วยวิธีนี้ ตั้งเดดไลน์กับตัวเองให้เร็วขึ้นอีกนิด เราจะมีเวลาทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ซึ่งการมีเวลามากขึ้นก็จัดระเบียบที่ทำงานได้มากมายหลายอย่าง ตั้งแต่เคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่ง สะอาด และสบายตา ฮวงจุ้ยโต๊ะดี งานก็ดีไปด้วย ขณะที่ถ้าใช้ชีวิตเดิมๆ ไปถึงที่ทำงานตรงเวลาเป๊ะ ก็หันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ปั่นงานทันที ชีวิตแบบนี้บางทีไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรกำลังทำงาน

คิดแง่ลบไปเสียทุกๆ เรื่อง

อีกอาการสำคัญเป็นสัญญาณว่า “คุณหมดไฟ” คือแต่ละวันแต่ละนาทีเอาแต่คิดในแง่ลบ วิธีแก้ไขก็แค่เลิกคิดแง่ลบ คิดง่ายๆ แบบนี้ไม่ต้องคิดยากให้ซับซ้อน เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น

การคิดดี คิดบวก ก็แค่ให้นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค หากเราทำงานชิ้นที่ยากๆ ครั้งนี้ได้ ถ้าทำได้ คือความภูมิใจกับผลงานที่จะตามมาแน่นอน การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อให้เกิดทัศนคติในการทำงานที่ดี จะช่วยให้เรามีแรงใจในการทำงานมากขึ้น พยายามอย่าคิดว่าเพราะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้คิดว่าต้องทำอย่างไรเราจึงจะทำงานได้ดีขึ้น อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเสียบ้างก็ดี หรือคนรอบข้างที่จะสร้างความไม่สบายใจให้กับเรา จนเราทำงานไม่ได้ จะต้องยอมรับว่าบางคนหมดไฟในการทำงาน เพราะมีทัศนคติด้านลบมากเกินไป

ขาดการออกกำลังกาย

อาการหมดไฟในการทำงานของคนทำงาน เห็นได้จากอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไม่ใช่แสดงออกทางร่างกายแค่นั้น แต่เป็นจิตใจของเราที่เหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันเลย แล้วก็ยังทำให้เราคิดไป(เอง)ว่า เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีกแล้ว เราหมดไฟในการทำงานไปแล้ว ชีวิตทำงานดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนวันก่อนๆ อีกต่อไป

บางครั้งก็อาจรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานเริ่มไม่มีความสุข ร่างกายก็เปลี้ยไปเสียทุกส่วน

เมื่อร่างกายเหน็ดเหนื่อย ล้า ก็ต้องกลับมาฟิต ทั้งตำราสุขภาพ ทั้งคุณหมอก็พร่ำบอกประโยชน์การออกกำลังกายช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้ การบริหารร่างกายก็เป็นการบริหารใจได้ด้วย เอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมา ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ไม่ว้าวุ่น และได้ดึงพลังความเครียดที่อั้นอยู่มาปลดปล่อย และโฟกัสกับการออกกำลังแทน สุดท้ายช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป

 

ภาพ : Freepik

World’s oldest barbershop promises pampering at Anantara hotel

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376927

World’s oldest barbershop promises pampering at Anantara hotel

Oct 01. 2019
By The Nation

1,053 Viewed

A Truefitt & Hill barbershop will offer high-end cuts and shaves at the Anantara Siam Bangkok Hotel, which enjoys an exclusive address on Rajadamri Road in the heart of Bangkok.

Established in 1805, Truefitt & Hill is the oldest surviving barbershop in the world, as certified by Guinness Book of World Records, and is recognised as the finest traditional gentlemen’s barber and perfumer in London. The company is famous for its close shaves, expert haircuts and attentive grooming, according to a Tuesday release.

At Anantara Siam Bangkok Hotel, Truefitt & Hill offers all its celebrated grooming services, including the 45-minute “royal” hair cut, 20-minute beard trim and 30-minute head shave which uses a badger hair bristle brush to lift the hair for the closest possible shave.

Bangkok’s socialite gentlemen can delight in expert personal grooming sessions that include facial hair grooming, a 20-minute waxing of the ears, nose, eyebrows and cheeks, and a ear-cleaning done in the traditional Chinese-Thai style.

For a close shave, the 30-minute traditional hot towel wet shave uses pre-shave oil applied with a luxurious hot towel wrap, followed by a rich shaving cream and finished with a comfortable shave.

The 45-minute ultimate shaving experience offers all the pleasures of the traditional hot towel wet shave, along with a deep relaxing face massage.

Commenting on the opening of Truefitt & Hill at Anantara Siam Bangkok Hotel, Daniel Simon, the hotel’s general manager, said that the values and service standards of the world’s oldest barbershop perfectly fit that of Anantara’s flagship Thai hotel to create intimate customer relationships. “We are delighted to welcome Truefitt & Hill to one of Bangkok’s most exclusive addresses and to offer our guests and patrons more world-class services”, Simon said.

Truefitt & Hill at Anantara Siam Bangkok Hotel is open every day, from 9am to 7pm.

How to be Happy จะทำอย่างไรให้มีความสุข?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602127

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

How to be Happy จะทำอย่างไรให้มีความสุข?

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม ศึกษา 3 สิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขได้

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมใช้เวลาศึกษาสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข จนสามารถรู้ว่าความสุขสามารถทำนายสุขภาพและอายุยืนได้ แต่ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างที่ดี สามารถช่วยให้เราอยู่ในเส้นทางที่มีความสุขได้มากขึ้น มาดูว่าความสุขเริ่มต้นง่ายๆ แค่ที่ใจเราทำได้อย่างไรบ้าง?

วิธีที่ 1 พิชิตความคิดเชิงลบ

อย่าพยายามหยุดความคิดเชิงลบ ด้วยการบอกว่า “ฉันต้องหยุดคิดเรื่องนี้” เพราะมันจะทำให้คุณคิดมากกว่าเดิม แต่คุณต้องยอมรับมันให้ได้ เช่น “ฉันกังวลเรื่องเงิน” “ฉันกำลังหมกมุ่นกับปัญหาในที่ทำงาน” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรปฏิบัติต่อตัวเองเหมือนเป็นเพื่อน เมื่อคุณรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ให้ถามตัวเองว่า คุณจะให้คำแนะนำกับเพื่อนแบบไหน แล้วใช้วิธีนั้นกับตัวคุณเอง การศึกษาแสดงให้เห็นว่าวิธีนี้สามารถลดอาการซึมเศร้าได้ เป้าหมายคือเพื่อให้คุณได้รับจากทัศนคติที่ไม่ดี (“ฉันล้มเหลว”) ไปสู่แง่บวกมากขึ้น (“ฉันประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของฉันมาก) นี่เป็นเพียงความล้มเหลวเพียงอย่างเดียวที่ฉันสามารถเรียนรู้จากมันและทำมันให้ดีขึ้นได้”

วิธีที่ 2 ควบคุมการหายใจ

วิทยาศาสตร์ให้หลักฐานว่าประโยชน์ของการฝึกฝนการหายใจ สามารถช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล นอนไม่หลับ โรคเครียด โรคซึมเศร้า และความผิดปกติของสมาธิ การควบคุมลมหายใจสามารถส่งเสริมสมาธิและเพิ่มพลังงานในแง่บวกได้ ทั้งนี้ พระพุทธเจ้าก็ยังสนับสนุนการทำสมาธิลมหายใจ เพราะเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าถึงการตรัสรู้

วิธีที่ 3 เขียนไดอะรี่ 15 นาทีต่อวัน

การเขียนเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ส่วนตัว และเรื่องราวของคุณเอง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปรับปรุงชีวิตให้มีความสุขได้ งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเขียนไดอะรี่เป็นเวลา 15 นาทีต่อวัน อาจนำไปสู่การเพิ่มความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยส่วนหนึ่งเพราะจะช่วยให้เราสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของเรา และตระหนักถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาของเราได้อย่างดี การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าการเขียนเรื่องราวของคุณสามารถทำให้คุณหลุดพ้นจากความคิดด้านลบ และไปสู่มุมมองชีวิตที่เป็นบวกมากขึ้นนั่นเอง

 

ภาพ freepik

How to วิธีบอกลา Monday Blues ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/587608

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

How to วิธีบอกลา Monday Blues ฉบับมนุษย์เงินเดือน

พรุ่งนี้วันจันทร์ มาดูเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ บอกลาโรคเกลียดวันจันทร์ไปได้เลย

เมื่อความชิลและอารมย์สบายๆ ในวันหยุดประจำสัปดาห์กำลังจะหมดไป ช่วงนี้หลายคนโดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือน มักมีความรู้สึกเนือยๆ เพราะไม่อยากให้ถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องรีบตื่นขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน ซึ่งอาการที่รู้สึกเบื่อหน่ายนี้เราต่างรู้จักกันดีในนาม “โรคเกลียดวันจันทร์” หรือ “Monday Blues”

โรคนี้ฟังชื่อก็ทราบถึงเหตุผลชัดเจนที่แฝงอยู่ในตัว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกลียดวันจันทร์ ก็เพราะว่าเป็นวันเริ่มต้นทำงานของสัปดาห์ หลังจากได้หยุดผ่อนร่างกายและสมอง ทั้งการนอนตื่นสาย เดินช็อปปิ้ง มีเวลาทำอาหาร อยู่กับครอบครัว คนรัก หรือได้หาของกินอร่อยๆ ซึ่งหลายคนมักรู้สึกว่าเวลาของวันเสาร์และอาทิตย์มักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ พอถึงเช้าวันจันทร์จึงเหมือนเป็นฝันร้ายที่ต้องเจอกับความวุ่นวายต่างๆ นานา อาทิ รถติด อากาศร้อน ฝุ่นควัน และการเบียดเสียดกันบนรถโดยสาร แต่วันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ ได้ดังนี้

รีบเคลียร์งานบ้านให้เร็ว

การเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ หรือเช้าวันอาทิตย์ เช่น ซักผ้า เก็บกวาดห้อง พอถึงบ่ายวันอาทิตย์ก็ไม่ต้องวุ่นกับการเก็บกวาดเช็ดถู หรือซักผ้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ เพราะการที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ ในเย็นวันอาทิตย์ อาจทำให้เหนื่อยและรู้สึกว่าเวลาพักผ่อนหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เราทำงานบ้านเสร็จเร็ว ยังทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้งยังแพลนนัดกับเพื่อนๆ หรือคนรักได้โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับงานบ้านที่ยังไม่ได้ทำอีกด้วย

เข้านอนให้ไวขึ้น

ก่อนเริ่มทำงานในสัปดาห์ใหม่ นอกจากการได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือออกไปท่องเที่ยวเติมความสุขและหาแรงบันดาลใจแล้ว เราควรพักร่างกายด้วยการนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง จึงแนะนำให้เข้านอนเร็วกว่าทุกวัน เมื่อร่างกายได้ชาร์จพลังเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับการตื่นมาเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างสดชื่น ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์ไปตลอดทั้งวัน

วางแผนสำหรับเช้าวันจันทร์

ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับเช้าที่เร่งรีบด้วยการจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ที่จะใส่ไปทำงาน เตรียมวัตถุดิบเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ หรือเตรียมแค่นม ขนมปัง พร้อมผลไม้สักอย่าง จากนั้นก็วางแผนการเดินทางให้ดี เพราะปัญหารถติดหนักในช่วงเช้าวันจันทร์ทำให้หลายคนปวดใจ  เราจึงควรเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่คิดว่าจะเดินทางได้เร็วที่สุด เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT, รถเมล์ประจำทาง หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเมื่อเราเลือกวิธีการเดินทางได้แล้ว เราก็จะสามารถรู้เวลาที่ใช้ในการเดินทาง และวางแผนการตั้งเวลาปลุกอย่างไม่ต้องลังเล

สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการทำงาน โดยมองปัญหาและความเบื่อหน่ายต่างๆ เป็นความท้าทาย หรือเป็นบททดสอบความสามารถของเรา คำนึงถึงข้อดีของการที่ได้ทำงาน เช่น ได้ไปพบปะกับเพื่อนร่วมงาน ได้ออกไปทำสิ่งที่เราถนัดและสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง งานทำให้เรามีรายได้ งานทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ และอากาศร้อนๆ แบบนี้ อีกหนึ่งข้อที่นับเป็นเรื่องดีๆ คือการได้ไปนั่งทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟที่บ้านได้ตั้งหลายวันต่อสัปดาห์

 

ภาพ : freepik.com

5 ไอเดียเปิดธุจกิจเสริมรวยรับทรัพย์ช่วงเทศกาลกินเจ (ฉบับคนทำงาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602028

  • วันที่ 28 ก.ย. 2562 เวลา 07:40 น.

5 ไอเดียเปิดธุจกิจเสริมรวยรับทรัพย์ช่วงเทศกาลกินเจ (ฉบับคนทำงาน)

เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 ก.ย.-7 ต.ค. 2562 ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอย และหลายปีมานี้เทรนด์สุขภาพกำลังเป็นที่นิยมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนหันมาทานเจมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อร้านค้าต่างๆ ที่จะมียอดขายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

สำหรับคนทำงานที่อยากมีรายได้เสริม 5 ธุรกิจต่อไปนี้มีโอกาสทำให้คุณรับทรัพย์รับเทศกาลกินเจ

1.ขายอาหารสำเร็จรูปเจ

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของสังคมเมือง ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเห็นช่องทางในการหารายได้ผลิตสินค้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้น โดยในเทศกาลกินเจจะเห็นได้ว่ามีอาหารสำเร็จรูปเจจากหลากหลายแบรนด์มาจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี หากเรารับมาขายไปก็สร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

2.ขายวัตถุดิบอาหารเจ

นอกจากอาหารเจที่ได้รับความนิยม วัตถุดิบทำอาหารเจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน ซึ่งผู้บริโภคหลายๆ รายเลือกที่จะทำอาหารเจกินเองที่บ้าน โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่ในการทำอาหารเจส่วนมากจะเน้นผัก เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือเนื้อสัตว์เทียมที่ทำจากแป้ง ถั่ว เป็นต้น

3.ของว่างเจ

ขนม ของว่าง หรือของกินเล่น ก็เป็นอีกเมนูที่ผู้ทานเจให้ความสนใจ โดยเมนูที่ได้รับความนิยม เช่น เผือกทอด ข้าวโพดทอด เต้าหู้ทอด ปาท่องโก๋ เห็ดเข็มทองทอด ถั่วอบ เห็ดอบ และยังมีอีกหลายเมนูที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

4.เครื่องดื่มเจ

นอกจากอาหารและขนมเจแล้ว เครื่องดื่มก็ได้รับความนิยมในเทศกาลกินเจ อาทิ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ธัญพืชต่างๆ ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มเจจากแบรนด์ต่างๆ ที่คิดค้นมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ซึ่งกำไรที่ได้จากการขายเครื่องดื่มเจถือได้ว่าครึ่งต่อครึ่ง หากใครมีฝีมือดีกำไรมีแน่นอน

5.ขายเสื้อผ้า

ช่วงเทศกาลกินเจถือได้ว่าเป็นเทศกาลของการรักษาศีล เสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมคงไม่พ้นเสื้อผ้าสีขาวที่จะขายดีในช่วงนี้ วิธีการคือต้องหาแหล่งขายส่งเสื้อผ้าราคาไม่แพง แล้วออกขายตามตลาดนัด ตามงานที่มีการจัดเทศกาลกินเจ และช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสรับออเดอร์ได้มากขึ้น

สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกี่รายต่อวัน และสาเหตุไหนทำให้อยากตายมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601804

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 07:05 น.

สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกี่รายต่อวัน และสาเหตุไหนทำให้อยากตายมากที่สุด

รู้ไหม? คนไทยฆ่าตัวตายเฉลี่ยวัน 10-12 ราย ชายมากกว่าหญิง 4 เท่า แล้วปัจจัยของการฆ่าตัวตายสำเร็จมาจากสาเหตุใด และจะมีวิธีป้องกันการฆ่าตัวตายได้อย่างไร

เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทย โดยมีข้อมูลตัวเลขสถิติ พบว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศ อยู่ที่ 6.34 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี 2561 มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า มีผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิต เฉลี่ยอยู่ที่ 345 รายต่อเดือน

สถิติตามช่วงวัย

  • วัยแรงงาน (อายุ 25-59 ปี) เป็นวัยที่ฆ่าตัวตายสำเร็จสูงสุด ร้อยละ 74.7
  • วัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 22.1
  • วัยเด็ก (อายุ 10-24 ปี) ร้อยละ 3.2

สาเหตุปัจจัยของการฆ่าตัวตายสำเร็จ ได้แก่

  • ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ ความน้อยใจ ถูกดุด่าตำหนิ การทะเลาะกับคนใกล้ชิด พบร้อยละ 48.7 ความรัก หึงหวง ร้อยละ 22.9 ต้องการคนใส่ใจ ดูแล ร้อยละ 8.36
  • ปัญหาด้านการใช้สุราและยาเสพติด พบว่า มีปัญหาการดื่มสุรา ร้อยละ 19.6 มีอาการมึนเมาระหว่างทำร้ายตนเอง ร้อยละ 6
  • ปัญหาด้านการเจ็บป่วยทางจิต พบภาวะโรคจิต ร้อยละ 7.45 โรคซึมเศร้า ร้อยละ 6.54 และมีประวัติการทำร้ายตนเองซ้ำ ร้อยละ 12

วิธีป้องกันการฆ่าตัวตาย

1.ขอให้บุคคลรอบข้าง ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด คอยสังเกตสัญญาณเตือนโดยให้ระลึกไว้เสมอว่า การส่งสัญญาณเตือนเท่ากับการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของผู้ที่มีความเสี่ยง

2.หากพบว่ามีอาการเศร้า เบื่อ เซ็ง แยกตัว คิดวนเวียน นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ลบ หรือโพสต์ข้อความเชิงสั่งเสีย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดหวังในชีวิต ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกของโรคซึมเศร้าและเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ให้รีบเข้าไปพูดคุยช่วยเหลือพร้อมรับฟัง

3.ใช้หลักวิธีการปฐมพยาบาลทางจิตใจ 3 ส. คือ

  • สอดส่อง มองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือผู้ที่มีการส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย เช่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม แยกตนเองออกจากสังคม
  • ใส่ใจรับฟังด้วยความเข้าใจ ชวนพูดคุย ให้ระบายความรู้สึก ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ โดยการรับฟังอย่างใส่ใจนั้นเป็นวิธีการที่สำคัญมีประสิทธิภาพมาก
  • ส่งต่อเชื่อมโยง เช่น การแนะนำให้โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทรปรึกษาสะมาริตันส์ 02-713-6793 เวลา 12.00-22.00 น. รวมถึงแอพพลิเคชั่นสบายใจ (Sabaijai) ตลอดจนแนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุขหรือช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน