‘ชาบูหาคู่’ ร้านชาบูในมาเลเซียไอเดียเก๋ ช่วยให้คนฉายเดี่ยวไม่เปลี่ยวเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601722

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 11:24 น.

'ชาบูหาคู่' ร้านชาบูในมาเลเซียไอเดียเก๋ ช่วยให้คนฉายเดี่ยวไม่เปลี่ยวเหงา

ไอเดียบรรเจิดเกิดเพราะไม่อยากเห็นคนกินต้องเหงา ร้าน Happiness Mini Shabu-Shabu เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พบหน้าเพื่อนใหม่ร่วมโต๊ะ พร้อมเพลิดเพลินกับการรับประทานชาบู

เหมือนเสี่ยงทายหมายจะได้คู่ครองในอนาคต ใครโสดอยากลองโหมดกินสนุกปลุกอะดรีนาลีน ตีตั๋วบินไปมาเลเซีย แล้วตรงไปที่ร้าน Happiness Mini Shabu-Shabu ในเมืองยะโฮร์บาห์รู ได้เลย

สำหรับร้านนี้บอกเหตุผลถึงที่มาของไอเดียนี้ว่า ไม่ต้องการเห็นลูกค้ามานั่งรับประทานชาบูเพียงคนเดียว แต่อยากให้พวกเขามีความสนุกด้วยการเปิดโอกาสให้ได้พบกับบุคคลใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และเพลิดเพลินไปกับการรับประทานอาหารอันแสนอร่อย

โดยขั้นตอนการรับประทานอาหารในร้านชาบูนั้น ลูกค้าจะเข้ามานั่งที่นั่งที่โต๊ะ และมีหน้าต่างเป็นฉากกั้นปิดไว้อยู่ตรงหน้า หากมีลูกค้าคนอื่นมานั่งรับประทานอาหารอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็สามารถเลือกที่จะเปิด-ปิด ตามความต้องการของคุณเองได้

แน่นอนละว่า ร้านชาบู Happiness Mini Shabu-Shabu เริ่มถูกเป็นที่พูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีลูกค้าถ่ายคลิปวิดีโอลงบนแอปพลิเคชัน TikTok สร้างกระแสในโลกออนไลน์ไปแล้ว

 

ที่มา : https://mothership.sg/2019/09/matchmaking-steamboat-johor/

12 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จใน 21 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601716

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

12 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จใน 21 วัน

ทฤษฎี 21 วัน เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกกรรมของมนุษย์ โดยสาระสำคัญที่ Dr.Maxwell Maltz เขียนไว้ในหนังสือ Psycho-Cybernetics ว่าการกระทำจะตกผลึกกลายเป็นนิสัย โดยการกระทำต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน

บนพื้นฐานความเชื่อว่าเราจะเป็นไปได้และมีสติในการลงมือทำ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ปรารถนาการเติบโตในหน้าที่การงาน ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือในทุกพื้นที่ที่คุณต้องการ หลักการง่ายๆ คือเพียงแค่เขียนถึงสิ่งที่คุณต้องการขึ้นมา และระบุลงไปให้ชัดว่าการกระทำใดจะทำให้คุณไปถึงจุดที่คุณต้องการ แล้วลงมือทำตามนั้นต่อเนื่อง 21 วัน คุณก็จะกลายเป็นคนใหม่ตามที่คุณต้องการ

และนี่คือ “12 นิสัยของผู้ประสบความสำเร็จที่จะเปลี่ยนคุณไปตลอดกาล” เพียงลองทำตามแนวทางนี้ต่อเนื่อง 21 วัน แล้วคุณจะทึ่งในผลลัพธ์ที่ตัวคุณเองก็อาจคาดไม่ถึง

1.เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง แล้วสร้างนิสัย “ลงมือทำทันที’”

2.เลิกใช้คำพูดด้านลบ โดยการเลิกคิดลบ แล้วให้มีสติทุกครั้งในการคิดเพื่อพูดในแง่ที่เป็นบวกเท่านั้น

3.เลิกนิสัยการจับผิดผู้อื่น แล้วหันมาเฝ้ามองตัวเองเพื่อมีสติอยู่กับการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

4.เลิกนิสัยดูโทรทัศน์ หรือเสพโซเเชียลเน็ตเวิร์ค (ที่ไม่ใช่เรื่องงาน) เกิน 60 นาทีต่อวัน แล้วสร้างนิสัยการหาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัวเองแทน

5.ตรวจสอบร่างกายและการแต่งกายของตัวเองทุกวันก่อนออกไปพบปะผู้คน มีสุภาษิตจีนบอกไว้เกี่ยวกับการค้าขายว่า “ถ้ายังยิ้มไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งเปิดร้าน” ดังนั้น จงกำหนดให้มีจิตใจเบิกบาน และแต่งกายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วจึงค่อยออกไปพบปะผู้คน

6.เป็นคนใจกว้าง โดยเปิดโอกาสให้ทีมงานได้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น

7.เรียนรู้ธุรกิจที่ทำให้มากที่สุด เรียนรู้เรื่องทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเพื่อสนับสนุนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อบริษัท

8.แสดงความขอบคุณต่อทุกสิ่งที่ได้รับ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอาจดูเหมือนเล็กน้อยก็ตาม

9.ทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ นอกเหนือจากงาน

10.ให้เวลากับคนในครอบครัว ไม่ว่างานจะมากมายแค่ไหน

11.คบหาคนกลุ่มใหม่ๆ เพื่อรู้จักและเรียนรู้เรื่องราวใหม่ เพื่อขยายมุมมองให้กว้างขึ้น

12.ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง หัวใจคุณก็จะแข็งแรง

 

 

ภาพ : Freepik

สิทธิประกันสังคม หลากข้อดีที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601129

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

สิทธิประกันสังคม หลากข้อดีที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

คนทำงานโดนหักเงินประกันสังคมทุกเดือนไปทำไม? รู้ไว้จะได้ไม่เสียสิทธิ

การหักเงินประกันสังคม สำหรับคนที่เงินเดือนไม่มากถือเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรที่ต้องจ่าย ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ก็มักคิดว่า “ไม่อยากจ่าย” หรือ “เอาเงินไปทำอย่างอื่นเองคงจะดีกว่า” แต่จริงๆ แล้วสิทธิประกันสังคมมีข้อดีอีกมากที่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ตระหนักถึงหรือยังไม่รู้ เพราะนอกจากเรื่องพื้นฐานอย่างการการขูดหินปูน เบิกค่ารักษาพยาบาลแล้ว ก็ยังได้สิทธิอีกมากมายที่เราควรรู้ไว้ ได้แก่

สิทธิคนทำงานต้องรู้ก่อนลาออก

จ่ายประกันสังคม 1 เดือนขึ้นไป : ค่าทำศพ

การเสียชีวิตอาจจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึง แต่ก็ควรรู้สิทธินี้ไว้เพราะอาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราก็ได้ สิทธิในข้อนี้คือเมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้จัดการศพจะสามารถเบิกค่าทำศพจากกองทุนประกันสังคมได้เป็นจำนวน 40,000 บาท หากผู้เสียชีวิตมีประกันสังคมอยู่ผู้จัดการศพก็ควรรู้ไว้จะได้ไม่เสียสิทธิในการเบิกค่าทำศพ เพราะค่าใช้จ่ายในการทำศพแต่ละครั้งไม่น้อยเลยถ้าเบิกได้ก็คงจะดีกว่า

*ผู้มีสิทธิรับต้องมีชื่อระบุอยู่ในหนังสือเท่านั้น หากไม่มีหนังสือระบุจะเฉลี่ยให้คนในครอบครัวแทน

จ่ายประกันสังคม 3 เดือนขึ้นไป : เบิกค่ารักษาพยาบาล

หลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าเราสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่สถานพยาบาลที่เราเคยเลือกไว้แต่แรก แต่นอกจากสถานพยาบาลที่เราเลือก ก็ยังมีสถานพยาบาลอื่นที่สามารถใช้สิทธิได้อยู่เช่นกันหากเกิดกรณีฉุกเฉินและจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน จากนั้นสามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ ส่วนไฮไลท์ของสิทธินี้ก็คงเป็นสิทธิที่เราได้ยินกันมาบ่อย ๆ คือการทำฟันนั่นเอง

จ่ายประกันสังคม 3 เดือนขึ้นไป : ประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ (โดยไม่ได้เกิดจากการทำงาน)

ทุพพลภาพคือ การสูญเสียอวัยวะ สมรรถภาพของอวัยวะ หรือภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบอาชีพตามปกติได้ ทุพพลภาพเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีเช่น เป็นโรคเบาหวานจนทำให้ตาบอดส่งผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพที่ต้องใช้ดวงตาได้ เกิดอุบัติเหตุจนทำให้พิการ หรือเกิดเรื่องร้ายแรงจนสูญเสียภาวะปกติของจิตใจ ทั้งนี้ต้องได้รับการรับรองจากแพทย์ด้วย

*กรณีทุพพลภาพรุนแรง ได้รับเงินทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต หากไม่รุนแรง จะได้รับเงินทดแทนตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาตามกำหนดแทน

จ่ายประกันสังคม 6 เดือนขึ้นไป : ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน / ตกงาน

หัวข้อนี้มีหลายคนเสียสิทธิของตัวเอง โดยไม่รู้ว่าเราสามารถเบิกค่าชดเชยขณะที่เราว่างงานได้ กรณีหมดสัญญาจ้าง หรือลาออก เราสามารถขึ้นทะเบียนคนว่างงานและจะได้รับเงินทดแทนระหว่างว่างงาน 30% ของค่าจ้าง เป็นเวลา 90 วัน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 4,500 บาท (คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 x 30%)

หากถูกเลิกจ้างโดยไม่ใช่ความผิดในกรณีทุจริตต่อหน้าที่หรือทำผิดกฎหมายร้ายแรง จะได้รับเงินชดเชยขณะที่ว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ปีละไม่เกิน 180 วัน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 7,500 บาท (คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 x 50%)

จ่ายประกันสังคม 12 เดือนขึ้นไป: เงินสงเคราะห์บุตร (ไม่เกิน3คน)

ผู้มีสิทธินี้ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ต้องไม่ใช่บุตรบุญธรรมหรือบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ (600บาท x72 เดือน เป็นเงิน 43,200 บาท) ถ้าเกิดเรามีบุตรแล้วลืมสิทธิข้อนี้เราอาจทิ้งเงินจำนวนกว่า 4 หมื่น ไปฟรี ๆ โดยไม่รู้ตัว

จ่ายประกันสังคม 15 เดือนขึ้นไป: ค่าคลอดบุตร / ลาคลอด

คุณแม่หรือคุณพ่อสามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ 13,000 บาท ต่อการคลอด 1ครั้ง แต่ไม่สามารถใช้สิทธิพร้อมกัน 2 คนได้ คุณแม่จะได้รับเงินจากการลาคลอด โดยเหมาจ่ายในอัตรา 50%ของเงินเดือนเป็นระยะเวลา 90 วัน (ใช้สิทธิได้เฉพาะบุตรคนที่ 1 และ 2 เท่านั้น)

กรณีเกษียณ

จ่ายประกันสังคมน้อยกว่า 180 เดือน : บำเหน็จ

จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 180 เดือน (15ปี) จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ พร้อมทั้งผลประโยชน์ตอบแทนที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด (ผลประโยชน์ตอบแทนแต่ละปีจะไม่เท่ากัน)

*หากยังจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน จะได้รับเงินสมทบเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่าย ร้อยละ 3% ต่อเดือนเท่านั้น

จ่ายประกันสังคม 180 เดือน (15ปี) ขึ้นไป : บำนาญ

จ่ายเงินสมทบมาแล้วมากกว่า 180 เดือนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5ปี) ก่อนจะเกษียณ ไปตลอดชีวิต

*หากผู้รับเงิน เสียชีวิตภายใน 5 ปี หลักเกษียณจะได้เงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญรายเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้าย

สังเกตได้ว่ายิ่งเราทำงานและสะสมกองทุนประกันสังคมนานเท่าไหร่ สิทธิประโยชน์ของเราก็จะยิ่งมีมากขึ้น และถึงจะเกษียณก็ยังได้รับเงินไว้ใช้อีกด้วย 7 หัวข้อนี้ก็คือสิทธิที่เราได้จากการจ่ายเงินเพียงเดือนละ 750 บาท เพื่อแลกกับประโยชน์มากมายที่เราจะได้รับ ทั้งนี้ แต่ละสิทธิก็จะมีเงื่อนไขที่เยอะกว่านี้ หากเราต้องการยื่นเรื่องใช้สิทธิต่างๆ เช่น ในกรณีว่างงานหรือตกงาน เราต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม

How to อัพความสุขด้วย 4 วิธีเปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้ดีกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601424

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

How to อัพความสุขด้วย 4 วิธีเปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้ดีกว่าเดิม

ชีวิตเรารายล้อมไปด้วยความสุขมากมาย เพียงแค่ปรับมุมมองและเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตมากขึ้น เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะทำให้มีความสุขได้ในทุกวันมาฝากกัน

ออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น

ความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งก็คือการมีสุขภาพดี แต่จะทำอย่างไร เราถึงจะมีร่างกายแข็งแรง ไร้โรคภัย หนึ่งในวิธีที่จะช่วยได้ก็คือเราต้องหมั่นออกกำลังกาย ต่อให้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะประโยชน์ของการออกกำลังกายไม่ใช่แค่ช่วยลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น เพราะตอนเราออกกำลังกาย สารแห่งความสุขอย่างสารเอ็นโดรฟิน สารเซโรโทนิน และสารโดพามีน จะถูกกระตุ้นให้ผลิตมากขึ้น และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ส่งผลให้มีผิวพรณอ่อนกว่าวัย เรียกได้ว่าออกกำลังกายทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเลย

ข้อแนะนำ: ควรออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อสุขภาพที่ดี

เปิดโลกกว้างด้วยการอ่านหนังสือ

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ และยังสร้างความเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาที่อ่าน แต่บางคนอาจสงสัยกันใช่ไหมว่า ทำไมเรายังต้องอ่านหนังสือกันอยู่ ทั้งๆ ที่มีสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากมาย นั่นก็เพราะว่าการอ่านหนังสือช่วยพัฒนาความจำ ช่วยเรื่องสุขภาพตา เลี่ยงการจ้องแสงสีฟ้าจากจอมือถือและคอมพิวเตอร์ อีกทั้งหนังสือยังเป็นแหล่งความรู้ที่ผ่านการคัดกรองข้อมูลที่ถี่ถ้วน

ข้อแนะนำ: มาสร้างนิสัยรักการอ่าน ด้วยการเริ่มอ่านจากหนังสือที่เราชอบ และหาเวลาว่าง 1 ชม. ในการอ่านหนังสือ และควรหาพื้นที่สงบสำหรับอ่านหนังสือ อย่างเช่นห้องสมุด เพื่อให้เรามีสมาธิในการอ่านหนังได้มากยิ่งขึ้น

ผ่อนคลายจิตใจด้วยมุมธรรมชาติ

รู้หรือไม่ว่า การเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติ จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายมากขึ้น มุมธรรมชาติที่ว่านี้ก็เช่น พื้นที่สีเขียวที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ก็จะช่วยให้เราสบายตา สดชื่นขึ้น หรือการเข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีความเงียบสงบ ก็จะทำให้ชีวิตเราหลุดจากความวุ่นวาย และมีสมาธิมากขึ้น ดังนั้น เราควรหาเวลาว่าง เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ด้วยการหามุมธรรมชาติที่มีต้นไม้สีเขียว และมีมุมสงบ เพียงเท่านี้จิตใจเราก็จะมีความสุขมากขึ้นได้

ข้อแนะนำ: ปรับสมดุลทางจิตให้มากขึ้น ด้วยการนั่งสมาธิในพื้นที่ธรรมชาติสัก 30 นาที – 1 ชม. ก็จะทำให้จิตใจเราสงบมากยิ่งขึ้น

สร้างสัมพันธภาพกับคนรอบตัว

การสร้างสัมพันธภาพกับผู้คนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว การหาเวลาว่างนัดคุยกันกับเพื่อน หรือหาสถานที่ดีๆ นั่งคุยงานสบายๆ ก็ถือว่าเป็นการกระชับสัมพันธภาพให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม มีความสุขได้ง่ายๆ ด้วยการพูดคุยกับคนใกล้ตัวเรา

ข้อแนะนำ: การยิ้มเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างความสัมพันธภาพได้ หากอยากรู้จักใคร วันนี้ลองยิ้มให้กับคนคนนั้น และเพิ่มความพิเศษมากขึ้นด้วยการกล่าวทักทายสั้นๆ หรือถ้าอยากสร้างบรรยากาศดีๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ลองหาสถานที่ดีๆ ก็จะช่วยให้การพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี ลดความตึงเครียดได้

 

ภาพ freepik

อยากอยู่เป็นโสดยุคนี้ ต้องมีเงินออมกี่บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/568579

  • วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

อยากอยู่เป็นโสดยุคนี้ ต้องมีเงินออมกี่บาท

คิดครองโสดต้องรู้จักโหมดการออมและลงทุน เตรียมความพร้อมเพื่อการใช้ชีวิตแบบโสด สวย สตรอง มีเงินพร้อมใช้ไร้กังวลตามคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์

หนุ่มๆ สาวๆ ยุคใหม่ สมัยนี้นิยมการเป็นโสดมากขึ้น แม้ว่าจะโสดโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตามแต่การเป็นโสดนั้นมันก็มีข้อดีที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างที่ตัวเองปรารถนา สบายใจสบายกาย จะช็อปปิ้ง ซื้อของ เสริมสวย รวยกระเป๋าแบรนด์เนมก็สามารถทำได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการเลย เพราะไม่ได้มีภาระครอบครัวมากมาย ที่จะต้องใช้เงินและเวลาในการดูแลสามีและลูกเหมือนคนอื่นๆ

เรื่องที่ต้องระวังก็คือการเตรียมการเรื่องเงิน เพราะแก่ตัวไป ไม่มีลูกหลานคอยดูแลช่วยเหลือเรื่องการเงิน ดังนั้น ต้องเตรียมให้พร้อมให้พอตอนที่ยังมีกำลังทำงานหารายได้อยู่

อย่าลืมนะว่าการทำงานไปและใช้จ่ายไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เก็บออมเลย เราอาจจะสวย รวย เลิศได้เพียงชั่วคราวในยามที่มีรายได้เท่านั้น แต่ทุกอย่างมันจะจบลงทันทีหากเรามาอยู่ในช่วงที่ไม่มีรายได้ เช่น วันเกษียณ ซึ่งถ้ามาถึงเวลานั้นแล้วไม่มีทั้งรายได้ และไม่มีเงินออมใช้ ความสวยจะหายไปในพริบตา กลายเป็นความเครียดได้ทันที

เพราะฉะนั้น เมื่อได้ตั้งเป้าจะเป็นสาวโสด จึงต้องสวยและสตรอง เพื่อที่จะสามารถมีชีวิตที่เปย์ได้อย่างอิสระ ตามความฝันนั้นก็ต้องวางแผนชีวิตเรื่องเงินไว้ด้วยเช่นกัน แต่ปัญหามันซ่อนไว้ในยามแก่ ว่าจะวางแผนอย่างไรดี

สิ่งแรกที่คนโสดต้องคิดคือ พอแก่ตัวไปจนถึงคราวอายุที่ไม่มีรายได้แล้ว เราควรจะมีเงินเก็บเอาไว้ใช้ซักเท่าไหร่ ลองคำนวณตามชีวิตไลฟ์สไตล์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ หรือบางคนอาจจะตั้งเป้าในสิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต เช่น การมองว่าหลังอายุ 60 ปีต้องมีเงินใช้ประมาณ 5 ล้านบาทจึงจะเพียงพอกับชีวิตแบบสบายๆ สายเปย์แบบที่เป็นอยู่ได้ หลังจากนั้นก็ลองมาดูว่า 5 ล้านที่ว่าจะหามาได้อย่างไร

คนโสดทั้งหลายก็อาจจะนึกถึงการเก็บเงินออมขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และหลายๆ คนก็กำลังทำอยู่ แต่พอคำนวณกันแล้วก็อาจจะพบว่าหากเราเอาเงินเก็บทั้งชีวิตในปัจจุบันและที่จะมีในอนาคตแล้วไปฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย มันอาจจะไม่เพียงพอต่อเป้าหมายที่วางไว้ก็ได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากก็น้อยเหลือเกิน ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะต้องวางแผนเพิ่มเติมมันคือต่อยอดในการเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้เรามากขึ้น แค่ออมเงินมันเชยไปแล้ว ผลตอบแทนก็น้อย แบ่งเงินมาออมหุ้นกันดีกว่าไหม

วิธีการออมหุ้นนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย สาวโสดทุกคนสามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนและแนวทางตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแนะนำคือ

1.กำหนดเงินที่จะลงทุนในแต่ละเดือน

จากเดิมที่เราออมเงินในแต่ละเดือนอยู่แล้ว ลองออมเพิ่มเติมหรือแบ่งบางส่วนจากเงินออมมาซื้อหุ้นกันดีกว่า หากใครยังไม่รู้ว่าจะกำหนดเงินส่วนนี้ซักเท่าไรดี ลองใช้ตัวเลข 10% ในการเริ่มต้นก่อนก็ได้

2.กำหนดหุ้นที่จะลงทุน

สาวโสดทุกคนต้องเข้าใจกันก่อนว่า การลงทุนนั้นไม่เหมือนกับฝากเงินในธนาคารเพราะมีความเสี่ยงจึงต้องศึกษาในเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเรา รวมไปถึงการเลือกทรัพย์สินที่ดีมาลงทุน มีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต หาข้อมูลได้ที่เว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.ลงทุนอย่างมีวินัย

การออมหุ้นให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จะประสบความสำเร็จได้จะต้องใช้วินัยในการลงทุน เราต้องซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องโดยวิธีง่ายๆ คือการกำหนดวันเอาไว้เป็นแผน เช่น ทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท ให้ธนาคารมาตัดเงินในบัญชีของเราเพื่อลงทุน เท่านี้ก็จะสร้างวินัยในการลงทุนได้

4.ลงทุนหลายๆ แบบเพื่อกระจายความเสี่ยง

คือลงทุนในหุ้นสัก 30% ของรายได้ ลงทุนในกองทุนต่างๆ สัก 30% หรือไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บ้าง เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน สัก 30% ในทองคำ 10% เมื่อลงทุนไปสักพัก เราจะพอรู้ว่าอะไรที่ถูกโฉลกกับเรา เป็นทางของเราทำแล้วงอกเงย ค่อยเพิ่มวงเงินในสิ่งนั้นเพิ่ม

5.ตรวจสอบแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อออมไปเรื่อยๆ อย่าลืมติดตามดูว่าสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นมันเติบโตหรือเปล่า ด้วยการศึกษาผลการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหาโอกาสในการขยายการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายตามที่กำหนดไว้เร็วยิ่งขึ้น

ยิ่งอายุเยอะต้องออมเพิ่ม เช่น จากเดือนละ 3,000 เป็น 5,000 เป็น 7,000 เป็น 10,000 และยิ่งแก่ขึ้นต้องลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงน้อยลงปรับเปลี่ยนเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมทุกๆ 3 ปี

ถ้าคิดจะโสดแล้วก็อย่าลืมวางแผนว่า เราจะต้องเป็นสาวโสดที่รวยและเปย์ได้ไปจนวันตาย หากรู้กันแล้วว่าการเก็บเงินออมไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร มันไม่สามารถช่วยให้สาวโสดอย่างเราๆ มีชีวิตและไลฟ์สไตล์ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็อย่าลืมวางแผนอนาคตโดยการสร้างเป้าหมายเก็บเงินออมและนำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับตัวเอง

เริ่มกันเลยตั้งแต่วันนี้ ออมก่อนรวยก่อน ที่สำคัญอย่าลืมลงทุนด้านสุขภาพด้วย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่ดีกับสุขภาพเพราะถ้ามีเงินแต่สุขภาพย่ำแย่เงินที่หามาก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

 

 

ภาพ freepik

คู่มือประจำวัย รับมือยังไงกับวัย 18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601011

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

คู่มือประจำวัย รับมือยังไงกับวัย 18

Generation Z มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากคนในยุคก่อนหน้า ความแตกต่างในช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ การให้พื้นที่ในการคิดโดยไม่ชี้ผิดถูกเป็นวิธีที่จะทําให้คนวัยนี้พร้อมเปิดใจ

คนวัย 18 ในยุคสมัยนี้มีลักษณะเฉพาะตัว และแตกต่างจากคนในยุคก่อนหน้า ความแตกต่างนี้รวมไปถึงเรื่องของวิถีชีวิต ความสนใจ รสนิยม ทัศนคติ ทั้งในชีวิต ประจําวัน และการทํางาน เช่น คนรุ่นนี้มีความสนใจที่หลากหลาย และชอบทดลองทําสิ่งต่างๆ แบบที่ไม่ซ้ําเดิม เป็นต้น

นอกจากความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับรุ่นก่อนๆ คน Gen นี้ยังมีความหลากหลายในหมู่คนรุ่นเดียวกันเองด้วย ซึ่งสังคมและคนรอบข้างควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะกลุ่มคนวัยนี้คือกลุ่มคนที่มีพลัง มีความสร้างสรรค์ ซึ่งกําลังก้าวขึ้นมาสู่วัยผู้ใหญ่ที่จะเป็นเรี่ยวแรงในการกําหนดทิศทางของสังคม

แต่ขณะเดียวกัน คนวัย 18 ก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นวัย “ผู้ใหญ่” อย่างเต็มตัว แต่เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และการค้นหาตัวเอง เพื่อทําการตัดสินใจและตั้งเป้าหมายสําคัญๆ ในชีวิต การให้พื้นที่กับคนอายุ 18 โดยไม่ชี้ผิดถูก เป็นวิธีที่ดีที่จะทําให้คนวัย 18 พร้อมเปิดใจ ซึ่งจะนําไปสู่การมีสัมพันธภาพที่ดี ผ่านการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่พวกเขาไว้ใจ

จากความสําคัญนี้ สสส. จึงได้ระดมองค์ความรู้จาก สสส. รวมถึงภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเผยแพร่ชุดความรู้ที่เหมาะ กับคนวัย 18 ออกไปสู่สังคม นี่จึงเป็นเหตุผลในการจัดทํา “ชุดคู่มือสําหรับวัย 18” ชุดนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นอีกแรงขับเคลื่อนหนึ่ง ทั้งกับคนอายุ 18 ปีเอง และคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสามารถนําเอาข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดและใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยกําหนดทิศทางชีวิตที่เปี่ยมด้วยสุขภาวะ

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายสนุกๆ ที่ทำได้จริงและไม่ล้มเหลวคือ การใช้หลักการของ S.M.A.R.T. ซึ่งเป็นวิธียอดนิยมใช้ในการวางเป้าหมายทางด้านการเงิน แต่สามารถนำมาปรับใช้กับการวางเป้าหมายในชีวิตได้เป็นอย่างดี

  • S. Specific – การตั้งเป้าหมายจะต้องมีความเจาะจง ไม่ใช่แค่การตั้งไว้กว้างๆ เพื่อทำให้เรามองเห็นภาพของเป้าหมายได้ชัดเจน
  • M. Measurable – เป้าหมายของเราต้องมีตัวชี้วัด ที่จะทำให้เราวัดผลความสำเร็จได้อย่างชัดเจน
  • A. Achievable – เป้าหมายของเราต้องสามารถทำได้จริง ไม่ใช่ตั้งเป้าที่ยากจนเกินความสามารถของมนุษย์
  • R. Relevant – เป้าหมายต้องมีความสอดคล้องกับความเป็นจริงของตัวเอง และสอดคล้องกับเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิต
  • T. Time-bound – เป้าหมายที่ดีต้องมีกรอบเวลา ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้น 2.ระยะกลาง 3.ระยะยาว แต่สำหรับวัยรุ่นที่ยังมีโอกาสในการสำรวจความสนใจในชีวิตอีกมากมาย เป้าหมายระยะสั้นและกลางอาจจะเหมาะสมต่อการวางเป้าหมายที่สุด

กลยุทธ์ขุดตัวเองสู้กับความขี้เกียจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600870

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

กลยุทธ์ขุดตัวเองสู้กับความขี้เกียจ

“ขี้เกียจ” เป็นแบบไหน? ใครคิดไม่ออกลองเช็กดูว่า เมื่อเช้าตอนนาฬิกาปลุกให้ตื่นอาบน้ำไปทำงาน เรากดเลื่อนผ่านไปกี่ครั้ง ยังไม่อยากตื่นไปกี่หน นั่นแหละสัญญาณที่กำลังบอกว่า…เราเริ่มขี้เกียจไปทำงานแล้ว

แต่ก่อนอื่นอยากให้ถามตัวเองเสียก่อนว่าที่เราไม่อยากตื่น ไม่อยากไปทำงานนั่นมันเป็นเพราะว่าเรา “ขี้เกียจจริงๆ” หรือแค่อยู่ในสถานการณ์ที่ “กำลังเหนื่อยเกินไป” แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ก็อาจกระทบกับงานทั้งนั้น วันนี้เราจึงนำกลยุทธ์ในการสู้กับความขี้เกียจและค้นหาแรงบันดาลใจในวันที่ขี้เกียจทำงานทั้ง 7 ประการ มาฝากทุกคน

ประการที่ 1 – ซื่อสัตย์กับตัวเอง

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องระบุปัญหาที่เกิดก่อนที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ได้ เช่น งานเยอะ ทำคนเดียว เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ ส่งงานไม่ทันเดดไลน์ งานผิดพลาด จากนั้นให้เราเลิกโทษอย่างอื่นแล้วยอมรับความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้การทำงานเป็นแบบนั้น ลองประเมินพฤติกรรมในการทำงานของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครจะขี้เกียจทำงาน การประเมินด้วยตัวเองเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น หรือบริหารจัดการเวลาให้ดีกว่าเดิม

ประการที่ 2 – วางแผนการทำงาน

ใช้แพลนเนอร์เพื่อช่วยวางแผนการทำงาน จัดลำดับความสำคัญ เลือกงานสำคัญที่ต้องส่งก่อนมาวางไว้ตรงหน้าแล้วทำมันเป็นสิ่งแรก การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้เราโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นและทำให้เสร็จตามแผนเราจะรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายและมีแรงกระตุ้นในการทำงานเพิ่มขึ้น

ประการที่ 3 – ตั้งเป้าหมายเป็นประจำ

การทำงานง่ายๆให้สำเร็จตามเป้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุเราก็ยังต้องการเป้าหมายในการพัฒนาด้วยเช่นกัน เป้าหมายดังกล่าวควรจะช่วยให้เกิดการพัฒนาทักษะและการรับมือในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เราอาจตั้งเป้าในการเลื่อนขั้น ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น หรือรู้จักเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายดังกล่าวอาจกำหนดเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี พยายามรายงานผลการทำงานให้เป็นประจำสม่ำเสมอด้วย เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้มีทิศทางในการทำงาน และช่วยขจัดความขี้เกียจในระหว่างวันทำงานอีกต่างหาก

ประการที่ 4 – พักสักนิด

การพักไม่เพียงแต่ช่วยให้หายขี้เกียจ แต่ยังช่วยลดความเครียดและการขาดเป้าหมายในการทำงานได้อีกด้วย ช่วยให้เติมเต็มไฟในการกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง การพักในระหว่างการทำงานยังช่วยไม่ให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งจะก่อให้เกิดความขี้เกียจอีกด้วย

ประการที่ 5 – สร้างลักษณะนิสัยที่ดีนอกเหนือจากเรื่องงาน

เราสามารถเลือกที่จะใช้เวลาทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่าเสียเวลากับการนั่งดูซีรีย์ เลื่อนฟีดโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน พูดคุยกับคนใกล้ตัว เพียงไม่กี่นาทีก่อนทำอย่างอื่น อย่าลืมเรื่องของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังชีวิตการทำงานอีกด้วย การออกกำลังกายช่วยให้สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ และช่วยให้รู้สึกมีแรงกระตุ้นและพยายามยิ่งกว่าเดิม ไม่เชื่อลองทำดู

ประการที่ 6 – จัดการปัญหาที่แอบแฝงอยู่

ถ้าพบว่าตัวเองยังขี้เกียจในที่ทำงาน แน่ใจหรือยังว่าไม่มีปัญหาอื่นๆ ซ่อนอยู่ สาเหตุที่ขี้เกียจอาจจะมาจากปัญหาอื่นๆ ก็เป็นไปได้ เช่น หากรู้สึกหมดแรง เราอาจต้องปรับการทานอาหาร หรือหากนอนไม่หลับ อาจมีสาเหตุมาจากที่นอนหลับพักผ่อนที่ไม่โอเคก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น สาเหตุจากความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาจากความไม่พึงพอใจในทีี่ทำงาน อาจเกิดจากงานที่ไม่เหมาะสมกับเราก็เป็นไปได้

ประการที่ 7 – ให้รางวัลตัวเอง

เมื่อสามารถปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้แล้ว ก็ควรจะให้รางวัลตัวเองด้วยกลยุทธ์ประการสุดท้ายเพื่อทำให้มีแรงกระตุ้นอยู่เสมอ และทำให้เห็นว่าเราเองก็สามารถมาได้ไกลกว่าเดิม เช่น การได้ใช้วันลาพักร้อนนอนพักผ่อน การเดินทางท่องเที่ยว อาหารดีๆ สักมื้อ หรือการช้อปปิ้ง เพียงเท่านี้เราก็จะก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจไปได้

 

ภาพ : Freepik

6 ขุมพลังบำรุงสมองคนวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600767

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

6 ขุมพลังบำรุงสมองคนวัยทำงาน

ผ่านมานานเท่าไหร่แล้วที่เราใช้งาน “สมอง” ลองหันกลับมามองและให้ความสำคัญ เติมพลังด้วยการบำรุงเพียงเลือกกินอาหารต่อไปนี้ รับรองสมองดีไม่มีเบลอ

เหล่าพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานในทุกๆ วัน ต่างต้องเคยมีอาการเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะทั้งจากการทำงาน ความเครียด หรือเรื่องอื่นๆ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากสมองเราทำงานหนัก 5 วันต่อสัปดาห์ กว่า 20 วันต่อเดือน หรือมากกว่า 240 วันต่อปี เราจึงต้องบำรุงรักษาสมองของเราอยู่เสมอ ใครที่เริ่มหลงๆ ลืมๆ ทั้งที่ยังหนุ่มยังสาวจนอาจเกิดปัญหาต่อการทำงาน ควรรีบดูแลทานอาหารบำรุงสมองโดยด่วน ส่วนวิธีการก็ไม่ยาก เพียงเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ดังต่อไปนี้

1.อัพเซลส์สมองด้วยโอเมก้า 3

เซลส์สมองของเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันจำเป็นที่เรียกว่า “โอเมก้า 3” ช่วยในการสร้างเสริมและซ่อมแซมเซลส์สมอง โดยเราสามารถหาโอเมก้า 3 ได้จากอาหารต่อไปนี้

  • แซลมอน
  • ปลาทูน่า
  • น้ำมันแฟลกซีด
  • น้ำมันคาโนลา
  • วอลนัท
  • จมูกข้าวสาลี
  • ไข่

2.สร้างเกราะป้องกันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อเราอายุมากขึ้น อนุมูลอิสระในกระแสเลือดจะทำลายเซลส์สมองของเรา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับมัน ความจำของเราก็จะค่อยๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา เราจึงต้องกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก

  • บลูเบอร์รี่และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่
  • บร็อกโคลี่
  • แครอท
  • กระเทียม
  • องุ่นแดง
  • ปวยเล้ง
  • ถั่วเหลือง
  • ชา
  • มะเขือเทศ
  • โฮลเกรน

3.เพิ่มพลังสมองด้วยโปรตีนและไทโรซีน

สมองของเราไม่ได้มีแค่เซลส์ประสาท แต่ยังมีสารสื่อประสาททำหน้าที่เหมือนแมสเซนเจอร์ส่งสัญญาณจากเซลล์ประสาท เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง หากเรามีสารสื่อประสาทน้อยเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเราสามารถเพิ่มสารสื่อประสาทด้วยการกินสิ่งต่อไปนี้

  • ผลิตภัณฑ์จากนม
  • ไข่
  • อาหารทะเล
  • ถั่วเหลือง

4.หล่อเลี้ยงสมองด้วยน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน

น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ต้องการน้ำ แต่รวมถึงสมองของเราด้วย เพราะการขาดน้ำมีผลต่อสมองทำให้ความสามารถในการจดจำลดลง ถ้าอยากสมองดีเราต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน

5.บำรุงสมองด้วยวิตามินและเกลือแร่

ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง อาทิ

  • วิตามินบี 6
  • วิตามินบี 12
  • วิตามินซี
  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม

วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

6.ควบคุมการทำงานของสมองด้วยไฟเบอร์

ไฟเบอร์มีความสำคัญต่อสมองของเราอย่างมาก เพราะไฟเบอร์ช่วยในการทำงานของสมอง ควบคุมการดูดซึมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ และในปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดของเราได้ดี ได้แก่

  • ผลไม้แห้ง เช่น แอพริคอต ลูกพรุน ลูกเกด
  • ผัก เช่น บล็อคโคลี่ ถั่วเขียว ปวยเล้ง
  • ถั่วต่างๆ
  • อัลมอนด์ และแฟลกซ์ซีด
  • ผลไม้ เช่น อโวคาโด กีวี ส้ม ลูกแพร์ แอปเปิล
  • ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวกล้อง

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการใช้สมองทำงาน อย่าลืมมองหาอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้มาบำรุง รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีแรงกาย แรงใจ และพลังสมอง ขับเคลื่อนชีวิตการทำงานได้ราบรื่น พร้อมสู้งาน 240 กว่าวันต่อปีกันแล้ว

 

ภาพ : Freepik

7 งานยุคใหม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับการมาของปัญญาประดิษฐ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600727

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 15:00 น.

7 งานยุคใหม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับการมาของปัญญาประดิษฐ์

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก งานยุคเก่าค่อยๆ หายไป ส่งงานยุคใหม่ๆ เข้ามาแทน! มาดูกันว่า 7 อาชีพที่น่าสนใจและจะเติบโตไปพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีงานไหนน่าจับตาเป็นพิเศษบ้าง

เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ทั้งทำให้เกิดเป็นอาชีพใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานด้านวิทยาศาสตร์ งานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล และงานด้านวิจัย ฯลฯ

แม้จะมีกระแสความหวาดกลัวว่า “AI” (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ จะทำให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้ว AI จะทำให้เกิดงานใหม่ๆ ขึ้น และช่วยให้งานของมนุษย์สบายขึ้น เพียงแต่เราต้องมีการปรับตัวและพัฒนาทักษะของตนเอง เรียนรู้การใช้เทคโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาให้ทัน ทางด้านผู้ประกอบการก็ต้องสนับสนุนให้แรงงานได้เรียนรู้พัฒนาความสามารถ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นเดียวกัน

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ Gartner ที่ระบุว่า ในปี 2020 แม้ว่า AI จะลดการจ้างงานไป 1.8 ล้านตำแหน่ง แต่ก็จะสร้างงานใหม่ได้ 2.3 ล้านตำแหน่ง ซึ่ง Peter Sondergaard หัวหน้านักวิจัยของ Gartner ได้คาดการณ์ว่า AI จะเพิ่มความสามารถของแรงงานและอาจเป็นผู้สร้างงานทั้งหมด

7 อาชีพที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้จะมีการนำ AI มาใช้ ได้แก่

1.ตำรวจไซเบอร์/นักรบไซเบอร์

เนื่องจากในปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่าย หากมีการนำข้อมูลไปบิดเบือนและนำออกมาเผยแพร่อย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้รักษาความปลอดภัยด้านระบบดิจิทัล เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และคอยอุดช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นจากฝีมือของเหล่าแฮกเกอร์ ที่จะเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับระบบขององค์กร

2.วิศวกรพัฒนายานยนต์

เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความประหยัดควบคู่กันไป จึงทำให้การผลิตยานยนต์ในอนาคตที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ก็ได้เริ่มเข้ามามีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตของมุนษย์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย จึงไม่แปลกเลยที่อาชีพด้านวิศวกรพัฒนายานยนต์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโลก

3.นักเทคโนโลยีชีวภาพ

เมื่อคำว่า เกษตรกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ว่าในระหว่างกระบวนการผลิตเรายังสามารถนำกากเหลือทางการเกษตรมาพัฒนามาเป็นพลังงานทดแทนได้อีกด้วย จึงถือได้ว่าอาชีพนักเทคโนโลยีชีวภาพมีความจำเป็นอย่างมากในอนาคต

4.นักวิจัยอาหาร

ถือได้ว่าคนในยุคปัจจุบันได้หันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยไม่ได้รับประทานอาหารเพื่อความอร่อยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมด้านอาหารต้องทำการปรับตัวตาให้ตามทันเทรนด์การทานอาหารเพื่อสุขภาพของคนในรุ่นต่างๆ อีกด้วย โดยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น

5.นักวิจัย Big Data

สำหรับในวงการธุรกิจการมีข้อมูลเก็บเอาไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และในปัจจุบันก็มีข้อมูลอยู่มากมาย แต่ก่อนที่เราจะนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้นั้น จะต้องผ่านการวิเคราะห์จากนักวิจัยเสียก่อน เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้องและมีความคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อนำออกมาใช้นั่นเอง

6.ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพหลักตามอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในยุคที่ AI กำลังเข้ามา เช่น การผลิต GPU chips ที่มีรูปแบบเฉพาะของบริษัทด้านเทคโนโลยี ฯลฯ จากความต้องการในการใช้ชิพและฮาร์ดแวร์ของ AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจด้านนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้อาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานตามไปด้วย

7.วิศวกร ML : Machine Learning Engineers

สำหรับคนที่จะมาเป็นวิศวกรด้าน ML ได้นั้น จะต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีทักษะที่ดีเยี่ยมในการเขียน Code และต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรายังจะต้องทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอีกด้วย

 

ภาพ : Freepik

Perfectly planned for quality living

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376030

Perfectly planned for quality living

Sep 10. 2019
The scenery at Izumi Park Town, the Tapio Shopping Centre (left) and The Sendai Royal Park  where is next to the Sendai Izumi Premium outlets.

The scenery at Izumi Park Town, the Tapio Shopping Centre (left) and The Sendai Royal Park where is next to the Sendai Izumi Premium outlets.
By Parinyaporn Pajee
The Nation

346 Viewed

In this second part of the two-part series, the writer travels to Sendai in Northeast Japan to see how nature is being interwoven with urban development.

Leaving behind the forests and parks nestled in and around Tokyo’s business district, we head to Izumi Park Town – a 10 kilometres away from Sendai.

The Izumi Park Town is the sustainable residential area in Migayi Prefecture on which Mitsubishi started work some 50 years ago. The development was launched in 1969 when Mitsubishi snapped up some 10.74 square kilometres (6,712.5 rai) of forest land on the mountainside. The first stage of Izumi Park Town started in 1974 and Mitsubishi has been developing the area ever since, adding an industrial area and recreation zone to the housing areas.

Built from scratch, Izumi Park is now regarded as an ideal town with infrastructure and urban planning systematically designed to enhance people’s interactions and connections. The management of the town is carried out under mutual community rules while the development programme is designed to encompass almost every aspect of urban living ranging from living space to schools, industrial and business districts, as well as recreational areas and even hospitals, all designed to accommodate people of any age and gender. The most recent developments include the new shopping mall Izumi Park Town Tapio and Sendai Izumi Premium outlets.

This peaceful coexistence takes place under a set of rules developed to enable the town to operate with the benefits and interests of the community in mind while showing respect for each other. Community members are made aware of their role and responsibility to respect the rules, allowing this quality society to maintain its high living standards.

With a current population of approximately 25,000, the town has been systematically developed and is rich in green spaces. Houses are beautifully designed, surrounded by trees, public parks and golf courses as well as such facilities as shopping malls, supermarkets and outlets that accommodate the ever-increasing number of tourists. Visitors are mesmerized by the impeccably organised urban spaces, appropriately divided into four different zones from living, urbanisation, recreation and working.

Intersections are replaced by T-sections to avoid traffic incidents.

Intersections are replaced by T-sections to avoid traffic incidents.

In the Living area, the emphasis is placed on the design of roadways to enable the most effective functionality, which includes different types of roads with carefully calculated geometric designs that have minimal curves and take account of the disruption caused by private driveways. Intersections are replaced by T-sections to avoid traffic incidents and here, as elsewhere, priority is given to the inhabitants’ safety and well-being.

In addition, each residential project is required to have at least 30 per cent green space of the total spatial programme and provide a communal area to encourage public activities and interactions between community members.

A site visit of AP (Thailand) team including four students from AP's Open House and the press at Izumi Park Town.

A site visit of AP (Thailand) team including four students from AP’s Open House and the press at Izumi Park Town.

The design also takes care to ensure no sensibilities are offended by ensuring that the roofs are in cool tones and there are no fences, In the meantime, the town encourages the use of the community bus provided by Mitsubishi Estate that offers residents comprehensive services at a cheaper cost. Responsibility for the public and private space is shared between the Sendai City, the landowner, MEC (Mitsubishi Estate Group) and the Plant Committee to make sure every tree in the town gets the care it needs to thrive.

The highly urbanized town centre is home to the schools, public activities and shopping malls and surrounded by the recreation and activity areas that include the golf course, tennis courts and horse tracks.

The working zone is home to the business area, with the light industry and office zones systematically managed and properly separated from the heavy industry zone.

The housing area is designed to situate behind the trees area that help to reduce the noise from vehicles.

The housing area is designed to situate behind the trees area that help to reduce the noise from vehicles.

Vittakarn Chandavimol, chief of AP (Thailand) ’s Corporate Strategy and Creation, is well pleased with the visits to Tokyo and Sendai, telling us that they inspire AP to adapt what they see in Japan into their upcoming projects.

“There are obviously a lot of differences between our two countries so there are things we just can’t do, like creating the concept of Izumi Park Town in Thailand. But there are also many things we can try, such as adopting the green environment design in housing projects both vertically (condominium) and horizontally (housing estate), the traffic design and also how to raise the community awareness,” he says.

“And we cannot adopt the same business model as Mitsubishi Estate has used for Izumi Park Town. Here Mitsubishi has developed phase after phase over a 50-year period and continues to do so. We, on the other hand, work from project to project.

“We don’t have a huge plot of land like Izumi Park Town, but what we can apply is how to develop different projects simultaneously in the same area serving different target groups and then try to turn these into a community,” he continues.

Vittakarn Chandavimol, chief of AP (Thailand) ’s Corporate Strategy and Creation at the Izumi Park Town, Sendai, Japan.

Vittakarn Chandavimol, chief of AP (Thailand) ’s Corporate Strategy and Creation at the Izumi Park Town, Sendai, Japan.

Vittakarn is also certain that the field trip is equally as beneficial to his students and the press.

“We bring our product development team to Japan too. While we can’t pick up and do in Thailand what we have observed from the field trips we’ve organised over the past few years, we carry the concepts inside our heads. When the Japanese start doing something, they do it

thoroughly and deeply. It can takes years to be successful and so forus it’s like a shortcut to learning.”

In the meantime, AP is also focusing on greening the environment. It is now working with the Big Trees Project in removing and relocating the big trees before clearing and construction begins whereas before it would simply have cut them down. The Big Trees Project’s arborist

and tree surgeon gives the guidelines on how to trim, cut or remove the tree properly. It is even sharing these ideas with its clients, bringing the project’s experts to teach people how to plant trees and take care of them.

See also thethe first of a two-part series on Mitsubishi Estate’s projects in Japan at  https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376024